The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Srianong Library, 2022-03-10 06:33:34

ศึกษาพระธรรมโรม NEXUS Online

1


Course Syllabus




วิชา: ศึกษาพระธรรมโรม 12 ชั่วโมง


คำอธิบายวิชา



วิชานี้ศึกษาเนื้อหาภาพรวมของพระธรรมโรม ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ถึงภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่ส่งผลต่อการทำ

ความเข้าใจพระธรรมโรม เช่น วัตถุประสงค์การเขียน สถานการณ์ของโรมันในช่วงเวลาที่เขียน ความเข้าใจของเปาโลต่อ
ชนชาติอิสราเอล เป็นต้น ผู้เรียนจะเรียนรู้ถึงศาสนศาสตร์สำคัญของเปาโลที่สะท้อนภาพพระธรรมโรมัน แก่นแท้ของข่าว

ประเสริฐ การเป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อ ความบาป และธรรมบัญญัติ โดยหลักสูตรมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถนำ

หลักการของพระธรรมโรมมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการอภิบาลได้





เป้าหมายของวิชา


1. ผู้เรียนเข้าใจพื้นหลังของพระธรรมโรม และลักษณะทางวรรณกรรม

2. ผู้เรียนเข้าใจศาสนศาสตร์ของเปาโลในเรื่องข่าวประเสริฐ

3. ผู้เรียนเข้าใจวิธีที่จะอ่านพระธรรมโรมเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม

4. ผู้เรียนเกิดความซาบซึ้งในเนื้อหาและปรารถนาที่จะศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น




สิ่งที่ผู้เรียนต้องทำ


1. การเข้าชั้นเรียน ผู้เรียนจำเป็นที่จะต้องมีการเข้าชั้นเรียนหรือเรียนย้อนหลังในกลุ่มตามเวลาที่กำหนด

2. การบ้าน ผู้เรียนจำเป็นต้องส่งการบ้านหรือกิจกรรมในเวลาที่กำหนด

3. ดูคลิปวิดีโอ
3.1. ดูคลิปวิดีโอ ภาพรวมพระธรรมโรมบทที่ 1-4 และ ภาพรวมพระธรรมโรมบทที่ 5-11

3.2. กำหนดส่ง 10 กันยายน 2021

4. สอบ ผู้เรียนจำเป็นที่จะต้องสอบวัดผลการเรียน

2


ตารางการสอน


ครั้งที่ เนื้อหา การบ้าน ผู้เรียน

1 แนะนำพระธรรมโรม อ.พงศ์ระพ ี

ภูมิหลังพระธรรมโรม
โรม 1:1-15

2 โลกนี้ต้องการข่าวประเสริฐ กิจกรรมครั้งที่ 1 อ.พงศ์ระพ ี

พระพิโรธของพระเจ้าสำแดงแก่เรา

โรม 1:16-3:20
3 หัวใจของข่าวประเสริฐ อ.พงศ์ระพ ี

การเป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อ

โรม 3:21-5-21
4 ฤทธิ์เดชของข่าวประเสริฐ กิจกรรมครั้งที่ 2 อ.พงศ์ระพ ี่

ชัยชนะเหนือความบาป ธรรมบัญญัติ และความตาย

โรม 6:1-8:39
5 ข่าวประเสริฐกับอิสราเอล อ.ทัศมณ

อิสราเอลและแผนการของพระเจ้า

โรม 9:1-11:36
6 ข่าวประเสริฐภาคปฏิบัติ กิจกรรมครั้งที่ 3 อ.ทัศมณ


ดำเนินชีวตอยางคริสเตียน (1)

โรม 12:1-13:14
7 ข่าวประเสริฐภาคปฏิบัติ อ.ทัศมณ

ดำเนินชีวตอยางคริสเตียน (2)


โรม 14:1-15:13
8 บทส่งท้าย กิจกรรมครั้งที่ 4 อ.ทัศมณ

คำอำลาของเปาโล

โรม 15:14-16:27



*เนื้อหาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม

3


วันและเวลา เรียนทุกวันอังคาร เวลา 19.30-21.00 น.




ช่องทางการเรียน


1. เรียนผ่านแอพพลิเคชั่น Zoom เรียนตามวันเวลาที่กำหนด

2. เรียนผ่าน Facebook Group เมื่อการเรียนการสอนประจำวันสิ้นสุดแล้วจะนำคลิปการเรียนการสอน

เผยแพร่ในกรุ๊ปเพื่อให้ผู้เรียนได้ทบทวนเนื้อหาและเรียนย้อนหลังได้



สื่อการเรียนการสอน


หนังสืออ่าน บทความ คลิปการเรียนการสอน




การประเมินผลผู้เรียน


สัดส่วนคะแนน


ผู้เรียนจำเป็นที่จะต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า 60% เพื่อที่จะผ่านวิชา ตามเกณฑ์การให้คะแนน

การเข้าชั้นเรียน 30%

การบ้าน 30%

ดูคลิปวิดีโอ 20%

สอบ 20%

รวม 100%

การคิดเกรด

คะแนน เกรด

80-100 A

75-79 B+

70-74 B

65-69 C+
60-64 C

ต่ำกว่า 60 F

4


หนังสืออ่านประกอบการเรียน


- เจ. เกลน มอร์รีส, คู่มือศึกษาพระคัมภีร์ใหม่ : โรม (กรุงเทพฯ:คริสเตียนศึกษา แบ๊บติส, 2014)

- จอห์น เอ วิทเมอร์; เดวิด เค โลเวอรี่, โรม , 1,2 โครินธ์ (กรุงเทพฯ:ศูนย์ทีรันนัส, 2006)





******************************************************************

1
- ศึกษาพระธรรมโรม -

Lecture#1 พื้นหลังพระธรรมโรม




1. แนะนำพระธรรมโรม



พระธรรมโรมเป็นพระธรรมอีกเล่มหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อคริสเตียนจำนวนมาก เปาโลได้บันทึกหัวใจของข่าว

ประเสริฐเอาไว้ในพระธรรมเล่มนี้ว่า


รม. 3:23-24 เพราะว่าทุกคนท าบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงมีพระคุณให้เขา
เปนผู้ชอบธรรมโดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว


หัวใจของข่าวประเสริฐคือความรอดนั้นมาโดยพระคุณของพรเจ้าผ่านการไถ่ของพระเยซูคริสต์ ไม่ได้มาจากการ

กระทำของมนุษย์


รม. 3:28 เพราะเราเห็นว่า คนหนึ่งคนใดจะถูกช าระ ให้ชอบธรรมได้ก็โดยอาศัยความเชื่อนอก

เหนือการประพฤติตามธรรมบัญญัติ


เพราะเหตุนี้เองพระธรรมโรมจึงเป็นรากฐานของความเชื่อคริสเตียน เมื่อใดก็ตามที่คริสตจักรมีปัญหาพระธรรม

เล่มนี้เป็นคำตอบ ในยุคสมัยที่คริสต์ศาสนาเสื่อมทรามมาร์ตินลูเธอร์ได้อ่านข้อพระคัมภีร์จากพระธรรมโรมจึงเป็นที่มา

ของการปฏิรูปคริสต์ศาสนา


รม. 1:17 เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมซึ่งเกิดมาจากพระเจ้าก็ได้ส าแดงออกโดย

ความเชื่อ และเพื่อความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า “คนชอบธรรมจะมีชีวิตด ารง
อยูโดยความเชื่อ”


พระธรรมโรมแสดงให้เห็นถึงความการสำแดงของพระเจ้าที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทางศาสนาที่มนุษย์คิดขึ้นมา

เมื่อใดก็ตามที่อ่านพระธรรมโรม พระธรรมเล่มนี้ยังคงมีชีวิตและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ เมื่อใดก็ตามที่เราอ่านเราได้รับ

การเปลี่ยนแปลงโดยฤทธิ์เดชของข่าวประเสริฐที่บันทึกอยู่ในพระธรรมเล่มนี้


2. ผู้เขียน : เปาโล



เป็นที่ยอมรับโดยกว้างขวางอย่างไม่มีข้อถกเถียงว่าเปาโลเป็นผู้เขียนพระธรรมโรมมัน


รม. 1:1-7 เปาโล ผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์ ที่ได้รับการทรงเรียกให้เปนอัครทูต และการตั้งไว้ให้ประ


กาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า คือข่าวประเสริฐที่ได้ทรงสัญญาไว้ล่วงหนา โดยทางพวกผู้
เผยพระวจนะของพระองค์ ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ข่าวประเสริฐนั้นเกี่ยวกับพระบุตรของ

พระองค์ ผู้ทรงบังเกิดมาโดยสืบเชื้อสายจากดาวิดทางฝายเนือหนัง แต่ฝายจิตวิญญาณ



2
- ศึกษาพระธรรมโรม -

แห่งความบริสุทธิ์นั้นทรงปรากฏด้วยฤทธานุภาพว่าเปนพระบุตรของพระเจ้า โดยการ

เปนขึนมาจากความตาย คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เปนเจ้าของเรา โดยทางพระองค์นั้น





พวกข้าพเจ้าได้รับพระคุณและหนาที่เปนอัครทูต เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ ให้ไป

ประกาศแก่ชนทุกชาติให้เขาวางใจและเชื่อฟง รวมทั้งพวกท่านที่พระเจ้าทรงเรียกให้เปน

คนของพระเยซคริสต์ด้วย

พูดให้ถูกต้องเปาโลใช้เทอร์ทิอัสเป็นผู้ช่วยเขียนจดหมายฉบับนี้
รม. 16:22 ข้าพเจ้าเทอร์ทิอัสผู้เขียนจดหมายฉบับนีตามค าบอก ขอฝากค าทักทายมายังท่านทั้ง

หลายในองค์พระผู้เปนเจ้า

เราทราบประวัติบางส่วนของเปาโลจากข้อมูลในกิจการและจดหมายฝากที่เปาโลได้บันทึกไว้




กจ. 22:3-4 ข้าพเจ้าเปนยิว เกิดในเมืองทาร์ซัสแคว้นซีลีเซีย แต่เติบโตขึนในเมืองนี เปนศิษย์ของอา



จารย์กามาลิเอลและได้รับการอบรมอย่างเคร่งครัดตามธรรมบัญญัติของบรรพบุรุษของ

เรา จึงมีความกระตือรือร้นเพื่อพระเจ้าเช่นเดียวกับพวกท่านในเวลานี ข้าพเจ้าข่มเหงคน

ทั้งหลายที่ถือ ‘ทางนี’ จนถึงตาย ทั้งยังจับพวกผู้ชายและผู้หญิงขังไว้ในคุก

ฟป. 3:5-6 ข้าพเจ้าเข้าสุหนัตในวันที่แปดที่คลอดมา เปนชนชาติอิสราเอล อยูในเผ่าเบนยามิน เปน



ชาวฮีบรูที่เกิดจากคนฮีบรู ในด้านธรรมบัญญัติก็อยูในคณะฟาริสี ในด้านความกระตือรือ
ร้นก็ได้ข่มเหงคริสตจักร ในด้านความชอบธรรมตามธรรมบัญญัติก็ไม่มีที่ติ
หลังจากเสร็จการเดินทางทำพันธกิจครั้งที่สามของเปาโล (กิจการ 13-20) เปาโลวางแผนที่จะไปประกาศที่

ประเทศสเปน


รม. 15:23-24 แต่เดียวนีข้าพเจ้าไม่มีกิจที่จะต้องอยูในแว่นแคว้นเหล่านีต่อไป ข้าพเจ้ามีความปรารถนา




มาหลายปีแล้วที่จะมาหาท่าน มื่อข้าพเจ้าจะไปประเทศสเปน ข้าพเจ้าจะแวะมาหาพวก
ท่าน เพราะข้าพเจ้าหวังว่าจะได้พบท่านขณะที่ไปตามทางนั้น และเมื่ออิ่มใจอยูกับท่าน

ทั้งหลายบ้างแล้ว หวังว่าท่านจะช่วยจัดส่งให้ข้าพเจ้าเดินทางต่อไป

แต่ก่อนที่จะไปสเปนเปาโลจำเป็นที่จะต้องกลับไปที่เยรูซาเล็มเสียก่อน



รม. 15:25 ขณะนีข้าพเจ้าจะขึนไปยังกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อช่วยเหลือธรรมิกชน เพราะว่าบรรดาคริสต
จักรในแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายา ยินดีที่จะเรี่ยไรเงินส่งไปให้แก่ธรรมิกชนที่
ยากจนในกรุงเยรูซาเล็ม

ช่วงเวลาที่เขียนจดหมายฝากไปที่โรมเป็นช่วงขณะที่เปาโลอยู่ที่เมืองโครินธ์ระหว่างการทำพันธกิจครั้งที่สาม

(กิจการ 20:2-3) ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาราวปี ค.ศ. 57 ซึ่งเป็นช่วงเวลายี่สิบกว่าปีที่เปาโลได้ทำพันธกิจ เปาโลได้สะท้อน
สิ่งที่เขาเชื่อและสิ่งที่สำคัญต่อคริสตจักรผ่านจดหมายฝากฉบับนี้

3
- ศึกษาพระธรรมโรม -

3. คริสเตียนที่กรุงโรม



เราไม่รู้ข้อมูลมากนักเกี่ยวกับคริสตจักรที่โรม พระธรรมกิจการบอกว่ามีพวกยิวบางคนที่มาจากโรมที่อยู่ใน
เหตุการณ์วันเพ็นเทคอสต์


กจ. 2:10 อยูในแคว้นฟรีเจียและแคว้นปมฟีเลีย เปนคนที่อยูในประเทศอียิปต์และในบางส่วนของ





เมืองลิเบียซึ่งขึนกับนครไซรีน เปนคนที่มาจากกรุงโรม


พวกเขาอาจเปนคนหนึ่งในสามพันคนที่กลับใจจากการประกาศของเปโตร และได้นำข่าวประเสริฐมาที่กรุงโรม

กจ. 2:41 คนทั้งหลายที่รับถ้อยค าของเปโตรก็รับบัพติศมา ในวันนั้นมีคนเข้าเปนสาวกประมาณ
สามพันคน

ในปี ค.ศ. 49 จักรพรรดิคลาวดิอัสได้ขับไล่ชาวยิวออกจากโรม ดังนั้นคริสตจักรในโรมจึงเป็นคริสตจักรที่เต็มไป

ด้วยชาวต่างชาติ
กจ. 18:2 ท่านพบยิวคนหนึ่งที่นั่นชื่ออาควิลลาซึ่งเกิดในแคว้นปอนทัส แต่พึ่งมาจากประเทศอิตาลี

กับภรรยาที่ชื่อปริสสิลลา เพราะจักรพรรดิคลาวดิอัสมีรับสั่งให้พวกยิวทั้งหมดออกไปจาก
กรุงโรม เปาโลจึงไปหาคนทั้งสอง



ในช่วงเวลาที่เปาโลเขียนจดหมาย ชาวยิวได้อนุญาตให้กลับไปที่โรม ทำให้ในธรรมศาลาในเวลานั้นเต็มไปด้วยค

ริสเตียนชาวต่างชาติ คริสเตียนชาวยิวที่กลับมาที่โรมจึงกลายเป็นคนส่วนน้อย และนี่อาจเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาความ
ขัดแย้งภายในเกิดขึ้น เปาโลตำหนิคริสเตียนต่างชาติเพราะความอวดดีของพวกเขา

รม. 11:18-23 ก็อย่าอวดดีต่อกิ่งเหล่านั้น ถ้าท่านอวดดี ก็อย่าลืมว่าท่านไม่ได้เลี้ยงรากนั้น แต่รากต่าง
หากเลี้ยงท่าน ท่านอาจจะแย้งว่า “กิ่งเหล่านั้นถูกหักออกเสียแล้วก็เพื่อข้าจะถูกต่อเข้า


แทนที่” ถูกแล้ว พวกเขาถูกหักออก ก็เพราะเขาไม่เชื่อ แต่ที่ท่านอยูได้ก็เพราะความเชื่อ
เท่านั้น อย่าเย่อหยิ่งไปเลยแต่จงเกรงกลัว เพราะว่าเมื่อพระองค์ไม่ได้ทรงหวงกิ่งเหล่านั้น

ที่เปนกิ่งเดิม พระองค์ก็จะไม่ทรงหวงท่านเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจงพิจารณาดูทั้งพระ
กรุณาและความเข้มงวดของพระเจ้า คือพระองค์ทรงเข้มงวดกับคนเหล่านั้นที่หลงผิดไป

แต่พระองค์ทรงพระกรุณาท่าน ถ้าว่าท่านจะด ารงอยูในพระกรุณานั้นต่อไป มิฉะนั้นก็จะ


ทรงตัดท่านออกเสียด้วย ส่วนพวกอิสราเอล ถ้าเขาไม่ดึงดันอยูในความไม่เชื่อ เขาก็จะ
ถูกต่อเข้าไปใหม่ เพราะว่าพระเจ้าทรงสามารถที่จะต่อเข้าอีกได้



3. จุดประสงค์ของพระธรรมโรม : จดหมายฝากไปยังกรุงโรม


เราไม่สามารถสรุปจุดประสงค์ที่เปาโลเขียนจดหมายฝากไปยังกรุงโรมได้เพียงจุดประสงค์เดียว นักวิชาการได้ให้

แนวคิดของจุดประสงค์ของจดหมายฝากฉบับนี้ไว้สามแนวคิด

4
- ศึกษาพระธรรมโรม -



1. จุดประสงค์ด้านศาสนศาสตร์

เนื้อหาส่วนใหญ่ของจดหมายฝากคือเรื่องของข่าวประเสริฐมากกว่าเรื่องคน (โรม 1:8-15) และ (15:22-23)

มีศาสนศาสตร์หลายอย่างที่อยู่ในจดหมายฝากฉบับนี้ เช่น เรื่องของความบาป , การทำให้เป็นผู้ชอบธรรมโดย
ความเชื่อ, การชำระให้บริสุทธิ์, การประยุกต์ในชีวิตประจำวัน



2. จุดประสงค์ด้านการอภิบาล
มีปัญหาระหว่างคริสเตียนยิวและคริสเตียนต่างชาติที่โรมัน เปาโลเขียนจดหมายฝากฉบับนี้ขึ้นเพื่อเชื่อม

ความสัมพันธ์ระหว่างคริสเตียนสองกลุ่มนี้ (โรม 14:1-15:3)


3. จุดประสงค์ด้านการประกาศ

เปาโลต้องการจะนำของประทานฝ่ายวิญญาณมาให้แก่พี่น้องที่โรม (โรม 1:11) เปาโลตั้งใจจะมาเก็บเกี่ยวผลที่

ที่โรมดังนั้นจดหมายฝากฉบับนี้จึงเป็นเหมือนการเตรียมทางสำหรับเปาโลก่อนที่จะมาเยี่ยมพี่น้องที่กรุงโรม
(โรม 1:13)



4. ใจความหลักของพระธรรมโรม : ข่าวประเสริฐ


ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์คืออะไร ทำไมผู้คนถึงต้องการข่าวประเสริฐ แล้วเราจะมีประสบการณ์ในข่าว

ประเสริฐได้อย่างไร ข่าวประเสริฐมีความหมายต่ออนาคตอย่างไร แล้วข่าวประเสริฐมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างไร

คำถามต่างๆเหล่านี้เป็นคำถามหลักของจดหมายที่ส่งไปยังชาวโรม ข่าวประเสริฐสอดคล้องกับแผนการความรอดของ
พระเจ้าอย่างไร พันธสัญญาเดิมกับข่าวประเสริฐสอดคล้องกับแผนการความรอดของพระเจ้าหรือไม่

จะเกิดอะไรขึ้นกับธรรมบัญญัติของโมเสสและพระสัญญาที่พระเจ้ามีต่ออิสราเอล พระธรรมเล่มนี้จึงมีใจความที่เป็น

ื่
ใจความสำคัญของหลักข้อเชอคริสเตียน มาร์ติน ลูเธอร์ กล่าวไว้ว่า



พระธรรมโรมควรค่าไม่เพียงแต่ที่คริสเตียนทุกคนต้องทำความเข้าใจเนื้อหาเท่านั้น แตพระธรรมเล่ม
นี้ไว้ให้มั่นในฐานะอาหารประจำวันของจิตวิญญาณ ไม่มีการอ่านหรือไตร่ตรองมากเกินไปสำหรับ

พระธรรมเล่มนี้ ยิ่งคุณศึกษาพระธรรมเล่มนี้มากเท่าไร มันก็ยิ่งมีรสชาติมากขึ้น

5
- ศึกษาพระธรรมโรม -

เปิดจดหมาย (1:1-15)



1. คำทักทาย (1:1-7)
รม. 1:1-7 เปาโล ผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์ ที่ได้รับการทรงเรียกให้เปนอัครทูต และการตั้งไว้ให้

ประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า คือข่าวประเสริฐที่ได้ทรงสัญญาไว้ล่วงหนา โดยทาง

พวกผู้เผยพระวจนะของพระองค์ ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ข่าวประเสริฐนั้นเกี่ยวกับพระ


บุตรของพระองค์ ผู้ทรงบังเกิดมาโดยสืบเชื้อสายจากดาวิดทางฝายเนือหนัง แต่ฝายจิต




วิญญาณแห่งความบริสุทธิ์นั้นทรงปรากฏด้วยฤทธานภาพว่าเปนพระบุตรของพระเจ้า
โดยการเปนขึนมาจากความตาย คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เปนเจ้าของเรา โดยทาง



พระองค์นั้นพวกข้าพเจ้าได้รับพระคุณและหนาที่เปนอัครทูต เพื่อเห็นแก่พระนามของ


พระองค์ ให้ไปประกาศแก่ชนทุกชาติให้เขาวางใจและเชื่อฟง รวมทั้งพวกท่านที่พระเจ้า



ทรงเรียกให้เปนคนของพระเยซูคริสต์ด้วย เรียน ทุกท่านที่อยูในกรุงโรมผู้ซึ่งพระเจ้าทรง
รัก และทรงเรียกให้เปนธรรมิกชน ขอพระคุณและสันติสุขซึ่งมาจากพระเจ้าพระบิดาของ


