The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเฉลยปัญหาวิชากระทู้ในที่นี้คือ การนำกระทู้ธรรมที่เคยออกสอบในปี 2561 มาจัดทำประกอบพุทธศาสนสุภาษิตจนเสร็จทุกช่วงชั้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Looknoknoy, 2020-09-29 16:02:33

รวมเฉลยปัญหาวิชากระทู้ธรรม 2562

รวมเฉลยปัญหาวิชากระทู้ในที่นี้คือ การนำกระทู้ธรรมที่เคยออกสอบในปี 2561 มาจัดทำประกอบพุทธศาสนสุภาษิตจนเสร็จทุกช่วงชั้น

Keywords: กระทู้ธรรม

เฉลยขอ้ สอบ

วชิ าเรยี งความกระทธู้ รรม

ธรรมศึกษาชัน� ตรี
ธรรมศึกษาชัน� โท
ธรรมศึกษาชัน� เอก

ระดบั ประถมศึกษา
ระดบั มัธยมศึกษา
ระดบั อุดมศึกษาและประชาชนทัว� ไป

(อ้างอิงจากกระทธู้ รรมทอ�ี อกสอบปี การศึกษา ๒๕๖๒)

เรยี บเรยี งโดย

พระอาจารย์ลิขิต เตชะ�ญโญ (ไชยบุตร)
วดั จันทรน์ อก ถนนพระราม ๓ ซอย ๑๒ กทม.

คาํ นํา

เอกสารชดุ นี�ผู้เรยี บเรยี งมิไดค้ ดิ จะทําขนึ� เป็ นปฐม แตเ่ น�ืองดว้ ย
เหตทุ �ผี ู้เรยี บเรยี งเองไดท้ าํ เพจเผยแผข่ ้อสอบเก่า และคมู่ อื การอบรม
ธรรมศึกษาขนึ� โดยท�ีหลงั จากสอบธรรมศึกษาเสรจ็ ในแตล่ ะปี การ
ศึกษา ผ้เู รยี บเรยี งก็จะนําข้อสอบธรรมศึกษาตรี โท และเอกไปไว้ ใน
เพจ เพอื� ใหค้ นทวั� ไปไดด้ าวโหลดมาเก็บไวอ้ า่ นเองบ้าง ไวเ้ ป็ นส�ือการ
สอนบ้าง เป็ นตน้ และไดม้ ีผทู้ ี�เข้ามาอ่านไดส้ อบถามหาเฉลยของวชิ า
เรยี งความแกก้ ระทูธ้ รรม และผเู้ รยี บเรยี งก็ไมม่ ีให้ เพราะไม่ไดท้ าํ มา
กอ่ น ฉะนั�น ดว้ ยอาศัยแรงจงู ใจท�ตี อ้ งการทําประโยชน์แกส่ ังคมตาม
เป้ าหมายชีวติ ของผู้เรยี บเรยี งท�ตี งั� เป้ าหมายไวว้ า่ จะทาํ ประโยชน์ ให้แก่
สาธารณชนมากทส�ี ุดเท่าทจ�ี ะทาํ ได้ ในชีวติ นี�

สุดท้ายนี� ผเู้ รยี บเรยี งหวงั เป็ นอย่างย�งิ วา่ เอกสารชดุ นี� จะเป็ น
ประโยชน์ทัง� แก่พระอาจารย์ ครู นักเรยี น นิสิต นักศึกษา และ
ประชาชนท�วั ไปท�มี คี วามตอ้ งการฝึ กเขยี นกระทู้ธรรมในช่วงชัน� ตา่ งๆ ผู้
เรยี บเรยี งยินดรี บั �งคาํ จารณ์ของผ้อู ่านดว้ ยควาเต็มใจ

พระอาจารยล์ ิขิต เตชะ�ญโญ
ผูเ้ รยี บเรยี ง

สารบญั หน้า
เรอ�ื ง 1
กระท้ธู รรม ธรรมศึกษาตรี ประถม มัธยม อุดมฯ 2
กระทูธ้ รรม ธรรมศึกษาโท ประถม มัธยม อดุ มฯ 3
กระทธู้ รรม ธรรมศึกษาเอก ประถม มธั ยม อดุ มฯ 4
เฉลยกระทู้ ธรรมศึกษาตรี ประถม 6
เฉลยกระทู้ ธรรมศึกษาตรี มธั ยม 8
เฉลยกระทู้ ธรรมศึกษาตรี อดุ มฯ 10
เฉลยกระทู้ ธรรมศึกษาโท ประถม 14
เฉลยกระทู้ ธรรมศึกษาโท มัธยม 19
เฉลยกระทู้ ธรรมศึกษาโท อุดมฯ 24
เฉลยกระทู้ ธรรมศึกษาเอก ประถม 30
เฉลยกระทู้ ธรรมศึกษาเอก มธั ยม 36
เฉลยกระทู้ ธรรมศึกษาเอก อดุ มฯ

ขอ สอบวชิ า เรียงความแกกระทธู รรม ธรรมศกึ ษา ช้ันตรี
ชว งชน้ั สภุ าษิตทอ่ี อกสอบป ๒๕๖๒

ประถมศึกษา ทานวรรค (ออกซา้ํ ป ๖๑)
ททมาโน ปโ ย โหติ.
มัธยมศกึ ษา ผใู หย อมเปน ทร่ี ัก
องฺ. ปฺจก.
อุดมศกึ ษา
และ กมั มวรรค
กลยฺ าณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ.
ประชาชนท่วั ไป
ทาํ ดไี ดดี ทําช่ัวไดช ่ัว.
สํ. ส.

อปั ปมาทวรรค
อปปฺ มาเทน สมปฺ าเทถ.
ทานท้ังหลายจงยงั ความไมประมาทใหถงึ พรอ ม.

สํ. ส.

1

ขอสอบวชิ า เรยี งความแกก ระทูธ รรม ธรรมศึกษา ชน้ั โท
ชว งช้ัน สุภาษิตทอ่ี อกสอบป ๒๕๖๒

ประถมศึกษา เสวนาวรรค
ปาปมิตฺเต วิวชเฺ ชตฺวา ภเชยยฺ ตุ ตฺ มปคุ ฺคเล
มัธยมศกึ ษา โอวาเท จสฺส ติเ ฐยยฺ ปตเฺ ถนโฺ ต อจลํ สขุ ํ.
ผูป รารถนาความสขุ ท่ีมน่ั คง พึงเวนมิตรชว่ั เสีย
อดุ มศึกษา คบแตบุคคลสงู สุด และพงึ ตั้งอยูใ นโอวาทของทาน.
และ
อง.ฺ ปจฺ ก.
ประชาชนทัว่ ไป กมั มวรรค (ออกซา้ํ ป ๖๑)
ยาทสิ ํ วปเต พชี ํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ
กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปก.ํ
บคุ คลหวานพชื เชน ใด ยอ มไดผ ลเชน น้ันผูทาํ
กรรมดี ยอมไดผ ลดี ผทู ํากรรมช่วั ยอ มไดผลช่วั .

สํ. ส.

จติ ตวรรค (ออกซา้ํ ป ๖๑)
เสโล ยถา เอกฆโน วาเตน น สมีรติ
เอวํ นินทฺ าปสํสาสุ น สมิ ชฺ นฺติ ปณฺฑิตา.
ภูเขาหินแทง ทึบ ไมส ั่นสะเทอื นเพราะลมฉันใด
บณั ฑิตยอมไมหวั่นไหวในนินทาและสรรเสรญิ ฉันนนั้ .

ข.ุ ธ.

2

ขอ สอบวชิ า เรยี งความแกกระทูธรรม ธรรมศึกษา ชนั้ เอก
ชว งช้นั สุภาษิตท่ีออกสอบป ๒๕๖๒

ประถมศกึ ษา อตั ตวรรค
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา
มัธยมศึกษา อตตฺ นา หิ สุทนเฺ ตน นาถํ ลภติ ทลุ ฺลภ.ํ
ตนแล เปน ทพ่ี ึ่งของตน คนอนื่ ใครเลา จะเปน ทพี่ ่ึงได
อดุ มศกึ ษา กบ็ คุ คลมีตนฝกฝนดแี ลว ยอ มไดท ่ีพึ่งทีห่ าไดย าก.
และ
ข.ุ ธ.
ประชาชนท่วั ไป กมั มวรรค
โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ กตตโฺ ถ นาวพชุ ฌฺ ติ

ปจฺฉา กจิ ฺเจ สมุปฺปนฺเน กตฺตารํ นาธิคจฺฉติ.

ผอู ่นื ทําความดใี ห ทําประโยชนใหกอ น แตไ มสํานึกถึง

(บญุ คุณของเขา) เมอื่ มกี จิ (จําเปน ) เกิดข้นึ ภายหลัง

จะหาผูชวยทาํ ไมได

ข.ุ ชา. เอก.

สามคั ควี รรค
สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี สมคฺคานฺจนคุ ฺคโห
สมคฺครโต ธมฺมโ ฐ โยคกเฺ ขมา น ธสํ ติ.
ความพรอมเพรียงของหมูเปนสุข และการสนับสนุน
คนผูพรอ มเพรียงกนั ก็เปน สขุ ผยู นิ ดีในคนผพู รอ ม
เพรยี งกนั ต้งั อยใู นธรรม ยอ มไมคลาดจากธรรมอัน
เกษมจากโยคะ.

ขุ. อิติ.

