พระไตรปฎก
ฉบบั สงั เขปวัณณนา
พระไตรปฎ ก เลมที่ ๑
สถาบนั พระไตรปฎ กศึกษา
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
พระไตรปฎ ก
ฉบบั สังเขปวณั ณนา
พรมะหวาินวัยภิ ปงั ฎคก ภเาลคม๑ที่ ๑
สถาบันพระไตรปฎกศึกษา
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
พระไตรปฎ ก
ฉบับ สังเขปวัณณนา
จัดทําโดย : ทีมสารสนเทศ สถาบันพระไตรปฎ กศึกษา
เผยแพร : เมษายน ๒๕๖๕
ลิขสทิ ธิ์ : สถาบนั พระไตรปฎ กศกึ ษา
พระไตรปฎกภาษาไทย
ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั
ISPN : 974-575-369-6
ขอ มูลเฉพาะ
พระวนิ ัยปฎ ก เลม ๑ : มหาวิภงั ค ภาค ๑
จํานวนหนา : ๔๘๔ หนา
ปท พ่ี ิมพ : พ.ศ. ๒๕๓๙
พิมพที่ : โรงพิมพม หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
มหาวภิ งั ค ภาค ๑
ประมวลพุทธบญั ญัตเิ ก่ยี วกบั ระเบยี บปฏิบัติของภกิ ษุสงฆ
ความเปนมาของการบญั ญัติสกิ ขาบท แบง เปน ๔ กณั ฑ
เวรัญชกัณฑ วา ดวยเวรัญชพราหมณ
ปาราชิกกณั ฑ วา ดว ยปาราชกิ ๔ สกิ ขาบท
สงั ฆาทเิ สสกัณฑ วา ดว ยสังฆาทเิ สส ๑๓ สิกขาบท
อนยิ ตกัณฑ วา ดวยอนยิ ต ๒ สกิ ขาบทา
อรรถกถา
สมนั ตปาสาทกิ า, กังขาวติ รณี, วนิ ยสังคหอฏั ฐกถา
ฎีกา
สารตั ถทปี น,ี วชริ พุทธฎิ กี า, วมิ ตวิ โิ นทนี
1
พมระหวานิ วภิยั ปงั คฎ กภาเลคม ๑๑
พระวินยั ปฎ ก คอื ประมวลพทุ ธบญั ญตั เิ กี่ยวกับระเบียบ
ปฏบิ ตั ิ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วถิ ชี วี ติ และวธิ ดี ําเนนิ กจิ การ
ตางๆ ของภิกษุสงฆและภิกษุณีสงฆ พระวินัยซ่ึงเปนพุทธ
บัญญัตินี้ แบงออกเปนสองสว น คือ อาทพิ รหมจริยกาสิกขา
และอภิสมาจาริกาสิกขา
ในการบัญญัติสกิ ขาบทแตละคร้งั มีขั้นตอนดังน้ีคือ เม่ือ
เกดิ เรอื่ งมัวหมองขึ้นภายในคณะสงฆ พระพุทธเจาตรัสสั่งให
ประชมุ สงฆ ตรสั ถามผกู อ เหตใุ หท ลู รบั แลว ทรงชโ้ี ทษแหงการ
ประพฤติเชนนั้น และตรัสอานิสงสแหง ความสํารวมระวงั แลว
จงึ ทรงบัญญัติหามมิใหทําอยางน้ันอีกตอไป ทรงกําหนดโทษ
สาํ หรบั ผฝู า ฝน หรอื ลวงละเมิดเรยี กวา ปรับอาบตั ิ
คําวา อาบตั ิ แปลวา การตอ ง การลว งละเมิด คาํ นี้เปน ชอ่ื
เรียกกิริยาที่ลวงละเมิดสิกขาบทนั้นๆ และเปนชื่อเรียกโทษ
หรอื ความผิดที่เกดิ จากการลวงละเมิดสกิ ขาบท
อาบตั มิ ี ๗ กองคอื ปาราชกิ สงั ฆาทเิ สส ถลุ ลจั จยั ปาจติ ตยี
2
