If I could turn back time ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ E-Book จัดท ำโดย : Archa+
พวกเขาเหล่านี้เขาแค่เป็นเพียงผู้ป่วยเป็นที่มีภูมิคุมกันบ่งพร่องเท่านั้นเอง ไม่ได้น่ากลัวอะไรอย่างที่ทุก คนคิดและได้ยินมากันเลย และโรคพวกนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่าที่คนอื่นๆเขาพูดด้วย แถมผู้ป่วยเหล่านั้นมักจะถูก คนอื่นคิดว่าทุกคนที่เป็นH.I.V.คือ ผู้ป่วยที่เป็นเอดส์(Aids) ท าให้พวกเขาเป็นผู้ป่วยที่น่าสงสารมากขึ้นอีก ซึ่งใน ใจของพวกเขาที่เป็นผู้ป่วยทุกคนก็คงอยากจะบอกว่า “ถ้าเลือกได้ เขาก็ไม่ได้อยากให้มันเกิดขึ้นกับเขาเอง เช่นกัน” แล้วทุกคนรู้ไหมว่า ผู้ป่วยเหล่านั้นน่าสงสารมากเท่าไหร่ เราที่เป็นคนปกติก็คงคิดแค่ว่า“ไม่น่าสงสาร หรอก เพราะท าตัวของตัวเอง” แต่คุณรู้ไหมว่าพวกเราเหล่านั้นต้องเจออะไร ต้องรู้สึกอย่างไง ต้องพยายามมาก แค่ไหน ต้องอดทนกับอะไรบาง วันนี้เรามาเรียนรู้และมาลองดูว่าสิ่งเหล่านี้ที่ผู้ป่วยเหล่านั้นต้องเจอ ต้องแบกรับ ไว้ส าหรับคนๆหนึ่งนั้นมันหนักขนานไหน พร้อมกับค าถามมากมายของผู้ป่วยที่เขาต้องถามตัวเขาเอง“เพราะถ้า เขาเลือกได้เขาก็ไม่อยากเป็น และ ไม่อยากให้ใครต้องมาเจอแบบนี้เช่นกัน” แต่ก่อนอื่นเรามาท าความรู้จักกันก่อนดีกว่าว่าโรคนี้มันคือโรคอะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไง และเราจะ ป้องกัน รักษาได้อย่างไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้เข้าใจในโรคนี้มากขึ้น และจะได้รับรู้ว่ามุมมองของพวกเขาต้องผ่าน อะไร ต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองกับคนรอบข้างอย่างไง “เพราะถ้าย้อนเวลาไปได้ เขาก็อยากแก้ไข และจะไม่ ยอมให้เกิดขึ้นกับเขาแน่นอน” มันอาจจะท าให้เราได้เห็นมุมองของคนที่ป่วยเป็นโรคนี้ และเข้าใจเขาเหล่านั้น มากขึ้นในอีกแง่มุมหนึ่งที่เราอาจจะยังไม่รู้ก็เป็นได้ ถ้าเราลองย้อนเวลากลับไป เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๔ ศูนย์ควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกาได้รับ รายงานจากนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ว่ามีชายหนุ่มรักร่วมเพศ ๕ คน ป่วยเป็นปอดบวมจากเชื้อนิวโมซิ สติส คารินิไอ (Pneumocystis carinii) ภายในอีก ๑ เดือนต่อมา มีรายงานจากนิวยอร์ก และแคลิฟอร์เนียว่า มี หนุ่มรักร่วมเพศอีก ๒๖ ราย ป่วยเป็นโรคมะเร็งแคโปสิ ซาร์โคมา (Kaposi's sarcoma) ซึ่งโดยปกติจะเป็นโรค ของคนอายุมาก และนอกจาก ๒๖ ราย ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งดังกล่าวนั้นแล้ว ยังมีผู้ป่วยอีกหลายรายเป็นโรคปอด บวม และติดเชื้อฉวยโอกาส (แปลมาจากค าว่า Opportunistic infections ) ชายหนุ่มที่ป่วยทุกราย ไม่มีรายใด ที่มีโรคร้ายแรงประจ าตัวมาก่อน และไม่มีรายใด ที่เคยได้รับยาประเภทกดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และทุก รายเมื่อได้รับการตรวจชันสูตรทางห้องปฏิบัติการ พบว่าการท างานของเซลล์ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทาน โรค ไม่ได้ท าหน้าที่ตามปกติ และแม้ว่าจะได้รับการรักษาเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่มีใครรอดชีวิต ทั้งนี้เพราะระบบ ภูมิคุ้มกันโรคบกพร่องไป หรือเสื่อมลงไป จากที่เคยมีอยู่ ด้วยเหตุนี้เอง จึงได้มีผู้เสนอให้เรียกชื่อโรคนี้ว่า Acquired Immuno- deficiency Syndrome หรือ AIDS อันที่จริงแล้ว เมื่อท าการศึกษาย้อนหลัง พบว่าโรคนี้เกิดในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๑ และ พ.ศ. ๒๕๒๒ แต่เพิ่งจะมาครึกโครมเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เพราะมีจ านวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ในช่วงเวลาสั้นๆ จน ผิดสังเกต และตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็นต้นมา ก็ได้มีความเชื่อกันแล้วว่า โรคนี้จะต้องมีความเกี่ยวพันกับ พฤติกรรมผิดปกติทางเพศคือ เกี่ยวกับพวกรักร่วมเพศ หรือพวกโฮโมเซ็กชวล และพฤติกรรมทางด้านยาเสพติด
อย่างแน่นอน ต่อมายิ่งมีการพบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการถ่ายเลือดก็เป็นโรคนี้ ท าให้เห็นแนวทางที่แจ่มชัดขึ้น ใน การที่จะท าการศึกษาโรคนี้อย่างละเอียด นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักวิจัย ต่างก็พยายามที่จะท างานแข่งกับเวลา เพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่า ต้นเหตุ ของโรคร้ายนี้คืออะไรกันแน่ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นเวลา ๒ ปี หลังจากที่มีรายงานผู้ป่วยโรคเอดส์จากนครลอสแอนเจลิส คณะ นักวิจัยจากสถาบันปาสเตอร์แห่งกรุงปารีส ก็รายงานว่า ได้แยกเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งได้ จากต่อมน้ าเหลืองของ ชายหนุ่ม ที่มีต่อมน้ าเหลืองโตหลายแห่งทั่วตัวรายหนึ่ง (ซึ่งเป็นระยะหนึ่งของการด าเนินโรค ต่อไปมักจะ กลายเป็น เอดส์) ไว้รัสที่แยกได้นี้ นายแพทย์ลุค มองตานิเยร์ และคณะ ได้เรียกชื่อว่า Lymphadenopathy - Associated Virus หรือ LAV อีกปีหนึ่งให้หลังคือ พ.ศ. ๒๕๒๗ ดร. โรเบิร์ต แกลโล และคณะ แห่งสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ก็แยกเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งได้ จากผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์ และจากผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นเอดส์ เนื่องจาก ดร.แกลโล และคณะ เคยแยกเชื้อไวรัส จากผู้ป่วยมะเร็ง เม็ดเลือดขาวชนิด T lymphocyte ที่พบชุกชุมใน ประเทศญี่ปุ่น และเป็นมะเร็ง ที่พิสูจน์ได้แน่ชัดว่า เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Human T Lymphotropic Virus type ๑ หรือ HTLV-I และต่อมาแยกได้ เชื้อไวรัสตัวที่สอง จากผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็น มะเร็งของ T lymphocyte เช่นกัน และให้ชื่อไวรัสตัวที่สองนี้ว่า HTLV-II เมื่อแยกไวรัสได้ใหม่ ซึ่งก็มีความโน้ม เอียงที่จะไปท าให้T lymphocyte ติดเชื้อได้เช่นกัน ดร. แกลโล จึงขนานนามไวรัสที่พบใหม่ว่า เป็น HTLV-III ผลของการติดเชื้อ และมีการท าลาย T lymphocyte ลงไปพร้อมกันอย่างมากนี้เอง เป็นเหตุให้เกิดภูมิคุ้มกัน เสื่อมลงไป การศึกษาวิจัยในปัจจุบันนี้ คณะนักวิจัยจะท าการติดต่อประสานงาน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันอยู่ เสมอๆ ในไม่ช้าก็พบว่า ทั้ง LAV และ HTLV-III ก็คือ ไวรัสชนิดเดียวกัน ในขั้นต้นเรียกชื่อว่า HTLV-III/LAV หรือ LAV/HTLV- III ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ตกลงกันเรียกว่า ไวรัส human immunodeficiency virus (HIV) หรือ เอชไอวีไวรัสที่ก่อให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อม มีชื่อว่า human Immunodeficiency Virus หรือเรียกชื่อย่อว่า HIV (เอชไอวี) ค าสามัญเรียกว่า "ไวรัสโรคเอดส์" เป็นสมาชิกของตระกูลรีโทรไวรัส (Retroviridae)
