1
Course Syllabus
วิชา: ศึกษาพระธรรมโรม 12 ชั่วโมง
คำอธิบายวิชา
วิชานี้ศึกษาเนื้อหาภาพรวมของพระธรรมโรม ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ถึงภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่ส่งผลต่อการทำ
ความเข้าใจพระธรรมโรม เช่น วัตถุประสงค์การเขียน สถานการณ์ของโรมันในช่วงเวลาที่เขียน ความเข้าใจของเปาโลต่อ
ชนชาติอิสราเอล เป็นต้น ผู้เรียนจะเรียนรู้ถึงศาสนศาสตร์สำคัญของเปาโลที่สะท้อนภาพพระธรรมโรมัน แก่นแท้ของข่าว
ประเสริฐ การเป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อ ความบาป และธรรมบัญญัติ โดยหลักสูตรมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถนำ
หลักการของพระธรรมโรมมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการอภิบาลได้
เป้าหมายของวิชา
1. ผู้เรียนเข้าใจพื้นหลังของพระธรรมโรม และลักษณะทางวรรณกรรม
2. ผู้เรียนเข้าใจศาสนศาสตร์ของเปาโลในเรื่องข่าวประเสริฐ
3. ผู้เรียนเข้าใจวิธีที่จะอ่านพระธรรมโรมเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม
4. ผู้เรียนเกิดความซาบซึ้งในเนื้อหาและปรารถนาที่จะศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น
สิ่งที่ผู้เรียนต้องทำ
1. การเข้าชั้นเรียน ผู้เรียนจำเป็นที่จะต้องมีการเข้าชั้นเรียนหรือเรียนย้อนหลังในกลุ่มตามเวลาที่กำหนด
2. การบ้าน ผู้เรียนจำเป็นต้องส่งการบ้านหรือกิจกรรมในเวลาที่กำหนด
3. ดูคลิปวิดีโอ
3.1. ดูคลิปวิดีโอ ภาพรวมพระธรรมโรมบทที่ 1-4 และ ภาพรวมพระธรรมโรมบทที่ 5-11
3.2. กำหนดส่ง 10 กันยายน 2021
4. สอบ ผู้เรียนจำเป็นที่จะต้องสอบวัดผลการเรียน
2
ตารางการสอน
ครั้งที่ เนื้อหา การบ้าน ผู้เรียน
1 แนะนำพระธรรมโรม อ.พงศ์ระพ ี
ภูมิหลังพระธรรมโรม
โรม 1:1-15
2 โลกนี้ต้องการข่าวประเสริฐ กิจกรรมครั้งที่ 1 อ.พงศ์ระพ ี
พระพิโรธของพระเจ้าสำแดงแก่เรา
โรม 1:16-3:20
3 หัวใจของข่าวประเสริฐ อ.พงศ์ระพ ี
การเป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อ
โรม 3:21-5-21
4 ฤทธิ์เดชของข่าวประเสริฐ กิจกรรมครั้งที่ 2 อ.พงศ์ระพ ี่
ชัยชนะเหนือความบาป ธรรมบัญญัติ และความตาย
โรม 6:1-8:39
5 ข่าวประเสริฐกับอิสราเอล อ.ทัศมณ
อิสราเอลและแผนการของพระเจ้า
โรม 9:1-11:36
6 ข่าวประเสริฐภาคปฏิบัติ กิจกรรมครั้งที่ 3 อ.ทัศมณ
่
ดำเนินชีวตอยางคริสเตียน (1)
ิ
โรม 12:1-13:14
7 ข่าวประเสริฐภาคปฏิบัติ อ.ทัศมณ
ดำเนินชีวตอยางคริสเตียน (2)
ิ
่
โรม 14:1-15:13
8 บทส่งท้าย กิจกรรมครั้งที่ 4 อ.ทัศมณ
คำอำลาของเปาโล
โรม 15:14-16:27
*เนื้อหาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
3
วันและเวลา เรียนทุกวันอังคาร เวลา 19.30-21.00 น.
ช่องทางการเรียน
1. เรียนผ่านแอพพลิเคชั่น Zoom เรียนตามวันเวลาที่กำหนด
2. เรียนผ่าน Facebook Group เมื่อการเรียนการสอนประจำวันสิ้นสุดแล้วจะนำคลิปการเรียนการสอน
เผยแพร่ในกรุ๊ปเพื่อให้ผู้เรียนได้ทบทวนเนื้อหาและเรียนย้อนหลังได้
สื่อการเรียนการสอน
หนังสืออ่าน บทความ คลิปการเรียนการสอน
การประเมินผลผู้เรียน
สัดส่วนคะแนน
ผู้เรียนจำเป็นที่จะต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า 60% เพื่อที่จะผ่านวิชา ตามเกณฑ์การให้คะแนน
การเข้าชั้นเรียน 30%
การบ้าน 30%
ดูคลิปวิดีโอ 20%
สอบ 20%
รวม 100%
การคิดเกรด
คะแนน เกรด
80-100 A
75-79 B+
70-74 B
65-69 C+
60-64 C
ต่ำกว่า 60 F
4
หนังสืออ่านประกอบการเรียน
- เจ. เกลน มอร์รีส, คู่มือศึกษาพระคัมภีร์ใหม่ : โรม (กรุงเทพฯ:คริสเตียนศึกษา แบ๊บติส, 2014)
- จอห์น เอ วิทเมอร์; เดวิด เค โลเวอรี่, โรม , 1,2 โครินธ์ (กรุงเทพฯ:ศูนย์ทีรันนัส, 2006)
******************************************************************
1
- ศึกษาพระธรรมโรม -
Lecture#1 พื้นหลังพระธรรมโรม
1. แนะนำพระธรรมโรม
พระธรรมโรมเป็นพระธรรมอีกเล่มหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อคริสเตียนจำนวนมาก เปาโลได้บันทึกหัวใจของข่าว
ประเสริฐเอาไว้ในพระธรรมเล่มนี้ว่า
รม. 3:23-24 เพราะว่าทุกคนท าบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงมีพระคุณให้เขา
เปนผู้ชอบธรรมโดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว
็
หัวใจของข่าวประเสริฐคือความรอดนั้นมาโดยพระคุณของพรเจ้าผ่านการไถ่ของพระเยซูคริสต์ ไม่ได้มาจากการ
กระทำของมนุษย์
รม. 3:28 เพราะเราเห็นว่า คนหนึ่งคนใดจะถูกช าระ ให้ชอบธรรมได้ก็โดยอาศัยความเชื่อนอก
เหนือการประพฤติตามธรรมบัญญัติ
เพราะเหตุนี้เองพระธรรมโรมจึงเป็นรากฐานของความเชื่อคริสเตียน เมื่อใดก็ตามที่คริสตจักรมีปัญหาพระธรรม
เล่มนี้เป็นคำตอบ ในยุคสมัยที่คริสต์ศาสนาเสื่อมทรามมาร์ตินลูเธอร์ได้อ่านข้อพระคัมภีร์จากพระธรรมโรมจึงเป็นที่มา
ของการปฏิรูปคริสต์ศาสนา
รม. 1:17 เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมซึ่งเกิดมาจากพระเจ้าก็ได้ส าแดงออกโดย
ความเชื่อ และเพื่อความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า “คนชอบธรรมจะมีชีวิตด ารง
อยูโดยความเชื่อ”
่
พระธรรมโรมแสดงให้เห็นถึงความการสำแดงของพระเจ้าที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทางศาสนาที่มนุษย์คิดขึ้นมา
เมื่อใดก็ตามที่อ่านพระธรรมโรม พระธรรมเล่มนี้ยังคงมีชีวิตและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ เมื่อใดก็ตามที่เราอ่านเราได้รับ
การเปลี่ยนแปลงโดยฤทธิ์เดชของข่าวประเสริฐที่บันทึกอยู่ในพระธรรมเล่มนี้
2. ผู้เขียน : เปาโล
เป็นที่ยอมรับโดยกว้างขวางอย่างไม่มีข้อถกเถียงว่าเปาโลเป็นผู้เขียนพระธรรมโรมมัน
รม. 1:1-7 เปาโล ผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์ ที่ได้รับการทรงเรียกให้เปนอัครทูต และการตั้งไว้ให้ประ
็
้
กาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า คือข่าวประเสริฐที่ได้ทรงสัญญาไว้ล่วงหนา โดยทางพวกผู้
เผยพระวจนะของพระองค์ ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ข่าวประเสริฐนั้นเกี่ยวกับพระบุตรของ
้
พระองค์ ผู้ทรงบังเกิดมาโดยสืบเชื้อสายจากดาวิดทางฝายเนือหนัง แต่ฝายจิตวิญญาณ
่
่
2
- ศึกษาพระธรรมโรม -
แห่งความบริสุทธิ์นั้นทรงปรากฏด้วยฤทธานุภาพว่าเปนพระบุตรของพระเจ้า โดยการ
็
เปนขึนมาจากความตาย คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เปนเจ้าของเรา โดยทางพระองค์นั้น
้
็
็
้
็
พวกข้าพเจ้าได้รับพระคุณและหนาที่เปนอัครทูต เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ ให้ไป
ั
ประกาศแก่ชนทุกชาติให้เขาวางใจและเชื่อฟง รวมทั้งพวกท่านที่พระเจ้าทรงเรียกให้เปน
็
คนของพระเยซคริสต์ด้วย
ู
พูดให้ถูกต้องเปาโลใช้เทอร์ทิอัสเป็นผู้ช่วยเขียนจดหมายฉบับนี้
รม. 16:22 ข้าพเจ้าเทอร์ทิอัสผู้เขียนจดหมายฉบับนีตามค าบอก ขอฝากค าทักทายมายังท่านทั้ง
้
หลายในองค์พระผู้เปนเจ้า
็
เราทราบประวัติบางส่วนของเปาโลจากข้อมูลในกิจการและจดหมายฝากที่เปาโลได้บันทึกไว้
้
กจ. 22:3-4 ข้าพเจ้าเปนยิว เกิดในเมืองทาร์ซัสแคว้นซีลีเซีย แต่เติบโตขึนในเมืองนี เปนศิษย์ของอา
้
็
็
จารย์กามาลิเอลและได้รับการอบรมอย่างเคร่งครัดตามธรรมบัญญัติของบรรพบุรุษของ
้
เรา จึงมีความกระตือรือร้นเพื่อพระเจ้าเช่นเดียวกับพวกท่านในเวลานี ข้าพเจ้าข่มเหงคน
้
ทั้งหลายที่ถือ ‘ทางนี’ จนถึงตาย ทั้งยังจับพวกผู้ชายและผู้หญิงขังไว้ในคุก
็
ฟป. 3:5-6 ข้าพเจ้าเข้าสุหนัตในวันที่แปดที่คลอดมา เปนชนชาติอิสราเอล อยูในเผ่าเบนยามิน เปน
่
็
่
ชาวฮีบรูที่เกิดจากคนฮีบรู ในด้านธรรมบัญญัติก็อยูในคณะฟาริสี ในด้านความกระตือรือ
ร้นก็ได้ข่มเหงคริสตจักร ในด้านความชอบธรรมตามธรรมบัญญัติก็ไม่มีที่ติ
หลังจากเสร็จการเดินทางทำพันธกิจครั้งที่สามของเปาโล (กิจการ 13-20) เปาโลวางแผนที่จะไปประกาศที่
ประเทศสเปน
รม. 15:23-24 แต่เดียวนีข้าพเจ้าไม่มีกิจที่จะต้องอยูในแว่นแคว้นเหล่านีต่อไป ข้าพเจ้ามีความปรารถนา
่
้
้
๋
มาหลายปีแล้วที่จะมาหาท่าน มื่อข้าพเจ้าจะไปประเทศสเปน ข้าพเจ้าจะแวะมาหาพวก
ท่าน เพราะข้าพเจ้าหวังว่าจะได้พบท่านขณะที่ไปตามทางนั้น และเมื่ออิ่มใจอยูกับท่าน
่
ทั้งหลายบ้างแล้ว หวังว่าท่านจะช่วยจัดส่งให้ข้าพเจ้าเดินทางต่อไป
แต่ก่อนที่จะไปสเปนเปาโลจำเป็นที่จะต้องกลับไปที่เยรูซาเล็มเสียก่อน
้
้
รม. 15:25 ขณะนีข้าพเจ้าจะขึนไปยังกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อช่วยเหลือธรรมิกชน เพราะว่าบรรดาคริสต
จักรในแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายา ยินดีที่จะเรี่ยไรเงินส่งไปให้แก่ธรรมิกชนที่
ยากจนในกรุงเยรูซาเล็ม
ช่วงเวลาที่เขียนจดหมายฝากไปที่โรมเป็นช่วงขณะที่เปาโลอยู่ที่เมืองโครินธ์ระหว่างการทำพันธกิจครั้งที่สาม
(กิจการ 20:2-3) ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาราวปี ค.ศ. 57 ซึ่งเป็นช่วงเวลายี่สิบกว่าปีที่เปาโลได้ทำพันธกิจ เปาโลได้สะท้อน
สิ่งที่เขาเชื่อและสิ่งที่สำคัญต่อคริสตจักรผ่านจดหมายฝากฉบับนี้
3
- ศึกษาพระธรรมโรม -
3. คริสเตียนที่กรุงโรม
เราไม่รู้ข้อมูลมากนักเกี่ยวกับคริสตจักรที่โรม พระธรรมกิจการบอกว่ามีพวกยิวบางคนที่มาจากโรมที่อยู่ใน
เหตุการณ์วันเพ็นเทคอสต์
่
กจ. 2:10 อยูในแคว้นฟรีเจียและแคว้นปมฟีเลีย เปนคนที่อยูในประเทศอียิปต์และในบางส่วนของ
่
็
ั
็
้
เมืองลิเบียซึ่งขึนกับนครไซรีน เปนคนที่มาจากกรุงโรม
็
พวกเขาอาจเปนคนหนึ่งในสามพันคนที่กลับใจจากการประกาศของเปโตร และได้นำข่าวประเสริฐมาที่กรุงโรม
็
กจ. 2:41 คนทั้งหลายที่รับถ้อยค าของเปโตรก็รับบัพติศมา ในวันนั้นมีคนเข้าเปนสาวกประมาณ
สามพันคน
ในปี ค.ศ. 49 จักรพรรดิคลาวดิอัสได้ขับไล่ชาวยิวออกจากโรม ดังนั้นคริสตจักรในโรมจึงเป็นคริสตจักรที่เต็มไป
ด้วยชาวต่างชาติ
กจ. 18:2 ท่านพบยิวคนหนึ่งที่นั่นชื่ออาควิลลาซึ่งเกิดในแคว้นปอนทัส แต่พึ่งมาจากประเทศอิตาลี
กับภรรยาที่ชื่อปริสสิลลา เพราะจักรพรรดิคลาวดิอัสมีรับสั่งให้พวกยิวทั้งหมดออกไปจาก
กรุงโรม เปาโลจึงไปหาคนทั้งสอง
ในช่วงเวลาที่เปาโลเขียนจดหมาย ชาวยิวได้อนุญาตให้กลับไปที่โรม ทำให้ในธรรมศาลาในเวลานั้นเต็มไปด้วยค
ริสเตียนชาวต่างชาติ คริสเตียนชาวยิวที่กลับมาที่โรมจึงกลายเป็นคนส่วนน้อย และนี่อาจเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาความ
ขัดแย้งภายในเกิดขึ้น เปาโลตำหนิคริสเตียนต่างชาติเพราะความอวดดีของพวกเขา
รม. 11:18-23 ก็อย่าอวดดีต่อกิ่งเหล่านั้น ถ้าท่านอวดดี ก็อย่าลืมว่าท่านไม่ได้เลี้ยงรากนั้น แต่รากต่าง
หากเลี้ยงท่าน ท่านอาจจะแย้งว่า “กิ่งเหล่านั้นถูกหักออกเสียแล้วก็เพื่อข้าจะถูกต่อเข้า
่
แทนที่” ถูกแล้ว พวกเขาถูกหักออก ก็เพราะเขาไม่เชื่อ แต่ที่ท่านอยูได้ก็เพราะความเชื่อ
เท่านั้น อย่าเย่อหยิ่งไปเลยแต่จงเกรงกลัว เพราะว่าเมื่อพระองค์ไม่ได้ทรงหวงกิ่งเหล่านั้น
็
ที่เปนกิ่งเดิม พระองค์ก็จะไม่ทรงหวงท่านเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจงพิจารณาดูทั้งพระ
กรุณาและความเข้มงวดของพระเจ้า คือพระองค์ทรงเข้มงวดกับคนเหล่านั้นที่หลงผิดไป
แต่พระองค์ทรงพระกรุณาท่าน ถ้าว่าท่านจะด ารงอยูในพระกรุณานั้นต่อไป มิฉะนั้นก็จะ
่
่
ทรงตัดท่านออกเสียด้วย ส่วนพวกอิสราเอล ถ้าเขาไม่ดึงดันอยูในความไม่เชื่อ เขาก็จะ
ถูกต่อเข้าไปใหม่ เพราะว่าพระเจ้าทรงสามารถที่จะต่อเข้าอีกได้
3. จุดประสงค์ของพระธรรมโรม : จดหมายฝากไปยังกรุงโรม
เราไม่สามารถสรุปจุดประสงค์ที่เปาโลเขียนจดหมายฝากไปยังกรุงโรมได้เพียงจุดประสงค์เดียว นักวิชาการได้ให้
แนวคิดของจุดประสงค์ของจดหมายฝากฉบับนี้ไว้สามแนวคิด
4
- ศึกษาพระธรรมโรม -
1. จุดประสงค์ด้านศาสนศาสตร์
เนื้อหาส่วนใหญ่ของจดหมายฝากคือเรื่องของข่าวประเสริฐมากกว่าเรื่องคน (โรม 1:8-15) และ (15:22-23)
มีศาสนศาสตร์หลายอย่างที่อยู่ในจดหมายฝากฉบับนี้ เช่น เรื่องของความบาป , การทำให้เป็นผู้ชอบธรรมโดย
ความเชื่อ, การชำระให้บริสุทธิ์, การประยุกต์ในชีวิตประจำวัน
2. จุดประสงค์ด้านการอภิบาล
มีปัญหาระหว่างคริสเตียนยิวและคริสเตียนต่างชาติที่โรมัน เปาโลเขียนจดหมายฝากฉบับนี้ขึ้นเพื่อเชื่อม
ความสัมพันธ์ระหว่างคริสเตียนสองกลุ่มนี้ (โรม 14:1-15:3)
3. จุดประสงค์ด้านการประกาศ
เปาโลต้องการจะนำของประทานฝ่ายวิญญาณมาให้แก่พี่น้องที่โรม (โรม 1:11) เปาโลตั้งใจจะมาเก็บเกี่ยวผลที่
ที่โรมดังนั้นจดหมายฝากฉบับนี้จึงเป็นเหมือนการเตรียมทางสำหรับเปาโลก่อนที่จะมาเยี่ยมพี่น้องที่กรุงโรม
(โรม 1:13)
4. ใจความหลักของพระธรรมโรม : ข่าวประเสริฐ
ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์คืออะไร ทำไมผู้คนถึงต้องการข่าวประเสริฐ แล้วเราจะมีประสบการณ์ในข่าว
ประเสริฐได้อย่างไร ข่าวประเสริฐมีความหมายต่ออนาคตอย่างไร แล้วข่าวประเสริฐมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างไร
คำถามต่างๆเหล่านี้เป็นคำถามหลักของจดหมายที่ส่งไปยังชาวโรม ข่าวประเสริฐสอดคล้องกับแผนการความรอดของ
พระเจ้าอย่างไร พันธสัญญาเดิมกับข่าวประเสริฐสอดคล้องกับแผนการความรอดของพระเจ้าหรือไม่
จะเกิดอะไรขึ้นกับธรรมบัญญัติของโมเสสและพระสัญญาที่พระเจ้ามีต่ออิสราเอล พระธรรมเล่มนี้จึงมีใจความที่เป็น
ื่
ใจความสำคัญของหลักข้อเชอคริสเตียน มาร์ติน ลูเธอร์ กล่าวไว้ว่า
่
พระธรรมโรมควรค่าไม่เพียงแต่ที่คริสเตียนทุกคนต้องทำความเข้าใจเนื้อหาเท่านั้น แตพระธรรมเล่ม
นี้ไว้ให้มั่นในฐานะอาหารประจำวันของจิตวิญญาณ ไม่มีการอ่านหรือไตร่ตรองมากเกินไปสำหรับ
พระธรรมเล่มนี้ ยิ่งคุณศึกษาพระธรรมเล่มนี้มากเท่าไร มันก็ยิ่งมีรสชาติมากขึ้น
5
- ศึกษาพระธรรมโรม -
เปิดจดหมาย (1:1-15)
1. คำทักทาย (1:1-7)
รม. 1:1-7 เปาโล ผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์ ที่ได้รับการทรงเรียกให้เปนอัครทูต และการตั้งไว้ให้
็
ประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า คือข่าวประเสริฐที่ได้ทรงสัญญาไว้ล่วงหนา โดยทาง
้
พวกผู้เผยพระวจนะของพระองค์ ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ข่าวประเสริฐนั้นเกี่ยวกับพระ
้
บุตรของพระองค์ ผู้ทรงบังเกิดมาโดยสืบเชื้อสายจากดาวิดทางฝายเนือหนัง แต่ฝายจิต
่
่
็
ุ
วิญญาณแห่งความบริสุทธิ์นั้นทรงปรากฏด้วยฤทธานภาพว่าเปนพระบุตรของพระเจ้า
โดยการเปนขึนมาจากความตาย คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เปนเจ้าของเรา โดยทาง
็
้
็
พระองค์นั้นพวกข้าพเจ้าได้รับพระคุณและหนาที่เปนอัครทูต เพื่อเห็นแก่พระนามของ
็
้
พระองค์ ให้ไปประกาศแก่ชนทุกชาติให้เขาวางใจและเชื่อฟง รวมทั้งพวกท่านที่พระเจ้า
ั
็
่
ทรงเรียกให้เปนคนของพระเยซูคริสต์ด้วย เรียน ทุกท่านที่อยูในกรุงโรมผู้ซึ่งพระเจ้าทรง
รัก และทรงเรียกให้เปนธรรมิกชน ขอพระคุณและสันติสุขซึ่งมาจากพระเจ้าพระบิดาของ
็
็
เราทั้งหลาย และจากพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เปนเจ้า จงด ารงอยูกับพวกท่านเถิด
่
่
รูปแบบของจดหมายโบราณมักจะเริ่มด้วยการแนะนาตัวผู้เขียน ระบุชือผู้รับและค ากล่าวทักทาย โดยส่วน
ใหญจดหมายฝากในพันธสัญญาใหม่มักจะเขียนตามรูปแบบนี เปาโลเปดจดหมายย ้าด้วยความหมายของข่าว
่
ิ
้
็
้
ประเสริฐว่าเปนข่าวประเสริฐที “ได้ทรงสัญญาไว้ล่วงหนา” ใน “พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์” และข่าวประเสริฐนีเปน
็
้
่
่
ิ
้
่
เรืองเกียวกับ “พระบุตรของพระองค์ ผู้ทรงบังเกิดมาโดยสืบเชือสายจากดาวิดทางฝายเนือหนัง” จดหมายเปด
้
่
็
่
ด้วยใจความส าคัญ คือ ข่าวประเสริฐ ซึงถือเปนใจความหลักของพระธรรมโรม
่
เกียวกับพระบุตรของพระองค์
ข้อ 3 ข้อ 4
ผู้ทรงบังเกิดมาโดยสืบเชือสายจากดาวิดทางฝาย แต่ฝายจิตวิญญาณแห่งความบริสุทธิ์นั้นทรงปรากฏ
้
่
่
้
เนือหนัง ด้วยฤทธานุภาพว่าเปนพระบุตรของพระเจ้า
็
้
โดยการเปนขึนมาจากความตาย
็
็
พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เปนเจ้า
ข้อ 3 – 4 ไม่ใช่การอธิบายธรรมชาติของพระเยซูคริสต์ ศาสนศาสตร์ของเปาโลแนวคิดเรื่องเนื้อหนังและจิต
วิญญาณเป็นขั้วตรงข้ามที่เปาโลใช้เพื่อเปรียบเทียบถึงสิ่งเก่าและสิ่งใหม่
6
- ศึกษาพระธรรมโรม -
ข้อ 5-7 เปาโลย้ำถึงสถานะของตนเองในฐานะอัครทูต แต่สถานะนี้มาโดยทางพระคุณของพระเยซูคริสต์ ผู้รับ
จดหมายฉบับนี้คือคริสเตียนที่อยู่ที่กรุงโรมว่าเป็น “ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงรัก และทรงเรียกให้เป็นธรรมิกชน” ซึ่งเป็นคำที่
พันธสัญญาเดิมใช้เรียกถึงชนชาติอิสราเอล
2. คำขอบพระคุณ (1:8-15)
รม. 1:8-15 ก่อนอื่น ขอขอบพระคุณพระเจ้าของข้าพเจ้าส าหรับพวกท่านทุกคน โดยทางพระเยซู
คริสต์ เพราะว่าความเชื่อของท่านเลื่องลือไปทั่วโลก เพราะพระเจ้าผู้ซึ่งข้าพเจ้าได้รับใช้