ปาฏิเทสนยี ะ ทกุ กฏ ทุพภาสิต
อาบัติปาราชิกมีโทษหนัก ทําใหผูลวงละเมิดขาดจาก
ความเปน ภกิ ษุ อาบตั ิสังฆาทเิ สสมีโทษปานกลาง ผลู ว งละเมิด
ตองอยูกรรมคือประพฤติวตั รอยางหน่งึ จึงจะพนจากอาบัตินี้
สวนอาบัติ ๕ กองท่ีเหลือมีโทษเบา ผูลวงละเมิดจะพนจาก
อาบัตเิ หลา นี้ได ตองปฏิบตั ติ ามพุทธวธิ ที ท่ี รงอนุญาตไว
บทบัญญัติในพระวินัยแตละขอหรือมาตราเรียกวา
สกิ ขาบทแปลวา ขอ ทต่ี อ งศกึ ษา นนั่ คอื บทบญั ญตั สิ าํ หรบั ภกิ ษุ
มี ๒๒๗ สิกขาบท บทบัญญัติสาํ หรบั ภิกษณุ ี มี ๓๑๑ สกิ ขาบท
มหาวภิ ังค ภาค ๑
พระไตรปฎกเลม ๑ คือ มหาวิภังค ภาค ๑ แบงเปน ๔
กัณฑ แตละกณั ฑ มีสาระสาํ คัญดังน้ี
๑. เวรัญชกณั ฑ วา ดวยเวรญั ชพราหมณ
เวรัญชพราหมณเขาไปเฝาพระพุทธเจาขณะประทบั อยู
ณ เมืองเวรัญชา พระองคทรงแสดงธรรมแกเ วรญั ชพราหมณ
ทาํ ใหเ ขาเลอ่ื มใสประกาศตนเปนอุบาสก แลว ทลู อาราธนาให
ทรงจําพรรษาอยูที่เมืองเวรัญชา ในพรรษานั้นเมืองเวรัญชา
3
เกิดทุพภกิ ขภยั
พระพุทธเจาตรัสเหตุที่ทําใหพระศาสนาดํารงอยูนาน
และดํารงอยูไมนาน พระสารีบุตรไดกราบทูลใหทรงบัญญัติ
สกิ ขาบทเพอื่ ความดํารงอยนู านแหง พระศาสนา พระพทุ ธองค
ทรงเหน็ วา ยงั ไมถ งึ เวลาทจ่ี ะบญั ญตั ิ เพราะยงั ไมม เี รอ่ื งเสยี หาย
เกดิ ขนึ้ ในภกิ ษสุ งฆ ขณะนนั้ พระสงฆท ต่ี ดิ ตามพระพทุ ธเจา ลว น
เปนพระอริยบคุ คล คือ อยางตํ่าไดเ ปนพระโสดาบนั เม่ือออก
พรรษาแลว พระพทุ ธเจา เสดจ็ ออกจากเมอื งเวรญั ชา เสดจ็ ขา ม
แมนํ้าคงคาท่ีทาปยาคะ ไปยังกรุงพาราณสีและเสด็จถึงกรุง
เวสาลี
๒. ปาราชกิ กณั ฑ วา ดวยปาราชิก
ปาราชิก ๔ สิกขาบท เปน ครุกาบัติ (อาบตั ิหนกั ) ภิกษุผู
ลว งละเมดิ ตอ งขาดจากความเปน ภกิ ษุทนั ที ภิกษุผลู ว งละเมดิ
ปาราชกิ สิกขาบทน้ี ชื่อวาปาราชิก แปลวา ผพู ายแพปาราชิก
๔ สกิ ขาบท ไดแก
๑. ปาราชกิ สกิ ขาบทท่ี ๑ วา ดว ยการเสพเมถนุ ภกิ ษเุ สพ
เมถุน ตองอาบัติปาราชิก ขาดจากความเปนภิกษุ เปรียบ
เหมอื นคนถกู ตดั ศรี ษะ แมจ ะนาํ ศรี ษะมาตอ เขา กบั รา งกไ็ มอ าจ
มีชวิี ติ ได
4
๒. ปาราชิกสกิ ขาบทท่ี ๒ วา ดวยการการถอื เอาสงิ่ ของ
ทเ่ี จา ของไมไ ดใ ห ภกิ ษลุ กั ทรพั ยม รี าคาตัง้ แต ๕ มาสก (๑ บาท)
ตอ งอาบตั ปิ าราชกิ ขาดจากความเปน ภกิ ษุ เปรยี บเหมอื นใบไม
แกเหลืองหลดุ จากข้วั ไมอ าจมีความเขียวสดอีกได
