สาระการเรยี นรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
โรงเรยี นวัดจนั ทร์นิรมิตร
หลักธรรมนาพาสุข
1. หลกั คาสอนสาคัญของพระพทุ ธศาสนา
1. พระรตั นตรยั
พระรตั นตรยั แปลวา่ แก้วอันประเสรฐิ 3 ประการ ประกอบดว้ ย
พระพทุ ธ คอื ศาสดาของพระพุทธศาสนา
พระธรรม คอื คาสอนของพระพุทธเจา้
พระสงฆ์ คอื สาวกของพระพทุ ธเจา้
พระพทุ ธ
คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็น
ศาสดาของพระพุทธศาสนา ผู้ที่ส่ังสอน
ห น ท า ง แ ห่ ง ค ว า ม ดั บ ทุ ก ข์ ใ ห้ แ ก่ ม นุ ษ ย์
พระองค์ทรงบาเพ็ญพุทธกจิ 5 ประการ เป็น
ประจาทุกวันโดยแบง่ ออกเป็น 5 เวลา ดังนี้
1. ช่วงเช้า ทรงออก 2. ช่วงเย็น ทรงเสด็จ 3. ช่วงคา ทรงประทาน
บิณฑบาตโปรดสัตว์และ อ อ ก ไ ป แ ส ด ง ธ ร ร ม แ ก่ โอวาทแก่เหล่าภิกษุสงฆ์
สนทนาธรรมกับผู้ที่ทรง ประชาชนในท้องถ่นิ นนั้
เลง็ เหน็ วา่ ส่งั สอนได้ 5 . ช่ ว ง ใ ก ล้ รุ่ ง ท ร ง
4. ช่วงเทียงคืน ทรง พจิ ารณาเลอื กบุคคลท่ีจะ
ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม แ ล ะ เสด็จไปโปรดในตอนเชา้
แสดงธรรมแกเ่ ทวดา
พระธรรม คือ คาส่ังสอนของพระพุทธเจ้า
เปน็ สง่ิ ที่ชาวพุทธควรยดึ ถอื และนาไปประพฤติ
ปฏิบัติเพื่อประสบกับความสุขในการดาเนิน
ชีวิต พระธรรมทีส่ าคญั เชน่
อริยสัจ 4 คือ ความจริง 1. ทุกข์ หมายถึง สภาพท่ี 2. สมทุ ัย หมายถึง
อันประเสริฐที่ทาให้ผู้รู้ ทนไดย้ าก สภาพท่ีบบี คัน้ เหตุทที่ าใหเ้ กดิ ทุกข์ คอื
แ จ้ ง พ้ น จ า ก กิ เ ล ส แ ล ะ ตัณหาและความอยาก
ความทุกขท์ ง้ั ปวง
3 . นิ โ ร ธ ห ม า ย ถึ ง 4 . ม ร ร ค ห ม า ย ถึ ง
ความดับทุกข์ คือ ภาวะ ข้อปฏิบัติเพ่ือให้ถึงความ
ทีต่ ณั หาไดด้ บั สนิ้ ไป ดบั ทุกข์
หลักกรรม
กรรม หมายถงึ การกระทาโดยเจตนา
คาวา่ กรรม เป็นคากลางๆ จะม่งุ ไปในทางดีกไ็ ด้ ชว่ั กไ็ ด้
ทาดี เรยี กวา่ กุศลกรรม ทาชัว่ เรยี กว่า อกุศลกรรม
กรรม กศุ ลกรรม อกุศลกรรม
(การกระทาโดยเจตนา) (ทาด)ี (ทาชัว)
กายกรรม -เวน้ จากการฆ่าสัตวเ์ วน้ จากการลักทรพั ย์ -ฆ่าสัตว์
-ลกั ทรพั ย์
(การกระทาทางกาย) -เวน้ จากการประพฤตผิ ิดในกาม -ประพฤติผดิ ในกาม
วจีกรรม -เว้นจากการพูดเท็จ -พูดเทจ็
-พดู ส่อเสียด
