มหาเวสสันดรชาดก
[กัณฑ์มัทรี]
จัดทำโดย
นางสาว บัณฑิตา ขุนพิบูล
5/2 เลขที่27
ผู้แต่ง
ชื่อ - สกุล เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
เกิด ไม่ปรากฎ
เสียชีวิต พ.ศ. 2348
ประวัติ เจ้าพระยาพระคลัง นามเดิม หน เป็นบุตรของเจ้าพระยา
บดินทร์
สุรินทร์ภาชัยกับท่านผู้หญิงเจริญเป็นชาวกรุงเก่าที่เจริญเติบโตรับ
ราชการในสมัยธนบุรีมีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสรวิชิตตำแหน่งนายด่าน
เมืองอุทัยธานีในสมัยปลายธนบุรีได้เกิดการจลาจลวุ่นวายขึ้นในบ้าน
เมือง
ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชซึ่งทรงดำรง
ตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ยกทัพไปตีเขมร เมื่อได้
ข่าว
ความวุ่นวายในพระนครก็รีบยกทัพกลับมาขจัดความเดือดร้อนในแผ่น
ดินหลวงสรวิชิตมีส่วนสำคัญในการช่วยราชการครั้งนั้นให้สำเร็จลุล่วง
ดัง
นั้นหลังจากที่ทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์แล้วพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรด
กระหม่อมให้เป็นพระยาพระคลังเจ้าพระยาพระคลังเป็นกวีเอกที่ได้รับ
การยกย่องในด้านกวีโวหารทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง
ผลงานการประพันธ์
เจ้าพระยาพระคลัง[หน]
ลิลิตเพชรมงกุฎ
อิเหนาคำฉันท์ (พ.ศ. 2322, หลวงสรวิชิต]
ราชาธิราช (งานแปล, พ.ศ. 2328]
สามก๊ก (งานแปล, พ.ศ. 2408]
กากีคำกลอน หรือ กากีกลอนสุภาพ
ร่ายยาวมหาชาติกัณฑ์กุมารและกัณฑ์มัทรี
ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง
โคลงสุภาษิต
กลอนและร่ายจารึกเรื่องสร้างภูเขาทองที่วัดราชคฤห์
ลิลิตศรีวิชัยชาดก
สมบัติอมรินทร์คำกลอน
ความเป็นมาของเรื่อง
มาจากร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นชาดกเรื่องที่ยิ่งใหญ่
ที่สุด โดยกล่าวถึงเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ซึ่งเสวยพระชาติเป็นพระ
เวสสันดร เดิมแต่งเป็นภาษาบาลี ต่อมามีการแปลเป็นภาษาไทยใน
สมัยกรุงสุโขทัย ต่อมาในสมัยสมเด็จพระบรมไตโลกนาก โปรดเกล้าฯ
ให้ปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งมหาชาติคำหลวง ซึ่งเป็นมหาชาติสำนวน