คุณสมบัติของไวรัส เอชไอวี 1. เป็นไวรัสชนิด RNA ใน subfamily Lentivirinae มีเอนไซม์ที่เป็นลักษณะส าคัญ คือ เอนไซม์รีเวอร์ สทรานสคริพเตส (Reverse transcriptase, RT) 2. ในปัจจุบันไวรัสเอชไอวี มีอยู่ 2 type - Type 1 (HIV-1) มีชื่อเดิมว่า LAV-1 หรือ HTLY-III เป็นไวรัสที่พบดั้งเดิม - Type 2 (HIV-2) เป็นไวรัสชนิดเดียวกันกับ LAV-2 ที่แยกได้จากผู้ป่วยโรคเอดส์ ที่เป็นชาวแอฟริกา และอาจเป็นเชื้อเดียวกับ HTLV-IV ที่แยกได้จากโสเภณีชาวเซเนกัล ที่ยังไม่มีอาการของโรค 3. เป็นไวรัสขนาดกลาง รูปทรงกลม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๐๐-๑๒๐ นาโนเมตร ภายในอนุภาคมี แกนกลาง (core) ทึบแสง รูปทรงกระบอก ชั้นในสุดประกอบด้วย RNA genome สายเดี่ยว (singlestranded RNA) ขนาด ๙ กิโลเบส ที่เหมือนกัน ๒ ชิ้น (diploid) มีโปรตีน ปนอยู่กับยีโนม คือ nucleocapsid protein, p7; และมี tRNA lys, Reverse transcriptase, RT ชั้นถัดไป เป็นแคปซิดโปรตีน หรือเรียกว่า core protein (p24) หุ้มล้อมรอบ ถัดออกไปอีกเป็น matrix protein (p17) ส่วนชั้นนอกเป็น envelope และมีปุ่ม (knobs) ยื่น โดยรอบ เรียกว่า surface protein (gp120) ก้าน ของปุ่มที่ยื่นจากด้านในของ envelope เรียกว่า transmembrane protein (gp 41) ที่กล่าวมาเป็น ลักษณะโครงสร้างของ HIV-1 ส าหรับ HIV-2 จะ คล้ายคลึงกับ HIV-1 แต่มีรายละเอียดในยีนบาง ชนิดที่แตกต่างไปบ้าง 4. สายพันธุ์ของไวรัสเอชไอวี ถูกแบ่งโดยดูความแตกต่างของยีนของไวรัสนั้น ขณะนี้แบ่งตามความ แตกต่างของยีนที่เป็นรหัสควบคุมการสร้าง gp120 ได้ไม่ต่ ากว่า ๙ subtypes หรือ clade คือ A, B, C, D, E, F, G, H และ O โดย subtype A พบในทวีปแอฟริกา subtype B พบในสหรัฐอเมริกา ยุโรป ไทย และบราซิล subtype C และ D พบในแอฟริกา subtype E พบในประเทศไทย subtype F พบในประเทศบราซิล subtype G และ H พบในทวีปแอฟริกา และ subtype O พบในประเทศแคเมอรูน ในประเทศไทยพบไวรัสเอชไอวีระบาด คือ subtype B และ E พบว่าเกี่ยวข้องกับวิธีการได้รับเชื้อ ถ้าติดทางเพศสัมพันธ์ ร้อยละ ๘๐ หรือมากกว่าเป็น subtype E ในกลุ่มผู้ติดทางการฉีดร้อยละ ๗๑ หรือ มากกว่าเป็น subtype B 5. ไวรัสเอชไอวี มีความจ าเพาะต่อ เม็ดเลือดขาว ลิมโฟซัยท์ T4 หรือ T helper ซึ่งเป็นเซลล์ที่มี CD4+ receptor (CD4+ cells) บนผิวเซลล์ CD4+ recepter นี้อาจพบได้บนผิวของ B cell, Monocytes/ Macrophages และเซลล์อื่นๆ เชื้อไวรัสเข้าสู่เซลล์โดยการจับกันกับ CD4 receptor บนผิวเซลล์ หรือเชื้ออาจ เข้าสู่เซลล์โดยกลไกทาง อื่น เช่นอาจเข้าทาง Fc receptor นอกจากนี้ไวรัส เอชไอวี สามารถติดเชื้อในเซลล์ ประสาท และเซลล์ระบบทางเดินอาหารได้โดยยังไม่ทราบ receptor ที่จ าเพาะไวรัสเอชไอวี ไปอยู่ในสภาพ proviral DNA โดยรวมตัวกับ cellular DNA และอยู่ในสภาพสงบ แอบแฝง ต่อมาในบางสภาวะที่อาจขึ้นกับ
สายพันธุ์ ของเชื้อ สภาพของเชื้อ และการถูกกระตุ้นโดย ปัจจัยร่วม (cofactor) จะท าให้ไวรัสเอชไอวีเพิ่ม จ านวนได้อนุภาคใหม่ปลดปล่อยออกจากเซลล์ได้ ท าให้เซลล์ที่มี CD4 receptor ท าหน้าที่ผิดปกติ และลด จ านวนลง โดยเฉพาะ T helper cell หรือ CD4+ T cells ซึ่งมีความส าคัญในระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย จึง ท าให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อม 6. การท าลายของเชื้อในห้องปฏิบัติการ และเวชปฏิบัติ ดังที่ทราบกันว่า ไวรัสเอชไอวีเป็นไวรัสที่ถูกฆ่าให้ตาย หรือหมดฤทธิ์ได้ง่าย โดย การต้มที่ ๕๖°ซ. เป็นเวลา ๓๐ นาที จะท าให้ไวรัสส่วนใหญ่หมดฤทธิ์ การต้มเดือด ๑๐ นาที ไวรัสจะถูกท าลายหมด น้ ายาฟอกสีคลอร็อกซ์ หรือไฮเตอร์ ซึ่งจะให้คลอรีนที่มีใช้ตามบ้าน ผสมน้ ายาหนึ่งส่วนต่อน้ าเก้าส่วน ก็ จะฆ่าเชื้อได้ และสามารถใช้เช็ดบริเวณที่มีน้ ามูก น้ าลายของผู้ป่ว ยที่หกเลอะเทอะได้ เครื่องมือเครื่องใช้ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่ใช้กับผู้ป่วย เช่น เอ็นโดสโคป ให้ท าความสะอาด โดยล้าง ด้วยน้ ายาซักฟอก หรือน้ ายาล้างถ้วยชาม (ดีเทอร์เจนท์) ล้างน้ าให้สะอาด แล้วแช่ในกลูตาราลดีไฮด์ (Activated glutaral-dehyde) ที่มีความเข้มข้นร้อยละ ๒
ลักษณะทางเวชกรรม 1. วิธีการติดเชื้อ เป็นที่ชัดเจนว่า การติดเชื้อเอชไอวีนั้นติดโดยการมีเพศสัมพันธ์ (ซึ่งจะดูรายละเอียดได้ในหัวข้อปัจจัย และกลุ่ม ผู้เสี่ยงต่อการติดโรคสูง) ติดต่อโดยการใช้เข็มฉีดยาที่ปนเปื้อนเชื้อติดต่อโดยการถ่ายเลือด องค์ประกอบของเลือด และปัจจัยช่วยในการ แข็งตัวของเลือด การปลูกถ่ายอวัยวะ ปลูกถ่ายไขกระดูก ผสมเทียม ติดเชื้อแต่ก าเนิดในครรภ์มารดา ติดระหว่างคลอด หรือติดหลังคลอดก็ได้ ส่วนใหญ่จะติดระหว่างอยู่ในครรภ์ และระหว่างคลอด 2. ระยะฟักตัว ตั้งแต่ได้รับเชื้อ จะท าให้เกิดภาวะติดเชื้อ แต่กว่าจะด าเนินจากภาวะติดเชื้อ ที่ไม่มีอาการ จนกลายเป็นโรคเอดส์ เต็มขั้นนั้น จะกินเวลาหลายปี ดังนั้นระยะฟักตัวจึงจะแบ่งออกไปเป็น ๒ ตอน คือ ระยะฟักตัวของการติดเชื้อ เฉียบพลัน และระยะฟักตัวของภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อม หรือโรคเอดส์เต็มขั้น คือ การติดเชื้อจุลชีพฉวยโอกาส และเป็นมะเร็งแคโปสิซาร์โคมา หรือภาวะอื่นๆ นั่นเอง 2.1 ระยะฟักตัวของการติดเชื้อเฉียบพลัน คือ ตั้งแต่ได้รับเชื้อ จนมีภาวะติดเชื้อเฉียบพลัน ซึ่งจะมีองค์ประกอบของไวรัส หรือแอนติเจนปรากฎ และ ต่อมาก็จะมีแอนติบอดีในกระแสเลือด หลังจากได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี จะเกิดการติดเชื้อ ซึ่งจะมีระยะฟักตัว ประมาณสองสัปดาห์ อาจยาวนานเป็นเดือนก็ได้ จึงจะแสดงอาการของภาวะติดเชื้อเฉียบพลัน อาการของการติดเชื้อเฉียบพลัน ผู้ที่ได้รับเชื้อเข้าไปในระยะเวลาผ่านไป ๒-๓ สัปดาห์ ก็จะติดเชื้อ โดยอาจจะ ไม่มีอาการแสดงใดๆ เลยก็ได้ บางรายประมาณร้อยละ ๔๐ จะมีอาการคล้ายๆ จะเป็นไข้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า อิน เฟคเชียส โมโนนิวคลิโอซิส (Infectious mononucleosis-like) คือ จะมีไข้ต่ าๆ เรื้อรัง ติดต่อกันหลายวัน และ มีต่อมน้ าเหลืองโต ตามบริเวณคอ ซอกคอ และที่ซอกรักแร้ บางคนมีอาการน้อย จนแทบไม่ได้สังเกตเห็น และ อาการแสดงต่างๆ ดังกล่าวนี้ จะหายไปได้เอง โดยไม่ต้องได้รับการรักษา ผู้ที่ติดเชื้อในประเทศไทย มักไม่มี อาการดังกล่าวนี้ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ในระยะติดเชื้อเฉียบพลันนี้ ในระยะสัปดาห์แรกจะพบระดับเม็ดเลือด ขาวต่ า (lymphopenia) และเกล็ดเลือดต่ า (thrombocytopenia) เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ ๒ ระดับเม็ดเลือดขาว จะเพิ่มขึ้นเพราะระดับ CD8+ cells เพิ่มขึ้น โดย CD4+ cells จะยังมีจ านวน ลดลง ดังนั้นจึงท าให้อัตราส่วน
ของเซลล์ CD4+ ต่อ CD8+ จะมีค่าต่ ากว่า ๑ เมื่อเวลาผ่านมา หลายเดือนหลังติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ระดับ CD8+ cells จะคืนกลับสู่ปกติ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมี จ านวนมากกว่า CD4+ cells นอกจากนี้ยังตรวจพบไวรัสเอชไอวีในระดับสูงในเลือด ซึ่งจะอยู่เป็นสัปดาห์ หลังจากนั้นจะลดระดับลง เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้น ซึ่งระดับแอนติบอดีจะสามารถตรวจพบได้ หลังจากติดเชื้อไวรัสเอชไอวี แล้ว ๑-๔ สัปดาห์ผ่านจากระยะการติดเชื้อเฉียบพลัน ก็จะเข้าสู่ระยะแฝงหรือ "เชื้อหลบใน" (Latency) ระยะ นี้ผู้ป่วยจะไม่มีอาการอะไรเลย ปกติสมบูรณ์ดี แต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้ตลอดเวลา โดยวิธีการต่างๆ ที่กล่าวไว้ แล้ว 2.2 ระยะฟักตัวของภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อม คือ ระยะฟักตัวตั้งแต่ได้รับเชื้อ จนเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น ดังได้กล่าวไว้แล้วว่าการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี อาจจะตรวจพบแอนติ-เอชไอวี โดยที่บุคคลนั้น จะยังไม่ได้เป็น เอดส์เต็มขั้น แต่เป็นเพียงพาหะ (Healthy carrier) โดยไม่มีอาการใดๆ (Asymptomatic infection) ร้อยละ ๓๐ ของผู้ติดเชื้อ จะเป็นโรคเอดส์ภายในเวลา ๕ ปี และอาจถึงร้อยละ ๖๐ ถ้าติดตามไปเป็นระยะเวลา ๖ ปี มี รายงานจากต่างประเทศว่า ประมาณร้อยละ ๑๐ จะยังมีสุขภาพดี ยังไม่เป็นเอดส์เต็มขั้น ภาวะที่พบในผู้ป่วย ภูมิคุ้มกันเสื่อม จะแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้ 2.2.1 การติดเชื้อฉวยโอกาส เชื้อฉวยโอกาสที่ท าให้เกิดการติดเชื้อในผู้ใหญ่ ที่มีภูมิคุ้มกัน เสื่อมนั้นได้แก่ ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา และปรสิตต่างๆ อุบัติการพบการติดเชื้อฉวยโอกาสชนิดต่างๆ นี้แตกต่างกันตามเชื้อชาติของผู้ป่วย และตามภูมิภาคของ โลก เช่น ปอดบวมจากเชื้อนิวโมซิสติส คารินิไอ (Pneumocystis carinii) จะพบบ่อยที่สุดในสหรัฐอเมริกา (กว่าร้อยละ ๕๐ ของผู้ป่วย ที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่ๆ) แต่จะพบได้เป็นอันดับที่สามของผู้ป่วยในแอฟริกา แม้ว่า จะเป็นชาวแอฟริกันที่พ านักอยู่ในยุโรป ก็จะพบน้อยเช่นกัน ผู้ป่วยชาวไฮตี ก็พบน้อยกว่าผู้ป่วยชาวอเมริกัน วัณโรคเป็นกลุ่มเชื้อฉวยโอกาส ที่พบมากที่สุดของผู้ป่วยโรคเอดส์ในไทย โรคติดเชื้อราเพนนิซิเลียม มาเนฟฟีไอ จะพบบ่อยในผู้ป่วย ที่พ านักอยู่ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย พบน้อยในภูมิภาคอื่น เป็นต้น 2.2.2 มะเร็งแคโปสิ ซาร์โคมา มะเร็งแคโปสิ จะพบบ่อยในผู้ป่วยที่เป็นพวกรักร่วมเพศ ใน รายงานตอนแรกๆ ผู้ป่วยกลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อมในสหรัฐอเมริกา ร้อยละ ๓๖-๕๐ จะเป็นมะเร็งแคโปสิ อาจจะเป็นเดี่ยวๆ หรือเป็นร่วมกับการติดเชื้อฉวยโอกาสชนิดใดชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยกลุ่มรักต่างเพศ จะพบมะเร็ง แคโปสิน้อยกว่า อาทิเช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ที่เกี่ยวข้องกับการฉีดยาเสพติดเข้าหลอดเลือดด า จะเป็นมะเร็งแคโปสิ เพียงร้อยละ ๓-๔
ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย หรือได้รับการถ่ายเลือดจากผู้ที่เป็นโรคเอดส์จะพบมะเร็งแคโปสิ ต่ ากว่าร้อยละ ๒ ในประเทศไทยพบมะเร็งชนิดนี้น้อยมาก 2.2.3 มะเร็งอื่นๆ Non-Hodgkin's Lymphoma เป็นมะเร็งของต่อมน้ าเหลืองลิมโฟมาชนิด ร้ายแรง กระจัดกระจาย และแยกชนิดเซลล์ไม่ได้ (Undifferentiated) มักเกิดที่สมอง เกิดจากเซลล์ B lymphocyte มักไม่สนองตอบต่อสารเคมีบ าบัด การติดเชื้อฉวยโอกาสแทรกซ้อนสูง อัตราตายสูง อาจพบใน ปากทวารหนัก ผิวหนัง และในโพรงไซนัส และไขกระดูกก็ได้ นอกจากนั้นอาจพบมะเร็งของอัณฑะ มะเร็งความัสเซลล์ มะเร็งเมลาโนมาชนิดร้าย 2.2.4 โรคทางระบบประสาท อาจเกิดได้จากทั้งตัวเอชไอวีเอง และจากการติดเชื้อฉวย โอกาส โดยที่ถ้าเป็นจากเอชไอวี มักจะเป็นช่วงระยะท้ายจากภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อม ถ้ามีอาการชัก มักจะเกิดจาก สมองอักเสบจากเชื้อ Toxoplasma gondii หรือมะเร็งลิมโฟมาในสมอง 2.2.5 เอดส์ ดีเมนเซีย คอมเพล็กซ์ (AIDS dementia complex) หรือ HIV-associated dementia (HAD) มีอาการเสื่อมของการรับรู้โดยทั่วไป ขาดความสนใจ ขี้ลืม เชื่องช้า เสียการทรงตัว งุ่มง่าม ขาไม่มีแรง และซึม ไม่ตอบโต้ แยกตัวจากสังคม พูดช้า หรือพูดไม่ค่อยได้ ฯลฯ การตรวจทางห้องปฏิบัติการพบ น้ าไขสันหลังมีโปรตีนสูง เพราะเชื้อไวรัสได้ผลบวก พบแอนติบอดีต่อไวรัสเอชไอวีเป็นชนิด ไอจีจี (IgG) 2.2.6 กลุ่มอาการอื่นๆ เกิดจากเอชไอวีไปติดเชื้อตามอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ไต ระบบ ทางเดินอาหาร กล้ามเนื้อ ผิวหนัง
3. โรคเอดส์ในเด็ก 3.1 อาการทางคลินิก จากการศึกษาผู้ป่วยเอดส์เด็กในสหรัฐอเมริกาพบว่า ในรายที่เกิดจากการติดเชื้อในครรภ์มารดา อาจจะตายตอนคลอด มีอาการสมองติดเชื้อ Mycobacterium Cytomegalovirus Klebsiella เป็นต้น และ เป็นปอดบวมชนิด Lymphoid interstitial pneumonia ส่วนใหญ่ทารกแรกคลอดจะไม่ปรากฏอาการ ยกเว้นในรายที่ติดเชื้อขณะอยู่ในครรภ์มารดาที่ฉีดยาเสพ ติดด้วยนั้น ในระยะแรกคลอด จะมีอาการแสดงของการ "ขาดยา" (Drug withdrawal) อาการของโรคเอดส์ จะปรากฏขึ้น เมื่อทารกอายุได้ประมาณ ๖-๘ เดือน อาการที่ส าคัญพอสรุปได้ดังนี้คือ เลี้ยงไม่โต น้ าหนักตัวไม่เพิ่มขึ้น ติดเชื้อแบคทีเรียง่าย เช่น เป็นปอดบวม หูน้ าหนวก อุจจาระร่วงเรื้อรัง ตับและม้ามโต ติดเชื้อจุลชีพฉวยโอกาส ผู้ป่วยเด็กจะไม่ค่อยเป็นมะเร็งแคโปสิ ซาร์โคมา เด็กจะมีอาการแปลกจากผู้ใหญ่ก็คือ ต่อมน้ าลายพาโรติดบวมเรื้อรัง ข้อส าคัญคือ การเจริญเติบโตไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ที่เห็นได้คือ ศีรษะจะไม่โตขึ้น ท าให้มีสมองเล็ก ส าหรับอาการทางสมองนั้น ทารกจะไม่เจริญเติบโต ทั้งร่างกาย และพัฒนาการต่างๆ มีอาการแสดง ของคอร์ติโคสไปนัล แทรคส์ มีแขนขาทั้งสองข้างแข็งเกร็ง และอ่อนแรง พูดช้า บางรายจะมีผิวหนังเปื่อย (lyeli's syndrome) 3.2 การวินิจฉัยโรคเอดส์ในเด็ก การวินิจฉัยโรคในเด็ก มักจะมีปัญหา แม้ว่าจะมีการตรวจเลือด ก็อาจจะยากในการแปลผล ทั้งนี้ เนื่องจากแอนติบอดีของมารดา ที่ผ่านรกไปยังทารกนั้น จะรบกวนการแปลผล เพราะแอนติบอดีชนิด ไอจีจี (IgG) ที่ผ่านจากมารดามายังทารก กับไอจีจี (IgG) ที่เกิดจากการติดเชื้อเองนั้น ยังไม่สามารถจะวินิจฉัยแยกจาก กันได้ นอกจากอาศัยเวลาผ่านไป แอนติบอดีจากมารดาจะค่อยๆ ลดลง จึงจะแปลผลได้ เช่น ตรวจเลือดพบว่า ทารกให้เลือดเอดส์บวกอยู่ตลอดเวลาเป็นเวลา ๑๕-๑๘ เดือน หรือนานกว่านั้น นอกจากการแยกและเพาะเชื้อ การตรวจพบแอนติเจน ชนิด p24 แอนติเจน และการตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgA จะให้การวินิจฉัยการติดเชื้อ ได้ ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาวิธีการตรวจแบบใหม่ มาช่วยในการวินิจฉัยการติดเชื้อ เอชไอวีในเด็ก ได้แก่ วิธี
ปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (Polymerase Chain Reaction หรือ PCR) ซึ่งมีความไว และจ าเพาะเท่ากับวิธีการ แยกและเพาะเลี้ยงเชื้อ และไวกว่าวิธีการตรวจหา p24 antigen และ IgA จ าเพาะ 4. การจ าแนกระยะการติดเชื้อไวรัส เอชไอวีในผู้ใหญ่ 4.1 เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ทางศูนย์ควบคุมโรคติดเชื้อ และป้องกัน (Centre for Disease Controls and Prevention : CDC) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้จ าแนกระยะการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ในคน อายุตั้งแต่ ๑๓ ปีขึ้นไปออกมาใหม่ โดย ใช้ระดับ CD4+ cells ในเลือด มาร่วมในการจัดระยะการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ร่วมกับ อาการทางคลินิก โดยจัดแบ่งระดับของ CD4+ cells และ อาการทางคลินิกเป็น ๓ ระดับ ดังนี้ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ที่อยู่ในกลุ่ม C (C1, C2, C3) A3 และ B3 เท่านั้นที่จัดว่าเป็น โรคเอดส์ ซึ่ง หมายถึง อาการภูมิคุ้มกันเสื่อม อย่างแท้จริง หรือเต็มขั้น อาการทางคลินิกในกลุ่ม A ได้แก่ ผู้ที่ ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีและไม่มีอาการ ในกลุ่ม B หรือ C จะ แบ่งเป็นพวกไม่มีอาการ (Asympto- matic infection) กลุ่มอาการต่อมน้ าเหลืองโต (Persistent Generalized Lymphadenopathy, PGL) และกลุ่มอาการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีเฉียบพลัน (Acute or primary HIV infection) ต่อมน้ าเหลืองโตทั่วตัวอย่างถาวร (Persistent Generalized Lymphadenopathy, PGL) หมายถึง ผู้ป่วยที่มีภาวะดังต่อไปนี้ 1. ต่อมน้ าเหลืองบริเวณอื่นๆ นอกเหนือจากบริเวณขาหนีบ (Inguinal lymph node) โต ๒ บริเวณ หรือมากกว่า และโตอย่างน้อย ๓ เดือนมาแล้ว 2. ต่อมน้ าเหลืองที่โตมิได้มีสาเหตุจาก โรคอื่นๆ ที่ทราบกันอยู่แล้วหรือมิได้โตจาก การใช้ยา 3. การตรวจต่อมน้ าเหลืองทางจุลพยาธิ วิทยา พบว่ามีลักษณะเป็นแบบรีแอคทีฟ ไฮเปอร์เพลเซีย (Reactive hyperplasia) อาการทางคลินิกของผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี กลุ่ม B ได้แก่ กลุ่มที่ติดเชื้อเอชไอวีและมี อาการแต่เป็น อาการที่ไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่ม C และเป็นอาการที่อยู่ในข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ได้แก่ 1) กลุ่มอาการที่แสดงภาวะภูมิคุ้มกัน ทางด้านเซลล์บกพร่อง หรือ 2) กลุ่มอาการที่แพทย์ลงความเห็นว่า เป็นอาการแทรกซ้อนของการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ตัวอย่างเช่น Bacillary angiomatosis