ด้วยชีวิตจิตใจของข้าพเจ้า ในการประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระบุตรของพระองค์นั้น
็
ทรงเปนพยานของข้าพเจ้าว่า เมื่ออธิษฐานนั้น ข้าพเจ้าระลึกถึงพวกท่านเสมอ ข้าพเจ้า
ทูลขอว่า ถ้าเปนที่พอพระทัยพระเจ้าแล้ว ให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสมาหาพวกท่านใน
็
ที่สุด เพราะข้าพเจ้าปรารถนาที่จะได้พบท่าน เพื่อจะได้นาของประทานฝายจิตวิญญาณ
่
ุ
มาให้และเพื่อเสริมก าลังท่าน หมายความว่าจะได้มีการหนนใจซึ่งกันและกัน โดยความ
เชื่อของเราทั้งสองฝาย พี่นองทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่า ข้าพเจ้าได้ตั้งใจไว้
้
่
่
หลายครั้งแล้วว่าจะมาหาท่าน เพื่อข้าพเจ้าจะได้เก็บเกี่ยวผลในหมูพวกท่านด้วย
่
้
่
เช่นเดียวกับในหมูชนชาติอื่นๆ (แต่จนบัดนีก็ยังมีเหตุขัดข้องอยู) ข้าพเจ้าเปนหนีทั้งพวก
็
้
็
้
กรีกและชาติอื่นๆ ด้วย เปนหนีทั้งพวกนักปราชญ์และคนที่ไม่มีการศึกษาด้วย ฉะนั้น
่
ข้าพเจ้าจึงขวนขวายที่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่พวกท่านที่อยูในกรุงโรมด้วย
ข้อ 8 คำขอบคุณของเปาโลนั้นมีต่อ ‘พระเจ้า’ โดย ‘ทางพระเยซู’ พระเยซูคริสต์ได้ทรงเปิดทางให้เปาโล
สามารถขอบคุณพระเจ้าได้
ข้อ 9-12 เหตุผลที่เปาโลขอบคุณพระเจ้าก็เพราะ ‘ความเชื่อที่เลื่องลือไปทั่วโลก’ ของคริสเตียนในกรุงโรม
เปาโลต้องการจะไปเยี่ยมคริสเตียนที่กรุงโรมเพื่อ ‘นำของประทานฝ่ายวิญญาณ’ ในที่นี้น่าจะหมายถึงความสามารถที่
พระเจ้าประทานให้แก่เปาโลเพื่อให้เขาได้แบ่งปันกับพี่น้องที่กรุงโรม
ข้อ 13-15 เปาโลบอกความตั้งใจที่อยากจะมาหาพี่น้องที่โรมคือมาเพื่อ ‘เก็บเกี่ยวผล’ นี่คงหมายถึงการที่มีคริส
เตียนในโรมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การมาทำพนธกิจของเปาโลไม่ได้มาจากความปรารถนาส่วนตัว แต่เปาโลมองว่าเป็น
ั
‘หนี้’ ที่เขาต้องทำหน้าที่เพื่อประกาศข่าวประเสริฐ
1
- ศึกษาพระธรรมโรม -
Lecture#2 พระพิโรธของพระเจ้าสำแดงแก่เรา
1. ใจความหลักของพระธรรมโรม (1:16-17)
ข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ
้
เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนทเชื่อไดรับความรอด
ี่
พวกยิวก่อน แล้วพวกกรีกด้วย
้
เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมซึ่งเกิดมาจากพระเจ้าก็ไดสำแดงออก
โดยความเชื่อ และเพื่อความเชื่อ
ี่
ตามทพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า “คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ”
เปาโลอธิบายถึงสาเหตุที่เขาไม่ละอายที่จะประกาศข่าวประเสริฐ และทำไมข่าวประเสริฐถึงมีฤทธิ์เดชที่สามารถ
้
เปลี่ยนแปลงชีวิตได ทำไมเปาโลถึงไม่ละอายนั่นก็เพราะข่าวประเสริฐเป็นฤทธิ์เดชที่นำความรอดมาสู่โลกนี้ ‘ความรอด’
เป็นหนึ่งคำที่มีความสำคัญในจดหมายฝากฉบบนี้ เปาโลไม่ได้ใชคำนี้เพื่อแสดงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากรับเชื่อในพระเยซู
ั
้
คริสต์ แต่สำหรับเปาโลนั้นความรอดหมายถึงการทรงไถ่ให้พ้นจากบาปและความชั่วร้ายในวันพิพากษา (5:9-10, 13:11)
ี่
ข่าวประเสริฐนั้นสำหรับทุกคนที่เชื่อ แตกต่างจากในพันธสัญญาเดิมที่โฟกัสอยู่ทอิสราเอล โดยข่าวประเสริฐนั้น
มาถึงพวกยิวก่อน
ข้อ 17 ‘ความชอบธรรมซึ่งเกิดมาจากพระเจ้า’ คำนี้เปาโลใช้ทั้งหมด 9 ครั้งในจดหมายฝากทุกฉบับของเขา
และ 8 ครั้งปรากฏอยู่ในพระธรรมโรม
2. ความหมายของความชอบธรรม
คำว่า ความชอบธรรม ในพระคัมภีร์ถูกตีความอยู่ใน 3 รูปแบบ คือ
1. ความชอบธรรมของพระเจ้าในแง่ ‘พระลักษณะของพระเจ้า’ ในพันธสัญญาเดิมมักจะหมายถึงความสัตย์ซื่อของ
พระเจ้าโดยเฉพาะต่อพันธสัญญาที่พระองค์ทรงทำกับอิสราเอล หรือความยุติธรรมของพระเจ้า
2. ความชอบธรรมของพระเจ้าในแง่ ‘สถานะที่พระเจาประทานให้’ คือ สถานะที่พระเจ้าประทานให้กับมนุษย์
้
เพื่อที่มนุษย์จะสามารถยืนอยู่ต่อพระพักต์พระเจ้าได ้
3. ความชอบธรรมของพระเจ้าในแง่ ‘พระราชกิจของพระเจ้า’ หมายถึงพระราชกิจของพระเจ้าที่ทำให้สิ่งใดสิ่ง
หนึ่งนั้นถูกต้อง คือ การแทรกแทรงของพระเจ้าต่อความผิดของสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง
2
- ศึกษาพระธรรมโรม -
ในพระธรรมโรมนั้นใครก็ต้องสามารถมีประสบการณ์ในความชอบธรรมของพระเจ้าโดยผ่านทางความเชื่อเท่านั้น เปาโล
ย้ำสองครั้งว่าโดยความเชื่อและเพื่อความเชื่อ เขายังอ้างถึงฮาบากุก 2:4 ในแนวคิดของเปาโลความชอบธรรมของพระ
เจ้าดูเหมือนจะอยู่ในรูปแบบที่ 2
3. พระพิโรธของพระเจ้าต่อความบาป (1:18-20)
์
์
รม. 1:18 เพราะว่าพระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธของพระองคจากสวรรค ต่อความหมิ่นประมาทพระองค ์
ี่
และความชั่วร้ายทั้งมวลของมนุษย์ ทเอาความชั่วร้ายนั้นบีบคั้นความจริง
ข้อ 18 เริ่มต้นด้วยคำว่า ‘เพราะว่า’ บ่งชี้ถึงเหตุของสิ่งที่ได้เกิดขึ้น เพราะว่าพระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธของ
พระองค์ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการสำแดงความชอบธรรมของพระเจ้าในข่าวประเสริฐ สำหรับเปาโลเขามักจะหมายถึง
พระพิโรธที่สำแดงในวันพิพากษา (โรม 2:5, 8; 5:9)
้
ี่
้
รม. 1:19-20 เพราะการทจะรู้จักพระเจ้าไดก็แจ้งอยู่กับพวกเขา เพราะว่าพระเจ้าไดทรงสำแดงแก่เขาแล้ว
่
ตั้งแตเริ่มสร้างโลกมานั้น สภาพของพระเจ้าซึ่งตามนุษย์มองไม่เห็น คือฤทธานุภาพอันถาวร
์
และเทวสภาพของพระองค ก็ไดปรากฏชัดในสรรพสิ่งทพระองคไดทรงสร้าง ฉะนั้นพวกเขาจึง
ี่
์
้
้
ไม่มีข้อแก้ตัวเลย
พระพิโรธนั้นตกลงบนคนที่นำความชั่วร้ายบีบคั้นความจริง หมายถึงการที่นำความเข้าใจของตัวเองมาบดบัง
ความจริง ข้อ 19-20 บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับความจริงของพระเจ้า ความจริงของพระเจ้านั้นปรากฎใน
สิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมนุษย์จึงไม่มีข้อแก้ตัวที่จะปฏิเสธพระเจ้า สิ่งนี้เราเรียกว่า ‘การสำแดงผ่านทางธรรมชาติ/การ
สำแดงทั่วไป’ พระเจ้าทรงเปิดเผยบางส่วนของพระองค์แก่มนุษย์ในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างเอาไว้
4. ผลที่ตามมาของการที่มนุษย์บีบคั้นความจริงของพระเจ้า (1:21-31)
เขาได้เอา....มาแลก (21-23) – เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงปล่อยเขา (24)
เขาได้เอา....มาแลก (25) – เพราะเหตุนีพระเจ้าทรงปล่อยให้เขา (26)
้
พวกผู้หญิงก็เปลี่ยนจาก....ส่วนผู้ชายก็เลิก... (26ข - 27) – พระองค์จึงปล่อยให้ (28ข)
มนุษย์ได้นำพระเจ้าของเขา หรือ ความบาป มาแทนที่ความจริงที่พระเจ้าทรงสำแดงแก่เขาพระองค์จึงทรง
ปล่อยพวกเขาให้ดำรับผลทตามมา
ี่
ข้อ 21-24 เพราะมนุษย์นั้นรู้จักพระเจ้า (ข้อ 20) แต่พวกเขาปฏิเสธพระองค์ จิตใจของพวกเขาจึงมืดมัวไป (ข้อ
21 ข) พวกเขาคิดว่าตนมีปัญญหา (ข้อ 22) และแลกพระสิริของพระเจ้ากับบรรดารูปเคารพที่พวกเขาได้สร้างขึ้น (ข้อ
ี่
23) ภาษาทเปาโลใช้การพูดถึงในพันธสัญญาเดิมที่อธิบายถึงชนชาติอิสราเอลที่หันไปนมัสการรูปเคารพครั้งที่พวกเขา
3
- ศึกษาพระธรรมโรม -
ี
ี่
สร้างรูปปั้นวัวทองคำขึ้น (อพยพ 32, สดุด 106:20, เยเรมีย์ 2:11) ผลทตามมาของการหันไปหารูปเคารพพระเจ้าจึง
้
ั
ปล่อยมนุษย์ประพฤติโสโครกตามตณหาราคะ (ขอ 24)
ข้อ 25-26 เน้นยำถึงการนมัสการรูปเคารพและความบาปทางเพศ และข้อ 26ข-28 เป็นการลงรายละเอียดถึง
ี่
ู้
ิ
บาปทางเพศ ความบาปทเกิดขึ้นนั้นไม่ได้เป็นไปตาม ‘ธรรมชาต’ การที่เปาโลย้ำถึงการที่ผู้ชายกับผชายมีเพศสัมพันธ์กัน
สะท้อนถึงวัฒนธรรมของยิวซึ่งเห็นการที่ผู้ชายประกอบกิจกันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการนมัสการพระของคนต่างชาติ ผลท ี่
ตามมาของกระกระทำเช่นนี้ คือ เขาได้รับกรรมอันสมควร (ข้อ 27) และในข้อที่ 28 ผลที่ตามมาคือพระเจ้าทรงปล่อยให้
เขามีจิตใจที่เสื่อมทรามและประพฤติสิ่งที่ไม่เหมาะสม
รม. 1:29-31 พวกเขาเต็มด้วยการอธรรมทุกชนิด ความชั่วร้าย ความโลภ ความมุ่งร้าย ความอิจฉาริษ
ยา การฆ่าฟน การวิวาท การหลอกลวง การคิดร้าย พูดนินทา ส่อเสียด เกลียดชังพระเจ้า
ั
ดูถูกคนอื่น เย่อหยิ่งจองหอง อวดตัว คิดท าชั่วแปลกๆ ไม่เชื่อฟงบิดามารดา ไร้ปญญา ไร้
ั
ั
ความซื่อสัตย์ ไร้ความรักกัน ไร้ความเมตตา
ข้อ 29-31 เปาโลได้ให้รายการของสิ่งที่เป็นผลมาจากความบาป
รม. 1:32 แม้เขาจะรู้บัญญัติอันชอบธรรมของพระเจ้า ที่ว่าคนทั้งปวงที่ประพฤติเช่นนั้นสมควรจะ
ตาย เขาก็ไม่เพียงประพฤติเท่านั้น แต่ยังเห็นชอบกับคนอื่นที่ประพฤติเช่นนั้นด้วย
้
ข้อสุดทายเปาโลย้ำว่าพวกเขารูปธรรมบัญญัติของพระเจ้าแต่ไม่ได้ประพฤติตามพวกเขานั้นก็สมควรที่จะตาย นี่
เป็นการเปลี่ยนจุดเน้นจากการที่รู้จักพระเจ้าผ่านสงทรงสร้างของพระองค์มาที่รู้จักพระเจ้าในศีลธรรมอันดีงามของ
ิ่
พระองค ์
ิ
5. การพิพากษาที่เท่าเทียมกันทั้งยิวและคนต่างชาต (2:1-11)
รม. 2:1 เพราะฉะนั้น มนษย์เอ๋ย ไม่ว่าท่านจะเปนใคร เมื่อท่านพิพากษาอีกคนหนึ่งนั้น ท่านไม่มี
็
ุ
ข้อแก้ตัวเลย เพราะเมื่อพิพากษาเขา ก็ได้ลงโทษตัวเองด้วย เพราะว่าท่านที่ตัดสินเขาก็
ยังประพฤติอยู่อย่างเดียวกับเขา
เปาโลเปลี่ยนโฟกัสจากมนุษย์โดยรวมมาสู่การใชสรรพนามบุคคลทสอง ‘ท่าน’ ซึ่งคือคริสเตียนที่อยู่ในกรุงโรม
ี่
้
โดยเฉพาะในส่วนนี้เปาโลกำลังหมายถึงพวก ‘ยิว’ (ข้อ 17)
รม. 2:2 เรารู้ว่า การที่พระเจ้าทรงลงโทษคนที่ประพฤติเช่นนั้นก็สมควรจริงๆ
ี่
การลงโทษนั้นพระเจ้านั้นอยู่บนความจริงที่พวกเขาได้กระทำ (เปาโลขยายความต่อในข้อท 6-11)
4
- ศึกษาพระธรรมโรม -
ุ
รม. 2:3-5 มนษย์เอ๋ย ท่านที่ตัดสินคนที่ประพฤติเช่นนั้น แต่ยังประพฤติเช่นเดียวกับเขา ท่านคิดว่า
จะพ้นจากการลงโทษของพระเจ้าหรือ? หรือว่าท่านประมาทพระกรุณาอันอุดม ความอด
กลั้นพระทัย และความอดทนของพระองค์ โดยไม่รู้หรือว่าพระกรุณาคุณของพระเจ้านั้น
มุ่งจะชักน าท่านให้กลับใจใหม่? แต่เพราะท่านใจแข็งกระด้างไม่ยอมกลับใจ ท่านจึงสะสม
โทษให้แก่ตัวเอง ในวันที่พระเจ้าทรงพระพิโรธ ซึ่งพระองค์จะทรงส าแดงการพิพากษาที่
เที่ยงธรรมให้ประจักษ์
ี่
การที่พระเจ้าทรงมีพระกรุณานั้นไม่เพียงพอที่มนุษย์จะรอดจากการลงโทษของพระเจ้าตราบเท่าทเขายัง
ประพฤติชั่วอยู่ ใน เนื้อหาในข้อ 3-5 ยังเน้นยำให้ถึงการที่ยิวคิดว่าพวกเขานั้นเป็นชนชาติพิเศษ
ก. เพราะพระองค์จะประทานแก่ทุกคนตามควรแก่การกระท าของเขา (6)
็
ข. ส าหรับคนที่พากเพียรท าความดี แสวงหาศักดิ์ศรี เกียรติ และความเปนอมตะนั้น พระองค์จะประ
ทานชีวิตนิรันดร์ให้ (7)
ค. แต่พระองค์จะทรงพระพิโรธ และลงโทษคนที่มักเห็นแก่ตัวและไม่ประพฤติตามสัจจะ แต่
ประพฤติชั่ว (8)
ค’ ความทุกขเวทนาจะเกิดแก่ทุกคนที่ประพฤติชั่ว แก่พวกยิวก่อนและแก่พวกกรีกด้วย (9)
ข’ แต่ศักดิ์ศรี เกียรติ และสันติสุข จะมีแก่ทุกคนที่ประพฤติดี แก่พวกยิวก่อนและแก่พวกกรีกด้วย
ก’ เพราะว่าพระเจ้าไม่ทรงเห็นแก่หน้าใครเลย (11)
ข้อ 6 เปาโลอ้างถึงพันธสัญญาเดิมถึงพระเจ้าตอบแทนผลการกระทำของมนุษย์ (สุภาษิต 24:12, สดุดี 62:2,
เอเสเคียล 1:14, โฮเชยา 12:2) เปาโลกำลังเหมารวมว่าพระเจ้าจะตัดสินตามการกระทำของทั้งยิวและคนต่างชาต พระ
ิ
เจ้าทรงไม่เห็นแก่หน้าใคร ดังนั้นการที่พระเจ้าไม่ทรงเห็นแก่หน้าใครพระองค์ทรงตัดสินคนสองกลุ่มคือคนที่เพียรทำ
ี่
ความดีและคนทประพฤติชั่ว
6. พวกที่มีธรรมบัญญัติและไม่มีธรรมบัญญัติ (2:12-16)
รม. 2:12 พวกที่ไม่มีธรรมบัญญัติและท าบาป จะต้องพินาศโดยไม่อ้างธรรมบัญญัติ และพวกที่มี
ธรรมบัญญัติและท าบาป ก็จะต้องถูกพิพากษาตามธรรมบัญญัติ
ธรรมบัญญัติที่เปาโลพูดถึงคือธรรมบัญญัติของโมเสส ซึ่งพระเจ้าได้ประทานให้แก่อิสราเอลที่ภูเขาซีนาย ถึง
ื
ี่
แม้ยิวและคนต่างชาตจะถูกพระเจ้าพิพากษาเช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ยิวต่างจากชาวต่างชาติทเปาโลย้ำคอ ยิวนั้นมีธรรม
ิ
บัญญัติ การที่ยิวมีธรรมบัญญัตนั้นไม่ได้ทำให้พวกเขาพิเศษไปกว่าคนต่างชาติเลย
ิ
รม. 2:13 เพราะว่าคนที่เพียงแต่ฟงธรรมบัญญัติเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระ
ั
เจ้าคนที่ประพฤติตามธรรมบัญญัติต่างหากที่พระเจ้าทรงถือว่าเปนผู้ชอบธรรม
็
5
- ศึกษาพระธรรมโรม -
ข้อ 13 ย้ำถึงสิ่งที่เปาโลสอนว่ามนุษย์จะชอบธรรมต่อพระพักต์พระเจ้าได้โดยสิ่งที่เขากระทำ คือการประพฤต ิ
ตามมาตรฐานของพระเจ้า
รม. 2:14-15 เมื่อคนต่างชาติซึ่งไม่มีธรรมบัญญัติได้ประพฤติตามธรรมบัญญัติโดยปกติวิสัย คนเหล่า
นั้นแม้ไม่มีธรรมบัญญัติก็เปนธรรมบัญญัติให้ตัวเอง เขาแสดงให้เห็นว่าหลักความประ
็
็
็
พฤติที่เปนตามธรรมบัญญัตินั้น มีจารึกอยู่ในจิตใจของเขา และมโนธรรมก็เปนพยานของ
เขาด้วย ความคิดขัดแย้งต่างๆ ของเขานั้นแหละจะกล่าวโทษตัวเขา หรืออาจจะแก้ตัวให้
ก็ได้
้
ข้อ 14-15 พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างชาติกับธรรมบัญญัติ เปาโลใชคำว่า มโนธรรม บางชี้ให้เห็นว่าการ
ที่มนุษย์รู้จักผิดชอบชั่วดีนั้นรู้อยู่ในใจของมนุษย์อยู่แล้ว ดังนั้นธรรมบัญญัติจึงจารึกอยู่ในใจของมนุษย์อยู่แล้วไม่ใช่เพียง
แค่ยิวที่มีธรรมบัญญัต ิ
รม. 2:16 ในวันที่พระเจ้าทรงพิพากษาความลับของมนษย์โดยพระเยซูคริสต์ ทั้งนีตามข่าวประเส
้
ุ
ริฐที่ข้าพเจ้าได้ประกาศนั้น
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศูนย์กลางของการพิพากษาซึ่งเป็นไปตามข่าวประเสริฐที่เปาโลได้ประกาศ
7. ยิวและธรรมบัญญัติ (2:17-29)
รม. 2:17-20 แต่ถ้าท่านเรียกตัวเองว่ายิวและพึ่งธรรมบัญญัติ และอวดว่าตนมีความสัมพันธ์พิเศษกับ
พระเจ้า และว่าท่านรู้จักพระประสงค์ของพระองค์ และเห็นชอบในสิ่งที่ประเสริฐ เพราะว่า
็
ได้เรียนจากธรรมบัญญัติ และถ้าท่านมั่นใจว่าเปนผู้จูงคนตาบอด เปนความสว่างให้แก่
็
็
็
คนทั้งหลายที่อยู่ในความมืด เปนผู้สอนคนโง่ เปนครูสอนเด็ก เพราะท่านมีแบบจ าลอง
ของความรู้และความจริงในธรรมบัญญัตินั้น
ข้อ 17-20 เปาโลพูดถึงสิ่งที่ยิวมักจะอวดอ้างถึงสทธิพิเศษที่พวกเขามีกับพระเจ้า (1) คือการที่พวกเขาถูกเรียกว่า ‘ยิว’
ิ
ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนที่พระเจ้าเลือกเพื่อเป็นประชากรของพระองค์ (2) พึ่งธรรมบัญญัติ ยิวภูมิใจที่พระเจ้ามอบธรรม
บัญญัติซึ่งบันทึกถึงพระลักษณะและพระประสงคของพระเจ้าเอาไว้ ดังนั้นพวกเขาจึงพึ่งธรรมบัญญัติเพื่อจะรอดจากการ
์
พิพากษา (3) พวกเขาอวดถึงความสัมพันธ์ที่เขามีกับพระเจ้า (4) พวกเขารู้จักพระประสงค์ของพระเจ้า (5) เขามั่นใจว่า
เขาเห็นสิ่งที่ประเสริฐกว่า (6) พวกเขาจูงคนตาบอด (7) เป็นความสว่างแก่คนที่อยู่ในความมืด (8) พวกเขาเป็นผู้สอนคน
โง่ และ (9) เป็นครูสอนเด็ก ในมุมมองของยิวคนต่างชาติเป็นเหมือน ‘เด็ก’ ฝ่ายวิญญาณที่ต้องถูกสอนเรื่องความรู้
เกี่ยวกับพระเจ้า
รม. 2:21-24 ฉะนั้นท่านซึ่งเปนผู้สอนคนอื่นจะไม่สอนตัวเองหรือ? ขณะที่ท่านเทศนาว่าไม่ควรลัก
็
ทรัพย์ ตัวท่านเองลักหรือเปล่า? ท่านผู้ที่สอนว่าไม่ควรล่วงประเวณตัวท่านเองล่วงประ
ี
6
- ศึกษาพระธรรมโรม -
ี
เวณหรือเปล่า? ท่านผู้รังเกียจรูปเคารพ ตัวท่านเองปล้นวิหารไหม? ท่านผู้โอ้อวดว่ามี
ธรรมบัญญัติ ตัวท่านเองยังลบหลู่พระเกียรติพระเจ้าด้วยการละเมิดธรรมบัญญัติหรือ
็
เปล่า? เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า “พระนามของพระเจ้าเปนที่ดูหมิ่นท่ามกลางคนต่าง
ชาติก็เพราะพวกท่าน”
ั
อย่างไรก็ตามเปาโลย้อนสิ่งเหล่านี้กลบไปหาพวกเขา
์
รม. 2:25-27 ถ้าท่านประพฤติตามธรรมบัญญัติ พิธีเข้าสุหนัต ก็เปนประโยชนจริง แต่ถ้าท่านละเมิด
็
ธรรมบัญญัติ การที่ท่านเข้าสุหนัตนั้นก็เหมือนกับว่าไม่ได้เข้าเลย เพราะฉะนั้นถ้าคนที่ไม่
ได้เข้าสุหนัตยังประพฤติตามธรรมบัญญัติแล้ว การที่เขาไม่ได้เข้าสุหนัตนั้น จะถือว่าเขา
ได้เข้าแล้วไม่ใช่หรือ? และพวกที่ไม่เข้าสุหนัตทางร่างกาย แต่ประพฤติตามธรรมบัญญัติ
เขาจะพิพากษาท่านผู้มีประมวลธรรมบัญญัติและได้เข้าสุหนัตแล้ว แต่ยังละเมิดธรรมบัญ
ญัตินั้น
์
ถัดมาเปาโลพูดถึงการเข้าสุหนัต สัญลักษณที่บ่งบอกแสดงถึงความเป็นยิว เครื่องหมายแห่งพันธสัญญาที่พระ
เจ้าทรงกระทำกับยิว
็
รม. 2:28-29 เพราะว่ายิวแท้ ไม่ใช่คนเปนยิวแต่ภายนอกเท่านั้น และการเข้าสุหนัตแท้ก็ไม่ใช่การเข้า
้
สุหนัตซึ่งปรากฏที่เนือหนังเท่านั้น คนเปนยิวแท้ คือคนที่เปนยิวภายใน และการเข้า
็
็
็
สุหนัตแท้นั้นเปนเรื่องของจิตใจ ตามพระวิญญาณไม่ใช่ตามตัวบทบัญญัติ คนอย่างนั้นไม่
ุ
ได้รับการยกย่องจากมนษย์ แต่ได้รับจากพระเจ้า
้
เปาโลย้ำถึงความสำคัญว่าการเข้าสุหนัตแทเป็นเรื่องของจิตใจไม่ใช่ทางเนื้อหนัง
8. ความสัตย์ซื่อของพระเจ้าและการพิพากษายิว (3:1-8)
์
รม. 3:1-2 ถ้าเช่นนั้นพวกยิวจะได้เปรียบคนอื่นอย่างไร? และการเข้าสุหนัตนั้นจะมีประโยชนอะไร?