(การกระทาดว้ ยการพูด) -เวน้ จากการพดู ส่อเสยี ด -พูดคาหยาบ
-พดู เพอ้ เจอ้
-เวน้ จากการพดู คาหยาบ
-โลภอยากได้
-เวน้ จากการพดู เพอ้ เจ้อ -พยาบาทปองร้าย
-เหน็ ผิดเปน็ ชอบ
มโนกรรม -ไม่โลภอยากได้
(การกระทาดว้ ยใจนึกคิด) -ไมพ่ ยาบาทปองร้าย
-ไม่เห็นผิดเป็นชอบ
พระสงฆ์ คอื สาวกของพระพุทธเจา้ เปน็ ผู้ปฏิบตั ิตามคาสัง่ สอน
ของพระพทุ ธเจ้า แลว้ นาคาสอนมาเผยแผ่แก่คนทั่วไป
ความสาคญั ของพระสงฆ์
1. เปน็ ผู้ปฏิบตั ิดี ปฏบิ ัตชิ อบตามพระธรรมวนิ ยั
2. เปน็ ตัวอย่างทด่ี ใี นทางศลี ธรรมและนาให้ประพฤติดีตาม
3. เรียนรูพ้ ระธรรม แลว้ นามาสอนใหบ้ ุคคลทั่วไปได้รตู้ ามและประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ าม
4. เป็นผู้ทีท่ าหน้าท่ีสบื ต่ออายขุ องพระพทุ ธศาสนา
ชาวพุทธทุกคนควรมคี วามเช่อื ความศรทั ธาเลอื่ มใสในคณุ ของพระรตั นตรัย
และมีศรทั ธา 4 ประการ ศรัทธา 4
คือ ความเชือ่ ทีต่ งั้ อยู่บนฐานของเหตุและผล มี 4 ประการ
เมือ่ บุคคลมคี วามเชื่อทงั้ 4 ประการนีแ้ ลว้ ยอ่ มไม่ประพฤติช่วั
ทางกาย วาจา และใจ เพราะเชอื่ ในเหตแุ ละผลของการกระทา
1. เชือว่าการมอี ยจู่ รงิ 2. เชอื วา่ ผลกรรมมจี ริง
คอื เชื่อว่าเม่ือทาอะไรโดยมีเจตนาหรอื คือ เช่ือวา่ กรรมท่ีทาแลว้ ต้องมผี ล
จงใจทา ย่อมเป็นกรรม ซึง่ อาจให้ผลในปจั จุบนั หรอื อนาคต
ที่เกดิ ขน้ึ ในตน ศรทั ธา 4
3. เชือว่าสัตวม์ ีกรรมเปน็ ของตน 4. เชอื พระปญั ญา และการตรัสรู้
คอื เชือ่ ว่าแต่ละคนเป็นเจา้ ของกรรม ของพระพทุ ธเจ้า คือ เชอื่ วา่ พระพุทธเจา้
ที่ตนทาไว้ และจะไดร้ บั ผลตามกรรม ตรัสร้หู ลักธรรมอันประเสรฐิ
ของตน ทาดไี ด้ดี ทาช่วั ไดช้ ั่ว
2. ไตรสิกขา
ไตรสกิ ขา หมายถึง ข้อปฏบิ ตั ิ
ทต่ี ้องศึกษา 3 ประการ ไดแ้ ก่
1. ศลี
2. สมาธิ
3. ปญั ญา
ศลี
คือ การรักษากายและวาจาให้เป็นปกติหรือ
ไม่ให้บกพร่อง เช่น การไม่เบียดเบียนผู้อ่ืนท้ัง
ทางกายและวาจา การรักษาศีลเป็นสิ่งสาคัญ
เพราะศีลเป็นพ้ืนฐานของการฝึกสมาธิและ
เปน็ พืน้ ฐานที่กอ่ ให้เกิดคณุ ธรรมต่างๆ
สมาธิ
คือ ความตั้งม่ันแห่งจิตหรือการสารวมจิตให้
แน่วแน่ สามารถฝึกได้โดยการทาให้จิตจดจ่อ
อยู่กับส่ิงใดส่ิงหน่ึงเพียงสิ่งเดียว การฝึกใจให้