3

เฉลยธรรมศกึ ษาตรี ระดับประถม ปี ๒๕๖๒

เลขท่…ี ……………………………………
ประโยคธรรมศึกษาชน้ั [ ]ตรี [ ]โท [ ]เอก ช่วงชน้ั [ ]ประถม [ ]มธั ยม [ ]อดุ ม

วชิ า เรยี งความแกก้ ระทูธ้ รรม
สอบในสนามหลวง

วนั ท่…ี …………………เดือน…………………………………พ.ศ.……………………………
ททมาโน ปโย โหต.ิ
ผู้ ให้ยอ่ มเป็ นทร�ี กั

ณ บดั นี� จดั ไดอ้ ธบิ ายขยายเนื�อความแห่งกระทูธ้ รรมสุภาษิต
ที�ไดล้ ิขติ ไว้ ณ เบอื� งตน้ พอเป็ นแนวทางแหง่ การศึกษาและนํามา

ปฏิบตั สิ ืบตอ่ ไป
คาํ วา่ ผู้ ให้ คอื ผู้มอบสิ�งใดส�ิงหน�ึงแก่ผูร้ บั หมายถึง ผู้ ให้การ

เลีย� งดู อบรมส�ังสอน หรอื ชีท� างถูกผิดให้ เช่น บดิ ามารดาผู้ ใหก้ าร
บุตรธิดา ครอู าจารย์ ให้การศึกษา และพระภิกษุสงฆ์ ให้การอบรม
ความรทู้ างศีลธรรมเพอ�ื ฝึ กฝนกาย วาจา และใจ เป็ นตน้ การให้นี�
ยอ่ มยังจิตของผู้รบั รกั ใคร่ในตวั ผู้ ให้ การใหน้ ี�ทางพระพทุ ธศาสนา
ุ ถือเป็ นการส�ังสมบญุ สมดงั สุภาษิตท�มี าในทีฆนิกาย มหาวรรควา่

ททโต ปุ�ฺญํ ปวฑฒฺ ต.ิ

เม�อื ให้ บญุ ก็เพ�ิมขนึ�

4

คาํ วา่ บญุ คอื เหตแุ หง่ ความสุข และส�ิงชําระใจใหส้ ะอาด ซ�ึง

หมายถึง ทม�ี าของความสุข ไดแ้ ก่ ความสุขท�เี กิดจากการให้ทานก็

ดี หรอื การประพฤตชิ อบดว้ ยการรกั ษาศีลก็ดี รวมถงึ การใหท้ านท�ี

เน้นประโยชน์ทีจ� ะเกิดขนึ� แก่ผ้รู บั โดยทผ�ี ู้ ให้มิไดห้ วงั ผลใดตอบ

แทนใดๆ เพียงเพราะหวงั วา่ การให้จะช่วยลดความยึดม�นั ถือมนั� น�ี
คอื เหตทุ ช�ี ่วยใหม้ ีบุญเพมิ� ขนึ� กลา่ วคอื การใหท้ �ีไม่หวงั ผลจะช่วย

ชําระใจผู้ ให้ ให้สะอาดยิง� ขนึ�

สรปุ ความวา่ ผู้ ให้ทงั� หลาย อนั ไดแ้ ก่ บดิ ามารดาใหก้ ารเลยี� ง

ดแู ลบุตรดว้ ยความเมตตา ครอู าจารย์ ให้สรรพวชิ าแกศ่ ิษย์ของตน

อยา่ งไมห่ วงแหน ไมห่ วงั ผลตอบแทน ยอ่ มยงั ให้เกดิ บุญแก่ผู้ ให้

เพราะวา่ การให้ท�ีไมห่ วงั ผลตอบแทนยอ่ มช่วยชําระจิตของผู้ ให้นี�

สะอาด สวา่ ง และสงบ เป็ นตน้ สมดงั สุภาษิตทย�ี กขนึ� เป็ นนิกเขป

บท ณ เบือ� งตน้ วา่

ททมาโน ปิ โย โหต.ิ

ผู้ ให้ ย่อมเป็ นท�รี กั

มนี ัยดงั พรรณามาดว้ ยประการฉะนี�ฯ

5

เฉลยธรรมศกึ ษาตรี ระดับมัธยม ปี ๒๕๖๒

เลขท่…ี ……………………………………
ประโยคธรรมศกึ ษาชน้ั [ ]ตรี [ ]โท [ ]เอก ช่วงชน้ั [ ]ประถม [ ]มธั ยม [ ]อดุ ม

วชิ า เรยี งความแกก้ ระทูธ้ รรม
สอบในสนามหลวง

วนั ท่…ี …………………เดอื น…………………………………พ.ศ.……………………………
กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปก.ํ

ทําดีไดด้ ี ทําช�ัวไดช้ �ัว
ณ บัดนี� จกั ไดอ้ ธบิ ายขยายเนื�อความแห่งกระทูธ้ รรมสุภาษิต
ท�ีไดล้ ขิ ติ ไว้ ณ เบอื� งตน้ พอเป็ นแนวทางแหง่ การศึกษาและนํามา

ปฏบิ ตั สิ ืบตอ่ ไป
คาํ วา่ ทํา คอื การกระทํา หมายถึง การแสดงออกทางวาจา ใจ

และกาย ซึ�งไดแ้ ก่ การพูดจากนั การคดิ ถึงกัน และการแบง่ �น

สิ�งของแก่กันและกนั เป็ นตน้ ส่วนคาํ วา่ ดี คอื สิ�งทถ�ี ูกตอ้ ง หมาย
ถงึ สิ�งท�ีไมผ่ ิดศีลธรรม เป็ นตน้ การทํากรรมดยี อ่ มส่งผลในทางดี
ผทู้ าํ กรรมดยี ่อมไดร้ บั ผลดี ยอ่ มมคี วามสุข สมดงั สุภาษิตท�มี าใน
ขุททกนิกาย ธรรมบทวา่

ปาปาณํ อกรณํ สุข.ํ
การไม่ทาํ บาป นําสุขมาให้.

6

คาํ วา่ การไมท่ ําบาป คอื การไมท่ ําผดิ ศีลธรรม หมายถงึ การ
ลดละเลิกทาํ ผดิ ศีลห้า เช่น ไมท่ ํารา้ ยผู้อ�นื สัตวอ์ น�ื ไม่ลกั ของเขา
ไม่ประพฤตผิ ิดในกาม ไมพ่ ดู จาคาํ เท็จ ไม่พูดหยาบคาย ใส่รา้ ย
ไม่ยุ่งเกย�ี วกับส�ิงเสพตดิ มสี ุรา และเมรยั เป็ นตน้ ส่วนคาํ วา่ สุข
ความสบายกาย สบายใจ หมายถงึ สภาวะท�กี ายและใจไม่ถูกบบี คนั�
เพราะผลแหง่ การไมท่ าํ ช�ัว เป็ นตน้

สรปุ ความวา่ ผู้ ใดก็ตามมน�ั ประกอบกรรมดี มกี ารให้ทาน รกั
ษาศีล และเจรญิ พระกรรมฐาน เป็ นตน้ ผนู้ ั�นยอ่ มไดร้ บั ผลดตี อบ
แทน คอื ทําใหก้ าย และใจไม่เป็ นทุกข์ ตรงกันข้ามถ้าผู้ ใดทาํ กรรม
ช�ัวทงั� ทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางใจก็ดี ผูน้ ั�นย่อมเป็ นทุกข์ ไม่มี
ความสุข แตถ่ า้ ผู้ ใดไมท่ าํ บาปยอ่ มมแี ตค่ วามสุข สมดงั สุภาษิตท�ี
ยกขนึ� เป็ นนิกเขปบท ณ เบอื� งตน้ วา่

กลยฺ าณการี กลยฺ าณํ ปาปการี จ ปาปกํ.
ทําดีไดด้ ี ทําช�ัวไดช้ �ัว.

มีนัยดงั พรรณามาดว้ ยประการฉะนี�ฯ

7

เฉลยธรรมศกึ ษาตรี ระดับอุดมฯ ปี ๒๕๖๒

เลขท่…ี ……………………………………
ประโยคธรรมศึกษาชน้ั [ ]ตรี [ ]โท [ ]เอก ช่วงชน้ั [ ]ประถม [ ]มธั ยม [ ]อดุ ม

วชิ า เรยี งความแกก้ ระทูธ้ รรม
สอบในสนามหลวง

วนั ท่…ี …………………เดือน…………………………………พ.ศ.……………………………
อปฺปมาเทน สมปฺ าเทถ.

ท่านทัง� หลายจงยังความไม่ประมาทให้ถงึ พรอ้ ม.
ณ บัดนี� จกั ไดอ้ ธบิ ายขยายเนื�อความแหง่ กระทูธ้ รรมสุภาษิต
ที�ไดล้ ิขติ ไว้ ณ เบอื� งตน้ พอเป็ นแนวทางแห่งการศึกษาและนํามา

ปฏบิ ตั สิ ืบตอ่ ไป
คาํ วา่ ความไมป่ ระมาท คอื ความมีสตสิ ัมปชัญญะ หมายถึง

ความรตู้ วั ก่อนพูด กอ่ นทาํ อย่างนี�เรยี กวา่ ความมีสติ และความรู้
ตวั ขณะกาํ ลงั พดู อยู่ ทาํ อยู่ คดิ อยู่ ในขณะนั�นๆ อย่างนี�เรยี กวา่

ความมีสัมปชัญญะ คาํ วา่ ใหถ้ ึงพรอ้ ม ก็คอื มอี ยู่ เป็ นอยู่ ซ�ึงในทน�ี ี�
การมีสตนิ �ันเอง และหากผู้ ใดมสี ตสิ ัมปชัญญะ ผนู้ ั�นยอ่ มไมท่ ําผิด
ศีล เป็ นตน้ สมดงั สุภาษิตท�มี าในขุททกนิกายชาดกเอกนิบาตวา่

สีลํ โลเก อนุตตฺ ร.ํ
ศีลเป็ นเยย�ี มในโลก.