๓. ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ วาดวยการพรากกายมนุษย
คือ ภิกษุมเี จตนาฆา มนุษยใ หต าย ตองอาบตั ปิ าราชกิ ขาดจาก
ความเปนภิกษุ เปรียบเหมือนแผนหินหนาท่ีแตกออกเปน
เสี่ยง ๆ ไมอ าจประสานเขา กันไดอกี
๔. ปาราชิกสิกขาบทท่ี ๔ วาดวยการกลาวอวดอุตตริ
มนุสสธรรม ภิกษอุ วดอตุ ตริมนุสสธรรมที่ไมมอี ยูในตน ตอง
อาบตั ิปาราชิก ขาดจากความเปน ภิกษุ เปรียบเหมอื นตนตาล
ยอดดว น ไมอาจงอกขน้ึ มาใหมไ ด
๓. สังฆาทิเสสกัณฑ วา ดว ยสงั ฆาทเิ สส
สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท เปนครุกาบัติรองจากอาบัติ
ปาราชิก คือเปนครุกาบัติ แตยังเปนสเตกิจฉา (แกไขหรือ
เยยี วยาได)
คาํ วา “สงั ฆาทเิ สส” แปลวา หมวดอาบตั ทิ ต่ี อ งอาศยั สงฆ
ในกรรมเบอ้ื งตน และกรรมทเ่ี หลอื หมายความวา วธิ กี ารจะออก
จากอาบัติน้ีตองอาศัยสงฆตงั้ แตตนไปจนตลอด
5
เมอ่ื ภิกษุตองอาบตั ิสงั ฆาทเิ สสแลว จะตองอยปู รวิ าสเทา
จาํ นวนวนั ทป่ี กปด อาบตั ไิ วแ ลว อยมู านตั (นบั ราตร)ี อกี ๖ ราตรี
ทัง้ ๒ ขั้นตอนน้ี ตองอาศยั สงฆเ ปน ผใู ห ตอจากนนั้ จึงประชมุ
สงฆไ มน อ ยกวา ๒๐ รปู ทาํ พธิ สี วดใหพ น จากอาบตั สิ งั ฆาทเิ สส
ข้ันตอนสุดทายน้ี ช่ือวา อัพภาน มีการสวดญัตติ ๓ คร้ัง สวด
อนสุ าวนา ๑ คร้ัง รวมเปน ๔ คร้ัง เรียกวา ญัตติจตุตถกรรม
วาจา เม่ือจบข้ันตอนนี้แลวพระภิกษุที่ลวงละเมิดสังฆาทเิ สส
สกิ ขาบทจึงเปน ผูบริสทุ ธ์จิ ากอาบตั ิ
สังฆาทิเสส ๑๓ สกิ ขาบท ไดแก
๑. สุกกวิสัฏฐิสิกขาบท วาดวยการจงใจทํานํ้าอสุจิให
เคลื่อน ภิกษุจงใจทาํ นํ้าอสุจใิ หเ คลอื่ น ตอ งอาบัติสังฆาทเิ สส
๒. กายสงั สคั คสกิ ขาบท วา ดว ยการถกู ตอ งกายกบั หญงิ
ภิกษุมคี วามกาํ หนดั จับตองกายหญิง ตอ งอาบตั สิ งั ฆาทิเสส
๓. ทฏุ ลุ ลวาจาสกิ ขาบท วา ดว ยการพดู เกยี้ วหญงิ ภกิ ษุ
มีความกาํ หนดั พูดเกยี้ วหญิง ตองอาบัติสังฆาทเิ สส
๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท วาดวยการใหบําเรอ
ความใครข องตน ภกิ ษพุ ูดลอ หญิงใหบ าํ เรอความใครของตน
ตอ งอาบัติสังฆาทเิ สส
๕. สญั จรติ ตสกิ ขาบท วา ดว ยการหามภกิ ษชุ กั ส่ือ ภิกษุ
6
พดู ชกั สอื่ ใหช ายหญงิ เปน สามภี รรยากนั หรอื เปน ชรู กั โดยทส่ี ดุ
แมพดู ชกั ส่อื ใหเขาอยูรวมกันช่ัวคราว ตอ งอาบตั สิ งั ฆาทเิ สส
๖. กฏุ ิการสกิ ขาบท วา ดวยการกอสรางกุฎี ภิกษุสราง