แรก โดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้สวด ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม โปรดเกล้า
ให้แต่งกาพย์มหาชาติ เพื่ใช้สำหรับเทศน์ แต่เนื้อความในกาพย์
มหาชาติค่อนข้างยาว ไม่สามารถเทศน์ให้จบภายใน ๑ วันจึงเกิด
มหาชาติขึ้นใหม่อีกหลายสำนวน เพื่อให้เทศน์จบภายใน ๑ วัน มหาชาติ
สำนวนใหม่นี้เรียกว่า มหาชาติกลอนเทศน์ หรือ ร่ายยาวมหาเวสสันดร
ชาดก
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าๆโปรดเกล้าฯให้
มีการชำระและรวบรวมมหาชาติกลอนเทศสำนวนต่าง ๆ แล้วคัดเลือก
สำนวนที่ดีที่สุดของแต่ละกัณฑ์ นำมาจัดพิมพ์เป็นฉบับของหลวง ๒
ฉบับ คือ ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ และ ฉบับกระทรวงศึกษาธิการ
พระนางมัทรีฝันร้ายว่ามีบุรุษมาทำร้าย จึงขอให้พระ
เวสสันดรทำนายฝันให้ แต่พระนางก็ยังไม่สบาย
พระทัย ก่อนเข้าป่า พระนางฝากพระโอรสกับพระธิดา
กับพระเวสสันดรให้ช่วยดูแล หลังจากนั้นพระนางมัทรี
ก็เสด็จเข้าป่าเพื่อหาผลไม้มาปรนนิบัติพระเวสสันดร
และสองกุมาร ขณะที่อยู่ในป่า พระนางพบว่าธรรมชาติ
ผิดปกติไปจากที่เคยพบเห็น เช่นต้นไม้ที่เคยมีผลก็
กลาเป็นต้นที่มีแต่ดอก ต้นที่เคยมีกิ่งโน้มลงมาให้
พอเก็บผลได้ง่าย ก็กลับกลายเป็นต้นตรงสูงเก็บผลไม่
ถึง ทั้งท้องฟ้าก็มืดมิด ขอบฟ้าเป็นสีเหลืองให้รู้สึกหวั่น
หวาดเป็นอย่างยิ่ง ไม้คานที่เคยหาบแสรกผลไม้ก็พลัด
ตกจากบ่า ไม้ตะขอที่ใช้เกี่ยวผลไม้พลัดหลุดจากมือ
ยิ่งพาให้กังวลใจยิ่งขึ้นบรรดาเทพยดาทั้งหลายต่างพา
กันกังวลว่า หากนางมัทรีกลับออกจากป่าเร็วและทราบ
เรื่องที่พระเสสันดร ทรงบริจาคพระโอรสธิดาเป็นทาน
ก็จะต้องออกติดตามพระกุมารทั้งสองคืนจากชูชก
พระอินทร์ถึงส่งเทพบริวาร ๓ องค์ให้แปลงกายเป็น
สัตว์ร้าย ๓ ตัว คือราชสีห์ เสือโคร่ง และเสือเหลือง
ขวางทางไม่ให้เสด็จกลับอาศรมได้ตามเวลาปกติ
เมื่อล่วงเวลาดึกแล้วจึงหลีกทางให้พระนางเสด็จกลับ
อาศรม เมื่อพระนางเสด็จกลับถึงอาศรมไม่พบสอง
กุมารก็โศกเศร้าเสียพระทัย เที่ยวตามหาและร้องไห้
คร่ำครวญ พระเวสสันดรทรงเห็นพระนางเศร้าโศก จึง
หาวิธีตัดความทุกข์โศกด้วยการแกล้งกล่าวหานางว่า
คิดนอกใจคบหากับชายอื่น จึงกลับมาถึงอาศรมใน