8

คาํ วา่ ศีล แปลวา่ ปกติ หมายถงึ ปกตขิ องผู้มสี ตสิ ัมปชัญญะ
ยอ่ มเป็ นผู้ประพฤตชิ อบดว้ ยกาย เช่น ไมฆ่ า่ เขา ไม่ทาํ รา้ ยเขา ย่อม
ไม่ลกั ของเขา ไมป่ ระพฤตผิ ิดในกาม เป็ นตน้ คาํ วา่ โลก มี ๒ นัย
คอื ๑.โลกคอื แผน่ ดนิ ๒.โลกคอื ผู้คนทีอ� าศัยอยบู่ นแผน่ ดนิ ฉะนั�น
โลกในสุภาษิตนี�จึงหมายถงึ ผ้คู น ถ้าผู้ ใดมศี ีล ผนู้ ั�นย่อมเป็ นท�นี ่า
คบหาไวเ้ ป็ นมติ รชิดใกล้

สรปุ ความวา่ หากผู้ ใดถึงพรอ้ มดว้ ยความไม่ประมาท แสดง
วา่ ผนู้ ั�นเป็ นผู้มคี ณุ ธรรมสองประการ คอื ๑.มีสติ รตู้ วั ก่อนทํา พูด
๒.สัมปชัญญะ ความรตู้ วั ขณะกําลงั ทํา พูด คดิ ผูท้ �มี คี ณุ ธรรมทงั�
สองประการนี�ย่อมเป็ นผู้ ไม่ประมาท ผู้ ไมป่ ระมาทยอ่ มเป็ นผ้มู ีศีล
เพราะไม่ทาํ ช�ัวดว้ ยกายก็ดี ดว้ ยวาจาก็ดี สมดงั สุภาษิตยกขนึ� เป็ น
นิกเขปบท ณ เบอื� งตน้ วา่

อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ.
ทา่ นทัง� หลายจงยงั ความไม่ประมาทใหถ้ ึงพรอ้ ม.
มีนัยดงั พรรณามาดว้ ยประการฉะนี�ฯ

9

เฉลยธรรมศกึ ษาโท ระดับประถม ปี ๒๕๖๒

เลขท่…ี ……………………………………

ประโยคธรรมศกึ ษาชน้ั [ ]ตรี [ ]โท [ ]เอก ช่วงชน้ั [ ]ประถม [ ]มธั ยม [ ]อดุ ม
วชิ า เรยี งความแกก้ ระทูธ้ รรม
สอบในสนามหลวง

วนั ท่…ี …………………เดือน…………………………………พ.ศ.……………………………
ปาปมิตเฺ ต ววิ ชเฺ ชตวฺ า ภเชยฺยตุ ตฺ มปุคคฺ เล

โอวาเท จสฺส ตฏิ ฺเฐยฺย ปตเฺ ถนฺโต อจลํ สุข.ํ
ผปู้ รารถนาความสุขทม�ี ัน� คง พึงเวน้ มติ รช�ัวเสีย

คบแตบ่ คุ คลสูงสุด (คนด)ี และพงึ ตงั� อยู่ในโอ

วาทของทา่ น.

ณ บัดนี� จกั ไดอ้ ธิบายขยายเนื�อความแห่งกระทู้ธรรมสุภาษิต

ท�ีไดล้ ขิ ติ ไว้ ณ เบอื� งตน้ พอเป็ นแนวทางแหง่ การศึกษาและนํามา

ปฏบิ ตั สิ ืบตอ่ ไป

คาํ วา่ สุข หมายถงึ ความสบายและความสบายใจ ซ�ึงหมายถึง

สภาวะท�กี ายและใจของเราปลอดโปรง่ จากความกังวล ความเดอื ด

รอ้ นใจ เป็ นตน้ ความสุขทัง� ทางกายและทางใจย่อมเป็ นผลมาจาก

การไดค้ บหาคนดเี ป็ นมิตร เป็ นท�พี �งึ พาอาศัย เพราะมติ รท�ดี นี ั�น

ยอ่ มบอกกล่าวแตเ่ รอ�ื งดๆี ไมเ่ ป็ นพิษเป็ นภัยแกเ่ รา มิตรทด�ี ยี ่อม

10

สอนให้เราเป็ นคนดดี ว้ ยการมีขนั ติ สมดงั สุภาษิตท�มี าในหนังสือ
สวดมนตฉ์ บับหลวงวา่

ขนฺติโก เมตตฺ วา ลาภี ยสสฺสี สุขสีลวา
ปิ โย เทวมนุสฺสานํ มนาโป โหติ ขนฺติโก.
ผู้มขี นั ตนิ ับวา่ มเี มตตา มีลาภ มยี ศ และมีสุข
เสมอ ผู้มขี นั ตเิ ป็ นทร�ี กั ท�ชี อบใจของเทวดา
และมนุษยท์ ัง� หลาย.
คาํ วา่ ขันติ คอื ความอดทน หมายถงึ ความอดทนอดกลนั�
ตอ่ ส�ิงทม�ี ากระทบกาย กระทบใจ ผ้มู ีความอดทนอดกลนั� มกั จะไม่
พลงั� พลาดไปทําสิ�งตอ่ ศีลธรรมอนั ดงี าม ผมู้ ีความอดทนมกั จะได้
คาํ ช�ืนชม เช่น นักเรยี นมีความอดทนตอ่ การอบรมส�ังสอนของ
บดิ ามารดาย่อมไดร้ บั คาํ ช�ืนชมวา่ เป็ นบตุ รธิดาท�ดี ี นักเรยี นอดทน
ตอ่ การเดนิ ทางมาเรยี น ยอ่ มไดร้ บั ความรทู้ �พี งึ ได้ นอกจากนั�นแล้ว
หากผู้ ใดมคี วามอดทนยอ่ มถือวา่ เป็ นการปฏบิ ตั บิ ชู าตอ่ พระพุทธ
เจ้า สมดงั สุภาษิตทม�ี าในหนังสือสวดมนตฉ์ บับหลวงวา่

11

สตถฺ ุโน วจโนวาทํ กโรตเิ ยว ขนฺติโก

ปรมาย จ ปูชาย ชินํ ปูเชติ ขนฺติโก.
ผมู้ ีขันติ ช�ือวา่ ทําตามคาํ สอนของพระศาสดา
และผู้มีขนั ตชิ �ือวา่ บูชาพระชินเจ้าดว้ ยบชู าอนั ย�ิง.
คาํ วา่ บชู า คอื การแสดงความเคารพ ซ�ึงหมายถึง การแสดง
ออกมาดว้ ยกาย ดว้ ยวาจาวา่ มีความเคารพตอ่ วตั ถุ บุคคล สถานท�ี
เป็ นตน้ และในทางพระพทุ ธศาสนา การบูชา มี ๒ ประการ ไดแ้ ก่
๑.อามสิ บชู า การบูชา การแสดงความเคารพดว้ ยอามสิ หรอื ส�ิงของ
เช่น นักเรยี นบชู าคณุ ครดู ว้ ยพานดอกไม้ พุทธศาสนิกชนบชู า
พระภิกษุสามเณรดว้ ยภตั ตาหาร เป็ นตน้ ๒.ปฏบิ ตั บิ ชู า การบูชา
ดว้ ยการปฏบิ ตั ติ าม เช่น นักเรยี นปฏิบัตติ ามคาํ สั�งสอนของพระ-
องคด์ ว้ ยการฝึ กฝนอบรมตนเองใหเ้ ป็ นผู้มขี ันตธิ รรม คอื ฝึ กตนให้
เป็ นผูม้ คี วามอดทนตอ่ การเลา่ เรยี น ตอ่ ช่วยเหลือการงานบิดาและ
มารดา ฝึ กฝนตนเองใหอ้ ดทนตอ่ การยว�ั ยุ ไมพ่ ลงั� เผลอไปทําช�ัว
สรปุ ความวา่ ผู้ท�ปี รารถนาอยากจะมีความสุขทงั� ทางกายและ
ทางใจทม�ี ั�นคงตอ่ เน�ือง ผู้นั�นพงึ คบหาคนดเี ป็ นมิตร เพราะมิตรท�ี

12

ดยี อ่ มบอกกลา่ ว หรอื ชักชวนให้ทาํ แตค่ วามดี เช่น ชักชวนให้เป็ น
ผู้มคี ณุ ธรรม ไดแ้ ก่ การมขี นั ตธิ รรม ผู้ ใดมขี ันตธิ รรม ผ้นู ั�นช�ือวา่
เป็ นผ้บู ชู าพระพทุ ธองคด์ ว้ ยปฏิบตั บิ ูชา หรอื การบูชาดว้ ยการปฏิ-
บตั ติ ามคาํ สั�งสอนของพระพุทธองค์ ผู้ ใดปฏิบตั ติ ามคาํ สั�งสอน
ของพระพุทธองคย์ ่อมไดร้ บั ความสุขทม�ี น�ั คง สมดงั สุภาษิตท�ยี ก
ขนึ� เป็ นนิกเขปบท ณ เบอื� งตน้ วา่

ปาปมิตเฺ ต ววิ ชฺเชตวฺ า ภเชยยฺ ตุ ตฺ มปุคคฺ เล
โอวาเท จสฺส ตฏิ ฺเฐยฺย ปตเฺ ถนฺโต อจลํ สุขํ.
ผ้ปู รารถนาความสุขทม�ี ั�นคง พึงเวน้ มิตรช�ัวเสีย
คบแตบ่ ุคคลสูงสุด (คนด)ี และพงึ ตงั� อยู่ในโอ
วาทของท่าน.
มนี ัยดงั พรรณามาดว้ ยประการฉะนี�ฯ

13

เฉลยธรรมศกึ ษาโท ระดับมัธยม ปี ๒๕๖๒

เลขท่…ี ……………………………………

ประโยคธรรมศึกษาชน้ั [ ]ตรี [ ]โท [ ]เอก ช่วงชน้ั [ ]ประถม [ ]มธั ยม [ ]อดุ ม

วชิ า เรยี งความแกก้ ระทูธ้ รรม
สอบในสนามหลวง

วนั ท่…ี …………………เดอื น…………………………………พ.ศ.……………………………
ยาทสิ ํ วปเต พชี ํ ตาทสิ ํ ลภเต ผลํ

กลยฺ าณการี กลยฺ าณํ ปาปการี จ ปาปก.ํ
บุคคลหวา่ นพืชเช่นใด ยอ่ มไดผ้ ลเช่นนั�น

ผทู้ ํากรรมดี ย่อมไดผ้ ลดี ผูท้ ํากรรมช�ัว

ย่อมไดผ้ ลช�ัว.
ณ บดั นี� จกั ไดอ้ ธิบายขยายเนื�อความแหง่ กระทู้ธรรมสุภาษิต

ที�ไดล้ ขิ ิตไว้ ณ เบอื� งตน้ พอเป็ นแนวทางแหง่ การศึกษาและนํามา
ปฏิบตั สิ ืบตอ่ ไป

คาํ วา่ กรรม คอื การกระทาํ หมายถึง การแสดงออกของทาง

กายก็ดี ทางวาจาก็ดี และทางใจก็ดี ในทางพระพทุ ธศาสนาเรานั�น

สามารถกระทาํ สิ�งตา่ งๆ ได้ ๓ ทาง คอื ๑.ทางกาย เรยี กวา่ กายกรรม
๒.ทางวาจา เรยี กวา่ วจีกรรม ๓.ทางความคดิ นั�น เรยี กวา่ มโนกรรม
ถา้ เราทาํ กรรมดที งั� ทางกาย วาจา และใจไปในทางท�ดี ี วบิ ากหรอื ผล