มีสมาธทิ าไดห้ ลายวิธี เชน่ น่งั สมาธิ
เดินจงกรม
ปญั ญา
คือ ความฉลาดรอบรู้หรือความจาในเหตุและผล
รู้และเห็นแนวทางการปฏิบัติท่ีถูกต้อง ปัญญาใน
ไตรสิกขา เป็นปัญญาท่ีเกิดขึ้นจากการฝึกหัด
ปฏิบัติอบรม เป็นปัญญาที่เกิดข้ึนหลังจากฝึก
สมาธิ เพราะเม่ือจิตต้ังมั่นดีแล้ว ก็จะเกิดปัญญารู้
แจ้งในสิง่ ต่างๆ
3. โอวาท 3
โอวาท 3 หรือทเี่ รียกวา่
โอวาทปาฏิโมกข์ คือ หลกั ธรรมคาสอน
ของพระพทุ ธเจา้ ทถ่ี อื ว่าเป็นแกน่ แทห้ รอื
หวั ใจสาคัญของพระพทุ ธศาสนา
มี 3 ขอ้ ดังนี้
1. การไม่ทาความชวั
การละเวน้ จากการทาสง่ิ ไมด่ ที ้ังหลาย
โดยหลักธรรมที่ช่วยสนบั สนุนการไมท่ า
ความชัว่ เช่น
1. เบญจศลี
2. อบายมขุ 6
3. อกศุ ลมูล 3
เบญจศีล
ขอ้ ปฏบิ ัตพิ ้นื ฐานในการ เว้นจากการทาความชว่ั 5 ข้อ ไดแ้ ก่
1. ศลี ข้อ 1 งดเว้นจากการฆ่าสัตว์
2. ศีลขอ้ 2 งดเว้นจากการลักทรัพย์
3. ศลี ขอ้ 3 งดเวน้ จากการประพฤติผดิ ในกาม
4. ศีลขอ้ 4 งดเว้นจากการพูดเท็จจรงิ
5. ศลี ขอ้ 5 งดเว้นจากการดมื่ สรุ า
อบายมขุ 6
การกระทาทเ่ี ป็นเหตนุ าไปสู่ ความเส่อื ม คือ อบายมขุ 6 ประการ ไดแ้ ก่
1. ด่มื น้าเมา
2. เที่ยวกลางคนื
3. เทย่ี วดูการละเล่น
4. เล่นการพนนั
5. คบคนชั่วเปน็ มิตร
6. เกยี จครา้ นการทางาน
อกุศลมลู 3
ต้นเหตแุ ห่งความชั่ว 3 อย่าง ได้แก่
1. โลภะ คือ ความโลภ อยากได้สิ่งต่างๆ มาเปน็ ของตนเองโดยมิชอบ
2. โทสะ คือ ความโกรธ มจี ติ คดิ ร้ายตอ่ ผู้อน่ื มุ่งทาให้ผอู้ ื่นเปน็ อันตราย
หรือได้รับความเสียหาย
3. โมหะ คอื ความหลง ไม่รจู้ ริง โงเ่ ขลาเบาปัญญา
ความโลภ ความโกรธ ความหลง ในทางพระพุทธศาสนาจัดเป็นอวิชาที่จะทาใหค้ นมีความ
ทกุ ข์แตเ่ ราสามารถสละทง้ั 3 ส่งิ นีใ้ หห้ มดไปจากจิตใจไดด้ ้วยการปฏบิ ัตติ ามหลักไตรสิกขา
2. การทาความดี
การทาความดี สามารถทาไดโ้ ดยการปฏบิ ัติตามหลักธรรมต่างๆ เชน่
เบญจธรรม
กุศลมูล 3
พละ 4
คารวะ 6
กตญั ญกู ตเวทีตอ่ พระมหากษตั ริย์
มงคล 38
เบญจธรรม
ข้อพงึ ปฏิบัตใิ ห้เกิดผลดี 5 ประการ ไดแ้ ก่
1. เมตตากรณุ า คอื ความคิดปรารถนาจะใหผ้ ูอ้ ื่นเป็นสขุ และปราศจากทกุ ข์
2. สัมมาอาชีวะ คอื การประกอบอาชพี สจุ ริตและไม่ใชอ่ าชพี ท่สี นับสนุนให้คนทาผดิ ศีล 5