ประโยชนทุกอย่าง ประการแรก พวกยิวได้รับมอบให้รักษาพระด ารัสของพระเจ้า
์
่
เปาโลยังคงย้ำถึงจุดยืนของยิวต่อพระพักต์พระเจ้า ข้อความในบทที่ 2 ที่เปาโลกลาวอาจทำให้ดูเหมือนสิทธิ
ุ
พิเศษของการเป็นยิวนั้นหายไป แต่เปาโลกลับพูดตรงกันข้าม คือ มีประโยชน์ทกอย่าง คือ พวกเขาได้รับมอบให้รักษา
พระดำรัสของพระเจ้า
รม. 3:3-4 ถึงมีบางคนไม่ซื่อสัตย์ ความไม่ซื่อสัตย์ของเขานั้น จะท าให้ความซื่อสัตย์ของพระเจ้าเปน
็
โมฆะหรือ? ไม่เลย ถึงแม้มนษย์ทุกคนจะโกหก ก็ขอให้พระเจ้าทรงสัตย์จริงเถิด ตามที่
ุ
พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า “เพื่อพระองค์จะทรงชอบธรรมในพระวจนะของพระองค์ และทรงมี
ชัยเมื่อพระองค์ทรงวินิจฉัย”
7
- ศึกษาพระธรรมโรม -
หน้าที่ของยิวคือต้องสัตย์ซื่อในพระดำรัสที่พระเจ้าประทานให้ แต่พวกเขาล้มเหลว ถึงแม้ว่าอิสราเอลจะ
ี
ล้มเหลวแต่พระเจ้ายังคงสัตย์ซื่อต่อพระสัญญาของพระองค์ ในข้อที่ 4 เปาโลยก สดุด 51:4 เพื่อยกถึงพระลักษณะใน
ความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ซึ่งเป็นตอนที่ดาวิดกระทำผิดกับนางบัทเชบา
รม. 3:5-8 แต่ถ้าความชั่วร้ายของเราเปนเหตุให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า เราจะว่าอย่างไร?
็
ุ
จะว่าพระเจ้าทรงพระพิโรธโดยไม่ยุติธรรมอย่างนั้นหรือ? (ข้าพเจ้าพูดอย่างมนษย์) เปล่า
เลย เพราะถ้าเปนเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าจะทรงพิพากษาโลกได้อย่างไร? แต่ถ้าสัจจะของ
็
พระเจ้าปรากฏมากยิ่งขึ้นเนื่องจากการมุสาของข้าพเจ้า จนท าให้พระองค์ได้รับเกียรติ
แล้ว ท าไมข้าพเจ้าต้องถูกพิพากษาว่าเปนคนบาป? และท าไมเราจึงไม่ท าความชั่ว เพื่อ
็
ความดีจะเกิดขึ้น? ตามที่มีบางคนดูหมิ่นและนินทาหาว่า เราได้กล่าวอย่างนั้น การลง
โทษคนเช่นนั้นก็ยุติธรรมแล้ว
ข้อ 5 เปาโลพูดต่อไปถึงการมนุษย์ประพฤติชั่วนั้นทำให้ความชอบธรรมของพระเจ้าปรากฏขึ้น แต่แท้จริงไม่ได ้
เป็นเช่นนั้น เพราะพระองค์ยังทรงยุติธรรมเสมอ เพราะพระองค์นั้นชอบธรรม เพราะมีบางคนดูหมิ่นเปาโลว่าจำเป็นท ี่
จะต้องทำชั่วก่อนเพื่อจะให้เห็นความดีของพระเจาปรากฎขึ้น
้
9. มนุษย์ทุกคนอยู่ใต้อำนาจของบาป (3:9-20)
้
รม. 3:9 ถ้าเช่นนั้นจะว่าอย่างไร? พวกยิวเราจะได้เปรียบกว่าหรือ? เปล่าเลยเพราะเราได้ชีแจงให้
ุ
เห็นแล้วว่า มนษย์ทุกคนทั้งพวกยิวและพวกกรีกต่างก็อยู่ใต้อ านาจบาป
เปาโลชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนทั้งยิวและกรีกต่างอยู่ใต้อำนาจบาป
รม. 3:19-20 เรารู้แล้วว่า ธรรมบัญญัติทุกข้อที่ได้กล่าวนั้น ก็กล่าวแก่พวกที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ เพื่อ
ปดปากทุกคน และให้โลกทั้งหมดอยู่ใต้การพิพากษาของพระเจ้า เพราะว่าในสายพระ
ิ
เนตรของพระเจ้า ไม่มีใครถูกช าระให้ชอบธรรมได้ โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ
เพราะว่าธรรมบัญญัตินั้นท าให้เรารู้จักบาป
เปาโลย้ำด้วยว่าไม่มีใครถูกชำระให้ชอบธรรมได้โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัต ิ
1
- ศึกษาพระธรรมโรม -
Lecture#3 หัวใจของขาวประเสริฐ
1. ขาวประเสริฐของเปาโล (3:21-31)
ี้
รม. 3:21-22 แต่เดี๋ยวนความชอบธรรมของพระเจ้านั้นปรากฏนอกเหนอธรรมบัญญัติ ความชอบธรรม
ื
ดังกล่าวก็ได้รับการยืนยันจากหมวดธรรมบัญญัติและพวกผู้เผยพระวจนะ คือความชอบ
ธรรมของพระเจ้า ซึ่งปรากฏโดยความเชื่อในพระเยซคริสต์แกทุกคนที่เชื่อ โดยไม่ทรงถือ
ู
่
ว่าเขาแตกต่างกัน
ั
เปาโลบอกเลาหวใจของขาวประเสริฐ คือ ความชอบธรรมของพระเจาที่ปรากฏตอผูที่เชื่อในพระเยซูคริสต น ี่
ั
เปนความชอบธรรมเดียวกบทีเปาโลบอกใน 1:17 ความชอบธรรมซึ่งมาจากการพระเจาทรงกระทำใหมนุษยนั้นกลับมามี
่
ี้
ความสัมพันธที่ถูกตองกับพระเจา คำวา ‘แตเดี๋ยวน’ เพื่อแสดงถึงดานตรงขามของบทที่ผานมา ในความคิดของเปา
โลการเสด็จมาของพระเยซูคริสตไดเริ่มตนยุคสมัยใหมในแผนการความรอดของพระเจา สิ่งตางๆในพันธสัญญาเดิมเปน
พยานถึงพระราชกิจของพระเจาในพระเยซูคริสต และความชอบธรรมนี้มาทางความเชื่อในพระเยซูคริสตเทานั้น
รม. 3:23-24 เพราะว่าทุกคนทําบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงมีพระคุณให้เขา
เป็นผู้ชอบธรรมโดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว
ู
สาเหตุที่ความชอบธรรมของพระเจานั้นมีสำหรับผูที่เชื่อในพระองคเทานั้นก็เพราะวาทุกคนไดทำบาป ไมวา
จะยิวหรือคนตางชาติลวนอยูใตอำนาจของบาป เปาโลขยายความเพิ่มเรื่องของความชอบธรรมของพระเจาวาการเปน
มนุษยทรงเปนผูชอบธรรมไดนั้นเปนเพราะพระคุณของพระเจาผานการไถของพระเยซูคริสต ในสมัยเปาโลคำวา ‘การ
ไถ’ หมายถึงการที่ผูคนจายเงินเพื่อซื้ออิสรภาพใหแกทาสหรือนักโทษสงคราม
รม. 3:25-26 พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซไว้ให้เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปโดยพระโลหิตของพระองค์ ความ
ู
ี้
เชื่อจึงได้ผล ทั้งนเพื่อแสดงให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า ในการที่พระองค์ได้ทรง
ี้
ั
อดกลั้นพระทัย และทรงยกบาปที่ได้ทําไปแล้วนั้น และเพื่อจะสําแดงในปจจุบันนว่าพระ
ู
องค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซเป็นผู้ชอบธรรมด้วย
ิ
ขอ 25-26 อธบายถึงวิธีการที่พระเจาใชพระเยซูคริสตเพื่อไถบาปขของมนุษย คำวา ‘เครื่องบูชาไถบาป’ มา
จากภาษากรีกวา Hilasterion ซึ่งหมายที่ลบพระอาชญาซึ่งมาจากพระพิโรธของพระเจา เครื่องบูชาทำใหพระเจาทรง
หันพระพักตแหงพระพิโรธของพระองค การไถนั้นตองใชชีวิตของพระเยซูเปนเครื่องผูชายเพื่อสำแดงใหเห็นถึง
ความชอบธรรมของพระเจา
รม. 3:27-28 เพราะฉะนั้น เราจะเอาอะไรมาอวด? ไม่มีทางทําได้เลย จะเอาการทําตามธรรมบัญญัติหรือ? จะ
ึ
เอาการประพฤติหรือ? ก็ไม่ได้ แต่ต้องเอาหลักเกณฑ์ของความเชื่อ เพราะเราเห็นว่า คนหน่งคน
ใดจะถูกชําระ ให้ชอบธรรมได้ก็โดยอาศัยความเชื่อนอกเหนอการประพฤติตามธรรมบัญญัติ
ื
2
- ศึกษาพระธรรมโรม -
เพราะพระเจาทรงทำใหมนุษยเปนผูชอบธรรมโดยพระคุณของพระองค เราจึงไมสามารถอวดอางได เปาโลย้ำ
อีกครั้งจากขอ 2:17 ที่ยิวอวดอางความเปนยิวของตัวเองเหนือคนตางชาติ ดังนั้นเนื่องจากทุกคนถูกทำใหชอบธรรมโดย
ความเชื่อจึงไมมีใครสามารถอวดได เปาโลเนนถึงคนยิวที่เชื่อฟงธรรมบัญญัติของโมเสสวาพวกเขานั้นตองการขาว
ประเสริฐดวยเชนกัน
รม. 3:29-30 หรือว่าพระเจ้านั้นทรงเป็นพระเจ้าของยิวพวกเดียวเท่านั้นหรือ? พระองค์ไม่ทรงเป็นพระ
เจ้าของพวกต่างชาติด้วยหรือ? ถูกแล้วพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของพวกต่างชาติด้วย
เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียว และพระองค์ทรงยกโทษคนที่เข้าสุหนัตโดย
เห็นแก่ความเชื่อ และจะทรงยกโทษคนที่ไม่เข้าสุหนัตก็โดยเห็นแก่ความเชื่อเหมือนกัน
ั
ขอ 29-30 ชี้ใหเห็นถึงความเทาเทียมระหวางคนยิวและคนตางชาติ พระเจานั้นทรงตดสินพวกที่เขาสุหนัต
(คนยิว) และ คนที่ไมเขาสุหนัติ (คนตางชาติ) เปนหลักการเดียวกัน คือ ความเชื่อ
รม. 3:31 ถ้าเช่นนั้นเราลบล้างธรรมบัญญัติด้วยความเชื่อหรือ? เปล่าเลย เรายังชูธรรมบัญญัติขึ้น
อีก
แมวาเวลานี้มนุษยถูกทำใหชอบธรรมโดยความเชื่อ ไมใชผานธรรมบัญญัติ แตเปาโลไมไดลดคุณคาของธรรม
บัญญัติลงไป เพราะธรรมบัญญญัติทำใหเราเห็นถึงมาตรฐานความบริสุทธิ์ของพระเจา
2. ตัวอยางของผูชอบธรรมโดยความเชื่อ (4:1-12)
รม. 4:1-3 ถ้าอย่างนั้น เราจะว่าอย่างไรในเรื่องอับราฮัมบรรพบุรุษของเราตามสายโลหิต ถ้าอับรา
ฮัมถูกชําระให้ชอบธรรมโดยการประพฤติ ท่านก็มีทางที่จะอวดได้ แต่ไม่ใช่เฉพาะพระ
พักตร์พระเจ้า พระคัมภีร์ว่าอย่างไร? ก็ว่า“อับราฮัมเชื่อพระเจ้า และพระองค์ทรงถือว่า
ท่านเป็นคนชอบธรรม”
็
รม. 4:4-5 ส่วนคนที่ทํางานก็ไม่ถือว่าค่าจ้างที่ได้นั้นเป็นบําเหนจ แต่ถือว่าเป็นค่าแรงของงานที่ได้
ทํา ส่วนคนที่ไม่ได้อาศัยการประพฤติ แต่ได้เชื่อในพระองค์ผู้ทรงให้คนอธรรมเป็นคน
ชอบธรรมได้ เพราะความเชื่อของคนนั้นพระเจ้าทรงถือว่าเป็นความชอบธรรม
รม. 4:6-8 ดังที่ดาวิดได้กล่าวถึงความสุขของคนที่พระเจ้าได้ทรงให้เป็นคนชอบธรรม โดยไม่อาศัย
การประพฤติ ว่า“คนทั้งหลายซึ่งพระเจ้าทรงยกการอธรรมของเขาแล้ว และพระเจ้าทรง
กลบเกลื่อนบาปของเขาแล้ว ก็เป็นสุข บุคคลที่องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงถือโทษก็เป็น
สุข”
3
- ศึกษาพระธรรมโรม -
เปาโลยกตัวอยางของอับราฮมมบรรพบุรุษขิองอิสราเอล ชาวยิวไมเพียงยกยองอับราฮมในฐานะบรรบุรุษของ
ั
ั
ิ
พวกเขา แตยังยกยองถึงแบบอยางของผูประพฤติตามธรรมบัญญัต เปาโลตองการชี้ในเห็นวาแผนการความรอดของพระ
เจาในพันธสัญญาใหมนั้นตอเนื่องมากจากพนธสัญญาเดิม เพราะแมแตอับราฮัมเองก็ถูกชำระใหชอบธรรมดวยความเชื่อ
ั
เหมือนกัน ดังนั้นแมอับราฮัมเองก็ไมสามารถอวดไดเชนกัน ซึ่งเปาโลยกตัวอยางขยายเพิ่มเติมขอที่ 4-5 ดังนั้นความชอบ
ธรรมจึงไมไดมาจากการกระทำของมนุษยแตมาจากพระเจาซึ่งเปาโลยกตัวอยางคำพูดของดาวิดเพิ่มเติมในขอที่ 6-8
รม. 4:9-12 ถ้าเช่นนั้นความสุขมีแก่คนที่เข้าสุหนัต หรือว่ามีแก่พวกไม่เข้าสุหนัตด้วย? เรากล่าวว่า
“เพราะความเชื่อนั้นเอง พระองค์ทรงถือว่าอับราฮัมเป็นคนชอบธรรม” แต่พระเจ้าทรงถือ
อย่างนั้นเมื่อไร? เมื่อท่านเข้าสุหนัตแล้ว หรือเมื่อยังไม่เข้าสุหนัต? ไม่ใช่เมื่อท่านเข้าสุ
หนัตแล้ว แต่เมื่อท่านยังไม่เข้าสุหนัต และท่านได้เข้าสุหนัต เป็นเครื่องหมายสําคัญ เปน
็
่
ตรารับรองความชอบธรรม ซึ่งเกิดโดยความเชื่อที่ท่านได้มีอยูเมื่อท่านยังไม่ได้เข้าสุหนัต
เพื่อท่านจะได้เป็นบิดาของทุกคนที่เชื่อ ทั้งที่เขายังไม่ได้เข้าสุหนัต เพื่อพระเจ้าจะทรงถือ
ว่าเขาเป็นผู้ชอบธรรมด้วย และเพื่อท่านจะเป็นบิดาของคนเหล่านั้นที่เข้าสุหนัต ซึ่งไม่ใช่
เพียงแต่เข้าสุหนัตเท่านั้น แต่มีความเชื่อตามแบบของอับราฮัมบิดาของเรา ซึ่งท่านมีอยู ่
เมื่อท่านยังไม่ได้เข้าสุหนัต
ดังนั้นความสุขจึงไมใชแคของคนที่เขาสุหนัตหรือไมเขาสุหนัต แตเปนของทั้งคูเพราะพระเจาทรงถือวาอับราฮัม
ั
เปนคนชอบธรรมครั้งที่เขายังไมเขาสุหนัต อบราฮัมถูกนับวาเปนบิดาแหงความเชื่อเมื่อเขายังไมเขาสุหนัต ดังนั้นคน
ตางชาติที่ไมไดเขาสุหนัติก็สามารถถือวาอับราฮัมเปนบิดาแหงความเชื่อของเขาเชนกัน
3. พระสัญญามาทางความเชือ (4:13-22)
่
รม. 4:13-15 เพราะว่าพระสัญญาที่ประทานแก่อับราฮัมและลูกหลานของท่านที่ว่า จะได้ทั้งพิภพเป็น
มรดกนั้นไม่ได้มาโดยธรรมบัญญัติ แต่มาโดยความชอบธรรมที่เกิดจากความเชื่อ ถ้าพวก
ที่ถือตามธรรมบัญญัติจะเป็นทายาท ความเชื่อก็ไร้ความหมาย และพระสัญญาก็เป็น
โมฆะ เพราะธรรมบัญญัตินําไปสู่พระพิโรธ แต่ที่ใดไม่มีธรรมบัญญัติ ที่นั้นก็ไม่มีการ
ละเมิด
ั
เมื่อครั้งอับราฮมออกจากฮาราน (ปฐก 12:1-13) ถูกพูดถึงอีกครั้ง เพื่อย้ำถึงพระสัญญามาโดยความเชอ เพราะ
ื่
มนุษยไมสามารถประพฤติตามธรรมบัญญัติได
่
้
ี
รม. 4:16-17 เพราะเหตุน การเป็นทายาทนั้นจึงขึ้นอยูกับความเชื่อ เพื่อจะได้เป็นตามพระคุณ เพื่อรับ
รองพระสัญญานั้นแก่ลูกหลานของอับราฮัมทุกคน ไม่ใช่แก่ลูกหลานที่ถือธรรมบัญญัติ
เท่านั้น แต่แก่ลูกหลานที่มีความเชื่อเช่นเดียวกับอับราฮัมผู้เป็นบิดาของเราทุกคน ตามที่
4
- ศึกษาพระธรรมโรม -
มีคําเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เราได้ให้เจ้าเป็นบิดาของชนหลายชาติ” เฉพาะพระพักตร์
พระองค์ที่ท่านเชื่อ คือพระเจ้าผู้ทรงให้ชีวิตแก่คนที่ตายแล้ว และทรงเรียกสิ่งที่ยังไม่ได้
เกิด ให้มีขึ้น
เพราะพระสัญญาที่พระเจามีใหแกอับราฮัมนั้นมาโดยความเชื่อ ทุกคนที่เชื่อจึงถือวาเปนลูกหลานของอับราฮัม
รม. 4:18-22 แม้ดูว่าจะหมดหวังแล้ว แต่อับราฮัมยังเชื่อว่าจะได้เป็น“บิดาของชนหลายชาติ” ตามคําที่
ได้ตรัสไว้แล้วว่า “พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะมากมายอย่างนั้น” ความเชื่อของท่านไม่ได้ลดน้อย
ลงเลย เมื่อท่านพิจารณาดูสังขารของท่าน ซึ่งเปรียบเหมือนตายไปแล้ว (เพราะท่านมี
อายุประมาณร้อยปีแล้ว) และเมื่อคํานงถึงครรภ์ของนางซาราห์ว่าเป็นหมัน ท่านไม่ได้
ึ
หวั่นไหวแคลงใจในพระสัญญาของพระเจ้า แต่ท่านมีความเชื่อมั่นคง จึงถวายเกียรติแด่
ี้
พระเจ้า ท่านเชื่อมั่นว่า พระเจ้าทรงสามารถทําสิ่งที่ทรงสัญญาได้ ด้วยเหตุนเอง พระองค์
ทรงถือว่าท่านเป็นคนชอบธรรม
เปาโลเปลี่ยนจุดสนใจจากพระเจามาสูความเชื่อของอับราฮัม โดยพูดถึงนางซารหที่เปนหมันตั้งครรภอิสอัค
รม. 4:23-25 แต่ข้อความว่า “ทรงถือว่าท่านเป็นคนชอบธรรม” นั้น ไม่ได้เขียนไว้สําหรับท่านแต่ผู้เดียว
แต่สําหรับเราด้วย ที่ทรงถือว่าเราเป็นคนชอบธรรม คือเราที่เชื่อในพระองค์ผู้ทรงให้พระ
ู
เยซองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราเป็นขึ้นจากความตาย
คือพระเยซผู้ทรงถูกมอบให้ถึงความตาย เพราะการล่วงละเมิดของเร
ู
คือผู้ที่พระเจ้าทรงให้เป็นขึ้น เพื่อให้เราเป็นคนชอบธรรม
เปาโลชี้ใหเห็นวาเดี๋ยวนี้พระเจาทรงถือวาเปนคนชอบธรรมไมไดมีเพื่ออับราฮัมคนเดียว แตสิ่งนั้นมีผลตอทุกคน
ที่เชื่อในพระเยซูคริสต
4. ผลของการเปนผูชอบธรรม (5:1-11)
่
รม. 5:1-4 เพราะฉะนั้น เมื่อเราถูกชําระให้ชอบธรรมโดยความเชื่อแล้ว เราจึงอยูอย่างสงบสุขเฉพาะ
พระพักตร์พระเจ้าทางพระเยซคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา โดยทางพระองค์เราจึงเข้า
ู
้
ี
มายืนอยูในร่มพระคุณน และเราชื่นชมยินดีในความหวังว่าจะได้มีส่วนในพระสิริของพระ
่
เจ้า ยิ่งกว่านั้น เราก็ชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น ทํา
ให้เกิดความทรหดอดทน และความทรหดอดทนทําให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้
ได้ และการที่เป็นเช่นนั้นทําให้มีความหวัง
ผลที่เกิดขึ้นจากสถานะใหมที่เรามีในพระคริสต คือ (1) อยูอยางสงบสุขเฉพาะพระพักตรพระเจา (2) อยูในรม
พระคุณ (3) ชนชมยินดีในความหวังวาจะมีสวนในพระสิริของพระเจา (4) ชื่นชมยินดีในความทุกขยาก
ื่
5
- ศึกษาพระธรรมโรม -
รม. 5:5-8 และความหวังจะไม่ทําให้ผิดหวัง เพราะเหตุว่าความรักของพระเจ้าได้หลั่งเข้าสู่จิตใจของ
เรา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว ขณะเมื่อเรายัง
์
อ่อนกําลัง พระคริสต์สนพระชนม์เพื่อคนอธรรมในเวลาที่เหมาะสม อันที่จริง มีน้อยคนนัก
ิ้
จะยอมตายเพื่อคนชอบธรรม แต่บางทีจะมีคนยอมตายเพื่อคนดีก็ได้ แต่พระเจ้าทรงสํา