เราทั้งหลาย และจากพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เปนเจ้า จงด ารงอยูกับพวกท่านเถิด


รูปแบบของจดหมายโบราณมักจะเริ่มด้วยการแนะนาตัวผู้เขียน ระบุชือผู้รับและค ากล่าวทักทาย โดยส่วน

ใหญจดหมายฝากในพันธสัญญาใหม่มักจะเขียนตามรูปแบบนี เปาโลเปดจดหมายย ้าด้วยความหมายของข่าว





ประเสริฐว่าเปนข่าวประเสริฐที “ได้ทรงสัญญาไว้ล่วงหนา” ใน “พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์” และข่าวประเสริฐนีเปน







เรืองเกียวกับ “พระบุตรของพระองค์ ผู้ทรงบังเกิดมาโดยสืบเชือสายจากดาวิดทางฝายเนือหนัง” จดหมายเปด




ด้วยใจความส าคัญ คือ ข่าวประเสริฐ ซึงถือเปนใจความหลักของพระธรรมโรม


เกียวกับพระบุตรของพระองค์
ข้อ 3 ข้อ 4
ผู้ทรงบังเกิดมาโดยสืบเชือสายจากดาวิดทางฝาย แต่ฝายจิตวิญญาณแห่งความบริสุทธิ์นั้นทรงปรากฏ




เนือหนัง ด้วยฤทธานุภาพว่าเปนพระบุตรของพระเจ้า



โดยการเปนขึนมาจากความตาย



พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เปนเจ้า
ข้อ 3 – 4 ไม่ใช่การอธิบายธรรมชาติของพระเยซูคริสต์ ศาสนศาสตร์ของเปาโลแนวคิดเรื่องเนื้อหนังและจิต
วิญญาณเป็นขั้วตรงข้ามที่เปาโลใช้เพื่อเปรียบเทียบถึงสิ่งเก่าและสิ่งใหม่

6
- ศึกษาพระธรรมโรม -

ข้อ 5-7 เปาโลย้ำถึงสถานะของตนเองในฐานะอัครทูต แต่สถานะนี้มาโดยทางพระคุณของพระเยซูคริสต์ ผู้รับ

จดหมายฉบับนี้คือคริสเตียนที่อยู่ที่กรุงโรมว่าเป็น “ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงรัก และทรงเรียกให้เป็นธรรมิกชน” ซึ่งเป็นคำที่
พันธสัญญาเดิมใช้เรียกถึงชนชาติอิสราเอล





2. คำขอบพระคุณ (1:8-15)
รม. 1:8-15 ก่อนอื่น ขอขอบพระคุณพระเจ้าของข้าพเจ้าส าหรับพวกท่านทุกคน โดยทางพระเยซู

คริสต์ เพราะว่าความเชื่อของท่านเลื่องลือไปทั่วโลก เพราะพระเจ้าผู้ซึ่งข้าพเจ้าได้รับใช้
ด้วยชีวิตจิตใจของข้าพเจ้า ในการประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระบุตรของพระองค์นั้น


ทรงเปนพยานของข้าพเจ้าว่า เมื่ออธิษฐานนั้น ข้าพเจ้าระลึกถึงพวกท่านเสมอ ข้าพเจ้า
ทูลขอว่า ถ้าเปนที่พอพระทัยพระเจ้าแล้ว ให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสมาหาพวกท่านใน


ที่สุด เพราะข้าพเจ้าปรารถนาที่จะได้พบท่าน เพื่อจะได้นาของประทานฝายจิตวิญญาณ


มาให้และเพื่อเสริมก าลังท่าน หมายความว่าจะได้มีการหนนใจซึ่งกันและกัน โดยความ
เชื่อของเราทั้งสองฝาย พี่นองทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่า ข้าพเจ้าได้ตั้งใจไว้



หลายครั้งแล้วว่าจะมาหาท่าน เพื่อข้าพเจ้าจะได้เก็บเกี่ยวผลในหมูพวกท่านด้วย



เช่นเดียวกับในหมูชนชาติอื่นๆ (แต่จนบัดนีก็ยังมีเหตุขัดข้องอยู) ข้าพเจ้าเปนหนีทั้งพวก




กรีกและชาติอื่นๆ ด้วย เปนหนีทั้งพวกนักปราชญ์และคนที่ไม่มีการศึกษาด้วย ฉะนั้น

ข้าพเจ้าจึงขวนขวายที่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่พวกท่านที่อยูในกรุงโรมด้วย
ข้อ 8 คำขอบคุณของเปาโลนั้นมีต่อ ‘พระเจ้า’ โดย ‘ทางพระเยซู’ พระเยซูคริสต์ได้ทรงเปิดทางให้เปาโล
สามารถขอบคุณพระเจ้าได้
ข้อ 9-12 เหตุผลที่เปาโลขอบคุณพระเจ้าก็เพราะ ‘ความเชื่อที่เลื่องลือไปทั่วโลก’ ของคริสเตียนในกรุงโรม

เปาโลต้องการจะไปเยี่ยมคริสเตียนที่กรุงโรมเพื่อ ‘นำของประทานฝ่ายวิญญาณ’ ในที่นี้น่าจะหมายถึงความสามารถที่

พระเจ้าประทานให้แก่เปาโลเพื่อให้เขาได้แบ่งปันกับพี่น้องที่กรุงโรม

ข้อ 13-15 เปาโลบอกความตั้งใจที่อยากจะมาหาพี่น้องที่โรมคือมาเพื่อ ‘เก็บเกี่ยวผล’ นี่คงหมายถึงการที่มีคริส

เตียนในโรมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การมาทำพนธกิจของเปาโลไม่ได้มาจากความปรารถนาส่วนตัว แต่เปาโลมองว่าเป็น

‘หนี้’ ที่เขาต้องทำหน้าที่เพื่อประกาศข่าวประเสริฐ

1
- ศึกษาพระธรรมโรม -

Lecture#2 พระพิโรธของพระเจ้าสำแดงแก่เรา




1. ใจความหลักของพระธรรมโรม (1:16-17)


ข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ



เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนทเชื่อไดรับความรอด
ี่
พวกยิวก่อน แล้วพวกกรีกด้วย


เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมซึ่งเกิดมาจากพระเจ้าก็ไดสำแดงออก

โดยความเชื่อ และเพื่อความเชื่อ


ี่
ตามทพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า “คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ”
เปาโลอธิบายถึงสาเหตุที่เขาไม่ละอายที่จะประกาศข่าวประเสริฐ และทำไมข่าวประเสริฐถึงมีฤทธิ์เดชที่สามารถ


เปลี่ยนแปลงชีวิตได ทำไมเปาโลถึงไม่ละอายนั่นก็เพราะข่าวประเสริฐเป็นฤทธิ์เดชที่นำความรอดมาสู่โลกนี้ ‘ความรอด’
เป็นหนึ่งคำที่มีความสำคัญในจดหมายฝากฉบบนี้ เปาโลไม่ได้ใชคำนี้เพื่อแสดงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากรับเชื่อในพระเยซู


คริสต์ แต่สำหรับเปาโลนั้นความรอดหมายถึงการทรงไถ่ให้พ้นจากบาปและความชั่วร้ายในวันพิพากษา (5:9-10, 13:11)


ี่
ข่าวประเสริฐนั้นสำหรับทุกคนที่เชื่อ แตกต่างจากในพันธสัญญาเดิมที่โฟกัสอยู่ทอิสราเอล โดยข่าวประเสริฐนั้น
มาถึงพวกยิวก่อน

ข้อ 17 ‘ความชอบธรรมซึ่งเกิดมาจากพระเจ้า’ คำนี้เปาโลใช้ทั้งหมด 9 ครั้งในจดหมายฝากทุกฉบับของเขา

และ 8 ครั้งปรากฏอยู่ในพระธรรมโรม



2. ความหมายของความชอบธรรม



คำว่า ความชอบธรรม ในพระคัมภีร์ถูกตีความอยู่ใน 3 รูปแบบ คือ


1. ความชอบธรรมของพระเจ้าในแง่ ‘พระลักษณะของพระเจ้า’ ในพันธสัญญาเดิมมักจะหมายถึงความสัตย์ซื่อของ

พระเจ้าโดยเฉพาะต่อพันธสัญญาที่พระองค์ทรงทำกับอิสราเอล หรือความยุติธรรมของพระเจ้า

2. ความชอบธรรมของพระเจ้าในแง่ ‘สถานะที่พระเจาประทานให้’ คือ สถานะที่พระเจ้าประทานให้กับมนุษย์


เพื่อที่มนุษย์จะสามารถยืนอยู่ต่อพระพักต์พระเจ้าได ้

3. ความชอบธรรมของพระเจ้าในแง่ ‘พระราชกิจของพระเจ้า’ หมายถึงพระราชกิจของพระเจ้าที่ทำให้สิ่งใดสิ่ง

หนึ่งนั้นถูกต้อง คือ การแทรกแทรงของพระเจ้าต่อความผิดของสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง

2
- ศึกษาพระธรรมโรม -

ในพระธรรมโรมนั้นใครก็ต้องสามารถมีประสบการณ์ในความชอบธรรมของพระเจ้าโดยผ่านทางความเชื่อเท่านั้น เปาโล

ย้ำสองครั้งว่าโดยความเชื่อและเพื่อความเชื่อ เขายังอ้างถึงฮาบากุก 2:4 ในแนวคิดของเปาโลความชอบธรรมของพระ

เจ้าดูเหมือนจะอยู่ในรูปแบบที่ 2


3. พระพิโรธของพระเจ้าต่อความบาป (1:18-20)





รม. 1:18 เพราะว่าพระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธของพระองคจากสวรรค ต่อความหมิ่นประมาทพระองค ์
ี่
และความชั่วร้ายทั้งมวลของมนุษย์ ทเอาความชั่วร้ายนั้นบีบคั้นความจริง
ข้อ 18 เริ่มต้นด้วยคำว่า ‘เพราะว่า’ บ่งชี้ถึงเหตุของสิ่งที่ได้เกิดขึ้น เพราะว่าพระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธของ


พระองค์ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการสำแดงความชอบธรรมของพระเจ้าในข่าวประเสริฐ สำหรับเปาโลเขามักจะหมายถึง

พระพิโรธที่สำแดงในวันพิพากษา (โรม 2:5, 8; 5:9)



ี่

รม. 1:19-20 เพราะการทจะรู้จักพระเจ้าไดก็แจ้งอยู่กับพวกเขา เพราะว่าพระเจ้าไดทรงสำแดงแก่เขาแล้ว

ตั้งแตเริ่มสร้างโลกมานั้น สภาพของพระเจ้าซึ่งตามนุษย์มองไม่เห็น คือฤทธานุภาพอันถาวร

และเทวสภาพของพระองค ก็ไดปรากฏชัดในสรรพสิ่งทพระองคไดทรงสร้าง ฉะนั้นพวกเขาจึง
ี่



ไม่มีข้อแก้ตัวเลย
พระพิโรธนั้นตกลงบนคนที่นำความชั่วร้ายบีบคั้นความจริง หมายถึงการที่นำความเข้าใจของตัวเองมาบดบัง
ความจริง ข้อ 19-20 บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับความจริงของพระเจ้า ความจริงของพระเจ้านั้นปรากฎใน

สิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมนุษย์จึงไม่มีข้อแก้ตัวที่จะปฏิเสธพระเจ้า สิ่งนี้เราเรียกว่า ‘การสำแดงผ่านทางธรรมชาติ/การ
สำแดงทั่วไป’ พระเจ้าทรงเปิดเผยบางส่วนของพระองค์แก่มนุษย์ในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างเอาไว้


4. ผลที่ตามมาของการที่มนุษย์บีบคั้นความจริงของพระเจ้า (1:21-31)


เขาได้เอา....มาแลก (21-23) – เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงปล่อยเขา (24)


เขาได้เอา....มาแลก (25) – เพราะเหตุนีพระเจ้าทรงปล่อยให้เขา (26)


พวกผู้หญิงก็เปลี่ยนจาก....ส่วนผู้ชายก็เลิก... (26ข - 27) – พระองค์จึงปล่อยให้ (28ข)

มนุษย์ได้นำพระเจ้าของเขา หรือ ความบาป มาแทนที่ความจริงที่พระเจ้าทรงสำแดงแก่เขาพระองค์จึงทรง

ปล่อยพวกเขาให้ดำรับผลทตามมา
ี่
ข้อ 21-24 เพราะมนุษย์นั้นรู้จักพระเจ้า (ข้อ 20) แต่พวกเขาปฏิเสธพระองค์ จิตใจของพวกเขาจึงมืดมัวไป (ข้อ

21 ข) พวกเขาคิดว่าตนมีปัญญหา (ข้อ 22) และแลกพระสิริของพระเจ้ากับบรรดารูปเคารพที่พวกเขาได้สร้างขึ้น (ข้อ

ี่
23) ภาษาทเปาโลใช้การพูดถึงในพันธสัญญาเดิมที่อธิบายถึงชนชาติอิสราเอลที่หันไปนมัสการรูปเคารพครั้งที่พวกเขา

3
- ศึกษาพระธรรมโรม -


ี่
สร้างรูปปั้นวัวทองคำขึ้น (อพยพ 32, สดุด 106:20, เยเรมีย์ 2:11) ผลทตามมาของการหันไปหารูปเคารพพระเจ้าจึง


ปล่อยมนุษย์ประพฤติโสโครกตามตณหาราคะ (ขอ 24)
ข้อ 25-26 เน้นยำถึงการนมัสการรูปเคารพและความบาปทางเพศ และข้อ 26ข-28 เป็นการลงรายละเอียดถึง

ี่
ู้

บาปทางเพศ ความบาปทเกิดขึ้นนั้นไม่ได้เป็นไปตาม ‘ธรรมชาต’ การที่เปาโลย้ำถึงการที่ผู้ชายกับผชายมีเพศสัมพันธ์กัน
สะท้อนถึงวัฒนธรรมของยิวซึ่งเห็นการที่ผู้ชายประกอบกิจกันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการนมัสการพระของคนต่างชาติ ผลท ี่
ตามมาของกระกระทำเช่นนี้ คือ เขาได้รับกรรมอันสมควร (ข้อ 27) และในข้อที่ 28 ผลที่ตามมาคือพระเจ้าทรงปล่อยให้

เขามีจิตใจที่เสื่อมทรามและประพฤติสิ่งที่ไม่เหมาะสม


รม. 1:29-31 พวกเขาเต็มด้วยการอธรรมทุกชนิด ความชั่วร้าย ความโลภ ความมุ่งร้าย ความอิจฉาริษ

ยา การฆ่าฟน การวิวาท การหลอกลวง การคิดร้าย พูดนินทา ส่อเสียด เกลียดชังพระเจ้า

ดูถูกคนอื่น เย่อหยิ่งจองหอง อวดตัว คิดท าชั่วแปลกๆ ไม่เชื่อฟงบิดามารดา ไร้ปญญา ไร้


ความซื่อสัตย์ ไร้ความรักกัน ไร้ความเมตตา


ข้อ 29-31 เปาโลได้ให้รายการของสิ่งที่เป็นผลมาจากความบาป


รม. 1:32 แม้เขาจะรู้บัญญัติอันชอบธรรมของพระเจ้า ที่ว่าคนทั้งปวงที่ประพฤติเช่นนั้นสมควรจะ
ตาย เขาก็ไม่เพียงประพฤติเท่านั้น แต่ยังเห็นชอบกับคนอื่นที่ประพฤติเช่นนั้นด้วย



ข้อสุดทายเปาโลย้ำว่าพวกเขารูปธรรมบัญญัติของพระเจ้าแต่ไม่ได้ประพฤติตามพวกเขานั้นก็สมควรที่จะตาย นี่
เป็นการเปลี่ยนจุดเน้นจากการที่รู้จักพระเจ้าผ่านสงทรงสร้างของพระองค์มาที่รู้จักพระเจ้าในศีลธรรมอันดีงามของ
ิ่
พระองค ์



5. การพิพากษาที่เท่าเทียมกันทั้งยิวและคนต่างชาต (2:1-11)


รม. 2:1 เพราะฉะนั้น มนษย์เอ๋ย ไม่ว่าท่านจะเปนใคร เมื่อท่านพิพากษาอีกคนหนึ่งนั้น ท่านไม่มี


ข้อแก้ตัวเลย เพราะเมื่อพิพากษาเขา ก็ได้ลงโทษตัวเองด้วย เพราะว่าท่านที่ตัดสินเขาก็
ยังประพฤติอยู่อย่างเดียวกับเขา


เปาโลเปลี่ยนโฟกัสจากมนุษย์โดยรวมมาสู่การใชสรรพนามบุคคลทสอง ‘ท่าน’ ซึ่งคือคริสเตียนที่อยู่ในกรุงโรม
ี่

โดยเฉพาะในส่วนนี้เปาโลกำลังหมายถึงพวก ‘ยิว’ (ข้อ 17)


รม. 2:2 เรารู้ว่า การที่พระเจ้าทรงลงโทษคนที่ประพฤติเช่นนั้นก็สมควรจริงๆ


ี่
การลงโทษนั้นพระเจ้านั้นอยู่บนความจริงที่พวกเขาได้กระทำ (เปาโลขยายความต่อในข้อท 6-11)

4
- ศึกษาพระธรรมโรม -


รม. 2:3-5 มนษย์เอ๋ย ท่านที่ตัดสินคนที่ประพฤติเช่นนั้น แต่ยังประพฤติเช่นเดียวกับเขา ท่านคิดว่า
จะพ้นจากการลงโทษของพระเจ้าหรือ? หรือว่าท่านประมาทพระกรุณาอันอุดม ความอด
กลั้นพระทัย และความอดทนของพระองค์ โดยไม่รู้หรือว่าพระกรุณาคุณของพระเจ้านั้น
มุ่งจะชักน าท่านให้กลับใจใหม่? แต่เพราะท่านใจแข็งกระด้างไม่ยอมกลับใจ ท่านจึงสะสม

โทษให้แก่ตัวเอง ในวันที่พระเจ้าทรงพระพิโรธ ซึ่งพระองค์จะทรงส าแดงการพิพากษาที่

เที่ยงธรรมให้ประจักษ์

ี่
การที่พระเจ้าทรงมีพระกรุณานั้นไม่เพียงพอที่มนุษย์จะรอดจากการลงโทษของพระเจ้าตราบเท่าทเขายัง
ประพฤติชั่วอยู่ ใน เนื้อหาในข้อ 3-5 ยังเน้นยำให้ถึงการที่ยิวคิดว่าพวกเขานั้นเป็นชนชาติพิเศษ
ก. เพราะพระองค์จะประทานแก่ทุกคนตามควรแก่การกระท าของเขา (6)



ข. ส าหรับคนที่พากเพียรท าความดี แสวงหาศักดิ์ศรี เกียรติ และความเปนอมตะนั้น พระองค์จะประ
ทานชีวิตนิรันดร์ให้ (7)


ค. แต่พระองค์จะทรงพระพิโรธ และลงโทษคนที่มักเห็นแก่ตัวและไม่ประพฤติตามสัจจะ แต่
ประพฤติชั่ว (8)


ค’ ความทุกขเวทนาจะเกิดแก่ทุกคนที่ประพฤติชั่ว แก่พวกยิวก่อนและแก่พวกกรีกด้วย (9)


ข’ แต่ศักดิ์ศรี เกียรติ และสันติสุข จะมีแก่ทุกคนที่ประพฤติดี แก่พวกยิวก่อนและแก่พวกกรีกด้วย

ก’ เพราะว่าพระเจ้าไม่ทรงเห็นแก่หน้าใครเลย (11)

ข้อ 6 เปาโลอ้างถึงพันธสัญญาเดิมถึงพระเจ้าตอบแทนผลการกระทำของมนุษย์ (สุภาษิต 24:12, สดุดี 62:2,

เอเสเคียล 1:14, โฮเชยา 12:2) เปาโลกำลังเหมารวมว่าพระเจ้าจะตัดสินตามการกระทำของทั้งยิวและคนต่างชาต พระ

เจ้าทรงไม่เห็นแก่หน้าใคร ดังนั้นการที่พระเจ้าไม่ทรงเห็นแก่หน้าใครพระองค์ทรงตัดสินคนสองกลุ่มคือคนที่เพียรทำ
ี่
ความดีและคนทประพฤติชั่ว

6. พวกที่มีธรรมบัญญัติและไม่มีธรรมบัญญัติ (2:12-16)


รม. 2:12 พวกที่ไม่มีธรรมบัญญัติและท าบาป จะต้องพินาศโดยไม่อ้างธรรมบัญญัติ และพวกที่มี

ธรรมบัญญัติและท าบาป ก็จะต้องถูกพิพากษาตามธรรมบัญญัติ


ธรรมบัญญัติที่เปาโลพูดถึงคือธรรมบัญญัติของโมเสส ซึ่งพระเจ้าได้ประทานให้แก่อิสราเอลที่ภูเขาซีนาย ถึง


ี่
แม้ยิวและคนต่างชาตจะถูกพระเจ้าพิพากษาเช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ยิวต่างจากชาวต่างชาติทเปาโลย้ำคอ ยิวนั้นมีธรรม

บัญญัติ การที่ยิวมีธรรมบัญญัตนั้นไม่ได้ทำให้พวกเขาพิเศษไปกว่าคนต่างชาติเลย

รม. 2:13 เพราะว่าคนที่เพียงแต่ฟงธรรมบัญญัติเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระ

เจ้าคนที่ประพฤติตามธรรมบัญญัติต่างหากที่พระเจ้าทรงถือว่าเปนผู้ชอบธรรม


5
- ศึกษาพระธรรมโรม -

ข้อ 13 ย้ำถึงสิ่งที่เปาโลสอนว่ามนุษย์จะชอบธรรมต่อพระพักต์พระเจ้าได้โดยสิ่งที่เขากระทำ คือการประพฤต ิ