เวลาดึก เพราะทรงเกรงว่าถ้าบอกความจริงในขณะที่
พระนางกำลังโศกเศร้าหนักและกำลังอ่อนล้า พระนาง
จะเป็นอันตรายได้ ในที่สุดพระนางมัทรีทรงคร่ำครวญ
หาลูกจนสิ้นสติไป ครั้นเมื่อฟื้นขึ้น พระเวสสันดรทรง
เล่าความจริงว่า พระองค์ได้ประทานกุมารทั้งสองแก่ชู
ชกไปแล้วด้วยเหตุผลที่จะทรงบำเพ็ญทานบารมี พระ
นางมัทรีจึงทรงค่อยหายโศกเศร้าและทรงอนุโมทนา
ในการบำเพ็ญทานบารมีของพระเวสสันดรด้วย
ลักษณะคำประพันธ์ลักษณะคำประพันธ์
แต่งเป็นร่ายยาว มีพระคาถาภาษาบาลีนำ และพรรณนาเนื้อความโดยมี
พระคาถาสลับเป็นตอน ๆ ไปจนจบกัณฑ์ คำประพันธ์ประเภทร่ายยาว
หนึ่งบทจะมีกี่วรรคก็ได้ แต่ส่วนมากมี ๕ วรรคขึ้นไป วรรคหนึ่ง ๆ มี
ตั้งแต่ ๖ คำขึ้นไป ถึง ๑๐ คำหรือมากกว่า มีบังคับเฉพาะระหว่างวรรค
คือ คำสุดท้ายของวรรคจะส่งสัมผัสไปที่คำที่ ๑ ถึง ๕ ของวรรคต่อไป
เมื่อจบตอนมักมีคำสร้อย เช่น "นั้นแล" "นี้แล" ร่ายยาวมหาเวสสันดร
ชาดก เป็นร่ายยาวสำหรับเทศน์ จะมีคำศัพท์บาลีขึ้นก่อน แล้วแปลเป็น
ภาษาไทย แล้วจึงมีร่ายตาม ในระหว่างการดำเนินเรื่องจะมีคำบาลีคั่น
เป็นระยะ ๆ คำบาลีนั้นมีความหมายเกี่ยวเนื่องกับข้อความที่ตามมา
แผนผังร่ายยาว
เนื้อเรื่องที่ถอดความ
เวลานั้นพระนางมัทรีได้ทรงเข้าไปหาผลไม้ในป่า ก็ทรงหวั่น
กลัว เมื่อเห็นธรรมชาติผิดปกติไป ก็ทรงคิดถึงลูกทั้งสอง เดินไป
ก็เศร้าไปร้องไห้ไป พอดูผลไม้ในป่าจากที่เคยมีลูกก็มีแต่ดอก
ทั้งดอกไม้ที่พระนางเคยร้อยไปฝากลูกทั้งสอง ท้องฟ้าก็แดงเป็น
สายเลือด มืดหมดทั้งแปดทิศ ผลไม้ก็ยังมาหล่นจากมือ ยิ่งผิด
สังเกตเลยรีบก้าวเท้าเดินโดยเร็ว มาถึงกลางทางก็ดันมาเจอสัตว์
ทั้งสามตัว คือ พญาราชสีห์ พญาเสือเหลือง และพญาเสือโคร่ง
ยิ่งร้องไห้ รอเวลาก็คิดว่าป่านี้ลุกคงคอย หากจะเดินไปทางอื่นก็
ไกลมาก มีทั้งขอนไม้ ก้อนหินมากมาย เลยกราบไหว้อ้อนวอนขอ
ทางกลับ แล้วจะแบ่งผลไม้ให้สักครึ่ง
เทพทั้งสามที่แปลงกายมาเมื่อได้ฟังแล้วก็เห็นพระนางร้องไห้
น้ำตาเต็มไปทั้งสองตาก็หลีกทางให้ พระนางรีบวิ่งไปแล้วร้องไห้
ไปไม่ยอมหยุด สักพักก็ถึงอาศรม ถึงที่ที่ลูกทั้งสองเคยเล่นกันก็
ไม่เห็น ใจเริ่มเริ่มหวั่นเรียกหาก็ไม่มี พระนางทรงพรรณนาถึง