14

ของการกระทาํ ย่อมดเี ช่นกนั เช่น ถา้ หมน�ั รกั ษาศีล ยอ่ มเจรญิ ใน

การดาํ รงชีวติ ถ้าหมน�ั ให้ความรแู้ กผ่ ู้คนยอ่ มไดร้ บั การยกย่อง ถา้
หม�นั แผ่เมตตายอ่ มเป็ นที�รกั ของเทวดาและมนุษย์ทงั� หลาย แตถ่ า้
กระทําในส�ิงท�ตี รงกันขา้ ม คอื ทาํ กรรมช�ัวทางกาย วาจา และใจย่อม

เดอื ดรอ้ นในภายหลัง หากผู้ ใดรจู้ กั ทาํ กรรมดี ละเวน้ กรรมช�ัวทัง�
๓ ทาง แสดงวา่ ผู้นั�นไดข้ นขวายในกจิ ของตน สมดงั สุภาษิตท�มี า
ขุททกนิกายธรรมบทวา่

อตตฺ ทตถฺ ํ ปรตเฺ ถน พหุนาปิ น หาปเย
อตตฺ ทตถฺ มภ�ิ ญฺ าย สทตถฺ ปสุโต สิยา.
บุคคลไมค่ วรพลา่ ประโยชน์ของตน
เพราะประโยชน์ ผ้อู �นื แมม้ าก รจู้ กั

ประโยชน์ของตนแล้ว พึงขวนขวาย

ในประโยชน์ของตน.
คาํ วา่ ไม่ควรพลา่ คอื ไม่ควรละเลย หมายถึง ไมป่ ล่อยผา่ นซ�ึง
ส�ิงท�ตี นเองพึงกระทาํ ตามสถานทางสังคม ตามหน้าท�ี และความ
ความคาดหวงั ของคนรอบข้าง เช่น เราเป็ นลูกควรขนขวายทํากิจ

15

ตามหน้าทข�ี องตน เพอ�ื แบ่งเบาภาระของบิดามารดา ไมน่ ําความ
มาสู่วงศ์ตระกูล เมอ�ื อยู่โรงเรยี นเราก็เป็ นศิษย์ของคณุ ครกู ็ควรทํา
กจิ ตามหน้าท�ขี องนักเรยี น คอื ให้ความเคารพครู และตงั� ใจเรยี น
หากนักเรยี นรกู้ ิจตามหน้าท�ขี องตนแล้วรบี ขนขวายทําถอื ไดว้ า่ มี
ความกตญั �กู ตเวที สมดงั สุภาษิตทม�ี าในขุททกนิกายชาดกสัตตก
นิบาตวา่

โย ปุพเฺ พ กตกลยฺ าโณ กตตโฺ ถ นาวพชุ ฺฌติ
อตถฺ า ตสฺส ปลุชฺชนฺติ เย โหนฺติ อภิปตถฺ ติ า.
ผู้ ใด อนั ผู้อน�ื ทําความดี ทําประโยชน์ ให้ ใน

กาลกอ่ น แต่ไม่รสู้ ึก(คณุ ของเขา)ประโยชน์
ท�ผี นู้ ั�นปรารถนาย่อมฉิบหาย.
คาํ วา่ ผู้ ใด อนั ผอู้ น�ื ทาํ ความดี ฯลฯ คอื ผู้ที�รจู้ กั บุญคณุ ซึ�งก็
หมายถงึ ผู้ ไม่มีความสํานึกวา่ ใครเคยอุปถัมภ์ ให้การเลยี� งดู ให้การ
ศึกษา ให้การอบรมบ่มนิสัยแก่ตนมากอ่ น ผูน้ ั�นช�ือไดว้ า่ เป็ นคนท�ี
ไม่มีความกตญั �ูกตเวที เพราะคาํ วา่ กตญั �ู แปลวา่ การสํานึกรวู้ า่
ผู้ ใดบ้างเคยมบี ุญคณุ แกต่ น ส่วนคาํ วา่ กตเวที แปลวา่ ผมู้ ีสํานึกรู้

16

วา่ ใครบ้างมีบุญคณุ แก่ตนแล้วรบี ขนขวายกระทาํ ตอบแทนทา่ น
ดว้ ยความเต็มใจ และโดยมิหวงั ผลตอบแทนใดๆ จากท่าน ซ�ึงถา้
หากวา่ ผู้ ใดไรซ้ �ึงความกตญั �ูกตเวที ผู้นั�นยอ่ มไมเ่ จรญิ เพราะวา่

เขาไรซ้ �ึงคณุ ธรรม ไรซ้ �ึงความสํานึกตอ่ ผมู้ ีคณุ เขาจะทําส�ิงใดผูค้ น
ยอ่ มรงั เกยี จ ไม่อยากรว่ มการงานนั�นๆ ดว้ ย

สรปุ ความวา่ คนเราทกุ คนสามารถประกอบกรรมไดส้ ามทาง
คอื ทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี และทางใจก็ดี ผู้ ใดรจู้ กั ตงั� ใจทํากรรมดี
วบิ ากหรอื ผลของกรรมดยี อ่ มส่งผลใหเ้ จรญิ ก้าวหน้าในกจิ ในหน้าท�ี
การงานและการเรยี น ผตู้ งั� ใจทาํ กรรมดี ถอื ไดว้ า่ เป็ นผรู้ จู้ กั ขนขวาย
ในประโยชน์ ในหน้าที�ของตน โดยเฉพาะผู้ที�รจู้ กั บุญคณุ ท�ผี อู้ �นื มี
แกต่ นมาก่อน แล้วรบี ขนขวายทาํ ตอบแทนท่าน ผู้นั�นย่อมเจรญิ ดี
แตห่ ากผู้ ใดไรซ้ �ึงความสํานึกในบุญคณุ ท�ผี อู้ �นื กระทําแก่ตน ผนู้ ั�น
จะคดิ ประกอบกจิ การงานใดๆ ยอ่ มไม่เจรญิ สมดงั สุภาษิตทย�ี กขนึ�
เป็ นนิกเขปบท ณ เบอื� งตน้ วา่

ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ
กลยฺ าณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปก.ํ

17

บคุ คลหวา่ นพืชเช่นใด ย่อมไดผ้ ลเช่นนั�น
ผู้ทํากรรมดี ยอ่ มไดผ้ ลดี ผ้ทู ํากรรมช�ัว
ยอ่ มไดผ้ ลช�ัว.
มีนัยดงั พรรณามาดว้ ยประการฉะนี�ฯ

18

เฉลยธรรมศกึ ษาโท ระดับอุดมฯ ปี ๒๕๖๒

เลขท่…ี ……………………………………

ประโยคธรรมศกึ ษาชน้ั [ ]ตรี [ ]โท [ ]เอก ช่วงชน้ั [ ]ประถม [ ]มธั ยม [ ]อดุ ม
วชิ า เรยี งความแกก้ ระทูธ้ รรม
สอบในสนามหลวง

วนั ท่…ี …………………เดือน…………………………………พ.ศ.……………………………
เสโล ยถา เอกฆโน วาเตน น สมีรติ

เอวํ นินฺทาปสํสาสุ น สมิ�ชฺ นฺติ ปณฺฑิตา.

ภเู ขาหนิ แท่งทึบ ไม่สั�นสะเทอื นเพราะลม

ฉันใด บณั ฑติ ยอ่ มไม่หวน�ั ไหวในนินทา

และสรรเสรญิ ฉันนั�น.
ณ บดั นี� จักไดอ้ ธบิ ายขยายเนื�อความแห่งกระท้ธู รรมสุภาษิต

ที�ไดล้ ิขติ ไว้ ณ เบอื� งตน้ พอเป็ นแนวทางแหง่ การศึกษาและนํามา

ปฏบิ ตั สิ ืบตอ่ ไป

คาํ วา่ บณั ฑิต คอื ผ้มู �ี ญญา หมายถงึ ผูม้ คี วามสามารถแยก

ผมู้ วี จิ ารณญาณ สามารถแยกแยะไดว้ า่ อะไรคอื ส�ิงทถ�ี ูกตอ้ ง อะไร

คอื ส�ิงท�ีไม่ถูกตอ้ ง อะไรที�ควรทํา อะไรท�ีไม่ควรทํา อะไรท�คี วรเสพ
อะไรท�ีไม่ควรเสพ โดยเฉพาะอย่างย�ิง หากผู้ ใดเป็ นบัณฑิต ผูน้ ั�น

ย่อมสามารถยับยงั� ช�ังใจไม่ใหเ้ ป็ นทาสของอารมณ์เม�อื มีคนมาตอ่

19

วา่ เมอ�ื มคี นมานินทาให้รา้ ย เพราะอยา่ งไรเสีย การนินทา การดา่ ท�ี
มีตอ่ เขานั�นเป็ นธรรมดาของโลก แมแ้ ตเ่ มอ�ื มผี ู้สรรเสรญิ ก็ไม่หลง
ระเรงิ ดีใจจนลมื ตวั เป็ นตน้ ฉะนั�นเมอ�ื บณั ฑิตสามารถยบั ยงั� ช�ัง
ใจของตนไว้ได้ แสดงวา่ ผเู้ ป็ นบัณฑติ ย่อมมคี ณุ ธรรมท�สี ําคญั คอื

มี�ญญา และมสี ติ ผู้ ใดมี�ญญาและมีสตยิ อ่ มไม่พลงั� เผลอไปทํา
ทุจรติ ทงั� ๓ สมดงั สุภาษิตท�มี าในขทุ ทกนิกายชาดก มหานิบาตวา่

โย อิจฺเฉ ทิพพฺ โภค�ฺจ ทพิ พฺ มายุํ ยสํ สุขํ
ปาปานิ ปรวิ ชฺเชตวฺ า ตวิ ธิ ํ ธมฺมมาจเร.

