The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Aun Watpho, 2023-06-04 12:10:06

อนุสรณ์คุณแม่อนงค์ เหล่าแสนสุข

memorandum_v1

คำว่าแม่นั้นยิ่งใหญ่หาใดเปรียบ สุดจะเทียมเทียบได้ในโลกหล้า เพราะแม่นั้นให้กำเนิดเกิดลูกมา คุณของค่าน้ำนมแม่หาใดปาน แม่มีแต่คำว่าให้ไม่คิดรับ แม่ให้ทรัพย์ให้วิชาให้อาหาร ให้ชีวิตให้ความคิดให้วิญญาณ ลูกกราบกรานซึ้งพระคุณอุ่นอำไพ ลูก ๆ หลาน ๆ ทุกคนขอใช้บทความนี้แทน ทุกอย่างที่แม่ให้


กำหนดงานสวดพระอภิธรรม คุณแม่อนงค์ เหล่าแสนสุข อายุ ๘๕ ปี ณ ศาลาใหญ่ วัดโพธินิมิตรสถิตมหาสีมาราม วันจันทร์ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา ๑๔.๐๐ น. เวลา ๑๙.๐๐ น. รดน้ำศพ สวดพระอภิธรรม วันอังคารที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๑๙.๐๐ น. สวดพระอภิธรรม วันพุธที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา ๑๙.๐๐ น. สวดพระอภิธรรม ฝ่ายจัดซื้อจัดจ้าง และบริหารอาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (เจ้าภาพ) วันพฤหัสบดีที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๑๙.๐๐ น. สวดพระอภิธรรม ครอบครัว ภูมิศุข ครอบครัวอิทธิชัยพิมล ทีมงาน พลเอกสนั่น เศวตเศรนี(เจ้าภาพ) วันศุกร์ที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา ๑๙.๐๐ น. สวดพระอภิธรรม พระศรีสิทธิมุนี และคณะสงฆ์วัดโพธิ์นิมิตร ชมรมสาธยายมนต์วัดโพธิ์นิมิตร (เจ้าภาพ) วันเสาร์ที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๑๑.๐๐ น. เวลา ๑๕.๐๐ น. เวลา ๑๖.๐๐ น. เวลา ๑๗.๐๐ น. ถวายเพลพระสงฆ์ ธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์ มาติกาบังสุกุล พิธีฌาปนกิจ


สารบัญ เรื่อง หน้า ประวัติคุณแม่อนงค์ เหล่าแสนสุข 3 ภาพผู้ร่วมงานสวดอภิธรรม รูปสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฺฑฒโน) ผู้สร้างวัดโพธินิมิตร พร้อมประวัติ และประวัติวัดโพธินิมิตรสถิตย์มหาสีมาราม 9 รูปและประวัติพระสุนทรีวาณี 16 ภาพวัดโพธินิมิตในอดีต (หาดูยาก) เร็ว ๆ นี้ ความเป็นมาการก่อสร้างอนุสาวรีย์วงเวียนใหญ่ เร็ว ๆ นี้


ส่วนที่ ๑ ประวัติ คุณแม่อนงค์ เหล่าแสนสุข เกิดเมื่อ ไม่ปรากฏวันชัดเจน กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ เป็นชาว ตำบลทุ่งหวัง จังหวัดสงขลา มี พี่น้องรวม ๗ คน ดังนี้ ๑ นางเผ็กขิ้ม บุญมาส (ถึงแก่กรรม) ๒ นายจิ้ว แซ่ลิ่ม (ถึงแก่กรรม) ๓ นายผ่อง แสลิ่ม (ถึงแก่กรรม) ๔ นายผั้น ลิ่มวชิรานันต์(ถึงแก่กรรม) ๕ นางเผ็กฉั้น เหาตะวานิช ๖ นายอนันต์ ลิ่มวชิรานันต์ และ ๗ คุณแม่อนงค์ เหล่าแสนสุข (มีชื่อเป็นภาษาจีนว่า โป้ยเตียน) เป็นบุตรสาวคนเล็ก ของ นายล่ำฉิ้น แส่ลิ่ม (ลิ่มวชิรานันต์) มาจากเมืองจีน นางเย็กอิ้ม แซ่ลิ้ม (ฉูฉี ลิ่มวชิรานันต์)ชาวจังหวัดสงขลา ต่อมาคุณแม่ได้มาเป็น บุตรบุญธรรม ของน้าภิญโญ เกษมสุข และนางเฮียง เกษมสุข (นายภิญโญ เป็น น้องของนางเย็กอิ้ม)จึงมีพี่ตระกูลเกษมสุข เพิ่มอีก ๓ คน บรรยายบุคคลในภาพ จากขวาสุด 1. นายสวัสดิ์ เหล่าแสนสุข(สามีคุณ แม่อนงค์) 2 –3 ไม่ทราบนาม 4. คุณแม่อนงค์ เหล่าแสนสุข 5 นางสาวประณีต เกษมสุข 6. นายประมวล เกษมสุข 7.นายผ่อง แสลิ่ม 8. นายประสงค์ เกษมสุข