Candidiasis, oropharyngeal (thrush) Candidiasis, vulvovaginal ที่เป็นอยู่นาน บ่อยครั้ง และดื้อยา Cervical dysplasia (moderate, severe) / cervical carcinoma in situ Constitutional symptoms เช่น ไข้ (๓๘.๕°ซ.) หรือท้องร่วงเรื้อรังนานกว่า ๑ เดือน Hairy leukoplakia, oral Herpes zoster (งูสวัด) ที่เป็นติดต่อกันอย่างน้อย ๒ ครั้ง หรือเป็นมากกว่า ๑ ต าแหน่งบน ร่างกาย Idiopathic thrombocytopenic purpura Listeriosis Pelvic inflammatory disease, โดยเฉพาะที่มีอาการแทรกซ้อนเป็นฝี ที่ tuboovarian Peripheral neuropathy กลุ่ม C ได้แก่กลุ่มอาการทางคลินิก ที่พบในผู้ป่วยโรคเอดส์ ได้แก่ Candidiasis of bronchi, trachea, or lungs Candidiasis, esophageal Cervical cancer, invasive Coccidioidomycosis, disseminated or extrapulmonary Cryptococcosis, extrapulmonary Cryptosporidiosis, chronic intestinal (>1 month's duration) Cytomegalovirus disease (other than liver, spleen, or nodes) Cytomegalovirus retinitis (with loss of vision) Encephalopathy, HIV-related Herpes simplex: chronic ulcer(s) (>1 month's duration) ; or bronchitis, pneumonitis, or esophagitis Histoplasmosis, disseminated or extra-pulmonary
Isosporiasis, chronic intestinal (>1 month's duration) Kaposi's sarcoma Lymphoma, Burkitt's (or equivalent term) Lymphoma, immunoblastic (or equivalent term) Lymphoma, primary, or brain Mycobacterium avium complex or M. kansasii, disseminated or extrapulmonary Mycobacterium tuberculosis, any site (pulmonary* or extrapulmonary) Mycobacterium, other species or unidentified species, disseminated or extrapulmonary Pneumocystis carinii pneumonia Pneumonia, recurrent Progressive multifocal leukoencephalopathy Salmonella septicemia, recurrent Toxoplasmosis of brain Wasting syndrome due to HIV โรคหรือกลุ่มอาการ ๒๕ โรคนี้จะคล้ายกับนิยามเดิมที่ใช้ แต่ได้เพิ่มโรคใหม่ขึ้นอีก ๓ โรค ได้แก่ 1) มะเร็งที่คอชนิดแพร่กระจาย (Inva- sive cervical cancer) 2) วัณโรค (Tuberculosis) ไม่ว่าจะเป็นที่ปอด หรือบริเวณอื่นๆ นอกปอด 3) โรคปอดอักเสบที่เป็นซ้ า [Recurrent (bacterial) pneumonia] มากกว่า ๑ ครั้งใน ๑ ปี
5. นิยามของโรคเอดส์ในกระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยได้ปรับปรุงนิยามผู้ป่วยโรคเอดส์ใหม่ และประกาศใช้ เมื่อเดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ โดยแบ่งการวินิจฉัยผู้ป่วยโรคเอดส์ออกเป็น ๓ ประเภท ซึ่งสอดคล้องกับการปรับปรุงของ ทางศูนย์ควบคุมโรคติดเชื้อ ของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทุกประเภทต้องยืนยันได้ว่า ผู้ป่วยมีการติดเชื้อเอช ไอวี แน่นอน ได้แก่ 1) อาศัยการตรวจพบโรคหรือกลุ่มอาการ ที่บ่งชี้ถึงความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งมี ด้วยกัน ๒๕ โรค หรือกลุ่มอาการทางคลินิกในกลุ่ม C ที่จัดโดยศูนย์ควบคุมโรคติดเชื้อ 2) อาศัยการตรวจนับเม็ดเลือดขาว CD4+ cells น้อยกว่า ๒๐๐ เซลล์/ไมโครลิตร อย่างน้อยสองครั้ง โดยผู้ป่วยอาจจะยังไม่มีโรค หรือมีโรคใดโรคหนึ่งในกลุ่มของ ๒๕ โรคดังกล่าว ในประเภท C1 หรือมีแต่ยังไม่ แน่นอนว่าใช่ หรือไม่ ซึ่งตรงกับกลุ่ม A3 และ B3 3) นิยามใช้เฉพาะเด็กอายุต่ ากว่า ๑๕ เดือน ที่ติดเชื้อเอชไอวีจากมารดา ซึ่งดัดแปลงมาจากนิยามของ องค์การอนามัยโลก โดยอาศัยการพบอาการแสดงหลัก (Major signs) อย่างน้อย ๒ อย่าง และอาการแสดง รอง (Minor signs) อีก ๒ อย่าง แต่ถ้าผู้ป่วยเสียชีวิต การพบเพียง อาการแสดงหลักหนึ่งอย่าง และอาการ แสดงรอง หนึ่งอย่าง ก็จัดว่าเป็นผู้ป่วยโรคเอดส์ได้
อาการแสดงหลัก (Major signs) ได้แก่ 1) น้ าหนักลด (มากกว่าร้อยละ ๑๐) หรือเลี้ยงไม่โต หรือมีภาวะขาดอาหารมากกว่า หรือเท่ากับระดับ สอง อาจมีหรือไม่มีภาวะผิดปกติทางพัฒนาการ 2) ท้องร่วงเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ นานกว่า ๑ เดือน 3) ไข้เรื้อรัง เป็นๆ หายๆ นานกว่า ๑ เดือน 4) มีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง ที่รุนแรงมาก หรือมีอาการต่อเนื่องกันตั้งแต่ ๒ เดือนขึ้นไป โดยไม่พบเชื้ออื่นใด และไม่ตอบสนองต่อการรักษา โดยยาปฏิชีวนะ หรือเป็นโรค ที่ต าแหน่งเดิม ๒ ครั้งขึ้นไป ใน ๑ ปี อาการแสดงรอง (Minor signs) ได้แก่ 1) ต่อมน้ าเหลืองโตทั้งตัว หรือตับ และม้ามโต 2) มีฝ้าขาวในปาก (Oral thrush) ที่เกิดจากเชื้อรา Candida albicans 3) มีการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงซ้ าๆ หลายครั้ง เช่น หูชั้นกลางอักเสบ คออักเสบ 4) ไอเรื้อรัง ติดต่อกันมากกว่า ๑ เดือน ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ 5) ผื่นที่ผิวหนังทั่วตัว คล้ายผื่นแพ้ เรื้อรัง 6) มีผลทางห้องปฏิบัติการยืนยันการติดเชื้อเอชไอวีในมารดาขณะตั้งครรภ์ หรือก่อนคลอด หรือยืนยัน การติดเชื้อในเด็ก ได้มีการยกเลิกการวินิจฉัยการติดเชื้อเอดส์สัมพันธ์ (ARC-AIDS Related Complex) เปลี่ยนเป็น ผู้ติด เชื้อเอชไอวี ที่มีอาการ (HIV Symptomatic Patient) ซึ่งหมายถึง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และมีอาการ หรืออาการ แสดงบางอย่างเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันเสื่อม อาการเหล่านี้ได้แก่ อาการที่เคยใช้ในกลุ่มอาการเอดส์สัมพันธ์ เดิม และอาการอื่นๆ ที่แพทย์สงสัย คล้ายกับอาการ ในกลุ่ม B ของศูนย์ควบคุมโรคติดเชื้อ ได้แก่ 1) Oral candidiasis หรือ hairy leukoplakia 2) งูสวัด บนผิวหนังมากกว่า ๑ ต าแหน่ง (๑ dermatome) 3) อาการผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งวินิจฉัยโดยมีอาการ ดังนี้
มีอาการเสื่อมของการรับรู้โดยทั่วไป ความสนใจลดลง - ขี้ลืม เฉื่อยชา ซึม ชักกระตุก - สมองอักเสบ หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ - ตรวจพบความผิดปกติของสมองส่วนเซเลเบลลั่ม(cerebellum) 4) ท้องร่วงเรื้อรังนานไม่ต่ ากว่า ๑ เดือน 5) ไข้เรื้อรังนานไม่ต่ ากว่า ๑ เดือน 6) น้ าหนักลดเกินร้อยละ ๑๐ ของน้ าหนักตัวเดิม โดยไม่ทราบสาเหตุ 7) อ่อนเพลีย หมดแรง นานไม่ต่ ากว่า ๑ เดือน 8) ผื่นที่ผิวหนังเรื้อรังนานกว่า ๑ เดือน 9) ตัวซีด เม็ดเลือดขาวต่ ากว่า ๑,๐๐๐ เซลล์/ไมโครลิตร เกล็ดเลือดต่ ากว่า ๑๐๐,๐๐๐ เซลล์/ ไมโครลิตร (Hematocrit น้อยกว่าร้อยละ ๓๐ ในชายหรือร้อยละ ๒๕ ในหญิง) 10) ไอเรื้อรัง ติดต่อกันนานกว่า ๒ เดือน หรือปอดบวม หรือปอดอักเสบ 11) ตรวจพบต่อมน้ าเหลืองในบริเวณทมิใช่ขาหนีบโตมากกว่า ๑ ซม. อย่างน้อย ๒ แห่ง นานไม่ต่ ากว่า ๑ เดือน