แดงความรักของพระองค์แก่เรา คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์สนพระ
ิ้
ชนม์เพื่อเรา
ความหวังที่ใหความมั่นใจแกเรานั้น เปาโลย้ำวาความหวังนั้นมาจาก ความรักของพระเจาในพระเยซูคริสต พระ
วิญญาณบริสุทธิ์หลั่งเขาสูจิตใจของผูเชื่อทำใหราสามารถสัมผัสถึงความรักของพระเจาได
รม. 5:9-11 เพราะฉะนั้นเมื่อเราถูกชําระให้ชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ ยิ่งกว่านั้นเราจะ
พ้นจากพระพิโรธของพระเจ้าโดยพระองค์ เพราะว่าถ้าขณะที่เรายังเป็นศัตรูต่อพระเจ้า
ิ้
เราได้กลับคืนดีกับพระองค์ โดยที่พระบุตรของพระองค์สนพระชนม์ ยิ่งกว่านั้นอีกเมื่อ
กลับคืนดีแล้ว เราก็จะรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์ ไม่ใช่เพียงเท่านั้น เรายังชื่นชม
ู
ยินดีในพระเจ้า โดยทางพระเยซคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ผู้ทรงเป็นเหตุให้เรากลับ
คืนดีกับพระเจ้า
ั
ขอ 1-11 และ 9-11 เปนเนื้อหาที่คูขนานกัน การถูกชำระใหชอบธรรมทำใหเรา ‘กลับคืนด’ กบพระเจา และ
ี
ความชอบธรรมนี้เองก็ทำใหเรารอดดวยเชนกัน สำหรับเปาโล ความรอดนั้นจะเสร็จสมบูรณในวันที่ความบาปถูกทำลาย
ขอ 11 เปาโลกลับมาพูดถึงความชื่นชมยินดอีกครั้ง
ี
5. อาดัมและพระคริสต (5:12-21)
ี
้
รม. 5:12-14 เพราะเหตุน บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆ เดียว และความตายก็เกิดมาเพราะบาปนั้น
และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนทําบาป ความจริงบาป
่
ได้มีอยูในโลกแล้วก่อนมีธรรมบัญญัติ แต่ที่ไหนไม่มีธรรมบัญญัติก็ไม่ถือว่ามีบาป อย่าง
ไรก็ตาม ความตายก็ได้ครอบงําตลอดมา ตั้งแต่อาดัมจนถึงโมเสส แม้คนที่ไม่ได้ทําบาป
อย่างเดียวกับการละเมิดของอาดัม ผู้ซึ่งเป็นแบบของผู้ที่จะเสด็จมาภายหลัง
เปาโลสรุปปดทายถึงสิ่งทั้งหมดที่เขาพูดในขอที่ 1-11 เปาโลเปรียบเทียบระหวางผลของการกระทำระหวาง
ั
ั
ั
‘อาดม’ และ ‘พระคริสต’ ความบาปเขามาเพราะการกระทำของอาดม เราทุกคนบาปเพราะอาดมไดทำบาป
รม. 5:15-17 แต่ของประทานแห่งพระคุณก็ไม่เหมือนการละเมิดนั้น เพราะว่าถ้าคนจํานวนมากต้อง
ตายเพราะการละเมิดของคนๆ เดียว มากยิ่งกว่านั้น พระคุณของพระเจ้าและของประ
ทานโดยพระคุณของพระองค์ผู้เดียวนั้น คือพระเยซคริสต์ ก็มีบริบูรณแก่คนจํานวนมาก
ู
์
และของประทานนั้นก็ไม่เหมือนกับผลซึ่งเกิดจากบาปของคนเดียวนั้น เพราะว่าการพิ
6
- ศึกษาพระธรรมโรม -
ื
พากษาที่เกิดขึ้นเน่องจากการละเมิดเพียงครั้งเดียวนั้น ได้นําไปสู่การลงโทษ แต่ของประ
ทานจากพระเจ้าภายหลังการละเมิดหลายครั้งนั้น นาไปสู่ความชอบธรรม เพราะว่าถ้า
ํ
โดยการละเมิดของคนเดียว เปนเหตุให้ความตายครอบงําอยูโดยคนเดียวนั้น มากยิ่งกว่า
็
่
นั้นคนทั้งหลายที่รับพระกรุณาอันไพบูลย์ และรับของประทานคือความชอบธรรมก็จะดํา
ู
รงชีวิต และครอบครองโดยพระองค์ผู้เดียว คือพระเยซคริสต์
อาดัมเปนแบบอยางของผูที่จะเสด็จมาทีหลัง คือ พระเยซูคริสต พระเยซูนำมนุษยไปสูความชอบธรรม
รม. 5:18-19 ฉะนั้นการลงโทษได้มาถึงทุกคนเพราะการละเมิดครั้งเดียวอย่างไร การกระทําอันชอบ
ธรรมครั้งเดียว ก็นําการปลดปล่อยและชีวิตมาถึงทุกคนอย่างนั้น เพราะว่าคนจํานวนมาก
เป็นคนบาป เพราะคนคนเดียวที่ไม่เชื่อฟังอย่างไร คนจํานวนมากก็เป็นคนชอบธรรม
เพราะพระองค์ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟังอย่างนั้น
ขอ 18-19 เปรียบเทียบระหวางผลของการกระทำของอาดัมกับพระเยซูคริสต
้
รม. 5:20-21 เมื่อมีธรรมบัญญัติ ก็ทําให้มีการละเมิดธรรมบัญญัติปรากฏมากขึน แต่ที่ไหนมีบาปปรา
้
กฏมากขึน ที่นั้นพระคุณก็จะไพบูลย์ยิ่งขึ้น เพื่อว่าบาปได้ครอบงําทําให้ถึงความตาย
ู
ิ
อย่างไร พระคุณก็ครอบงําด้วยความชอบธรรมให้ถึงชีวิตนรันดร์ โดยทางพระเยซคริสต์
องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราอย่างนั้น
เปาโลยอนพูดถึงธรรมบัญญัติ ภายใตธรรมบัญญัติทำใหบาปปรากฏชัดเจนขึ้น แตโดยความชอบธรรมที่มาโดย
ิ
พระคุณทำใหเราไดรับชีวิตนรันดรรและรอดจากการพิพากษาของพระเจา
1
- ศึกษาพระธรรมโรม -
Lecture#4 ฤทธิ์เดชของข่าวประเสริฐ
1. ตายต่อบาปดำเนินชีวิตในพระคริสต์ (6:1-23)
ในบทที่ 5 เปาโลให้ความมั่นใจว่าความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างเรากับพระเจ้านำไปสู่การรอดพ้นจากพระพิโรธของ
พระเจ้า คำถามต่อมาคือแล้วความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างเรากับพระเจ้านี้มีผลอย่างไรต่อชีวิตปัจจุบัน
่
้
รม. 6:1-5 1 ถ้าอย่างนั้น เราจะว่าอย่างไร? เราจะอยูในบาปต่อไปเพื่อให้พระคุณเพิ่มทวีขึนหรือ?
2 เปล่าเลย เราที่ตายต่อบาปแล้วจะมีชีวิตในบาปต่อไปได้อย่างไร? ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือ
3
ว่า เราผู้ที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมานั้นเข้าในการตายของ
พระองค์? เพราะฉะนั้น เราจึงถูกฝงไว้กับพระองค์แล้ว โดยการรับบัพติศมาเข้าในการ
4
ั
็
้
ตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระบิดาทรงให้พระคริสต์เปนขึนมาจากตายโดยพระสิริของพระองค์
5
แล้ว เราก็จะได้ด าเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน เพราะว่าถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์
้
็
แล้วในการตายอย่างพระองค์ เราก็จะเข้าสนิทกับพระองค์ในการเปนขึนจากตายอย่าง
พระองค์
เปาโลย้ำว่าเรานั้น ‘ตายต่อบาป’ ในภาษาของเปาโลหมายถึงสถานะใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ
ความบาป นี่ไม่ได้หมายความว่าคริสเตียนจะไม่ถูกล่อลวงหรือไม่ทำบาป (11-14) ผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ไม่สามารถดำเนิน
ชีวิตในความบาปเหมือนอย่างเคยที่เขาเคยกระทำ ข้อ 3-5 เปาโลชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนสถานะใหม่จากสถานะในบาปสู่
ชีวิตใหม่ในพระคริสต์ ผู้ที่มีส่วนในการตายและเป็นขึ้นมาของพระคริสต์ ก็ตายต่อบาปและเป็นขึ้นมาต่อพระเจ้า
รม. 6:6-7 6 เรารู้แล้วว่า คนเก่าของเรานั้นถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวที่บาปนั้นจะถูกท าลาย
7
็
ให้สิ้นไป และเราจะไม่เปนทาสของบาปอีกต่อไป เพราะว่าผู้ที่ตายแล้วก็พ้นจากบาป
หลังจากเปาโลอธิบายถึงความจริงที่ว่าผู้เชื่อนั้นมีส่วนในการตายและเป็นขึ้นมาของพระคริสต์ ข้อ 6-7 เปาโลให้
ิ่
รายละเอียดเพมเติมถึงการมีส่วนในการตาย นั่นคือคนเก่าถูกตรึงเอาไว้พร้อมกับพระเยซู คนเก่าที่เปาโลหมายถึงมี
ความหมายไม่แน่นชัด นักวิชาการบางส่วนตีความว่า คนเก่า หมายถึง นิสัยบาปเก่าๆของผู้เชื่อถูกทำลายลงเมื่อพวกเขา
มาเชื่อพระเยซู แต่การกล่าวแบบนี้อาจไม่แม่นยำนัก เพราะในจดหมายฝากโรมโดยพิจารณาจากบทที่ 5 ตัวเก่า น่าจะ
หมายถึงสิ่งที่เราเป็นในอาดัมมากกว่า
9
่
รม. 6:8-10 8 แต่ถ้าเราตายแล้วกับพระคริสต์ เราเชื่อว่าเราจะมีชีวิตอยูกับพระองค์ด้วย เรารู้อยูว่า
่
พระเจ้าทรงให้พระคริสต์เปนขึนมาจากตาย แล้วพระองค์จะไม่ตายอีก ความตายจะไม่มี
็
้
10
อ านาจเหนือพระองค์ต่อไป ด้วยว่าซึ่งพระองค์ได้ทรงตายนั้นพระองค์ได้ทรงตายต่อ
บาปครั้งเดียวเปนพอ แต่ซึ่งพระองค์ทรงชีวิตอยูนั้น พระองค์ทรงชีวิตสนิทกับพระเจ้า
่
็
2
- ศึกษาพระธรรมโรม -
เมื่อเราตายกับพระคริสต์ผลที่ตามมาอย่างอัตโนมัติคือการมีชีวิตอยู่ร่วมกับพระองค์ เปาโลใช้ไวยกรณ์ในรูป
อนาคตเพื่อบ่งบอกถึงอนาคตที่จะมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ในวันที่พระองค์เสด็จกลับมา พระเยซูคริสต์ผู้มีชัยชนะเหนือ
ความตายผู้ที่อยู่ในพระองค์ก็ย่อมมีชัยชนะเหนือความตายเช่นกัน
รม. 6:11-14 11 ในท านองเดียวกัน พวกท่านจงถือว่าท่านได้ตายต่อบาป และมีชีวิตสนิทกับพระเจ้าโดย
12
พระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้นอย่าให้บาปครอบง ากายที่ต้องตายของท่าน ซึ่งท าให้ต้อง
13
็
ั
เชื่อฟงตัณหาของกายนั้น อย่ายกอวัยวะของท่านให้แก่บาป ให้เปนเครื่องใช้ในการ
็
อธรรม แต่จงถวายตัวของท่านแด่พระเจ้า เหมือนคนที่เปนขึนมาจากตายแล้ว และจงให้
้
14
อวัยวะเปนเครื่องใช้ในการชอบธรรมถวายแด่พระเจ้า บาปจะไม่ครอบง าพวกท่านต่อ
็
ไป เพราะว่าท่านไม่อยูใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยูใต้พระคุณ
่
่
การดำเนินชีวตใหม่ให้สมกับสถานะใหม่ที่พระเจ้าประทานให้ เปาโลเริ่มต้นว่า เราต้องไม่ให้บาปครอบงำชีวิต
ิ
ของเรา หน้าที่ของผู้เชื่อที่ต้องทำร่วมกับพระคริสต์คือหลีกเลี่ยงที่จะทำบาป ข้อที่ 14 เพราะว่าท่านไม่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ
ิ
หมายถึงผู้เชื่อไม่ได้ดำเนินชีวตตามธรรมบัญญัติ เพราะว่าด้วยสถานะใหม่ พระคุณของพระเจ้าต่างหากที่ควบคุมเรา
15
่
่
รม. 6:15-20 ถ้าเช่นนั้นจะว่าอย่างไร? เราจะท าบาปเพราะไม่อยูใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยูใต้พระคุณ
16
็
ั
อย่างนั้นหรือ? เปล่าเลย พวกท่านไม่รู้หรือว่าถ้าท่านยอมตัวรับใช้เชื่อฟงใคร ท่านก็เปน
็
็
ั
ทาสของผู้ที่ท่านเชื่อฟงนั้น คือเปนทาสของบาปซึ่งนาไปสูความตาย หรือเปนทาสของ
่
17
่
ั
การเชื่อฟงซึ่งนาไปสูความชอบธรรม? แต่จงขอบพระคุณพระเจ้า เพราะว่าท่านเคยเปน
็
้
ั
18
ทาสของบาป แต่บัดนีมีใจเชื่อฟงหลักค าสอนนั้นซึ่งท่านได้รับมา เมื่อท่านทั้งหลายพ้น
็
จากบาปแล้ว ท่านก็ได้เปนทาสของความชอบธรรม ข้าพเจ้ายกเอาตัวอย่างมนษย์มา
19
ุ
้
็
พูด เนื่องจากเนือหนังของท่านอ่อนก าลัง เพราะท่านเคยยกอวัยวะของท่านเปนทาสของ
การโสโครกและของการบาปซ้อนบาปอย่างไร บัดนีจงยกอวัยวะของท่านเปนทาสของ
้
็
ความชอบธรรม เพื่อการช าระให้บริสุทธิ์อย่างนั้น เมื่อพวกท่านเปนทาสของบาป ความ
20
็
ชอบธรรมก็ไม่ได้ครอบครองท่าน
ใจความหลักของบทที่ 6 คือ เราจะอยู่บาปต่อไปเพื่อให้พระคุณทวีคูณขึ้นหรือ (1) ข้อ 15 เริ่มต้นด้วยคำถาม
อย่างเดียวกัน ในข้อ 16 เปาโลใช้คำถามว่า ‘ท่านไม่รู้หรือ’ เพื่อบอกความจริงว่าสิ่งที่เขากล่าวต่อไปเป็นสิ่งที่ผู้อ่านรู้อยู่
แล้ว ด้านตรงกันข้ามของความบาปคือความชอบธรรม เปาโลชี้ให้เห็นว่าเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าจะรับใช้บาป หรือ รับใช้
ความชอบธรรม
์
ขณะนั้นท่านได้ประโยชนอะไรจาก ซึ่งบัดนีท าให้รู้สึกละอาย? ด้วยว่าผลสุดท้ายของมันก็คือความ
้
สิ่งเหล่านั้น ข้อ 21) ตาย
๋
้
แต่เดียวนีพวกท่านพ้นจากการเปน ผลสนองที่ท่านได้รับก็คือการช าระ และผลสุดท้ายคือชีวิตนิรันดร์
็
็
ทาสของบาป และกลับมาเปนทาส ให้บริสุทธิ์
ของพระเจ้าแล้ว (ข้อ 22)
3
- ศึกษาพระธรรมโรม -
ข้อ 21-22 เปาโลเปรียบเทียบภาพให้เห็นถึงชีวิตที่เป็นทาสของความบาปและทาสของความชอบธรรม
โรม 6:23 เพราะว่าค่าจ้างของบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระ
็
เยซูคริสต์องค์พระผู้เปนเจ้าของเรา
บทสรุปของเปาโลนั้น คือ ความบาปนำไปสู่ความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์
2. ผลกระทบของธรรมบัญญัติ (7:1-25)
โรม 7:1-6 1 พี่นองทั้งหลาย ท่านไม่รู้หรือ (ข้าพเจ้าพูดกับคนที่รู้ธรรมบัญญัติแล้ว) ว่าธรรมบัญญัติ
้
2
นั้นมีอ านาจเหนือบุคคลก็เฉพาะในขณะที่เขายังมีชีวิตอยูเท่านั้น? เหมือนสตรีที่แต่งงาน
่
่
แล้วต้องอยูในกฎประเพณีการสมรสตราบที่สามียังมีชีวิตอยู แต่ถ้าสามีถึงแก่กรรม นางก็
่
3
่
พ้นจากกฎนั้น ฉะนั้น ถ้าหญิงนั้นไปเปนของชายอื่นในเมื่อสามียังมีชีวิตอยู นางก็ได้ชื่อ
็
็
ว่าเปนหญิงล่วงประเวณี แต่ถ้าสามีตายแล้ว นางก็พ้นจากกฎประเพณีการสมรส แม้จะ
4
็
ไปเปนของชายอื่นก็ไม่ผิดประเวณี เช่นนั้นแหละ พี่นองทั้งหลาย ท่านได้ตายจากธรรม
้
บัญญัติทางพระกายของพระคริสต์ เพื่อท่านจะเปนของผู้อื่น คือของพระองค์ผู้ที่พระเจ้า
็
5
ทรงให้เปนขึนมาจากตายแล้ว เพื่อเราจะได้เกิดผลถวายแด่พระเจ้า เมื่อเราด าเนินชีวิต
้
็
้
ในเนือหนัง ตัณหาชั่วที่ธรรมบัญญัติเร้าให้เกิดขึนนั้น ได้ท าให้อวัยวะของเราก่อผลซึ่งนา
้
6
๋
้
ไปสูความตาย แต่เดียวนีเราได้พ้นจากธรรมบัญญัติ คือได้ตายจากธรรมบัญญัติที่เคย
่
็
ผูกมัดเราไว้ เพื่อจะได้เปนทาสแบบใหม่ตามพระวิญญาณ ไม่ใช่แบบเก่าตามตัวอักษร
ผลกระทบด้านลบของธรรมบัญญัติเป็นเรื่องที่ถูกกล่าวซ้ำๆในพระธรรมโรมอยู่เสมอ ในข้อ 1-3 หลักการทั่วไป
และภาพเปรียบเทียบของความสัมพันธ์ระหว่างธรรมบัญญัติกับผู้เชื่อ โดยมี ข้อ 4 เป็นใจความสำคัญ ข้อ 5-6 เป็นการ
ขยายความเพิ่มเติม
รม. 7:7-12 ถ้าอย่างนั้นเราจะว่าอย่างไร? จะว่าธรรมบัญญัติคือบาปหรือ? เปล่าเลย แต่ว่าถ้าไม่มี
ธรรมบัญญัติแล้ว ข้าพเจ้าก็คงไม่รู้จักบาป เพราะว่าถ้าธรรมบัญญัติไม่ได้ห้ามว่า “ห้าม
โลภ” ข้าพเจ้าก็คงไม่รู้ว่าอะไรคือความโลภ แต่ว่าบาปได้ฉวยโอกาสใช้ข้อบัญญัตินั้น ท า
็
้
ให้ความโลภทุกอย่างเกิดขึนในตัวข้าพเจ้า เพราะว่าถ้าไม่มีธรรมบัญญัติ บาปเปนสิ่งที่
ตายแล้ว เมื่อก่อนข้าพเจ้าด ารงชีวิตอยูนอกเหนือธรรมบัญญัติ แต่เมื่อบัญญัตินั้นมา บาป
่
ก็กลับมีชีวิต และข้าพเจ้าก็ตาย บัญญัติซึ่งมีไว้เพื่อชีวิต ข้าพเจ้าพบว่านาไปสูความตาย
่
เพราะว่าบาปได้ฉวยโอกาสใช้บัญญัตินั้นล่อลวง และประหารข้าพเจ้าให้ตาย เพราะ
ฉะนั้น ธรรมบัญญัติจึงเปนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และบัญญัตินั้นก็ศักดิ์สิทธิ์ ยุติธรรมและดีงาม
็
เปาโลให้เหตุผลเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ผู้อ่านเข้าใจคุณค่าของธรรมบัญญัติผิดไป โดยกล่าววาเปาโลรู้จักบาปได ้
่
เพราะธรรมบัญญัติได้ห้ามบางเรื่องเอาไว้
4
- ศึกษาพระธรรมโรม -
13
โรม 7:13 ถ้าเช่นนั้น สิ่งที่ดีกลับท าให้ข้าพเจ้าต้องตายหรือ? เปล่าเลย บาปต่างหาก คือบาปซึ่ง
อาศัยสิ่งที่ดีนั้นท าให้ข้าพเจ้าต้องตาย เพื่อจะให้ปรากฏว่าบาปนั้นเปนบาปจริง และโดย
็
อาศัยพระบัญญัตินั้น บาปก็ปรากฏว่าชั่วร้ายยิ่งนัก
ข้อ 13 สรุปสิ่งทีเปาโลกล่าวตั้งแต่ข้อที 7-12 เปาโลย ้าอีกครั้งว่าธรรมบัญญัติของพระเจ้าท าให้เราเห็น
่
่
่
็
บาปอย่างทีควรจะเปน
้
็
โรม 7:14-20 เรารู้ว่าธรรมบัญญัตินั้นเปนเรื่องฝายจิตวิญญาณ แต่ว่าข้าพเจ้าเปนเนือหนังถูกขาย
่
็
14
เปนทาสให้อยูใต้บาป ข้าพเจ้าไม่เข้าใจการกระท าของข้าพเจ้าเอง เพราะว่าข้าพเจ้าไม่
็
่
15
ท าสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะท า แต่กลับท าสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดชังนั้น ถ้าข้าพเจ้าท าสิ่ง
16
17