ในวัยสาวได้ไปเรียนทำผมและ ตัดเย็บเสื้อผ้าในตัวเมืองจังหวัด สงขลา แล้วเปิดร้านในตัวเมือง สงขลา ชื่อร้าน “ ศรีอนงค์ “ ต่อมาได้เข้ามาเรียนทำผมและ ตัดเย็บเสื้อผ้า เพิ่มเติมที่โรงเรียนศรี วิไล ในกรุงเทพมหานคร บริเวณ ด้านหลังศาลอาญา พระนคร จนมาได้สมรส กับ คุณพ่อสวัสดิ์ เหล่าแสนสุข ย้ายมาเป็นคนวัดโพธิ นิมิตร มีบุตรชาย ๔ คน ได้แก่ 1. ร.ต.จงรัก เหล่าแสนสุข 2. พ.จ.อ.ภักดี เหล่าแสนสุข 3. จ.ส.อ.ทวีลาภ เหล่าแสนสุข (อธิวัฒน์ ชัยโรจน์จรัส) 4.จ.อ.สุภาพพงศ์ เหล่าแสนสุข สมรส กับ พว.พรทิพย์ เหล่าแสนสุข (พยาบาล วิชาชีพ) มีหลานให้ย่า ๒ คน คือ ๑ นายธัชพล เหล่าแสนสุข ๒ นายภัทรพล เหล่าแสนสุข


จนมาในวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๓ คุณพ่อสวัสดิ์ เหล่าแสนสุข ได้ถึงแก่กรรมลงที่โรงพยาบาลศิริราช คุณแม่อนงค์ ก็ได้ เลี้ยงดูบุตรทั้ง ๔ คน โดยใช้วิชาที่ร่ำเรียนมา เปิดร้านทำผม และตัดเย็บ เสื้อผ้า อยู่กับบ้าน อบรมสั่งสอน บุตรทั้ง ๔ คน (ซึ่งคุณพ่อสวัสดิ์ ได้สั่ง ไว้ ไม่ให้ลูก ๆ เล่นการพนันเป็นอันขาด) ได้ให้การศึกษา ไปรับ-ไปส่ง โรงเรียน จนเติบใหญ่ สำเร็จการศึกษา จนทำงานรับราชการทุกคน แม่ อนงค์ ฯ มีความสามารถพิเศษในการดูและอ่านกราฟชีวิตได้ (ไม่รู้ไป เรียนมาจากที่ไหน) คุณแม่อนงค์ ฯ เริ่มมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย มาตั้งแต่ ประมาณ พ.ศ.๒๕๖๓ จะไม่ได้ออกไปใส่บาตร และเดินซื้อของในตลาด จนเมื่อเดือน ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ คุณแม่อนงค์ ฯ มีอาการท้องบวม จึงนำส่ง รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้าทหารเรือ เพื่อตรวจเช็ค พบว่า มี ภาวะการทำงานของตับผิดปกติ ทำให้มีน้ำในช่องท้อง คุณหมอได้ทำ การเจาะน้ำในท้องออก เช็คระบบเลือดและอัลตร้าซาวด์ แล้วให้กลับมา รักษาตัวที่บ้าน โดยได้ออกใบนัดให้มาพบในวันที่๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ คุณหมอได้ทำการรักษาและตรวจโดยละเอียด พบว่าค่าความ ดันโลหิตไม่อยู่ในเกณฑ์ปกติ ค่าออกซิเจนในเลือดต่ำ ต้องให้ออกซิเจน ช่วย จึงต้องรับตัวไว้รักษาเป็นคนไข้ในของโรงพยาบาล ต้องดำเนินการ รักษาแบบประคับประคองให้เหมาะสม แต่จากสภาพผลแลปต่าง ๆ บ่ง บอกว่า ตับ และไต เริ่มมีอาการเสื่อม จนวันอาทิตย์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา ๑๒.๑๑ น. คุณแม่ก็จากไปด้วยอาการอันสงบ