ผู้ ใด ปรารถนาโภคทรพั ย์ อายุ ยศ สุข
อันเป็ นทพิ ย์ ผู้นั�นพึงงดเวน้ บาปทงั� หลาย
แลว้ ประพฤตสิ ุจรติ ธรรม ๓ อย่าง.
คาํ วา่ โภคทรพั ย์ คอื ส�ิงของท�เี ป็ นเครอื� งบริโภคและอปุ โภค
ส่วนในทางพระพทุ ธศาสนา โภคทรพั ยน์ ั�น หมายถึง ทรพั ยภ์ ายใน
ซ�ึงเป็ นทรพั ยอ์ นั ประเสรฐิ ไมม่ ีใครสามารถขโมยไปจากเราได้ ซ�ึง
ทรพั ย์ภายในทเ�ี ป็ นอรยิ ทรพั ย์นั�นยอ่ มไดม้ าจากการประพฤตสิ ุจรติ
ธรรม ๓ ประการ คอื ๑.กายสุจรติ การประพฤตชิ อบทางกาย มีเวน้

20

ฆา่ สัตว์ ลักทรพั ย์ ประพฤตผิ ิดในกาม เสพสุรายาเมา เป็ นตน้ ๒.
วจีสุจรติ การประพฤตชิ อบดว้ ยวาจา มีเวน้ คาํ เท็จ คาํ หยาบ และ
๓.มโนสุจรติ มีเวน้ การคดิ รา้ ย คดิ พยาบาทปองรา้ ยผู้อ�นื เป็ นตน้
ฉะนั�นเม�อื ไดป้ ระพฤตสิ ุจรติ ธรรมทงั� ๓ อยา่ งแล้ว ยอ่ มไดถ้ งึ อรยิ -
ทรพั ย์ตามท�กี ล่าวมาแลว้ และยอ่ มถงึ ความงดงามในพระธรรมคาํ
สั�งสอนของพระพทุ ธเจา้ สมดงั สุภาษิตทม�ี าในอังคตุ ตรนิกายจตกุ
กนิบาตวา่

นิกฺกุหา นิลฺลปา ธรี า อถทฺธา สุสมาหติ า
เต เว ธมเฺ ม วริ หู นฺติ สมมฺ าสมพฺ ุทฺธเทสิเต.

ผู้ ไมค่ ดโกง ไมพ่ ูดเพอ้ มปี รชี า ไมห่ ยงิ�
มีใจมน�ั คงนั�นแล ย่อมงดงามในธรรม
ท�พี ระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าทรงแสดงแล้ว.
คาํ วา่ ผู้ ไม่คดโกง และไมพ่ ดู เพ้อเจ้อ คอื ผูท้ �ีไดง้ ดเวน้ แล้ว
วจที จุ รติ หรอื ประพฤตผิ ิดทางวาจา หากผู้ ใดไดเ้ วน้ วจที ุจรติ ก็เทา่
กบั วา่ ผู้นั�นประพฤตวิ จีสุจรติ ผู้ ใดมีวจสี ุจรติ แสดงวา่ ผูน้ ั�นเป็ นผู้
งดงามในธรรมทพ�ี ระพุทธองคท์ รงไดแ้ สดงไว้ พระธรรมในท�นี ี�ก็

21

สีลสิกขา ซ�ึงเป็ นหน�ึงในสิกขา ๓ ทาํ ไมจึงกลา่ ววา่ ผู้ประพฤตวิ จีสุ-
จรติ เป็ นผู้งดงามในธรรม และเป็ นผู้มีศีล ทงั� นี�เพราะจดุ มงุ่ หมาย
ของการรกั ษาศีลก็เพือ� ใหเ้ ออื� ตอ่ การปฏิบัตติ ามหลกั ธรรมข้ออ�นื ๆ
ท�พี ระพุทธองคท์ รงสั�งสอน เช่น การมีศีล ยอ่ มเป็ นผู้ ไมเ่ ดอื ดรอ้ น
กายเดอื ดรอ้ นใจ เมอ�ื เป็ นเช่นนั�น ย่อมสะดวกแก่การศึกษาเรอ�ื ง

จติ ตสิกขา เพราะจติ ตสิกขา มุง่ เน้นให้เกิดความสะอาด สวา่ ง สงบ
ขึน� ในจติ ใจของผมู้ ศี ีล

สรปุ ความวา่ ผู้ ใดเป็ นบัณฑติ ผูน้ ั�นยอ่ มตงั� ตนไว้ได้ แมจ้ ะมี
ผู้มานินทาวา่ รา้ ย ก็ตงั� ม�นั ในคณุ ธรรม คอื มีสติ รตู้ วั ก่อนพดู ตอบ
โตอ้ อกไปดว้ ยความขนุ่ เคอื งใจ ม�ี ญญารแู้ น่ชัดวา่ การตอบโตเ้ ขา
จะเกิดผลเสียอยา่ งไร และการงดเวน้ ดงั กล่าวจะเกิดผลดอี ยา่ งไร
ผเู้ ป็ นบณั ฑติ เพ�อื พิจารณาเช่นนั�น ยอ่ มหลีกเวน้ จากอกุศลกรรม
ทงั� หลาย มวี จีทจุ รติ เป็ นตน้ เมอ�ื สามารถเวน้ จากอกุศลกรรมได้ ก็
เทา่ กับวา่ บัณฑติ ผนู้ ั�นเป็ นผงู้ ดงามในธรรมท�พี ระพทุ ธองคท์ รง
แสดงไว้ กลา่ วคอื กลายเป็ นผ้มู ีสีลสิกขา และเม�อื มศี ีลยอ่ มสะดวก
สบายแก่การมีจิตตสิกขา คอื การปฏบิ ตั เิ พ�อื ให้เกิดสมาธิ นํามาซึ�ง

22

ความสะอาด สวา่ ง และสงบในจติ ใจของผ้เู ป็ นบัณฑติ นั�นน�ันเอง
สมดงั สุภาษิตท�ยี กขนึ� เป็ นนิกเขปบท ณ เบอื� งตน้ วา่

เสโล ยถา เอกฆโน วาเตน น สมรี ติ
เอวํ นินฺทาปสํสาสุ น สมิ�ฺชนฺติ ปณฺฑติ า.
ภูเขาหินแท่งทึบ ไม่สั�นสะเทือนเพราะลม
ฉันใด บัณฑิต ยอ่ มไม่หวน�ั ไหวในนินทา
และสรรเสรญิ ฉันนั�น.
มีนัยดงั พรรณามาดว้ ยประการฉะนี�ฯ

23

เฉลยธรรมศกึ ษาเอก ระดับประถมปี ๒๕๖๒

เลขท่…ี ……………………………………

ประโยคธรรมศึกษาชน้ั [ ]ตรี [ ]โท [ ]เอก ช่วงชน้ั [ ]ประถม [ ]มธั ยม [ ]อดุ ม

วชิ า เรยี งความแกก้ ระทูธ้ รรม
สอบในสนามหลวง

วนั ท่…ี …………………เดอื น…………………………………พ.ศ.……………………………
อตตฺ า หิ อตตฺ โน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา

อตตฺ นา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทลุ ฺลภํ.

ตนแล เป็ นทีพ� ึง� ของตน คนอ�นื ใครเล่า

จะเป็ นทีพ� ง�ึ ได้ ก็บุคคลมีตนฝึ กฝนดแี ลว้

ยอ่ มไดท้ ีพ� �งึ ท�ีหาไดย้ าก.

ณ บัดนี� จกั ไดอ้ ธิบายขยายเนื�อความแหง่ กระทธู้ รรมสุภาษิต
ที�ไดล้ ขิ ติ ไว้ ณ เบอื� งตน้ พอเป็ นแนวทางแหง่ การศึกษาและนํามา

ปฏิบัตสิ ืบตอ่ ไป

คาํ วา่ ตนแล เป็ นที�พึง� แหง่ ตน คอื คนเราแตล่ ะตอ้ งพ�งึ พา

อาศัยตนเอง หมายถงึ ตอ้ งพ�งึ พาอาศัยการกระทําของตน จงึ จะ

หรอื อาจจะกล่าวไดว้ า่ กรรมท�ตี นกระทาํ นั�นแหล่ะ จะเป็ นส�ิงบ่งชี�

ความเจรญิ งอกงามของตน เพราะคนเราโดยทว�ั ไปย่อมเป็ นไปตาม

วบิ าก หรอื ผลของกรรมท�ตี นไดท้ ําไวแ้ ล้ว เช่น ถ้าทํากรรมดี วบิ าก

24

ย่อมจะดีไปดว้ ย ทงั� นี�เพราะ ผู้ทาํ กรรมดเี ป็ นผู้ ไดฝ้ ึ กหัดอบรมตน
ไวด้ แี ล้ว จงึ เป็ นทีพ� ึง� ของตนเองได้ ผพู้ ึ�งพาตนเองไดน้ ั�นก็เพราะ
เป็ นผู้ ไม่ประมาท สมดงั สุภาษิตท�มี าในทีฆนิกายมหาวรรควา่

อปฺปมตตฺ า สตมี นฺโต สุสีลา โหถ ภิกฺขโว
สุสมาหติ สงฺกปฺปา สจติ ตฺ มนุรกขฺ ถ.
ภิกษุทงั� หลาย! พวกเธอจงเป็ นผู้ ไมป่ ระมาท
มสี ติ มศี ีลดงี าม ตงั� ความดาํ ริไว้ ใหด้ ี คอยรกั ษา
จิตใจของตน.
คาํ วา่ พวกเธอจงเป็ นผู้ ไมป่ ระมาท คอื จงเป็ นผู้มีสติ หมาย
ถึง จงเป็ นผู้ระลึกรกู้ อ่ นทาํ กอ่ นพูด เพราะลักษณะของการมีสติ
ก็คอื สตสิ ามารถทาํ ใหบ้ ุคคลรอู้ ดตี ร�ู้ จจุบัน และรอู้ นาคตได้ เช่น
รวู้ า่ เมอ�ื วานไดท้ ําอะไรคา้ งไว้ เม�อื วานไดต้ กลงอะไรไวก้ บั ใคร เม�อื รู้
วา่ ในอดตี หรอื เม�อื วานผ่านมาไดต้ กลง ไดท้ าํ อะไรคา้ งไว้ จึงทําให้รู้
วา่ วนั นี� �จจบุ นั นี�ตอ้ งทําสิ�งนั�นใหส้ ําเรจ็ เพราะถา้ ไม่สําเรจ็ ไมค่ บื