ตามมาตรฐานของพระเจ้า


รม. 2:14-15 เมื่อคนต่างชาติซึ่งไม่มีธรรมบัญญัติได้ประพฤติตามธรรมบัญญัติโดยปกติวิสัย คนเหล่า

นั้นแม้ไม่มีธรรมบัญญัติก็เปนธรรมบัญญัติให้ตัวเอง เขาแสดงให้เห็นว่าหลักความประ



พฤติที่เปนตามธรรมบัญญัตินั้น มีจารึกอยู่ในจิตใจของเขา และมโนธรรมก็เปนพยานของ
เขาด้วย ความคิดขัดแย้งต่างๆ ของเขานั้นแหละจะกล่าวโทษตัวเขา หรืออาจจะแก้ตัวให้
ก็ได้



ข้อ 14-15 พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างชาติกับธรรมบัญญัติ เปาโลใชคำว่า มโนธรรม บางชี้ให้เห็นว่าการ
ที่มนุษย์รู้จักผิดชอบชั่วดีนั้นรู้อยู่ในใจของมนุษย์อยู่แล้ว ดังนั้นธรรมบัญญัติจึงจารึกอยู่ในใจของมนุษย์อยู่แล้วไม่ใช่เพียง

แค่ยิวที่มีธรรมบัญญัต ิ


รม. 2:16 ในวันที่พระเจ้าทรงพิพากษาความลับของมนษย์โดยพระเยซูคริสต์ ทั้งนีตามข่าวประเส


ริฐที่ข้าพเจ้าได้ประกาศนั้น


พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศูนย์กลางของการพิพากษาซึ่งเป็นไปตามข่าวประเสริฐที่เปาโลได้ประกาศ


7. ยิวและธรรมบัญญัติ (2:17-29)


รม. 2:17-20 แต่ถ้าท่านเรียกตัวเองว่ายิวและพึ่งธรรมบัญญัติ และอวดว่าตนมีความสัมพันธ์พิเศษกับ

พระเจ้า และว่าท่านรู้จักพระประสงค์ของพระองค์ และเห็นชอบในสิ่งที่ประเสริฐ เพราะว่า

ได้เรียนจากธรรมบัญญัติ และถ้าท่านมั่นใจว่าเปนผู้จูงคนตาบอด เปนความสว่างให้แก่



คนทั้งหลายที่อยู่ในความมืด เปนผู้สอนคนโง่ เปนครูสอนเด็ก เพราะท่านมีแบบจ าลอง
ของความรู้และความจริงในธรรมบัญญัตินั้น

ข้อ 17-20 เปาโลพูดถึงสิ่งที่ยิวมักจะอวดอ้างถึงสทธิพิเศษที่พวกเขามีกับพระเจ้า (1) คือการที่พวกเขาถูกเรียกว่า ‘ยิว’

ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนที่พระเจ้าเลือกเพื่อเป็นประชากรของพระองค์ (2) พึ่งธรรมบัญญัติ ยิวภูมิใจที่พระเจ้ามอบธรรม

บัญญัติซึ่งบันทึกถึงพระลักษณะและพระประสงคของพระเจ้าเอาไว้ ดังนั้นพวกเขาจึงพึ่งธรรมบัญญัติเพื่อจะรอดจากการ

พิพากษา (3) พวกเขาอวดถึงความสัมพันธ์ที่เขามีกับพระเจ้า (4) พวกเขารู้จักพระประสงค์ของพระเจ้า (5) เขามั่นใจว่า
เขาเห็นสิ่งที่ประเสริฐกว่า (6) พวกเขาจูงคนตาบอด (7) เป็นความสว่างแก่คนที่อยู่ในความมืด (8) พวกเขาเป็นผู้สอนคน

โง่ และ (9) เป็นครูสอนเด็ก ในมุมมองของยิวคนต่างชาติเป็นเหมือน ‘เด็ก’ ฝ่ายวิญญาณที่ต้องถูกสอนเรื่องความรู้

เกี่ยวกับพระเจ้า


รม. 2:21-24 ฉะนั้นท่านซึ่งเปนผู้สอนคนอื่นจะไม่สอนตัวเองหรือ? ขณะที่ท่านเทศนาว่าไม่ควรลัก

ทรัพย์ ตัวท่านเองลักหรือเปล่า? ท่านผู้ที่สอนว่าไม่ควรล่วงประเวณตัวท่านเองล่วงประ


6
- ศึกษาพระธรรมโรม -


เวณหรือเปล่า? ท่านผู้รังเกียจรูปเคารพ ตัวท่านเองปล้นวิหารไหม? ท่านผู้โอ้อวดว่ามี
ธรรมบัญญัติ ตัวท่านเองยังลบหลู่พระเกียรติพระเจ้าด้วยการละเมิดธรรมบัญญัติหรือ

เปล่า? เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า “พระนามของพระเจ้าเปนที่ดูหมิ่นท่ามกลางคนต่าง
ชาติก็เพราะพวกท่าน”




อย่างไรก็ตามเปาโลย้อนสิ่งเหล่านี้กลบไปหาพวกเขา


รม. 2:25-27 ถ้าท่านประพฤติตามธรรมบัญญัติ พิธีเข้าสุหนัต ก็เปนประโยชนจริง แต่ถ้าท่านละเมิด

ธรรมบัญญัติ การที่ท่านเข้าสุหนัตนั้นก็เหมือนกับว่าไม่ได้เข้าเลย เพราะฉะนั้นถ้าคนที่ไม่
ได้เข้าสุหนัตยังประพฤติตามธรรมบัญญัติแล้ว การที่เขาไม่ได้เข้าสุหนัตนั้น จะถือว่าเขา
ได้เข้าแล้วไม่ใช่หรือ? และพวกที่ไม่เข้าสุหนัตทางร่างกาย แต่ประพฤติตามธรรมบัญญัติ

เขาจะพิพากษาท่านผู้มีประมวลธรรมบัญญัติและได้เข้าสุหนัตแล้ว แต่ยังละเมิดธรรมบัญ
ญัตินั้น



ถัดมาเปาโลพูดถึงการเข้าสุหนัต สัญลักษณที่บ่งบอกแสดงถึงความเป็นยิว เครื่องหมายแห่งพันธสัญญาที่พระ
เจ้าทรงกระทำกับยิว


รม. 2:28-29 เพราะว่ายิวแท้ ไม่ใช่คนเปนยิวแต่ภายนอกเท่านั้น และการเข้าสุหนัตแท้ก็ไม่ใช่การเข้า

สุหนัตซึ่งปรากฏที่เนือหนังเท่านั้น คนเปนยิวแท้ คือคนที่เปนยิวภายใน และการเข้า



สุหนัตแท้นั้นเปนเรื่องของจิตใจ ตามพระวิญญาณไม่ใช่ตามตัวบทบัญญัติ คนอย่างนั้นไม่

ได้รับการยกย่องจากมนษย์ แต่ได้รับจากพระเจ้า


เปาโลย้ำถึงความสำคัญว่าการเข้าสุหนัตแทเป็นเรื่องของจิตใจไม่ใช่ทางเนื้อหนัง

8. ความสัตย์ซื่อของพระเจ้าและการพิพากษายิว (3:1-8)



รม. 3:1-2 ถ้าเช่นนั้นพวกยิวจะได้เปรียบคนอื่นอย่างไร? และการเข้าสุหนัตนั้นจะมีประโยชนอะไร?
ประโยชนทุกอย่าง ประการแรก พวกยิวได้รับมอบให้รักษาพระด ารัสของพระเจ้า



เปาโลยังคงย้ำถึงจุดยืนของยิวต่อพระพักต์พระเจ้า ข้อความในบทที่ 2 ที่เปาโลกลาวอาจทำให้ดูเหมือนสิทธิ

พิเศษของการเป็นยิวนั้นหายไป แต่เปาโลกลับพูดตรงกันข้าม คือ มีประโยชน์ทกอย่าง คือ พวกเขาได้รับมอบให้รักษา
พระดำรัสของพระเจ้า


รม. 3:3-4 ถึงมีบางคนไม่ซื่อสัตย์ ความไม่ซื่อสัตย์ของเขานั้น จะท าให้ความซื่อสัตย์ของพระเจ้าเปน

โมฆะหรือ? ไม่เลย ถึงแม้มนษย์ทุกคนจะโกหก ก็ขอให้พระเจ้าทรงสัตย์จริงเถิด ตามที่

พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า “เพื่อพระองค์จะทรงชอบธรรมในพระวจนะของพระองค์ และทรงมี
ชัยเมื่อพระองค์ทรงวินิจฉัย”

7
- ศึกษาพระธรรมโรม -

หน้าที่ของยิวคือต้องสัตย์ซื่อในพระดำรัสที่พระเจ้าประทานให้ แต่พวกเขาล้มเหลว ถึงแม้ว่าอิสราเอลจะ


ล้มเหลวแต่พระเจ้ายังคงสัตย์ซื่อต่อพระสัญญาของพระองค์ ในข้อที่ 4 เปาโลยก สดุด 51:4 เพื่อยกถึงพระลักษณะใน
ความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ซึ่งเป็นตอนที่ดาวิดกระทำผิดกับนางบัทเชบา

รม. 3:5-8 แต่ถ้าความชั่วร้ายของเราเปนเหตุให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า เราจะว่าอย่างไร?


จะว่าพระเจ้าทรงพระพิโรธโดยไม่ยุติธรรมอย่างนั้นหรือ? (ข้าพเจ้าพูดอย่างมนษย์) เปล่า
เลย เพราะถ้าเปนเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าจะทรงพิพากษาโลกได้อย่างไร? แต่ถ้าสัจจะของ

พระเจ้าปรากฏมากยิ่งขึ้นเนื่องจากการมุสาของข้าพเจ้า จนท าให้พระองค์ได้รับเกียรติ
แล้ว ท าไมข้าพเจ้าต้องถูกพิพากษาว่าเปนคนบาป? และท าไมเราจึงไม่ท าความชั่ว เพื่อ

ความดีจะเกิดขึ้น? ตามที่มีบางคนดูหมิ่นและนินทาหาว่า เราได้กล่าวอย่างนั้น การลง

โทษคนเช่นนั้นก็ยุติธรรมแล้ว

ข้อ 5 เปาโลพูดต่อไปถึงการมนุษย์ประพฤติชั่วนั้นทำให้ความชอบธรรมของพระเจ้าปรากฏขึ้น แต่แท้จริงไม่ได ้

เป็นเช่นนั้น เพราะพระองค์ยังทรงยุติธรรมเสมอ เพราะพระองค์นั้นชอบธรรม เพราะมีบางคนดูหมิ่นเปาโลว่าจำเป็นท ี่
จะต้องทำชั่วก่อนเพื่อจะให้เห็นความดีของพระเจาปรากฎขึ้น



9. มนุษย์ทุกคนอยู่ใต้อำนาจของบาป (3:9-20)



รม. 3:9 ถ้าเช่นนั้นจะว่าอย่างไร? พวกยิวเราจะได้เปรียบกว่าหรือ? เปล่าเลยเพราะเราได้ชีแจงให้

เห็นแล้วว่า มนษย์ทุกคนทั้งพวกยิวและพวกกรีกต่างก็อยู่ใต้อ านาจบาป
เปาโลชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนทั้งยิวและกรีกต่างอยู่ใต้อำนาจบาป


รม. 3:19-20 เรารู้แล้วว่า ธรรมบัญญัติทุกข้อที่ได้กล่าวนั้น ก็กล่าวแก่พวกที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ เพื่อ
ปดปากทุกคน และให้โลกทั้งหมดอยู่ใต้การพิพากษาของพระเจ้า เพราะว่าในสายพระ

เนตรของพระเจ้า ไม่มีใครถูกช าระให้ชอบธรรมได้ โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ

เพราะว่าธรรมบัญญัตินั้นท าให้เรารู้จักบาป

เปาโลย้ำด้วยว่าไม่มีใครถูกชำระให้ชอบธรรมได้โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัต ิ

1
- ศึกษาพระธรรมโรม -

Lecture#3 หัวใจของขาวประเสริฐ




1. ขาวประเสริฐของเปาโล (3:21-31)



ี้
รม. 3:21-22 แต่เดี๋ยวนความชอบธรรมของพระเจ้านั้นปรากฏนอกเหนอธรรมบัญญัติ ความชอบธรรม

ดังกล่าวก็ได้รับการยืนยันจากหมวดธรรมบัญญัติและพวกผู้เผยพระวจนะ คือความชอบ
ธรรมของพระเจ้า ซึ่งปรากฏโดยความเชื่อในพระเยซคริสต์แกทุกคนที่เชื่อ โดยไม่ทรงถือ


ว่าเขาแตกต่างกัน


เปาโลบอกเลาหวใจของขาวประเสริฐ คือ ความชอบธรรมของพระเจาที่ปรากฏตอผูที่เชื่อในพระเยซูคริสต น ี่


เปนความชอบธรรมเดียวกบทีเปาโลบอกใน 1:17 ความชอบธรรมซึ่งมาจากการพระเจาทรงกระทำใหมนุษยนั้นกลับมามี

ี้
ความสัมพันธที่ถูกตองกับพระเจา คำวา ‘แตเดี๋ยวน’ เพื่อแสดงถึงดานตรงขามของบทที่ผานมา ในความคิดของเปา
โลการเสด็จมาของพระเยซูคริสตไดเริ่มตนยุคสมัยใหมในแผนการความรอดของพระเจา สิ่งตางๆในพันธสัญญาเดิมเปน

พยานถึงพระราชกิจของพระเจาในพระเยซูคริสต และความชอบธรรมนี้มาทางความเชื่อในพระเยซูคริสตเทานั้น


รม. 3:23-24 เพราะว่าทุกคนทําบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงมีพระคุณให้เขา
เป็นผู้ชอบธรรมโดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว


สาเหตุที่ความชอบธรรมของพระเจานั้นมีสำหรับผูที่เชื่อในพระองคเทานั้นก็เพราะวาทุกคนไดทำบาป ไมวา



จะยิวหรือคนตางชาติลวนอยูใตอำนาจของบาป เปาโลขยายความเพิ่มเรื่องของความชอบธรรมของพระเจาวาการเปน
มนุษยทรงเปนผูชอบธรรมไดนั้นเปนเพราะพระคุณของพระเจาผานการไถของพระเยซูคริสต ในสมัยเปาโลคำวา ‘การ
ไถ’ หมายถึงการที่ผูคนจายเงินเพื่อซื้ออิสรภาพใหแกทาสหรือนักโทษสงคราม



รม. 3:25-26 พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซไว้ให้เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปโดยพระโลหิตของพระองค์ ความ

ี้
เชื่อจึงได้ผล ทั้งนเพื่อแสดงให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า ในการที่พระองค์ได้ทรง
ี้

อดกลั้นพระทัย และทรงยกบาปที่ได้ทําไปแล้วนั้น และเพื่อจะสําแดงในปจจุบันนว่าพระ

องค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซเป็นผู้ชอบธรรมด้วย

ขอ 25-26 อธบายถึงวิธีการที่พระเจาใชพระเยซูคริสตเพื่อไถบาปขของมนุษย คำวา ‘เครื่องบูชาไถบาป’ มา
จากภาษากรีกวา Hilasterion ซึ่งหมายที่ลบพระอาชญาซึ่งมาจากพระพิโรธของพระเจา เครื่องบูชาทำใหพระเจาทรง

หันพระพักตแหงพระพิโรธของพระองค การไถนั้นตองใชชีวิตของพระเยซูเปนเครื่องผูชายเพื่อสำแดงใหเห็นถึง
ความชอบธรรมของพระเจา


รม. 3:27-28 เพราะฉะนั้น เราจะเอาอะไรมาอวด? ไม่มีทางทําได้เลย จะเอาการทําตามธรรมบัญญัติหรือ? จะ


เอาการประพฤติหรือ? ก็ไม่ได้ แต่ต้องเอาหลักเกณฑ์ของความเชื่อ เพราะเราเห็นว่า คนหน่งคน
ใดจะถูกชําระ ให้ชอบธรรมได้ก็โดยอาศัยความเชื่อนอกเหนอการประพฤติตามธรรมบัญญัติ


2
- ศึกษาพระธรรมโรม -

เพราะพระเจาทรงทำใหมนุษยเปนผูชอบธรรมโดยพระคุณของพระองค เราจึงไมสามารถอวดอางได เปาโลย้ำ

อีกครั้งจากขอ 2:17 ที่ยิวอวดอางความเปนยิวของตัวเองเหนือคนตางชาติ ดังนั้นเนื่องจากทุกคนถูกทำใหชอบธรรมโดย
ความเชื่อจึงไมมีใครสามารถอวดได เปาโลเนนถึงคนยิวที่เชื่อฟงธรรมบัญญัติของโมเสสวาพวกเขานั้นตองการขาว

ประเสริฐดวยเชนกัน


รม. 3:29-30 หรือว่าพระเจ้านั้นทรงเป็นพระเจ้าของยิวพวกเดียวเท่านั้นหรือ? พระองค์ไม่ทรงเป็นพระ

เจ้าของพวกต่างชาติด้วยหรือ? ถูกแล้วพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของพวกต่างชาติด้วย
เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียว และพระองค์ทรงยกโทษคนที่เข้าสุหนัตโดย

เห็นแก่ความเชื่อ และจะทรงยกโทษคนที่ไม่เข้าสุหนัตก็โดยเห็นแก่ความเชื่อเหมือนกัน



ขอ 29-30 ชี้ใหเห็นถึงความเทาเทียมระหวางคนยิวและคนตางชาติ พระเจานั้นทรงตดสินพวกที่เขาสุหนัต
(คนยิว) และ คนที่ไมเขาสุหนัติ (คนตางชาติ) เปนหลักการเดียวกัน คือ ความเชื่อ


รม. 3:31 ถ้าเช่นนั้นเราลบล้างธรรมบัญญัติด้วยความเชื่อหรือ? เปล่าเลย เรายังชูธรรมบัญญัติขึ้น

อีก


แมวาเวลานี้มนุษยถูกทำใหชอบธรรมโดยความเชื่อ ไมใชผานธรรมบัญญัติ แตเปาโลไมไดลดคุณคาของธรรม

บัญญัติลงไป เพราะธรรมบัญญญัติทำใหเราเห็นถึงมาตรฐานความบริสุทธิ์ของพระเจา




2. ตัวอยางของผูชอบธรรมโดยความเชื่อ (4:1-12)


รม. 4:1-3 ถ้าอย่างนั้น เราจะว่าอย่างไรในเรื่องอับราฮัมบรรพบุรุษของเราตามสายโลหิต ถ้าอับรา
ฮัมถูกชําระให้ชอบธรรมโดยการประพฤติ ท่านก็มีทางที่จะอวดได้ แต่ไม่ใช่เฉพาะพระ

พักตร์พระเจ้า พระคัมภีร์ว่าอย่างไร? ก็ว่า“อับราฮัมเชื่อพระเจ้า และพระองค์ทรงถือว่า

ท่านเป็นคนชอบธรรม”




รม. 4:4-5 ส่วนคนที่ทํางานก็ไม่ถือว่าค่าจ้างที่ได้นั้นเป็นบําเหนจ แต่ถือว่าเป็นค่าแรงของงานที่ได้
ทํา ส่วนคนที่ไม่ได้อาศัยการประพฤติ แต่ได้เชื่อในพระองค์ผู้ทรงให้คนอธรรมเป็นคน

ชอบธรรมได้ เพราะความเชื่อของคนนั้นพระเจ้าทรงถือว่าเป็นความชอบธรรม


รม. 4:6-8 ดังที่ดาวิดได้กล่าวถึงความสุขของคนที่พระเจ้าได้ทรงให้เป็นคนชอบธรรม โดยไม่อาศัย

การประพฤติ ว่า“คนทั้งหลายซึ่งพระเจ้าทรงยกการอธรรมของเขาแล้ว และพระเจ้าทรง
กลบเกลื่อนบาปของเขาแล้ว ก็เป็นสุข บุคคลที่องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงถือโทษก็เป็น

สุข”

3
- ศึกษาพระธรรมโรม -



เปาโลยกตัวอยางของอับราฮมมบรรพบุรุษขิองอิสราเอล ชาวยิวไมเพียงยกยองอับราฮมในฐานะบรรบุรุษของ




พวกเขา แตยังยกยองถึงแบบอยางของผูประพฤติตามธรรมบัญญัต เปาโลตองการชี้ในเห็นวาแผนการความรอดของพระ
เจาในพันธสัญญาใหมนั้นตอเนื่องมากจากพนธสัญญาเดิม เพราะแมแตอับราฮัมเองก็ถูกชำระใหชอบธรรมดวยความเชื่อ

เหมือนกัน ดังนั้นแมอับราฮัมเองก็ไมสามารถอวดไดเชนกัน ซึ่งเปาโลยกตัวอยางขยายเพิ่มเติมขอที่ 4-5 ดังนั้นความชอบ

ธรรมจึงไมไดมาจากการกระทำของมนุษยแตมาจากพระเจาซึ่งเปาโลยกตัวอยางคำพูดของดาวิดเพิ่มเติมในขอที่ 6-8

รม. 4:9-12 ถ้าเช่นนั้นความสุขมีแก่คนที่เข้าสุหนัต หรือว่ามีแก่พวกไม่เข้าสุหนัตด้วย? เรากล่าวว่า

“เพราะความเชื่อนั้นเอง พระองค์ทรงถือว่าอับราฮัมเป็นคนชอบธรรม” แต่พระเจ้าทรงถือ
อย่างนั้นเมื่อไร? เมื่อท่านเข้าสุหนัตแล้ว หรือเมื่อยังไม่เข้าสุหนัต? ไม่ใช่เมื่อท่านเข้าสุ

หนัตแล้ว แต่เมื่อท่านยังไม่เข้าสุหนัต และท่านได้เข้าสุหนัต เป็นเครื่องหมายสําคัญ เปน


ตรารับรองความชอบธรรม ซึ่งเกิดโดยความเชื่อที่ท่านได้มีอยูเมื่อท่านยังไม่ได้เข้าสุหนัต
เพื่อท่านจะได้เป็นบิดาของทุกคนที่เชื่อ ทั้งที่เขายังไม่ได้เข้าสุหนัต เพื่อพระเจ้าจะทรงถือ