ภาพป้านงค์ ที่ชาววัดโพธิ์ ฯ คุ้นเคย


รวมภาพที่ระลึก คุณแม่อนงค์ เหล่าแสนสุข งานบวชลูกชายคนแรก ภาพงานกฐินพระราชทาน ทำบุญบังสุกุล ปี 2565 ภาพถ่ายกับคุณสันติ ลุนเผ่


ภาพถ่ายกับหลาน


บรรยากาศสบาย ๆ ของ คุณแม่อนงค์ และพี่ชาย (ลุงอนันต์)


วันธรรมดาของคุณแม่อนงค์


ภาพผู้ร่วมงานสวดอภิธรรม


ประวัติสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฺฑฒโน)


เกิดเมื่อวันอังคารที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๓๖๕ ในสมัยพระพุทธเลิศหล้า นภาลัย รัชกาลที่ ๒ เป็นบุตรของนายโพ นางมิ ชาวทวาย เป็นคนทำสวน ตั้งชื่อ ว่า “ แดง “ จนเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๗ อายุ ๑๒ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดอินทาราม โดยพระอาจารย์ฉิม (พระธรรมเทศาจารย์) ต่อได้ตาม พระอาจารย์ฉิม ไปเรียนบาลี และไปอยู่ที่วัดสระเกศ และวัดสุทัศน์ ตามลำดับ ปี พ.ศ.๒๓๘๕ อายุ ๒๐ ปี ครบอุปสมบท ได้อุปสมบทที่วัดสุทัศน์ โดยมีสมเด็จ พระพุฒาจารย์ (สน) เป็นพระอุปชาฌาย์ ได้ฉายา “ สีลวฺฒโน “ พ.ศ.๒๓๙๔ สอบได้เปรียญเอกสูงสุด เปรียญธรรม ๘ ประโยค พ.ศ.๒๔๐๓ เป็นพระราชาคณะ ที่ พระศรีสมโพธิ พ.ศ.๒๔๑๕ เป็น พระราชาคณะผู้ใหญ่ ที่ พระเทพกวี ศรีวิสุทธินายก พ.ศ.๒๔๒๑ ได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์เทพวราราม เป็นเจ้าอาวาส รูปที่ ๓ (พ.ศ.๒๔๒๑ - ๒๔๔๔) รวม ๒๓ ปี พ.ศ.๒๔๒๒ ได้เลื่อนสมณะศักดิ์ เป็น พระราชาคณะรองฝ่ายใต้ ที่ พระธรรม วโรดม บรมญาณอดุลสุนทรนายก ตรีปิฎก คุณาลังการภูสิต ทักษิณทิศคณฤศร บรมสังฆารามคามวาสี พ.ศ.๒๔๓๔ ได้เลื่อนสมณะศักดิ์ เป็น พระราชาคณะใหญ่ฝ่ายใต้ ที่ สมเด็จพระ วันรัต ปริยัติพิพัฒพงษ์ วิสุทธสงฆปรินายกตรีปิฎกโกศลวิมลคัมภีรณาณสุนทร มหาทักษิณคณฆศร บวรสังฆารามคามวาสีอรัญวาสี (เป็นสมเด็จพระวันรัต รูปที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)