ยอ่ มจะส่งผลเสียได้ ในอนาคตขา้ งหน้า หากผู้ ใดมีสตยิ อ่ มสามารถ
ระงับยับยงั� ช�ังใจตนเอง ไม่ให้เผลอไผลไปทาํ อกุศลกรรม หรอื ทํา

25

ผดิ ศีล มศี ีล ๕ เป็ นตน้ เม�อื มีสติ ย่อมไมป่ ระมาท เม�อื ไม่ประมาท
ย่อมรกั ษาศีลได้ ผูร้ กั ษาศีลได้ จติ ใจย่อมผ่องใส ไม่ขนุ่ มวั เพราะมิ
หวาดระแวงจากผลของกรรมช�ัว สมดงั สุภาษิตทม�ี าในขุททกนิกาย
ธรรมบทวา่

อปฺปมาทรโต ภกิ ฺขุ ปมาเท ภยทสฺสิ วา
อภพฺโพ ปรหิ านาย นิพพฺ านสฺเสว สนฺตเิ ก.
ภกิ ษุยนิ ดีในความไมป่ ระมาท หรอื เห็นภัย
ในความประมาท เป็ นผู้ ไม่ควรเพ�อื จะเส�ือม
(ช�ือวา่ ) อยู่ใกลพ้ ระนิพพานทเี ดยี ว.
คาํ วา่ ยินดีในความไม่ประมาท คอื การมสี ตอิ ยู่ตลอดเวลา ซึ�ง
หมายถงึ การระลกึ รกู้ อ่ นพูดก็ดี ก่อนทําก็ดี ย่อมป้ องกนั ความเสีย
หายมิให้เกดิ ขนึ� มขี ึน� แกต่ นได้ ส่วนคาํ วา่ เห็นภัยในความประมาท
ก็คอื เห็นโทษของความประมาทขาดสตนิ �ันเอง และคาํ วา่ เป็ นผู้
ไมค่ วรจะเสื�อม อยู่ใกลพ้ ระนิพพาน หมายความวา่ ผู้เห็นภยั ของ
การประมาท ยอ่ มตงั� จติ ม�นั มีสตริ ะลกึ อยเู่ สมอ ไม่พลงั� เผลอไปทํา
อกศุ ลกรรม ยังกายและใจใหส้ ะอาดจากการทาํ ช�ัว เมอ�ื กายสะอาด

26

ใจยอ่ มสะอาดไปดว้ ย ฉะนั�นผู้ยนิ ดีในความไม่ประมาท และเห็น
ภยั ของความไมป่ ระมาท จงึ เลือกแตท่ �จี ะทาํ ส�ิงท�ีดๆี และไดร้ บั ผล
แหง่ การทาํ ดนี ั�น สมดงั สุภาษิตทม�ี าในอังคตุ รนิกาย�ญจกนิบาตวา่

มนาปทายี ลภเต มนาปํ
อคคฺ สฺส ทาตา ลภเต ปุนคคฺ ํ

วรสฺส ทาตา วรลาภี จ โหติ
เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมเุ ปติ ฐานํ.
ผู้ ใหข้ องชอบใจ ย่อมไดข้ องชอบใจ
ผู้ ให้ของเลศิ ยอ่ มไดข้ องเลศิ ผู้ ให้
ของดี ยอ่ มไดข้ องดี ผู้ ใหข้ องประเสรฐิ
ยอ่ มถึงฐานะอนั ประเสรฐิ .
คาํ วา่ ผู้ ใหข้ องชอบใจ ยอ่ มไดข้ องชอบใจ คอื ผู้ ใดส�ิงใดย่อม
ย่อมไดร้ บั สิ�งนั�น หมายความวา่ เม�อื เราตงั� ใจทํากรรมดี วบิ ากหรอื
ผลของกรรมย่อมจะดีไปดว้ ย เช่น ถ้าเราตงั� ใจม�นั มีสตสิ ัมปชัญญะ
อยู่ทงั� ก่อนและขณะเรยี นหนังสือ ผลของการตงั� ใจมน�ั ยอ่ มจะทํา
ใหเ้ รานั�นเรยี นไดร้ เู้ รอ�ื ง เปรยี บเหมือนกบั เม�อื เราเดนิ มาเรยี นหนัง

27

สือ ถ้าเราตงั� ใจเดนิ อย่างมีสตฯิ เรายอ่ มมาถึงจุดหมายอยา่ งปลอด
ภยั ความสะดอกความปลอดภัยยอ่ มจะมแี กเ่ รา เกดิ ขนึ� แกเ่ รา

สรปุ ความวา่ คนเราเกดิ มาตอ้ งพ�งึ พาอาศัยกรรมของตนอยู่
เสมอ ไมว่ า่ เราจะทําดหี รอื ไมด่ ี เราย่อมเสื�อมหรอื เจรญิ ขนึ� ตามผล
ของกรรมแห่งตนท�ีไดท้ ําไว้ และเมอ�ื รวู้ า่ กรรมของเรานั�นจะส่งผล

ตอ่ ชีวติ เราอยา่ งไร เราจงึ ตอ้ งเป็ นผูร้ ะลึกอยูอ่ ย่างมสี ตสิ ัมปชัญญะ

กล่าวคอื การเป็ นผู้ ไมป่ ระมาทในการดาํ เนินชีวติ ไมว่ า่ จะอยู่ใน

สถานภาพใดก็ตาม เช่น ถ้าเป็ นนักเรยี นก็ควรตงั� ใจเรยี น ถ้าเป็ นผู้
ประกอบอาชีพอ�นื ๆ ก็ตอ้ งตงั� ใจทาํ กิจการงานตา่ งๆ ดว้ ยความไม่

ประมาท เพราะการไมป่ ระมาทย่อมป้ องกันมิให้เราเผลอไผลไปทํา

ความช�ัว การไมเ่ ผลอทาํ ความช�ัว จงึ ยงั ใหเ้ ราเลือกทาํ แตค่ วามดีได้
เมอ�ื เลอื กทําแตค่ วามดี ผลหรอื วบิ ากแหง่ ความดยี อ่ มตอบแทนเรา
และเป็ นทพ�ี ึ�งของเราทังั� ใน�จจบุ นั และอนาคต สมดงั สุภาษิตท�ี

ยกขึน� เป็ นนิกเขปบท ณ เบอื� งตน้ วา่

อตตฺ า หิ อตตฺ โน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา

อตตฺ นา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทลุ ฺลภ.ํ

28

ตนแล เป็ นท�พี ึ�งของตน คนอน�ื
ใครเล่าจะเป็ นที�พึง� ได้ ก็บุคคล
มตี นฝึ กดแี ล้ว ย่อมไดท้ �พี ง�ึ ท�ีไดย้ าก.
มีนัยดงั พรรณามาดว้ ยประการฉะนี�ฯ

29

เฉลยธรรมศกึ ษาเอก ระดับมัธยมปี ๒๕๖๒

เลขท่…ี ……………………………………

ประโยคธรรมศกึ ษาชน้ั [ ]ตรี [ ]โท [ ]เอก ช่วงชน้ั [ ]ประถม [ ]มธั ยม [ ]อดุ ม
วชิ า เรยี งความแกก้ ระทูธ้ รรม
สอบในสนามหลวง

วนั ท่…ี …………………เดือน…………………………………พ.ศ.……………………………
โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ กตตโฺ ถ นาวพชุ ฌฺ ติ

ปจฺฉา กจิ ฺเจ สมุปฺปนฺเน กตตฺ ารํ นาธิคจฉฺ ต.ิ
ผอู้ ื�นทําความดีให้ ทาํ ประโยชน์ ใหก้ อ่ น แต่

ไมส่ ํานึกถึง (บญุ คณุ ของเขา) เม�อื มกี ิจ (จําเป็ น)
เกดิ ขนึ� ภายหลัง จะหาผชู้ ่วยทาํ ไม่ได.้

ณ บัดนี� จักไดอ้ ธบิ ายขยายเนื�อความแหง่ กระทธู้ รรมสุภาษิต
ท�ีไดล้ ิขติ ไว้ ณ เบอื� งตน้ พอเป็ นแนวทางแหง่ การศึกษาและนํามา

ปฏิบตั สิ ืบตอ่ ไป
คาํ วา่ ผอู้ น�ื ทําความดีให้ คอื ผทู้ �ที าํ อปุ การะกอ่ น หมายถงึ ผู้

เคยอปุ ถมั ภ์ เลยี� งดู ให้คาํ แนะนํา ใหก้ ารช่วยเหลอื กอ่ น ในขณะท�ี

ผรู้ บั การช่วยเหลอื ยังไม่สามารถพ�งึ พาตนเองได้ เป็ นตน้ บคุ คลท�ี
ทําอุปการะก่อนอย่างนี� ทางพระพทุ ธศาสนาเรยี กวา่ บพุ การี คอื

ผูท้ ําประโยชน์ ใหก้ ่อนโดยมติ อ้ งคดิ ถงึ ผลตอบแทน ในท�นี ี�ของพูด

30

ถึงบพุ การกี บั กตญั �แู ละกตเวที โดยทก�ี ตญั �ู คอื ผู้รอู้ ปุ การะ
ท�เี ขาทํา ส่วน กตเวที คอื ผรู้ อู้ ุปการะท�เี ขาทํา แลว้ ตอนแทนคณุ
ส่วนผทู้ �ีไม่รู้ ไม่สํานึกถึงบญุ คณุ ทเ�ี ขาทาํ แก่ตน อย่างนี�เรยี กวา่ เป็ น
อกตญั �ู คอื ผู้ ไมร่ บู้ ุญคณุ คน คนเย�ยี งนี�บัณฑิตทา่ นไมส่ รรเสรญิ
เพราะผู้ ไมร่ บู้ ญุ คณุ คนท่านวา่ คอื คนทป�ี ระมาทแลว้ สมดงั สุภาษิต
ทมี� าในขทุ ทกนิกายชาดกมหานิบาตวา่

อุฏฺฐาตา กมมฺ เธยเฺ ยสุ อปฺปมตโฺ ต วจิ กฺขโณ
สุสํวหิ ิตกมฺมนฺโต ส ราชวสตึ วเส.

