๑
บทที่ ๑
การกาํ บัง การซอนพราง และการพราง
(COVER CONCEALMENT AND CAMOUFLAGE)
๑ - ๑ กลาวทว่ั ไป (GENERAL)
ก. ในการรบ ถาหากขา ศกึ สามารถตรวจการณเหน็ ทหารฝายเรา ขาศึกก็จะทําการระดมยิงมายัง
ทหารฝา ยเรา ดังน้ันเราจึงตอ งมกี ารซอนพราง (CONCEALMENT) จากการตรวจการณของขา ศกึ และตองเขา
หาทกี่ ําบัง (COVER) จากการยงิ ของขาศกึ
ข. ในบางภูมปิ ระเทศไมอ ํานวยตอ การกําบงั และซอนพรางได เราตอ งเตรยี มสรา งทีก่ าํ บังและใชว ัสดุ
ตามธรรมชาติหรือส่งิ ท่ีมนษุ ยสรา งขนึ้ ซอ นพราง (CONCEALMENT) ตัวเรา ยทุ โธปกรณ และท่วี างตวั
ของเรา บทเรยี นที่ ๑ นเี้ ปน การศึกษาแนวทางในการเตรยี ม และใชทกี่ ําบัง การซอ นพราง และการพราง
๑ - ๒ กาํ บัง (COVER) ทก่ี าํ บงั คือทีท่ ใี่ หก ารปอ งกนั จากกระสุนปน สะเกด็ ระเบดิ เปลวไฟ ผลกระทบจาก
อาวุธนิวเคลียร อาวุธเคมี ทกี่ ําบงั ยงั ชว ยใหทหารซอนพรางการตรวจการณจากขาศกึ ไดอกี ดว ย ท่ีกาํ บงั อาจมอี ยู
ตามธรรมชาติหรอื เปน ทซ่ี งึ่ มนษุ ยส รา งขน้ึ
รปู ที่ ๑ - ๑ ชนดิ ของทกี่ าํ บงั
๒
ก. ทีก่ าํ บังตามธรรมชาติหมายถึง สง่ิ ตาง ๆ เชน ทอนซงุ ตน ไม ตอไม หว ยแหง และโพรงตาง ๆ
ทีก่ าํ บงั ทม่ี นษุ ยส รางข้นึ หมายถึง ทม่ี ่นั ตอสู (หลมุ ปน ) คูตดิ ตอ กําแพง กอ นหนิ ใหญ หลุม ท่กี ําบังนน้ั อาจเปน
รอ งเล็ก ๆ หรอื ซอกมมุ ทีม่ อี ยบู นพน้ื ดนิ เราสามารถใชเ ปนทกี่ าํ บังได จงมองหาและใชท ุก ๆ ส่งิ ทก่ี ําบังตวั เรา
จากการยงิ ไดเทาทีภ่ มู ิประเทศจะอํานวยให
ข. ในการรบ ทหารตอ งปองกันตนเองจากการยงิ ดวยกระสุนปน เลก็ หรอื อาวุธกระสนุ วิถโี คง
ค.ในการตงั้ รบั ทหารตอ งสรางท่มี ั่นตอ สูโ ดยดดั แปลงเพิม่ เตมิ จากท่กี ําบงั ตามธรรมชาตทิ ี่มีอยใู น
ภมู ิประเทศ
รูปท่ี ๑ - ๒ ท่ีม่นั ตอ สูมีทก่ี ําบงั เหนือศรี ษะ
ง. การเสาะหาทีก่ ําบังจากการยงิ ของขา ศกึ ในการรกุ หรอื ขณะเคล่ือนที่ใชเสนทางทใ่ี หการกําบังจาก
การตรวจการณของขา ศกึ ใชลําธารทแ่ี หง เนนิ ลูกเล็ก ปา ไม กาํ แพง และสิ่งกาํ บงั อนื่ ๆ หลกี เลยี่ งพนื้ ที่โลงและ
ไมท ําตวั ตดั กบั ขอบฟา บริเวณยอดเนนิ หรอื สันเขา
รปู ที่ ๑ - ๓ ทหารเคล่ือนทต่ี ามลําหวยแหง
๓
๑ - ๓ การซอนพราง (CONCEALMENT) การซอนพราง คอื การกระทําใด ๆ ทพ่ี รางตัวเราใหพ น จากการยิง
ของขาศกึ ท่ีซอ นพรางมีทั้งท่เี ปน อยโู ดยธรรมชาตแิ ละท่มี นษุ ยส รา งขน้ึ
ก. ที่ซอ นพรางตามธรรมชาติ หมายถงึ สง่ิ ตา ง ๆ เชน พุมไม พงหญา ตนไมต า ง ๆ และภายใตรม เงา
ถา ทาํ ได การหาทซี่ อ นพรางตามธรรมชาติจะตอ งหางไกลจากสงิ่ รบกวน ท่ีซอ นพรางท่ีมนุษยส รางขึ้นหมายถึง
ส่ิงตา ง ๆ เชน เครื่องแบบสนามชดุ พราง ตาขา ยพราง การพรางหนาดว ยสพี ราง และวัสดตุ ามธรรมชาติทเ่ี รา
นาํ มาจากแหลง กาํ เนดิ ของมนั ทีซ่ อนพรางทมี่ นษุ ยสรา งขน้ึ จะตอ งกลมกลืนกบั ท่ซี อนพรางตามธรรมชาตใิ น
ภูมปิ ระเทศ
รปู ท่ี ๑ - ๔ ทหารอยูในที่ซอนพราง
ข. การซอ นพรางตองรกั ษาวินัยการใชแ สง เสยี ง และการเคลอ่ื นทโ่ี ดยเครง ครัด วนิ ัยการใชแ สงคอื
การควบคุมการใชแสงสวา งในเวลากลางคนื เชน ไมส ูบบหุ รใ่ี นทโี่ ลงไมเดินฉายไฟไปมา ไมเ ปด ไฟหนา
รถยนต วนิ ยั การใชเสยี งคือการเบ่ียงเบนเสยี งทเี่ กิดจากหนว ยทหาร (เชน อปุ กรณตา ง ๆ) ใหไ กลจากขา ศึก เมือ่
เปนไปไดใ ชวธิ ีตดิ ตอ สื่อสารท่ไี มทําใหเ กดิ เสียง (ทัศนสญั ญาณ) วนิ ัยในการเคล่อื นทค่ี อื การกระทาํ ใด ๆ ทีไ่ ม
มีการเคล่อื นไหวขณะอยใู นทีม่ นั่ ตอ สู นอกจากจาํ เปนอยา งยิ่งยวด และไมเ คลื่อนที่ตามเสนทางซึ่งใหการกาํ บงั
และซอนพรางไดน อ ย ในการตงั้ รบั ตอ งสรางทมี่ ัน่ ตอสูทที่ ําการพรางอยางดี และหลกี เลี่ยงการเคลอื่ นท่ไี ปมา
ระหวา งทมี่ น่ั แตละแหง ในการรบดวยวธิ ีรกุ ทหารทาํ การพรางตนเองและอาวุธยุทโธปกรณข องตนดวยการ
พรางและเคลอ่ื นท่ตี ามแนวปาหรอื ภูมิประเทศที่อาํ นวยตอการซอนพราง ความมืดไมอาจพรางตัวทหารจาก
การตรวจการณข องขาศึกได ไมวา จะเปน ในการรบดว ยวิธีรุกหรือในการต้งั รบั เพราะปจ จบุ ันขาศึกมอี ปุ กรณ
ตรวจการณแ ละตรวจจบั ฝา ยเราไดท้งั ในเวลากลางวันและในความมดื หรือเวลากลางคนื
๑ - ๔ การพราง (CAMOUFLAGE) การพราง คือการกระทาํ ใด ๆ ที่ทหารสรางขน้ึ เพ่ือปกปด หรือ
เปลยี่ นแปลงตวั ทหารอาวธุ ยทุ โธปกรณ และท่มี ่นั ของทหารใหแ ปรสภาพจากทม่ี องเห็นตามปกตใิ นสภาพ
แทจ ริง เราสามารถใชท งั้ วสั ดุตามธรรมชาติ และท่ีมนษุ ยท ําขึ้นเพื่อทาํ การพราง
จงเปล่ียนและปรบั ปรงุ การพรางของทหารบอย ๆ ชว งเวลาในการเปลีย่ น และปรับปรงุ การพรางขึ้นอยู
กับสภาพอากาศและวสั ดทุ ใี่ ชพ ราง วสั ดุพรางทน่ี าํ มาจากธรรมชาติ เชน กิง่ ไม ใบไม จะมีการเหย่ี วเฉาทาํ ให
เสยี สภาพทแี่ ทจ รงิ ในทาํ นองเดียวกันการพรางทีม่ นุษยสรางข้นึ อาจเกดิ การสกึ กรอ น หรอื ซดี จางขน้ึ ไดทํา