พ.ศ.๒๔๓๖ เกิดกรณี ร.ศ.๑๑๒ พิพาทกับฝรั่งเศส พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเรียกประชุมข้าราชการผู้ใหญ่ และพระสงฆ์ฝ่าย มหานิกาย ทรงถามความคิดเห็นในการแก้ปัญหาจากฝ่ายต่าง ๆ สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฺฑฒโน) ได้ทูลถวายว่า “ เมื่อบ้านเมืองอยู่ในภาวะคับขันเช่นนี้ พระ มหานิกายสามารถช่วยเหลือบ้านเมืองได้ทางหนึ่งโดยการสึกไปรับใช้ชาติ เมื่อ บ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้ว คอยบวชใหม่ เพราะถือเสียว่า บ้านเมืองอยู่ไม่ได้ พระ ศาสนาก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน ฯ “ เป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก พ.ศ.๒๔๓๗ รับพระราชทานพัดแฉกพื้นตาลขาว เพิ่มสมณศักดิ์พิเศษ พ.ศ.๒๔๔๒ สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฺฑโณ) เริ่มมีอาการอาพาธ (มีอาการ อัมพฤกษ์ อัมพาต) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรด เกล้าให้หมอหลวงคอยรักษาพยาบาล มีหมอนวดมาประจำในการนวดอาการ ครั้ง หนึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จมาเยี่ยมอาการอาพาธ เป็นการส่วนพระองค์ เมื่อท่านเสด็จกลับไปแล้ว พื้นไม้บริเวณนั้นท่านห้ามมิให้ใคร นั่งนอนตรงนั้น ภายหลังให้ช่างมาตัดกระดานตรงที่ประทับนั่งนั้น ไปประกอบเป็นพื้น รองนั่งบนธรรมาสน์ สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฺฒโณ) เดินทางไป-มา ระหว่างวัด สุทัศน์ กับ วัดโพธินิมิตร มาจำวัดที่วัดโพธินิมิตรอยู่เนื่อง ๆ โดยมาพักที่ตำหนัก สมเด็จ (อยู่บริเวณคูสมเด็จล้อมเขตมหาสีรามด้านทิศใต้ ด้านหลัง ระหว่างศาลา การเปรียญ กับโรงเรียนพระปริยัติธรรม) การเดินทางไป-มา ใช้เรือเป็นพาหนะ พ.ศ.๒๔๔๓ เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม อาการอาพาธทรุดหนัก พ.ศ.๒๔๔๔ เมื่อวันที่ ๔ มกราคม เจ้าพระยาเทวศวงศ์วิวัฒน์ ทำหนังสือกราบ บังคัมทูลว่า มีอาการเพียบมาก หลวงฤทธิแจ้งว่า มีกระแสพระดำรัสว่า จะอาพาธ อยู่ที่ไหนก็ตามใจคนไข้ ยังไรก็คงมาทำศพที่วัดสุทัศน์ ข้าพเจ้าก็อัญเชิญกระแสพระ ราชดำรัสกราบเรียนท่าน ท่านก็พอใจยิ้มแย้มออกมาได้ สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน) มีบัญชากับข้าพระเจ้าว่า “ ถ้ายังนั้นก็ขออยู่วัดโพธินิมิตร ไม่ขอกลับ “


เมื่อวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๔ ร.ศ.๑๑๙, ค.ศ.๑๙๐๑ เวลา ๕ ทุ่มเศษ ตรง กับวันเสาร์ แรม ๑ ค่ำ เดือนยี่ ปีชวด สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน) ถึง มรณภาพ ที่ตำหนักสมเด็จวัดโพธินิมิตร สิริรวมอายุได้ ๗๙ ปี ๒๕ วัน พรรษา ๕๘ วันที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๔ เวลา ๕ โมงเศษ นำศพกลับวัดสุทัศน์ พระบาท สมเด็๗พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถพระที่นั่ง พร้อมด้วย กระบวนแห่นำตามเสด็จไปยังวัดสุทัศน์เทพวราราม เสด็จขึ้นประทับบนกุฎิ พระราชทานน้ำสรงศพ ฯ เจ้าพนักงานได้แต่งศพอย่างสมณเพศ ยกลงลองในขึ้น ตั้งบนชั้นแว่นฟ้า ๒ ชั้น ประกอบโกษไม้ ๑๒ (ประดับพุ่ม และเฟื่อง ตามเกียรติยศ) ทรงทอดผ้าไตรบังสุกุล ๑๐ ไตร ผ้าขาวพับ ๒๐ พับ พระสงฆ์บังสุกุลแล้วเสด็จกลับ พระราชทานเครื่องประโคมประจำศพ และพระสงฆ์สวดอภิธรรมวันละ ๘ รูป กว่าจะ ได้พระราชทานเพลิง (รวมเวลาสวดพระอภิธรรม ๓๙ วัน) วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๔๔ พระราชทานเพลิงศพ พร้อมกับหม่อมเจ้า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด)ราชสกุลเสนีย์วงศ์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคล ราม ปลูกเมรุมณฑป ท้องสนามหลวง (มีขบวนอัญเชิญศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด) จากวัดพระเชตุพน มาเส้นทางวัดสุทัศน์ แล้วอัญเชิญศพสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฺฑโน) เข้าขบวนมายังเมรุมณฑป ท้องสนามหลวง