กฎุ ีเปนของสวนตัวมีขนาดใหญเ กนิ ประมาณ คือยาวเกนิ ๑๒
คืบ กวางเกิน ๗ คืบพระสุคต ในท่ีสาธารณะ โดยไมใหสงฆ
กําหนดท่ใี ห ตองอาบตั ิสังฆาทิเสส
๗. วิหารการสกิ ขาบท วา ดวยการสรา งวหิ าร ภิกษุสราง
วิหารขนาดใหญเปนของสวนตัวในท่ขี องทายก โดยไมใ หส งฆ
กําหนดทีใ่ หกอ น ตองอาบตั สิ ังฆาทเิ สส
๘. ปฐมทุฏฐโทสสกิ ขาบท วาดว ยภกิ ษุขัดเคืองมโี ทสะ
ขอที่ ๑ ภิกษุกลา วหาภิกษุอื่นดวยอาบัติปาราชิกโดยไมมีมูล
ความจรงิ ตอ งอาบัตสิ ังฆาทเิ สส
๙. ทุติยทุฏฐโทสสิกขาบท วา ดวยภิกษุขัดเคืองมีโทสะ
ขอ ท่ี ๒ ภกิ ษพุ ยายามแสรง หาเรอ่ื งกลา วหาภกิ ษอุ นื่ ดว ยอาบตั ิ
ปาราชกิ โดยไมม มี ูลความจรงิ ตองอาบัติสงั ฆาทิเสส
๑๐. สังฆเภทสิกขาบท วาดวยการทําสงฆใหแตกกัน
ภกิ ษุทําสงฆใ หแ ตกแยกกัน ภิกษุทงั้ หลายวากลา วตักเตือนก็
ไมย อมเชอ่ื ฟง สงฆจ งึ สวดสมนภุ าสน ถา เธอสละพฤตกิ รรมนนั้
ไดขณะท่ีสงฆส วดสมนภุ าสนก อ นจะครบ ๓ ครั้ง น่ันเปน การดี
7
แตถาเธอยืนยันประพฤติอยูอยางนั้น จนสงฆสวดสมนุภาสน
ตักเตือนครบ ๓ ครงั้ ตอ งอาบัตสิ งั ฆาทเิ สส
๑๑. สังฆเภทานุวัตตกสิกขาบท วาดว ยภิกษุประพฤติ
ตามและกลาวสนับสนุนภิกษุผูทําสงฆใหแตกกัน ภิกษุเปน
พรรคพวกสนับสนุนภิกษุท่ีทําใหสงฆแตกแยกกัน ภิกษุทั้ง
หลายวา กลา วตกั เตือนกไ็ มย อมเชอ่ื ฟง สงฆจ งึ สวดสมนภุ าสน
ถาเธอสละพฤติกรรมน้ันไดขณะที่สงฆสวดสมนุภาสนกอน
จะครบ ๓ ครง้ั นั่นเปน การดี แตถาเธอยนื ยันประพฤติอยูอยาง
น้ัน จนสงฆสวดสมนุภาสนตักเตือนครบ ๓ คร้ัง ตองอาบัติ
สงั ฆาทิเสส
๑๒. ทุพพจสกิ ขาบท วาดวยภิกษเุ ปนคนวา ยาก ภิกษุ
ประพฤติตนเปน คนวา ยากสอนยาก ภกิ ษุทง้ั หลายวา กลาวตัก
เตือนก็ไมยอมเช่ือฟง สงฆจึงสวดสมนุภาสน ถาเธอสละ
พฤติกรรมน้นั ไดขณะทสี่ งฆส วดสมนภุ าสนก อนจะครบ ๓ ครัง้
นนั่ เปน การดี แตถ า เธอยนื ยนั ประพฤติ อยอู ยา งนนั้ จนสงฆส วด
สมนภุ าสนตักเตอื นครบ ๓ คร้งั ตอ งอาบัติสงั ฆาทิเสส
๑๓. กุลทูสกสิกขาบท วาดวยภิกษุผปู ระทุษรา ยตระกลู
ภกิ ษุประทษุ รา ยตระกลู คอื ประจบคฤหสั ถ สงฆขบั ไลออกจาก
วัด กลบั ติเตียนสงฆ ภิกษุทัง้ หลายวากลาวตักเตือนก็ไมยอม
8
เชอ่ื ฟง สงฆจ งึ สวดสมนภุ าสน ถา เธอสละพฤตกิ รรมนนั้ ไดข ณะ
ท่ีสงฆสวดสมนุภาสนก อ นจะครบ ๓ คร้งั นั่นเปนการดี แตถา
เธอยนื ยนั ประพฤตอิ ยอู ยา งนนั้ จนสงฆส วดสมนภุ าสนต กั เตอื น