ยารักษาภาวะคุ้มกันเสื่อมและการพัฒนาวัคซีน ในภาวะที่มีภูมิคุ้มกันเสื่อม โดยไวรัสไปท าลาย CD4+T cells หรือที่เรียกชื่อเดิมว่า T helper ลดลง ไปอย่างมาก จนกระทั่งท าให้เกิดโรคเอดส์เต็มขั้นนั้น การรักษาจะต้องด าเนินไปดังต่อไปนี้ 1. การบริบาลทั่วไป และการรักษาประคับประคอง อันได้แก่ การดูแลผู้ป่วยโดยทั่วไป และการให้ อาหาร ให้พลังงาน สารน้ าอิเล็กโทรไลต์ ฯลฯ ให้พอเพียง และให้การรักษาทางจิตบ าบัด เป็นต้น 2. การรักษาตามอาการ เช่น การรักษาอาการไข้ อาการท้องเดิน เป็นต้น 3. การรักษาเฉพาะโรคที่เกิดขึ้น ได้แก่ รักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น การรักษาโรคปอดบวม โรคติด เชื้อแคนดิดา โรคระบบประสาทและรักษาโรคมะเร็ง โดยการฉายรังสี หรือเคมีบ าบัด เป็นต้น 4. การให้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี เพื่อระงับยับยั้งการทวีจ านวนของไวรัสในเซลล์ชนิดต่างๆ 5. การให้ยากระตุ้นการท างานของระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อให้มีการสร้างหรือเสริม ปรับปรุงระบบ ภูมิคุ้มกัน ที่เสียไปให้ฟื้นกลับมาใหม่ แม้ว่าจะไม่ดีขึ้นเท่าเดิม ก็ดีกว่าปล่อยให้ภูมิคุ้มกันเสื่อมอย่างเต็มที่ ในที่นี้จะได้กล่าวถึงสารที่มีฤทธิ์ระงับยับยั้งมิให้ไวรัสทวีจ านวนในเซลล์ และสารปรับปรุงระบบอิมมูน (Immune Modulator) ในปัจจุบันกล่าวได้ว่ายังไม่มียาหรือสารต้านไวรัสชนิดใด ที่ทรงประสิทธิภาพสูง หรือที่ เรียกว่า เป็นยา "อุดมคติ" ส่วนใหญ่จะมีฤทธิ์เพียงแต่ยับยั้งการเจริญเพิ่มจ านวนของไวรัสเท่านั้น 1. สารต้านไวรัสเอชไอวี ได้แก่ 1.1 ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์รีเวอร์สทรานสคริพเตส ที่มีใช้อยู่ขณะนี้คือพวก nucleoside analog ได้แก่ Azidothymidine (AZT) หรือ Zidovudine, dideoxyionosine (ddI), dideoxycytidine (ddC) และที่ยังอยู่ในระหว่างการ ประเมินผลอีกหลายขนานอาทิ 3' Deoxy thymidine- 2' ene หรือ d4T ส่วนพวก non-nucleoside analog ได้แก่ tetrahydroimidazol benzodiazepin (TIBO), Foscarnet ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสกลุ่มเชื้อเริม และ Cytomegalovirus, Dipyridodiazepinone (B1 -RG -587) ซึ่งทั้งหมดยังอยู่ในระหว่างการ ประเมินผล 1.2 สารยับยั้งมิให้เชื้อไวรัสเข้าสู่เซลล์ ยังอยู่ในขั้นการประเมินผลได้แก่ soluble CD4 โมเลกุล, dextran sulfate และ Carbomethoxy carbonyl-pyrolyl-phenalamine esters (CPFs)
1.3 สารยับยั้งเอนไซม์โปรติเนส (Proteinase inhibitor) ซึ่งจะท าให้อนุภาคไวรัสใหม่ที่ได้ไม่ สมบูรณ์ ยาที่ก าลังประเมินผลในกลุ่มนี้ ได้แก่ Castanospermine และ 1 - deoxy-nojirimycin (N - butyl - DNJ) ปัจจุบันนี้ได้เริ่มน ามาใช้แล้ว 1.4 สารยับยั้งการถอดและแปลรหัสบนยีนของเชื้อเอชไอวี ได้แก่ Ribozyme, antisense molecules และการท า gene therapy ทั้งหมดยังอยู่ในขั้นการพัฒนา และวิจัย 2 สารปรับปรุงระบบอิมมูน ได้แก่ 2.1 อินเตอร์เฟอรอน 2.2 อินเตอร์ลิวคิน-๒, อินเตอร์ลิวคิน -๑๐ 2.3 อิมูไธออล หรือ DTC ๒.๔ อิมเร็ก -๑ เป็นต้น ได้มีรายงานการใช้ยา AZT ในมารดาติด เชื้อเอชไอวีที่ตั้งครรภ์ว่า ได้ผลดี ในการป้องกันการแพร่เชื้อ จากมารดาไปสู่ทารก ขณะนี้ได้เริ่มใช้กันในบางประเทศแล้ว 3 วัคซีน วัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ได้มีการพัฒนา และประเมินผลมาเป็นเวลาเกือบ ๑๐ ปี ในแง่ความ ปลอดภัย และการกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกัน ทั้งแบบเซลล์และแอนบอดี มีวัคซีนหลายชนิด ที่ท าการประเมินผล ในคนกลุ่มเล็กไปแล้ว ให้ผลดีทั้งในแง่ความปลอดภัย และการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ในผู้ได้รับวัคซีน แต่ยังไม่มีการ ประเมินผลของวัคซีนเหล่านี้ ในกลุ่มประชากรกลุ่มใหญ่ ที่มีอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีสูง จึงยังไม่ทราบ ว่า วัคซีนเหล่านี้จะได้ผลในการป้องกันการติดเชื้อหรือไม่ วัคซีนการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีที่ดี ควรมีคุณสมบัติดังนี้ 1) ก่อให้เกิดแอนติบอดีชนิดลบล้างฤทธิ์ไวรัส (neutralizing) ที่สามารถป้องกันการติดเชื้อ เอชไอวี ได้ทุกสายพันธุ์ที่ระบาดในโลก 2) ก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันทั้งแบบเซลล์และแอนติบอดีตอบสนองต่อเซลล์ติดเชื้อเอชไอวี 3) ก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันที่สามารถก าจัดเซลล์ที่มีเชื้อเอชไอวีแอบแฝง 4) ไม่กระตุ้นให้เกิดแอนติบอดีชนิดเอนฮานซิง (enhancing) ที่กลับจะท าให้มีการติดเชื้อเอช ไอวีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
5) ไม่ก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันชนิดที่ท าลายเซลล์ของตัวเอง (autoimmune response) 6) ก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ (local immunity) ตรงต าแหน่งที่เชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย เป็นทางเข้าของเชื้อเอชไอวี 7) ปลอดภัย 8) ภูมิคุ้มกันที่เกิดอยู่ได้นาน วัคซีนที่ได้รับการพัฒนาขึ้น เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี และได้มีการทดสอบระยะที่ ๑ และ ๒ ใน อาสาสมัครทีติดเชื้อ และไม่ติดเชื้อ เอชไอวี ได้แก่ 1. โปรตีนส่วน envelope (rgp160) ที่ถูกผลิตโดยวิธีพันธุวิศวกรรม ใช้ไวรัสเอชไอวี -๑ (HIV-1) 2. Vaccinia virus ที่มียีน envelope ของเอชไอวีอยู่ เป็น recombinant virus ใช้ไวรัส สายพันธุ์ แอลเอวี (LAV) 3. การใช้ rgp 160 และ vaccinia recombinant env HIV-1 ร่วมกันในการทดสอบ ในอาสาสมัครที่ ไม่ติดเชื้อเอชไอวี 4. โปรตีน envelop (gp 120) ผลิต โดยวิธีพันธุวิศวกรรมจากเซลล์ของยีสต์ใช้ไวรัส สายพันธุ์เอสเอฟ ๒ (SF2) 5. โปรตีน envelope ส่วน gp 120 ผลิตโดยวิธีพันธุวิศวกรรมในเซลล์ของ Chinese hamster ovary ใช้ไวรัสสายพันธุ์เอสเอฟ ๒ (SF2) 6. โปรตีน envelope ส่วน gp 160 ผลิตโดยวิธีพันธุวิศวกรรมจาก Vero cells โดยใช้ Vaccinia virus เป็นพาหะน ายีน vector ใช้ไวรัส สายพันธุ์ IIIB 7. โปรตีน envelope ส่วน gp 120 ผลิตโดยวิธีพันธุวิศวกรรมจากเซลล์ของ Chinese hamster ovary ใช้ไวรัสสายพันธุ์ IIIB, MN และ 8. โปรตีนสังเคราะห์ ส่วน p17 (HGP- 30) ใช้ไวรัสสายพันธุ์ IIIB 9. อนุภาคที่คล้ายไวรัสและมีแอนติเจน p 24 (Ty-p24 virus like particle) ใช้ไวรัสสายพันธุ์ IIIB 10. Vaccinia virus ที่มียีนของ envelope (gp 160) ใช้ฉีดครั้งแรกและฉีดกระตุ้นด้วยโปรตีน สังเคราะห์ ไวรัสสายพันธุ์ที่ใช้คือ IIIB
11. โปรตีน gp160 ผลิตโดยวิธีพันธุ- วิศวกรรม จากเซลล์ BHK-21ใช้ฉีดครั้งแรก และกระตุ้นด้วย โปรตีนสังเคราะห์ ส่วน V3 ใช้ ไวรัสสายพันธุ์ MN/BRU 12. Canarypox virus ที่มียีน gp 160 ของไวรัสสายพันธุ์ MN/BRU อยู่ ใช้ฉีดครั้ง แรกและกระตุ้น ด้วยโปรตีน gp 160 จากไวรัส สายพันธุ์ MN/BRU ที่ผลิตในเซลล์ BHK-21 13. เซลล์เม็ดเลือดขาวของอาสาสมัครที่ ติดเชื้อ vaccina virus ที่มียีน gp160 สายพันธุ์ IIIB อยู่ ใช้ ฉีดครั้งแรกและกระตุ้นด้วยแอนติเจนของ เอชไอวี (HIV-๑) 14. ไวรัสเอชไอวีที่ไม่มียีนส าหรับส่วน gp 120 ถูกท าให้หมดฤทธิ์ ด้วย B-propriolactone และ Co60 ใช้ไวรัสสายพันธุ์ H2-321 15. โปรตีนสังเคราะห์ส่วน V3 ของ gp120 ที่เป็นจ านวน ๘ โมเลกุล (octameric) โดยการ เชื่อมของ กรดอะมิโน lysine มีทั้งที่ใช้ไวรัสสาย พันธุ์ MN (monovalent) และแบบที่มีสายพันธุ์ อื่นๆ (multivalent) ผสมกัน ประเทศไทยได้รับคัดเลือกให้เป็น ๑ ใน ๔ ประเทศทั่วโลก ที่จะได้ทดลองวัคซีนป้องกัน เอชไอวี โดย การสนับสนุนขององค์การอนามัยโลก ขณะนี้วัคซีนที่ได้มาทดลองในคนไทย ได้แก่ วัคซีนของบริษัท UBI และ Genentech ซึ่งตรงกับชนิดของวัคซีนในข้อที่ ๗ และ ๑๕
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ 1. เพาะเชื้อโรค วิธีการเพาะเชื้อไวรัสนี้ เป็นวิธีการที่ยุ่งยากมาก มีห้องปฏิบัติการชันสูตรโรคน้อยแห่ง ที่ท าการเพาะ เชื้อโรคได้ เพราะจะต้องมีอุปกรณ์ครบครัน มีมาตรการในการรักษาความปลอดภัย นอกจากนั้นการเพาะเชื้อยัง สิ้นเปลือง ทั้งค่าใช้จ่าย และกินเวลา ต้องใช้นักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้ และประสบการณ์สูง จึงจะท าการแยก เชื้อได้ การเพาะเชื้อจะเพาะได้จากเม็ดเลือดขาว พลาสมา และอวัยวะที่ติดเชื้อ เช่น ต่อมน้ าเหลือง เป็นต้น การเพาะเชื้อมีประโยชน์อย่างไร 1. ประเมินว่า บุคคลที่ติดเชื้อ จะสามารถแพร่โรคได้มากน้อยเพียงใด 2. ประเมินผลการรักษาโรค 3. น าเชื้อที่เพาะได้ไปศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลง หรือความผันแปรในส่วนประกอบของไวรัส 4. เพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อ เช่น ใน กรณีทารก เป็นต้น 2. ตรวจหาหลักฐานการติดเชื้อโดย การตรวจหาแอนติ-เอชไอวีแอนติบอดี 2.1 การตรวจเบื้องต้น (Screening test) ได้มีการพัฒนาการตรวจเบื้องต้นขึ้นมาหลายวิธี โดยอาศัยหลักการของการทดสอบดังต่อไปนี้ คือ ELISA Test Gel particle agglutination Immunofluorescence Immunoprecipitation และยังมีวิธีการตรวจอื่นๆ ที่ก าลังจะน ามาใช้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะวิธีการตรวจที่ง่ายและรวดเร็ว (Rapid diagnostic test)