ใหต วั ทหาร ยทุ โธปกรณและท่มี ่นั มีสภาพไมก ลมกลืนกบั สงิ่ แวดลอ ม ทําใหง ายท่ีขา ศกึ จะกาํ หนดจุดท่ีอยูข อง
ทหารได
๔
๑ - ๕ ขอ พิจารณาในการซอ นพราง ( CONCEALMENT CONSIDERATION )
การเคลอื่ นทีเ่ ปนส่ิงดงึ ดดู ความสนใจ เมื่อทหารสง สญั ญาณแขนและมอื หรอื เดินไปมาระหวางที่มนั่ ของ
ทหารนั้น ขา ศึกสามารถมองเห็นไดดว ยตาเปลาจากระยะไกล ในการต้ังรับใหทาํ ตัวเองใหตํา่ และเคล่ือนที่
เทาท่ีจําเปนเทา นน้ั ในการรบดว ยวธิ ีรุกจงเคลอ่ื นทไี่ ปในเสนทางทีป่ กปดและกําบงั เทา นน้ั
การหยดุ อยกู ับทีไ่ มควรกระทาํ ในจุดทข่ี า ศกึ เพงเล็งคน หาควรสรา งท่ีมน่ั ในดา นขา งของเนนิ หางจาก
ชุมทางถนนหรอื อาคารทอี่ ยโู ดดเดย่ี ว และสรา งในที่ใหก ารกาํ บังและซอนพราง หลกี เล่ยี งพ้นื ท่โี ลง แจง
รูปท่ี ๑ - ๕ การวางตวั ในทก่ี าํ บงั และซอ นตัวบริเวณทด่ี า นขางของเนนิ
ก. แนวขอบดา นนอกและรม เงา (OUTLINES AND SHADOW) อาจเปดเผยที่มั่นหรือยุทโธปกรณของ
ทหาร จากผตู รวจการณทางอากาศหรือทางพน้ื ดนิ แนวขอบดานนอก และรมเงาสามารถแปลงสภาพการ
มองเห็นไดดว ยการพราง เมอื่ เคลื่อนที่ไปควรอาศยั หลบไปตามรมเงาทกุ ครั้งเม่อื ทําได
รปู ท่ี ๑ - ๖ หนวยทหารในรม เงาของตน ไม
๕
ข. แสงสะทอน (SHINE) เปนสิ่งดงึ ความสนใจของขาศึกอีกชนดิ หนง่ึ เพราะมันอาจมองเหน็ คลายแสง
เมอื่ อยูในที่มดื เชน บหุ ร่ีที่กําลงั ไหม หรอื แสงไฟฉาย ในสภาพแสงของกลางวันมนั อาจสะทอ นแสงจาก
ความมันของพ้นื ผิว เชน ถาดโลหะใสอาหาร หมวกเหล็กทสี่ วมอยู กระจกหนา รถยนต หนา ปด นาฬกิ าและ
สายนาฬกิ าหรอื สว นของผวิ กายทอ่ี ยนู อกเส้อื ผา ลําแสง หรือแสงสะทอนจากทวี่ างตัวทหาร อาจชว ยใหขา ศกึ
ตรวจจบั ทว่ี างตัวได ดงั นนั้ เพ่อื เปนการลดประกายสะทอ นใหป กปด สว นของผวิ กายดว ยเสื้อผา และการใชสี
พรางใบหนา แตอ ยา งไรกต็ ามในการรบทใ่ี ชอาวุธนวิ เคลียร ผิวท่ที าสพี รางจนเขม หรอื ดาํ สามารถดดู ซับ
พลังงานความรอ นไดมาก และอาจทําใหผ วิ ไหมไ ดงายกวา ผิวท่ไี มท าสพี รางควรจะลดประกายสะทอ นจากผิว
ของยุทโธปกรณ และยานยนตดว ยการทาสี ใชโ คลนปา ยหรอื วสั ดพุ รางบางชนิด
รูปท่ี ๑ - ๗ ทหารจับคกู ันพรางรางกาย
ค. รูปทรง (SHAPE) คือ เสนขอบนอก หรือรปู แบบของวัตถุ รปู ทรงของหมวกเหลก็ เปน วตั ถุทีง่ า ย
ในการสังเกตจดจาํ รวมทง้ั รูปรางของมนุษยด ว ย ใชการพรางและการซอ นพรางเพื่อทําลายรปู ทรงและสราง
ความกลมกลนื กบั สภาพแวดลอม แตควรระวงั อยาแตง จนเกนิ ไป
รูปที่ ๑ - ๘ การพรางหมวกเหลก็
๖
ง. สี (COLORS) ของผวิ กาย เคร่ืองแบบ และยุทโธปกรณ ท่ีตัดกับฉากหลังจะทาํ ใหขา ศึกตรวจจับ
ไดง า ย ตวั อยา งเชน เครือ่ งแบบสเี ขียวจะตัดกบั ภูมปิ ระเทศทป่ี กคลมุ ดวยหิมะ จงพรางรา งกายและอาวธุ
ยุทโธปกรณข อง ทหารใหก ลมกลนื กับภมู ปิ ระเทศโดยรอบตัว
รปู ที่ ๑ - ๙ การพรางของทหารในขวั้ โลก
จ. การกระจายกาํ ลัง (DISPERSION) คือการขยายกลมุ ทหาร ขบวนยานยนต และอาวุธยทุ โธปกรณอ อก
หางจากกันในพน้ื ทกี่ วาง ถา ทหารรวมกนั เปนกลุมกอนจะทําใหข าศกึ ตรวจการณเ ห็นไดง า ย จึงควรกระจาย
ออกหา ง ๆ กันตามระยะทแ่ี ตกตา งกนั ตามสภาพภมู ปิ ระเทศ และมุมตรวจการณดว ยสายตาจากขาศกึ และ
สถานการณของขาศกึ โดย ผบ.หนวย เปน ผกู ําหนดระยะหาง หรอื ปฏบิ ัตติ าม รปจ. ของหนวย
รูปท่ี ๑ - ๑๐ การกระจายกาํ ลงั ของชุดยิง
๑ - ๖ จะทาํ การพรางอยา งไร ( HOW TO CAMOUFLAGE) กอนทาํ การพราง ใหศ ึกษาลกั ษณะภูมปิ ระเทศ
และพืชพนั ธุในบริเวณนั้น แลวนาํ วสั ดทุ ี่กลมกลนื กบั สภาพภูมิประเทศมากทส่ี ดุ ใชพราง เมอ่ื เคลอื่ นท่จี าก
ทหี่ นง่ึ กเ็ ปล่ยี นวัสดพุ รางใหก ลมกลนื กบั สภาพแวดลอม ใชต น หญา ใบไม กิง่ ไมแ ละวสั ดุอนื่ ๆ ในบรเิ วณ
นั้นมาพรางเครื่องแบบ และยทุ โธปกรณ ใชสพี รางหนา และผวิ กาย
รูปที่ ๑ - ๑๑ ทหารทพี่ รางรา งกายแลว
๗
๑ - ๗ ทมี่ ่ันตอสู (FIGHTING POSITIONS) เม่ือทหารสรางท่ีมัน่ ตอสู (หลุมปน) เสรจ็ แลว ใหท าํ การพราง
ที่มน่ั และดนิ ที่ขุดขึ้นมาจากหลุม ดนิ ขดุ ใหมทีใ่ ชทํามนู ดินกาํ บังดานหนา ดา นขา งและดานหลงั หรอื โรยทบั ท่ี
กาํ บงั เหนอื ศีรษะตอ งทําการพรางใหกลมกลนื กับภูมปิ ระเทศโดยรอบ อยาลมื พรางบริเวณกน หลมุ ปนดวย
หญา ใบไม เพอื่ ปองกันการตรวจการณจ ากทางอากาศ ดินขดุ ใหมท เี่ หลือใหนาํ ไปซอ นทางดา นหลงั ใหห า ง
จากทว่ี างตวั
รูปท่ี ๑ - ๑๒ ทีม่ ่ันทพ่ี รางเสร็จแลว
ก. อยาปลอยท้งิ วัตถทุ เ่ี ปน ประกาย หรอื มสี สี ดใสไวโดยไมมกี ารปกปดใหทหารซุกซอ นเครื่องมือ
ประกอบอาหารกระจกเงา กลองใสอาหาร ผาเช็ดตัว หรอื เสื้อในสีขาวใหม ดิ ชดิ อยา ถอดเสื้อในทแี่ จง เพราะ
ผิวกายจะสะทอ นแสงมองเหน็ ได หามจดุ ไฟในทโ่ี ลง เพราะเปนโอกาสใหข า ศึกมองเห็นเปลวไฟ หรือไดก ลนิ่