ที่ไม่ปรารถนาจะท า ขณะที่ยอมรับว่าธรรมบัญญัตินั้นดี ข้าพเจ้าจึงไม่ใช่ผู้ท า แต่ว่า
18
่
บาปซึ่งอยูในตัวข้าพเจ้านั่นเองเปนผู้ท า ด้วยว่าในตัวข้าพเจ้า คือในเนือหนังของข้าพ
็
้
่
เจ้าไม่มีความดีใดอยูเลย เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู แต่การดีนั้นไม่สามารถท าได้
่
19
เลย คือว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาท า ก็ไม่ได้ท า แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถ
20
่
นาท า ก็ยังท าอยู ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังท าสิ่งซึ่งไม่ปรารถนาจะท า ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเปนผู้
็
ท า แต่บาปซึ่งอยูในตัวข้าพเจ้านั่นเองเปนผู้ท า
็
่
ั
ข้อ 15-20 เปาโลบรรยายถึงปญหาของเขาถึงแม้ว่าจะรู้ว่าธรรมบัญญัตินั้นดีแต่เขากลับเลือกทีจะท าตาม
่
่
ความปรารถนาของเนือหนัง เปาโลพยายามทีจะอธิบายการกระท าทีไม่พึงประสงค์ของเขาว่าความบาปภายใน
่
้
เปนตัวกระตุ้นให้เปาโลท าสิ่งเหล่านั้น
็
21
โรม 7:21-25 ดังนั้นข้าพเจ้าจึงพบว่ามีกฎธรรมดาอย่างหนึ่ง คือเมื่อไรที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะท าความดี ก็
มักจะเลือกท าชั่วซึ่งอยูใกล้ตัว เพราะว่าส่วนลึกในใจของข้าพเจ้านั้น ก็ชื่นชมในธรรม
22
่
บัญญัติของพระเจ้า แต่ข้าพเจ้าเห็นมีกฎอีกอย่างหนึ่งอยูในอวัยวะของข้าพเจ้า ซึ่งต่อสู้
23
่
่
กับกฎแห่งจิตใจของข้าพเจ้า และชักนาให้อยูใต้บังคับกฎแห่งบาป ซึ่งอยูในอวัยวะของ
่
้
่
็
24
ข้าพเจ้า โอย ข้าพเจ้าเปนคนนาสมเพชอะไรเช่นนี? ใครจะช่วยให้พ้นจากร่างกายแห่ง
้
25
ความตายนี ขอบพระคุณพระเจ้า โดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เปนเจ้าของเรา ฉะ
็
นั้นทางด้านจิตใจข้าพเจ้ารับใช้ธรรมบัญญัติของพระเจ้า แต่ทางฝายเนือหนังข้าพเจ้ารับ
้
่
ใช้กฎแห่งบาป
บทสรุประหว่างธรรมบัญญัติของพระเจ้าและกฎแห่งบาป เปาโลชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างธรรมบัญญัติ
ของพระเจ้า และกฎแห่งบาป ธรรมบัญญัติไม่ได้มีอำนาจที่จะช่วยให้รอดจากอำนาจของบาป วิธีเดียวที่จะช่วยได้คือทาง
พระเยซูคริสต์
5
- ศึกษาพระธรรมโรม -
3. พระวิญญาณแห่งชีวิต (8:1-13)
2
รม. 8:1-4 1 เพราะฉะนั้นไม่มีการลงโทษคนที่อยูในพระเยซูคริสต์ เพราะว่ากฎของพระวิญญาณ
่
3
แห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์ได้ท าให้ท่านพ้นจากกฎแห่งบาปและความตาย เพราะว่าสิ่งซึ่ง
้
ธรรมบัญญัติท าไม่ได้ เพราะเนือหนังท าให้มันอ่อนก าลังไปนั้น พระเจ้าได้ทรงท าแล้ว
้
โดยพระองค์ทรงใช้พระบุตรของพระองค์เองมา ในสภาพเสมือนเนือหนังที่บาป และเพื่อ
4
ไถ่บาป พระบุตรในเนือหนังจึงได้ทรงลงโทษบาป เพื่อสิ่งที่ธรรมบัญญัติสั่งไว้จะได้ส าเร็จ
้
้
ในตัวเราที่ไม่ด าเนินตามเนือหนัง แต่ตามพระวิญญาณ
่
่
ไม่มีการลงโทษคนทีอยูในพระคริสต์ ย ้าถึงสิ่งทีเปาโลเคยกล่าวแล้วใน 5:12-21 ในข้อ 2 เปาโลอธิบายถึง
่
่
่
เหตุผลทีเราไม่ต้องกังวลถึงการลงโทษอีกต่อไปนั่นคือพระเยซูคริสต์ เปาโลขยายความถึงการทีพระเยซูคริสต์ได้
่
ท าสิ่งทีธรรมบัญญัติสั่งไว้ส าเร็จ
้
็
่
้
่
รม. 8:5-8 5 เพราะว่าคนทั้งหลายที่อยูฝายเนือหนัง ก็สนใจในสิ่งซึ่งเปนของเนือหนัง แต่คนทั้งหลาย
่
็
6
่
ที่อยูฝายพระวิญญาณ ก็สนใจในสิ่งซึ่งเปนของพระวิญญาณ การเอาใจใส่เนือหนังก็คือ
้
ความตาย และการเอาใจใส่พระวิญญาณ ก็คือชีวิตและสันติสุข เพราะว่าการเอาใจใส่
7
เนือหนังนั้นคือการเปนศัตรูต่อพระเจ้า ไม่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของพระเจ้า และที่จริง
็
้
่
็
้
ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ และคนที่อยูในเนือหนัง จะเปนที่ชอบพระทัยพระเจ้าก็ไม่ได้
8
็
ข้อ 5-8 เปนชุดความคิดทีอธิบายความแตกต่างระหว่างฝายเนือหนังและฝายพระวิญญาณ
่
้
่
่
้
รม. 8:9-11 9 ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยูในพวกท่านแล้ว ท่านก็ไม่อยูในเนือหนัง แต่อยูใน
่
่
่
10
็
พระวิญญาณ ใครไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์ คนนั้นก็ไม่เปนของพระองค์ และถ้า
่
พระคริสต์อยูในท่านทั้งหลายแล้ว ถึงแม้ว่าร่างกายของท่านจะตายไปเพราะบาป แต่วิญ
ญาณจิตของท่านก็จะด ารงอยูเพราะความชอบธรรม ถ้าพระวิญญาณของพระองค์ ผู้
่
11
่
้
ู
็
ทรงให้พระเยซเปนขึนมาจากตายสถิตอยูในท่านทั้งหลาย พระองค์ผู้ทรงให้พระเยซู
คริสต์เปนขึนมาจากตายแล้วนั้น จะทรงท าให้กายซึ่งต้องตายของพวกท่านเปนขึนมา
้
็
้
็
ใหม่ โดยพระวิญญาณของพระองค์ซึ่งสถิตอยูในท่าน
่
็
้
เปาโลย ้าความคิดผู้อ่านของเขาว่าพวกเขานั้นไม่ถูกควบคุมโดยเนือหนังแต่เปนพระวิญญาณ พระ
่
่
้
่
วิญญาณทรงสถิตอยูกับพวกเขา ซึงในทีนีหมายถึงคริสเตียนทุกคน
รม. 8:12-13 12 เพราะฉะนั้น พี่นองทั้งหลาย เราเปนหนี แต่ไม่ใช่เปนหนีฝายเนือหนัง ที่จะด าเนินชีวิต
้
้
้
็
้
่
็
้
ตามเนือหนัง เพราะว่าถ้าท่านด าเนินชีวิตตามเนือหนังแล้ว ท่านจะต้องตาย แต่ถ้าโดย
13
้
ทางพระวิญญาณ ท่านท าลายกิจการของร่างกาย ท่านก็จะด ารงชีวิตได้
่
ข้อ 12-13 เปาโลเตือนถึงสิ่งทีคริสเตียนต้องระมัดระวังในการด าเนินชีวิต
6
- ศึกษาพระธรรมโรม -
4. พระวิญญาณผู้ทำให้เป็นบุตรของพระเจ้า (8:14-17)
15
รม. 8:14-17 14 เพราะว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงนาใคร คนนั้นก็เปนบุตรของพระเจ้า เพราะว่า
็
็
พระวิญญาณที่พระเจ้าประทานมานั้นจะไม่ทรงให้ท่านเปนทาสซึ่งท าให้ตกในความกลัว
็
อีก แต่พระวิญญาณจะทรงให้ท่านมีฐานะเปนบุตรของพระเจ้า โดยพระวิญญาณนั้นเราจึง
16
็
ร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา (พ่อ)” พระวิญญาณนั้นเปนพยานร่วมกับจิตวิญญาณของ
17
เราว่า เราเปนลูกของพระเจ้า และถ้าเราเปนลูกแล้ว เราก็เปนทายาท คือเปนทายาท
็
็
็
็
็
ของพระเจ้า และเปนทายาทร่วมกับพระคริสต์ เมื่อเราทนทุกข์ทรมานด้วยกันกับพระองค์
ก็เพื่อจะได้ศักดิ์ศรีด้วยกันกับพระองค์ด้วย
็
พระเจ้าทรงท าให้เราเปนบุตรของพระองค์ผ่านทานพระวิญญาณ เปาโลย ้าเตือนว่าพระวิญญาณนั้นไม่ใช่
็
่
พระวิญญาณทีท าให้ตกอยู ่ ในความกลัวแต่เปนพระวิญญาณทีท าให้เราเปนบุตรของพระเจ้า
็
่
5. ศักดิ์ศรีแห่งอนาคต (8:18-30)
รม. 8:18-25 18 ข้าพเจ้าเห็นว่าความทุกข์ล าบากแห่งสมัยปจจุบัน ไม่ควรจะเอาไปเปรียบกับศักดิ์ศรีซึ่ง
ั
19
จะเผยให้แก่เราในอนาคต เพราะสรรพสิ่งที่ทรงสร้างแล้ว คอยด้วยความปรารถนาอย่าง
20
ยิ่งให้บุตรทั้งหลายของพระเจ้าปรากฎ เพราะว่าสรรพสิ่งเหล่านั้นต้องเข้าอยูในอ านาจ
่
็
ของอนิจจัง ไม่ใช่ตามใจชอบของตนเอง แต่เปนไปตามที่พระเจ้าได้ทรงให้เข้าอยูนั้น 21
่
ด้วยมีความหวังว่า สรรพสิ่งเหล่านั้นจะได้รอดจากอ านาจแห่งความเสื่อมสลาย และจะ
เข้าในเสรีภาพและศักดิ์ศรีแห่งลูกๆ ของพระเจ้า เรารู้อยูว่าสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมด
่
22
นั้นก าลังคร ่าครวญด้วยกัน และเจ็บปวดแบบหญิงคลอดลูกมาจนทุกวันนี และไม่ใช่เท่า
้
23
็
นั้น แต่เราเองด้วย ผู้ได้รับพระวิญญาณเปนผลแรก ตัวเราเองก็ยังคร ่าครวญคอยการที่
็
พระเจ้าจะทรงให้มีฐานะเปนบุตร คือที่จะทรงไถ่กายของเรา เพราะว่าเรารอดโดยความ
24
หวัง แต่ความหวังในสิ่งที่เราเห็นได้นั้นไม่ได้เปนความหวังเลย ด้วยว่าใครเล่าจะยังหวัง
็
25
ในสิ่งที่เขาเห็น แต่ถ้าเราหวังว่าจะได้สิ่งที่ยังไม่เห็น เราจึงมีความอดทนคอยสิ่งนั้น
่
่
่
็
ส าหรับเปาโลการทนทุกข์เปนสิงหนงของผู้เชือ แต่การทนทุกข์นั้นไม่คุ้มค่าเท่ากับศักดิ์ศรีซึงจะเห็นใน
ึ
่
้
อนาคต ข้อ 19-21 เปาโลชีให้เห็นถึงสิ่งทรงสร้างต่างๆทีรอคอยศักดิ์ศรีในอนาคต ส าหรับเปาโลนั้นความรอด
่
ไม่ได้มาถึงเพียงแค่มนษย์แต่ยังมาถึงสิ่งทีพระเจ้าได้ทรงสร้างด้วย
่
ุ
รม. 8:26-30 26 ในท านองเดียวกัน พระวิญญาณก็ทรงช่วยเมื่อเราอ่อนก าลังด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าควร
จะอธิษฐานขออะไรอย่างไร แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทน ด้วยการคร ่าครวญซึ่งไม่
27
็
อาจกล่าวเปนถ้อยค า และพระองค์ผู้ทรงชันสูตรใจมนษย์ ก็ทรงทราบความหมายของ
ุ
พระวิญญาณ เพราะว่าพระวิญญาณทรงอธิษฐานขอเพื่อธรรมิกชนตามพระประสงค์ของ
28
์
พระเจ้า เรารู้ว่าเหตุการณทุกอย่างร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระเจ้า คือแก่คนทั้ง
7
- ศึกษาพระธรรมโรม -
หลายที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์ เพราะว่าทุกคนที่พระองค์ได้
29
ทรงเลือกไว้แล้ว พระองค์ทรงก าหนดไว้ก่อนให้เปนตามพระฉายาแห่งพระบุตรของพระ
็
องค์ เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เปนบุตรหัวปีท่ามกลางพี่นองจ านวนมาก และบรรดาผู้ที่
็
30
้
พระองค์ทรงก าหนดไว้ก่อนนั้น พระองค์ทรงเรียกมาด้วย และผู้ที่พระองค์ทรงเรียกมานั้น
็
พระองค์ทรงให้เปนผู้ชอบธรรม และผู้ที่พระองค์ทรงให้เปนผู้ชอบธรรมนั้น พระองค์ก็ทรง
็
ให้มีศักดิ์ศรีด้วย
ในการเผชิญการทนทุกข์ เปาโลอธิบายว่าพระวิญญาณจะเปนผู้ประคองผู้เชือ
่
็
6. การงานของพระเจ้าเพื่อเราในพระคริสต์ (8:31-39)
รม. 8:31-34 31 ถ้าอย่างนั้น สิ่งเหล่านีเราจะว่าอย่างไร? ถ้าพระเจ้าทรงอยูฝายเรา ใครจะขัดขวางเรา
่
้
่
ได้? พระองค์ผู้ไม่ทรงหวงพระบุตรของพระองค์เอง แต่ประทานพระบุตรนั้นเพื่อเราทุก
32
คน ถ้าเช่นนั้นพระองค์จะไม่ประทานสิ่งสารพัดให้เราด้วยกันกับพระบุตรนั้นหรือ ใคร
33
้
็
34
จะฟองคนที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้? พระเจ้าทรงถือว่าพวกเขาเปนคนชอบธรรมแล้ว
ใครจะเปนผู้ลงโทษอีก? พระเยซูคริสต์หรือ? ผู้สิ้นพระชนม์แล้ว และยิ่งกว่านั้นอีกพระเจ้า
็
็
้
ทรงให้พระองค์เปนขึนมาจากความตาย พระองค์สถิต ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า
และทรงอธิษฐานขอเพื่อเราด้วย
้
่
่
เปาโลชีให้เห็นว่าพระเจ้าทรงอยูฝายคริสเตียน
35
็
รม 8:35-39 แล้วใครจะให้เราขาดจากความรักของพระคริสต์ได้? จะเปนความทุกข์ หรือความยาก
ล าบาก หรือการเคี่ยวเข็ญ หรือการกันดารอาหาร หรือการเปลือยกาย หรือการถูกโพย
36
ภัย หรือการถูกคมดาบหรือ? ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เพราะเห็นแก่พระองค์ ข้า
37
พระองค์จึงถูกประหารวันยังค ่า และนับว่าเปนแกะส าหรับเอาไปฆ่า” แต่ว่าในเหตุ
็
38
้
์
การณทั้งหมดนี เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ทรงรักเราทั้งหลาย เพราะข้าพเจ้าแนใจ
่
ว่า แม้ความตาย หรือชีวิต หรือบรรดาทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้า หรือสิ่งซึ่งมีอยูในปจจุบันนี ้
ั
่
39
้
หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหนา หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใดๆ อื่น
ที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น จะไม่สามารถท าให้เราขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยูในพระ
่
็
เยซูคริสต์องค์พระผู้เปนเจ้าของเราได้
ค าถามในข้อ 35 เปลียนจุดสนใจของเนือหาในย่อหนาโดยการนาเสนอความรักของพระคริสต์
้
้
่
8
- ศึกษาพระธรรมโรม -
1
- ศึกษาพระธรรมโรม -
Lecture#5 ข่าวประเสริฐกับอิสราเอล
1. ความรู้สึกของเปาโลต่อชาวยิว (9:1-5)
็
ี
ั
้
ั้
ในบทที่ 9-11 เปนเสมือนบทแทรกท่เปาโลกำลังเนนย้ำความสัมพนธ์ระหว่างอิสราเอลกับพระเจ้าอีกครง เมื่อม ี
ี
การตั้งคำถามเกี่ยวกับการที่พระเจ้าปฏิเสธชาวยิวและทรงเรียกชาวต่างชาติ พระประสงค์ของพระเจ้าที่มต่อชนชาต ิ
่
อิสราเอลที่พระองค์ทรงเลือกนั้นได้ล้มเลิกไปหรือไม? เปาโลให้คำตอบต่อคำถามที่ไล่ไปทีละข้ออย่างน่าสนใจ
โรม 9:1-5 1 ข้าพเจ้าพูดความจริงในพระคริสต์ ข้าพเจ้าไม่ได้โกหก มโนธรรมของข้าพเจ้าเป็นพยานโดย
พระวิญญาณบริสุทธิ์ว่า ข้าพเจ้ามีความทุกข์หนักและความเจ็บร้อนในใจเสมอ พร้อมที่จะ
3
2
ถูกสาป และถูกตัดขาดจากพระคริสต์เพราะเห็นแก่พี่น้องของข้าพเจ้า คือเชื้อชาติของ
ข้าพเจ้าตามเนื้อหนัง พวกเขาเป็นคนอิสราเอล ได้รับสิทธิ์เป็นบุตรของพระเจ้า เห็นพระสิร ิ
4
ั
ิ
ั
ั
ของพระองค์ และเขาได้รับบรรดาพนธสัญญา ท้งการประทานธรรมบญญติ พธีนมัสการพระ
ั
5
เจ้า และพระสัญญาต่างๆ ทั้งอัครปิตาก็เป็นของพวกเขาด้วย และพระคริสต์ก็มาจากเขา
ทางเนื้อหนัง คือพระองค์ผู้ทรงรับการสรรเสริญว่าเป็นพระเจ้าเหนือสารพัดเป็นนิตย อาเมน
์
เปาโลเริ่มต้นในบทที่ 9 ด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความรู้สึกทท่วมท้น ท่านใช้คำว่า ความจริง เพื่อยืนยันถง
ึ
ี่
์
ข้อความสำคัญ โดยยกพระคริสตเป็นพยาน นอกจากนั้นด้วยมโนธรรมของท่านที่เป็นพยานโดยพระวิญญาณบริสุทธ ิ์
ื
เปาโลกำลังยนยันถึงความรู้สึกของท่านต่อชาวยิวและสิ่งที่ท่านกำลังกล่าวนั้นท่านกล่าวด้วยความรักและห่วงใยชนชาต ิ
ี่
ี่
ของท่านอย่างมาก อีกครั้งทเปาโลยกข้อได้เปรียบของคนยิวเพิ่มเติมจากที่ได้กล่าวไว้ในบทท 3
2. การทรงเลือกของพระเจ้า (9:6-33)
่
โรม 9:6-13 6 แต่ไมใช่ว่าพระวจนะของพระเจ้าได้ล้มเหลวไป เพราะว่าไม่ใช่ทุกคนที่เกิดมาจากอิสราเอล
้
นั้น เป็นคนอิสราเอลแท และไม่ใช่ทุกคนที่เป็นลูกของอับราฮัมเป็นเชื้อสายแท้ของท่าน แต ่
7
8
ว่าเขาจะเรียกเชื้อสายของท่านทางสายอิสอัค หมายความว่าคนที่เป็นลูกของพระเจ้านน
ั้
ไม่ใช่ลูกของเนอหนัง แต่เป็นลูกของพระสัญญา จึงจะถือว่าเป็นผู้สืบเชื้อสายได เพราะพระ
ื้
้
9
ี้
สัญญามีว่าดังน“เราจะมาตามฤดูกาล และนางซาราห์จะมีบุตรชาย” และไม่ใช่เท่านั้น แต ่
10
ี
ั
ุ
ุ
ื
ิ
11
้
ี
ุ
่
์
็
วานางเรเบคาหกไดมบตรสองคนจากสามคนเดยวคออสอคบรรพบรษของพวกเรา แม้ก่อน
ี
ื
บตรน้นเกดมา และยังไมไดทำดหรือชั่ว (เพ่อพระประสงคของพระเจ้าในการทรงเลือกน้นจะ
ิ
ั
ุ
์
่
้
ั
ี
ตั้งมั่นคงอย ไม่ใช่ตามการประพฤติ แต่ตามซึ่งพระองค์ทรงเรียก) พระองค์จึงตรัสแก่นาง
ู่
12
13
นั้นว่า “พี่จะปรนนิบัติน้อง” ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “ยาโคบนั้นเรารัก แต่เอซาว
เราชัง”
2
- ศึกษาพระธรรมโรม -
ี
มาลาค 1:2-3 2 พระยาห์เวห์ตรัสว่า “เราได้รักเจ้าทั้งหลาย แต่เจ้าพูดว่า ‘พระองค์ได้ทรงรักข้าพระองค ์
3
อย่างไร’? พระยาห์เวห์ตรัสว่า เอซาวเป็นพี่ชายของยาโคบไม่ใช่หรือ? เราก็ยังรักยาโคบ แต ่
เราได้เกลียดเอซาว เราได้ทำให้เทือกเขาของเขาร้างเปล่า และมอบมรดกของเขาให้แก่หมา
ป่าแห่งถิ่นทุรกันดาร