2.2 การตรวจเพื่อยืนยัน (Supplementary or Confirmetary tests) การตรวจเบื้องต้นนั้นจะมีความไวค่อนข้างสูง แต่ความจ าเพาะอาจจะไม่ถึงร้อยละ ๑๐๐ (เช่น ตรวจ พบว่าให้ผลบวก แต่จริงๆ แล้ว เป็นผลบวกลวงหรือตรวจแล้ว ให้ผลลบ แต่อันที่จริงแล้ว ควรจะเป็นบวก ซึ่งถือ ว่า ผลลบลวง) ดังนั้น จึงจ าเป็นจะต้องมีวิธีการตรวจยืนยัน การตรวจดังกล่าวมีหลายชนิด คือ - Western Blot method - Dot test - การตรวจหาส่วนประกอบบางส่วนของไวรัส หรือแอนติเจนหรือเอนไซม์ - การตรวจหา IgM และ IgG จ าเพาะ - ตรวจหา RNA หรือ cDNA โดยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส 2.3 การตรวจดูจ านวนเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน (ตรวจ T lymphocyte) คือ ตรวจเม็ดเลือดขาวชนิด T4 หรือ CD 4+ และ T8 หรือ CD 8+ 2.4 การตรวจทางผิวหนัง (Skin Test) เป็นการตรวจ เพื่อดูการตอบสนองของร่างกายทางด้านภูมิแพ้ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อม การ ตอบสนองจะต่ า หรือไม่มีเลยก็ได้ โดยใช้แอนติเจนต่างๆ เช่น แคนดิดา แอนติเจน ทอกซอยด์ป้องกัน บาดทะยัก ฯลฯ
รู้หรือไม่ ติดเชื้อ HIVไม่ใช่เอดส์ HIV คือ เชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ท าลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย เมื่อเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะยึดจับ และท าลายเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 เป็นสาเหตุที่ท าให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หากไม่รับการรักษา ระดับ CD4 ลด ต่ าลงเรื่อยๆ จะท าให้ป่วยเป็นเอดส์ได้ AIDS คือ คนที่ติดเชื้อ HIV ที่มีระดับเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ต่ ากว่า 200 ระบบภูมิคุ้มกันและเม็ด เลือดขาวถูกท าลายจนไม่สามารถต้านทานโรค ได้ หรือเรียกว่า “ภูมิคุ้มกันบกพร่อง” ร่างกายจึงมีโอกาสติดเชื้อ ต่างๆ ได้ง่าย ระยะแรก ร่างกายอยู่ในภาวะเริ่มติดเชื้อ ไม่ค่อยแสดงอาการมาก ระยะที่ 2 มีตุ่มขึ้นตามร่างกาย มีเชื้อราในปาก เป็นงูสวัด ระยะที่ 3 เป็นโรคเอดส์ มีการติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น เชื้อราขึ้นสมอง วัณโรค ระยะที่ 1 และ 2 ของการติดเชื้อ HIV ยังไม่ถือเป็นโรคเอดส์ ส่วนระยะที่ 3 ของการติดเชื้อ HIV เรียกว่าเป็นโรคเอดส์ หากรู้ตัวว่ามีเชื้อ HIV ให้รีบเข้ารับการรักษา และรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง เพราะ HIV สามารถ รักษา และห่างไกลจากโรคเอดส์ได้ ผู้ป่วยสามารถมีอายุยืนยาวเหมือนคนปกติทั่วไป คุณไม่สามารถติดเชื้อเอชไอวีได้จากพฤติกรรมเหล่านี้ - กอด การสัมผัส - รับประทานอาหาร่วมกัน - ไอ หรือจาม - แมลง หรือยุงกัด - การว่ายน้ าในสระว่ายน้ า เชื้อเอชไอวีติดต่อได้ 3 ช่องทาง คือ ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ ทางเลือด และจากแม่สู่ทารกในครรภ์ ผู้ป่วยเอชไอวี สามารถมีเพศสัมพันธ์และสร้างครอบครัวได้ แต่ต้องมีการป้องกัน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและ การรับเชื้ออื่นๆ ที่แฝงมาด้วย
ไขข้อข้องใจ แก้ความเชื่อผิดๆ ที่หลายคนอาจมีเกี่ยวกับโรคเอดส์ ติดเชื้อ HIV หมายความว่าเป็นโรค AIDS? HIV (Human Immunodeficiency Virus) ไม่ใช่เอดส์ แต่เป็นเชื้อไวรัสที่ท าลายระบบภูมิคุ้มกันของ ร่างกาย นั่นคือเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 หรือ T cells ซึ่งท าหน้าที่ในการต่อสู้เชื้อโรคต่างๆ หากเมื่อใดผู้ติดเชื้อ HIV มีอาการป่วยจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น ปอดอักเสบ PJP วัณโรค เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อคริปโต คอคคัส หรือถึงแม้ยังไม่มีอาการป่วยจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาส แต่เมื่อใดที่เชื้อไวรัส HIV ท าลายเซลล์ CD4 จน มีปริมาณไม่เพียงพอ (ต่ ากว่า 200 เซลล์/ลบ.มม.) ท าให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ก็จะเรียกว่าเข้าสู่ระยะโรค เอดส์ การใช้ชีวิตร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV เช่น กินข้าวร่วมกัน ดื่มน้ าร่วมกันสามารถท าให้ติดเชื้อ HIV ได้? การหายใจ จาม ไอ กอด จูบ จับมือ ใช้ช้อนเดียวกัน ดื่มน้ าจากหลอดเดียวกัน ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว/ผ้าเช็ดหน้า อุปกรณ์ออกก าลังกาย การสัมผัสพื้นผิวต่าง ๆ ร่วมกัน เช่นลูกบิดประตู ฝารองนั่งใน ห้องน้ า หรือการโดนยุงที่กัดผู้ติดเชื้อมากัดเราต่อ ไม่ได้ท าให้ติดเชื้อ HIV อย่างไรก็ตามยังมีเชื้อโรคอื่น ๆ ที่ ติดต่อโดยการกินอาหารโดยใช้ช้อนเดียวกันหรือดื่มน้ าโดยใช้หลอดเดียวกันได้ จึงไม่แนะน าให้ท า HIV เป็นไวรัสที่อยู่ในเลือดและสารคัดหลั่ง เช่น เลือด น้ าอสุจิ น้ าในช่องคลอด น้ านม เป็นต้น จึง สามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสัก เจาะหู/เจาะสะดือ และการติดเชื้อจากแม่ สู่ลูก (ขณะตั้งครรภ์ ระหว่างการคลอดและผ่านทางน้ านม) ดังนั้นผู้ที่ติดเชื้อ HIV และคนทั่วไป จึงสามารถอยู่ ร่วมกันได้ปกติ เพียงแต่หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ท าให้เกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
การจูบ การมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก และการใช้ sex toy สามารถถ่ายทอดเชื้อ HIV ได้? การจูบแบบเปิดปากอาจมีความเสี่ยงหากทั้งคู่มีบาดแผลในช่องปาก โดยที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเชื้อ HIV และการมีเพศสัมพันธ์ผ่านทางปาก (oral sex) ก็อาจมีความเสี่ยงในกรณีที่ฝ่ายชายมีการหลั่งน้ าอสุจิที่อาจมีเชื้อ HIV อยู่และเข้าไปในช่องปากของคู่นอนที่มีบาดแผลอยู่ในปาก อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของทั้งสองกรณีเป็น ความเสี่ยงที่ต่ ามาก ๆ ส่วนการใช้อุปกรณ์เสริมในการมีเพศสัมพันธ์ (sex toy) ร่วมกันกับผู้อื่น อาจมีความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV ในกรณีที่มีการใช้ต่อกันทันทีและอุปกรณ์นั้นปนเปื้อนสิ่งคัดหลั่งหรือเลือดที่มีเชื้อ HIV หรือใช้อุปกรณ์ ร่วมกันกับผู้ที่มีเชื้อ HIV มีเชื้อ HIV แล้วท าให้ตายเร็ว? ปัจจุบันการรักษา HIV มีประสิทธิภาพสูง ผลข้างเคียงน้อย รักษาแล้วได้ผลดี สามารถมีชีวิตได้เหมือน คนปกติถึงแม้ว่าจะอยู่ในระยะโรคเอดส์แล้ว แต่ถ้ามารักษาทัน และไม่ได้มีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสแทรกซ้อน รุนแรงก็สามารถรักษาให้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้ แม้ระดับ CD4 จะลดเหลือหนึ่งตัวหรือศูนย์ตัว ก็มี ผู้ป่วยที่รักษาแล้ว จ านวนเซลล์ CD4 สามารถกลับมาเป็นปกติและมีร่างกายที่แข็งแรงได้ จึงไม่ควรปล่อยให้ ตนเองเสียโอกาส หากมีโอกาสเสี่ยงที่ติดเชื้อ HIV ให้รีบมาตรวจรักษา และหากทราบว่าติดเชื้อ HIV แล้วให้แจ้ง ผลกับคู่นอน เพื่อที่จะได้เข้ารับการตรวจ และ/หรือรักษาให้ทันท่วงทีก่อนที่จะป่วยหนัก ตรวจไม่เจอหมายความว่าหายแล้ว? การตรวจไม่เจอเชื้อไวรัส HIV ในเลือด (Undetectable HIV viral load) ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเชื้อ แล้ว แต่หมายความว่ายาได้ไปฆ่าไวรัสจนเหลือน้อยมาก อย่างไรก็ตาม ยังมีไวรัสหลบซ่อนตัวอยู่ในที่ต่างๆ ทั่ว ร่างกาย เช่น ในสมอง ต่อมน้ าเหลือง หรือล าไส้ ดังนั้นหากคนไข้หยุดกินยาต้านไวรัส จ านวนเชื้อ HIV ก็จะ เพิ่มขึ้น ภูมิคุ้มกันจะตกลงและมีโอกาสป่วยได้อีก