ความหลังมากมายถึงลูกทั้งสอง คิดว่าลูกจะสิ้นใจไปเสียแล้ว
เมื่อตรัสถามพระเวสสันดรก็พูดไม่ใยดีแต่สักนิด คิดว่าคบชาย
อื่นแต่พระนางก็ไม่ถือโกรธเพราะทั้งลูกและสามีล้วนเป็นเพื่อน
ร่วมในยามยาก แต่กราบทูลเท่าไรพระสามีก็ไม่ฟัง ไม่ตรัสตอบ
แต่คำเดียว จึงยิ่งทำให้พระนางมัทรียิ่งกลุ้มใจยิ่งขึ้น พระนาง
หนักใจเหลือเกิน เหมือนคนเอาเหล็กแดงมาแทงใจให้เจ็บใจ
จนทนไม่ได้ ทั้งลูกก็หายไปแม่แทบทนไม่ไหว หากพระ
เวสสันดรไม่ใยดี เห็นว่าพระนางคงจะสิ้นใจอยู่ในป่านี้แล้ว
ต่อ
เมื่อพระเวสสันดรทรงได้ฟังพระนางมัทรีแล้ว จึงรีบคิดหาวิธีดับโศกให้
ว่าพระนางมีพักตร์อันผุดผ่องเสมือนเอาน้ำทองเข้ามาทาบทับผิว
เหมือนเป็นนางฟ้าลงมา ใครเห็นก็อยากจะชื่นชม พระองค์เลยเลยพูด
กล่าวโทษว่าไปลอบคบชายอื่น แล้วยังมามารยา เมื่อตอนเช้าก่อนจะ
ไปยังทำเป็นห่วงใยลูกไม่อยากจาก แต่ไปซะนานเพิ่งจะกลับมาเอา
ปานนี้ หรือจะไปติดใจผลไม้ดีๆ แล้วลืมลูกลืมสามี ช่างไม่รู้จริงๆ กับ
ใจหญิง หากเป็นเหมือนเมื่อก่อนนั้นตอนที่เป็นกษัตริย์ พระนางก็คง
ไม่มีชีวิตอยู่ เพราะพระองค์จะสั่งประหาร ร่างกายก็ขาดสบั้นไปทันตา
แล้ว
ส่วนพระนางมัทรีเมื่อได้ฟังคำพระเวสสันดรก็ทรงเจ็บใจและหายทุกข์
โศกลงบ้าง แล้วก้มกราบบังคมทูลพระเวสสันดรว่าที่พระนางมาช้า
เพราะว่า ภายในป่าทั้งผลไม้ต้นไม้ พืชพรรณนานาชนิดมันแปรปรวน
หมด ทั้งป่ามืดทั้งแปดทิศ พระนางก็รีบวิ่งไม่หยุดหย่อน แต่ก็มาเจอ
สัตว์ราชสีห์ และเสืออีกสองตัว กัดไว้ จนเวลาตะวันตกดินแล้วจึงมาได้
พระนางพยายามอธิบายและแสดงความจงรักภักดีต่อพระเวสสันดร ว่า
พระนางเป็นเพื่อนยากให้พระองค์มาตลอดแล้วเห็นตรงไหนที่ผิด
สังเกตบ้าง เมื่อไม่ว่าจะทุกข์ยากยังไงก็ทนหาผลไม้ เข้าไปในป่าก็
โดนขุดขวนจนเป็นริ้วรอยเลือดไหล พระนางทรงรักสามีเหมือนดังบิดา
ของตน ไม่เคยคิดที่จะนอกใจ ด้วยพระคุณพระกรุณาให้พระ
เวสสันดรทรงให้อภัยความผิดครั้งนี้ของนางด้วย
ต่อ
เมื่อพระนางมัทรีทรงกราบทูลไปแล้วพระเวสสันดรก็ยังนิ่งเฉยไม่กล่าวอะไร
พระนางจึงออกอาการเศร้าโศกยิ่งสะอึกสะอื้น และกราบบังคมออกมาเที่ยวตามหา
พระกุมารทั้งสองตามสถานที่ต่างๆ รำลึกถึงความหลังเมื่อถึงสถานที่ตรงที่พระกุมาร