ควนั และตอ งกลบเกลื่อนรอ งรอย หรือรอยเทา ท่ีเดนิ เหยยี บยาํ่ ไปมา ในบรเิ วณโดยรอบ หรอื ใกล ๆ
รูปท่ี ๑ - ๑๓ ใชกง่ิ ไมใ บหนากวาดกลบรองรอย
๘
ข. เม่ือทําการพรางเสร็จแลว ตรวจดูท่ีมั่นจากทิศทางทีข่ า ศกึ อาจตรวจการณมาทกุ ทศิ โดยเร่ิมจาก
ทางดา นหนา ทม่ี ัน่ หางประมาณ ๓๕ เมตร หมนั่ ตรวจดคู วามสดของก่งิ ไมท ี่ตดั มาพรางเปนระยะ ๆ ใหคง
สภาพคลา ยสภาพแวดลอมตามธรรมชาติเมอ่ื เริม่ เหยี่ วเฉาลงใหปรับเปล่ยี นก่ิงไมใ หม
ค. หมวกเหล็ก (HELMETS) ใชวสั ดุพรางทจ่ี ายใหโ ดยเฉพาะหรอื ใชผาพราง ผา กระสอบปานยอ มสีตาม
สภาพแวดลอม พันชายผา เขา ใตข อบหมวกไมตอ งขงึ ใหต ึงนกั เพอื่ ใหช ายผา ยน่ื พนออกมาทาํ ลายรปู ทรง
ของขอบหมวกเลก็ นอย แตง เติมดวยกงิ่ ไมใ บไมเ ลก็ ๆ ตน หญา หรือผา กระสอบฉกี เปนรว้ิ แลวรัดดว ยยางเสน
ใหติดกบั หมวก ถาไมส ามารถหาวัสดุพรางใด ๆ ไดใหใ ชส ีพรางหรอื โคลน ทาทผี่ วิ พน้ื ของหมวกเหล็ก เพ่ือลด
แสงสะทอน
รปู ท่ี ๑ - ๑๔ การพรางหมวกเหลก็
ง. เครอื่ งแบบ (UNIFORMS) ปจ จุบนั เครือ่ งแบบสว นใหญต ัดเยบ็ ดวยผา สพี รางอยแู ลว แตอ ยางไรกต็ าม
อาจจําเปนตองเพิ่มเติมวสั ดพุ รางเพอื่ ใหมคี วามกลมกลนื กับสภาพแวดลอ มดขี นึ้ กวา เดมิ โดยการใชโ คลนทา
เครอื่ งแบบท่ีสวมหรือแซมดว ยกงิ่ ไมต ิดใบ, ตนหญา ผา กระสอบฉกี เปนร้ิว แตอยา ใหดรู งุ รงั มากเกินไป
จนเปนจุดสนใจของขา ศกึ เมอื่ ออกปฏบิ ัติการในพนื้ ทีห่ มิ ะปกคลมุ ใหส วมชดุ สขี าว (ถา มจี ายให) ถาไมมใี หใ ช
ผา ปทู ี่นอนสขี าว ดดั แปลงสวมทบั เพอื่ ใหก ลมกลืนกับสีขาวของหมิ ะ และสภาพแวดลอ ม
๙
สผี วิ บริเวณสะทอนแสง บรเิ วณรม เงา
รอบขอบตา, ใตจ มูก,
วัสดพุ ราง ดํา แดง หนาผาก, โหนกแกม, หู
ใตค าง
สดี ินและสเี ขยี วออ น จมูก คาง ใชสีเขียวออน
ชนิดแทง
สีทรายและสเี ขยี วออน ใชไ ดทกุ คนในบรเิ วณทม่ี ี ใชส ีดนิ ใชสที ราย
ชนิดแทง
สดี นิ และสีขาว พชื ใบสีเขยี ว ใชสีทา
ผงถา นเปลือกไม ใชไ ดท ุกคนในบริเวณทีม่ ี ใชสีเขียวออ น หามใช
หรอื เขมา
สโี คลนตาง ๆ พ้ืนใบเขยี วจาํ นวนนอ ย ใชได
ใชไดทุกคนในบรเิ วณมี ใชส ีดิน
หมิ ะปกคลมุ เทา น้ัน
ใชไ ดทุกคนถาไมม ีสีพราง ใชไ ด
ชนิดแทง
ใชไ ดทุกคนถา ไมม สี พี ราง หา มใช
ชนดิ แทง
รปู ท่ี ๑ - ๑๕ สีตา ง ๆ ทีใ่ ชในการพราง
จ. ผิวหนงั (SKIN) ผวิ ท่อี ยูนอกรม ผาจะสะทอ นแสงและอาจดึงความสนใจของขาศกึ แมวา จะเปน ผวิ
สีดําสนทิ เพราะผิวหนังมนี ํา้ มันธรรมชาตซิ งึ่ สะทอนแสง ดังนัน้ เมอื่ จะใชส พี รางผวิ หนา ทําการพรางผิวหนงั
สว นอนื่ ใหป ฏบิ ัติดงั นี้
๑) จับคูกับเพอ่ื นเม่อื ใชสพี รางชนดิ แทง ผลัดกนั ทาสพี ราง ๒ สี สลบั กนั ดวยลวดลายทไ่ี มเ ปนระเบียบ
ใชสีเขมทาบรเิ วณสะทอ นแสง (หนาผาก โหนกแกม จมกู หแู ละคาง) ใชส จี างทาบริเวณเปน รม เงา (รอบ
ขอบตา ใตจมูก ใตค าง) ผิวหนังอนื่ ๆ นอกรม ผา เชน ลาํ คอดา นหลงั แขน หลังมือ ปกติจะไมพรางฝามือ
เพราะตอ งใชส ง ทัศนสัญญาณ ถอดแหวน นาฬิกาออกใหหมด เพือ่ ลดการสะทอนแสง
๒) ถา ไมม สี ีพรางชนิดแทง ใชถ านไม เขมา ไฟ หรอื โคลนสีจาง
๑๐
บทที่ ๒
ทมี่ น่ั ตอสู
๒ - ๑ กลาวทวั่ ไป
ก. เมอ่ื ทาํ การตง้ั รับ หรือเม่ือหยุดหนว ยชวั่ ระยะเวลาสน้ั ๆ ในระหวา งปะทะกับขา ศกึ ทหารตอ งเลอื กหา
ทก่ี ําบังจากการยิง และทหี่ ลบซอ นจากการตรวจการณของขา ศึก ท่มี ่นั ตอ สูบางชนิดใหการกําบงั และหลบซอน
ไดดีที่สดุ อาจเปน หลมุ ตาง ๆ ทมี่ อี ยใู นบริเวณนนั้ หลมุ นอนท่ขี ดุ ขึ้นอยา งเรง ดว น หรอื ทีม่ ่ันที่ดัดแปลงไวอ ยา ง
ดีมีที่กาํ บังเหนอื ศรี ษะ
ข. ท่มี ่ันตอ สูทหารจะตอง
๑) ทําการยงิ จากที่มนั่ นนั้ ได
๒) ปอ งกันตวั ทหารจากการตรวจการณ การยงิ ตรง และอาวธุ กระสุนวิถีโคง
๒ - ๒ ทีก่ ําบงั (COVER)
ก. ที่กาํ บังของท่มี ัน่ ตอ สจู ะตองแขง็ แรงพอทจี่ ะปอ งกันตวั ทหารจากการยิงดวยปน เล็ก สะเกด็ ระเบดิ
จาก ป. ค. และคลนื่ ความรอ นจากการระเบดิ ของอาวธุ นวิ เคลยี ร ดา นหนาของท่ีม่ันจะตอ งมสี ่งิ ปอ งกันจากการ
ยิงดวยปน เลก็ สิ่งปอ งกันดานหนาทม่ี นั่ ตามธรรมชาติเปน ส่งิ ท่ีดีท่สี ดุ (ตนไม หนิ กอ นใหญ ซุง และหินทแี่ ตก
ทลายลงเปน กอง) เพราะซอ นกาํ บังอยหู ลังวตั ถุตามธรรมชาติขา ศึกยากทจี่ ะสงั เกตตรวจจบั ได ถา ไมม สี ิ่งกาํ บัง
ตามธรรมชาติใหท หารใชดนิ ท่ีขุดข้ึนมาจากหลมุ ทาํ เปนมนู ดนิ ปอ งกนั และดัดแปลงเพม่ิ เติมใหแ ข็งแรง โดย
บรรจุลงใหกระสอบแลวพรมดวยนํา้
ข. ทก่ี าํ บงั ดา นหนาจะตอ งเปน ดงั น้ี
๑) หนาพอที่จะหยดุ ความแรงของกระสนุ ปน เลก็ (อยางนอ ย ๔๖ ซม. หรือ ๑๘ น้วิ )
๒) สูงพอทีจ่ ะปองกนั ศีรษะของทหาร เมื่อทาํ การยงิ จากดานหลังทีก่ ําบงั
๓) หา งจากขอบหลุมพอทจ่ี ะวางขอ ศอกจัดทายงิ ไดสะดวก และปกหลักกาํ หนดเขตการยิงทางเฉยี ง
ได
๔) ความยาวพอท่ีจะกาํ บังแสงท่ีออกจากปากกระบอกปน ขณะทหารทําการยงิ ทางเฉียง
