1
Course Syllabus
วิชา: ส ารวจผู้เผยพระวจนะน้อย 12 ชั่วโมง
ค าอธิบายวิชา
วิชานี้ส ารวจภาพรวมของพระธรรมในหมวดผู้เผยพระวจนะน้อยหรือหนังสือสิบสองผู้เผยพระวจนะ ได้แก่ พระ
ธรรมโฮเชยา โยเอล อาโมส โอบาดีห์ โยนาห์ มีคาห์ นาฮูม ฮาบากุก เศฟันยาห์ ฮักกัย เศคาริยาห์ และมาลาคี ส ารวจ
แนวคิดของผู้เขียน ลักษณะวรรณกรรม ความโดดเด่นของพระธรรมแต่ละเล่ม และเนื้อหาสาระส าคัญของแต่ละเลม
่
รวมถึงแนวทางการน าศาสนศาสตร์ที่ส าคัญของแต่ละเล่มไปประยุกต์ใช้ในการด าเนินชีวิตประจ าวัน
เป้าหมายของวิชา
1. ผู้เรียนเข้าใจเบื้องหลังของพระธรรมแต่ละเล่มในหมวดผู้เผยพระวจนะน้อย
2. ผู้เรียนรู้แนวทางการอ่านหนังสือในหมวดอย่างมีประสิทธิภาพและเข้าใจค าสอนมากขึ้น
3. ผู้เรียนเกิดความซาบซึ้งในเนื้อหาและสามารถน ามาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม
สิ่งที่ผู้เรียนต้องท า
1. การเข้าชั้นเรียน ผู้เรียนจ าเป็นต้องอ่านหนังสือแต่ละเล่มล่วงหน้าก่อนเข้าชั้นเรียน และหากมีค าถามจากการอ่าน
ิ
เอง ให้เตรียมคาถามเพื่ออภิปรายในชั้นเรียน หากครั้งใดที่ผู้เรียนไม่สามารถเข้าเรียนได้ตามปกต ผู้เรียนสามารถ
เรียนย้อนหลังทางเฟสบุ๊คกลุ่ม และสามารถส่งค าถามเข้ามาได้ที่ผู้ประสานงาน
2. การบ้าน
2.1. อ่านพระธรรมโฮเชยาจนถึงมาลาคีอย่างน้อยหนึ่งรอบ และอ่านแต่ละเล่มอีกครั้งก่อนเข้าชั้นเรียน
2.2. ผู้เรียนต้องส่งการบ้านหรือกิจกรรมที่ก าหนด
3. ดูคลิปวิดีโอ
ิ
ผู้เรียนสามารถดคลปวิดีโอชุดหมวดผู้เผยพระวจนะน้อยของ The Bible Project
ู
4. สอบ ผู้เรียนจ าเป็นที่จะต้องสอบวัดผลการเรียน
2
ตารางการสอน
ิ
ครั้งที่ 1 (2 พ.ย.) ใครคือผู้เผยพระวจนะ และเบื้องหลังทางประวัตศาสตร์สมัยผู้เผยพระวจนะน้อย
ครั้งที่ 2 (9 พ.ย.) โฮเชยา
ครั้งที่ 3 (16 พ.ย.) โยเอล / อาโมส
ครั้งที่ 4 (23 พ.ย.) โอบาดีห์ / โยนาห์
ครั้งที่ 5 (30 พ.ย.) มีคาห์ / นาฮูม
ครั้งที่ 6 (7 ธ.ค.) ฮาบากุก / เศฟันยาห์
ครั้งที่ 7 (14 ธ.ค.) ฮักกัย / เศคาริยาห์
ครั้งที่ 8 (21 ธ.ค.) มาลาคี / ถาม-ตอบ
*เนื้อหาอาจมีการปรับตามเวลาและความเหมาะสม
3
วันและเวลา เรียนทุกวันอังคาร เวลา 19.30-21.00 น.