ประวัติวัดโพธินิมิตร พ.ศ.๒๔๑๖ โยมพ่อโพ โยมแม่มิ ได้ถวายที่ดินสวน เนื้อที่ กว้าง ๗ วา ยาว ๒๐ วา เป็นมรดกแก่ พระเทพกวี ด้วย พระเทพกวี (แดง สีลวฺฒโน) ไม่คิดจะสึก จึงได้นำที่ดินดังกล่าวสร้างวัด เพื่อถวายเป็น พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ให้เป็น บุญกุศลแด่โยมพ่อโพ โยมแม่มิ เรียกว่า “ วัดใหม่โพ-มิ “ ๑. สร้างพระอุโบสถ กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร มีหน้าต่างด้านละ ๕ ช่อง ประตูหน้าหลัง ๒ ช่อง ๒. พระประธาน หน้าตัก ๑.๓๐ เมตร เป็นพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัย ลง รักปิดทอง โดยจำลอง พระศรีศากยมุนี ซึ่งเป็นพระประธานในวิหารหลวงวัด สุทัศน์ฯ (ซึ่งเป็นพระหล่อโลหะสัมฤทธิ์ที่ใหญ่ทีสุดในประเทศไทย (หน้าตักกว่าง ๓ วา ๑ คืบ) โดยอัญเชิญมาจากวิหารหลวง วัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย สร้างในสมัย ราชวงศ์พระร่วง) มีพระพุทธสาวก ๔ องค์ คุกเข่าประณมหัตถ์อยู่ทั้ง ๔ ด้าน ด้านหน้าเป็น พระสารีบุตร พระโมคัลลานะ, ด้านหลังเป็นภิกษุณี พระนางเขมาเถรี พระนางอุบลวรรณเถรี ในปี พ.ศ.๒๔๘๔ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสสฺเทโว) ทรง


เสด็จนำอัฐิของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฺฑฒโน) ที่ท่านได้เก็บ รักษาไว้ส่วนพระองค์ มาบรรจุไว้ที่บนฐานหน้าพระประธานด้วย ๓. ศาลาการเปรียญ (ปี พ.ศ.๒๔๕๖ เกิดเพลิงไหม้ทั้งหลัง) นางชม แก้ว พานิช ได้สร้างใหม่ให้ทั้งหลังพร้อมสร้างพระประจำศาลาการเปรียญด้วย ๔ ศาลาดิน พระทักษิณคณิศร(สาย) ใช้เป็นสถานที่ศึกษาภาษาบาลีและ ภาษาไทย ๕ หอระฆังทรงไทย ๖ x ๖ เมตร ๖ พระมหาเจดีย์ ฐานกว้างโดยรอบ ๓๒ เมตร สูง ๕๕ เมตร เป็นมหาเจดีย์ บรรจุอัฐิของสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฺฒโณ) ๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานกิ่งโพธิ์ลังกามา ปลูก ๑ ต้น สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฺฒโณ) สร้างถาวรวัตถุเพิ่มเติมในบริเวณ โพธิ์ลังกา ดังนี้๑. พระพุทธบาทจำลอง ๒ รอย ไว้ในมณฑปรอบฐานปัทม์ ภายใต้ ต้นโพธิ์ ด้านริมคลองสำเหร่ (ปัจจุบันอยู่ในศาลารอบพระมหาเจดีย์ด้านทิศเหนือ) ๒. ศาลาจงกรมขนาดเล็กพร้อมทั้งแท่นบูชา ในด้านตะวันออกของต้นโพธิ์ ๘ กุฎิสงฆ์ ฝาไม้ ๑๑ หลัง ๙ สระน้ำมนต์ กลางสระมีแผ่นศิลาสลักยันต์ ปัจจุบันสร้างศาลาตรีมุขค ล่อมสระอยู่ เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฺฒโณ) เมื่อ ๑๒ มีนาคม พ.ศ.๒๔๑๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานวิสุงคามสีมา และพระราชทานนามวัดใหม่ว่า “ วัดโพธินิมิตร “ เมื่อ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่งรัตนดิลก ถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดโพธิ นิมิตร ทรงเห็นว่าพระอุโบสถเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ภายในพระอุโบสถยังไม่ได้ เขียนลวดลายใด ๆ จึงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จ้างช่างเขียน เขียนภาพ ทั้งหมดในพระอุโบสถ เช่นภาพ