รปู ท่ี ๒ - ๑ ที่กําบงั
๑๑
ค. ทหารจะตองสรา งท่มี น่ั ตอสู เมื่อทหารตกอยภู ายใตการยงิ ของขา ศึกจากทางดานหนา ทหารสามารถ
หลบเขาหลังทก่ี ําบังดา นหนา ของทม่ี ัน่ ซ่ึง ณ จุดนั้นทหารยังคงยิงตอ สใู นทางเฉยี งได
รปู ที่ ๒ - ๒ ที่ม่นั ตอ สู (หลมุ บคุ คล)
ง. สําหรับทมี่ ัน่ ที่ใหการปอ งกนั รอบดา นรวมทงั้ ปอ งกนั จากการโจมตีดว ยอาวธุ นวิ เคลยี ร จะตองสรา ง
ใหมที ่กี ําบังเหนือศีรษะ ดา นขาง และดา นหลัง โดยใชด นิ ท่ีขดุ ขนึ้ จากหลมุ เพ่อื ปองกันสะเกด็ ระเบิดจาก
กระสุน ป., ค. ท่มี าจากดานบน ดา นขา ง หรอื ดา นหลงั ทมี่ ่นั ทีม่ ีท่ีกําบังยงั ชว ยปอ งกันจากการยงิ ของอาวธุ ยิง
สนบั สนนุ ของฝา ยเดียวกนั จากทางดานหลัง หรือกระสุนทย่ี งิ จากรถถงั
จ. ทหารจะตองเหลอื ทีว่ างพอคลานออกไปไดใ นที่กําบงั ดา นหลงั เพื่อใชเปน แนวทางเขา หรอื ออกไป
จาก ทีม่ ่ันโดยไมเปด เผยตนเองตอการตรวจการณของขาศกึ
ฉ. เพอ่ื เพิ่มโอกาสในการเอาตัวรอดจากการโจมตดี วยอาวุธนวิ เคลียร ทมี่ ่นั ตอสขู องทหาร จะตอง
ประกอบดว ยขอพจิ ารณาดังตอ ไปน้ี
๑)ทก่ี ําบงั โดยรอบทเี่ ปนรปู วงกลม จะยดึ กนั ม่นั คงไดดกี วาแบบส่ีเหล่ยี มจตั ุรสั หรอื สีเ่ หลยี่ มผืน
ผา เม่ือถูกคลื่นนิวเคลยี รก ระแทกและหลมุ รปู วงกลมขุดไดง า ยกวา
๒) ชองเปด (ชอ งยงิ ) ทีเ่ ลก็ ๆ ชวยปองกันการแผร ังสีของนิวเคลียร ซ่งึ กระจายเขามาในท่ีม่ันทาง
ชองเปด
๓) ทม่ี น่ั ตอ สทู ีข่ ุดลกึ กวา จะนําดนิ มาทาํ กาํ แพงปองกันไดห นากวา จากแรงระเบดิ ของอาวธุ นิวเคลยี ร
ดงั นนั้ ทม่ี ั่นทขี่ ดุ ลึกจะลดการแผรังสที ีผ่ า นเขา ไปในหลมุ การแผร งั สีจะถูกลดสว นลง ๒ สว น ตอ ทกุ ๆ ความ
ลึก ๑๖ นิ้วของหลมุ
๔) รูปทรงของทมี่ ่ันท่ีต่าํ การเสริมดินใหหนาในดา นท่ีมกี ารแผร ังสเี ขามา การนอนตะแคงงอขดลาํ ตวั
หรือจะใหด ีทส่ี ดุ ถา นอนหงาย แลว งอเขา ท้ังสองขางมาชดิ หนา อก ใหแ ขนกอดรดั ไวเ พื่อปอ งกนั รา งกายเราจาก
การแผรงั สี
๕) การแผร งั สีความรอน จะเขา มาในท่มี นั่ ของทหารในแนวระดบั สายตา หรอื โดยการสะทอนออก
รอบดานวัตถทุ ีม่ สี เี ขม และหยาบ (เชน ผาหมขนสัตว และหมวกคลมุ แบบไอโมง) สามารถนาํ มาใช เพอ่ื กาํ บงั
รงั สีที่สะทอนกระจายอยูตามผวิ พนื้
๑๒
รปู ท่ี ๒ - ๓ ทีม่ ่ันซึ่งมที ีก่ าํ บงั รอบตวั และชอ งคลานเขา ออก
๒ - ๓ การหลบซอ น (CONCEALMENT)
ก. ถา ท่ีมนั่ หรอื ทที่ หารวางตวั ทหารถกู ตรวจพบ ขาศึกสามารถยงิ มายงั ท่ีนนั้ หรือเขา โจมตจี ดุ นน้ั ทําให
ทหารถูกสงั หารได ดังนน้ั ทมี่ ่ันของทหารจะตองมกี ารหลบซอ นที่ดี เพื่อขาศกึ จะตรวจพบไดย ากขนึ้ แมว า จะ
อยใู กลข าศกึ เพยี งแคร ะยะขวา งระเบดิ
ข. ทซี่ อ นพรางตามธรรมชาติ ที่ซอนพรางท่หี า งจากการรบกวนใด ๆ เปนทที่ ี่ดีกวาท่ซี อนพรางท่ที หาร
สรางขนึ้ เพราะเหตวุ า
๑) ธรรมชาตไิ ดสรา งข้นึ ไวเ รยี บรอยดแี ลว
๒) โดยทวั่ ไปจะไมด งึ ความสนใจของขาศึก
๓) ไมตอ งปรบั เปลย่ี นสภาพใด ๆ
ค. ในขณะทีท่ หารขุดดัดแปลงทีม่ นั่ จงระมดั ระวงั ไมร บกวนทาํ ลายที่ซอนพรางตามธรรมชาตโิ ดยรอบ
ดนิ ท่ีขดุ ไดจ ากหลุม และเหลืออยูใหน าํ ไปพราง และพรางไวทางดา นหลัง
รูปท่ี ๒ - ๔ ท่ีมัน่ พรางเสรจ็ แลว
ง. วตั ถุทใี่ ชพรางดีทส่ี ดุ คอื สิ่งที่ไมจาํ เปนตองปรับเปล่ยี น เชน หนิ กอ นใหญ ทอนซงุ พมุ ไมสดทไี่ มไ ด
ขดุ ขน้ึ มาและกอหญา ทหารไมค วรใชว ัสดพุ รางจนมากเกนิ เหตุ เพราะจะทาํ ใหที่มนั่ มีสภาพแตกตา งไปจาก
สภาพแวดลอม
จ. ทีม่ ัน่ ตอ งใหการซอ นพรางไดทั้งจากอากาศยานของขา ศกึ และกองทหารภาคพ้ืนดนิ ถา ทมี่ น่ั สรา งไว
ใตพมุ ไมใ บหนา ตน ไมใ หญ หรือในตวั อาคาร โอกาสนอ ยมากทจ่ี ะมองเหน็ จากที่สงู กวา ใชใบไมฟางขา ว
จะชวยพรางหนาดินทีเ่ ปย กชน้ื ไมใหม ีตดั กับพื้นดนิ แหงโดยรอบทมี่ น่ั อยา ใชก งิ่ ไมร ะเกะระกะวางรองกน
หลมุ ท่ีมน่ั เพราะมนั อาจเปน ตัวขวางการกลิ้งของลกู ระเบิดขวา งลงสูหลมุ ดัก
๑๓
รปู ที่ ๒ - ๕ ที่มัน่ ที่ซอนการตรวจการณท างอากาศ
ฉ. ท่ซี อ นพรางทีท่ หารดดั แปลงสรา งขึน้ เองจะตองกลมกลืนกับสภาพแวดลอม เพ่ือจะไดไ มถ กู ตรวจพบ
๒ - ๔ เขตการยิง (SECTOR AND FIELD OF FIRE)
ก. เขตการยงิ คือบริเวณทง้ั หมดท่ที หารตองตรวจการณและยงิ ไดจรงิ เมื่อ ผบ.หนวย มอบหมายท่ีมนั่ ตอสู
ใหท หาร ผบ.หนว ย จะมอบเขตการยิงหลัก (PRIMARY SECTOR OF FIRE) ใหเ ขตการยงิ หลกั คอื เขต
ทางเฉียงกับทม่ี น่ั และเขตการยิงรอง คอื เขตดานตรงหนาที่ม่นั
รปู ที่ ๒ - ๖ ที่มนั่ ตอสแู ละเขตการยงิ
ข. เพ่ือใหท หารตรวจการณเหน็ และยงิ ไดต ลอดเขตการยงิ ทหารตองกาํ จดั พืชลมลุกและส่งิ กดี ขวาง
ตาง ๆ ในเขตการยงิ ซ่ึงเรยี กวา “ การถากถางพืน้ ยงิ ”
ค. เม่อื ทําการถากถางพื้นยิง
๑) ตอ งไมถากถางสิ่งปกปด ท่มี ่ัน ออกมากเกนิ ไปจนเปด เผยทม่ี ่ัน