ว่าเขาเป็นผู้ชอบธรรมด้วย และเพื่อท่านจะเป็นบิดาของคนเหล่านั้นที่เข้าสุหนัต ซึ่งไม่ใช่

เพียงแต่เข้าสุหนัตเท่านั้น แต่มีความเชื่อตามแบบของอับราฮัมบิดาของเรา ซึ่งท่านมีอยู ่
เมื่อท่านยังไม่ได้เข้าสุหนัต


ดังนั้นความสุขจึงไมใชแคของคนที่เขาสุหนัตหรือไมเขาสุหนัต แตเปนของทั้งคูเพราะพระเจาทรงถือวาอับราฮัม


เปนคนชอบธรรมครั้งที่เขายังไมเขาสุหนัต อบราฮัมถูกนับวาเปนบิดาแหงความเชื่อเมื่อเขายังไมเขาสุหนัต ดังนั้นคน
ตางชาติที่ไมไดเขาสุหนัติก็สามารถถือวาอับราฮัมเปนบิดาแหงความเชื่อของเขาเชนกัน




3. พระสัญญามาทางความเชือ (4:13-22)



รม. 4:13-15 เพราะว่าพระสัญญาที่ประทานแก่อับราฮัมและลูกหลานของท่านที่ว่า จะได้ทั้งพิภพเป็น

มรดกนั้นไม่ได้มาโดยธรรมบัญญัติ แต่มาโดยความชอบธรรมที่เกิดจากความเชื่อ ถ้าพวก
ที่ถือตามธรรมบัญญัติจะเป็นทายาท ความเชื่อก็ไร้ความหมาย และพระสัญญาก็เป็น

โมฆะ เพราะธรรมบัญญัตินําไปสู่พระพิโรธ แต่ที่ใดไม่มีธรรมบัญญัติ ที่นั้นก็ไม่มีการ
ละเมิด



เมื่อครั้งอับราฮมออกจากฮาราน (ปฐก 12:1-13) ถูกพูดถึงอีกครั้ง เพื่อย้ำถึงพระสัญญามาโดยความเชอ เพราะ
ื่
มนุษยไมสามารถประพฤติตามธรรมบัญญัติได





รม. 4:16-17 เพราะเหตุน การเป็นทายาทนั้นจึงขึ้นอยูกับความเชื่อ เพื่อจะได้เป็นตามพระคุณ เพื่อรับ
รองพระสัญญานั้นแก่ลูกหลานของอับราฮัมทุกคน ไม่ใช่แก่ลูกหลานที่ถือธรรมบัญญัติ
เท่านั้น แต่แก่ลูกหลานที่มีความเชื่อเช่นเดียวกับอับราฮัมผู้เป็นบิดาของเราทุกคน ตามที่

4
- ศึกษาพระธรรมโรม -

มีคําเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เราได้ให้เจ้าเป็นบิดาของชนหลายชาติ” เฉพาะพระพักตร์

พระองค์ที่ท่านเชื่อ คือพระเจ้าผู้ทรงให้ชีวิตแก่คนที่ตายแล้ว และทรงเรียกสิ่งที่ยังไม่ได้
เกิด ให้มีขึ้น


เพราะพระสัญญาที่พระเจามีใหแกอับราฮัมนั้นมาโดยความเชื่อ ทุกคนที่เชื่อจึงถือวาเปนลูกหลานของอับราฮัม

รม. 4:18-22 แม้ดูว่าจะหมดหวังแล้ว แต่อับราฮัมยังเชื่อว่าจะได้เป็น“บิดาของชนหลายชาติ” ตามคําที่
ได้ตรัสไว้แล้วว่า “พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะมากมายอย่างนั้น” ความเชื่อของท่านไม่ได้ลดน้อย

ลงเลย เมื่อท่านพิจารณาดูสังขารของท่าน ซึ่งเปรียบเหมือนตายไปแล้ว (เพราะท่านมี
อายุประมาณร้อยปีแล้ว) และเมื่อคํานงถึงครรภ์ของนางซาราห์ว่าเป็นหมัน ท่านไม่ได้

หวั่นไหวแคลงใจในพระสัญญาของพระเจ้า แต่ท่านมีความเชื่อมั่นคง จึงถวายเกียรติแด่
ี้
พระเจ้า ท่านเชื่อมั่นว่า พระเจ้าทรงสามารถทําสิ่งที่ทรงสัญญาได้ ด้วยเหตุนเอง พระองค์
ทรงถือว่าท่านเป็นคนชอบธรรม


เปาโลเปลี่ยนจุดสนใจจากพระเจามาสูความเชื่อของอับราฮัม โดยพูดถึงนางซารหที่เปนหมันตั้งครรภอิสอัค

รม. 4:23-25 แต่ข้อความว่า “ทรงถือว่าท่านเป็นคนชอบธรรม” นั้น ไม่ได้เขียนไว้สําหรับท่านแต่ผู้เดียว

แต่สําหรับเราด้วย ที่ทรงถือว่าเราเป็นคนชอบธรรม คือเราที่เชื่อในพระองค์ผู้ทรงให้พระ

เยซองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราเป็นขึ้นจากความตาย

คือพระเยซผู้ทรงถูกมอบให้ถึงความตาย เพราะการล่วงละเมิดของเร

คือผู้ที่พระเจ้าทรงให้เป็นขึ้น เพื่อให้เราเป็นคนชอบธรรม



เปาโลชี้ใหเห็นวาเดี๋ยวนี้พระเจาทรงถือวาเปนคนชอบธรรมไมไดมีเพื่ออับราฮัมคนเดียว แตสิ่งนั้นมีผลตอทุกคน


ที่เชื่อในพระเยซูคริสต




4. ผลของการเปนผูชอบธรรม (5:1-11)



รม. 5:1-4 เพราะฉะนั้น เมื่อเราถูกชําระให้ชอบธรรมโดยความเชื่อแล้ว เราจึงอยูอย่างสงบสุขเฉพาะ
พระพักตร์พระเจ้าทางพระเยซคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา โดยทางพระองค์เราจึงเข้า



มายืนอยูในร่มพระคุณน และเราชื่นชมยินดีในความหวังว่าจะได้มีส่วนในพระสิริของพระ

เจ้า ยิ่งกว่านั้น เราก็ชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น ทํา
ให้เกิดความทรหดอดทน และความทรหดอดทนทําให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้
ได้ และการที่เป็นเช่นนั้นทําให้มีความหวัง




ผลที่เกิดขึ้นจากสถานะใหมที่เรามีในพระคริสต คือ (1) อยูอยางสงบสุขเฉพาะพระพักตรพระเจา (2) อยูในรม
พระคุณ (3) ชนชมยินดีในความหวังวาจะมีสวนในพระสิริของพระเจา (4) ชื่นชมยินดีในความทุกขยาก
ื่

5
- ศึกษาพระธรรมโรม -

รม. 5:5-8 และความหวังจะไม่ทําให้ผิดหวัง เพราะเหตุว่าความรักของพระเจ้าได้หลั่งเข้าสู่จิตใจของ

เรา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว ขณะเมื่อเรายัง

อ่อนกําลัง พระคริสต์สนพระชนม์เพื่อคนอธรรมในเวลาที่เหมาะสม อันที่จริง มีน้อยคนนัก
ิ้
จะยอมตายเพื่อคนชอบธรรม แต่บางทีจะมีคนยอมตายเพื่อคนดีก็ได้ แต่พระเจ้าทรงสํา

แดงความรักของพระองค์แก่เรา คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์สนพระ
ิ้
ชนม์เพื่อเรา

ความหวังที่ใหความมั่นใจแกเรานั้น เปาโลย้ำวาความหวังนั้นมาจาก ความรักของพระเจาในพระเยซูคริสต พระ

วิญญาณบริสุทธิ์หลั่งเขาสูจิตใจของผูเชื่อทำใหราสามารถสัมผัสถึงความรักของพระเจาได 

รม. 5:9-11 เพราะฉะนั้นเมื่อเราถูกชําระให้ชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ ยิ่งกว่านั้นเราจะ
พ้นจากพระพิโรธของพระเจ้าโดยพระองค์ เพราะว่าถ้าขณะที่เรายังเป็นศัตรูต่อพระเจ้า

ิ้
เราได้กลับคืนดีกับพระองค์ โดยที่พระบุตรของพระองค์สนพระชนม์ ยิ่งกว่านั้นอีกเมื่อ
กลับคืนดีแล้ว เราก็จะรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์ ไม่ใช่เพียงเท่านั้น เรายังชื่นชม


ยินดีในพระเจ้า โดยทางพระเยซคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ผู้ทรงเป็นเหตุให้เรากลับ
คืนดีกับพระเจ้า



ขอ 1-11 และ 9-11 เปนเนื้อหาที่คูขนานกัน การถูกชำระใหชอบธรรมทำใหเรา ‘กลับคืนด’ กบพระเจา และ


ความชอบธรรมนี้เองก็ทำใหเรารอดดวยเชนกัน สำหรับเปาโล ความรอดนั้นจะเสร็จสมบูรณในวันที่ความบาปถูกทำลาย
ขอ 11 เปาโลกลับมาพูดถึงความชื่นชมยินดอีกครั้ง



5. อาดัมและพระคริสต (5:12-21)





รม. 5:12-14 เพราะเหตุน บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆ เดียว และความตายก็เกิดมาเพราะบาปนั้น
และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนทําบาป ความจริงบาป

ได้มีอยูในโลกแล้วก่อนมีธรรมบัญญัติ แต่ที่ไหนไม่มีธรรมบัญญัติก็ไม่ถือว่ามีบาป อย่าง
ไรก็ตาม ความตายก็ได้ครอบงําตลอดมา ตั้งแต่อาดัมจนถึงโมเสส แม้คนที่ไม่ได้ทําบาป

อย่างเดียวกับการละเมิดของอาดัม ผู้ซึ่งเป็นแบบของผู้ที่จะเสด็จมาภายหลัง



เปาโลสรุปปดทายถึงสิ่งทั้งหมดที่เขาพูดในขอที่ 1-11 เปาโลเปรียบเทียบระหวางผลของการกระทำระหวาง





‘อาดม’ และ ‘พระคริสต’ ความบาปเขามาเพราะการกระทำของอาดม เราทุกคนบาปเพราะอาดมไดทำบาป
รม. 5:15-17 แต่ของประทานแห่งพระคุณก็ไม่เหมือนการละเมิดนั้น เพราะว่าถ้าคนจํานวนมากต้อง
ตายเพราะการละเมิดของคนๆ เดียว มากยิ่งกว่านั้น พระคุณของพระเจ้าและของประ
ทานโดยพระคุณของพระองค์ผู้เดียวนั้น คือพระเยซคริสต์ ก็มีบริบูรณแก่คนจํานวนมาก


และของประทานนั้นก็ไม่เหมือนกับผลซึ่งเกิดจากบาปของคนเดียวนั้น เพราะว่าการพิ

6
- ศึกษาพระธรรมโรม -


พากษาที่เกิดขึ้นเน่องจากการละเมิดเพียงครั้งเดียวนั้น ได้นําไปสู่การลงโทษ แต่ของประ
ทานจากพระเจ้าภายหลังการละเมิดหลายครั้งนั้น นาไปสู่ความชอบธรรม เพราะว่าถ้า

โดยการละเมิดของคนเดียว เปนเหตุให้ความตายครอบงําอยูโดยคนเดียวนั้น มากยิ่งกว่า


นั้นคนทั้งหลายที่รับพระกรุณาอันไพบูลย์ และรับของประทานคือความชอบธรรมก็จะดํา

รงชีวิต และครอบครองโดยพระองค์ผู้เดียว คือพระเยซคริสต์

อาดัมเปนแบบอยางของผูที่จะเสด็จมาทีหลัง คือ พระเยซูคริสต พระเยซูนำมนุษยไปสูความชอบธรรม



รม. 5:18-19 ฉะนั้นการลงโทษได้มาถึงทุกคนเพราะการละเมิดครั้งเดียวอย่างไร การกระทําอันชอบ

ธรรมครั้งเดียว ก็นําการปลดปล่อยและชีวิตมาถึงทุกคนอย่างนั้น เพราะว่าคนจํานวนมาก
เป็นคนบาป เพราะคนคนเดียวที่ไม่เชื่อฟังอย่างไร คนจํานวนมากก็เป็นคนชอบธรรม

เพราะพระองค์ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟังอย่างนั้น


ขอ 18-19 เปรียบเทียบระหวางผลของการกระทำของอาดัมกับพระเยซูคริสต 


รม. 5:20-21 เมื่อมีธรรมบัญญัติ ก็ทําให้มีการละเมิดธรรมบัญญัติปรากฏมากขึน แต่ที่ไหนมีบาปปรา

กฏมากขึน ที่นั้นพระคุณก็จะไพบูลย์ยิ่งขึ้น เพื่อว่าบาปได้ครอบงําทําให้ถึงความตาย


อย่างไร พระคุณก็ครอบงําด้วยความชอบธรรมให้ถึงชีวิตนรันดร์ โดยทางพระเยซคริสต์
องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราอย่างนั้น


เปาโลยอนพูดถึงธรรมบัญญัติ ภายใตธรรมบัญญัติทำใหบาปปรากฏชัดเจนขึ้น แตโดยความชอบธรรมที่มาโดย

พระคุณทำใหเราไดรับชีวิตนรันดรรและรอดจากการพิพากษาของพระเจา

1
- ศึกษาพระธรรมโรม -

Lecture#4 ฤทธิ์เดชของข่าวประเสริฐ




1. ตายต่อบาปดำเนินชีวิตในพระคริสต์ (6:1-23)


ในบทที่ 5 เปาโลให้ความมั่นใจว่าความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างเรากับพระเจ้านำไปสู่การรอดพ้นจากพระพิโรธของ

พระเจ้า คำถามต่อมาคือแล้วความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างเรากับพระเจ้านี้มีผลอย่างไรต่อชีวิตปัจจุบัน




รม. 6:1-5 1 ถ้าอย่างนั้น เราจะว่าอย่างไร? เราจะอยูในบาปต่อไปเพื่อให้พระคุณเพิ่มทวีขึนหรือ?
2 เปล่าเลย เราที่ตายต่อบาปแล้วจะมีชีวิตในบาปต่อไปได้อย่างไร? ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือ
3
ว่า เราผู้ที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมานั้นเข้าในการตายของ
พระองค์? เพราะฉะนั้น เราจึงถูกฝงไว้กับพระองค์แล้ว โดยการรับบัพติศมาเข้าในการ
4



ตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระบิดาทรงให้พระคริสต์เปนขึนมาจากตายโดยพระสิริของพระองค์
5
แล้ว เราก็จะได้ด าเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน เพราะว่าถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์


แล้วในการตายอย่างพระองค์ เราก็จะเข้าสนิทกับพระองค์ในการเปนขึนจากตายอย่าง
พระองค์

เปาโลย้ำว่าเรานั้น ‘ตายต่อบาป’ ในภาษาของเปาโลหมายถึงสถานะใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ

ความบาป นี่ไม่ได้หมายความว่าคริสเตียนจะไม่ถูกล่อลวงหรือไม่ทำบาป (11-14) ผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ไม่สามารถดำเนิน
ชีวิตในความบาปเหมือนอย่างเคยที่เขาเคยกระทำ ข้อ 3-5 เปาโลชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนสถานะใหม่จากสถานะในบาปสู่

ชีวิตใหม่ในพระคริสต์ ผู้ที่มีส่วนในการตายและเป็นขึ้นมาของพระคริสต์ ก็ตายต่อบาปและเป็นขึ้นมาต่อพระเจ้า


รม. 6:6-7 6 เรารู้แล้วว่า คนเก่าของเรานั้นถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวที่บาปนั้นจะถูกท าลาย

7

ให้สิ้นไป และเราจะไม่เปนทาสของบาปอีกต่อไป เพราะว่าผู้ที่ตายแล้วก็พ้นจากบาป
หลังจากเปาโลอธิบายถึงความจริงที่ว่าผู้เชื่อนั้นมีส่วนในการตายและเป็นขึ้นมาของพระคริสต์ ข้อ 6-7 เปาโลให้

ิ่
รายละเอียดเพมเติมถึงการมีส่วนในการตาย นั่นคือคนเก่าถูกตรึงเอาไว้พร้อมกับพระเยซู คนเก่าที่เปาโลหมายถึงมี
ความหมายไม่แน่นชัด นักวิชาการบางส่วนตีความว่า คนเก่า หมายถึง นิสัยบาปเก่าๆของผู้เชื่อถูกทำลายลงเมื่อพวกเขา

มาเชื่อพระเยซู แต่การกล่าวแบบนี้อาจไม่แม่นยำนัก เพราะในจดหมายฝากโรมโดยพิจารณาจากบทที่ 5 ตัวเก่า น่าจะ

หมายถึงสิ่งที่เราเป็นในอาดัมมากกว่า

9

รม. 6:8-10 8 แต่ถ้าเราตายแล้วกับพระคริสต์ เราเชื่อว่าเราจะมีชีวิตอยูกับพระองค์ด้วย เรารู้อยูว่า

พระเจ้าทรงให้พระคริสต์เปนขึนมาจากตาย แล้วพระองค์จะไม่ตายอีก ความตายจะไม่มี


10
อ านาจเหนือพระองค์ต่อไป ด้วยว่าซึ่งพระองค์ได้ทรงตายนั้นพระองค์ได้ทรงตายต่อ
บาปครั้งเดียวเปนพอ แต่ซึ่งพระองค์ทรงชีวิตอยูนั้น พระองค์ทรงชีวิตสนิทกับพระเจ้า



2
- ศึกษาพระธรรมโรม -


เมื่อเราตายกับพระคริสต์ผลที่ตามมาอย่างอัตโนมัติคือการมีชีวิตอยู่ร่วมกับพระองค์ เปาโลใช้ไวยกรณ์ในรูป

อนาคตเพื่อบ่งบอกถึงอนาคตที่จะมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ในวันที่พระองค์เสด็จกลับมา พระเยซูคริสต์ผู้มีชัยชนะเหนือ

ความตายผู้ที่อยู่ในพระองค์ก็ย่อมมีชัยชนะเหนือความตายเช่นกัน

รม. 6:11-14 11 ในท านองเดียวกัน พวกท่านจงถือว่าท่านได้ตายต่อบาป และมีชีวิตสนิทกับพระเจ้าโดย
12
พระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้นอย่าให้บาปครอบง ากายที่ต้องตายของท่าน ซึ่งท าให้ต้อง
13


เชื่อฟงตัณหาของกายนั้น อย่ายกอวัยวะของท่านให้แก่บาป ให้เปนเครื่องใช้ในการ

อธรรม แต่จงถวายตัวของท่านแด่พระเจ้า เหมือนคนที่เปนขึนมาจากตายแล้ว และจงให้

14
อวัยวะเปนเครื่องใช้ในการชอบธรรมถวายแด่พระเจ้า บาปจะไม่ครอบง าพวกท่านต่อ

ไป เพราะว่าท่านไม่อยูใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยูใต้พระคุณ


การดำเนินชีวตใหม่ให้สมกับสถานะใหม่ที่พระเจ้าประทานให้ เปาโลเริ่มต้นว่า เราต้องไม่ให้บาปครอบงำชีวิต

ของเรา หน้าที่ของผู้เชื่อที่ต้องทำร่วมกับพระคริสต์คือหลีกเลี่ยงที่จะทำบาป ข้อที่ 14 เพราะว่าท่านไม่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ

หมายถึงผู้เชื่อไม่ได้ดำเนินชีวตตามธรรมบัญญัติ เพราะว่าด้วยสถานะใหม่ พระคุณของพระเจ้าต่างหากที่ควบคุมเรา
15


รม. 6:15-20 ถ้าเช่นนั้นจะว่าอย่างไร? เราจะท าบาปเพราะไม่อยูใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยูใต้พระคุณ
16


อย่างนั้นหรือ? เปล่าเลย พวกท่านไม่รู้หรือว่าถ้าท่านยอมตัวรับใช้เชื่อฟงใคร ท่านก็เปน



ทาสของผู้ที่ท่านเชื่อฟงนั้น คือเปนทาสของบาปซึ่งนาไปสูความตาย หรือเปนทาสของ


17



การเชื่อฟงซึ่งนาไปสูความชอบธรรม? แต่จงขอบพระคุณพระเจ้า เพราะว่าท่านเคยเปน



18
ทาสของบาป แต่บัดนีมีใจเชื่อฟงหลักค าสอนนั้นซึ่งท่านได้รับมา เมื่อท่านทั้งหลายพ้น

จากบาปแล้ว ท่านก็ได้เปนทาสของความชอบธรรม ข้าพเจ้ายกเอาตัวอย่างมนษย์มา
19



พูด เนื่องจากเนือหนังของท่านอ่อนก าลัง เพราะท่านเคยยกอวัยวะของท่านเปนทาสของ
การโสโครกและของการบาปซ้อนบาปอย่างไร บัดนีจงยกอวัยวะของท่านเปนทาสของ


ความชอบธรรม เพื่อการช าระให้บริสุทธิ์อย่างนั้น เมื่อพวกท่านเปนทาสของบาป ความ
20

ชอบธรรมก็ไม่ได้ครอบครองท่าน
ใจความหลักของบทที่ 6 คือ เราจะอยู่บาปต่อไปเพื่อให้พระคุณทวีคูณขึ้นหรือ (1) ข้อ 15 เริ่มต้นด้วยคำถาม
อย่างเดียวกัน ในข้อ 16 เปาโลใช้คำถามว่า ‘ท่านไม่รู้หรือ’ เพื่อบอกความจริงว่าสิ่งที่เขากล่าวต่อไปเป็นสิ่งที่ผู้อ่านรู้อยู่
แล้ว ด้านตรงกันข้ามของความบาปคือความชอบธรรม เปาโลชี้ให้เห็นว่าเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าจะรับใช้บาป หรือ รับใช้
ความชอบธรรม