ทั้งสองเคยเล่นกัน ยิ่งมองในน้ำก็มีแต่น้ำขุ่น มองป่าก็จากที่เคยดำผุดดำว่ายอยู่ก็
ไม่มี นกที่เคยบินลงจิกอาหารก็ไม่เห็น ทุกอย่างแปลกตาแปรปรวนไปทุกอย่างยิ่ง
ทำให้ใจหาย ออกตามหาต่อเมื่อได้ยินเสียงอะไรก็คิดว่าเป็นเสียงพระกุมารทั้งสอง
มองเห็นอะไรตะคุ่มๆ ก็คิดว่าจะเป็นพระกุมารทั้งสอง ทุกอย่างรอบกายที่ได้ยินได้
เห็นก็คิดว่าจะเป็นลุกทั้งสอง จึงกล่าวว่า เวลาปานนี้จะดึกดื่น จนจะรุ่งแล้วก็ไม่รู้
เลย ลมพัดเรื่อยๆอกแม่เองก้อ่อนล้า ทั้งดาวเดือนก็ลับกิ่งไม้ลง ฝูงลิงฝูงค้างก็
เที่ยวกลับเกลือกอยู่มากมาย นกก็เงียบไปทุกรัง แต่ตัวแม่ยังคงเที่ยวตามหาลูกอยู่
ในป่าทุกหนแห่ง สุดแล้วสายตาที่แม่จะตามลูกไปดูแล สุดที่จะได้ยินเสียง สุด
ปัญญาสุดค้นหาสุดที่จะคิดแล้วที่แม่จะได้พบลูกน้อยแต่รอยสักนิดก็ไม่มี ลูกทั้ง
สองเจ้าเอ๋ย หรือว่าเจ้าทั้งสองจะสิ้นเสียแล้วเหมือนดังที่แม่ได้ฝันเมื่อคืน
เมื่อพระนางมัทรีทรงตามหาแล้วจนทั่วแห่งละ ๓ หน ก็ยังไม่เจอ ทรงหมด
เรี่ยวแรง และเมื่อกลับมาที่อาศรมก็เหมือนจะสิ้นใจลงตรงนั้น ทรงพรรณนาถึงลุก
ทั้งสอง ทรงร้องไห้น้ำตานองหน้าตลอดตั้งแต่ตามหาก็ยังไม่หยุด คร่ำครวญร้องไห้
หากว่าพระนางรู้ว่าลูกอยู่หนแห่งใดก็จะไปตามหาหรือลูกจะข้ามน้ำทะเลไปเขต
แคว้นอื่นแล้ว หากแม่รู้แม่จะไปตามลูกด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือ เมื่อตอนเช้าแม่ยังได้
กอดจูบลูกอยู่แต้ตอนนี้ไม่เห็นเสียแล้ว ยามลูกทั้งสองอยู่แม่กล่อมเจ้าแล้วต่อแต่นี้
แม่จะกล่อมใครให้นิทรา แม่คิดว่าเจ้าจะได้เป็นเพื่อนยากกันยามหน้าแม่จะได้
ฝากผีพึ่งลูกทั้งสองคน แต่เจ้าก็ทิ้งแค่ชื่อไว้ให้เปล่าออก แล้วสมควรหรือไงที่มา
สลัดทิ้งแม่ไปให้แม่ต้องเสียใจ และจะสิ้นใจเสียให้ เลยกราบบังคมทูลน้อมศีรษะ
ลงต่อพระเวสสันดรเพื่อที่จะได้รู้ แล้วกราบบังคมลาเมื่อเท้าย่องย่างก็ไม่ไหวต่อ
ร่างกายที่อ่อนล้า ร่างกายหน้าตาง่วงงอให้พระนางไม่ไหวไม่ทันได้บังคมทูล พอ
พูดพระคุณเจ้าเอ๋ยแค่คำเดียวเท่านั้นก็ไม่มีเสียง ตาหลับร่างลงสลบตรงหน้าพระ
เวสสันดร ดั่งพุ่มฉัตรทองถูกสายอัสนีฟาดลงระเนนเอนแล้วก็ล้มลงตรงหน้า
พระที่นั่งพระเวสสันดรทันที
ต่อ