ผหู้ ม�ันในการงาน ไม่ประมาท เป็ นผ้รู อบคอบ
จัดการงานเรยี บรอ้ ย จึงควรอยู่ในราชการ.
คาํ วา่ ผหู้ มน�ั ในการงาน คอื ผทู้ ีม� วี ริ ยิ ะ หมายถึง ผู้มคี วามตงั�
ใจพากเพียรทาํ การทาํ งานอยา่ งไมล่ ดละ ไม่ทาํ เล่นๆ เช่น เม�อื ได้
รบั มอบหมายให้ทํากิจการงานใดๆ ก็ตงั� ใจทําอยา่ งสุดความสามารถ
และทาํ จนสําเรจ็ เป็ นตน้ ผ้มู วี ริ ยิ ะเช่นนี�ยอ่ มเป็ นท�ชี อบใจของผทู้ �ี
เป็ นผูบ้ ังคบั บัญชาหรอื เพ�อื นรว่ มงาน ตา่ งกบั ผทู้ �ที าํ งานแบบทอด
ธรุ ะ มักทาํ อะไรแบบทเี ลน่ ทจี รงิ การงานท�ีไดร้ บั มอบหมายยอ่ มไม่

31

ไมเ่ รยี บรอ้ ย ยากท�ผี ู้อนื� อยากจะรว่ มงาน หรอื อยากทํางานรว่ มดว้ ย
และถา้ หากผู้ ใดทํางานอยา่ งประมาทอยา่ งนี�บ่อยๆ คงอยากท�จี ะมี
ความสุขในหน้าทก�ี ารงานนั�น สมดงั สุภาษิตท�มี าในขทุ ทกนิกาย-
ธรรมบทวา่

ปาป�เฺ จ ปุริโส กยิรา น นํ กยริ า ปุนปฺปุนํ
น ตมหฺ ิ ฉนฺทํ กยริ าถ ทกุ โฺ ข ปาปสฺส อจุ จโย.

ถา้ คนพึงทําบาป ก็ไม่ควรทําบาปนั�นบอ่ ยๆ
ไมค่ วรทาํ ความพอใจในบาปนั�น เพราะการ
ส�ังสมบาป นําทกุ ขม์ าให.้
คาํ วา่ บาป ในท�นี ี�มี ๒ นัย กลา่ วคอื ๑.บาป หมายถึง ท�มี าของ
ความทุกข์ เช่น คนทําผดิ ศีลขอ้ ท�ี ๑ มีการทาํ รา้ ยรา่ งกายเขา ยอ่ ม
หาความสงบสุขในจติ ใจไม่ได้ เพราะตอ้ งคอยหวาดระแวงกบั ผลท�ี
ไดร้ บั คนทําผดิ ศีลช้อท�ี ๒ มกี ารลักของเขาเลยี� งชีพ อย่างนี�ก็หาท�ี
จะมีความสุขใจไม่ได้ เพราะตอ้ งคอยหลบหนีอาญาบา้ นเมือง อย่าง
ทีก� ล่าวมานี� ๒ ขอ้ คอื ตวั อย่างทช�ี ี�ใหเ้ ห็นวา่ ถ้าทาํ บาป ย่อมมแี ตส่ ิ�ง
ท�ีเราเรยี กวา่ ความทุกข์ ผู้ทาํ บาปอกศุ ลย่อมหนี ไม่พน้ จากผลของ

32

วบิ ากกรรมแหง่ การทําบาปนั�นๆ บณั ฑติ ท่านกลา่ วไวว้ า่ ผูท้ าํ บาป
อกุศลบ่อยๆ มักเป็ นผ้ดู อ้ ย�ญญาจึงไม่รจู้ ักรกั ษากาย วาจา สมดงั
สุภาษิตท�มี าในสังยตุ ตนิกายสคาถวรรควา่

สพฺพทา สีลสมปฺ นฺโน ป�ฺญวา สุสมาหิโต
อารทธฺ วริ ิโย ปหิตตโฺ ต โอฆํ ตรติ ทตุ ตฺ ร.ํ
ผูถ้ งึ พรอ้ มดว้ ยศีล มี�ญญา มีใจมน�ั คงดแี ลว้
ปรารภความเพยี ร ตงั� ตนไว้ ในกาล ทกุ เม�อื
ย่อมขา้ มโอฆะท�ขี า้ มไดย้ าก.
คาํ วา่ ผูถ้ ึงพรอ้ มดว้ ยศีล คอื ๑.ผทู้ ล�ี ะความช�ัวทางกาย เรยี กวา่
กายสุจรติ ไดแ้ ก่ การไมฆ่ า่ ไมท่ ํารา้ ย ไมล่ กั ไมท่ าํ ผิดในกาม และ
ไม่เสพส�ิงเสพตดิ อนั เป็ นเหตใุ หข้ าดสตสิ ัมปชัญญะ ๒.ผู้ละความ
ช�ัวทางวาจา เรยี กวา่ วจีสุจรติ ไดแ้ ก่ ไมพ่ ดู เท็จ ไมพ่ ดู คาํ หยาบ ไม่
พดู ส่อเสียด และไมพ่ ดู เพอ้ เจอ้ นอกจากนี�แมส้ ิ�งที�ไม่รวมอยู่ในศีล
แตผ่ ู้ท�ีไดช้ ื�อวา่ ถึงพรอ้ มดว้ ยศีลยอ่ มปฏิบัตดิ ว้ ยอยา่ งไมบ่ กพรอ่ ง
เราเรยี กวา่ มโนสุจรติ ไดแ้ ก่ การไม่โลภอยากไดข้ องผอู้ น�ื ไม่พยา-
บาทปองรา้ ยเขา และการมีความเห็นชอบตามคลองธรรม ฉะนั�น

33

ถ้าหากผู้ ใดถงึ ศีล ยอ่ มสะทอ้ นวา่ ผนู้ ั�นม�ี ญญา ผ้มู �ี ญญายอ่ มมี
กาย วาจา ใจทีบ� รสิ ุทธิ� สามารถข้ามพน้ หว้ งแหง่ ความทุกข์ ได้ และ
ถา้ เป็ นนักเรยี น หรอื ผทู้ ําการงานตา่ งๆ นักเรยี นคนไหน ผทู้ าํ งาน
ทําการคนไหนมศี ีลย่อมสามารถขา้ มพน้ อุปสรรคในชีวติ ได้

สรปุ ความวา่ หากผู้ ใดเป็ นผู้ ไม่รคู้ ณุ คน บคุ คลผนู้ ั�นย่อมหา
ความเจรญิ หาความสําเรจ็ ในหน้าทง�ี านงานไดย้ าก เพราะเม�อื มี
ภาระตอ้ งพง�ึ พาผอู้ �นื ยอ่ มไรผ้ ู้ช่วยเหลือกจิ การงานนั�น ผู้ ไม่รคู้ ณุ

ทา่ นนั�นบางคนก็เป็ นผู้ ไม่มีวริ ยิ ะความเพยี รพยายามในการงาน
เลยประพฤตติ นดจุ คนขเี� กียรติ แมจ้ ะรทู้ งั� รวู้ า่ ส�ิงนั�นเป็ นหน้าทท�ี ี�
ตนเองตอ้ งทาํ ตอบแทนแตก่ ็มิไดล้ งมือทําเป็ นจรงิ เป็ นจัง ซ�ึงถ้า
ทาํ อยา่ งนั�นบอ่ ยๆ จนเป็ นนิสัย เขายอ่ มเผชิญแตค่ วามทุกข์ระทม
ในชีวติ ผทู้ เ�ี กยี จครา้ นไม่ยอมทําอะไรท�ีใช้ความพยามยามมากๆ
และบางคนก็ตดั ช่องน้อยแตพ่ อตวั ยอมทาํ ผิดศีลธรรมเพอ�ื เลยี� ง
ชีพ แต่ในทางตรงกนั ข้าม ถา้ เขาเป็ นผูม้ ี�ญญาเขาย่อมรกั ษากาย
วาจา ใจใหเ้ รยี บรอ้ ยสมบูรณ์ และเขายอ่ มจะขา้ มพ้นอุปสรรคตา่ งๆ
ในชีวติ ได้ สมดงั สุภาษิตทย�ี กขนึ� เป็ นนิกเขปบท ณ เบอื� งตน้ วา่

34

โย ปุพเฺ พ กตกลยฺ าโณ กตตโฺ ถ นาวพุชฌฺ ติ
ปจฉฺ า กจิ เฺ จ สมุปฺปนฺเน กตตฺ ารํ นาธิคจฺฉต.ิ
ผูอ้ ืน� ทําความดีให้ ทําประโยชน์ ให้ก่อน แต่ไม่
สํานึกถงึ (บุญคณุ ) เม�อื มกี ิจเกดิ ขนึ� ภายหลัง
จะหาผชู้ ่วยทาํ ไม่ได.้
มีนัยดงั พรรณามาดว้ ยประการฉะนี�ฯ

35

เฉลยธรรมศกึ ษาเอก ระดับอุดมฯ ปี ๒๕๖๒

เลขท่…ี ……………………………………

ประโยคธรรมศกึ ษาชน้ั [ ]ตรี [ ]โท [ ]เอก ช่วงชน้ั [ ]ประถม [ ]มธั ยม [ ]อดุ ม
วชิ า เรยี งความแกก้ ระทูธ้ รรม
สอบในสนามหลวง

วนั ท่…ี …………………เดอื น…………………………………พ.ศ.……………………………
สุขา สงฆฺ สฺส สามคคฺ ี สมคคฺ าน�ฺจนุคคฺ โห

สมคคฺ รโต ธมมฺ ฏฺโฐ โยคกเฺ ขมา น ธํสต.ิ

ความพรอ้ มเพรยี งของหม่เู ป็ นสุข และการ

สนับสนุนคนผ้พู รอ้ มเพรยี งกนั ก็เป็ นสุข

ผู้ยนิ ดีในคนผพู้ รอ้ มเพรยี งกัน ตงั� อยู่ในธรรม

ยอ่ มไมค่ ลาดจากธรรมอันเกษมจากโยคะ.
ณ บดั นี� จักไดอ้ ธิบายขยายเนื�อความแห่งกระทธู้ รรมสุภาษิต
ที�ไดล้ ิขิตไว้ ณ เบอื� งตน้ พอเป็ นแนวทางแหง่ การศึกษาและนํามา
ปฏิบัตสิ ืบตอ่ ไป
คาํ วา่ ความพรอ้ มเพรยี งของหมู่เป็ นสุข การสนับสนุนคนผู้
พรอ้ มเพรยี งก็เป็ นสุข ฯลฯ หมายความวา่ การท�ที กุ คนมีความสา-
มคั คี การส่งเสรมิ ให้เกิดความสามคั คีในหมคู่ ณะย่อมนํามาซ�ึงส�ิง
ท�ีเราเรยี กวา่ ความสุข โดยเฉพาะเมอ�ื คนในหมู่คณะพรอ้ มเพรยี ง