๒) ปลอยไว หรือไมถ ากถางพุม ไมบ าง ๆ ใหเ ปน ฉากกาํ บงั ตามธรรมชาติ
๓) ก่ิงกา นสาขาของตน ไมใหญท่อี ยูเรยี่ ดนิ และตน ไมท ีแ่ ผใบบาง ๆ ซึง่ กระจายอยูใ นเขตการยิง ใหตดั
ออกใหเ หลือนอยลง
๔) ถากถางบรเิ วณใตพมุ ไม เฉพาะบริเวณท่ีบังการตรวจการณข องทหาร
๕) เก็บเศษพุมไมทต่ี ดั ออก กง่ิ ใบ และวัชพชื ที่ถากถางออกไปทิ้งใหไกล เพอื่ มใิ หข าศึกผดิ สงั เกต
๖) ใชโ คลนทาทบั รอยท่ีทหารตดั บนตนไมห รอื พมุ ไม ไมใ หผดิ สงั เกตในพนื้ ที่หมิ ะปกคลุมใหใ ชห มิ ะ
โปะ
๗) กลบเกลอ่ื นรอ งรอยไมท ้ิงไวเ ปนหลักฐานใหขาศกึ รู
๑๔
รปู ท่ี ๒ - ๗ ทหารทาํ การถากถางพนื้ ยิง
รปู ที่ ๒ - ๘
ง. พ้ืนยงิ ดานหนา ควรโลง ยาวออกไปจนสุดระยะยิงของอาวุธประจาํ กาย
จ. พื้นยงิ ทางเฉียง อํานวยใหทหารยิงขา ศึกที่เขา ปะทะจากมุมทข่ี าศกึ ไมคาดคิด และยงั ชว ยในการยงิ
สนับสนนุ ทมี่ น่ั ดา นขา งของทหารไดอ ีกดว ย
ฉ. เมื่อทาํ การยิงไปทางเฉยี ง แนวยงิ จะประสานกบั ที่ม่นั อืน่ ๆ เปน การสรา งกาํ แพงกระสนุ ขดั ขวางการ
รุกเขา มาของขาศึก
รูปท่ี ๒ - ๙ ทหารทาํ การยงิ ไปทางเฉยี งตอบโตการยงิ ของขาศึก
๑๕
๒ - ๕ เราจะสรา งทมี่ ัน่ ตอ สอู ยา งไร (HOW TO BUILD FIGHTING POSITION)
ก. ท่มี ่ันตอ สูส รา งเรงดว น (HASTY FIGHTING POSITION) เม่ือมเี วลาเตรยี มการนอ ย ควรสรา งทม่ี น่ั
ตอสแู บบเรง ดว น ซ่ึงอาจจะอยดู า นหลงั สิง่ กําบังที่มอี ยแู ลว มสี ่งิ กําบงั จากการยงิ ของขาศกึ ทางดานหนา
แตยังคงอํานวยใหฝา ยเรายิงไปทางดานหนา และทางเฉยี งได คาํ วา “ เรงดว น ” ไมไ ดหมายความวา ไมมีการขดุ
ดดั แปลง
ถา บรเิ วณนัน้ มหี ลุมตามธรรมชาติ หรือคนู า้ํ แหง ที่สามารถใชเปน ที่กําบังไดก ็ใหขุดเปนหลมุ นอนยงิ เพอ่ื
ใชปองกนั ได บางหลุมควรมขี นาดลึกประมาณ ๑/๒ เมตร ใชดนิ จากการขดุ สรางท่ีกาํ บังโดยรอบทวี่ างตัว
รปู ท่ี ๒ - ๑๐ ที่มัน่ เรงดว น
รูปที่ ๒ - ๑๑ หลมุ บุคคลขุดเปน แนวตรง และแนวโคง หลงั ทก่ี าํ บงั
ข. ทม่ี ั่นตอ สูสําหรับทหาร ๒ คน (TWO MAN FIGHTING POSITION) ในการตัง้ รบั ทหารจะสรา ง
ท่ีม่ันตอ สสู าํ หรบั ทหาร ๒ คน หรอื เรยี กวา หลมุ บคุ คลคูท ําการปรบั แตง ใหมน่ั คงกลมกลนื สภาพแวดลอ ม
ตามที่เวลามใี หท าํ ได
๑) พยายามขุดหลุมใหแ คบ หลมุ ยิงยิ่งแคบอนั ตรายจากการยิงดวยกระสนุ ปน ระเบิดมอื หรอื สะเก็ด
ระเบิดแตกอากาศกจ็ ะลดลง แตหลุมจะตอ งกวา งพอใหท หารและเพื่อนคหู ู ลงไปไดส ะดวกในสภาพการแบก
เคร่ืองสนามเตม็ อตั รา หลมุ ของแตล ะคนจะตอ งยนื่ ออกไปจนเลยขอบของทก่ี าํ บังดา นหนา เพ่อื ใหท หารตรวจ
การณ และยงิ ไปทางดา นหนา ได ปกติจะขุดหลุมเปน แนวตรง แลว นาํ ดินท่ีขดุ ได ทาํ เปนมนู ดนิ กาํ บังดา นหนา
อาจขุดเปน แนวโคง หลงั ท่กี าํ บังก็ได
๑๖
๒) หลุมที่ขุดเปน แนวโคงหลงั ท่กี าํ บังดานหนา อาจจาํ เปน ในภมู ปิ ระเทศทเี่ ปนทางตรงหนา ไดด ีกวา
รวมถงึ ท่มี นั่ อ่นื ๆ ทางดา นขางของเราดว ยการขุดใหเ ปน แนวโคง ทําไดโดยคอ ย ๆ ขุดขยายทงั้ ๒ ปลายของ
หลุมดานซายและดานขวาจนขอบหลมุ ดา น ซา ย - ขวา มาสุดท่ดี านขา งซา ย - ขวา ของมนู ดิน
๓) หลมุ ที่เปน รูปโคงอํานวยใหท หารคนหน่ึงตรวจการณด ขู า ศกึ ในขณะท่อี กี คนพกั ผอน หรอื กิน
อาหารและทหารยังสามารถตรวจการณ และยงิ ไปทางดา นหนา เม่ือไมม กี ารยิงตอบโตจ ากขาศึก และเมอื่ มีการ
ยิงจากขา ศกึ ทหารก็ถอยกลบั ไปอยูหลังทก่ี าํ บงั ดานหนา ได
รูปที่ ๒ - ๑๒ การเคลอื่ นท่จี ากหลงั ที่กาํ บงั ไปยงั ตรงหนา
๔) บนเนินทลี่ าดชนั การขุดหลมุ เปนแนวตรงไมเ ปนผลดีตอ การวางตวั และยิงจากดา นหลงั มนู ดนิ
กาํ บงั ไปยงั ขา ศกึ ทเ่ี ขาปะทะตรงหนาเพราะทหารอาจตอ งโผลข้นึ มายิงพนมนู ดนิ กําบงั ทําใหเปด เผยตนเองตอ
ขาศกึ
รปู ท่ี ๒ - ๑๓ ผลกระทบตอการขดุ หลมุ เปน แนวตรงบนลาดหนาเนินชนั
๕) เพ่อื หลกี เลย่ี งการโผลข ้ึนมายงิ พนมนู ดนิ กําบงั ดานหนา ใหข ดุ ชอ งยิงที่สดุ ปลายซา ย ขวา ของหลมุ
ออ มมาดา นขางของมูนดินกาํ บังท่ขี ุดได นาํ ไปเตมิ ที่มูนดนิ กาํ บงั ดานหนา
๑๗
รปู ท่ี ๒ - ๑๔ การขดุ ชองยงิ ซา ย – ขวา
๖) ขดุ หลมุ ใหล ึกเทา ระดบั รักแรข องทหาร วธิ นี เี้ ปนการลดอันตรายจากดา นขา งและทหารยนื ยิงได
สะดวก ขนาดของหลมุ ควรมคี วามยาวเทา กบั ปลย.เอ็ม. ๑๖ สองกระบอกตอ กนั และกวางเทา กับสองดาบ
ปลายปน เหลอื ทว่ี างบนขอบหลุมถึงมนู ดนิ กําบัง ใหพ อวางขอ ศอกไดเมอ่ื ทาํ การยิง
รูปที่ ๒ - ๑๕ ความลกึ ขนาดรกั แร
รปู ที่ ๒ - ๑๖ ท่ีวางของหลุม ขุดวางขอ ศอกประทับยิง
๗) ขุดหลมุ เลก็ ๆ เปน หลุมวางขอ ศอก เพ่อื วางขอศอกใหม่นั คงขณะทาํ การยงิ เพือ่ ความแมนยํายิง่ ขน้ึ
ถาทหารประจาํ หนา ที่ ปกบ. หรอื อาวุธกลอน่ื ๆ ใหข ุดรองเล็ก ๆ เพ่ือวางขาทรายใหม ั่นคงขณะยิง
๑๘
รปู ที่ ๒ - ๑๗ ขดุ หลุมเล็ก ๆ สาํ หรับขาทรายของ ปกบ.