ช่องทางการเรียน
1. เรียนผ่านแอพพลิเคชั่น Zoom เรียนตามวันเวลาที่ก าหนด
2. เรียนผ่าน Facebook Group เมื่อการเรียนการสอนประจ าวันสิ้นสุดแล้วจะน าคลิปการเรียนการสอน
เผยแพร่ในกรุ๊ปเพื่อให้ผู้เรียนได้ทบทวนเนื้อหาและเรียนย้อนหลังได ้
สื่อการเรียนการสอน
หนังสืออ่าน บทความ คลิปการเรียนการสอน
การประเมินผลผู้เรียน
สัดส่วนคะแนน
ี่
ผู้เรียนจ าเป็นทจะต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า 60% เพื่อที่จะผ่านวิชา ตามเกณฑ์การให้คะแนน
การเข้าชั้นเรียน 30%
การบ้าน 40%
ดูคลิปวิดีโอ 10%
สอบ 20%
รวม 100%
หนังสือแนะน าอ่านประกอบการเรียน (ไม่บังคับ)
- กอร์ดอน ดี. ฟี และดักลาส สตวร์ท, อ่านพระคัมภีร์อย่างไรให้คุ้มค่า พิมพ์ครั้งที่ 1 แปลโดย ศจ. สมพร ศิริกลการ
(กรุงเทพฯ:กนกบรรณสาร, 2016), บทที่ 10 (หน้า 259-294).
- พระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับศึกษาผเผยพระวจนะสมัยอาณาจักรอัสซีเรียและบาบิโลน: อิสยาห์, สมาคมพระคริสต
ู้
ธรรมไทย (กรุงเทพฯ:สมาคมพระคริสตธรรมไทย), 2021.
******************************************************************
1
- ส ำรวจผู้เผยพระวจนะน้อย โดย อจ.วำรุนำฎ เชื้อหน่ำย -
ท ำควำมผู้เผยพระวจนะน้อย Lecture#1
ี่
1. ผู้เผยพระวจนะและบทบำทหน้ำท
หนังสือในพันธสัญญาเดิมประกอบไปด้วย 39 เล่ม เป็นออกเป็น 4 หมวดหลักคือ หมวดเบญจบรรณ (5 เล่ม)
้
หมวดประวัติศาสตร์ (12 เล่ม) หมวดกวีนิพนธ์ (5 เล่ม) และหมวดผู้เผยพระวจนะ (17 เล่ม) ซึ่งไดแยกเป็นหมวดย่อยอีก
สองหมวดคือ ผู้เผยพระวจนะใหญ่ (5 เล่ม) และผู้เผยพระวจนะน้อย (12 เล่ม) ในชั้นเรียนนี้เราจะท าการสารวจเฉพาะ
ส่วนที่เรียกว่า หมวดผู้เผยพระวจนะน้อย (The Minor Prophets) หรือหนังสือสิบสองผู้เผยพระวจนะ ได้แก่
โฮเชยา โยเอล อาโมส โอบาดีห์ โยนาห์ มีคาห์ นาฮูม ฮาบากุก เศฟันยาห์ ฮักกัย เศคาริยาห์ มาลาค ี
1. ผู้เผยพระวจนะคือใคร _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _
_ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _
2. บทบำทหน้ำที่ส ำคัญคืออะไร _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _
_ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _
3. ผู้เผยพระวจนะคนใดบ้ำงที่ไม่มีงำนเขียนเป็นของตัวเอง _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __
_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _
4. ผู้เผยพระวจนะคนใดบ้ำงที่มีงำนเขียนเป็นของตัวเอง _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _
_ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _
5. สถำนที่ท ำงำน _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _
6. ลองเขียนล ำดับของหนังสือผู้เผยพระวจนะน้อยโดยไม่เปิดดูค ำตอบ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _
_ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _
2. ประวัติศำสตร์เบื้องหลังพระธรรมหมวดผู้เผยพระวจนะน้อย
ในการแบ่งกลุ่มผู้เผยพระวจนะน้อย วิธีที่ง่ายที่สุดคือการแบ่งตามมหาอ านาจที่ขึ้นครองโลกโบราณ ในที่นี้เราจะ
แบ่งผู้เผยพระวจนะน้อยออกเป็นสามช่วงเหตุการณ์ส าคัญของโลกในเวลานั้น
ผู้เผยพระวจนะสมัยอัสซีเรียเรืองอ านาจ: อาโมส โฮเชยา มีคาห์ (โยเอล) โยนาห์
ผู้เผยพระวจนะสมัยบำบิโลนเรืองอ านาจ: เศฟันยาห์ ฮาบากุก นาฮูม (โอบาดีห์)
ผู้เผยพระวจนะสมัยเปอร์เซียเรืองอ านาจ: ฮักกัย เศคาริยาห์ มาลาค ี
2
- ส ำรวจผู้เผยพระวจนะน้อย โดย อจ.วำรุนำฎ เชื้อหน่ำย -
ภูมิหลังทำงประวัติศำสตร ์
เมื่อกษัตริย์ซาโลมอนสิ้นพระชนม์ในปี 922 ก่อน ค.ศ. พระราชโอรสของพระองค์คือ เรโหโบอัมได้ขึ้น
ี่
ครองราชย์ แต่เนื่องจากความขัดแย้งทเกิดขึ้นกับประชาชน เรโหโบอัมไม่ยอมลดภาระหนัก เช่น เรื่องการก่อสร้าง เรื่อง
ส่งส่วยอาหารให้ราชส านัก ฯ ท าให้ประชาชนทั้งสิบเผ่าต่างไม่พอใจ และได้กบฏโดยการน าของเยโรโบอัม นี่เป็นชนวน
เหตุท าให้อาณาจักรแยกออกเป็นสองส่วน คืออาณาจักรเหนือ (หรืออาณาจักรอิสราเอล) ซึ่งประกอบด้วยเผ่าสิบเผ่า และ
อาณาจักรใต้ (หรืออาณาจักรยูดาห์) ซึ่งประกอบด้วยสองเผ่า คือ ยูดาห์และเบนยามิน แต่ละอาณาจักรต่างปกครองแยก
ึ
่
้
จากกัน ทั้งสองอาณาจักรตางทาบาปด้วยการปฏิเสธพระเจาหันไปปรนนิบัตินมัสการรูปเคารพหรือพระอื่นๆ พระเจาจง
้
ทรงลงโทษพวกเขาด้วยพระพิโรธและความหวงแหน โดยท าให้พวกเขาตกไปเป็นเชลยยังต่างแดนจนกว่าจะครบเวลา
ก าหนดไว้ พระเจ้าทรงส่งผู้เผยพระวจนะมาตักเตือนและเรียกร้องให้พวกเขาส านึกผิดกลับใจ
ผู้เผยพระวจนะเหล่านี้ท างานในช่วงศตวรรษที่ 8-6 ก่อน ค.ศ. เป็นช่วงส าคัญในโลกโบราณ มหาอ านาจในเวลา
นั้นต่างพยายามต่อสู้แย่งชิงขยายดินแดนให้แก่อาณาจักรของตน พระเจ้าทรงใช้ชนชาติเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการตสอน
ี
ประชากรของพระองค์ด้วย
ศตวรรษที่ 8 ก่อน ค.ศ. มหาอ านาจเก่าแก่อย่างอียิปต์อยู่ทางตะวันตะเฉยงใตของเมโสโปเตเมีย เมื่ออัสซีเรียมี
้
ี
ก าลังขึ้นและต้องการท้าทายอียิปต์ อัสซีเรียจ าเป็นต้องเดินทัพผ่านอิสราเอลเพื่อมาต่อสู้อียิปต์ ทั้งนี้เพราะอาณาจักร