เวลานั้นพระเวสสันดรก็ทรงทอดพระเนตรเห็นพระนางมัทรีสลบไปก็คิดว่า
พระนางจะสิ้นใจแล้ว จึงพรรณนาว่า บุญของพี่นี้น้อยนักเพื่อนยาก เจ้ามาตาย
จากพี่ไปภายในวัด เจ้าจะเอาป่าแห่งนี้เป็นป่าช้า จะเอาอาศรมหลังนี้หรือเป็น
บริเวณเมรุทอง จะเอาเสียงสาริดร่ำร้องเสียงจักจั่นและเรไรอันร่ำร้องหรือมา
เป็นกลองประโคมใน และแตรสังข์เป็นพิณพาทย์ จะเอาเมฆหมอกเป็น
เพดาน จะเอายุ่งในป่าหรือมาแต่งฉัตรเงินและฉัตรทอง แล้วจะเอาแสง
พระจันทร์หรือมาเป็นแสงไฟประดับ ช่างน่านิจจามัทรีมาตายไร้ญาติอยู่ในป่า
เมื่อได้ตั้งสติลดโศกเศร้าจึงพิจารณาก็รู้ว่ายังไม่สิ้น จึงเอาผ้ากับน้ำมาประคบ
เพื่อให้ฟื้น ยกศีรษะพระนางตั้งบนตัก แล้วประคบเพื่อให้นางฟื้นตื่นขึ้นมา
เมื่อพระนางมัทรีตื่นขึ้นมาเห็นตนนอนอยู่บนตักพระเวสสันดร ก็เห็นว่ามิควร
เลยรีบลุกแล้วถัดลงไป ก็ทรงทูลถามพระเวสสันดรต่อว่าลูกทั้งสองอยู่ที่ไหน
พระองค์ทรงเล่าให้ฟังว่า ได้ให้ทานแก่พราหมณ์เมื่อวานนี้แล้ว ขอให้พระนาง
จงอย่าโศกเศร้าไปเลย ให้ศรัทธาในการทำทานครั้งนี้ หากเรายังมีชีวิตอยู่ต้อง
ได้เจอกันสักวัน พระองค์จะต้องให้ผู้ที่มาขอ ถึงแม้จะมีผู้มาขอเนื้อหนัง เลือด
หรือจะเป็นดวงตา พระองค์พร้อมที่จะให้ และถ้าหากพระองค์มีเงินทอง
มากมาย หากมียาจกมาไหว้วอนขอก็จะให้เช่นกัน มัทรีจงช่วยอนุโมทนาทาน
ในครั้งนี้ด้วย
พระนางมัทรีทรงถามว่า เมื่อวานนี้ทำไมพระองค์ไม่บอกให้รู้ พระเวสสันดรจึง
ตอบว่า หากจะเล่าให้พระนางฟังก็สุดใจมาจากป่าไกลยังเหนื่อยอยู่ และด้วย
ความรักร้อนรนที่มีต่อลูก ที่ลูกทั้งสองไปไกลตา พระนางมัทรีเลยพูดต่อว่า
พระกุมารทั้งสองคนพระนางอุตสาถนอม เลี้ยงดูมา ก็ขออนุโมทนาด้วยปิยบุตร
ทานบารมีด้วย ขอให้น้ำพระทัยพระองค์จงผ่องแผ้วอย่ามีมัจฉริยธรรมอกุศล
อย่าปนในน้ำพระทัยของพระองค์
ข้อคิดจากเรื่อง
ㆍ ความรักของแม่ที่มีต่อลูกนั้นยิ่งใหญ่นัก
ㆍผู้ที่ปรารถนาสิ่งต่างๆ อันยิ่งใหญ่จะต้อง
ทำด้วยความอดทนและเสียสละอันยิ่ง
ㆍใหญ่ด้วย
ความซื่อสัตย์ระหว่างสามีภรรยาทำให้
ㆍชีวิตครอบครัวมีความสุข
ผู้มีปัญญาย่อมแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะ
หน้าได้ดี
การบริจาคบุตรทานงบารมีเป็นสิ่งที่
ยากยิ่งที่ใครจะกระทำได้ง่ายๆ