ขณะนั้นท่านได้ประโยชนอะไรจาก ซึ่งบัดนีท าให้รู้สึกละอาย? ด้วยว่าผลสุดท้ายของมันก็คือความ

สิ่งเหล่านั้น ข้อ 21) ตาย



แต่เดียวนีพวกท่านพ้นจากการเปน ผลสนองที่ท่านได้รับก็คือการช าระ และผลสุดท้ายคือชีวิตนิรันดร์


ทาสของบาป และกลับมาเปนทาส ให้บริสุทธิ์
ของพระเจ้าแล้ว (ข้อ 22)

3
- ศึกษาพระธรรมโรม -




ข้อ 21-22 เปาโลเปรียบเทียบภาพให้เห็นถึงชีวิตที่เป็นทาสของความบาปและทาสของความชอบธรรม

โรม 6:23 เพราะว่าค่าจ้างของบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระ

เยซูคริสต์องค์พระผู้เปนเจ้าของเรา

บทสรุปของเปาโลนั้น คือ ความบาปนำไปสู่ความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์


2. ผลกระทบของธรรมบัญญัติ (7:1-25)


โรม 7:1-6 1 พี่นองทั้งหลาย ท่านไม่รู้หรือ (ข้าพเจ้าพูดกับคนที่รู้ธรรมบัญญัติแล้ว) ว่าธรรมบัญญัติ

2
นั้นมีอ านาจเหนือบุคคลก็เฉพาะในขณะที่เขายังมีชีวิตอยูเท่านั้น? เหมือนสตรีที่แต่งงาน


แล้วต้องอยูในกฎประเพณีการสมรสตราบที่สามียังมีชีวิตอยู แต่ถ้าสามีถึงแก่กรรม นางก็

3

พ้นจากกฎนั้น ฉะนั้น ถ้าหญิงนั้นไปเปนของชายอื่นในเมื่อสามียังมีชีวิตอยู นางก็ได้ชื่อ


ว่าเปนหญิงล่วงประเวณี แต่ถ้าสามีตายแล้ว นางก็พ้นจากกฎประเพณีการสมรส แม้จะ
4

ไปเปนของชายอื่นก็ไม่ผิดประเวณี เช่นนั้นแหละ พี่นองทั้งหลาย ท่านได้ตายจากธรรม

บัญญัติทางพระกายของพระคริสต์ เพื่อท่านจะเปนของผู้อื่น คือของพระองค์ผู้ที่พระเจ้า

5
ทรงให้เปนขึนมาจากตายแล้ว เพื่อเราจะได้เกิดผลถวายแด่พระเจ้า เมื่อเราด าเนินชีวิต




ในเนือหนัง ตัณหาชั่วที่ธรรมบัญญัติเร้าให้เกิดขึนนั้น ได้ท าให้อวัยวะของเราก่อผลซึ่งนา

6


ไปสูความตาย แต่เดียวนีเราได้พ้นจากธรรมบัญญัติ คือได้ตายจากธรรมบัญญัติที่เคย


ผูกมัดเราไว้ เพื่อจะได้เปนทาสแบบใหม่ตามพระวิญญาณ ไม่ใช่แบบเก่าตามตัวอักษร
ผลกระทบด้านลบของธรรมบัญญัติเป็นเรื่องที่ถูกกล่าวซ้ำๆในพระธรรมโรมอยู่เสมอ ในข้อ 1-3 หลักการทั่วไป
และภาพเปรียบเทียบของความสัมพันธ์ระหว่างธรรมบัญญัติกับผู้เชื่อ โดยมี ข้อ 4 เป็นใจความสำคัญ ข้อ 5-6 เป็นการ
ขยายความเพิ่มเติม
รม. 7:7-12 ถ้าอย่างนั้นเราจะว่าอย่างไร? จะว่าธรรมบัญญัติคือบาปหรือ? เปล่าเลย แต่ว่าถ้าไม่มี
ธรรมบัญญัติแล้ว ข้าพเจ้าก็คงไม่รู้จักบาป เพราะว่าถ้าธรรมบัญญัติไม่ได้ห้ามว่า “ห้าม

โลภ” ข้าพเจ้าก็คงไม่รู้ว่าอะไรคือความโลภ แต่ว่าบาปได้ฉวยโอกาสใช้ข้อบัญญัตินั้น ท า


ให้ความโลภทุกอย่างเกิดขึนในตัวข้าพเจ้า เพราะว่าถ้าไม่มีธรรมบัญญัติ บาปเปนสิ่งที่
ตายแล้ว เมื่อก่อนข้าพเจ้าด ารงชีวิตอยูนอกเหนือธรรมบัญญัติ แต่เมื่อบัญญัตินั้นมา บาป

ก็กลับมีชีวิต และข้าพเจ้าก็ตาย บัญญัติซึ่งมีไว้เพื่อชีวิต ข้าพเจ้าพบว่านาไปสูความตาย


เพราะว่าบาปได้ฉวยโอกาสใช้บัญญัตินั้นล่อลวง และประหารข้าพเจ้าให้ตาย เพราะ
ฉะนั้น ธรรมบัญญัติจึงเปนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และบัญญัตินั้นก็ศักดิ์สิทธิ์ ยุติธรรมและดีงาม


เปาโลให้เหตุผลเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ผู้อ่านเข้าใจคุณค่าของธรรมบัญญัติผิดไป โดยกล่าววาเปาโลรู้จักบาปได ้

เพราะธรรมบัญญัติได้ห้ามบางเรื่องเอาไว้

4
- ศึกษาพระธรรมโรม -

13
โรม 7:13 ถ้าเช่นนั้น สิ่งที่ดีกลับท าให้ข้าพเจ้าต้องตายหรือ? เปล่าเลย บาปต่างหาก คือบาปซึ่ง
อาศัยสิ่งที่ดีนั้นท าให้ข้าพเจ้าต้องตาย เพื่อจะให้ปรากฏว่าบาปนั้นเปนบาปจริง และโดย

อาศัยพระบัญญัตินั้น บาปก็ปรากฏว่าชั่วร้ายยิ่งนัก


ข้อ 13 สรุปสิ่งทีเปาโลกล่าวตั้งแต่ข้อที 7-12 เปาโลย ้าอีกครั้งว่าธรรมบัญญัติของพระเจ้าท าให้เราเห็น




บาปอย่างทีควรจะเปน


โรม 7:14-20 เรารู้ว่าธรรมบัญญัตินั้นเปนเรื่องฝายจิตวิญญาณ แต่ว่าข้าพเจ้าเปนเนือหนังถูกขาย


14
เปนทาสให้อยูใต้บาป ข้าพเจ้าไม่เข้าใจการกระท าของข้าพเจ้าเอง เพราะว่าข้าพเจ้าไม่


15
ท าสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะท า แต่กลับท าสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดชังนั้น ถ้าข้าพเจ้าท าสิ่ง
16
17
ที่ไม่ปรารถนาจะท า ขณะที่ยอมรับว่าธรรมบัญญัตินั้นดี ข้าพเจ้าจึงไม่ใช่ผู้ท า แต่ว่า
18

บาปซึ่งอยูในตัวข้าพเจ้านั่นเองเปนผู้ท า ด้วยว่าในตัวข้าพเจ้า คือในเนือหนังของข้าพ



เจ้าไม่มีความดีใดอยูเลย เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู แต่การดีนั้นไม่สามารถท าได้

19
เลย คือว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาท า ก็ไม่ได้ท า แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถ
20

นาท า ก็ยังท าอยู ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังท าสิ่งซึ่งไม่ปรารถนาจะท า ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเปนผู้

ท า แต่บาปซึ่งอยูในตัวข้าพเจ้านั่นเองเปนผู้ท า



ข้อ 15-20 เปาโลบรรยายถึงปญหาของเขาถึงแม้ว่าจะรู้ว่าธรรมบัญญัตินั้นดีแต่เขากลับเลือกทีจะท าตาม


ความปรารถนาของเนือหนัง เปาโลพยายามทีจะอธิบายการกระท าทีไม่พึงประสงค์ของเขาว่าความบาปภายใน


เปนตัวกระตุ้นให้เปาโลท าสิ่งเหล่านั้น

21
โรม 7:21-25 ดังนั้นข้าพเจ้าจึงพบว่ามีกฎธรรมดาอย่างหนึ่ง คือเมื่อไรที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะท าความดี ก็
มักจะเลือกท าชั่วซึ่งอยูใกล้ตัว เพราะว่าส่วนลึกในใจของข้าพเจ้านั้น ก็ชื่นชมในธรรม
22

บัญญัติของพระเจ้า แต่ข้าพเจ้าเห็นมีกฎอีกอย่างหนึ่งอยูในอวัยวะของข้าพเจ้า ซึ่งต่อสู้
23


กับกฎแห่งจิตใจของข้าพเจ้า และชักนาให้อยูใต้บังคับกฎแห่งบาป ซึ่งอยูในอวัยวะของ





24
ข้าพเจ้า โอย ข้าพเจ้าเปนคนนาสมเพชอะไรเช่นนี? ใครจะช่วยให้พ้นจากร่างกายแห่ง

25
ความตายนี ขอบพระคุณพระเจ้า โดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เปนเจ้าของเรา ฉะ

นั้นทางด้านจิตใจข้าพเจ้ารับใช้ธรรมบัญญัติของพระเจ้า แต่ทางฝายเนือหนังข้าพเจ้ารับ


ใช้กฎแห่งบาป

บทสรุประหว่างธรรมบัญญัติของพระเจ้าและกฎแห่งบาป เปาโลชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างธรรมบัญญัติ
ของพระเจ้า และกฎแห่งบาป ธรรมบัญญัติไม่ได้มีอำนาจที่จะช่วยให้รอดจากอำนาจของบาป วิธีเดียวที่จะช่วยได้คือทาง
พระเยซูคริสต์

5
- ศึกษาพระธรรมโรม -

3. พระวิญญาณแห่งชีวิต (8:1-13)


2
รม. 8:1-4 1 เพราะฉะนั้นไม่มีการลงโทษคนที่อยูในพระเยซูคริสต์ เพราะว่ากฎของพระวิญญาณ

3
แห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์ได้ท าให้ท่านพ้นจากกฎแห่งบาปและความตาย เพราะว่าสิ่งซึ่ง

ธรรมบัญญัติท าไม่ได้ เพราะเนือหนังท าให้มันอ่อนก าลังไปนั้น พระเจ้าได้ทรงท าแล้ว

โดยพระองค์ทรงใช้พระบุตรของพระองค์เองมา ในสภาพเสมือนเนือหนังที่บาป และเพื่อ
4
ไถ่บาป พระบุตรในเนือหนังจึงได้ทรงลงโทษบาป เพื่อสิ่งที่ธรรมบัญญัติสั่งไว้จะได้ส าเร็จ


ในตัวเราที่ไม่ด าเนินตามเนือหนัง แต่ตามพระวิญญาณ


ไม่มีการลงโทษคนทีอยูในพระคริสต์ ย ้าถึงสิ่งทีเปาโลเคยกล่าวแล้วใน 5:12-21 ในข้อ 2 เปาโลอธิบายถึง



เหตุผลทีเราไม่ต้องกังวลถึงการลงโทษอีกต่อไปนั่นคือพระเยซูคริสต์ เปาโลขยายความถึงการทีพระเยซูคริสต์ได้

ท าสิ่งทีธรรมบัญญัติสั่งไว้ส าเร็จ





รม. 8:5-8 5 เพราะว่าคนทั้งหลายที่อยูฝายเนือหนัง ก็สนใจในสิ่งซึ่งเปนของเนือหนัง แต่คนทั้งหลาย


6

ที่อยูฝายพระวิญญาณ ก็สนใจในสิ่งซึ่งเปนของพระวิญญาณ การเอาใจใส่เนือหนังก็คือ

ความตาย และการเอาใจใส่พระวิญญาณ ก็คือชีวิตและสันติสุข เพราะว่าการเอาใจใส่
7
เนือหนังนั้นคือการเปนศัตรูต่อพระเจ้า ไม่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของพระเจ้า และที่จริง





ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ และคนที่อยูในเนือหนัง จะเปนที่ชอบพระทัยพระเจ้าก็ไม่ได้
8


ข้อ 5-8 เปนชุดความคิดทีอธิบายความแตกต่างระหว่างฝายเนือหนังและฝายพระวิญญาณ





รม. 8:9-11 9 ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยูในพวกท่านแล้ว ท่านก็ไม่อยูในเนือหนัง แต่อยูใน



10

พระวิญญาณ ใครไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์ คนนั้นก็ไม่เปนของพระองค์ และถ้า

พระคริสต์อยูในท่านทั้งหลายแล้ว ถึงแม้ว่าร่างกายของท่านจะตายไปเพราะบาป แต่วิญ
ญาณจิตของท่านก็จะด ารงอยูเพราะความชอบธรรม ถ้าพระวิญญาณของพระองค์ ผู้

11




ทรงให้พระเยซเปนขึนมาจากตายสถิตอยูในท่านทั้งหลาย พระองค์ผู้ทรงให้พระเยซู
คริสต์เปนขึนมาจากตายแล้วนั้น จะทรงท าให้กายซึ่งต้องตายของพวกท่านเปนขึนมา




ใหม่ โดยพระวิญญาณของพระองค์ซึ่งสถิตอยูในท่าน



เปาโลย ้าความคิดผู้อ่านของเขาว่าพวกเขานั้นไม่ถูกควบคุมโดยเนือหนังแต่เปนพระวิญญาณ พระ




วิญญาณทรงสถิตอยูกับพวกเขา ซึงในทีนีหมายถึงคริสเตียนทุกคน

รม. 8:12-13 12 เพราะฉะนั้น พี่นองทั้งหลาย เราเปนหนี แต่ไม่ใช่เปนหนีฝายเนือหนัง ที่จะด าเนินชีวิต








ตามเนือหนัง เพราะว่าถ้าท่านด าเนินชีวิตตามเนือหนังแล้ว ท่านจะต้องตาย แต่ถ้าโดย
13

ทางพระวิญญาณ ท่านท าลายกิจการของร่างกาย ท่านก็จะด ารงชีวิตได้

ข้อ 12-13 เปาโลเตือนถึงสิ่งทีคริสเตียนต้องระมัดระวังในการด าเนินชีวิต

6
- ศึกษาพระธรรมโรม -

4. พระวิญญาณผู้ทำให้เป็นบุตรของพระเจ้า (8:14-17)


15
รม. 8:14-17 14 เพราะว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงนาใคร คนนั้นก็เปนบุตรของพระเจ้า เพราะว่า



พระวิญญาณที่พระเจ้าประทานมานั้นจะไม่ทรงให้ท่านเปนทาสซึ่งท าให้ตกในความกลัว

อีก แต่พระวิญญาณจะทรงให้ท่านมีฐานะเปนบุตรของพระเจ้า โดยพระวิญญาณนั้นเราจึง
16

ร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา (พ่อ)” พระวิญญาณนั้นเปนพยานร่วมกับจิตวิญญาณของ
17
เราว่า เราเปนลูกของพระเจ้า และถ้าเราเปนลูกแล้ว เราก็เปนทายาท คือเปนทายาท





ของพระเจ้า และเปนทายาทร่วมกับพระคริสต์ เมื่อเราทนทุกข์ทรมานด้วยกันกับพระองค์
ก็เพื่อจะได้ศักดิ์ศรีด้วยกันกับพระองค์ด้วย

พระเจ้าทรงท าให้เราเปนบุตรของพระองค์ผ่านทานพระวิญญาณ เปาโลย ้าเตือนว่าพระวิญญาณนั้นไม่ใช่


พระวิญญาณทีท าให้ตกอยู ่ ในความกลัวแต่เปนพระวิญญาณทีท าให้เราเปนบุตรของพระเจ้า



5. ศักดิ์ศรีแห่งอนาคต (8:18-30)


รม. 8:18-25 18 ข้าพเจ้าเห็นว่าความทุกข์ล าบากแห่งสมัยปจจุบัน ไม่ควรจะเอาไปเปรียบกับศักดิ์ศรีซึ่ง

19
จะเผยให้แก่เราในอนาคต เพราะสรรพสิ่งที่ทรงสร้างแล้ว คอยด้วยความปรารถนาอย่าง
20
ยิ่งให้บุตรทั้งหลายของพระเจ้าปรากฎ เพราะว่าสรรพสิ่งเหล่านั้นต้องเข้าอยูในอ านาจ


ของอนิจจัง ไม่ใช่ตามใจชอบของตนเอง แต่เปนไปตามที่พระเจ้าได้ทรงให้เข้าอยูนั้น 21

ด้วยมีความหวังว่า สรรพสิ่งเหล่านั้นจะได้รอดจากอ านาจแห่งความเสื่อมสลาย และจะ
เข้าในเสรีภาพและศักดิ์ศรีแห่งลูกๆ ของพระเจ้า เรารู้อยูว่าสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมด

22
นั้นก าลังคร ่าครวญด้วยกัน และเจ็บปวดแบบหญิงคลอดลูกมาจนทุกวันนี และไม่ใช่เท่า

23

นั้น แต่เราเองด้วย ผู้ได้รับพระวิญญาณเปนผลแรก ตัวเราเองก็ยังคร ่าครวญคอยการที่

พระเจ้าจะทรงให้มีฐานะเปนบุตร คือที่จะทรงไถ่กายของเรา เพราะว่าเรารอดโดยความ
24
หวัง แต่ความหวังในสิ่งที่เราเห็นได้นั้นไม่ได้เปนความหวังเลย ด้วยว่าใครเล่าจะยังหวัง

25
ในสิ่งที่เขาเห็น แต่ถ้าเราหวังว่าจะได้สิ่งที่ยังไม่เห็น เราจึงมีความอดทนคอยสิ่งนั้น




ส าหรับเปาโลการทนทุกข์เปนสิงหนงของผู้เชือ แต่การทนทุกข์นั้นไม่คุ้มค่าเท่ากับศักดิ์ศรีซึงจะเห็นใน



อนาคต ข้อ 19-21 เปาโลชีให้เห็นถึงสิ่งทรงสร้างต่างๆทีรอคอยศักดิ์ศรีในอนาคต ส าหรับเปาโลนั้นความรอด

ไม่ได้มาถึงเพียงแค่มนษย์แต่ยังมาถึงสิ่งทีพระเจ้าได้ทรงสร้างด้วย


รม. 8:26-30 26 ในท านองเดียวกัน พระวิญญาณก็ทรงช่วยเมื่อเราอ่อนก าลังด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าควร
จะอธิษฐานขออะไรอย่างไร แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทน ด้วยการคร ่าครวญซึ่งไม่
27

อาจกล่าวเปนถ้อยค า และพระองค์ผู้ทรงชันสูตรใจมนษย์ ก็ทรงทราบความหมายของ

พระวิญญาณ เพราะว่าพระวิญญาณทรงอธิษฐานขอเพื่อธรรมิกชนตามพระประสงค์ของ
28

พระเจ้า เรารู้ว่าเหตุการณทุกอย่างร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระเจ้า คือแก่คนทั้ง

7
- ศึกษาพระธรรมโรม -

หลายที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์ เพราะว่าทุกคนที่พระองค์ได้
29
ทรงเลือกไว้แล้ว พระองค์ทรงก าหนดไว้ก่อนให้เปนตามพระฉายาแห่งพระบุตรของพระ

องค์ เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เปนบุตรหัวปีท่ามกลางพี่นองจ านวนมาก และบรรดาผู้ที่

30

พระองค์ทรงก าหนดไว้ก่อนนั้น พระองค์ทรงเรียกมาด้วย และผู้ที่พระองค์ทรงเรียกมานั้น

พระองค์ทรงให้เปนผู้ชอบธรรม และผู้ที่พระองค์ทรงให้เปนผู้ชอบธรรมนั้น พระองค์ก็ทรง

ให้มีศักดิ์ศรีด้วย

ในการเผชิญการทนทุกข์ เปาโลอธิบายว่าพระวิญญาณจะเปนผู้ประคองผู้เชือ


6. การงานของพระเจ้าเพื่อเราในพระคริสต์ (8:31-39)


รม. 8:31-34 31 ถ้าอย่างนั้น สิ่งเหล่านีเราจะว่าอย่างไร? ถ้าพระเจ้าทรงอยูฝายเรา ใครจะขัดขวางเรา



ได้? พระองค์ผู้ไม่ทรงหวงพระบุตรของพระองค์เอง แต่ประทานพระบุตรนั้นเพื่อเราทุก
32
คน ถ้าเช่นนั้นพระองค์จะไม่ประทานสิ่งสารพัดให้เราด้วยกันกับพระบุตรนั้นหรือ ใคร
33


34
จะฟองคนที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้? พระเจ้าทรงถือว่าพวกเขาเปนคนชอบธรรมแล้ว
ใครจะเปนผู้ลงโทษอีก? พระเยซูคริสต์หรือ? ผู้สิ้นพระชนม์แล้ว และยิ่งกว่านั้นอีกพระเจ้า



ทรงให้พระองค์เปนขึนมาจากความตาย พระองค์สถิต ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า
และทรงอธิษฐานขอเพื่อเราด้วย



เปาโลชีให้เห็นว่าพระเจ้าทรงอยูฝายคริสเตียน
35

รม 8:35-39 แล้วใครจะให้เราขาดจากความรักของพระคริสต์ได้? จะเปนความทุกข์ หรือความยาก
ล าบาก หรือการเคี่ยวเข็ญ หรือการกันดารอาหาร หรือการเปลือยกาย หรือการถูกโพย
36
ภัย หรือการถูกคมดาบหรือ? ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เพราะเห็นแก่พระองค์ ข้า
37
พระองค์จึงถูกประหารวันยังค ่า และนับว่าเปนแกะส าหรับเอาไปฆ่า” แต่ว่าในเหตุ

38


การณทั้งหมดนี เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ทรงรักเราทั้งหลาย เพราะข้าพเจ้าแนใจ