อิสราเอลและยูดาห์ตั้งอยู่บริเวณทางไปอียิปต์ ทั้งอิสราเอลและยูดาห์จึงตกอยู่ใต้แรงกดดันจากทุกฝ่าย และยังมีความ
ขัดแย้งกันเองด้วย พระธรรมที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โลกในช่วงนี้ คือ อิสยำห์ มีคำห์ โฮเชยำ อำโมส โยเอล โยนำห์
กษัตริย์ในอาณาจักรใต้ ได้แก่ อุสซียาห์ โยธาม อาหัส และเฮเซคียาห์ ส่วนกษัตริย์ในอาณาจักรเหนือที่เด่นในช่วงนี้ ได้แก่
เยโรโบอัมที่สอง เรื่อยมาจนถึงสมัยของกษัตริย์โฮเชยา ซึ่งพ่ายแพ้สงครามแก่อัสซีเรียและท าให้อาณาจักรเหนือแตกพ่าย
ผู้คนตกไปเป็นเชลยทั้งสิบเผาและไม่ได้กลับจากเป็นเชลยอีกเลย อัสซีเรียได้กระจายเชลยเหล่านี้ให้อาศยอยู่ตามประเทศ
ั
่
ต่างๆ ที่อัสซีเรียไปยึดครองได้ (อ่าน 2 พกษ.17)
ศตวรรษที่ 7 ก่อน ค.ศ. อัสซีเรียเริ่มอ่อนแอในขณะที่บาบิโลนซึ่งเคยอยู่ในอาณัติกลับเข้มแข็งขึ้น จนสามารถ
เอาชนะอัสซีเรียและขึ้นเป็นมหาอ านาจในช่วงท้ายศตวรรษ เวลานี้ไม่มีอาณาจักรเหนือหรืออิสราเอล มีแต่อาณาจักร
ี่
ยูดาห์ อย่างไรก็ตามยูดาห์ไม่ได้เรียนบทเรียนจากอาณาจักรเหนือ มีการหลงผิดละทิ้งพระยาห์เวห์ ผู้เผยพระวจนะทพระ
เจ้าทรงใช้ให้ประกาศกับคนในอาณาจักรยูดาห์ ได้แก่ เยเรมีย์ เศฟันยำห์ ฮำบำกุก นำฮูม โอบำดีห์ ซึ่งท างานในยุคสมัย
ของกษัตริย์แห่งยูดาห์ ได้แก่ โยสิยาห์ เยโฮอาหาส เยโฮยาคิม เยโฮยาคีน และเศเดคียาห์ ไปจนถึงช่วงที่เกดาลิยาห์ไดรับ
้
การแต่งตั้งจากบาบิโลนให้เป็นผู้ว่าราชการดแลมณฑลยูดาห์ ทั้งนี้เพราะบาบิโลนได้ล้อมยูดาห์และเมื่อชนะศึกแลว บาบิ
ู
้
3
- ส ำรวจผู้เผยพระวจนะน้อย โดย อจ.วำรุนำฎ เชื้อหน่ำย -
โลนได้เผาทั้งพระวิหารและกรุงเยรูซาเลม อาณาจักรยูดาห์ถูกลดสถานภาพกลายเป็นเพียงมณฑลหนึ่งทขึ้นตรงกับบาบิ
ี่
็
โลน
ี่
ี
ศตวรรษที่ 6 ก่อน ค.ศ. เป็นสมัยที่คนยูดาห์เป็นเชลยในบาบิโลน ทั้งดาเนียลและเอเสเคยลอยู่ในกลมเชลยทบา
ุ่
่
่
บิโลน แต่ทั้งสองท างานตางสถานที่และมีสถานะตางกัน เมื่อบาบิโลนเริ่มเสื่อมอ านาจลง และอาณาจกรเปอร์เซียขึ้นมา
ั
เป็นมหาอ านาจของโลก กษัตริย์ไซรัสแห่งเปอร์เซียมีนโยบายให้พวกเชลยทุกชาติสามารถกลับบ้านเกิดของตัวเองได ้
ผู้อ่านจึงพบกับเรื่องราวของเอสราและเนหะมีย์ (รวมถึงเอสเธอร์) รวมถึงผู้เผยพระวจนะน้อยบางคนที่ท างานร่วมสมัย
ด้วย ได้แก่ ฮักกัย เศคำริยำห์ และมำลำคี
พระเจ้าทรงท างานตลอดประวัติศาสตร์ของอิสราเอลและของมนุษย์ทั้งโลก การพิพากษาของพระเจ้าที่มีตอ
่
ประชากรของพระองค์ไม่ใช่เพื่อการท าลายให้สิ้นซาก แต่เพื่อการช าระ พระองค์ทรงพระประสงค์ที่จะรื้อฟื้น
ความสัมพันธ์กับพวกเขา และจะฟื้นฟูให้พวกเขาได้กลับสู่สภาพดี เพื่อให้พวกเขาเป็นตัวกลางในการน าพระพรไปยัง