36

กนั ตงั� อยู่ในธรรม หรอื กลา่ วอีกนัยหน�ึงก็คอื ถ้าคนในหม่คู ณะมีซ�ึง
ศีล คอื การไมเ่ บียดเบยี น ไมล่ กั ทรพั ย์ ไมป่ ระพฤตผิ ิดในกาม ไมม่ ี
การหลอกลวงตม้ ตนุ๋ และไม่ยุ่งเก�ยี วกับสิงเสิพตดิ คนในหมูค่ ณะ
หรอื ในสังคมของเรา ย่อมมแี ตค่ วามสุขกายสุขใจ มคี วามเจรญิ ใน

ธรรม คอื มสี ตสิ ัมปชัญญะ มศี ีล สมาธิ และ�ญญา การส่งเสรมิ ให้
ผ้คู นในสังคมมีความสามคั คกี นั จะทาํ ให้ลดการทะเลาะววิ าทกนั
สมดงั สุภาษิตท�มี าในขทุ ทกนิกายธรรมบทวา่

อนวสฺสุตจติ ตฺ สฺส อนนฺวาหตเจตโส
ปุ�ญฺ ปาปปหีนสฺส นตถฺ ิ ชาครโต ภยํ.
ผมู้ ีจติ อนั ไมช่ ่มุ ดว้ ยราคะ มีใจอันโทสะ
ไมก่ ระทบแลว้ มบี ญุ และบาปอันละไดแ้ ล้ว
ตนื� อยู่ ย่อมไมม่ ภี ัย.
คาํ วา่ ผู้มจี ิตอันไม่ช่มุ ดว้ ยราคะ ฯลฯ นั�น หมายถึง ผมู้ ีจิตอนั
ปราศจากกเิ ลส คอื ราคะ ความกาํ หนัดยนิ ดี และโทสะ ความคดิ ท�ี
ทจ�ี ะทําลายล้างผู้อน�ื ยอ่ มละบาปได้ เพราะถ้าหากผู้ ใดมรี าคะ มี
โทสะครอบงาํ ก็มกั จะมงุ่ หมายทาํ รา้ ยรา่ งกนั กัน ลกั ทรพั ย์กนั แย่ง

37

คคู่ รองกนั เป็ นตน้ ฉะนั�นถ้าสังคมใดพรอ้ มใจกันมธี รรมะ คอื สติ
สัมปชัญญะ ผสู้ ตสิ ัมปชัญญะ คอื ผู้ตน�ื อยู่ กลา่ วคอื ตน�ื จากกเิ ลสท�ี
ครอบงําจิตไม่ให้นึกถงึ คณุ ความดี ในทน�ี ี�ก็คอื ราคะ โทสะ น�ันเอง
ในสังคมท�มี คี นผู้ตน�ื อยู่ ย่อมเป็ นอย่อู ยา่ งมีความสุข ไม่ทุกข์ ไมม่ ี
ความเดอื ดเนื�อรอ้ นใจจากการทาํ ลายลา้ งกนั สมดงั สุภาษิตทม�ี าใน
ขทุ ทกนิกายธรรมบทวา่

โกธํ ชเห วปิ ฺปชเหยยฺ มานํ
ส�ฺโญชนํ สพฺพมตกิ ฺกเมยฺย
ตนฺนามรปู สฺมึ อสชชฺ มานํ
อกิ�ฺจนํ นานุปตนฺติ ทุกฺขา.
บุคคลพึงละความโกรธ พึงเลกิ ถอื ตวั
พงึ ก้าวลว่ งสังโยชน์ทงั� ปวง (เพราะ)
ทุกข์ทงั� หลายยอ่ มไม่ตดิ ตามผู้ ไม่ขอ้ ง
อยู่ใน นามรปู ไมม่ กี ังวลนั�น.
คาํ วา่ บคุ คลพงึ ละความโกรธ พึงเลกิ ถอื ตวั ฯลฯ เพราะทกุ ข์
ทัง� หลาย ยอ่ มไมต่ ดิ ตามผู้ ไม่ขอ้ งอยู่ในนามรปู หมายความวา่ ผู้ ใด

38

ที�ไม่มคี วามยดึ ม�นั ถือมันในตวั ตนของตวั เอง เม�อื ถูกผอู้ �นื ดา่ วา่ ดู
แคลน ดถู ูก หมน�ิ ประมาท ผูน้ ั�นย่อมอยปู่ ราศจากความทกุ ข์ เน�ือง
จากจิตใจจะมกี ารปล่อยวางในสิ�งท�ที ําใหจ้ ติ ใจตกตา�ํ อีกทงั� คาํ วา่ สัง
โยชน์ นั�น คอื กเิ ลสท�ผี ูกมดั ใจคนให้ตดิ ข้อง ความโกรธ ความถอื
ตวั ถือตน ถอื วา่ น�ีของฉัน น�ีชื�อฉัน น�ีเขาดา่ ฉัน อยา่ งนี� เป็ นตน้
การละความโกรธ ความยึดม�นั ถือมันไดร้ ะดบั หน�ึงสะทอ้ นให้เห็น
ถึงสภาวะของผ้มู �ี ญญา สมดงั สุภาษิตทม�ี าในขทุ ทกนิกายธรรม-

บทวา่
สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ ยตถฺ กามนิปาตนิ ํ
จิตตฺ ํ รกฺเขถ เมธาวี จิตตฺ ํ คตุ ตฺ ํ สุขาวหํ.
ผู้ม�ี ญญา พงึ รกั ษาจิตทเ�ี ห็นไดย้ ากนัก
ละเอยี ดนัก มกั ตกไปในอารมณ์ท�นี ่าใคร่
(เพราะวา่ ) จิตท�คี มุ้ ครองแลว้ นําสุขมาให.้

คาํ วา่ ผู้ม�ี ญญา คอื ผู้มีความรู้ หมายถึง ผรู้ เู้ ท่าทันสิ�งทย�ี ังมิ
ไดเ้ กดิ ขนึ� โดยนัยนี�หมายถงึ ผมู้ ีสตสิ ัมปชัญญะ กล่าวคอื ผู้ท�มี ี�ญ
ย่อมระลกึ รกู้ ่อนทํา กอ่ นพูด และรขู้ ณะกําลงั ทํา กําลังพดู กาํ ลงั คดิ

39

โดยคดิ พิจารณาวา่ ถา้ ทําไปแล้ว พดู ไปแลว้ หรอื คดิ ไปแลว้ จะเกดิ
ผลดี ผลเสีย เกดิ ประโยชน์ หรอื เกิดโทษอยา่ งไรบา้ ง อกี นัยหน�ึงก็
คอื ผ้มู ี�ญญายอ่ มไม่ตกอยู่ในอาํ นาจความนึกคดิ ของตนเอง ผทู้ �ี
ตกอยู่ในอํานาจแห่งความคดิ ของตนเอง มักนึกเอาแตส่ �ิงท�ตี นเอง
ช�ืนชอบ ส�ิงทีต� วั เองอยากได้ แล้วการนึกถึงแตส่ ิ�งทีต� นเองชอบใจ
นี�จะพลอยทําใหเ้ กิดความยดึ ม�นั ถือมน�ั ขนึ� ในจติ ใจ ย่อมนํามาซ�ึง
ขณะท�ผี มู้ ี�ญญาย่อมจะไมค่ ดิ เช่นนั�น จงึ สามารถควบคมุ ใจของ
ตนได้ เมอ�ื ควบคมุ ความคดิ ได้ ใจก็เป็ นสุข

สรปุ ความวา่ ถา้ ในสังคมใด มีการส่งเสรมิ ให้ผูค้ นเกดิ ความ
สามัคคกี นั สังคมนั�นยอ่ มไม่ตกอยภู่ ายใตอ้ าํ นาจของกิเลส คนใน
สังคมย่อมเป็ นผู้มศี ีล สมาธิ และ�ญญา ยิ�งถ้าบุคคลในสังคมไมต่ ก
อย่ภู ายใตอ้ ํานาจของความกาํ หนัดยินดี ย่อมช่วยลดความขัดแย้ง
ในการแก่งแย่ง หรอื ทาํ รา้ ยกนั แยง่ คคู่ รองกัน และถ้าไมต่ กอยภู่ าย
ภายใตอ้ ํานาจของโทสะ ในสังคมนั�นก็จะลดการประหัดประหาร
ทําลายชีวติ ของกนั และกนั ถา้ สังคมใดสามารถควบคมุ ใจตนเอง
ได้ ไม่ให้เป็ นผู้ โกรธงา่ ย ไม่ให้เป็ นผู้ถือตวั ตนวา่ น�ีของฉัน น�ีชื�อ

40

ของฉัน น�ีบ้านของฉัน ถ้าทาํ ไดย้ ่อมอยูอ่ ย่างมีความสุข สมดงั สุภา
ษิตทย�ี กขนึ� เป็ นนิกเขปบท ณ เบอื� งตน้ วา่

สุขา สงฆฺ สฺส สามคคฺ ี สมคคฺ าน�ฺจนุคคฺ โห
สมคคฺ รโต ธมฺมฏฺโฐ โยคกฺเขมา น ธสํ ต.ิ

ความพรอ้ มเพรยี งของหมูเ่ ป็ นสุข และการ
สนับสนุนคนผู้พรอ้ มเพรยี งกนั ก็เป็ นสุข
ผ้ยู ินดีในคนผพู้ รอ้ มเพรยี งกัน ตงั� อยู่ใน
ธรรม ย่อมไมค่ ลาดจากธรรมอันเกษมจากโยคะ.
มีนัยดงั พรรณามาดว้ ยประการฉะนี�ฯ

41


Click to View FlipBook Version