ว่า แม้ความตาย หรือชีวิต หรือบรรดาทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้า หรือสิ่งซึ่งมีอยูในปจจุบันนี ้


39

หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหนา หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใดๆ อื่น
ที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น จะไม่สามารถท าให้เราขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยูในพระ


เยซูคริสต์องค์พระผู้เปนเจ้าของเราได้
ค าถามในข้อ 35 เปลียนจุดสนใจของเนือหาในย่อหนาโดยการนาเสนอความรักของพระคริสต์




8
- ศึกษาพระธรรมโรม -

1
- ศึกษาพระธรรมโรม -

Lecture#5 ข่าวประเสริฐกับอิสราเอล




1. ความรู้สึกของเปาโลต่อชาวยิว (9:1-5)







ั้
ในบทที่ 9-11 เปนเสมือนบทแทรกท่เปาโลกำลังเนนย้ำความสัมพนธ์ระหว่างอิสราเอลกับพระเจ้าอีกครง เมื่อม ี

การตั้งคำถามเกี่ยวกับการที่พระเจ้าปฏิเสธชาวยิวและทรงเรียกชาวต่างชาติ พระประสงค์ของพระเจ้าที่มต่อชนชาต ิ

อิสราเอลที่พระองค์ทรงเลือกนั้นได้ล้มเลิกไปหรือไม? เปาโลให้คำตอบต่อคำถามที่ไล่ไปทีละข้ออย่างน่าสนใจ
โรม 9:1-5 1 ข้าพเจ้าพูดความจริงในพระคริสต์ ข้าพเจ้าไม่ได้โกหก มโนธรรมของข้าพเจ้าเป็นพยานโดย
พระวิญญาณบริสุทธิ์ว่า ข้าพเจ้ามีความทุกข์หนักและความเจ็บร้อนในใจเสมอ พร้อมที่จะ
3
2
ถูกสาป และถูกตัดขาดจากพระคริสต์เพราะเห็นแก่พี่น้องของข้าพเจ้า คือเชื้อชาติของ
ข้าพเจ้าตามเนื้อหนัง พวกเขาเป็นคนอิสราเอล ได้รับสิทธิ์เป็นบุตรของพระเจ้า เห็นพระสิร ิ
4




ของพระองค์ และเขาได้รับบรรดาพนธสัญญา ท้งการประทานธรรมบญญติ พธีนมัสการพระ

5
เจ้า และพระสัญญาต่างๆ ทั้งอัครปิตาก็เป็นของพวกเขาด้วย และพระคริสต์ก็มาจากเขา
ทางเนื้อหนัง คือพระองค์ผู้ทรงรับการสรรเสริญว่าเป็นพระเจ้าเหนือสารพัดเป็นนิตย อาเมน

เปาโลเริ่มต้นในบทที่ 9 ด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความรู้สึกทท่วมท้น ท่านใช้คำว่า ความจริง เพื่อยืนยันถง

ี่

ข้อความสำคัญ โดยยกพระคริสตเป็นพยาน นอกจากนั้นด้วยมโนธรรมของท่านที่เป็นพยานโดยพระวิญญาณบริสุทธ ิ์

เปาโลกำลังยนยันถึงความรู้สึกของท่านต่อชาวยิวและสิ่งที่ท่านกำลังกล่าวนั้นท่านกล่าวด้วยความรักและห่วงใยชนชาต ิ
ี่
ี่
ของท่านอย่างมาก อีกครั้งทเปาโลยกข้อได้เปรียบของคนยิวเพิ่มเติมจากที่ได้กล่าวไว้ในบทท 3
2. การทรงเลือกของพระเจ้า (9:6-33)



โรม 9:6-13 6 แต่ไมใช่ว่าพระวจนะของพระเจ้าได้ล้มเหลวไป เพราะว่าไม่ใช่ทุกคนที่เกิดมาจากอิสราเอล

นั้น เป็นคนอิสราเอลแท และไม่ใช่ทุกคนที่เป็นลูกของอับราฮัมเป็นเชื้อสายแท้ของท่าน แต ่
7
8
ว่าเขาจะเรียกเชื้อสายของท่านทางสายอิสอัค หมายความว่าคนที่เป็นลูกของพระเจ้านน
ั้
ไม่ใช่ลูกของเนอหนัง แต่เป็นลูกของพระสัญญา จึงจะถือว่าเป็นผู้สืบเชื้อสายได เพราะพระ
ื้

9
ี้
สัญญามีว่าดังน“เราจะมาตามฤดูกาล และนางซาราห์จะมีบุตรชาย” และไม่ใช่เท่านั้น แต ่
10






11






วานางเรเบคาหกไดมบตรสองคนจากสามคนเดยวคออสอคบรรพบรษของพวกเรา แม้ก่อน


บตรน้นเกดมา และยังไมไดทำดหรือชั่ว (เพ่อพระประสงคของพระเจ้าในการทรงเลือกน้นจะ








ตั้งมั่นคงอย ไม่ใช่ตามการประพฤติ แต่ตามซึ่งพระองค์ทรงเรียก) พระองค์จึงตรัสแก่นาง
ู่
12
13
นั้นว่า “พี่จะปรนนิบัติน้อง” ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “ยาโคบนั้นเรารัก แต่เอซาว
เราชัง”

2
- ศึกษาพระธรรมโรม -


มาลาค 1:2-3 2 พระยาห์เวห์ตรัสว่า “เราได้รักเจ้าทั้งหลาย แต่เจ้าพูดว่า ‘พระองค์ได้ทรงรักข้าพระองค ์
3
อย่างไร’? พระยาห์เวห์ตรัสว่า เอซาวเป็นพี่ชายของยาโคบไม่ใช่หรือ? เราก็ยังรักยาโคบ แต ่
เราได้เกลียดเอซาว เราได้ทำให้เทือกเขาของเขาร้างเปล่า และมอบมรดกของเขาให้แก่หมา

ป่าแห่งถิ่นทุรกันดาร


เปาโลใช้ตัวอย่างในพระคัมภีร์เดิมเพื่ออธิบายถึงพระประสงค์และการทรงเลือกของพระเจ้า


โรม 9:14-15 14 ถ้าอย่างนั้น เราจะว่าอย่างไร? พระเจ้าไม่ทรงยุติธรรมหรือ? เปล่าเลย เพราะพระองค ์
15
ตรัสกับโมเสสว่า“เราประสงค์จะกรุณาใคร เราก็จะกรุณาคนนั้น และเราจะเมตตาใคร เราก ็

จะเมตตาคนนั้น”

อพยพ 33:19 พระองค์จึงตรัสตอบว่า “เราจะให้คุณความดีทั้งสิ้นของเราประจักษ์แจ้งต่อหน้าเจ้า และเรา

จะประกาศนามของยาห์เวห์ต่อหน้าเจ้า เราประสงค์จะโปรดปรานผู้ใดก็จะโปรดปรานผู้นั้น

และเราประสงค์จะเมตตาผู้ใด เราก็จะเมตตาผู้นั้น”

โรม 9:16-17 16 เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งจึงไม่ขึ้นกับความตั้งใจหรือความมานะของมนุษย์ แต่ขึ้นอยู่กับพระ

เมตตาของพระเจ้า เพราะมีข้อพระคัมภีร์ที่กล่าวแก่ฟาโรห์ว่า “เพราะเหตุนี้เองเราจึงได้ตง
ั้
17
เจ้าขึ้น เพื่อเราจะสำแดงฤทธานุภาพของเราให้ปรากฏทางตัวเจ้า และเพื่อให้นามของเรา
ประกาศไปทั่วโลก”


อพยพ 9:16 แต่เหตุที่เราให้เจ้ามีชีวิตอยู่ ก็เพื่อจะให้เจ้าเห็นฤทธานุภาพของเรา และนามของเราจะได ้
เลื่องลือไปทั่วโลก


โรม 9:18 เพราะฉะนั้นพระองค์จะทรงพระเมตตาใคร ก็จะทรงพระเมตตาคนนั้น และพระองค์จะทรง
ให้ใครมีใจแข็งกระด้าง ก็จะทรงให้คนนั้นมีใจแข็งกระด้าง



เปาโลกำลังอธิบายถึงการทรงเลือกของพระเจ้าที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจตจำนงหรือการกระทำของมนุษย มิฉะนั้นการ
ทรงเลือกก็ไม่ใช่พระกรุณา และอำนาจทั้งสิ้นก็เป็นของพระเจ้า


โรม 9:19-20 19 แล้วท่านก็จะพูดกับข้าพเจ้าว่า “ถ้าอย่างนั้น ทำไมพระองค์ยังทรงติเตียน? ใครจะขัดขน
20

พระประสงค์ของพระองค์ได?” มนุษย์เอ๋ย ท่านเป็นใครที่จะโต้ตอบกับพระเจ้า? สิ่งซึ่งถก

ปั้นจะกล่าวแก่ผู้ปั้นได้หรือว่า “ทำไมท่านจึงปั้นข้าพเจ้าอย่างน?”
ี้


อิสยาห 29:16 เจ้าทำกลับตาลปัตรเสีย จะถือว่าช่างปั้นเท่ากับดินเหนียวหรือ? และสิ่งถูกสร้างจะพูดถง
ผู้สร้างมันว่า “เขาไม่ได้สร้างข้า” หรือสิ่งถูกปั้นจะพูดถึงผู้ปั้นมันว่า“เขาไม่มีความเข้าใจ”
อย่างนี้หรือ?

3
- ศึกษาพระธรรมโรม -


อิสยาห 45:9 “วิบัติแก่ผู้ซึ่งสู้กับผู้ปั้นตัวเขาแก่หม้อดินอันหนึ่งในบรรดาหม้อดินของแผ่นดิน ดินเหนียวจะ
พูดกับผู้ปั้นมันว่า ‘ท่านกำลังทำอะไร’ เช่นนั้นหรือ? หรือพูดว่า ‘ผลงานของท่านไม่มีหูหิ้ว’
อย่างนั้นหรือ?


โรม 9:21-26 21 ส่วนช่างปั้นหม้อ ไม่มีสิทธิเอาดินก้อนเดียวกัน มาปั้นเป็นภาชนะที่ใช้ในโอกาสพิเศษ
22
ี่
อันหนึ่ง และทั่วๆ ไปอีกอันหนึ่งหรือ? เป็นไปได้ไหมทพระเจ้าทรงประสงค์จะแสดงพระ

พิโรธ และให้ฤทธิ์เดชของพระองค์ปรากฏ แต่พระองค์ทรงอดทนมากต่อคนเหล่านั้นที่เปน



23









ภาชนะแห่งพระพิโรธ ซึ่งเตรยมไว้สำหรบความพินาศ? เพอจะไดทรงใหศกดศรอนอดมของ

พระองค์ปรากฏแก่บรรดาผู้ที่เป็นภาชนะแห่งพระเมตตา ซึ่งพระองค์ได้ทรงจดเตรียมไว้ก่อน
24
ให้สมกับศักดิ์ศรีนั้น? คือเราที่พระองค์ได้ทรงเรียกมาแล้ว ไม่ใช่จากพวกยิวเท่านั้น แต่จาก
25

พวกต่างชาติด้วย ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในพระคัมภีร์โฮเชยาว่า“เราจะเรียกเขาเหล่านั้นวา
เป็นชนชาติของเรา ซึ่งเมื่อก่อนเขาไม่ได้เป็นชนชาติของเราและจะเรยกเขาว่าเป็นที่รัก ซง
ึ่

26
เมื่อก่อนเขาไม่ได้เป็นที่รก และในสถานที่ซึ่งทรงกล่าวแก่เขาว่า ‘เจ้าทั้งหลายไม่ใช่ชนชาต ิ

ู่
ของเรา’ ในที่นั้นเองเขาทั้งหลายจะได้ชื่อว่า บุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อย ”





เปาโลใชภาพพจนเปรยบเทยบระหว่าง “ภาชนะแห่งพระพิโรธ” และ “ภาชนะแห่งพระเมตตา” เพ่ออธบายถง


ื่
อำนาจอธิปไตย พระลักษณะแห่งความเมตตาและความสัตย์ซื่อของพระเจ้า เปาโลยังได้ยกเรื่องราวของโฮเชยาเพอ
สำแดงถึงความรักและความเมตตาที่พระเจ้าทรงมีต่อคนต่างชาติด้วย
ึ้
โรม 9:27-33 27 และท่านอิสยาห์ได้ร้องประกาศเรื่องพวกอิสราเอลว่า “แม้พวกอิสราเอลจะทวีมากขน
28
เหมือนเม็ดทรายที่ทะเล แต่ผู้ที่จะรอดนั้นมีน้อย เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า จะทรงให ้
29
เป็นไปตามพระดำรัสของพระองค์โดยเร็วพลันบนแผ่นดินโลก” และตามที่ท่านอิสยาห์ได ้
ุ์
กล่าวไว้ก่อนว่า“ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าจอมทัพไม่ได้ทรงเหลือพงศ์พันธไว้ให้เราบ้าง เราก็จะ

เป็นเหมือนเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห” ถ้าอย่างนั้น เราจะว่าอย่างไร? จะว่าพวก
30
ึ้
ต่างชาติที่ไม่ได้ใฝ่หาความชอบธรรม ก็ยังได้รับความชอบธรรม คือความชอบธรรมที่เกิดขน
31
โดยความเชื่อ แต่พวกอิสราเอลซึ่งใฝ่หาความชอบธรรมตามธรรมบัญญัติ ก็ยังไม่ได้บรรล ุ
ตามธรรมบัญญัตินั้น เพราะอะไร? เพราะเขาไม่ได้แสวงหาโดยความเชื่อ แต่แสวงหาโดย
32
33
การประพฤติ เขาสะดุดก้อนหินที่ให้สะดุดนั้น ดังที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า“นี่แน่ะ เรา
วางศิลาก้อนหนึ่งไว้ในศิโยน ที่จะทำให้สะดุด และหินก้อนหนึ่งที่จะทำให้ล้ม แต่ผู้ที่เชื่อใน
พระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย”
อิสยาห 28:16 เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์ องค์เจ้านายตรัสดังนี้ว่า“นี่แน่ะ เราวางศิลาก้อนหนึ่งในศิโยน คือ

ศิลาที่ทดสอบแลวเป็นศิลามุมเอกล้ำค่า เป็นรากฐานมั่นคง ‘เขาผู้นั้นที่วางใจจะไม่เร่งร้อน’


4
- ศึกษาพระธรรมโรม -

ดังที่เปาโลได้กล่าวมาแล้วในบทที่ผ่านมา ธรรมบัญญติไม่สามารถทำให้ชาวยิวนั้นชอบธรรมได้ แต่โดยทางความ

เชื่อเท่านั้น และศิลามุมเอกนั้นคือองค์พระเยซูคริสต์ซึ่งผู้ที่ยอมรับพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย


3. วิถีแห่งความชอบธรรม (10:1-21)


โรม 10:1-4 1 พี่น้องทั้งหลาย ความปรารถนาในจิตใจของข้าพเจ้าและคำวิงวอนขอต่อพระเจ้าเพื่อคน

อิสราเอลนั้น คือขอให้เขาได้รับความรอด ข้าพเจ้าเป็นพยานให้เขาว่า พวกเขามีความ
2
3
กระตือรือร้นที่จะปรนนิบัติพระเจ้า แต่ไม่ได้เป็นตามปัญญา เพราะว่าเขาไม่รู้จักความชอบ
ธรรมของพระเจ้า แต่อุตส่าหตั้งความชอบธรรมของตนขึ้น พวกเขาจึงไม่ยอมอยู่ในความชอบ

4
ธรรมของพระเจ้า เพราะว่าพระคริสต์ทรงเป็นจุดจบของธรรมบัญญัติ เพอให้ทุกคนที่ม ี
ื่
ความเชื่อได้รับความชอบธรรม



เปาโลเน้นย้ำถึงความชอบธรรมที่แท้จริงนั้นมาจากพระเจ้า แต่การถือว่าตนเองชอบธรรมนั้นเกิดจากมนุษย ใน
ข้อที่ 4 “จุดจบ” ในภาษาเดิมมีความหมายว่า “ผลสำเร็จ” เพราะพระคริสต์นำไปสู่ความชอบธรรม และเป็นการ

ู้
“สิ้นสุด” ในแง่ของธรรมบัญญัติด้วย เพราะการถูกนับเป็นผชอบธรรมนั้นเป็นไปทางความเชื่อ และสิ่งนี้ไม่ได้ล้มล้าง
ธรรมบัญญัต ิ

โรม 10:5-13 5 โมเสสได้เขียนเรื่องความชอบธรรมที่มาทางธรรมบัญญัติว่า “คนที่ประพฤติตามธรรม

6
บัญญัติ ก็จะมีชีวิตอยู่โดยธรรมบัญญัตินั้น” แต่ความชอบธรรมที่มาทางความเชื่อว่าอย่างน ี้
7
ว่า “อย่านึกในใจของตัวว่า ใครจะขึ้นไปบนสวรรค?” (คือจะเชิญพระคริสต์ลงมา) “หรอ


8

ใครจะลงไปยังที่ลึก?” (คือจะเชิญพระคริสต์ขึ้นมาจากความตาย) แต่ความชอบธรรมวา
ึ่
อย่างไร? ก็ว่า“ถ้อยคำนั้นอยู่ใกล้ท่านอยู่ในปากของท่าน และอยู่ในใจของท่าน” (คือคำซง
9
ก่อให้เกิดความเชื่อที่เราทั้งหลายประกาศอยู่นั้น) คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่าน
ว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมา

10
จากความตาย ท่านจะรอด เพราะว่าการเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม และการ
11
ยอมรับด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด เพราะมีข้อพระคัมภีร์ว่า “ทุกคนที่เชื่อในพระองค์จะ
12
ไม่ได้รับความอับอาย” พวกยิวและพวกกรีกนั้นไม่ต่างกัน เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าองค ์

เดียวทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของทุกคน และประทานอย่างบริบูรณ์แก่ทุกคนที่ทูลขอตอ
พระองค์ เพราะว่า ผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด
13


กล่าวคือจะยิวหรือคนต่างชาติก็ไม่แตกต่างกันในเรื่องความรอด

โรม 10:14-17 14 แตพวกที่ยังไม่เชื่อในพระองค์ จะทูลขอต่อพระองค์ได้อย่างไร? และพวกที่ยังไม่ได้ยินถง


พระองค์ จะเชื่อในพระองค์ได้อย่างไร? และเมื่อไม่มีผู้ประกาศ เขาจะได้ยินถึงพระองค ์
อย่างไร? และถ้าไม่มีใครใช้พวกเขาไป เขาจะไปประกาศได้อย่างไร? ตามที่มีคำเขียนไว้ใน
15

5
- ศึกษาพระธรรมโรม -

16
พระคัมภีร์ว่า “เท้าของคนเหล่านั้นที่นำข่าวดีมา ช่างงามจริงๆ หนอ” แต่ไม่ใช่ทุกคนได ้




เชอฟงขาวประเสรฐนน อสยาหไดกลาวไววา “องค์พระผู้เป็นเจ้า ใครเล่าได้เชื่อสิ่งที่เขาได้ยิน









17
จากเรา?” ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะ
การประกาศพระคริสต ์
ี่

เปาโลอธิบายถึงความจำเป็นและความสำคัญของการประกาศข่าวประเสริฐ ซึ่งคำว่า “ใช” ในข้อท 15 เปาโล
ใช้คำที่มีรากศัพท์เดียวกันกับคำว่าอัครทูต คือ ทูตหรือผู้ประกาศที่นำข่าวสารออกไปตามที่ไดรับมอบอำนาจ

โรม 10:18 ข้าพเจ้าถามว่า “พวกเขาไม่ได้ยินหรือ?” เขาได้ยินแล้วจริงๆ“เสียงของพวกเขากระจาย
ออกไปทั่วแผ่นดินโลกและถ้อยคำของเขาประกาศออกไปถึงสุดปลายพิภพ”
สดุด 19:4 ถึงกระนั้น เสียงของมันก็ออกไปทั่วแผ่นดินโลกและถ้อยคำก็ออกไปถึงสุดปลายพิภพ

โรม 10:19-21 19 ข้าพเจ้าถามอีกว่า “อิสราเอลไม่เข้าใจหรือ?” โมเสสกล่าวก่อนว่า“เราจะให เจ้าทั้งหลาย


20

อิจฉาผู้ที่ไม่ใช่ชนชาตเราจะยั่วโทสะ เจ้าด้วยชนชาติที่โง่เขลาชาติหนึ่ง” แล้วอิสยาห์กลา
21
กล่าวว่า“พวกที่ไม่ได้แสวงหาได้พบเราเราได้ปรากฏแก่คนที่ไม่ได้ถามหาเรา” แต่ท่านได ้
กล่าวถึงพวกอิสราเอลว่า“ตลอดทั้งวัน เรายื่นมือต้อนรับชนชาติซึ่งไม่เชื่อฟังและดื้อรั้น”

คำถามของเปาโลที่ว่า “พวกเขาไม่ได้ยินหรือ?” เปาโลได้กลาวสรุปในตอนท้ายของข้อท 18 ว่าทุกแห่งที่มีคนยิว
ี่

ั่
ที่นนก็มีการประกาศข่าวประเสริฐ และการที่พระพรตกแก่คนต่างชาติก็เป็นการทำให้อิสราเอลนั้นอิจฉา ซึ่งการที่พวก
เขาจะได้รับพระพรบ้างก็อยู่บนพื้นฐานเดียวกันคือความเชื่อในพระคริสต



4. แผนการของพระเจ้าต่ออิสราเอล (11:1-16)



โรม 11:1-6 1 ข้าพเจ้าจึงถามว่า “พระเจ้าทรงทอดทิ้งชนชาติของพระองค์แล้วหรือ?” เปล่าเลย ข้าพเจา
เองก็เป็นชนชาติอิสราเอล เป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม เป็นเผ่าเบนยามิน พระเจ้าไม่ทรง
2
ทอดทิ้งชนชาตินั้น ที่พระองค์ทรงเลือกไว้ก่อนแล้ว ท่านไม่รู้เรื่องซึ่งเขียนไว้ในพระคัมภีร ์
3
กล่าวถึงท่านเอลียาห์หรือ? ท่านได้กล่าวโทษพวกอิสราเอลต่อพระเจ้าว่า “องค์พระผู้เปน