บรรดาประชาชาต (ปฐก.12)
ิ
3. รูปแบบวรรณกรรม
ลักษณะทำงวรรณกรรม หนังสือในหมวดผู้เผยพระวจนะส่วนมากมักมีลักษณะบทประพันธ์ในรูปของร้อยกรอง
ี
หรือบทกวี ทั้งนี้เพื่อให้ง่ายต่อการจดจ า มีการใชภาษาสัญลักษณ์ ภาษาที่ใช้ในทางคดีความ (ศาล) ค าอุปมาเปรียบเทยบ
้
บทเพลงคร ่าครวญ ค าอธิษฐาน ค าครุวาท (ค าประกาศโทษ) ค าหนุนใจ ค าตักเตือน บทเพลงสรรเสริญ ฯลฯ
โครงสร้ำง ผู้เผยพระวจนะแต่ละคนจะมีการจัดล าดับเนื้อหาในการเขียนที่แตกต่างกัน บางคนจะบันทึกเรื่องราว
ตามล าดับเหตุการณ์ แต่บางเล่มไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผู้เขียนบางคนใช้หัวข้อเป็นโครงสร้างหลักในการเขียน และบางคน
ใช้ค าส าคัญเป็นค าหลักในโครงร่างของการเขียน เช่น ค าว่า “จงฟัง” หรือ “วิบัติ” เป็นต้น การสังเกตค าส าคัญหรือ
ลักษณะโครงสร้างการเขียนจะช่วยผู้อ่านเข้าใจการน าเสนอของผู้เผยพระวจนะมากขึ้น
ลีลำกำรเขียน ผู้เผยพระวจนะจะมีลีลาในการเขียนที่น่าสนใจ บางคนใช้การเล่นคา เพื่อเรียกความสนใจ เช่น
มีคาห์ ใช้ความหมายของชื่อเมืองในการตักเตือนเรื่องการพิพากษาของพระเจ้า โดยกล่าวว่า “ในเมืองเบธเลอัฟราห์ จง
เกลือกกลิ้งตัวในฝุ่น” (มีคาห์ 1:10) คาว่าอาฟรา แปลว่าฝุ่น ดังนั้นผู้คนในเมืองฝุ่นก็ต้องคลุกฝุ่น บางคนมักเอ่ยถึงตัวเลข
ั
บ่อยครั้ง เช่น “การละเมิดของกาซาสามครั้งและสครั้ง เราจะไม่ยอมกลับการลงทณฑ์” (อาโมส 1:6, ฉบับ 1971) เลข 3
ี่
รวมกับเลข 4 ได้เท่ากับ 7 หมายถึงการละเมิดที่ทาอย่างเต็มขนาด สมควรแก่การถูกลงทณฑ์ เป็นต้น การสังเกตลีลาการ
ั
เขียนจะช่วยให้ผู้อ่านได้เพลดเพลินกับเนื้อหาของหนังสือเล่มนั้นๆ และได้เห็นความตั้งใจของผู้เขียนในการน าเสนอสาระ
ิ
หลักของตอนนั้น
4
- ส ำรวจผู้เผยพระวจนะน้อย โดย อจ.วำรุนำฎ เชื้อหน่ำย -
4. หัวข้อส ำคัญ
่
ผู้เผยพระวจนะน้อยกล่าวถ้อยค าของพระเจ้าในชวงยุคสมัยที่มีสถานการณ์วิกฤติของบ้านเมือง พวกเขากล้า
เปิดเผยความจริงหรือพระลักษณะของพระเจ้า แสดงให้ประชากรของพระเจ้าทราบถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่มีใน
พันธสัญญาที่ทรงท ากับคนอิสราเอลไม่ว่าสถานการณ์ของโลกในเวลานั้นจะเป็นเช่นไรก็ตาม ขณะเดยวกันผู้เผยพระ
ี
วจนะน้อยยังพูดถ้อยค าแห่งความหวังใจและการช่วยกู้ให้รอดของพระเจ้าในเวลาที่ประชาชนรู้สึกหดหู่และหมดหวัง เมื่อ
์
อ่านแต่ละเล่ม เราจะพบความรักมั่นคงของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองคและต่อบรรดาประชาชาต การเรียนพระ
ิ