(๑). พระสาวกกำลังทำสังคายนาพระธรรมวินัย (๒). พระเจ้าอโศกมหาราชทรงตอนกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ พระราชทานพระเจ้า กรุง อนุราธปุระ (ลังกา) (๓). พระอารามหลวงในกรุงเทพ ฯ และหัวเมือง ซึ่งผูกพัทธสีมาโดยใช้สิ่ง ต่าง ๆ เช่น ภูเขา ลำน้ำ เป็นนิมิตร รวมถึงภาพของวัดโพธินิมิตรด้วย (๔). การประกอบกุศลตามประเพณี เช่น บวชนาค การทำบุญเข้าพรรษา การก่อพระเจดีย์ทรายและลอยกระทง เป็นต้น แต่ละภาพสวยงาม ฝีมือประณีต ควรแก่การชมอย่างยิ่ง (ช่างเขียนภาพคนนี้ชื่อ “พระอาจารย์แดง” เป็นช่างเขียนมีชื่อ เกิดในรัชกาลที่ ๓ มามีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นผู้ออกแบบลายกระเบื้องเคลือบที่ประดับ ถาวรวัตถุวัดราชบพิธด้วย) พ.ศ.๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับวัดโพธิ นิมิตร เป็น พระอารามหลวง (พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ) วันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๓ (ร.ศ.๑๐๙) พระธรรมวโรดม (แดง สีลวฺฑโณ) ได้ขอพระบรมราชานุญาตผูกมหาสีราม ดังมีใจความว่า…. อาตมาภาพพระ ธรรมวโรดม รับพระราชทานถวายพระพรได้ทรงทราบพระมหากรุณาคุณ ด้วย อาตมาภาพได้รับเรียนวิธีผูกขันธสีมาแลมหาสีมาไว้แต่พระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งผูกสีมาวัดปทุมวนารามนั้น ได้มีพระบรมราชโองการโปรด เกล้า ฯ แด่กรมหมื่นอุดมรัตนราษีว่า วิธีการผูกขันธสีมาแลมหาสีมานี้พระสงฆ์ ฝ่ายมหานิกายจะไม่มีใครได้รู้ได้เห็นเป็นอันจะเสื่อมสูญเสียสิ้นแล้ว กรมหมื่นอุดม จงไปรับพระศรีสมโพธิมาให้เธอตรวจนิมิตที่ ฝังลงไว้นี้ให้ถ้วนถี่ชี้แจงว่าชั้นนี้เขตร ขันธสีมา ชั้นนี้เขตรสีมันตริก ชั้นนี้เขตรมหาสีมาเต็มพื้นที่พระอาราม จึ่งทรงพระ ราชหัตถเลขาแผนที่แลวิธียืนทักทิศสีมันตริกแล้วผูกมหาสีมารอบนอกขันธสีมา นั้น พระราชทานให้พระยาศรีสุนทรโวหารฟัก เชิญมาชี้แจงให้อาตมาภาพทราบ สันทัดตามพระราชบรรหารนั้นทุกประการ พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้แล้วดำรัส สั่งให้ผเดียงพระราชาคณะฝ่ายพระมหานิกายไปตรวจดูให้รู้วิธีผูกขันธสีมาแล