เปาโลใช้ตัวอย่างในพระคัมภีร์เดิมเพื่ออธิบายถึงพระประสงค์และการทรงเลือกของพระเจ้า
โรม 9:14-15 14 ถ้าอย่างนั้น เราจะว่าอย่างไร? พระเจ้าไม่ทรงยุติธรรมหรือ? เปล่าเลย เพราะพระองค ์
15
ตรัสกับโมเสสว่า“เราประสงค์จะกรุณาใคร เราก็จะกรุณาคนนั้น และเราจะเมตตาใคร เราก ็
จะเมตตาคนนั้น”
อพยพ 33:19 พระองค์จึงตรัสตอบว่า “เราจะให้คุณความดีทั้งสิ้นของเราประจักษ์แจ้งต่อหน้าเจ้า และเรา
จะประกาศนามของยาห์เวห์ต่อหน้าเจ้า เราประสงค์จะโปรดปรานผู้ใดก็จะโปรดปรานผู้นั้น
และเราประสงค์จะเมตตาผู้ใด เราก็จะเมตตาผู้นั้น”
โรม 9:16-17 16 เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งจึงไม่ขึ้นกับความตั้งใจหรือความมานะของมนุษย์ แต่ขึ้นอยู่กับพระ
เมตตาของพระเจ้า เพราะมีข้อพระคัมภีร์ที่กล่าวแก่ฟาโรห์ว่า “เพราะเหตุนี้เองเราจึงได้ตง
ั้
17
เจ้าขึ้น เพื่อเราจะสำแดงฤทธานุภาพของเราให้ปรากฏทางตัวเจ้า และเพื่อให้นามของเรา
ประกาศไปทั่วโลก”
อพยพ 9:16 แต่เหตุที่เราให้เจ้ามีชีวิตอยู่ ก็เพื่อจะให้เจ้าเห็นฤทธานุภาพของเรา และนามของเราจะได ้
เลื่องลือไปทั่วโลก
โรม 9:18 เพราะฉะนั้นพระองค์จะทรงพระเมตตาใคร ก็จะทรงพระเมตตาคนนั้น และพระองค์จะทรง
ให้ใครมีใจแข็งกระด้าง ก็จะทรงให้คนนั้นมีใจแข็งกระด้าง
์
เปาโลกำลังอธิบายถึงการทรงเลือกของพระเจ้าที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจตจำนงหรือการกระทำของมนุษย มิฉะนั้นการ
ทรงเลือกก็ไม่ใช่พระกรุณา และอำนาจทั้งสิ้นก็เป็นของพระเจ้า
ื
โรม 9:19-20 19 แล้วท่านก็จะพูดกับข้าพเจ้าว่า “ถ้าอย่างนั้น ทำไมพระองค์ยังทรงติเตียน? ใครจะขัดขน
20
้
พระประสงค์ของพระองค์ได?” มนุษย์เอ๋ย ท่านเป็นใครที่จะโต้ตอบกับพระเจ้า? สิ่งซึ่งถก
ู
ปั้นจะกล่าวแก่ผู้ปั้นได้หรือว่า “ทำไมท่านจึงปั้นข้าพเจ้าอย่างน?”
ี้
์
ึ
อิสยาห 29:16 เจ้าทำกลับตาลปัตรเสีย จะถือว่าช่างปั้นเท่ากับดินเหนียวหรือ? และสิ่งถูกสร้างจะพูดถง
ผู้สร้างมันว่า “เขาไม่ได้สร้างข้า” หรือสิ่งถูกปั้นจะพูดถึงผู้ปั้นมันว่า“เขาไม่มีความเข้าใจ”
อย่างนี้หรือ?
3
- ศึกษาพระธรรมโรม -
์
อิสยาห 45:9 “วิบัติแก่ผู้ซึ่งสู้กับผู้ปั้นตัวเขาแก่หม้อดินอันหนึ่งในบรรดาหม้อดินของแผ่นดิน ดินเหนียวจะ
พูดกับผู้ปั้นมันว่า ‘ท่านกำลังทำอะไร’ เช่นนั้นหรือ? หรือพูดว่า ‘ผลงานของท่านไม่มีหูหิ้ว’
อย่างนั้นหรือ?
โรม 9:21-26 21 ส่วนช่างปั้นหม้อ ไม่มีสิทธิเอาดินก้อนเดียวกัน มาปั้นเป็นภาชนะที่ใช้ในโอกาสพิเศษ
22
ี่
อันหนึ่ง และทั่วๆ ไปอีกอันหนึ่งหรือ? เป็นไปได้ไหมทพระเจ้าทรงประสงค์จะแสดงพระ
็
พิโรธ และให้ฤทธิ์เดชของพระองค์ปรากฏ แต่พระองค์ทรงอดทนมากต่อคนเหล่านั้นที่เปน
ั
์
ื
23
ั
ุ
ี
ิ
ี
้
ั
้
่
ภาชนะแห่งพระพิโรธ ซึ่งเตรยมไว้สำหรบความพินาศ? เพอจะไดทรงใหศกดศรอนอดมของ
ั
พระองค์ปรากฏแก่บรรดาผู้ที่เป็นภาชนะแห่งพระเมตตา ซึ่งพระองค์ได้ทรงจดเตรียมไว้ก่อน
24
ให้สมกับศักดิ์ศรีนั้น? คือเราที่พระองค์ได้ทรงเรียกมาแล้ว ไม่ใช่จากพวกยิวเท่านั้น แต่จาก
25
่
พวกต่างชาติด้วย ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในพระคัมภีร์โฮเชยาว่า“เราจะเรียกเขาเหล่านั้นวา
เป็นชนชาติของเรา ซึ่งเมื่อก่อนเขาไม่ได้เป็นชนชาติของเราและจะเรยกเขาว่าเป็นที่รัก ซง
ึ่
ี
26
เมื่อก่อนเขาไม่ได้เป็นที่รก และในสถานที่ซึ่งทรงกล่าวแก่เขาว่า ‘เจ้าทั้งหลายไม่ใช่ชนชาต ิ
ั
ู่
ของเรา’ ในที่นั้นเองเขาทั้งหลายจะได้ชื่อว่า บุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อย ”
์
ิ
ึ
้
ื
เปาโลใชภาพพจนเปรยบเทยบระหว่าง “ภาชนะแห่งพระพิโรธ” และ “ภาชนะแห่งพระเมตตา” เพ่ออธบายถง
ี
ี
ื่
อำนาจอธิปไตย พระลักษณะแห่งความเมตตาและความสัตย์ซื่อของพระเจ้า เปาโลยังได้ยกเรื่องราวของโฮเชยาเพอ
สำแดงถึงความรักและความเมตตาที่พระเจ้าทรงมีต่อคนต่างชาติด้วย
ึ้
โรม 9:27-33 27 และท่านอิสยาห์ได้ร้องประกาศเรื่องพวกอิสราเอลว่า “แม้พวกอิสราเอลจะทวีมากขน
28
เหมือนเม็ดทรายที่ทะเล แต่ผู้ที่จะรอดนั้นมีน้อย เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า จะทรงให ้
29
เป็นไปตามพระดำรัสของพระองค์โดยเร็วพลันบนแผ่นดินโลก” และตามที่ท่านอิสยาห์ได ้
ุ์
กล่าวไว้ก่อนว่า“ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าจอมทัพไม่ได้ทรงเหลือพงศ์พันธไว้ให้เราบ้าง เราก็จะ
์
เป็นเหมือนเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห” ถ้าอย่างนั้น เราจะว่าอย่างไร? จะว่าพวก
30
ึ้
ต่างชาติที่ไม่ได้ใฝ่หาความชอบธรรม ก็ยังได้รับความชอบธรรม คือความชอบธรรมที่เกิดขน
31
โดยความเชื่อ แต่พวกอิสราเอลซึ่งใฝ่หาความชอบธรรมตามธรรมบัญญัติ ก็ยังไม่ได้บรรล ุ
ตามธรรมบัญญัตินั้น เพราะอะไร? เพราะเขาไม่ได้แสวงหาโดยความเชื่อ แต่แสวงหาโดย
32
33
การประพฤติ เขาสะดุดก้อนหินที่ให้สะดุดนั้น ดังที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า“นี่แน่ะ เรา
วางศิลาก้อนหนึ่งไว้ในศิโยน ที่จะทำให้สะดุด และหินก้อนหนึ่งที่จะทำให้ล้ม แต่ผู้ที่เชื่อใน
พระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย”
อิสยาห 28:16 เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์ องค์เจ้านายตรัสดังนี้ว่า“นี่แน่ะ เราวางศิลาก้อนหนึ่งในศิโยน คือ
์
ศิลาที่ทดสอบแลวเป็นศิลามุมเอกล้ำค่า เป็นรากฐานมั่นคง ‘เขาผู้นั้นที่วางใจจะไม่เร่งร้อน’
้
4
- ศึกษาพระธรรมโรม -
ดังที่เปาโลได้กล่าวมาแล้วในบทที่ผ่านมา ธรรมบัญญติไม่สามารถทำให้ชาวยิวนั้นชอบธรรมได้ แต่โดยทางความ
ั
เชื่อเท่านั้น และศิลามุมเอกนั้นคือองค์พระเยซูคริสต์ซึ่งผู้ที่ยอมรับพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย
3. วิถีแห่งความชอบธรรม (10:1-21)
โรม 10:1-4 1 พี่น้องทั้งหลาย ความปรารถนาในจิตใจของข้าพเจ้าและคำวิงวอนขอต่อพระเจ้าเพื่อคน
อิสราเอลนั้น คือขอให้เขาได้รับความรอด ข้าพเจ้าเป็นพยานให้เขาว่า พวกเขามีความ
2
3
กระตือรือร้นที่จะปรนนิบัติพระเจ้า แต่ไม่ได้เป็นตามปัญญา เพราะว่าเขาไม่รู้จักความชอบ
ธรรมของพระเจ้า แต่อุตส่าหตั้งความชอบธรรมของตนขึ้น พวกเขาจึงไม่ยอมอยู่ในความชอบ
์
4
ธรรมของพระเจ้า เพราะว่าพระคริสต์ทรงเป็นจุดจบของธรรมบัญญัติ เพอให้ทุกคนที่ม ี
ื่
ความเชื่อได้รับความชอบธรรม
์
เปาโลเน้นย้ำถึงความชอบธรรมที่แท้จริงนั้นมาจากพระเจ้า แต่การถือว่าตนเองชอบธรรมนั้นเกิดจากมนุษย ใน
ข้อที่ 4 “จุดจบ” ในภาษาเดิมมีความหมายว่า “ผลสำเร็จ” เพราะพระคริสต์นำไปสู่ความชอบธรรม และเป็นการ
ู้
“สิ้นสุด” ในแง่ของธรรมบัญญัติด้วย เพราะการถูกนับเป็นผชอบธรรมนั้นเป็นไปทางความเชื่อ และสิ่งนี้ไม่ได้ล้มล้าง
ธรรมบัญญัต ิ
โรม 10:5-13 5 โมเสสได้เขียนเรื่องความชอบธรรมที่มาทางธรรมบัญญัติว่า “คนที่ประพฤติตามธรรม
6
บัญญัติ ก็จะมีชีวิตอยู่โดยธรรมบัญญัตินั้น” แต่ความชอบธรรมที่มาทางความเชื่อว่าอย่างน ี้
7
ว่า “อย่านึกในใจของตัวว่า ใครจะขึ้นไปบนสวรรค?” (คือจะเชิญพระคริสต์ลงมา) “หรอ
์
ื
8
่
ใครจะลงไปยังที่ลึก?” (คือจะเชิญพระคริสต์ขึ้นมาจากความตาย) แต่ความชอบธรรมวา
ึ่
อย่างไร? ก็ว่า“ถ้อยคำนั้นอยู่ใกล้ท่านอยู่ในปากของท่าน และอยู่ในใจของท่าน” (คือคำซง
9
ก่อให้เกิดความเชื่อที่เราทั้งหลายประกาศอยู่นั้น) คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่าน
ว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมา
10
จากความตาย ท่านจะรอด เพราะว่าการเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม และการ
11
ยอมรับด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด เพราะมีข้อพระคัมภีร์ว่า “ทุกคนที่เชื่อในพระองค์จะ
12
ไม่ได้รับความอับอาย” พวกยิวและพวกกรีกนั้นไม่ต่างกัน เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าองค ์
่
เดียวทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของทุกคน และประทานอย่างบริบูรณ์แก่ทุกคนที่ทูลขอตอ
พระองค์ เพราะว่า ผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด
13
กล่าวคือจะยิวหรือคนต่างชาติก็ไม่แตกต่างกันในเรื่องความรอด
โรม 10:14-17 14 แตพวกที่ยังไม่เชื่อในพระองค์ จะทูลขอต่อพระองค์ได้อย่างไร? และพวกที่ยังไม่ได้ยินถง
่
ึ
พระองค์ จะเชื่อในพระองค์ได้อย่างไร? และเมื่อไม่มีผู้ประกาศ เขาจะได้ยินถึงพระองค ์
อย่างไร? และถ้าไม่มีใครใช้พวกเขาไป เขาจะไปประกาศได้อย่างไร? ตามที่มีคำเขียนไว้ใน
15
5
- ศึกษาพระธรรมโรม -
16
พระคัมภีร์ว่า “เท้าของคนเหล่านั้นที่นำข่าวดีมา ช่างงามจริงๆ หนอ” แต่ไม่ใช่ทุกคนได ้
ิ
่
ิ
ั
เชอฟงขาวประเสรฐนน อสยาหไดกลาวไววา “องค์พระผู้เป็นเจ้า ใครเล่าได้เชื่อสิ่งที่เขาได้ยิน
้
์
ั
่
ื
่
่
้
้
17
จากเรา?” ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะ
การประกาศพระคริสต ์
ี่
้
เปาโลอธิบายถึงความจำเป็นและความสำคัญของการประกาศข่าวประเสริฐ ซึ่งคำว่า “ใช” ในข้อท 15 เปาโล
ใช้คำที่มีรากศัพท์เดียวกันกับคำว่าอัครทูต คือ ทูตหรือผู้ประกาศที่นำข่าวสารออกไปตามที่ไดรับมอบอำนาจ
้
โรม 10:18 ข้าพเจ้าถามว่า “พวกเขาไม่ได้ยินหรือ?” เขาได้ยินแล้วจริงๆ“เสียงของพวกเขากระจาย
ออกไปทั่วแผ่นดินโลกและถ้อยคำของเขาประกาศออกไปถึงสุดปลายพิภพ”
สดุด 19:4 ถึงกระนั้น เสียงของมันก็ออกไปทั่วแผ่นดินโลกและถ้อยคำก็ออกไปถึงสุดปลายพิภพ
ี
โรม 10:19-21 19 ข้าพเจ้าถามอีกว่า “อิสราเอลไม่เข้าใจหรือ?” โมเสสกล่าวก่อนว่า“เราจะให เจ้าทั้งหลาย
้
ิ
20
้
อิจฉาผู้ที่ไม่ใช่ชนชาตเราจะยั่วโทสะ เจ้าด้วยชนชาติที่โง่เขลาชาติหนึ่ง” แล้วอิสยาห์กลา
21
กล่าวว่า“พวกที่ไม่ได้แสวงหาได้พบเราเราได้ปรากฏแก่คนที่ไม่ได้ถามหาเรา” แต่ท่านได ้
กล่าวถึงพวกอิสราเอลว่า“ตลอดทั้งวัน เรายื่นมือต้อนรับชนชาติซึ่งไม่เชื่อฟังและดื้อรั้น”
คำถามของเปาโลที่ว่า “พวกเขาไม่ได้ยินหรือ?” เปาโลได้กลาวสรุปในตอนท้ายของข้อท 18 ว่าทุกแห่งที่มีคนยิว
ี่
่
ั่
ที่นนก็มีการประกาศข่าวประเสริฐ และการที่พระพรตกแก่คนต่างชาติก็เป็นการทำให้อิสราเอลนั้นอิจฉา ซึ่งการที่พวก
เขาจะได้รับพระพรบ้างก็อยู่บนพื้นฐานเดียวกันคือความเชื่อในพระคริสต
์
4. แผนการของพระเจ้าต่ออิสราเอล (11:1-16)
้
โรม 11:1-6 1 ข้าพเจ้าจึงถามว่า “พระเจ้าทรงทอดทิ้งชนชาติของพระองค์แล้วหรือ?” เปล่าเลย ข้าพเจา
เองก็เป็นชนชาติอิสราเอล เป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม เป็นเผ่าเบนยามิน พระเจ้าไม่ทรง
2
ทอดทิ้งชนชาตินั้น ที่พระองค์ทรงเลือกไว้ก่อนแล้ว ท่านไม่รู้เรื่องซึ่งเขียนไว้ในพระคัมภีร ์
3
กล่าวถึงท่านเอลียาห์หรือ? ท่านได้กล่าวโทษพวกอิสราเอลต่อพระเจ้าว่า “องค์พระผู้เปน
็
ุ
เจ้าพวกเขาได้ฆ่าบรรดาผู้เผยพระวจนะของพระองค์ แท่นบูชาของพระองค์เขาก็ได้ขด
ทำลายลงเสีย เหลืออยู่แต่ข้าพระองค์คนเดียว และเขาแสวงหาช่องทางประหารชีวิตของขา
้
4
้
็
์
พระองค” แล้วพระเจ้าทรงตอบท่านว่าอย่างไร? ว่าดังน “เราได้เหลือคนไว สำหรับเราเจด
ี้
5
พันคน ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่ได้กราบไหว้พระบาอัล” เช่นนั้นแหละ ปัจจุบันนี้ก็ยังมีพวกที่เหลืออย ู่
ตามที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้โดยพระคุณ แต่ถ้าเป็นทางพระคุณ ก็ไม่ได้เป็นทางการ
6
ิ
ิ
ประพฤต ถ้าเป็นทางการประพฤต พระคุณก็จะไม่เป็นพระคุณอีกต่อไป
6
- ศึกษาพระธรรมโรม -
ู่
ื
เปาโลยกตัวอย่างของ “พวกที่เหลออย” ขึ้นเพื่อบอกว่าพระเจ้าไม่ได้ละทิ้งประชากรของพระองค์ แม้พวกเขา
ทำบาป และเปาโลก็ยังคงย้ำถึงพระคุณและความเชื่อ ซึ่งเป็นหลักที่เปาโลยึดไว้เสมอ
่
้
ี
่
ั
้
ิ
โรม 11:7-10 7 ถาเชนน้นจะว่าอย่างไร? พวกอสราเอลไมพบสิ่งท่เขาแสวงหา แตกล่มท่พระเจ้าไดทรงเลือก
่
ุ
ี
้
ั
8
่
็
ี
่
ื
็
้
้
้
ู
ไว้นนเปนผไดพบ สวนคนอนๆ มใจแขงกระดางไป ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “พระ
เจาประทานใจท่เซ่องซมประทานตาท่มองไมเหน หูที่ฟังไม่ได้ยินให้แก่พวกเขาจนทกวันน” 9
่
ึ
็
ุ
ื
้
ี
ี
ี้
่
ิ่
ดาวิดกลาวว่า“ให้งานเลี้ยง ของเขาเป็นบ่วงแร้วและเครื่องดักเป็นสิ่งให้สะดุดและเป็นสง
10
ตอบแทนพวกเขา ให้ตาของเขามืดไปเพื่อเขาจะมองไม่เห็นและให้หลังของเขางอค่อม
ตลอดไป”
ึ
คำว่า “เซื่องซึม” ในข้อที่ 8 ในภาษาเดิมแปลว่า “การถูก (เหล็กใน) ต่อยอันทำให้เกิดอาการชา” ความดื้อดง
1
การไม่เชื่อของชนชาติอิสราเอลก็เป็นเหมือนหลุมพรางที่กลับมาทำอันตรายกับพวกเขาเอง การปฏิเสธพระเยซจะนำ
ู
พวกเขาสู่ความพินาศ
ิ
โรม 11:11-16 11 ข้าพเจ้าจึงถามว่า พวกอิสราเอลสะดุดจนหกล้มทีเดียวหรือ? เปล่าเลย แต่การที่เขาละเมด
นั้นเป็นเหตุให้ความรอดแผ่มาถึงพวกต่างชาติ เพื่อจะให้พวกอิสราเอลอิจฉา แต่ถ้าการท ี่
12
็
ุ
่
ู
์
้
ั
ั
้
้
้
ิ
ั
ิ
พวกอสราเอลละเมดน้นเปนเหตใหท้งโลกไดรับพรอนไพบลย และถาการพายแพของเขาเปน
็
้
ั
ุ
เหตใหคนต่างชาติรบพรอันไพบูลย์ หากได้พวกอิสราเอลมาเพิ่มเข้าด้วย จะดียิ่งกว่านั้นอีกสก
ั
เท่าไร แต่ข้าพเจ้ากล่าวแก่พวกท่านที่เป็นคนต่างชาติ เพราะข้าพเจ้าเป็นอัครทูตมายังพวก
13
ต่างชาติ ข้าพเจ้าจึงยกย่องพันธกิจรับใช้ของข้าพเจ้า เพื่อจะได้เร้าใจพี่น้องร่วมชาติ ให ้
14
15
อิจฉา เพื่อให้บางคนรอด เพราะว่าถ้าการที่พวกอิสราเอลถูกทอดทิ้ง เป็นเหตุให้คนทั้งโลก
กลับคืนดีกับพระเจ้า การที่พระองค์ทรงรับเขากลับมาอีกนั้น ก็เป็นเหมือนกับว่าเขาได้ตายไป
16
่
แล้วและกลับเป็นขึ้นใหม ถ้าแป้งดิบที่ถวายเป็นผลแรกบริสุทธิ์ แป้งดิบทั้งอ่างก็บริสุทธิ์ด้วย
ิ์
และถ้ารากบริสุทธ กิ่งทั้งหมดก็บริสุทธิ์ด้วย
เปาโลใช้ภาพเปรียบเทียบเรื่องการถวายแป้งดิบผลแรกที่บริสุทธิ์ และรากที่บริสุทธิ์ เพอเรียกร้องและหวังช่วย
ื่
ให้คนยิวกลับใจด้วย
5. อุปมาเรื่องต้นมะกอก (11:17-24)
่
ิ
้
่
โรม 11:17-24 17 แตถาบางก่งถกหกออกเสยแลว และพระเจาทรงนำทานผ้เปนก่งมะกอกปามาตอก่งไวแทน
้
้
่
่
ิ
้
ี
ู
ั
ิ
็
ู
ั้
18
กิ่งเหล่านั้น เพื่อให้เข้าเป็นส่วนได้รับน้ำเลี้ยงจากรากต้นมะกอก ก็อย่าอวดดีต่อกิ่งเหล่านน
ถ้าท่านอวดดี ก็อย่าลืมว่าท่านไม่ได้เลี้ยงรากนั้น แต่รากต่างหากเลี้ยงท่าน ท่านอาจจะแยง
19
้
20
ั
ี่
ว่า “กิ่งเหล่านั้นถูกหักออกเสียแล้วก็เพื่อข้าจะถูกต่อเข้าแทนท” ถูกแล้ว พวกเขาถูกหก
1 เจ.แกลน มอร์ริส, คู่มือศึกษาพระคัมภีร์ใหม่โรม, พิมพ์ครั้งที่ 1 (กรุงเทพฯ: โรงเรียนคริสต์ศาสนศาสตร์แบ๊บติสต์,2014),148.