เจ้าพวกเขาได้ฆ่าบรรดาผู้เผยพระวจนะของพระองค์ แท่นบูชาของพระองค์เขาก็ได้ขด
ทำลายลงเสีย เหลืออยู่แต่ข้าพระองค์คนเดียว และเขาแสวงหาช่องทางประหารชีวิตของขา

4



พระองค” แล้วพระเจ้าทรงตอบท่านว่าอย่างไร? ว่าดังน “เราได้เหลือคนไว สำหรับเราเจด
ี้
5
พันคน ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่ได้กราบไหว้พระบาอัล” เช่นนั้นแหละ ปัจจุบันนี้ก็ยังมีพวกที่เหลืออย ู่
ตามที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้โดยพระคุณ แต่ถ้าเป็นทางพระคุณ ก็ไม่ได้เป็นทางการ
6


ประพฤต ถ้าเป็นทางการประพฤต พระคุณก็จะไม่เป็นพระคุณอีกต่อไป

6
- ศึกษาพระธรรมโรม -

ู่

เปาโลยกตัวอย่างของ “พวกที่เหลออย” ขึ้นเพื่อบอกว่าพระเจ้าไม่ได้ละทิ้งประชากรของพระองค์ แม้พวกเขา
ทำบาป และเปาโลก็ยังคงย้ำถึงพระคุณและความเชื่อ ซึ่งเป็นหลักที่เปาโลยึดไว้เสมอ








โรม 11:7-10 7 ถาเชนน้นจะว่าอย่างไร? พวกอสราเอลไมพบสิ่งท่เขาแสวงหา แตกล่มท่พระเจ้าไดทรงเลือก





8










ไว้นนเปนผไดพบ สวนคนอนๆ มใจแขงกระดางไป ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “พระ
เจาประทานใจท่เซ่องซมประทานตาท่มองไมเหน หูที่ฟังไม่ได้ยินให้แก่พวกเขาจนทกวันน” 9








ี้

ิ่
ดาวิดกลาวว่า“ให้งานเลี้ยง ของเขาเป็นบ่วงแร้วและเครื่องดักเป็นสิ่งให้สะดุดและเป็นสง
10
ตอบแทนพวกเขา ให้ตาของเขามืดไปเพื่อเขาจะมองไม่เห็นและให้หลังของเขางอค่อม
ตลอดไป”

คำว่า “เซื่องซึม” ในข้อที่ 8 ในภาษาเดิมแปลว่า “การถูก (เหล็กใน) ต่อยอันทำให้เกิดอาการชา” ความดื้อดง
1
การไม่เชื่อของชนชาติอิสราเอลก็เป็นเหมือนหลุมพรางที่กลับมาทำอันตรายกับพวกเขาเอง การปฏิเสธพระเยซจะนำ

พวกเขาสู่ความพินาศ

โรม 11:11-16 11 ข้าพเจ้าจึงถามว่า พวกอิสราเอลสะดุดจนหกล้มทีเดียวหรือ? เปล่าเลย แต่การที่เขาละเมด
นั้นเป็นเหตุให้ความรอดแผ่มาถึงพวกต่างชาติ เพื่อจะให้พวกอิสราเอลอิจฉา แต่ถ้าการท ี่
12














พวกอสราเอลละเมดน้นเปนเหตใหท้งโลกไดรับพรอนไพบลย และถาการพายแพของเขาเปน




เหตใหคนต่างชาติรบพรอันไพบูลย์ หากได้พวกอิสราเอลมาเพิ่มเข้าด้วย จะดียิ่งกว่านั้นอีกสก

เท่าไร แต่ข้าพเจ้ากล่าวแก่พวกท่านที่เป็นคนต่างชาติ เพราะข้าพเจ้าเป็นอัครทูตมายังพวก
13
ต่างชาติ ข้าพเจ้าจึงยกย่องพันธกิจรับใช้ของข้าพเจ้า เพื่อจะได้เร้าใจพี่น้องร่วมชาติ ให ้
14
15
อิจฉา เพื่อให้บางคนรอด เพราะว่าถ้าการที่พวกอิสราเอลถูกทอดทิ้ง เป็นเหตุให้คนทั้งโลก
กลับคืนดีกับพระเจ้า การที่พระองค์ทรงรับเขากลับมาอีกนั้น ก็เป็นเหมือนกับว่าเขาได้ตายไป
16

แล้วและกลับเป็นขึ้นใหม ถ้าแป้งดิบที่ถวายเป็นผลแรกบริสุทธิ์ แป้งดิบทั้งอ่างก็บริสุทธิ์ด้วย
ิ์
และถ้ารากบริสุทธ กิ่งทั้งหมดก็บริสุทธิ์ด้วย
เปาโลใช้ภาพเปรียบเทียบเรื่องการถวายแป้งดิบผลแรกที่บริสุทธิ์ และรากที่บริสุทธิ์ เพอเรียกร้องและหวังช่วย
ื่
ให้คนยิวกลับใจด้วย
5. อุปมาเรื่องต้นมะกอก (11:17-24)




โรม 11:17-24 17 แตถาบางก่งถกหกออกเสยแลว และพระเจาทรงนำทานผ้เปนก่งมะกอกปามาตอก่งไวแทน












ั้
18
กิ่งเหล่านั้น เพื่อให้เข้าเป็นส่วนได้รับน้ำเลี้ยงจากรากต้นมะกอก ก็อย่าอวดดีต่อกิ่งเหล่านน
ถ้าท่านอวดดี ก็อย่าลืมว่าท่านไม่ได้เลี้ยงรากนั้น แต่รากต่างหากเลี้ยงท่าน ท่านอาจจะแยง
19

20

ี่
ว่า “กิ่งเหล่านั้นถูกหักออกเสียแล้วก็เพื่อข้าจะถูกต่อเข้าแทนท” ถูกแล้ว พวกเขาถูกหก

1 เจ.แกลน มอร์ริส, คู่มือศึกษาพระคัมภีร์ใหม่โรม, พิมพ์ครั้งที่ 1 (กรุงเทพฯ: โรงเรียนคริสต์ศาสนศาสตร์แบ๊บติสต์,2014),148.

7
- ศึกษาพระธรรมโรม -

ออก ก็เพราะเขาไม่เชื่อ แต่ที่ท่านอยู่ได้ก็เพราะความเชื่อเท่านั้น อย่าเย่อหยิ่งไปเลยแต่จง

21
เกรงกลัว เพราะว่าเมื่อพระองค์ไม่ได้ทรงหวงกิ่งเหล่านั้นที่เป็นกิ่งเดิม พระองค์ก็จะไม่ทรง

22
หวงท่านเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจงพิจารณาดูทั้งพระกรุณาและความเข้มงวดของพระเจา
คือพระองค์ทรงเข้มงวดกับคนเหล่านั้นที่หลงผิดไป แต่พระองค์ทรงพระกรุณาท่าน ถ้าวา

23
ท่านจะดำรงอยู่ในพระกรุณานั้นต่อไป มิฉะนั้นก็จะทรงตัดท่านออกเสียด้วย ส่วนพวก
ื่
อิสราเอล ถ้าเขาไม่ดึงดันอยู่ในความไม่เชอ เขาก็จะถูกต่อเข้าไปใหม่ เพราะว่าพระเจ้าทรง
24
สามารถที่จะต่อเข้าอีกได เพราะว่าถ้าพระเจ้าทรงตัดท่านออกจากต้นมะกอกป่า ซึ่งเปน


ต้นไม้ป่าตามธรรมชาติ และทรงนำมาต่อกับต้นมะกอกพันธุ์ดี ซึ่งผิดธรรมชาติของมันแลว


การที่จะเอากิ่งเหล่านั้น ซึ่งเป็นกิ่งเดิมมาต่อเข้ากบต้นของมันเอง ก็จะง่ายยิ่งกว่านั้นสักเท่าไร


เปาโลใชพระธรรมตอนนี้เพื่อเตือนไม่ให้คนต่างชาตินั้นเย่อหยิ่งและให้พวกเขาระลึกถึงฤทธานุภาพ ความรก
และความสัตย์ซื่อของพระเจ้า


6. การรื้อฟื้นจากพระเจ้า (11:25-36)



โรม 11:25-29 25 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าเกรงว่าท่านจะอวดรู้ จึงอยากให้ท่านเข้าใจข้อความอันล้ำลึกนี้ คอ

ส่วนหนึ่งของชนชาติอิสราเอลมีใจแข็งกระด้างไป จนกระทั่งพวกต่างชาติได้เข้ามาครบ

26
จำนวน และเมื่อเป็นดังนั้น อิสราเอลทั้งชาติก็จะได้รับความรอด ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระ
คัมภีร์ว่า“พระผู้ช่วยกู้ชีวิตจะเสด็จมาจากศิโยนและจะทรงกำจัดอธรรมให้สูญสิ้นไปจากยา
28
27
โคบ และนี่แหละจะเป็นพันธสัญญาของเรากับพวกเขาเมื่อเรายกโทษบาปของเขา ” ใน
เรื่องข่าวประเสริฐนั้น เขาเหล่านั้นก็เป็นศัตรูของพระเจ้า เพื่อประโยชน์ของพวกท่าน แต่ใน

เรื่องการทรงเลือกไว้ เขาเป็นที่รักเนื่องจากบรรพบุรุษทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรง
29
เปลี่ยนพระทัย ในการที่ได้ทรงให้ของประทานและในการทรงเรียก




เปาโลกำลังเน้นย้ำว่าพระสัญญาของพระเจ้าต่อชนชาตอิสราเอลนั้นไม่ได้ล้มเหลว พระองค์ยังทรงมีพระ
ประสงค์สำหรับอิสราเอล พระเจ้าจะทรงกำจัดการอธรรมด้วยการอภัยบาปโดยพระกรุณาของพระองค์ พระองค์ยังคง

สัตย์ซื่อในพระสัญญาของพระองค์ที่มีต่อเหล่าอัครปิตา

โรม 11:30-36 30 เมื่อก่อนพวกท่านที่เป็นคนต่างชาติไม่ได้เชื่อฟังพระเจ้า แต่เดี๋ยวนี้ได้รับพระเมตตา เพราะ

ความไม่เชื่อฟังของพวกอิสราเอล ในทำนองเดียวกันเขาเหล่านั้นก็ไม่ได้เชื่อฟัง เพื่อว่าเขา
31




32



จะไดรบพระเมตตาโดยพระคณท่ไดประทานแกทาน เพราะวาพระเจาทรงกำหนดใหมนษย ์




33
ทุกคนอยู่ในฐานะที่ไม่เชื่อฟัง เพื่อพระองค์จะได้ทรงพระเมตตาแก่เขาทุกคน โอ พระ
ปัญญาและความรอบรู้ของพระเจ้านั้น ล้ำลึกเท่าใด ข้อตัดสินของพระองค์นั้นเหลือที่จะหยง
ั่
รู้ได และทางของพระองค์ก็เหลือที่จะสืบเสาะได ้


8
- ศึกษาพระธรรมโรม -

34
“เพราะว่า ใครเล่ารู้พระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า? หรือใครเป็นที่ปรึกษาของ
35

พระองค? หรือใครได้ถวายสิ่งหนึ่งสิ่งใดแก่พระองคที่พระองค์จะต้องตอบแทนเขา? ” 36

เพราะสิ่งสารพัดมาจากพระองค์ โดยพระองค์ และเพื่อพระองค์ ขอพระเกียรติจงมีแด ่

พระองค์ตลอดไปเป็นนิตย อาเมน

เปาโลกล่าวปิดท้ายบทท 11 ด้วยการสรรเสริญพระเจ้า
ี่

1
- ศึกษาพระธรรมโรม -

Lecture#7 ข่าวประเสริฐภาคปฏิบัติ (2) และบทส่งท้าย




1. การใช้เสรีภาพของคริสเตียน (14:1-15:13)


• ท่าทของผู้เชื่อ (14:1-12)


โรม 14:1-4 1จงต้อนรับคนที่ยังมีความเชื่อน้อยอยู่ แต่ไม่ใช่เพื่อให้โต้เถียงกันในเรื่องที่เป็นความคิดเหน

ส่วนตัว 2คนหนึ่งถือว่าจะกินอะไรก็ได แต่อีกคนหนึ่งที่มีความเชื่อน้อยก็กินแต่ผักเท่านั้น 3

อย่าให้คนที่กินนั้นดูหมิ่นคนที่ไม่กิน และอย่าให้คนที่ไมกินตัดสินคนที่กิน เพราะว่าพระเจา

ทรงยอมรับเขาแล้ว 4ท่านเป็นใคร จึงกล่าวโทษบ่าวของคนอื่น? บ่าวคนนั้นจะตั้งมั่นหรือจะ

ล่มจมก็สุดแล้วแต่นายของเขา และเขาจะตั้งมั่นแน่นอน เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรง
สามารถให้เขาตั้งมั่นได ้


เปาโลกล่าวถึงสิ่งที่เป็นประเด็นปัญหาในความเชื่อเรื่องการรับประทานอาหารมลทิน แต่ข้อสรุปของเปาโลไม่ได ้

มุ่งเน้นไปในการตัดสินการกระทำเรื่องการรับประทาน แต่ให้ผู้เชื่อนนไม่ดูหมนหรือทำลายสำนึกชอบของกันและกัน ไม ่
ั้
ิ่
ทำลายกันบนความแตกต่าง แต่ให้ยอมรับกันอย่างที่พระเจ้าทรงยอมรับพวกเขาแล้ว


โรม 14:5-6 5คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน ขอให้ทุกคนม ี
ความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด 6คนที่ถือวันก็ถือเพื่อถวายพระเกียรติแด่องค์พระผ ู้











เปนเจา คนที่กินทุกสิ่งก็กินเพ่อถวายพระเกยรตแดองคพระผ้เปนเจา เพราะเขาขอบพระคณ


พระเจ้า และคนที่ไม่กิน ก็ไม่กินเพื่อถวายพระเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า และยง
ขอบพระคุณพระเจ้า
ิ่
ี่
เปาโลยกอีกประเด็นหนึ่งทเป็นปัญหานั่นคือเรื่องการถือบางวันเป็นพิเศษ บนความแตกต่างกันเปาโลให้ยึดสง
สำคัญคือ การกระทำของผู้เชื่อทุกคนนั้นก็เพื่อขอบพระคุณและถวายเกียรติแด่พระเจ้า เพราะพระเจ้าเท่านั้นที่จะเป็นผ ู้
พิพากษาการกระทำของทุกคน

โคโลส 2: 16 เพราะฉะนั้นอย่าให้ใครพิพากษาท่านทั้งหลายในเรื่องการกิน การดื่ม ในเรื่องเทศกาล หรอ

วันต้นเดือน หรือวันสะบาโต








โรม 14:7-10 7เราไมได้อยู่เพ่อตัวเอง และเราไมได้ตายเพ่อตัวเอง 8ถ้าเรามชีวิตอยู่ก็เพ่อองค์พระผู้เปนเจา
และถ้าเราตายก็เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะฉะนั้นไม่ว่าเรามีชีวิตอยู่หรือตายไปก็ตาม เราก ็

เป็นคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า 9เพราะเหตุนี้เอง พระคริสต์สิ้นพระชนม์และคืนพระชนม์อก
เพื่อจะได้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของคนตายและคนเป็น 10แต่ตัวท่านเล่า ทำไมจึงกล่าวโทษ


พี่น้องของท่าน? หรอท่านผู้เป็นอีกฝ่ายหนึ่ง ทำไมท่านจึงดูหมิ่นพี่น้องของท่าน? เพราะวาเรา
ทุกคนต้องยืนอยู่หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระเจ้า

2
- ศึกษาพระธรรมโรม -



1โครินธ 5:10 เพราะว่าเราทุกคนจำเป็นต้องปรากฏตัวต่อหน้าบัลลังก์ของพระคริสต…
โรม 14:11 เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า


ู้
“องค์พระผเป็นเจ้า ตรัสว่า ‘เรามีชีวิตอยู่ตราบใด ทุกคนจะคุกเข่ากราบเรา
และทุกลิ้นจะสรรเสริญ พระเจ้า’ ”





อิสยาห 45:23 เราปฏญาณโดยตวเราเองจากปากชอบธรรมของเรา ถ้อยคำได้ออกไป และจะไม่หวนกลับมา
ว่า ‘ทุกเข่าจะกราบลงต่อเราและทุกลิ้นจะปฏิญาณต่อเรา’
โรม 14:12 ฉะนั้นเราทุกคนจะต้องทูลเรื่องราวของตัวเองต่อพระเจ้า


หลักสำคัญที่เปาโลได้ใช้อธิบายคือในที่สุดทุกคนต้องปรากฏต่อพระพักต์พระเจ้าและรับผิดชอบทุกสิ่งตอ
พระองค์ เพราะทุกคนก็เป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า




• การไม่ตัดสินกัน (14:13-23)

โรม 14:13-23 13ดังนั้นอย่าให้เรากล่าวโทษกันและกันอีกเลย แตจงตัดสินใจดีกว่าว่าจะไม่วางสิ่งซึ่งทำให้พ ี่


น้องสะดุด หรือสิ่งกีดขวางทางของเขา 14ในฐานะที่ข้าพเจ้าอยู่ในพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจา
ก็เชื่อแน่ว่า ไม่มีอะไรที่เป็นมลทินในตัวเองเลย แต่ถ้าใครถือว่าสิ่งใดเป็นมลทินสิ่งนนก็เปน

ั้
มลทินสำหรับคนนั้น 15ถ้าพี่น้องเป็นทุกข์เพราะอาหารที่ท่านกิน ท่านก็ไม่ได้ประพฤติตาม
ทางแห่งความรักเสียแล้ว พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อใคร ก็อย่าให้คนนั้นพินาศเพราะอาหาร

ที่ท่านกินเลย 16ฉะนั้นอย่าให้สิ่งที่ดีสำหรับท่าน เป็นข้อตำหนิติเตียนของคนอื่นได้เลย 17
เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้านั้นไม่ใช่การกินและการดื่ม แต่เป็นความชอบธรรมและสันติสข

ิ์
และความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธ 18คนที่ปรนนิบัติพระคริสต์ในลักษณะนี้ ก็เปน

ิ่
ที่พอพระทัยพระเจ้า และเป็นที่รับรองของมนุษย์ด้วย 19เหตุฉะนั้นให้เรามุ่งประพฤติในสง
ซึ่งทำใหเกิดความสงบสุขและความเจริญแก่กันและกัน 20อย่าทำลายสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง

เพราะเห็นแก่อาหารเลย อาหารทุกอย่างปราศจากมลทินก็จริง แต่การกินอาหารซึ่งเป็นเหต ุ








ใหผู้อื่นสะดุด ก็เปนสิ่งไมด 21เปนการดีท่จะไมกินเน้อสัตว์หรือเหล้าองุ่นหรือทำสิ่งใดๆ ท่จะ




เปนเหตใหพนองสะดด 22จงให้ความเชื่อของท่านเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องระหว่างท่านกับ





พระเจ้า ใครไม่มีเหตุติเตียนตัวเองในสิ่งที่ตนเห็นชอบแล้วนั้นก็เป็นสุข 23แต่คนที่มีความ
สงสัยอยู่นั้น ถ้าเขากินก็มีความผิด เพราะเขาไม่ได้กินตามที่ตนเชื่อ ทั้งนี้เพราะการกระทำ
ใดๆ ที่ไม่ได้เกิดจากความเชื่อก็เป็นบาปทั้งสิ้น

3
- ศึกษาพระธรรมโรม -




เปาโลได้อธิบายถึงการมีเสรีภาพของผู้เชื่อที่ไม่ตกอยู่ภายใต้ธรรมบัญญัติอีกต่อไป แต่เปาโลเองเลือกที่จะจำกด
การใช้เสรีภาพนั้นโดยเห็นแก่พี่น้อง ดังนั้นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการใช้เสรีภาพที่มีตามอำเภอใจคือการมีความรักและการ


ตัดสนใจที่จะเห็นแก่ผู้อื่น เพราะแผ่นดินของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องความชอบธรรม สันติสุข และความชื่นชมยินดีในพระ
ิ์
ั้
วิญญาณบริสุทธ ดังนนความเชื่อและความรักเป็นสิ่งที่ผู้เชื่อถูกเรียกร้องให้มีสองสิ่งนี้ควบคู่กัน



• เดินตามพระคริสต (15:1-6)

โรม 15:1-3 1พวกเราซึ่งมีความเชื่อเข้มแข็ง ควรจะอดทนต่อข้อบกพรองของคนที่อ่อนแอ ไม่ควรทำอะไร

ตามความพอใจของตัวเอง 2เราทุกคนจงทำให้เพื่อนบ้านพอใจ เพื่อประโยชน์ในการ
เสริมสร้างความเชื่อของเขา 3เพราะว่าพระคริสต์ไม่ทรงทำสิ่งที่พอพระทัยพระองค์เอง


ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “คำพูดเยาะเย้ยของบรรดาผู้ที่เยาะเย้ยท่าน ตกอยู่แก่ขา
พระองค์”


เปาโลอธิบายเรื่องความอดทนและความรกต่อกันและกัน โดยยกภาพของพระเยซูคริสต์ที่แม้แต่พระองค์ก็ไม่ได ้


ทรงทำตามความพอใจของพระองค์เอง แต่ทำตามนำพระทัยของพระบิดา แม้พระองค์ต้องทนทุกขก็ไม่ทรงหลีกหนแต ่

ทรงอดทนและสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า ยึดพระประสงค์ของพระเจ้ามาก่อนสิ่งอื่น

สดุด 69:9 คำเยาะเย้ยของผู้ที่เยาะเย้ยพระองค์ตกแก่ข้าพระองค ์
โรม 15:4-6 4เพราะว่าสิ่งที่เขียนไว้ในสมัยก่อนนั้น ก็เขียนไว้เพื่อสั่งสอนเรา เพื่อเราจะได้มีความหวงโดย