ตรวจไม่เจอ=ไม่แพร่เชื้อ? ปัจจุบันมีคอนเซ็ปต์ U = U หรือ Undetectable = Untransmissible หมายความว่า ไม่เจอเชื้อ = ไม่แพร่เชื้อ หากผู้ติดเชื้อได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสและกินยาอย่างสม่ าเสมอเคร่งครัด จนมีปริมาณเชื้อ ไวรัส HIV ในเลือดที่ต่ ามาก (ต่ ากว่า 40 copies ต่อ มล.) หรือตรวจไม่พบเชื้อ (Undetectable) ติดต่อกันก็จะ ไม่สามารถแพร่เชื้อได้ (Untransmissible) ดังนั้นการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัยกับผู้ติดเชื้อ HIV ที่ กินยาต้านไวรัสจนตรวจไม่พบเชื้อแล้ว จึงมีความปลอดภัยจากการติดเชื้อ HIV อย่างไรก็ตามยังควรสวมใส่ ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคติดต่อทาง เพศสัมพันธ์อื่น ๆ หรือหากคู่นอนที่ติดเชื้อ HIV กินยาไม่สม่ าเสมอ แล้วเกิดเชื้อดื้อยา อาจท าให้ไวรัสเพิ่มจ านวนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว และสามารถแพร่เชื้อให้อีกฝ่ายได้ จึงควรมีการ ป้องกันโดยการสวมใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย และควรจ ากัดจ านวนคู่นอนด้วยเช่นเดียวกัน เราสามารถอยู่ร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ HIV หรือเป็นโรคเอดส์ได้ และขอให้ช่วยกันรณรงค์ให้ไม่เกิดการเลือก ปฏิบัติ ไม่ตีตรา และไม่รังเกียจผู้ที่ติดเชื้อ HIV ขอให้ทุกคนไม่ประมาท แนะน าให้ใช้ถุงยางอนามัยอย่าง สม่ าเสมอเพราะนอกจากสามารถป้องกัน HIV ได้แล้วยังป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้อีกด้วย ส าหรับผู้ที่มีความเสี่ยงหรือพฤติกรรมเสี่ยง หากสงสัยว่าตนเองอาจติดเชื้อ ให้รีบท าการตรวจเลือด เพื่อที่จะได้รีบเข้าสู่ระบบและรักษาแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่เกิดโรคแทรกซ้อน คงสุขภาพที่ดีเอาไว้ และป้องกันคนที่ ตนรักอีกด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ได้ผลในการป้องกันหรือรักษาการติดเชื้อ HIV และยังไม่มียาที่สามารถ รักษาให้หายขาดได้ ณ ขณะนี้ยังต้องใช้การรักษาในระยะยาว ดังนั้นหากติดเชื้อแล้วเชื้อไวรัสนี้จะอยู่กับผู้ป่วย ไปตลอด ต้องรักษาตัวให้ดี และกินยาอย่างสม่ าเสมอ ที่ส าคัญ ห้ามซื้อยารักษาโรคติดเชื้อ HIV รับประทานเอง ต้องพบและท าตามค าแนะน าของแพทย์อย่างเคร่งครัด อย่าใช้สมุนไพร อาหารเสริม หรือยาแผนใดที่ยังไม่ได้มี การศึกษาวิจัยตามหลักวิทยาศาสตร์ ว่ามีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อไวรัส HIV
ผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรดูแลตนเองอย่างไรไม่ให้ไปสู่ภาวะเอดส์ ? บอกคนรอบข้างว่าตนเองเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี แม้การเปิดเผยตนเองอาจท าให้ผู้ป่วยรู้สึกอึดอัดใจ แต่ การบอกให้ครอบครัว เพื่อน บุคคลใกล้ชิด หรือคู่นอนทราบว่าตนเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็เป็นสิ่งส าคัญ เพราะทั้ง ตนเองและคนรอบข้างจะได้เตรียมรับมือและปฏิบัติตัวตามข้อควรระวังหรือขั้นตอนต่าง ๆในการดูแลและอยู่ ร่วมกับผู้ติดเชื้อได้อย่างเหมาะสมปลอดภัย รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งให้เคร่งครัดตรงเวลา ผู้ป่วยควรเริ่มรับการรักษาทันทีเมื่อทราบผลว่าตนเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี และควรรับประทานยา อย่างเคร่งครัดตรงเวลาเสมอ เพราะยาอาจช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเชื้อเอชไอวี ป้องกันระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกาย และลดโอกาสการแพร่เชื้อเอชไอวีสู่ผู้อื่นได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์เพื่อติดตามผลการรักษา อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แพทย์ประเมินอาการและเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาได้ โดยแพทย์ อาจตรวจเลือดเพื่อติดตามจ านวนเชื้อเอชไอวีในร่างกาย สังเกตการตอบสนองต่อการรักษา และอาจรักษาภาวะติดเชื้อฉวยโอกาส ซึ่งเป็นภาวะติดเชื้อที่เกิดขึ้น บ่อย และรุนแรงในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีด้วย รับประทานอาหารที่สุก สะอาด เพราะการรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุก อาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิด ผลข้างเคียงและอาการต่าง ๆ ของโรคได้ ออกก าลังกายอย่างเหมาะสม นอกจากการออกก าลังกายจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง ส่งเสริม สุขภาพจิตและบุคลิกภาพที่ดีแล้ว ยังลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง ซึ่งพบได้มากขึ้น เมื่อติดเชื้อ HIV ด้วย ดูแลสุขภาพจิต เป็นเรื่องปกติที่ผู้ป่วยจะรู้สึกเครียด ซึมเศร้า และวิตกกังวลเป็นอย่างมากหลังจาก ทราบว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งผู้ป่วยอาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา รวมถึงเข้าร่วมกลุ่มพูดคุยให้ค าปรึกษาต่าง ๆ ในท้องถิ่นหรือตามสังคมออนไลน์ เพื่อรับค าแนะน าที่เป็น ประโยชน์ คลายความกังวล และเสริมสร้างก าลังใจจากผู้ที่เห็นอกเห็นใจหรือมีประสบการณ์เดียวกัน ซึ่งผู้ป่วย สามารถสอบถามข้อมูลด้านนี้เพิ่มเติมได้จากสถานพยาบาลผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วไป นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจดูแลสุขภาพจิตได้โดยการท าจิตใจให้สงบ เช่น การนั่งสมาธิ หรือท าสมาธิ จินตนาการถึงสิ่งที่ท าให้รู้สึกสงบ สบาย จนลืมเรื่องกังวลใจ เป็นต้น
เลิกบุหรี่ ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีมีแนวโน้มได้รับผลข้างเคียงต่าง ๆ จากการสูบบุหรี่มากกว่าคนทั่วไป อีก ทั้งบุหรี่ยังเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคร้ายแรงอื่น ๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคปอด และปอดติดเชื้อ เป็นต้น เลิกใช้ยาเสพติด การใช้ยาเสพติด เช่น โคเคน เฮโรอีน หรือยาบ้า อาจท าให้อาการต่าง ๆ ของผู้ป่วยแย่ ลงได้ และเพิ่มความเสี่ยงที่จะรับประทานยาไม่ตรงเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสพยา ด้วยการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่นอาจท าให้เสี่ยงติดเชื้อต่าง ๆ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ ที่อาจท าให้เชื้อ เอชไอวีในร่างกายเจริญเติบโตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น แต่หากเลิกเสพยาด้วยตนเองไม่ได้ ควรไปปรึกษาแพทย์ หรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบ าบัดรักษาและเลิกใช้ยา เสพติด ป้องกันตนเองจากการติดเชื้อซ้ า เชื้อเอชไอวีสามารถแพร่กระจายผ่านทางของเหลวต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น เลือด น้ าอสุจิ น้ าหล่อลื่น ของเหลวจากช่องทวารหนัก ของเหลวจากช่องคลอด และน้ านม เป็นต้น ดังนั้น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรใช้ถุงยางอนามัย ทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ แม้ว่าผู้ป่วยจะรับประทานยา ต้านเชื้อเอชไอวีอยู่เสมอ และคู่นอนจะติดเชื้อแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการดื้อยาจากการติดเชื้อซ้ า