7
- ศึกษาพระธรรมโรม -
ออก ก็เพราะเขาไม่เชื่อ แต่ที่ท่านอยู่ได้ก็เพราะความเชื่อเท่านั้น อย่าเย่อหยิ่งไปเลยแต่จง
21
เกรงกลัว เพราะว่าเมื่อพระองค์ไม่ได้ทรงหวงกิ่งเหล่านั้นที่เป็นกิ่งเดิม พระองค์ก็จะไม่ทรง
้
22
หวงท่านเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจงพิจารณาดูทั้งพระกรุณาและความเข้มงวดของพระเจา
คือพระองค์ทรงเข้มงวดกับคนเหล่านั้นที่หลงผิดไป แต่พระองค์ทรงพระกรุณาท่าน ถ้าวา
่
23
ท่านจะดำรงอยู่ในพระกรุณานั้นต่อไป มิฉะนั้นก็จะทรงตัดท่านออกเสียด้วย ส่วนพวก
ื่
อิสราเอล ถ้าเขาไม่ดึงดันอยู่ในความไม่เชอ เขาก็จะถูกต่อเข้าไปใหม่ เพราะว่าพระเจ้าทรง
24
สามารถที่จะต่อเข้าอีกได เพราะว่าถ้าพระเจ้าทรงตัดท่านออกจากต้นมะกอกป่า ซึ่งเปน
้
็
ต้นไม้ป่าตามธรรมชาติ และทรงนำมาต่อกับต้นมะกอกพันธุ์ดี ซึ่งผิดธรรมชาติของมันแลว
้
ั
การที่จะเอากิ่งเหล่านั้น ซึ่งเป็นกิ่งเดิมมาต่อเข้ากบต้นของมันเอง ก็จะง่ายยิ่งกว่านั้นสักเท่าไร
ั
้
เปาโลใชพระธรรมตอนนี้เพื่อเตือนไม่ให้คนต่างชาตินั้นเย่อหยิ่งและให้พวกเขาระลึกถึงฤทธานุภาพ ความรก
และความสัตย์ซื่อของพระเจ้า
6. การรื้อฟื้นจากพระเจ้า (11:25-36)
โรม 11:25-29 25 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าเกรงว่าท่านจะอวดรู้ จึงอยากให้ท่านเข้าใจข้อความอันล้ำลึกนี้ คอ
ื
ส่วนหนึ่งของชนชาติอิสราเอลมีใจแข็งกระด้างไป จนกระทั่งพวกต่างชาติได้เข้ามาครบ
26
จำนวน และเมื่อเป็นดังนั้น อิสราเอลทั้งชาติก็จะได้รับความรอด ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระ
คัมภีร์ว่า“พระผู้ช่วยกู้ชีวิตจะเสด็จมาจากศิโยนและจะทรงกำจัดอธรรมให้สูญสิ้นไปจากยา
28
27
โคบ และนี่แหละจะเป็นพันธสัญญาของเรากับพวกเขาเมื่อเรายกโทษบาปของเขา ” ใน
เรื่องข่าวประเสริฐนั้น เขาเหล่านั้นก็เป็นศัตรูของพระเจ้า เพื่อประโยชน์ของพวกท่าน แต่ใน
เรื่องการทรงเลือกไว้ เขาเป็นที่รักเนื่องจากบรรพบุรุษทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรง
29
เปลี่ยนพระทัย ในการที่ได้ทรงให้ของประทานและในการทรงเรียก
ิ
เปาโลกำลังเน้นย้ำว่าพระสัญญาของพระเจ้าต่อชนชาตอิสราเอลนั้นไม่ได้ล้มเหลว พระองค์ยังทรงมีพระ
ประสงค์สำหรับอิสราเอล พระเจ้าจะทรงกำจัดการอธรรมด้วยการอภัยบาปโดยพระกรุณาของพระองค์ พระองค์ยังคง
สัตย์ซื่อในพระสัญญาของพระองค์ที่มีต่อเหล่าอัครปิตา
โรม 11:30-36 30 เมื่อก่อนพวกท่านที่เป็นคนต่างชาติไม่ได้เชื่อฟังพระเจ้า แต่เดี๋ยวนี้ได้รับพระเมตตา เพราะ
ความไม่เชื่อฟังของพวกอิสราเอล ในทำนองเดียวกันเขาเหล่านั้นก็ไม่ได้เชื่อฟัง เพื่อว่าเขา
31
่
ุ
้
้
32
ุ
้
ั
จะไดรบพระเมตตาโดยพระคณท่ไดประทานแกทาน เพราะวาพระเจาทรงกำหนดใหมนษย ์
่
่
ี
้
33
ทุกคนอยู่ในฐานะที่ไม่เชื่อฟัง เพื่อพระองค์จะได้ทรงพระเมตตาแก่เขาทุกคน โอ พระ
ปัญญาและความรอบรู้ของพระเจ้านั้น ล้ำลึกเท่าใด ข้อตัดสินของพระองค์นั้นเหลือที่จะหยง
ั่
รู้ได และทางของพระองค์ก็เหลือที่จะสืบเสาะได ้
้
8
- ศึกษาพระธรรมโรม -
34
“เพราะว่า ใครเล่ารู้พระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า? หรือใครเป็นที่ปรึกษาของ
35
์
พระองค? หรือใครได้ถวายสิ่งหนึ่งสิ่งใดแก่พระองคที่พระองค์จะต้องตอบแทนเขา? ” 36
์
เพราะสิ่งสารพัดมาจากพระองค์ โดยพระองค์ และเพื่อพระองค์ ขอพระเกียรติจงมีแด ่
์
พระองค์ตลอดไปเป็นนิตย อาเมน
เปาโลกล่าวปิดท้ายบทท 11 ด้วยการสรรเสริญพระเจ้า
ี่
1
- ศึกษาพระธรรมโรม -
Lecture#7 ข่าวประเสริฐภาคปฏิบัติ (2) และบทส่งท้าย
1. การใช้เสรีภาพของคริสเตียน (14:1-15:13)
ี
• ท่าทของผู้เชื่อ (14:1-12)
็
โรม 14:1-4 1จงต้อนรับคนที่ยังมีความเชื่อน้อยอยู่ แต่ไม่ใช่เพื่อให้โต้เถียงกันในเรื่องที่เป็นความคิดเหน
้
ส่วนตัว 2คนหนึ่งถือว่าจะกินอะไรก็ได แต่อีกคนหนึ่งที่มีความเชื่อน้อยก็กินแต่ผักเท่านั้น 3
่
อย่าให้คนที่กินนั้นดูหมิ่นคนที่ไม่กิน และอย่าให้คนที่ไมกินตัดสินคนที่กิน เพราะว่าพระเจา
้
ทรงยอมรับเขาแล้ว 4ท่านเป็นใคร จึงกล่าวโทษบ่าวของคนอื่น? บ่าวคนนั้นจะตั้งมั่นหรือจะ
ล่มจมก็สุดแล้วแต่นายของเขา และเขาจะตั้งมั่นแน่นอน เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรง
สามารถให้เขาตั้งมั่นได ้
เปาโลกล่าวถึงสิ่งที่เป็นประเด็นปัญหาในความเชื่อเรื่องการรับประทานอาหารมลทิน แต่ข้อสรุปของเปาโลไม่ได ้
มุ่งเน้นไปในการตัดสินการกระทำเรื่องการรับประทาน แต่ให้ผู้เชื่อนนไม่ดูหมนหรือทำลายสำนึกชอบของกันและกัน ไม ่
ั้
ิ่
ทำลายกันบนความแตกต่าง แต่ให้ยอมรับกันอย่างที่พระเจ้าทรงยอมรับพวกเขาแล้ว
โรม 14:5-6 5คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน ขอให้ทุกคนม ี
ความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด 6คนที่ถือวันก็ถือเพื่อถวายพระเกียรติแด่องค์พระผ ู้
ี
้
ื
ิ
ู
้
ุ
่
์
็
เปนเจา คนที่กินทุกสิ่งก็กินเพ่อถวายพระเกยรตแดองคพระผ้เปนเจา เพราะเขาขอบพระคณ
็
ั
พระเจ้า และคนที่ไม่กิน ก็ไม่กินเพื่อถวายพระเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า และยง
ขอบพระคุณพระเจ้า
ิ่
ี่
เปาโลยกอีกประเด็นหนึ่งทเป็นปัญหานั่นคือเรื่องการถือบางวันเป็นพิเศษ บนความแตกต่างกันเปาโลให้ยึดสง
สำคัญคือ การกระทำของผู้เชื่อทุกคนนั้นก็เพื่อขอบพระคุณและถวายเกียรติแด่พระเจ้า เพราะพระเจ้าเท่านั้นที่จะเป็นผ ู้
พิพากษาการกระทำของทุกคน
ื
โคโลส 2: 16 เพราะฉะนั้นอย่าให้ใครพิพากษาท่านทั้งหลายในเรื่องการกิน การดื่ม ในเรื่องเทศกาล หรอ
ี
วันต้นเดือน หรือวันสะบาโต
่
็
ื
้
่
ื
ี
ื
โรม 14:7-10 7เราไมได้อยู่เพ่อตัวเอง และเราไมได้ตายเพ่อตัวเอง 8ถ้าเรามชีวิตอยู่ก็เพ่อองค์พระผู้เปนเจา
และถ้าเราตายก็เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะฉะนั้นไม่ว่าเรามีชีวิตอยู่หรือตายไปก็ตาม เราก ็
ี
เป็นคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า 9เพราะเหตุนี้เอง พระคริสต์สิ้นพระชนม์และคืนพระชนม์อก
เพื่อจะได้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของคนตายและคนเป็น 10แต่ตัวท่านเล่า ทำไมจึงกล่าวโทษ
ื
่
พี่น้องของท่าน? หรอท่านผู้เป็นอีกฝ่ายหนึ่ง ทำไมท่านจึงดูหมิ่นพี่น้องของท่าน? เพราะวาเรา
ทุกคนต้องยืนอยู่หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระเจ้า
2
- ศึกษาพระธรรมโรม -
์
์
1โครินธ 5:10 เพราะว่าเราทุกคนจำเป็นต้องปรากฏตัวต่อหน้าบัลลังก์ของพระคริสต…
โรม 14:11 เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า
ู้
“องค์พระผเป็นเจ้า ตรัสว่า ‘เรามีชีวิตอยู่ตราบใด ทุกคนจะคุกเข่ากราบเรา
และทุกลิ้นจะสรรเสริญ พระเจ้า’ ”
ิ
์
ั
อิสยาห 45:23 เราปฏญาณโดยตวเราเองจากปากชอบธรรมของเรา ถ้อยคำได้ออกไป และจะไม่หวนกลับมา
ว่า ‘ทุกเข่าจะกราบลงต่อเราและทุกลิ้นจะปฏิญาณต่อเรา’
โรม 14:12 ฉะนั้นเราทุกคนจะต้องทูลเรื่องราวของตัวเองต่อพระเจ้า
่
หลักสำคัญที่เปาโลได้ใช้อธิบายคือในที่สุดทุกคนต้องปรากฏต่อพระพักต์พระเจ้าและรับผิดชอบทุกสิ่งตอ
พระองค์ เพราะทุกคนก็เป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า
• การไม่ตัดสินกัน (14:13-23)
โรม 14:13-23 13ดังนั้นอย่าให้เรากล่าวโทษกันและกันอีกเลย แตจงตัดสินใจดีกว่าว่าจะไม่วางสิ่งซึ่งทำให้พ ี่
่
้
น้องสะดุด หรือสิ่งกีดขวางทางของเขา 14ในฐานะที่ข้าพเจ้าอยู่ในพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจา
ก็เชื่อแน่ว่า ไม่มีอะไรที่เป็นมลทินในตัวเองเลย แต่ถ้าใครถือว่าสิ่งใดเป็นมลทินสิ่งนนก็เปน
็
ั้
มลทินสำหรับคนนั้น 15ถ้าพี่น้องเป็นทุกข์เพราะอาหารที่ท่านกิน ท่านก็ไม่ได้ประพฤติตาม
ทางแห่งความรักเสียแล้ว พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อใคร ก็อย่าให้คนนั้นพินาศเพราะอาหาร
ที่ท่านกินเลย 16ฉะนั้นอย่าให้สิ่งที่ดีสำหรับท่าน เป็นข้อตำหนิติเตียนของคนอื่นได้เลย 17
เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้านั้นไม่ใช่การกินและการดื่ม แต่เป็นความชอบธรรมและสันติสข
ุ
ิ์
และความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธ 18คนที่ปรนนิบัติพระคริสต์ในลักษณะนี้ ก็เปน
็
ิ่
ที่พอพระทัยพระเจ้า และเป็นที่รับรองของมนุษย์ด้วย 19เหตุฉะนั้นให้เรามุ่งประพฤติในสง
ซึ่งทำใหเกิดความสงบสุขและความเจริญแก่กันและกัน 20อย่าทำลายสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง
้
เพราะเห็นแก่อาหารเลย อาหารทุกอย่างปราศจากมลทินก็จริง แต่การกินอาหารซึ่งเป็นเหต ุ
ี
็
่
ี
็
ี
้
ใหผู้อื่นสะดุด ก็เปนสิ่งไมด 21เปนการดีท่จะไมกินเน้อสัตว์หรือเหล้าองุ่นหรือทำสิ่งใดๆ ท่จะ
่
ื
ุ
้
เปนเหตใหพนองสะดด 22จงให้ความเชื่อของท่านเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องระหว่างท่านกับ
็
้
ุ
่
ี
พระเจ้า ใครไม่มีเหตุติเตียนตัวเองในสิ่งที่ตนเห็นชอบแล้วนั้นก็เป็นสุข 23แต่คนที่มีความ
สงสัยอยู่นั้น ถ้าเขากินก็มีความผิด เพราะเขาไม่ได้กินตามที่ตนเชื่อ ทั้งนี้เพราะการกระทำ
ใดๆ ที่ไม่ได้เกิดจากความเชื่อก็เป็นบาปทั้งสิ้น
3
- ศึกษาพระธรรมโรม -
ั
เปาโลได้อธิบายถึงการมีเสรีภาพของผู้เชื่อที่ไม่ตกอยู่ภายใต้ธรรมบัญญัติอีกต่อไป แต่เปาโลเองเลือกที่จะจำกด
การใช้เสรีภาพนั้นโดยเห็นแก่พี่น้อง ดังนั้นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการใช้เสรีภาพที่มีตามอำเภอใจคือการมีความรักและการ
ิ
ตัดสนใจที่จะเห็นแก่ผู้อื่น เพราะแผ่นดินของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องความชอบธรรม สันติสุข และความชื่นชมยินดีในพระ
ิ์
ั้
วิญญาณบริสุทธ ดังนนความเชื่อและความรักเป็นสิ่งที่ผู้เชื่อถูกเรียกร้องให้มีสองสิ่งนี้ควบคู่กัน
• เดินตามพระคริสต (15:1-6)
์
โรม 15:1-3 1พวกเราซึ่งมีความเชื่อเข้มแข็ง ควรจะอดทนต่อข้อบกพรองของคนที่อ่อนแอ ไม่ควรทำอะไร
่
ตามความพอใจของตัวเอง 2เราทุกคนจงทำให้เพื่อนบ้านพอใจ เพื่อประโยชน์ในการ
เสริมสร้างความเชื่อของเขา 3เพราะว่าพระคริสต์ไม่ทรงทำสิ่งที่พอพระทัยพระองค์เอง
้
ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “คำพูดเยาะเย้ยของบรรดาผู้ที่เยาะเย้ยท่าน ตกอยู่แก่ขา
พระองค์”
ั
เปาโลอธิบายเรื่องความอดทนและความรกต่อกันและกัน โดยยกภาพของพระเยซูคริสต์ที่แม้แต่พระองค์ก็ไม่ได ้
ี
์
ทรงทำตามความพอใจของพระองค์เอง แต่ทำตามนำพระทัยของพระบิดา แม้พระองค์ต้องทนทุกขก็ไม่ทรงหลีกหนแต ่
้
ทรงอดทนและสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า ยึดพระประสงค์ของพระเจ้ามาก่อนสิ่งอื่น
ี
สดุด 69:9 คำเยาะเย้ยของผู้ที่เยาะเย้ยพระองค์ตกแก่ข้าพระองค ์
โรม 15:4-6 4เพราะว่าสิ่งที่เขียนไว้ในสมัยก่อนนั้น ก็เขียนไว้เพื่อสั่งสอนเรา เพื่อเราจะได้มีความหวงโดย
ั
์
ความทรหดอดทน และโดยการหนุนใจจากพระคัมภีร 5ขอพระเจ้าผู้เป็นแหล่งความทรหด
อดทนและการหนุนใจ ทรงช่วยให้ท่านทั้งหลายเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันโดยพระเยซ ู
้
้
ิ
้
ู
ั
ิ
ู
ิ
์
็
คริสต 6เพอทานจะไดพรอมใจกนสรรเสรญพระเจา ผทรงเปนพระบดาของพระเยซครสต ์
้
่
ื
่
องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา
ิ่
ี่
ู
สงทพระคัมภีร์ได้บันทึกและพระเยซคริสต์ได้ทรงกระทำให้สำเร็จนั้นก็เป็นที่หนุนใจเรา เรายังคงมีความหวังบน
ความสัตย์ซื่อของพระเจ้า
4
- ศึกษาพระธรรมโรม -
ิ
• พระคริสต์ของคนยิวและคนต่างชาต (15:7-13)
โรม 15:7-8 7เพราะฉะนั้นจงต้อนรับกันและกัน เช่นเดียวกับที่พระคริสต์ได้ทรงต้อนรับท่าน เพื่อพระ
เกียรติของพระเจ้า 8เพราะข้าพเจ้าว่า พระคริสต์ได้ทรงรับใช้มายังพวกยิว เพื่อเห็นแก่ความ
ั
สัตย์จริงของพระเจ้า เพื่อจะรับรองพระสัญญาที่ประทานไว้กบบรรดาอัครปิตานั้น
เปาโลยังคงย้ำให้คริสเตียนทุกคนต้อนรับกันและกัน นนคือการรักกันและกัน เพื่อพระเกียรติของพระเจ้า
ั่
้
่
ี
ิ
ื
่
้
โรม 15:9 และเพ่อใหคนตางชาตไดถวายพระเกยรตแดพระเจา เพราะพระเมตตาของพระองค ตามท่ม ี
้
์
ิ
ี
คำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เพราะเหตุนี้ ข้าพระองค์ขอสรรเสริญ พระองค์ท่ามกลาง
ประชาชาติ และร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค ”
์
2 ซามูเอล 22:50 “เพราะฉะนั้น ข้าแต่พระยาห์เวห ข้าพระองค์จึงยกย่องพระองค์ท่ามกลางบรรดาประชาชาต ิ
์
และร้องเพลงสดุดีพระนามของพระองค ์
์
สดุด 18:49 เพราะฉะนั้น ข้าแต่พระยาห์เวห ข้าพระองค์จึงยกย่องพระองค์ท่ามกลางบรรดาประชาชาต ิ
ี
และร้องเพลงสดุดีพระนามของพระองค ์
โรม 15:10 และมีคำกล่าวอีกว่า “ประชาชาติทั้งหลายเอ๋ย จงชื่นชมยินดีกับชนชาติของพระองค ”
์
เฉลยธรรมบัญญัต 32:43 จงยินดีเถิด ประชาชาติทั้งหลาย กับประชากรของพระองค ์
ิ