3. กามสงั วร คอื การสารวมในกาม พอใจในคคู่ รองของตนไมล่ ่วงละเมิดคู่ครองของผู้อื่น
4. สัจจะ คอื การมวี าจาสตั ย์ พูดความจรงิ พูดแต่สิง่ ทม่ี ีประโยชน์ พดู จาไพเราะสุภาพ
5. สติสมั ปชญั ญะ คอื การร้ตู วั อยู่เสมอและกระทาสิ่งต่างๆ อยา่ งมสี ติ
กศุ ลมูล 3
ตน้ เหตขุ องความดี 3 ประการ ไดแ้ ก่
1. อโลภะ คือ ความไมโ่ ลภ ไม่อยากไดส้ ่งิ ของของผู้อ่ืนมาเป็นของตน พอใจในสง่ิ ท่ตี นมี
2. อโทสะ คอื ความไมโ่ กรธ ไมค่ ดิ ทารา้ ยผู้อ่นื รู้จักการใหอ้ ภัย
3. อโมหะ คอื ความไม่หลง รูจ้ กั คิดอยา่ งมเี หตุผล และสามารถแยกแยะได้วา่
ส่งิ ใดดี สง่ิ ไหนไมด่ ี
พละ 4
ธรรมอนั เป็นพลงั ทาให้ดาเนนิ ชีวติ
ด้วยความมันใจ 4 ประการ ได้แก่
1. ปัญญาพละ คอื กาลงั ท่เี กดิ จากปญั ญา
2. วริ ิยะพละ คอื กาลังท่เี กิดจากความเพยี รพยายาม
3. อนวัชชพละ คอื กาลงั ทีเ่ กดิ จากการกระทาที่ดี ทาแตส่ ง่ิ ทไี่ มเ่ กิดโทษ
4. สังคหพละ คอื กาลังทเ่ี กิดการสงเคราะหห์ รือการช่วยเหลือผ้อู ่ืน
คารวะ 6
ความเคารพ หรือตระหนกั ในสงิ สาคัญ
6 ประการ ไดแ้ ก่
1. คารวะในพระพุทธเจา้ คือ เคารพในคณุ ของพระพทุ ธเจ้า
2. คารวะในพระธรรม คือ เคารพในคาสอนของพระพทุ ธเจ้า
3. คารวะในพระสงฆ์ คอื เคารพในคุณความดีของพระสงฆ์
4. คารวะในการศึกษา คือ ตระหนกั ในการศึกษาเลา่ เรียน
5. คารวะในความไมป่ ระมาท คอื ตระหนกั ในความไม่ประมาท ใช้ชวี ติ ด้วยความระมัดระวงั
6. คารวะในการต้อนรบั ปฏสิ นั ถาร คอื ตระหนักต่อการตอ้ นรับปฏิบัติด้วยความเอ้ือเฟอ้ื
กตัญญกู ตเวทีตอ่ พระมหากษตั ริย์ การร้คู ุณ รวมถงึ ตอบแทนคณุ ของ
พระมหากษตั รยิ ์เนือ่ งจากพระมหากษัตริย์ไทยทกุ พระองคท์ รงมพี ระมหากรุณาธิคณุ
ตอ่ พสกนกิ ร ดังนน้ั ประชาชนชาวไทยจงึ ควรสานกึ ในพระมหากรุณาธคิ ุณของ
พระมหากษัตริยไ์ ทยด้วยการน้อมนาพระบรมราโชวาทมาเปน็ แนวทางในการดาเนนิ
ชีวติ และตง้ั ใจปฏบิ ัตติ นเปน็ พลเมอื งดี
มงคล 38 เหตแุ ห่งความเจริญ 38 ประการ ในชนั้ นกี้ าหนดให้เรยี น 3 ประการ ดงั น้ี
มวี ินัย (มงคลที่ 9) คอื การอยใู่ นระเบียบ แบบแผน และขอ้ บังคับ
การทางานไม่มโี ทษ (มงคลท่ี 18) คอื การทางานหรือประกอบอาชพี ที่สุจริต ไม่ผดิ กฎหมาย