๘) ตอกหลักกาํ หนดเขตการยงิ (SECTOR STAKES) ทางซาย และทางขวา เพอื่ ความชัดเจนของเขต
การยิงของทหาร เพื่อปองกันการยิงเขาใสท หารฝา ยเดยี วกนั ดว ยอบุ ตั ิเหตุไมต ง้ั ใจ ใชก ิ่งแขนงของตน ไมข นาด
ใหญพอกนั ยาวประมาณ ๑๘ น้วิ (๔๖ ซม.) ปกใหแ นน โผลพน พนื้ ดินสูงพอทีจ่ ะกันแนวปน ใหชไี้ ปตาม
ทิศทางของเขตการยงิ
๙) ตอกหลกั เลง็ (AIMING STAKES) เพ่อื เปน หลกั เสริมชวยใหทหารยงิ ไปยังจดุ อนั ตรายที่ขา ศึก
กําลงั เคลอื่ นที่เขา มาในเวลากลางคืนและเมอื่ สภาพทศั นวสิ ัยเลว ปกไมง า ม ๒ อนั ยาวประมาณ ๓๐ ซม.
ไวรองรบั ลาํ กลองปน ทาํ มมุ แยกกนั เลง็ ไปยงั ทิศทางเขา มาของขาศึกท่นี าเปน อนั ตราย ปก ไมง า มอีก ๑ อัน
ท่ีดา นหลังของ ๒ อันแรก เพ่ือรองรบั พานทายปน โดยทําใหหมนุ ไดด ว ยการตดั กระบอกไมไ ผ ประมาณ
๑/๒ ของปลองเหลอื ขอ ไวดา นลาง ฝงลงในดนิ แลว ใชไมงา มสําหรับรองพานทายปน หรอื อาจทาํ ไวร องบริเวณ
เหลก็ ยดึ ฝาประกับลํากลองปน เสยี บลงในไมไผ เพ่อื ใหส า ยปน หมนุ ไปมาได
รปู ท่ี ๒ - ๑๘ หลกั เลง็ และหลักเขตการยิง
๑๙
๑๐) ขุดหลุมดักลกู ระเบดิ ขวา ง (GRENADE SUMPS) ในพนื้ ดิน ๒ หลมุ ทางปกซา ย ขวาของหลมุ
ปน ใหลึกมากพอ ถา ขาศกึ ขวางลกู ระเบดิ ลงมาในหลุม ใหท หารเขย่ี ลกู ระเบิดลงไปในหลุมดกั ลกู ระเบิด จะลด
ความแรงของลูกระเบิดที่ระเบิดออกสว นหนึ่ง สว นแรงระเบดิ ทเี่ หลอื จะพงุ ออกดา นบนออกไปนอกหลุม
๑๑) การขดุ หลุมดกั ลกู ระเบิด ใหม ลี กั ษณะดงั นี้
ก) ความกวา งขนาดพลั่วส้ัน ของทหาร
ข) ลกึ เทากบั ความยาวใบพลั่วสัน้ (E - TOOL) หรือยิ่งลึกยงิ่ ดี
ค) ความยาวของหลุมดกั ลกู ระเบิด เทากบั ความกวางของหลมุ ปน ดานซา ย และขวา
๑๒) การทําทางระบายนา้ํ (WATER DRAINAGE) ขดุ พน้ื หลุมใหเ อยี งลงเล็กนอ ย ลาดไปทางหลมุ
ดักลูกระเบดิ เพือ่ ใหน้าํ ไหลลง และยงั เปน ลาดใหล ูกระเบดิ ขวางไหลลงหลุมดกั ไดง ายขนึ้
รปู ท่ี ๒ - ๑๙ หลมุ ดักระเบดิ ขวา ง
๑๓) ทําท่ีกาํ บังเหนอื ศรี ษะ (OVERHEAD COVER) เพ่ือปอ งกนั สะเกด็ ระเบดิ แตกอากาศ โดยการ
ทําได ๒ แบบ คือ ทาํ ครอมตรงกึง่ กลางของหลุมปน หรอื ทาํ เฉพาะครง่ึ หลมุ ดา นหลงั
รูปที่ ๒ - ๒๐ ทกี่ าํ บงั เหนอื ศีรษะ
๒๐
รปู ท่ี ๒ - ๒๑ วางทอ นไมป อ งกันดานหนา
๑๔) เม่ือพจิ ารณาแลว วา ถาสรางท่กี าํ บังเหนือศรี ษะแลว ขา ศกึ กย็ งั ตรวจการณเหน็ ไดย ากใหสรา งข้นึ
ไดโ ดยใชท อนไมข นาดเสน ผา ศูนยกลาง ๔ - ๖ นิว้ เปนทอนหนนุ โดยวางทางดา นหนา และดา นหลังของ
หลมุ ยาว เทา กบั ความยาวของหลุมปน ทง้ั ดา นหนา และดานหลงั
๑๕) วางทอ นไมข นาดเสนผา ศูนยกลาง ๔ - ๖ นวิ้ วางพาดระหวางทอนไมท วี่ างเปน ทอนหนุนไวแ ลว
เพอื่ เปน ทก่ี นั กระสนุ ระเบิดเหนือศรี ษะ
รูปที่ ๒ - ๒๒ ทําทก่ี ําบังเหนอื ศีรษะกลางหลมุ บคุ คลคู
๑๖) ปแู ผน ผา ยางกนั นาํ้ (PONCHO)หรือลงั บรรจุเสบยี งกระปอ งทับบนทกี่ ําบงั เหนอื ศีรษะเพอ่ื กนั น้ํา
ไหลลงตามรอ งไม
รูปที่ ๒ - ๒๓ ปแู ผน ผา ยางกันน้ํา
๒๑
๑๗) โรยดนิ ทบั บนผายาง ๖ - ๘ นวิ้ ใชหญา หรือใบไมโรยทบั ทําการตกแตง พรางใหกลมกลืนกบั
สภาพแวดลอม
รูปที่ ๒ - ๒๔ พรางทกี่ าํ บงั เหนือศีรษะ
ก) ถาเหน็ วาสรางท่ีกาํ บังเหนอื ศีรษะตรงกึ่งกลางหลุมแลว ขาศกึ อาจตรวจการณเ หน็ ไดง าย ใหส รา ง
ทีก่ าํ บังเหนอื ศรี ษะทางดานขา งเพือ่ เปน ท่ีกาํ บังของแตละคน แตเ มอื่ เขาไปอยใู ตทก่ี ําบงั ดานขางนแี้ ลว ทหาร
ทง้ั สองคนไมส ามารถตรวจการณแ ละทําการยงิ ไปตามเขตการยงิ ของตนได
ข) ถาสรางทก่ี าํ บังศีรษะดานขา ง ซาย - ขวา ของหลมุ ปน ใหข ดุ หลมุ ดักลกู ระเบดิ เพยี งหลมุ เดียวตรงกลาง
หลุมตดิ กับกําแพงหลมุ ดานหลังแลวปาดพ้นื ใหลาดลงสหู ลุมนัน้
รูปที่ ๒ - ๒๕ ทีก่ ําบงั เหนอื ศีรษะทางดา นขาง ซา ย – ขวา
๑๘) ขุดพน้ื ที่เพอ่ื ทําทก่ี าํ บงั เหนือศรี ษะทางปลายหลุมบคุ คลคู ๒ ดา น
ก) ขุดหนา ดินลกึ ประมาณ ๑๒ น้วิ
ข) ขุดใหเ ลยความกวา งของตวั หลุมออกไป ๒ ดาน หนา - หลัง ดา นละ ๑๘ น้ิว
ค) ความกวางจากปลายหลมุ ๓ เมตร เก็บหญา ผิวดนิ ไวทําการพราง
รูปท่ี ๒ - ๒๖ ขดุ ทก่ี าํ บังเหนือศีรษะทางดา นขา ง
๒๒
๑๙) ข้ันตอ ไป วางทอนไมข นาด ๔ - ๖ นว้ิ พาดหลุมท่ขี ุดตอออกไปทางดา นขา ง เพอ่ื เปน ตวั รับ
นาํ้ หนกั ส่งิ ท่จี ะนํามาคลุมทบั ดานบน วางแผน ผายางกันน้ํา กลบดว ยดนิ รว นและพรางดวยหญาผิวหนา ดนิ
ทแี่ ฉะออกไป
รูปท่ี ๒ - ๒๗ วางทอนไมพ าดน้าํ หนกั
รปู ท่ี ๒ - ๒๘ พรางดวยหญาผวิ ดนิ
๒๐) เม่ือพรางเสร็จแลว ลงไปขดุ ชอ งเกบ็ สมั ภาระทัง้ ๒ ดา น ซาย - ขวา ใตท ่ีกาํ บงั เหนอื ศีรษะ
ใหกวา งพอสาํ หรับตวั ทหารและสมั ภาระ
รปู ท่ี ๒ - ๒๙ เจาะชอง ซาย – ขวา
๒๑) ในบริเวณทีเ่ ปนดนิ ทราย หรอื ดินรว นผนงั ดา นในของหลมุ ตอ งมีการเสริม สง่ิ กนั ดนิ ผนงั
พงั ทลาย (REVETMENT) โดยใชส่ิงตาง ๆ เชน ตาขา ยลวด (MESH WIRE) แผนไมหรือลังกระดาษ หรอื
ทอ นไม หรอื ไมรวกสานเปน ตะแกรงวางขนาบดา นขางของหลมุ แลวตอกสมอบกทาํ การยดึ จากกงิ่ ไมไ วท ่ี
ขอบหลมุ ขึงใหอ ยูดว ยเชอื ก แลว ตอกใหจ มลงในดนิ ไมใ หระเกะระกะ
๒๓
รูปท่ี ๒ - ๓๐ การเสรมิ สง่ิ กนั ผนงั ดนิ พงั ทลาย
ค. ทีม่ น่ั ตอ สูเดย่ี ว (ONE - MAN FIGHTING POSITION) ในบางโอกาสทหารอาจตองขดุ หลุมบคุ คล
เดี่ยว ซงึ่ มีวิธีขุดเหมอื นกบั หลมุ บุคคลคู ยกเวน ขนาดท่เี ล็กกวา ในขนาดที่กวางพอสาํ หรบั ตวั ทหาร ๑ คน
พรอ มสมั ภาระรบ
รปู ที่ ๒ - ๓๑ ที่ม่ันตอสเู ดย่ี ว (หลุมบคุ คลเดีย่ ว)
ง. ทีม่ ่ันตอสตู ัง้ ยิงดว ย ปกบ. (MACHINE GUN FIGHTING POSITION) เมอ่ื ทหารอยูในหมู ปกบ.