ครบ ๓ คร้งั ตองอาบตั สิ งั ฆาทิเสส
สงั ฆาทเิ สส ๑๓ สิกขาบทน้ี แบง ไวเ ปน ๒ หมวด คอื
๑. ตั้งแตสิกขาบทท่ี ๑ ถึงสิกขาบทท่ี ๙ เรียกวา ปฐมา
ปต ตกิ า คอื ภกิ ษุผลู ว งละเมดิ ตอ งอาบตั ทิ นั ทที ท่ี าํ ความผดิ ลว ง
ละเมิดสิกขาบทเหลาน้ี
๒. ตง้ั แตสิกขาบทท่ี ๑๐ ถึงสกิ ขาบทท่ี ๑๓ เรยี กวา ยาว
ตติยกา คือ ภกิ ษผุ ูล ว งละเมิดยังไมตอ งอาบัติ ตอเม่ือสงฆส วด
สมนุภาสนประกาศตักเตือนหามประพฤติเชนน้ันจบคร้งั ท่ี ๓
ภกิ ษุผูทาํ ความผดิ น้นั จงึ ตอ งอาบัติสังฆาทเิ สส
๔. อนยิ ตกณั ฑ วาดว ยอนิยต
คาํ วา อนยิ ต แปลวา ไมแ นน อน กรณที จ่ี ะสามารถหยบิ ยก
ขึน้ มาเพ่อื ปรบั อาบัตพิ ระภกิ ษผุ ูท าํ ผิด มีอยู ๒ ลักษณะ คือ
๑. ภิกษุนั่งในที่ลับตากับหญิงสองตอสอง เปนสถานท่ี
กําบงั พอทจ่ี ะเสพเมถนุ กันได ถามอี ุบาสกิ าผบู รรลุธรรมตัง้ แต
ขนั้ โสดาบนั ขนึ้ ไป เหน็ พฤตกิ รรมของภิกษนุ นั้ กลาวหาเธอดว ย
อาบตั อิ ยางใดอยางหนึง่ ตอไปน้ี คือ ปาราชิก สังฆาทเิ สส หรอื
9
ปาจิตตีย และภิกษุน้ันก็ยอมรับวาเธอไดน่ังอยูในท่ีลับกับ
หญิงสองตอสองจริง เธอควรถูกปรบั โทษดวยอาบัติอยางใด
อยางหนึ่งในอาบัติ ๓ อยางน้ัน หรือพึงปรับอาบัติตามที่
อุบาสิกาผเู ชื่อถอื ไดนนั้ กลา วหา
๒. ภิกษุนั่งในท่ลี ับหกู ับหญิงสองตอสอง แตสถานที่นั้น
ไมใชที่กําบัง ไมพอท่ีจะเสพเมถุนกันได แตเปนสถานท่ีเอื้อ
อํานวยพอท่ีจะพูดเกี้ยวหญิงดวยวาจาชั่วหยาบได ถามี
อุบาสิกาผูบรรลุธรรมตั้งแตขน้ั โสดาบันขึน้ ไป เหน็ พฤติกรรม
ของภิกษุน้ันกลาวหาเธอดวยอาบัตอิ ยางใดอยา งหนึ่งตอไปนี้
คอื สังฆาทเิ สส หรือปาจิตตีย และภกิ ษุนน้ั ก็ยอมรบั วา เธอได
นั่งอยูในท่ีลับหูกับหญิงสองตอสองจริง เธอควรถูกปรับโทษ
ดว ยอาบตั ิอยางใดอยางหน่งึ ในอาบตั ิ ๒ อยางนนั้ หรอื พงึ ปรบั
อาบตั ิตามท่ีอุบาสิกาผเู ชือ่ ถอื ไดน ัน้ กลา วหา
อนยิ ตสกิ ขาบทน้ี เนน หนกั ไปในวธิ ตี ดั สนิ อาบตั ทิ ย่ี งั ไมแ น
ระหวางปาราชิก สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย ซ่ึงพระวินัยธรจะ
ตองวินิจฉัย อนิยตไมใ ชชือ่ อาบตั ิพิเศษนอกเหนือจากอาบตั ิ
ท้ังสามนั้น ทัง้ ไมใชสิกขาบทท่หี ามภิกษุน่ังในที่ลบั ตาหรอื ท่ี
ลับหูกับหญงิ สองตอสอง สกิ ขาบทที่หามการกระทําดังกลา ว
คือสิกขาบทท่ี ๔-๕ แหง อเจลกวรรค ในปาจิตติยกัณฑ
10
พระวินัยปฎก เลมที่ ๑
มหาวิภังค ภาค ๑
จบ