และศลี ธรรม
ไม่ประมาทในธรรม (มงคลที่ 21) คือ การมีจติ ที่จะทาความดีอยตู่ ลอดเวลา มีความระมดั ระวงั
ตนในการดารงชวี ิต มสี ติรอบคอบในการทากจิ กรรมตา่ งๆ อย่เู สมอ
3. การทาจิตใจใหผ้ ่องใสบรสิ ทุ ธ์ิ
การทาจิตใจให้ปราศจากส่ิงเศร้าหมองต่างๆ
เชน่ ความโลภความโกรธ และความหลง
เราสามารถทาจิตใจให้สะอาดและบริสุทธ์ิได้
ด้วยการบริหารจิตและเจริญปัญญา โดยการ
น่ังสมาธิ สวดมนตแ์ ผ่เมตตา
3. การทาจิตใจใหผ้ อ่ งใสบรสิ ุทธ์ิ
เพราะการทาจิตใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์ถือเป็นสิ่งจาเป็นในชีวิตประจาวัน
ของเรา ท้งั ในด้านการเรยี นการทางานเพ่ือหาเล้ียงชีพและการดาเนนิ ชวี ติ
4. การปฏิบตั ติ นตามหลกั ธรรมของศาสนาเพอื แกป้ ญั หา
บางอยา่ งและสงิ เสพตดิ
พระพุทธศาสนามหี ลกั ธรรมทชี่ ว่ ยพัฒนาตนเอง ทง้ั ทางดา้ นร่างกาย วาจา
และจติ ใจ รวมทัง้ สง่ เสรมิ ใหล้ ะเวน้ จากอบายมุขและสงิ่ เสพตดิ ต่างๆ
4. การปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ธรรมของศาสนาเพือแกป้ ญั หา
บางอยา่ งและสิงเสพติด
โดยหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาหลายหลักธรรมสามารถนามาปฏิบัติ
เพื่อแก้ปญั หาอบายมขุ และสงิ่ เสพติดได้ เชน่ หลักกรรม เบญจศลี เบญจ
ธรรม อบายมุข 6 อกศุ ลมูล 3 ตวั อยา่ งเช่น
หลักกรรม
ทาดไี ดด้ ี ทาชวั ไดช้ วั ถ้าเราเห็นวา่ การเล่นการพนนั และเสพยาเสพตดิ เป็นการทาชว่ั
เพราะสง่ ผลให้เราเสียทรพั ยเ์ สียเวลา เสียสุขภาพ และอาจทาให้เกดิ ปัญหาอาชญากรรม
หรอื ตอ้ งกระทาผดิ กฎหมาย ซง่ึ หากเราไม่ตอ้ งการได้รับผลจากการเลน่ การพนันและ
เสพยาเสพตดิ เราก็ต้องไม่ไปเกีย่ วขอ้ งและทาส่งิ เหล่านนั้
5. พทุ ธศาสนสภุ าษิต
คาสอนของพระพุทธศาสนา ที่มีความหมายเป็นคติเตือนใจให้
นาไปปฏิบัติเพื่อความสุข และความสาเร็จในการดาเนินชีวิตซ่ึง
ในชนั้ นเี้ นน้ เรอ่ื งการมีสจั จะและการพูดจริงทาจรงิ ดงั นี้
คนจะได้เกยี รตดิ ้วยสจั จะ
คาบาลี สจฺเจน กิตฺต ปปฺโปติ
อา่ นว่า สดั -เจ-นะ-กิด-ตงิ -ปับ-โป-ติ
มีความหมายว่า คนจะมีช่ือเสียง มีเกียรติยศเป็นท่ีรู้จักของคน
ทั่วไปนั้น จะต้องเป็นคนมีสัจจะ ไม่มีบุคคลใดได้รับการยกย่องว่า