กําลงั ในพวก ปกบ.ตองสรางหลุมต้ังยิงของ ปกบ.กอ นทจ่ี ะเริม่ สรา ง ผบ.หนวยตอ งพจิ ารณาถงึ
๑) กําหนดทีต่ ั้ง ปกบ.
๒) กําหนด/มอบ เขตการยิงหลกั และรอง
๓) มอบทิศทางยิงหลัก (PRINCIPAL DIRECTION OF FIRE ยอ PDF หรอื แนวยงิ ปองกนั
ขน้ั สุดทา ย (FINAL PROTECTIVE LINE) ยอ FPL
หมายเหตุ
๑. FPL คอื แนวทป่ี น กลยิงกวาดขามหนว ยทหารขางหนา
๒. การยงิ กวาด (GRAZING FIRE) คือ การยงิ สงู เหนอื พน้ื ดนิ ๑ เมตร
๓. ถาไมม ีการมอบ FPL ใหถ ือวา PDF คือ ทิศทางทีป่ น หนั ไปหรอื ตอ งหันไป เม่ือไมไ ดท าํ การยิงตอ
ท่หี มายในสว นอน่ื ๆ ขอบเขตการยิง
๑) สิ่งแรกทจ่ี ะตอ งทาํ เม่ือทาํ การสรางหลมุ ปกบ. คอื ทําหมายจดุ วางขาหย่ัง ปกบ. กอน แลว เริ่ม
หมายแนวเขตการยิงดว ยการปกหลักกาํ หนดเขตการยิง ขดี เสน รปู รา งของหลมุ และทีก่ ําบงั ดา นหนา
เปนรูปรางไว
๒๔
รปู ที่ ๒ - ๓๒ ขดี เสน หมายแนวรูปรางของหลุม ปกบ.
๒) สาํ หรับหลมุ ต้ังยงิ ปก. M60 การขดุ ใหก นั พน้ื ทีท่ างมุมซา ย และมมุ ขวาของหลมุ ดานหนาไวท ัง้
๒ มุม เพ่อื ใชท ําเปน ท่ตี ัง้ ยิงไปในเขตการยงิ หลกั (PRIMARY SECTOR OF FIRE) และทตี่ ัง้ ปนดา นนจี้ ะใช
ขาหย่ัง (TRIPOD) ปกบ. ตดิ ตัง้ ปนดว ย มมุ อีกดา นหนึ่งจะใชต ง้ั ปกบ. ยงิ ไปในเขตการยิงรอง (SECONDARY
SECTOR OF FIRE) และท่ีตั้งดา นนี้จะทําการยิงดว ยการใชข าทราย (BIPOD) ตองขดุ เปนรองสาํ หรบั วาง
ขาทรายดวย
รปู ที่ ๒ - ๓๓ หลมุ ปกบ. และทต่ี ัง้ ปน
๓) ท่ีตง้ั ปกบ. ทท่ี ําไวจ ะชว ยลดภาพทางดา นขางของพลยิง และยังลดความสูงของมูนดนิ กําบงั
ดานหนา ดว ย แตทีต่ งั้ ตอ งไมต ํ่ามาก จนไมส ามารถสายปนไปในเขตการยิงได
๔) ในบางกรณี อาจตอ งใชก ระสอบทรายวางทับพ้นื ท่ตี ง้ั ปกบ. ไวด ว ย และยังใชก ระสอบบรรจุ
ทรายวางทับขาหยงั่ เพอ่ื ไมใหเลอ่ื นไปมาดว ย
รูปที่ ๒ - ๓๔ ภาพแสดงตาํ แหนง ขุดหลมุ ดกั ลูกระเบดิ
๒๕
๕) หลังจากเตรยี มทีต่ ้ัง ปกบ. แลวใหทําแผนจดระยะ (ตามผนวก ด ) แลว ขดุ หลุมวางตวั ของพลยงิ
เปนรปู ตวั (T) กลับหวั ลง ดา นหัวของตวั T ตอ งยาวกวา ดา นขาตวั (T) ซ่งึ หันไปทางดา นขา ศกึ ขุดใหลึก
ขนาดรักแร เมอ่ื ยืนในหลมุ ใชด ินที่ขดุ ไดท ํามนู ดนิ กําบงั ดานหนากอน ใหสูงและหนาพอกนั กระสุนไดแ ลว
จึงทํามูนดนิ กําบงั ดานขา งและดานซาย
๖) ขดุ หลุมดกั ลกู ระเบดิ ขวางท่ปี ลายหลุมดา น ซาย - ขวา ดานละ ๑ หลมุ เหมือนกบั การขดุ หลุม
บคุ คลคู และสรางท่กี าํ บังเหนือศีรษะของที่มัน่ เหมือนกับการสรางของหลมุ บคุ คลคู
รปู ท่ี ๒ - ๓๕ ท่ีต้งั ปกบ. พรอ มที่กาํ บงั เหนอื ศรี ษะ
เม่ือเขตการยงิ ของ ปกบ. มเี ฉพาะเขตการยงิ หลัก ขดุ ทต่ี ้งั ยงิ ไวมมุ เดยี วเทานนั้
รปู ที่ ๒ - ๓๖ ท่ีตง้ั ปกบ. ไมมีเขตการยงิ รอง
๗) พลกระสนุ (THE AMMUNITION BEARER) ของ ปกบ. ขุดหลมุ บุคคลเดย่ี วอยูทางดาน
ใกลกบั ตวั พลยิง ปกบ. ซึ่งเปนดา นของแนวยิงปองกนั ขัน้ สดุ ทาย (FPL หรือ PDF) จากจดุ นนั้ พลกระสนุ
สามารถตรวจการณแ ละยิงไปยงั เขตการยงิ รอง และยงั จบั ตาดูพลยงิ ผชู วยไดตลอดเวลา และขุดคูคลานติดตอ
มาจนถงึ หลมุ ของพลยิง ปกบ. เพอื่ สามารถนาํ กระสุนมาเพิ่ม หรือเปลย่ี นตําแหนงกับพลยงิ หรอื พลยิงผชู ว ย
๒๖
รูปที่ ๒ - ๓๗ ที่ม่ันสาํ หรับพลกระสนุ
๘) สาํ หรับทต่ี ั้งของ ปก. (ขนาด .๕๐ นิ้ว) ขุดท่ีต้งั ปนเพยี งดานเดยี ว ใหต ่าํ กวาระดบั พนื้ ดนิ นอก
หลมุ เหมือนกบั ที่ตงั้ ปก. เอม็ .๖๐ แตลกึ กวา และรองพนื้ ท่ีต้ังปน ดว ยกระสอบบรรจทุ ราย และวางกระสอบ
บรรจุทรายทับท่ขี าหยง่ั ดว ย เพราะปนมแี รงสน่ั สะเทอื นขณะทําการยงิ เสริมลวดตาขา ยกันดนิ พงั บรเิ วณผนัง
ของหลมุ และผนงั ทตี่ งั้ ปน ดว ย
๙) เมอ่ื ขดุ ท่ีตงั้ ปน แลว เตรยี มทาํ แผนจดระยะ และเร่มิ ขุดหลมุ ทวี่ างตัวของพลยิงเปนรูปตวั แอล
( L) โดยใหท ต่ี ้งั ปก. (ขนาด .๕๐ นว้ิ ) อยูตรงกลางของตวั แอล ( L ) ใหลึกขนาดรักแรเ ม่ือลงยืนในหลมุ
ใชด ินในหลุมทาํ ท่กี ําบงั ดานหนา กอ นจนหนาพอจงึ ทําทกี่ ําบังดานขาง และดา นหลงั
รปู ท่ี ๒ - ๓๘ ทม่ี ัน่ ตอสูบคุ คลคูดดั แปลง