โรม 15:11 แล้วยังมีคำกล่าวอีกว่า “ทุกประชาชาต จงสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า เถิด
ิ
์
และให้ชนชาติทั้งหมดยกย่องพระองค ”
ี
สดุด 117:1 ประชาชาติทั้งสิ้นเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์เถิด ชนชาติทั้งปวงเอ๋ย จงยกย่องพระองค ์
เถิด
โรม 15:12 และอิสยาห์กล่าวอีกว่า “รากแห่งเจสซีจะมา คือผู้ที่จะทรงลุกขึ้นมาครอบครองบรรดา
ประชาชาติ ประชาชาติทั้งหลายจะมีความหวังในพระองค”
์
อิสยาห 11:10 ในวันนั้น รากของเจสซี จะตั้งขึ้นเป็นสัญญาณแก่ชนชาติทั้งหลาย และท่านจะเป็นที่แสวงหา
์
ิ
ของบรรดาประชาชาต และที่พำนักของท่านจะรุ่งโรจน ์
์
ในขอ 9-12 เปาโลอ้างถึงข้อพระคัมภีรเดิม ซึ่งเปาโลชี้ใหเห็นภาพของการอยู่ร่วมกันทั้งคนยิวและคนต่างชาต ิ
้
้
ก่อนที่จะปิดท้ายอย่างมีความหมายในข้อท 13
ี่
ื่
โรม 15:13 ขอพระเจ้าแห่งความหวังโปรดให้ท่านบริบูรณ์ด้วยความชื่นชมยินดี และสันติสุขในความเชอ
เพื่อท่านจะได้เปี่ยมด้วยความหวังโดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธ ิ์
5
- ศึกษาพระธรรมโรม -
2. บทส่งท้าย (15:14-16:27)
• พันธกิจของเปาโลต่อคนต่างชาต (15:14-21)
ิ
่
โรม 15:14-15 14พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าเชื่อแน่วาท่านบริบูรณ์ด้วยความดี และพร้อมด้วยความรู้ทุกอย่าง
สามารถจะเตือนสติกันและกันได 15แต่การที่ข้าพเจ้ากล้าเขียนบางเรื่องถึงท่าน เพื่อเตือน
้
ความจำของท่าน ก็เนื่องจากพระคุณของพระเจ้าที่ได้ประทานแก่ข้าพเจ้า
สิ่งทเปาโลสอนไม่ใช่เพื่อการดูถูกความรู้ของคนต่างชาติ แต่เพื่อเตือนพวกเขาถึงสิ่งที่พึงระลึกถึงซึ่งพวกเขา
ี้
ทราบดีอยู่แล้ว และนั่นเปาโลก็ถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของท่าน
โรม 15:16-19 16เพื่อให้เป็นผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์ไปยังคนต่างชาติ และทำหน้าทปุโรหิตฝ่ายข่าว
ี่
ประเสริฐของพระเจ้า เพื่อคนต่างชาติจะเป็นเครื่องบูชาที่ชอบพระทัย คือเป็นที่ชำระไว้โดย
พระวิญญาณบริสุทธ 17ขณะที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในสิ่งที่ทำเพื่อพระ
ิ์
เจ้า 18เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีสิทธิ์อ้างสิ่งใด นอกจากสิ่งซึ่งพระคริสต์ได้ทรงทำ โดยทรงใช ้
ข้าพเจ้าทางคำสอนและการกระทำ เพื่อจะให้คนต่างชาติเชื่อฟัง 19คือด้วยอิทธิฤทธิ์แหง
่
หมายสำคัญและการอัศจรรย์ ในฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า จนข้าพเจ้าได ้
ประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์อย่างถ้วนถี่ ตั้งแต่กรุงเยรูซาเล็มอ้อมไปยังเมืองอิลลีร ิ
คุม
ในข้อที่ 16-19 เปาโลกล่าวถึงพันธกิจที่ท่านได้ทำในฐานะของอัครทูต และพันธกิจเหล่านั้นที่ท่านทำก็เพราะ
พระเจ้าทรงมอบหมาย (ข้อ 20-21)
โรม 15:20-21 20อันที่จริงข้าพเจ้าได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะประกาศข่าวประเสริฐในที่ซึ่งไม่เคยมีใครออกพระนาม
พระคริสต์มาก่อน เพื่อข้าพเจ้าจะได้ไม่ก่อขึ้นบนรากฐานที่คนอื่นได้วางไว้ก่อนแล้ว
21ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า
“คนที่ไม่เคยได้ข่าวเรื่องพระองค์ก็จะได้เห็น
และคนที่ไม่เคยได้ฟังจะได้เข้าใจ”
อิสยาห 52:15 …เพราะเขาทั้งหลายจะเห็นสิ่งที่ยังไม่มีใครบอกพวกเขา
์
้
และพวกเขาจะเข้าใจสิ่งซึ่งพวกเขาไม่เคยไดยิน
6
- ศึกษาพระธรรมโรม -
• เจตนาของเปาโลในการจะไปกรุงโรม (15:22-29)
โรม 15:22 นี่คือเหตุที่ขัดขวางข้าพเจ้าไว้ไม่ให้มาหาพวกท่าน
โรม1:13 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่า ข้าพเจ้าได้ตั้งใจไว้หลายครั้งแล้วว่าจะมาหา
ท่าน เพื่อข้าพเจ้าจะได้เก็บเกี่ยวผลในหมู่พวกท่านด้วย เช่นเดียวกับในหมู่ชนชาติอื่นๆ (แต ่
จนบัดนี้ก็ยังมีเหตุขัดข้องอย)
ู่
โรม 15:23-24 23แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าไม่มีกิจที่จะต้องอยู่ในแว่นแคว้นเหล่านี้ต่อไป ข้าพเจ้ามีความปรารถนา
มาหลายปีแล้วที่จะมาหาท่าน 24เมื่อข้าพเจ้าจะไปประเทศสเปน ข้าพเจ้าจะแวะมาหาพวก
ท่าน เพราะข้าพเจ้าหวังว่าจะได้พบท่านขณะที่ไปตามทางนั้น และเมื่ออิ่มใจอยู่กับท่าน
ทั้งหลายบ้างแล้ว หวังว่าท่านจะช่วยจัดส่งให้ข้าพเจ้าเดินทางต่อไป
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในฝั่งตะวันออก เปาโลก็ตั้งใจทำพันธกิจต่อไปในฝั่งตะวันตก และตองการจะแวะเพื่อเยยม
้
ี่
ี
เยยนที่กรุงโรม และหวังว่าคริสตชนที่กรุงโรมก็จะมีส่วนช่วยสนับสนุนท่านในการเดินทางทำพันธกิจต่อไป
โรม 15:25-26 25ขณะนี้ข้าพเจ้าจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อช่วยเหลือธรรมิกชน 26เพราะว่าบรรดา
คริสตจักรในแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายา ยินดีที่จะเรี่ยไรเงินส่งไปให้แก่ธรรมิกชนท ี่
ยากจนในกรุงเยรูซาเล็ม
ี
ั
ิ
์
่
1 โครินธ 16:1-4 1เรื่องการเรี่ยไรเพ่อช่วยธรรมกชนน้น ข้าพเจ้าสั่งคริสตจักรท่แคว้นกาลาเทยว่าอย่างไร ทาน
ื
ี
ทั้งหลายก็จงทำเช่นนั้นด้วย 2ทุกวันต้นสัปดาห์ให้พวกท่านแต่ละคนแยกเงินออกและสะสม
ไว้ตามรายได้ เพื่อจะไม่ต้องเก็บเรี่ยไรเมื่อข้าพเจ้ามาถึง 3และเมื่อข้าพเจ้ามาแล้วหากพวก
ุ
ท่านรับรองใคร ข้าพเจ้าจะส่งคนนั้นให้นำเงินถวายของท่านพร้อมกับจดหมายไปยังกรง
เยรูซาเล็ม 4และถ้าเห็นว่าข้าพเจ้าควรจะไปด้วย พวกเขาก็จะไปพร้อมกับข้าพเจ้า
โรม 15:27 คริสตจักรเหล่านี้ยินดีจะทำเช่นนี้ ที่จริงพวกเขาก็เป็นหนี้ธรรมิกชนเหล่านั้นด้วย เพราะเมอ
ื่
ี่
ู
็
็
็
ิ
่
ิ
ิ
่
คนตางชาตเขาสวนกบชาวเยรซาเลมในของประทานฝายวญญาณจต กเปนการสมควรทพวก
ั
่
้
เขาจะได้ปรนนิบัติชาวเยรูซาเล็มด้วยสิ่งของฝ่ายเนื้อหนัง
์
ั
1 โครินธ 9:11 ถ้าเราหว่านปัจจัยฝ่ายจิตวิญญาณให้แก่พวกท่าน แล้วจะมากไปหรือที่เราจะเกี่ยวปจจัยฝ่าย
กายจากท่าน
โรม 15:28-29 28เมื่อข้าพเจ้าไปส่งเงินเรี่ยไรแก่พวกเขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเดินทางไปประเทศสเปน
โดยแวะเยี่ยมท่านตามทาง 29และข้าพเจ้ารู้ว่า เมื่อมาหาท่านนั้น ข้าพเจ้าจะมาพร้อมด้วยพร
อันบริบูรณ์ของพระคริสต ์
7
- ศึกษาพระธรรมโรม -
ี่
้
เปาโลกล่าวถึงภารกิจที่ท่านต้องเดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็มก่อน เพื่อส่งมอบเงินทองขาวของทท่านเรี่ยไรเพอ
ื่
ึ
ช่วยเหลือคริสเตียนยากไร้ในกรุงเยรูซาเล็มด้วยความรู้สกที่เป็นห่วงเป็นใยพวกเขา และการที่จะแวะมายังกรุงโรมท่านก ็
มั่นใจว่าจะเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า
• คำวิงวอนของเปาโล (15:30-33)
โรม 15:30-33 30พี่น้องทั้งหลาย โดยพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา และโดยความรักของพระ
ื่
วิญญาณ ข้าพเจ้าวิงวอนขอให้ท่านร่วมอธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยใจกระตือรือร้นเพอ
้
ข้าพเจ้า 31ที่ข้าพเจ้าจะพ้นจากมือของคนในแคว้นยูเดียที่ไม่เชื่อ และเพื่อพันธกิจซึ่งข้าพเจา
ทำที่กรุงเยรูซาเล็มจะเป็นที่พอใจของธรรมิกชน 32เพื่อข้าพเจ้าจะได้มาหาท่านตามพระ
้
ประสงค์ของพระเจ้า ด้วยความชื่นชมยินดี และมีความชื่นบานที่ได้พบท่าน 33ขอพระเจา
แห่งสันติสุขสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายทุกคน อาเมน
ในข้อที่ 30-33 เปาโลวิงวอนให้พี่น้องที่กรุงโรมอธิษฐานเผื่อในการทำพันธกิจของท่านที่กรุงเยรูซาเล็ม และจะ
ได้มาที่กรุงโรมด้วยความชื่นชมยินด ี
• คำทักทายส่วนตัวของเปาโล (16:1-16)
โรม 16:1-16 ข้าพเจ้าขอฝากน้องสาวของเราไว้กับพวกท่านคือเฟบีผู้เป็นมัคนายิกาในคริสตจักรเคน
เครีย 2กรุณารับนางไว้ให้สมกับฐานะธรรมิกชนในองค์พระผู้เป็นเจ้า และโปรดให้ความ
ช่วยเหลือในทุกสิ่งที่นางต้องการ เพราะนางได้ช่วยอุปถัมภ์คนมากมายรวมทั้งข้าพเจ้าด้วย
3ขอทักทายมายังนางปริสคาและอาควิลลา ผู้ร่วมงานกับข้าพเจ้าในพระราชกจของพระเยซ ู
ิ
์
คริสต 4ซึ่งได้เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอขอบคุณเขาทั้งสอง ไม่เพียง
ข้าพเจ้าคนเดียว แต่คริสตจักรทุกแห่งของคนต่างชาติด้วย 5และขอฝากคำทักทายมายง
ั
คริสตจักรที่อยู่ในบ้านเขาด้วย ขอฝากคำทักทายมายังเอเปเนทัสที่รักของข้าพเจ้า ผู้เป็นคน
ู
ั
ี
ั
ี
์
่
่
ี
ื่
แรกทเขามาเช่อในพระครสตในแควนเอเชย 6ขอฝากคำทกทายมายงมารย ผ้ทตรากตรำเพอ
ี
์
้
ิ
้
ื
ท่านทั้งหลาย 7ขอฝากคำทักทายมายังอันโดรนิคัสกับนางยูเนีย พี่น้องร่วมชาติซึ่งเคยถูกจำ
จองร่วมกับข้าพเจ้า เขาทั้งสองเป็นคนมีชื่อเสียงดีในหมู่พวกอัครทูต ทั้งได้อยู่ในพระคริสต์
็
ก่อนข้าพเจ้าด้วย 8ขอฝากคำทักทายมายังอัมพลีอาทัส ที่รักของข้าพเจ้าในองค์พระผู้เปน
เจ้า 9ขอฝากคำทักทายมายังอูรบานัส ผู้ร่วมงานกับเราในพระคริสต์ และยังสทาคิสที่รักของ
ข้าพเจ้า 10ขอฝากคำทักทายมายังอาเป็ลเลสผู้ที่เคยพิสูจน์ความภักดีต่อพระคริสต์ ขอฝาก
คำทักทายมายังคนในครอบครัวของอาริสโทบูลัส 11ขอฝากคำทักทายมายังเฮโรดิโอนน้อง
8
- ศึกษาพระธรรมโรม -
ร่วมชาติของข้าพเจ้า ขอฝากคำทักทายมายังคนในองค์พระผู้เป็นเจ้าที่อยู่ในครอบครัวของ
้
นารซิสสัส 12ขอฝากคำทักทายมายังตรีเฟนาและตรีโฟสา ผู้ที่ตรากตรำในองค์พระผู้เป็นเจา
ี่
ขอฝากคำทักทายมายังนางเปอร์ซีสทรัก ผู้ที่ปฏิบัติงานมากมายในองค์พระผู้เป็นเจ้า 13ขอ
ฝากคำทักทายมายังรูฟัส ผู้ที่ทรงเลือกไว้ในองค์พระผู้เป็นเจ้า และมารดาของเขาซึ่งเปน
็
้
้
้
มารดาขาพเจาดวย 14ขอฝากคำทักทายมายังอาสินครีทัส ฟเลโกน เฮอร์เมส ปัทโรบัส เฮอร ์
ี
มาส และบรรดาพี่น้องที่อยู่กับเขาเหล่านั้น 15ขอฝากคำทักทายมายังฟีโลโลกัส นางยูเลย
และเนเรอัสกับน้องสาวของเขา และโอลิมปัสกับบรรดาธรรมิกชนที่อยู่กับพวกเขา 16จง
ทักทายกันด้วยธรรมเนียมจูบอันบริสุทธิ์ บรรดาคริสตจักรของพระคริสต์ขอฝากคำทักทาย
มายังพวกท่านด้วย
ี
้
้
ในขอท่ 1-2 เปาโลได้มีการกล่าวแนะนำถึงเฟบี จึงเป็นไปได้ว่าเฟบีคือผู้ถือจดหมายฉบับนี้มา นอกจากนั้นในขอ
ั
ที่ 3-16 เปาโลไดฝากคำทักทายถึงหลายคนทท่านรู้จักซึ่งดูเหมือนว่าเปาโลเองแม้ยังไม่ได้มาเยือนกรุงโรม แต่ท่านก็รู้จก
ี่
้
คยเคยกับคริสเตียนที่โรมอยแล้ว
ุ้
ู่
• คำกล่าวเตือนของเปาโล (16:17-20)
ิ
โรม 16:17-20 17พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอวงวอนท่านให้สังเกตดคนที่ก่อเหตุวิวาทและทำให้คนอื่นหลงไป
ู
จากคำสอนที่ท่านทั้งหลายได้เรียนมา จงตีตัวออกห่างจากคนเหล่านั้น 18เพราะว่าพวกเขา
้
้
์
์
้
้
็
ไมไดรับใชพระคริสตองคพระผเปนเจาของเรา แตรับใชปากทองของตวเอง และไดลอลวงคน
่
่
ู
่
้
้
้
ั
ซื่อให้หลงด้วยคำไพเราะอ่อนหวาน 19การเชื่อฟังของพวกทานก็เลื่องลือไปถึงหูทุกคนแลว
้
่
ข้าพเจ้าจึงมีความยินดีเพราะท่าน ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเชี่ยวชาญในการดี และทึ่มในการ
ชั่ว 20ไม่ช้าพระเจ้าแห่งสันติสุขจะทรงปราบซาตานให้ยับเยินลงใต้ฝ่าเท้าของพวกท่าน ขอ
พระคุณของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา จงอยู่กับท่านเถิด
เปาโลได้แทรกคำเตือนขึ้น ในข้อท 17-20 คนกลุ่มนี้คือพวกนอสติกลัทธินอกรีตที่รุกเข้ามาในกรุงโรม เปาโล
ี่
เตือนให้ออกห่างจากพวกเขา
• คำทักทายจากเพื่อนร่วมงานของเปาโล (16:21-23)
โรม 16:21-23 21ทิโมธ ผู้ร่วมงานกับข้าพเจ้า ลูสิอัส ยาโสนและโสสิปาเทอร์พี่น้องร่วมชาติของข้าพเจา
ี
้
ฝากคำทักทายมายังท่านทั้งหลายด้วย 22ข้าพเจ้าเทอร์ทิอัสผู้เขียนจดหมายฉบับนี้ตามคำ
บอก ขอฝากคำทักทายมายังท่านทั้งหลายในองค์พระผู้เป็นเจ้า 23กายอัส เจ้าของบ้านผ ู้
้
เลี้ยงดูข้าพเจา และเป็นผู้บำรุงคริสตจักรทั้งหมดฝากคำทักทายมายังท่าน เอรัสทัสหัวหนา
้
การคลังประจำเมือง และควารทัสน้องของเรา ฝากคำทักทายมายังท่านด้วย
9
- ศึกษาพระธรรมโรม -
• คำสรรเสริญ (16:24-27)
โรม 16:24-27 [ 24ขอพระคุณแห่งพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา จงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด อา
เมน]
[ 25จงถวายพระเกียรติแด่พระองค์ผู้ทรงสามารถให้ท่านทั้งหลายตั้งมั่นคงตามข่าวประเสรฐ
ิ
ซึ่งข้าพเจ้าได้ประกาศนั้น คือเรื่องเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ ตามการเปิดเผยข้อล้ำลึก ซึ่งได ้
ปิดบังไว้ตั้งแต่โบราณกาล
26แต่เดี๋ยวนี้ได้เปิดเผยให้ปรากฏแล้ว โดยคำเขียนของบรรดาผู้เผยพระวจนะ ให้ชนทุกชาต ิ
เห็นประจักษ ตามซึ่งพระเจ้าผู้ทรงดำรงเป็นนิตย ได้ทรงบัญชาไว้เพื่อให้เขาได้เชื่อ
์
์
27โดยพระเยซูคริสต์ ขอพระเกียรติจงมีแด่พระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญูแต่องค์เดียวสืบๆ ไปเปน
็
นิตย อาเมน]
์
เนื้อความในข้อ 24 ถูกใส่ไว้ในเครื่องหมาย […] เนื่องจากในสำเนาโบราณบางฉบับไม่มีข้อ 24 ซึ่งเป็นคำอวยพร
้
ของเปาโล หลังจากปรากฏสองครั้งก่อนหน้านี้ใน 15:33 และ 16:20 ก่อนเปาโลปิดทายตอนจบด้วยคำสรรเสริญพระเจา
้