เปน็ คนมีเกยี รติเพราะพูดจาเหลวไหล
พูดเช่นไร ทาเชน่ น้ัน
คาบาลี ยถาวาที ตถาการี
อา่ นว่า ยะ-ถา-วา-ท-ี ตะ-ถา-กา-รี
มีความหมายว่า พูดไว้อย่างไร ก็ทาให้ได้อย่างท่ีพูด รักษาคาม่ัน
สัญญาหรือมีวาจาสัตย์
22.. หหลลกั ักคคาาสสออนนสสาาคคญั ัญขขอองงศศาาสสนนาาคครรสิ ิสตต์ ์
การปรารถนาใหผ้ ู้อน่ื มคี วามสุข มีความเมตตากรุณา ให้อภยั ซง่ึ กนั และกนั และ
ยินดเี ม่ือผอู้ ืน่ ได้ ดีหลกั ความรักของศาสนาครสิ ตม์ ี 2 ประการ คือ
1. หลักความรัก
1. ความรกั ระหวา่ งมนษุ ย์กบั พระเจา้ 2. ความรกั ระหวา่ งมนษุ ยก์ บั มนษุ ย์
ซง่ึ เปรียบเสมอื นความรกั ระหว่างบดิ า พระเยซสู อนใหร้ ักเพอื่ นบา้ นมนษุ ย์ท้ัง
กบั บุตร โลกสอนให้รกั ศตั รู รจู้ ักการใหอ้ ภัย
และเสียสละ
ตรีเอกานุภาพ 3. พระจติ (วญิ ญาณศกั ดิส์ ทิ ธข์ิ องพระ
หมายถึง พระเจา้ องคเ์ ดียว บิดาและพระบตุ รรวมกนั ) คือ วิญญาณ
แตม่ ี 3 พระบุคคล ไดแ้ ก่ อนั บรสิ ุทธ์เิ พ่อื มอบความรกั และช่วยให้
มนษุ ย์ประพฤตดิ ี
2. หลักตรเี อกานุภาพ
1. พระบตุ ร (พระเยซู) 2. พระบิดา (พระเยโฮวาห์)
คือ ผู้เกิดมาเพ่อื ไถบ่ าปให้แกม่ นุษย์ คอื ผสู้ ร้างโลกและใหก้ าเนิดแก่ทกุ ชวี ิต
3. บญั ญตั ิ 10 ประการ 1.จงนมสั การพระเจา้ พระองคเ์ ดียว
2. อยา่ ออกนามพระเจ้าโดยไมม่ เี หตผุ ล
ขอ้ ปฏบิ ตั ิ 10 ข้อ ท่พี ระเจา้ 3. จงถือวันพระเจา้ เปน็ วันศักด์สิ ทิ ธิ์
ทรงประทานให้กบั 4. จงนับถือบดิ ามารดา
ครสิ ต์ศาสนิกชน มดี ังน้ี 5. อยา่ ฆ่าคน
6. อย่าผดิ ประเวณี
7. อยา่ ลกั ทรพั ย์
8. อยา่ พดู เท็จ
9. อยา่ คิดมชิ อบ
10. อย่ามีความโลภในทรพั ยส์ ินของผูอ้ น่ื
3. หลกั คาสอนสาคัญของศาสนาอิสลาม
1. หลักศรทั ธา 6 ประการ
1. ศรัทธาตอ่ อัลลอฮ์ เช่อื วา่ มีพระเจ้าพระองคเ์ ดยี วเป็นผสู้ ร้างทกุ สรรพส่งิ คือ อลั ลอฮ์
2. ศรัทธาต่อเทวทูตของอัลลอฮ์ มุสลิมตอ้ งเชอื่ ว่าเทวทูตมอี ยจู่ รงิ
3. ศรทั ธาต่อพระคมั ภีรท์ ั้งหลาย ศรัทธาตอ่ คัมภรี ์อัลกุรอานท่ีอลั ลอฮป์ ระทานมาให้
4. ศรทั ธาต่อศาสนทตู ศรทั ธาตอ่ นบมี ูฮมั หมัดท่ีอลั ลอฮเ์ ลอื กสรรใหเ้ ป็นผูป้ ระกาศศาสนา
5. ศรทั ธาในวนั พิพากษาโลก เช่อื ว่าโลกมีวนั แตกดับและอัลลอฮจ์ ะเปน็ ผ้พู ิพากษามนุษย์