ขดุ หลุมดกั ลกู ระเบิดขวาง ท่ปี ลายหลุมทัง้ ๒ ดาน เหมอื นกบั หลมุ บุคคลคู
รปู ที่ ๒ - ๓๙ ท่ีมนั่ ตอ สูบ ุคคลดดั แปลงแบบมที ก่ี ําบังเหนือศรี ษะ
๒๗
จ. ท่ีมนั่ ตอ สขู องจรวดดรากอน (DRAGON FIGHTING POSTTION) จรวดดรากอนสามารถ
ทําการยิงไดท งั้ จากหลุมบคุ คลเดีย่ วและหลุมบคุ คลคู แตต อ งมกี ารเปลย่ี นแปลงบางสิง่ ภายในทมี่ ่นั การทาํ
แผนจดระยะของจรวดดรากอน ใหเ ตรยี มใหเ สรจ็ กอนทาํ การขดุ หลุม
๑) ขดุ หลุมใหกวางพอท่จี ะใหป ากของลํากลองจรวด ยน่ื เลยดานหนาของหลุมออกไปและดา น
ทา ยของลํากลอ งจรวด ยื่นเลยขอบหลงั ของหลมุ ออกไป เพอ่ื ใหเ ปลวไฟจากแรงระเบิดออกไปนอกหลมุ
รูปท่ี ๒ - ๔๐ ท่มี ่นั ของจรวดดรากอน
๒) การขุดหลุมดา นท่ีจะใชเปน จดุ ยงิ จรวดใหลกึ เพยี งระดบั เอวเทา นนั้ เพอื่ ใหพ ลยงิ เคล่ือนไหว
ขณะเล็งตามไปได อีกดา นหน่ึงขดุ ใหลกึ ระดับรกั แร และขุดหลุมเลก็ ๆ สําหรับขาตง้ั ๒ ขา ของจรวด
ดานหนา ของหลมุ ดวย การสรางมนู ดินตอ งใหส ูงพอกาํ บังจากทางดา นหนา เพราะขณะทําการยิง พลยิงตอ ง
ยืนสงู ขึ้นมาเหนือพนื้ ดนิ
๓) สรางทีก่ ําบังเหนือศีรษะทางดานปกอกี ดา นหนง่ึ ของหลมุ ปน ใหกวา งพอสําหรบั พลยงิ และ
ยุทโธปกรณและตัวจรวดจะไมสรา งทกี่ ําบงั เหนอื ศรี ษะไวต รงกลางหลมุ เพราะจะมีความสงู ซงึ่ ขา ศึกงา ยตอ
การสงั เกต
รูปที่ ๒ - ๔๑ การยิงจรวดดรากอนจากท่ีม่นั
ตรวจดดู า นหลังใหวา งจากสิง่ ใด ๆ กอ นทําการยงิ จรวดดรากอน ไมม ที หารอยใู นรัศมีแรงระเบดิ
ของเปลวความรอ น หรือมีเนนิ ดนิ หรือตนไมใหญ ทีจ่ ะสะทอนเปลวความรอนกลับเขามาดานหลัง ถาตอง
ทาํ การยงิ จรวดจากหลุมบคุ คลคู ตอ งแนใจวา ไมม ีทหารคนอน่ื ในหลุมเดยี วกนั อยใู นเขตรศั มีของเปลว
ความรอ น
ฉ. ทม่ี ั่นตอสูของ ปรส. ขนาด ๙๐ มม. (90 - MM RECOILLESS RIFLE FIGHTING POSITION)
สรางที่ต้งั ของ ปรส. ขนาด ๙๐ มม. (RCLR) คลา ยกบั ที่ต้ังของจรวดดรากอน แตถาตอ งทําการยงิ จากทาง
๒๘
ดา นขวาของมนู ดนิ กาํ บังขางหนา ใหห ลุมยาวออกไปอกี เพอื่ ให พลยงิ ผูชวยคอยชว ยเหลอื อยูทางดา นขวาของ
ปนไรแรงสะทอ นถอยหลงั (RCLR) เตรียมแผนจดระยะกอ นทาํ การขดุ หลมุ และตรวจพื้นทดี่ านหลงั ให
ปลอดภัยจากเปลวไฟรอ นกอ นทาํ การยงิ ดว ย
รปู ที่ ๒ - ๔๒ ที่มัน่ ปรส. ขนาด ๙๐ มม.
ช. ท่มี ั่นตอสูของอาวธุ ตอ สรู ถถงั ขนาดเบา (M72 A2) และอาวธุ โจมตีดว ยเปลวเพลิง แบบพาดบา
(FLASH) (LIGHT ANTITANK WEAPON (M72 A2) AND FLAME ASSULT SHOULDER
WEAPON (FLASH) FIGHTING POSITION) ไมม ที ี่ม่ันตอ สแู บบพเิ ศษสําหรับ เอม็ .๗๒ เอ.๒ (M72 A2)
หรอื อาวธุ โจมตดี ว ยเปลวเพลงิ แบบพาดบา (FLASH) อาวธุ เหลานส้ี ามารถยงิ ไดจากที่มนั่ ใด ๆ กไ็ ดก อ นทํา
การยงิ อาวธุ ชนิดนี้ ตองระวงั อนั ตรายในพนื้ ทดี่ า นหลังดว ย
รูปที่ ๒ - ๔๓ การยงิ เอ็ม.๗๒ เอ.๒ (M 72 A 2) จากที่ม่ัน
ซ. คูตดิ ตอ (TRENCHES) ถามเี วลาใหข ดุ คูตดิ ตอเพอื่ ใหการกาํ บงั เม่อื เคล่อื นที่ไปมาระหวา งทมี่ นั่
ความลึกของคทู จ่ี ะขดุ ยอ มขน้ึ อยูกบั เวลาและอปุ กรณท ม่ี าชวยเทาท่มี อี ยจู ริง ถาไมม ีรถขดุ ของทหารชาง
คูคลานตอ งขุดดวยพล่วั ส้นั ควรลกึ ประมาณ ๓ ฟตุ กวา ง ๒ ฟตุ เปน ทางหกั ไปมา (ZIGZAG) เพ่ือมีมมุ หลบ
สะเกด็ กระสุนปน ใหญท ี่อาจตกลงมาระเบดิ ในคูติดตอ
รปู ท่ี ๒ - ๔๔ ภาพของคตู ดิ ตอมองทางอากาศ
๒๙
ด. ชอ งเก็บสมั ภาระ (STORAGE COMPARTMENTS) ที่มั่นตอ สูจะตอ งมที เ่ี ก็บยทุ โธปกรณ และ
กระสุนเมื่อทหารสรางท่กี ําบังเหนอื ศีรษะตรงกลางของหลุมใหข ดุ ชอ งเกบ็ ของที่ตอนลา งของผนงั ดา นหลงั
ขนาดของชอ งเกบ็ ของข้นึ อยกู ับจํานวนของยุทโธปกรณแ ละกระสุนทจ่ี ะนําเขา เก็บ
รปู ที่ ๒ - ๔๕ สวนกลางของทกี่ าํ บงั เหนอื ศีรษะ
ถาที่ม่นั ของทหารสรา งที่กาํ บงั เหนือศรี ษะทางดา นปกใหใ ชบ ริเวณน้ันเปน ท่เี กบ็ สมั ภาระไดเลย
รปู ท่ี ๒ - ๔๖ ทกี่ ําบังเหนอื ศีรษะดา นปกหลุมปน
ถาทหารขุดชอ งเก็บใหกวางพอจะทาํ ใหท หารมที ว่ี า งพอเหยยี ดแขงเหยยี ดขาขณะนอนพักผอ น ชองน้ี
สามารถใชเ ปนทน่ี อนหลบั ภายใตท ก่ี าํ บงั