มหาสีมา ตามแผนที่วัดประทุมวนารามนั้นเป็นตัวอย่าง อย่าได้ฉงนสงไสยต่อไป ภายน่า บัดนี้อารามที่มีขันธสีมาแลมหาสีมาเต็มพื้นที่นั้น ยังไม่เคยมีในคณะมหานิ กายิกะสงฆ์ อาตมาภาพขอรับพระราชทานพระบรมราชานุญาต พื้นที่วัดโพธิ นิมิตร์เต็มพื้นที่พระอาราม เปนพระราชพรหมทัยในสงฆ์ยกเป็นวิสุงคาม ได้ผูก มหาสีมาไว้ตามพระพุทธบัญญัติแต่พระอารามหนึ่ง อุทิศถวายพระราชกุศล สนองพระเดชพระคุณ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงตั้งพระ หฤทัยทำนุบำรุงพระพุทธสาศนา ได้เป็นพระเกียรติคุณพระปัญญาบารมีปรากฏ สืบไปตลอดกัลปาวสาน ควรมิควรประการไร รับพระราชทานอภัยได้ทรงพระ กรุณาโปรด ขอถวายพระพร วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชานุญาต ทรงพระราชอุทิศที่นั้นให้เป็นที่วิสุงคามสีมา ยกเป็น แผนกหนึ่งต่างหากจากพระราชอาณาเขต เป็นที่วิเศษสำหรับพระสงฆ์มาแต่จาตุ ทิศอาไศรย ใช้สังฆกรรม........ ดำริห์ว่า “ พระอารามที่มีขัณฑสีมาเต็มพื้นที่นั้น ยังไม่มีในคณะมหานิกายิกสงฆ์พระธรรมวโรดมขอพระราชทานพระบรม ราชานุญาตพื้นที่วัดโพธินิมิตรเต็มทั้งพระอารามโดย กว้าง ๑ เส้น ๑๙ วา ยาว ๒ เส้น ๘ วา เป็นราชพรหมทัยในสงฆ์ ยกเป็นวิสุงคาม เพื่อจะได้ผูกมหาสีมาไว้ตาม พระพุทธบัญญัติ ซึ่งทรงพระราชหฤทัยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้เป็นเกียรติ คุณ พระปัญญาบาระมีสืบไปตลอดศาสนาวสาน “ เป็น รัตนโกสินทรศก ๑๐๙ พระพุทธศาสนกาล ๒๔๓๓ พรรษา เป็นวันที่ ๘๐๒๔ ในรัชกาลปัจจุบันนี้ เมื่อ ๑๙ ม.ค.๒๔๓๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ พระราชทานกิ่งโพธิ์ลังกา ๑ กิ่ง มาปลูก วัดโพธินิมิตร จึงเป็นวันเดียวและวัดแรกในคณะสงฆ์ไทยฝ่ายมหานิกาย ที่มีเขตกำหนดทำสังฆกรรมเป็นมหาสีมาราม หมายเหตุ


ส่วนของที่พระราชทานสำหรับวัดคือ พระบรมรูปหล่อพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องยศจอมพลทหารบก ๑ ธรรมาสน์ลายทองใน คราวงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๑ พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์ในรัชกาลที่ ๕ พร้อมทั้งตู้สำหรับบรรจุ ๑ ธรรมาสน์และ หนังสือปาฏิโมกข์เขียนด้วยสมุดไทยพร้อมทั้งตู้ในงานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จปิตุฉาเจ้าสุขุมาลมารศรีพระอัครราชเทวี ๑ เป็นต้น


ภาพวาดวัดโพธินิมิตร ในผนังอุโบสถช่องที่ ๒ ด้านซ้ายมือ โดยพระอาจารย์แดง


ประวัติพระสุนทรีวาณี เวลาในปรากฏแน่ชัด เมื่อคราวที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมอาการอาพาธของสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฺฑโณ) ด้วยถูกสุนัขบ้ากัด ทรงทอดพระเนตรเห็นรูป ตรัสถามว่า รูปอะไร ท่านทูลว่า รูป วาณี แต่มิได้ซักไซ้ด้วยทรงเกรงใจว่า ท่านอาพาธอยู่ โดยรูปนี้สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฺฑโณ) ได้ให้กรมหมื่นสิริธัชสังกาศ (ต้นตระกูลศรีธวัช) เป็นผู้วาดภาพ พระสุนทรีวาณี รูปสุนทรีวาณี นี้ เป็นภาพที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรเห็น ภายหลังได้มีพระบรมราชโองการสั่งแก่ พระเจ้าน้องยาเธอ กรม ขุนสมนตอมรพันธ์ ว่า เห็นควรรักษาไว้ในวัดสุทัศน์ เป็นที่ระลึกแก่สมเด็จพระวัน รัตน สำหรับศิษย์หาจะได้บูชาสิ่งที่พระอุปัชฌาย์อาจารย์สร้างไว้ แต่ควรรักษาไว้ให้