ตามกรรมดกี รรมช่ัวของแตล่ ะบคุ คล
6. ศรทั ธาในลิขติ ของอัลลอฮ์ เชอื่ วา่ อัลเลาะหเ์ ปน็ ผ้ลู ขิ ติ ชวี ติ มนุษย์
2. หลักปฏบิ ัติ 5 ประการ
ผ้เู ปน็ มสุ ลมิ ต้องนาหลักปฏิบตั ิ 5 ประการ ไปเปน็ แนวปฏบิ ตั ติ นในการดาเนนิ ชวี ติ
ดงั นี้
1. การปฏิญาณตน เปน็ การประกาศ
ยอมรบั ด้วยความศรทั ธาและบริสทุ ธใิ์ จ
ของผู้เปน็ มสุ ลมิ ว่าอลั ลอฮ์เป็นพระเจา้
สูงสดุ เพียงพระองคเ์ ดียว และนบมี ูฮมั
หมดั เป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์
2. การละหมาด
การละหมาดเป็นการนมสั การพระเจ้าท้ังทางร่างกายและจติ ใจ
ของผู้เป็นมุสลิมโดยต้องละหมาดวันละ 5 เวลา
3. การบริจาคซะกาต
การบริจาคซะกาต เป็นการบรจิ าคทรพั ยใ์ หท้ านแก่คนทเ่ี หมาะสม
ตามทีศ่ าสนากาหนด เช่น คนยากไร้
4. การถือศีลอด
การถือศลี อด เปน็ การกาจัดอบายมขุ ทัง้ หลายด้วยการหยดุ การกนิ การด่มื
การเสพ เปน็ เวลา 1 เดือน คือ เดือนรอมฎอน ตามปฏิทนิ ของอสิ ลาม
5. การประกอบพธิ ีฮจั ญ์
เป็นการประกอบศาสนกิจในเดือน 12 ตามปฏิทิน
อิสลามท่ีนครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย
มีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้มุสลิมระลึกถึงพระเจ้าและได้
พบปะพี่น้องมุสลิมจากท่ัวโลก ครั้งหน่ึงในชีวิต
ของมุสลมิ ทม่ี คี วามพรอ้ มด้านร่างกายและการเงิน
จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ท่ีนครเมกกะ
ประเทศซาอดุ ิอาระเบีย
4. หลักคาสอนสาคญั ของศาสนาฮินดู
1. หลกั ธรรม 10 ประการ 1. ธฤตา ไดแ้ ก่ ความพอใจ ความกลา้ และความมั่นคง
2. กษมา ไดแ้ ก่ ความอดทนและความอดกลน้ั
ผู้ทน่ี ับถือศาสนาฮนิ ดู 3. ทมะ ไดแ้ ก่ การขม่ ใจของตนเองดว้ ยเมตตา
จะต้องเรยี นรหู้ ลกั ธรรม 4. อสั เตยะ ไดแ้ ก่ การไมล่ กั ขโมย
10 ประการ ดงั น้ี 5. เศาจะ ได้แก่ การกระทาตนให้บรสิ ุทธิท์ ง้ั ร่างกายและจติ ใจ
6. อินทรยี นคิ รหะ ไดแ้ ก่ การหม่ันตรวจสอบอินทรยี ท์ ั้ง 10
ประการ ให้ได้รับการตอบสนองทีถ่ กู ต้อง
7. ธี ไดแ้ ก่ ปญั ญา สติ มติ และความคดิ
8. วิทยา ไดแ้ ก่ ความรู้ทางปรัชญา
9. สัตยะ ได้แก่ ความจริงและความซ่อื สัตย์
10. อโกธะ ไดแ้ ก่ ความไม่โกรธ