ธรรมในหมวดผเผยพระวจนะน้อยช่วยให้ผู้ศึกษาสามารถไว้วางใจในพระองค์ผู้เสด็จมาเพื่อท าให้พระสัญญาทุกข้อของ
ู้
พระเจ้าเป็นจริงในชีวิตของผู้เชื่อ
โฮเชยำ—ภาพเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับประชากรของพระองค์เหมือนสามีที่รักและซื่อสัตย์
ต่อภรรยาของเขาไม่ว่าภรรยาจะเป็นคนไม่ซื่อสัตย์
ุ
โยเอล—พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงควบคมสรรพสิ่งในโลกนี้
อำโมส—ภาระหนักที่พระเจ้าทรงประสงค์จะให้ประชากรของพระองค์แบกไว้ เพื่อเป็นพระพรไปยังบรรดา
ประชาชาต ิ
โอบำดีห์—ผู้รับใช้ของพระเจ้า
โยนำห์—ไม่สักแต่รับพระพร พระเจ้าทรงคาดหวังให้เราเป็นผู้สื่อข่าวดี มีใจเมตตาต่อผู้คนทั้งหลาย
่
มีคำห์—ใครเลาจะเป็นเหมือนดั่งพระยาห์เวห์ ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา
นำฮูม—พระเจ้าทรงเป็นผู้ปลอบประโลมใจ ให้เราวางใจในความยุติธรรมในความดีงามและในเวลาของพระเจ้า
ฮำบำกุก—ยินดีโอบกอดทุกสิ่งตามน ้าพระทัยพระเจ้า
เศฟันยำห์—วันแห่งพระยาห์เวห์
ฮักกัย—ระลึกถึงพระวิหาร ระลึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า
เศคำริยำห์—พระเจ้าทรงจดจ าพันธสัญญาของพระองค ์
มำลำคี—ผู้สื่อสารของพระเจ้า
1
- พระธรรมโฮเชยา โดย อจ.วารุนาฎ เชื้อหน่าย -
พระธรรมโฮเชยา Lecture#2
1. เกี่ยวกับโฮเชยา
1. โฮเชยา แปลว่า “ความรอด” หรือ “การช่วยกู้ให้รอด” (Salvation) ชื่อนี้เหมือนกับชื่อเดิมของโยชูวา
(กดว.13:16) กษัตริย์ในอาณาจักรเหนือองค์สุดท้ายก็มีชื่อเหมือนกันว่า กษัตริย์โฮเชยา (2 พกษ.17:1)
2. ภรรยาของโฮเชยา ชื่อว่า __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _
3. โฮเชยาเผยพระวจนะที่ไหน _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _
4. โฮเชยามีลูกสามคน
a. ยิสเรเอล แปลว่า (1:4) _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _
b. โลรุหะมาห์ แปลว่า (1:6) _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _
ี
c. โลอัมม แปลว่า (1:8) _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _
ี่
5. ในขณะทอาโมสเน้นเรื่องความยุติธรรมในสังคม โฮเชยาเน้นเรื่องความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระเจ้า
6. โฮเชยาได้รับฉายาว่า “เยเรมีย์แห่งอิสราเอล” หรือ “อัครทูตยอห์นแห่งพันธสัญญาเดิม”
์
์
7. ข้อพระธรรมส าคัญคือ โฮเชยา 6:6 “เพราะเราประสงคความเมตตา ไม่ประสงคเครื่องสัตวบูชา
เราประสงคให้รู้จักพระเจ้า ยิ่งกว่าประสงคเครื่องบูชาเผาทั้งตัว”
์
์
2. ประวัติศาสตร์เบื้องหลังโฮเชยา ราวปี 790-686 ก่อน ค.ศ.