ดีอย่าให้เป็นอันตราย และเวลาเสด็จพระราชทานพระกฐินจะตั้งรับเสด็จในวิหารพระ ศรีศากยมุนีก็ควร ภาพสุนทรีวาณีนี้สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฺฒโณ) ท่านคิดออกจากอาคาร หลังหนึ่ง มาในหนังสือพวกสัททาวิเศษ คือฏีกาสัททสาร ๑ สุโพทาลังการ ๑ ท่าน เล่าให้ฟังว่า สมเด็จพระพุฒาจารณ์ (สน) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน และ อาจารย์ของท่านทั้งคันถธุระ และวิปัสสานาธุระ สอนให้บริกรรมคาถานี้ก่อนที่จะเริ่ม เรียนพระปริยัติ และก่อนเข้าที่ภาวะนาทุกคราวไป แท้ท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายมี สมเด็จ พระสังฆราช วัดราชสิทธาราม เป็นต้น ล้วนนับถือคาถานี้อยู่ทั่วกัน จนกระทั่ง อาราธนาธรรมก็ใช้คาถานี้ แล้วแสดงอำนาจประโยชน์ว่า ถ้าผู้ใดได้เจริญกระทำ ให้มากมั่นแล้ว มีอานิสงส์ให้ผู้เจริญนั้นเป็นผู้มีปัญญา มีความทรงจำดี ทำความคิดให้พ้นจากความขัดข้องหลงลืมได้ ดับความทุกข์ที่มีในจิต และประสบความสำเร็จในสิ่งที่เป็นไปได้ ฯลฯ คาถา มุนินฺท วนมฺพุช คพฺภสมฺภว สุนฺทรี ปาณีนํ สรณํ วาณี มยฺหํ ปิณยตํ มนํ ฯ คำอ่าน มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทรี ปานีนัง สะระณัง วาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง ฯ วาณี นางฟ้าคือพระไตรปิฎก มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทรี มีรูปอันงามเกิดแก่ท้องแห่งดอกบัว คือโอษฐ์แห่งพระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมแห่ง นักปราชญ์ทั้งหลาย ปาณีนัง สะระณัง เป็นที่พึงแห่งสัตว์ที่มีปราณ (ลมหายใจ) ทั้งหลาย มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง จงยังใจแห่งข้าพเจ้าให้ยินดี


พระคาถา คำแปล มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทรี เป็นผู้งามมีห้องแห่งดอกบัว คือพระ โอษฐ์แห่งพระพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่กว่าผู้รู้ เป็นแดนเกิดพร้อม เป็น ผู้ชื่อว่างาม เพราะเกิดด้วยดีในท้องแห่งดอกบัว คือ พระ โอษฐ์แห่งพระพุทธเจ้าทั้งเป็นรู้ ทั้ง เป็นใหญ่ สะระณัง เป็นที่พึ่ง เป็นที่ระลึก ปานีนัง แก่สัตว์เป็นทั้งหลาย แก่สัตว์มีชีวิต ทั้งหลาย วาณี อันว่าเทวดา อันว่าเทวดาชื่อวาณี, อัน ว่าเทวดาผู้กล่าว มัยหัง แห่งเรา ปิณะยะตัง จงให้เต็ม, จงให้อิ่ม มะนัง จงใจ, ทำใจ


ความหมายแห่งรูป รูปเปรียบนางมีเต้าถัน แต่ทรงเครื่องอย่างบุรุษ หมายความถึง เป็นรูปนางฟ้า คือ พระไตรปิฎก เพชรที่วางอยู่บนพระหัตถ์นั้น หมายความถึง พระนฤพานเลิศกว่า ธรรมทั้งปวง พระหัตถ์ขวาที่ยกขึ้นนั้นหมายถึง ความในพระธรรมคุณโดยเป็น เอหิปัสสิโก ดอกบัวที่รองรับรูปเปรียญนั้นหมายถึง พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า รูปบุรุษเบื้องขวานั้นเปรียบเป็น ภิกษุสาวก รูปสตรีเบื้องซ้ายนั้นเปรียบเป็น ภิกษุณีสาวิกา เทวดาแถวล่างนั้นหมายถึง เทวโลก พระพรหมแถวบนหมายถึง พรหมโลก ต่างมาทำการสักการะบูชา น่านน้ำภายใต้นั้นเปรียญด้วย สังสารวัฎ นาคและสัตว์น้ำนั้นเปรียญด้วย พุทธบริษัท


ภาพวัดโพธินิมิตในอดีต (หาดูยาก) งานแห่เทียนประจำปี


ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านอย่างสูง ที่มาร่วมฟังสวดพระอภิธรรม และมาร่วมฌาปนกิจ คุณแม่อนงค์ เหล่าแสนสุข


Click to View FlipBook Version