ความทรหดอดทน และโดยการหนุนใจจากพระคัมภีร 5ขอพระเจ้าผู้เป็นแหล่งความทรหด
อดทนและการหนุนใจ ทรงช่วยให้ท่านทั้งหลายเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันโดยพระเยซ ู












คริสต 6เพอทานจะไดพรอมใจกนสรรเสรญพระเจา ผทรงเปนพระบดาของพระเยซครสต ์




องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา
ิ่
ี่

สงทพระคัมภีร์ได้บันทึกและพระเยซคริสต์ได้ทรงกระทำให้สำเร็จนั้นก็เป็นที่หนุนใจเรา เรายังคงมีความหวังบน
ความสัตย์ซื่อของพระเจ้า

4
- ศึกษาพระธรรมโรม -


• พระคริสต์ของคนยิวและคนต่างชาต (15:7-13)

โรม 15:7-8 7เพราะฉะนั้นจงต้อนรับกันและกัน เช่นเดียวกับที่พระคริสต์ได้ทรงต้อนรับท่าน เพื่อพระ
เกียรติของพระเจ้า 8เพราะข้าพเจ้าว่า พระคริสต์ได้ทรงรับใช้มายังพวกยิว เพื่อเห็นแก่ความ


สัตย์จริงของพระเจ้า เพื่อจะรับรองพระสัญญาที่ประทานไว้กบบรรดาอัครปิตานั้น

เปาโลยังคงย้ำให้คริสเตียนทุกคนต้อนรับกันและกัน นนคือการรักกันและกัน เพื่อพระเกียรติของพระเจ้า
ั่







โรม 15:9 และเพ่อใหคนตางชาตไดถวายพระเกยรตแดพระเจา เพราะพระเมตตาของพระองค ตามท่ม ี




คำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เพราะเหตุนี้ ข้าพระองค์ขอสรรเสริญ พระองค์ท่ามกลาง
ประชาชาติ และร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค ”

2 ซามูเอล 22:50 “เพราะฉะนั้น ข้าแต่พระยาห์เวห ข้าพระองค์จึงยกย่องพระองค์ท่ามกลางบรรดาประชาชาต ิ

และร้องเพลงสดุดีพระนามของพระองค ์

สดุด 18:49 เพราะฉะนั้น ข้าแต่พระยาห์เวห ข้าพระองค์จึงยกย่องพระองค์ท่ามกลางบรรดาประชาชาต ิ

และร้องเพลงสดุดีพระนามของพระองค ์
โรม 15:10 และมีคำกล่าวอีกว่า “ประชาชาติทั้งหลายเอ๋ย จงชื่นชมยินดีกับชนชาติของพระองค ”


เฉลยธรรมบัญญัต 32:43 จงยินดีเถิด ประชาชาติทั้งหลาย กับประชากรของพระองค ์

โรม 15:11 แล้วยังมีคำกล่าวอีกว่า “ทุกประชาชาต จงสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า เถิด



และให้ชนชาติทั้งหมดยกย่องพระองค ”

สดุด 117:1 ประชาชาติทั้งสิ้นเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์เถิด ชนชาติทั้งปวงเอ๋ย จงยกย่องพระองค ์
เถิด

โรม 15:12 และอิสยาห์กล่าวอีกว่า “รากแห่งเจสซีจะมา คือผู้ที่จะทรงลุกขึ้นมาครอบครองบรรดา

ประชาชาติ ประชาชาติทั้งหลายจะมีความหวังในพระองค”

อิสยาห 11:10 ในวันนั้น รากของเจสซี จะตั้งขึ้นเป็นสัญญาณแก่ชนชาติทั้งหลาย และท่านจะเป็นที่แสวงหา


ของบรรดาประชาชาต และที่พำนักของท่านจะรุ่งโรจน ์

ในขอ 9-12 เปาโลอ้างถึงข้อพระคัมภีรเดิม ซึ่งเปาโลชี้ใหเห็นภาพของการอยู่ร่วมกันทั้งคนยิวและคนต่างชาต ิ


ก่อนที่จะปิดท้ายอย่างมีความหมายในข้อท 13
ี่
ื่
โรม 15:13 ขอพระเจ้าแห่งความหวังโปรดให้ท่านบริบูรณ์ด้วยความชื่นชมยินดี และสันติสุขในความเชอ
เพื่อท่านจะได้เปี่ยมด้วยความหวังโดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธ ิ์

5
- ศึกษาพระธรรมโรม -

2. บทส่งท้าย (15:14-16:27)


• พันธกิจของเปาโลต่อคนต่างชาต (15:14-21)


โรม 15:14-15 14พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าเชื่อแน่วาท่านบริบูรณ์ด้วยความดี และพร้อมด้วยความรู้ทุกอย่าง
สามารถจะเตือนสติกันและกันได 15แต่การที่ข้าพเจ้ากล้าเขียนบางเรื่องถึงท่าน เพื่อเตือน

ความจำของท่าน ก็เนื่องจากพระคุณของพระเจ้าที่ได้ประทานแก่ข้าพเจ้า

สิ่งทเปาโลสอนไม่ใช่เพื่อการดูถูกความรู้ของคนต่างชาติ แต่เพื่อเตือนพวกเขาถึงสิ่งที่พึงระลึกถึงซึ่งพวกเขา
ี้
ทราบดีอยู่แล้ว และนั่นเปาโลก็ถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของท่าน

โรม 15:16-19 16เพื่อให้เป็นผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์ไปยังคนต่างชาติ และทำหน้าทปุโรหิตฝ่ายข่าว
ี่
ประเสริฐของพระเจ้า เพื่อคนต่างชาติจะเป็นเครื่องบูชาที่ชอบพระทัย คือเป็นที่ชำระไว้โดย
พระวิญญาณบริสุทธ 17ขณะที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในสิ่งที่ทำเพื่อพระ
ิ์
เจ้า 18เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีสิทธิ์อ้างสิ่งใด นอกจากสิ่งซึ่งพระคริสต์ได้ทรงทำ โดยทรงใช ้

ข้าพเจ้าทางคำสอนและการกระทำ เพื่อจะให้คนต่างชาติเชื่อฟัง 19คือด้วยอิทธิฤทธิ์แหง

หมายสำคัญและการอัศจรรย์ ในฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า จนข้าพเจ้าได ้

ประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์อย่างถ้วนถี่ ตั้งแต่กรุงเยรูซาเล็มอ้อมไปยังเมืองอิลลีร ิ

คุม

ในข้อที่ 16-19 เปาโลกล่าวถึงพันธกิจที่ท่านได้ทำในฐานะของอัครทูต และพันธกิจเหล่านั้นที่ท่านทำก็เพราะ

พระเจ้าทรงมอบหมาย (ข้อ 20-21)

โรม 15:20-21 20อันที่จริงข้าพเจ้าได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะประกาศข่าวประเสริฐในที่ซึ่งไม่เคยมีใครออกพระนาม

พระคริสต์มาก่อน เพื่อข้าพเจ้าจะได้ไม่ก่อขึ้นบนรากฐานที่คนอื่นได้วางไว้ก่อนแล้ว

21ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า


“คนที่ไม่เคยได้ข่าวเรื่องพระองค์ก็จะได้เห็น

และคนที่ไม่เคยได้ฟังจะได้เข้าใจ”

อิสยาห 52:15 …เพราะเขาทั้งหลายจะเห็นสิ่งที่ยังไม่มีใครบอกพวกเขา



และพวกเขาจะเข้าใจสิ่งซึ่งพวกเขาไม่เคยไดยิน

6
- ศึกษาพระธรรมโรม -

• เจตนาของเปาโลในการจะไปกรุงโรม (15:22-29)


โรม 15:22 นี่คือเหตุที่ขัดขวางข้าพเจ้าไว้ไม่ให้มาหาพวกท่าน

โรม1:13 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่า ข้าพเจ้าได้ตั้งใจไว้หลายครั้งแล้วว่าจะมาหา

ท่าน เพื่อข้าพเจ้าจะได้เก็บเกี่ยวผลในหมู่พวกท่านด้วย เช่นเดียวกับในหมู่ชนชาติอื่นๆ (แต ่

จนบัดนี้ก็ยังมีเหตุขัดข้องอย)
ู่
โรม 15:23-24 23แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าไม่มีกิจที่จะต้องอยู่ในแว่นแคว้นเหล่านี้ต่อไป ข้าพเจ้ามีความปรารถนา

มาหลายปีแล้วที่จะมาหาท่าน 24เมื่อข้าพเจ้าจะไปประเทศสเปน ข้าพเจ้าจะแวะมาหาพวก
ท่าน เพราะข้าพเจ้าหวังว่าจะได้พบท่านขณะที่ไปตามทางนั้น และเมื่ออิ่มใจอยู่กับท่าน

ทั้งหลายบ้างแล้ว หวังว่าท่านจะช่วยจัดส่งให้ข้าพเจ้าเดินทางต่อไป

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในฝั่งตะวันออก เปาโลก็ตั้งใจทำพันธกิจต่อไปในฝั่งตะวันตก และตองการจะแวะเพื่อเยยม

ี่

เยยนที่กรุงโรม และหวังว่าคริสตชนที่กรุงโรมก็จะมีส่วนช่วยสนับสนุนท่านในการเดินทางทำพันธกิจต่อไป
โรม 15:25-26 25ขณะนี้ข้าพเจ้าจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อช่วยเหลือธรรมิกชน 26เพราะว่าบรรดา

คริสตจักรในแคว้นมาซิโดเนียและแคว้นอาคายา ยินดีที่จะเรี่ยไรเงินส่งไปให้แก่ธรรมิกชนท ี่

ยากจนในกรุงเยรูซาเล็ม






1 โครินธ 16:1-4 1เรื่องการเรี่ยไรเพ่อช่วยธรรมกชนน้น ข้าพเจ้าสั่งคริสตจักรท่แคว้นกาลาเทยว่าอย่างไร ทาน


ทั้งหลายก็จงทำเช่นนั้นด้วย 2ทุกวันต้นสัปดาห์ให้พวกท่านแต่ละคนแยกเงินออกและสะสม
ไว้ตามรายได้ เพื่อจะไม่ต้องเก็บเรี่ยไรเมื่อข้าพเจ้ามาถึง 3และเมื่อข้าพเจ้ามาแล้วหากพวก

ท่านรับรองใคร ข้าพเจ้าจะส่งคนนั้นให้นำเงินถวายของท่านพร้อมกับจดหมายไปยังกรง
เยรูซาเล็ม 4และถ้าเห็นว่าข้าพเจ้าควรจะไปด้วย พวกเขาก็จะไปพร้อมกับข้าพเจ้า
โรม 15:27 คริสตจักรเหล่านี้ยินดีจะทำเช่นนี้ ที่จริงพวกเขาก็เป็นหนี้ธรรมิกชนเหล่านั้นด้วย เพราะเมอ
ื่
ี่









คนตางชาตเขาสวนกบชาวเยรซาเลมในของประทานฝายวญญาณจต กเปนการสมควรทพวก



เขาจะได้ปรนนิบัติชาวเยรูซาเล็มด้วยสิ่งของฝ่ายเนื้อหนัง


1 โครินธ 9:11 ถ้าเราหว่านปัจจัยฝ่ายจิตวิญญาณให้แก่พวกท่าน แล้วจะมากไปหรือที่เราจะเกี่ยวปจจัยฝ่าย
กายจากท่าน
โรม 15:28-29 28เมื่อข้าพเจ้าไปส่งเงินเรี่ยไรแก่พวกเขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเดินทางไปประเทศสเปน
โดยแวะเยี่ยมท่านตามทาง 29และข้าพเจ้ารู้ว่า เมื่อมาหาท่านนั้น ข้าพเจ้าจะมาพร้อมด้วยพร
อันบริบูรณ์ของพระคริสต ์

7
- ศึกษาพระธรรมโรม -



ี่

เปาโลกล่าวถึงภารกิจที่ท่านต้องเดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็มก่อน เพื่อส่งมอบเงินทองขาวของทท่านเรี่ยไรเพอ
ื่

ช่วยเหลือคริสเตียนยากไร้ในกรุงเยรูซาเล็มด้วยความรู้สกที่เป็นห่วงเป็นใยพวกเขา และการที่จะแวะมายังกรุงโรมท่านก ็
มั่นใจว่าจะเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า




• คำวิงวอนของเปาโล (15:30-33)

โรม 15:30-33 30พี่น้องทั้งหลาย โดยพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา และโดยความรักของพระ
ื่
วิญญาณ ข้าพเจ้าวิงวอนขอให้ท่านร่วมอธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยใจกระตือรือร้นเพอ

ข้าพเจ้า 31ที่ข้าพเจ้าจะพ้นจากมือของคนในแคว้นยูเดียที่ไม่เชื่อ และเพื่อพันธกิจซึ่งข้าพเจา
ทำที่กรุงเยรูซาเล็มจะเป็นที่พอใจของธรรมิกชน 32เพื่อข้าพเจ้าจะได้มาหาท่านตามพระ

ประสงค์ของพระเจ้า ด้วยความชื่นชมยินดี และมีความชื่นบานที่ได้พบท่าน 33ขอพระเจา
แห่งสันติสุขสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายทุกคน อาเมน

ในข้อที่ 30-33 เปาโลวิงวอนให้พี่น้องที่กรุงโรมอธิษฐานเผื่อในการทำพันธกิจของท่านที่กรุงเยรูซาเล็ม และจะ

ได้มาที่กรุงโรมด้วยความชื่นชมยินด ี




• คำทักทายส่วนตัวของเปาโล (16:1-16)


โรม 16:1-16 ข้าพเจ้าขอฝากน้องสาวของเราไว้กับพวกท่านคือเฟบีผู้เป็นมัคนายิกาในคริสตจักรเคน
เครีย 2กรุณารับนางไว้ให้สมกับฐานะธรรมิกชนในองค์พระผู้เป็นเจ้า และโปรดให้ความ

ช่วยเหลือในทุกสิ่งที่นางต้องการ เพราะนางได้ช่วยอุปถัมภ์คนมากมายรวมทั้งข้าพเจ้าด้วย

3ขอทักทายมายังนางปริสคาและอาควิลลา ผู้ร่วมงานกับข้าพเจ้าในพระราชกจของพระเยซ ู


คริสต 4ซึ่งได้เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอขอบคุณเขาทั้งสอง ไม่เพียง
ข้าพเจ้าคนเดียว แต่คริสตจักรทุกแห่งของคนต่างชาติด้วย 5และขอฝากคำทักทายมายง

คริสตจักรที่อยู่ในบ้านเขาด้วย ขอฝากคำทักทายมายังเอเปเนทัสที่รักของข้าพเจ้า ผู้เป็นคน









ื่
แรกทเขามาเช่อในพระครสตในแควนเอเชย 6ขอฝากคำทกทายมายงมารย ผ้ทตรากตรำเพอ






ท่านทั้งหลาย 7ขอฝากคำทักทายมายังอันโดรนิคัสกับนางยูเนีย พี่น้องร่วมชาติซึ่งเคยถูกจำ
จองร่วมกับข้าพเจ้า เขาทั้งสองเป็นคนมีชื่อเสียงดีในหมู่พวกอัครทูต ทั้งได้อยู่ในพระคริสต์

ก่อนข้าพเจ้าด้วย 8ขอฝากคำทักทายมายังอัมพลีอาทัส ที่รักของข้าพเจ้าในองค์พระผู้เปน
เจ้า 9ขอฝากคำทักทายมายังอูรบานัส ผู้ร่วมงานกับเราในพระคริสต์ และยังสทาคิสที่รักของ
ข้าพเจ้า 10ขอฝากคำทักทายมายังอาเป็ลเลสผู้ที่เคยพิสูจน์ความภักดีต่อพระคริสต์ ขอฝาก
คำทักทายมายังคนในครอบครัวของอาริสโทบูลัส 11ขอฝากคำทักทายมายังเฮโรดิโอนน้อง

8
- ศึกษาพระธรรมโรม -

ร่วมชาติของข้าพเจ้า ขอฝากคำทักทายมายังคนในองค์พระผู้เป็นเจ้าที่อยู่ในครอบครัวของ


นารซิสสัส 12ขอฝากคำทักทายมายังตรีเฟนาและตรีโฟสา ผู้ที่ตรากตรำในองค์พระผู้เป็นเจา
ี่
ขอฝากคำทักทายมายังนางเปอร์ซีสทรัก ผู้ที่ปฏิบัติงานมากมายในองค์พระผู้เป็นเจ้า 13ขอ
ฝากคำทักทายมายังรูฟัส ผู้ที่ทรงเลือกไว้ในองค์พระผู้เป็นเจ้า และมารดาของเขาซึ่งเปน




มารดาขาพเจาดวย 14ขอฝากคำทักทายมายังอาสินครีทัส ฟเลโกน เฮอร์เมส ปัทโรบัส เฮอร ์

มาส และบรรดาพี่น้องที่อยู่กับเขาเหล่านั้น 15ขอฝากคำทักทายมายังฟีโลโลกัส นางยูเลย
และเนเรอัสกับน้องสาวของเขา และโอลิมปัสกับบรรดาธรรมิกชนที่อยู่กับพวกเขา 16จง
ทักทายกันด้วยธรรมเนียมจูบอันบริสุทธิ์ บรรดาคริสตจักรของพระคริสต์ขอฝากคำทักทาย
มายังพวกท่านด้วย





ในขอท่ 1-2 เปาโลได้มีการกล่าวแนะนำถึงเฟบี จึงเป็นไปได้ว่าเฟบีคือผู้ถือจดหมายฉบับนี้มา นอกจากนั้นในขอ

ที่ 3-16 เปาโลไดฝากคำทักทายถึงหลายคนทท่านรู้จักซึ่งดูเหมือนว่าเปาโลเองแม้ยังไม่ได้มาเยือนกรุงโรม แต่ท่านก็รู้จก
ี่

คยเคยกับคริสเตียนที่โรมอยแล้ว
ุ้
ู่

• คำกล่าวเตือนของเปาโล (16:17-20)



โรม 16:17-20 17พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอวงวอนท่านให้สังเกตดคนที่ก่อเหตุวิวาทและทำให้คนอื่นหลงไป

จากคำสอนที่ท่านทั้งหลายได้เรียนมา จงตีตัวออกห่างจากคนเหล่านั้น 18เพราะว่าพวกเขา







ไมไดรับใชพระคริสตองคพระผเปนเจาของเรา แตรับใชปากทองของตวเอง และไดลอลวงคน








ซื่อให้หลงด้วยคำไพเราะอ่อนหวาน 19การเชื่อฟังของพวกทานก็เลื่องลือไปถึงหูทุกคนแลว


ข้าพเจ้าจึงมีความยินดีเพราะท่าน ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเชี่ยวชาญในการดี และทึ่มในการ
ชั่ว 20ไม่ช้าพระเจ้าแห่งสันติสุขจะทรงปราบซาตานให้ยับเยินลงใต้ฝ่าเท้าของพวกท่าน ขอ
พระคุณของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา จงอยู่กับท่านเถิด
เปาโลได้แทรกคำเตือนขึ้น ในข้อท 17-20 คนกลุ่มนี้คือพวกนอสติกลัทธินอกรีตที่รุกเข้ามาในกรุงโรม เปาโล
ี่
เตือนให้ออกห่างจากพวกเขา

• คำทักทายจากเพื่อนร่วมงานของเปาโล (16:21-23)
โรม 16:21-23 21ทิโมธ ผู้ร่วมงานกับข้าพเจ้า ลูสิอัส ยาโสนและโสสิปาเทอร์พี่น้องร่วมชาติของข้าพเจา


ฝากคำทักทายมายังท่านทั้งหลายด้วย 22ข้าพเจ้าเทอร์ทิอัสผู้เขียนจดหมายฉบับนี้ตามคำ

บอก ขอฝากคำทักทายมายังท่านทั้งหลายในองค์พระผู้เป็นเจ้า 23กายอัส เจ้าของบ้านผ ู้

เลี้ยงดูข้าพเจา และเป็นผู้บำรุงคริสตจักรทั้งหมดฝากคำทักทายมายังท่าน เอรัสทัสหัวหนา

การคลังประจำเมือง และควารทัสน้องของเรา ฝากคำทักทายมายังท่านด้วย

9
- ศึกษาพระธรรมโรม -




• คำสรรเสริญ (16:24-27)

โรม 16:24-27 [ 24ขอพระคุณแห่งพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา จงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด อา

เมน]

[ 25จงถวายพระเกียรติแด่พระองค์ผู้ทรงสามารถให้ท่านทั้งหลายตั้งมั่นคงตามข่าวประเสรฐ

ซึ่งข้าพเจ้าได้ประกาศนั้น คือเรื่องเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ ตามการเปิดเผยข้อล้ำลึก ซึ่งได ้

ปิดบังไว้ตั้งแต่โบราณกาล

26แต่เดี๋ยวนี้ได้เปิดเผยให้ปรากฏแล้ว โดยคำเขียนของบรรดาผู้เผยพระวจนะ ให้ชนทุกชาต ิ

เห็นประจักษ ตามซึ่งพระเจ้าผู้ทรงดำรงเป็นนิตย ได้ทรงบัญชาไว้เพื่อให้เขาได้เชื่อ


27โดยพระเยซูคริสต์ ขอพระเกียรติจงมีแด่พระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญูแต่องค์เดียวสืบๆ ไปเปน

นิตย อาเมน]

เนื้อความในข้อ 24 ถูกใส่ไว้ในเครื่องหมาย […] เนื่องจากในสำเนาโบราณบางฉบับไม่มีข้อ 24 ซึ่งเป็นคำอวยพร


ของเปาโล หลังจากปรากฏสองครั้งก่อนหน้านี้ใน 15:33 และ 16:20 ก่อนเปาโลปิดทายตอนจบด้วยคำสรรเสริญพระเจา


Click to View FlipBook Version