1. กษัตริย์ในอาณาจักรยูดาห์ (ใต้)
a. อุสซียาห์ 790-739 ก่อน ค.ศ.
b. โยธาม 750-731 ก่อน ค.ศ.
c. อาหัส 735-715 ก่อน ค.ศ.
d. เฮเซคียาห์ 729-686 ก่อน ค.ศ.
2. กษัตริย์ในอาณาจักรอิสราเอล (เหนือ)
a. เยโรโบอัมที่สอง (บุตรของเยโฮอาช)
b. ผู้เผยพระวจนะโฮเชยาน่าจะมีชีวิตยาวนานหลังกรุงสะมาเรียแต่ในปี 722 ก่อน ค.ศ.
2
- พระธรรมโฮเชยา โดย อจ.วารุนาฎ เชื้อหน่าย -
3. กษัตริย์แห่งอาณาจักรอัสซีเรีย
a. ทิกลัท พิเลเสอร์ที่สาม 745-727 ก่อน ค.ศ.
b. ชัลมาเนเสอร์ที่ห้า 727-722 ก่อน ค.ศ.
c. เซอร์กอนที่สอง 722-705 ก่อน ค.ศ.
d. เซนนาเคอริบ 705-681 ก่อน ค.ศ.
4. ยุคสมัยการปกครองของเยโรโบอัมที่สองแห่งอาณาจักรเหนือเป็นยุคที่รุ่งเรืองมาก (อ่าน 2 พกษ.14:23-29)
ุ
(หมายเหต: กษัตริย์เยโรโบอัม (ที่หนึ่ง) บุตรเนบัท เป็นคนละคนกับเยโรโบอัมที่สอง อ่านเรื่องของเยโรโบอัม
บุตรเนบัท ใน 1 พกษ.11:26-12:33)
ี่
ั
5. ผู้เผยพระวจนะโฮเชยาน่าจะทาพันธกิจยาวนานในช่วงสมัยการปกครองของเยโรโบอัมทสอง เศคาริยาห์ ชลลม
ู
เมนาเฮม เปคาหิยาห์ เปคาห์ และกษัตริย์โฮเชยา
3. บทเรียนที่ได้รับ
จุดประสงค์ของพระธรรมโฮเชยา
1. เพื่อเรียกร้องให้คนอิสราเอลซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อพระยาห์เวห์
2. บทเรียนที่คุณได้รับ: __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _
__ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ ___ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _
_ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ ___ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _
_ _ ___ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ ___ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __
_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ ___ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _
_ _ _ _ _ ___ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ ___ _ _ _ _ _ _ _ _ _
_ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ ___ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _
_ _ _ _ _ ___ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ ___ _ _ _ _ _ _ _ _ _
_ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ ___ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _
_ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ ___ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _
_ _ _ _ _ ___ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ ___ _ _ _ _ _ _ _ _ _
_ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ ___ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ __ _ _
1
- การออกแบบการสอนเพื่อการอภิบาล -
การออกแบบการสอนอย่างสร้างสรรค์ Lecture#3-4
1. การออกแบบการสอน
การออกแบบการสอน เป็นกระบวนการออกแบบการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ มีการบริหารจัดการ สร้าง
สภาพแวดล้อมเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ก าหนดไว้ และมีการวัดประเมินอย่างเหมาะสม
การออกแบบการสอนอย่างสร้างสรรค เป็นการออกแบบการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการทหลากหลาย ไม่ยึดตด
ิ
ี่
์
กับรูปแบบที่เคยท าไว้ โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบการเรียนการสอน และกระบวนการกระตุ้นให้ผู้เรียนได ้
ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเรียน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนการสอน
2. การตั้งจุดประสงค์การสอน
การออกแบบการสอนที่ดต้องมีจุดประสงค์ที่ชัดเจน เนื้อหาและกระบวนการสอดคล้องกับจุดประสงค์ที่ตั้งไว้
ี
์
และมีการประเมินผลการจัดการการเรียนการสอนตามจุดประสงคที่ตั้งไว้
การตั้งจุดประสงค์ในการสอนแต่ละครั้งไม่ควรมากเกินไป และควรมีจุดประสงค์ครบทุกด้านทั้ง Head Heart
ิ
Hands (พุทธิพิสัย จตพิสัย และทักษะพิสัย) เพื่อให้การสอนได้บรรลุจุดประสงค์ทั้ง 3 ด้าน
3. ขั้นตอนการสอน Hook Book Look Took
ขั้นตอนการสอนในปัจจุบันมีหลากหลายวิธี หลากหลายแนวคิด บางรูปแบบเหมาะสมกับเนื้อหาที่แตกต่างกัน
ไป แต่ส าหรับในครั้งนี้ขอน าเสนอรูปแบบ Hook Book Look Took เพราะเป็นรูปแบบที่มีประสทธิภาพในการจัดการ
ิ
เรียนการสอนพระคัมภีร์และง่ายต่อการจดจ าขั้นตอนในการเตรียมสอน
้
ถ้าผสอนเรียนรู้ขั้นตอน Hook Book Look Took ได้ดี จะช่วยใหสามารถออกแบบการจัดการการเรียนรู้ได ้
ู้
อย่างมีขั้นตอน อันจะสามารถน าผู้เรียนมีประสบการณ์การเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี โดยผู้สอนสามารถน าหลักการสอนทั้ง 6
อันได้แก่ หลักการมีส่วนร่วม (Participation) หลักการค้นพบตัวเอง (Self discovery) หลักการใช้เรื่องเล่า (Story)
ิ
หลักการความคดรวบยอด (Concept) หลักการใช้ค าถาม (Question) และหลักการใช้ภาพพจน์เปรียบเทียบ
้
(Analogy) มาช่วยในการสอนก็จะช่วยให้มีวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย ช่วยใหผู้เรียนมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น
Lecture#3
2
- การออกแบบการสอนเพื่อการอภิบาล -
Hook
ขั้น Hook เป็นการดึงความสนใจ เพื่อเตรียมผู้เรียนให้พร้อมที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการสอนในขั้นต่อไป โดยรูปแบบ
้
ที่ใช้มีความหลากหลาย เช่น การใช้คาคม การใช้เรื่องเล่า การใชบทเพลง การใช้คลิป การให้กิจกรรม รูปแบบของการ
ู้
Hook ที่ดควรจะเกี่ยวข้องเนื้อหาที่จะสอน และดึงความสนใจผเรียนได้ด ี
ี
Book
ขั้นตอนนี้เป็นการค้นหาความหมายจากพระคัมภีร์ อาจเป็นการสอน การตั้งค าถาม การช่วยคิด เน้นที่เนื้อหา
จากพระคัมภีร์ในตอนนั้น ๆ โดยการน าผู้เรียนให้รู้ถึงความหมายจากบริบท ขั้นตอนนี้อาจจะควบคู่ไปกับ Look
Look
้
ขั้นตอนนี้เป็นการเชื่อมโยงความเข้าใจในพระคัมภีร์จากขั้นตอน Book มาเชื่อมโยงเขาสชีวิตของผเรียน ทาให้
ู่
ู้
ผู้เรียนรู้ว่าเรื่องราวในพระคัมภีร์ไม่ใช่เรื่องของคนในอดีต แต่เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับคนในปัจจุบันและรวมถึง
เกี่ยวข้องกับผู้เรียนด้วย ขั้นนี้อาจเป็นขั้นสอนโดยใช้วิธีการที่หลากหลาย อาจจะควบคู่ไปกับ Book
Lecture#3
3
- การออกแบบการสอนเพื่อการอภิบาล -
Took
เมื่อผู้เรียนมีความเข้าในพระคัมภีร์แล้ว มีการเชื่อมโยงเรื่อราว หลักการมาสู่ชีวิตของตนเองแล้ว ผู้สอนก็น าเข้าส ู่
การประยุกต์ใช้ ขั้นนี้สามารถใช้วิธีการที่หลากหลาย เช่น การใช้ค าถาม การใช้กระบวนการกลุ่ม การท ากิจกรรม การท้า
ุ
ทาย จดประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนน าสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตของตนเอง
*************************************************************
Lecture#3