ตั้งครรภ์หรือคลอดบุตรขณะติดเชื้อเอชไอวี ควรดูแลตนเองอย่างไร ? ในปัจจุบันมีวิธีป้องกันเชื้อเอชไอวีจากมารดาไม่ให้ส่งผ่านไปยังทารกในครรภ์ได้ ซึ่งสามารถลดความ เสี่ยงการติดเชื้อได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาขณะตั้งครรภ์ ทารกที่คลอดออกมา อาจมีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีได้ถึง 1 ใน 4 ราย ส่วนผู้ที่คลอดบุตรขณะติดเชื้อเอชไอวี อาจเสี่ยงส่งต่อเชื้อเอชไอวี ผ่านทางน้ านมไปสู่ทารกได้ได้เช่นกัน โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขประเทศไทยแนะน าให้ผู้ป่วยดูแลความปลอดภัยของตนเองและ ทารกในครรภ์ตามแนวทางป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก ดังต่อไปนี้ รับประทานยาต้านไวรัสอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เชื้อไวรัสเอชไอวีในร่างกายผู้เป็นแม่มีจ านวนน้อยที่สุด ติดตามการรักษา เพราะแพทย์อาจต้องตรวจนับจ านวนไวรัส และดูการตอบสนองต่อการรักษาของ ผู้ป่วย เพื่อปรับยาต้านไวรัสให้เหมาะสม รับค าแนะน าจากสูติแพทย์เกี่ยวกับวิธีการคลอด เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก เช่น ผ่าท้อง คลอดแทนการคลอดตามธรรมชาติ เพราะอาจลดความเสี่ยงการติดเชื้อเอชไอวีในทารกขณะคลอดได้ เป็นต้น งดให้นมลูก โดยให้ลูกบริโภคนมผงแทนนมแม่หลังคลอด และให้เด็กรับยาต้านเชื้อไวรัสจนกว่าจะ ยืนยันผลตรวจเลือดจากแพทย์ว่ามีการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่หรือไม่
จะป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ HIV ได้อย่างไร ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เมื่อมีเพศสัมพันธ์ ทั้งกับคู่นอนประจ าหรือแฟน และเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ มีความเสี่ยงต่อการเป็นติดเชื้อสูง ส าหรับฝ่ายหญิง มียาท าลายสเปิร์มชนิดหนึ่งที่ใช้ในการคุมก าเนิด ซึ่งสามารถ ท าลายเชื้อไวรัสเอชไอวีได้ด้วย ยานี้มักพบในโฟมฆ่าเชื้อสเปิร์ม (ซึ่งใช้ใส่ในช่องคลอดก่อนร่วมเพศ) โดยการใช้ ยานี้ไม่ได้ผล 100% แต่จะช่วยลดความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าใช้ควบคู่กับถุงยางอนามัย ยานี้มีชื่อว่า โน น็อก ซินอล (Nonoxynol Spermicide) ขณะนี้ในประเทศไทยยังไม่มีโฟมคุมก าเนิดที่มียานี้ แต่คาดว่าคงจะมี ในไม่ช้า หรือหากมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย อาจจะเลือกใช้เป็นยา PrEP เพื่อป้องกันเพิ่มเติม แยกของใช้ส่วนตัวออกจากผู้อื่น เช่น แปรงสีฟัน มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ เข็มฉีดยา ของใช้มีคมต่าง ๆ ควรใช้ของใครของมันไม่ควรใช้ร่วมกับใคร หากมีโอกาสได้ใช้บริการในสถานที่เสี่ยง เช่น ร้านฝังเข็ม ร้านสัก เจาะผิวหนังหรือหู ก็ควรเลือกและศึกษาข้อมูล ดูร้านที่มีความสะอาด ถูกสุขอนามัยและได้มาตรฐาน หากสวม ถุงยางอนามัยแล้วเกิดอุบัติเหตุแตกหรือรั่ว ควรรีบหยุดกิจกรรมทันทีและปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับยาป้องกัน ฉุกเฉิน PEP ที่ต้องทานหลังมีความเสี่ยง 72 ชั่วโมง วิธีตรวจเลือดที่เร็วที่สุดในปัจจุบันคือ การตรวจแบบ NAT ซึ่งสามารถรับการตรวจหลังเสี่ยงได้ตั้งแต่ 5-7 วันขึ้นไป
ยาเพร็พ PrEP ยาเพร็พ ต้านเชื้อเอชไอวี ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า PrEP ย่อมาจาก PreExposure Prophylaxis โดย เป็นทางเลือกใช้ป้องกันเชื้อเอชไอวีในกลุ่มผู้ที่ไม่มีเชื้อแต่มีความเสี่ยงสูง โดยต้องทานเป็นประจ าเพื่อลดความ เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เพร็พ PrEP คืออะไร เพร็พ PrEP หรือ Pre Exposure Prophylaxis คือ รูปแบบของการป้องกันเชื้อ HIV ประเภทหนึ่ง โดยเป็นการให้ยากับคนที่ยังไม่ได้ติดเชื้อหรือป่วยโรคนี้ เพียงแค่อาจมีความเสี่ยงการติดเชื้อในอนาคต ซึ่ง เพร็พ ทานวันละ 1 เม็ด ทานทุกวัน ใช้เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีส าหรับกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กลุ่ม ชายรักชาย สาวประเภทสอง หรือผู้ที่มีพฤติกรรมการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย คู่นอนมีเชื้อเอชไอวี เป็นต้น การทานยาเพร็พ PrEP มีทั้งหมดกี่วิธี การรับประทานยาเพร็พสามารถเลือกได้ทั้งหมด 2 วิธี ตามความเหมาะสมกับการด าเนินชีวิตของแต่ ละบุคคล คือ Daily ยาเพร็พรายวันที่ต้องทานต่อเนื่องในเวลาเดิมทุกวัน สามารถเริ่มทานครั้งแรกจ านวน 2 เม็ด ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ 2 – 24 ชั่วโมง จากนั้นต้องทานต่อเนื่องวันละ 1 เม็ด และต้องทานจนครบ 30 วัน On Demand ยาเพร็พเมื่อต้องการส าหรับผู้ที่มีการวางแผนทานตามความต้องการ เช่น ทานเฉพาะช่วงที่จะ มีเพศสัมพันธ์ จ านวน 2 เม็ด ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ 2 – 24 ชั่วโมง และต้องทานยาเพร็พจ านวน 1 เม็ด ถัดจากการมีเพศสัมสัมพันธ์ 1 วัน และสุดท้ายทานยาเพร็พอีก 1 เม็ด ถัดจากการมี เพศสัมสัมพันธ์ 2 วัน (ถัดจากกการกินเพร็พวันที่ 2 บวกอีก 24 ชั่วโมง)
ใครบ้างควรทานยาเพร็พ จริง ๆแล้ว เพร็พ ใครก็ทานได้ เพราะเหมาะส าหรับทุกคน แต่ว่าเราต้องพิจารณาก่อนว่า เรามีความ เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ 1. ชายรักชาย ที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อเอชไอวี จากาการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก 2. ชายรักชายที่มีการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย 3. ผู้ที่มีสามี ภรรยา แฟน หรือคู่นอนมีผลบวก หรือคู่นอนมีเชื้อเอชไอวี 4. ผู้เสพสารเสพติดโดยใช้เข็มฉีดยา เพร็พ PrEP ป้องกันHIVได้มากน้อยเพียงใด ถือว่าเพร็พที่ถูกคิดค้นขึ้นมานี้จะเป็นตัวช่วยส าหรับการป้องกันการติดเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายได้เกือบ 100% เต็ม แม้จะบอกว่าไม่ถึงกับ 100 ทว่าอย่างน้อยที่สุดตัวยาดังกล่าวก็ยังลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้สูง อยู่ดีเมื่อทานตรงเวลาเป็นประจ าทุกวัน อย่างไรก็ตาม PrEP นี้จะใช้ป้องกันเฉพาะเชื้อ HIVได้เพียงโรคเดียว เท่านั้น ไม่นับรวมกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ด้วยเหตุนี้การใช้ถุงยางอนามัยหรือห่วงอนามัยส าหรับคน ที่มีคู่นอนจ านวนมากก็ยังเป็นสิ่งส าคัญเสมอ ก่อนรับยาเพร็พ PrEP ต้องตรวจอะไรบ้าง? ก่อนการทานยาเพร็พ PrEP จะต้องมีการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ พร้อมกับตรวจเลือด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการติดเชื้อเอชไอวีมาก่อน รวมถึงการท างานของตับและไตต้องอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยจะต้อง ทานยาอย่างต่อเนื่องตามแพทย์แนะน า ซึ่งในระหว่างทานยาเพร็พผู้รับยาจะต้องปฏิบัติตามค าแนะน าของ แพทย์อย่างเคร่งครัด และมีวินัยในการติดตามผลเลือดเพื่อยืนยันว่าไม่มีการติดเชื้อเอชไอวี รวมถึงตรวจเช็คการ ท างานของตับและไตว่าปกติ
ใช้ยาเพร็พ PrEP ยังต้องสวมถุงยางอนามัยหรือไม่ ? การทานยาเพร็พเป็นหนึ่งในตัวเลือกของการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้จริง แต่ควรใช้ร่วมกับถุงยาง อนามัยด้วย ซึ่งวิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือการสวมใส่ถุงยางอนามัยควบคู่ไปกับการกินยา เพร็พจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆได้ เช่น หนองใน โรคซิฟิลิส โรค เริมอวัยวะเพศ เป็นต้น ผลข้างเคียงยาเพร็พ พบว่าบางคนที่กินยาเพร็พ คุณอาจมีอาการต่อไปนี้ - ปวดหัว - อาเจียน - เบื่ออาหาร อาการเหล่านี้ปกติจะหายไปในอาทิตย์แรก หากยังไม่หาย ควรแจ้งให้แพทย์ที่ดูแลทราบและให้ ค าปรึกษาต่อไป
สิ่งที่ควรจ าเกี่ยวกับ เพร็พ “เพร็พ คือ การกินยาล่วงหน้าก่อนการสัมผัสเชื้อ(รับเชื้อ) เพื่อให้ปริมาณยาเพียงพอในร่างกาย เพื่อ ป้องกันเอชไอวี” “เพร็พ เป็นทางเลือกในการป้องกันเอชไอวี โดยเราเป็นผู้ก าหนดเอง” “เพร็พ ต้องใช้วิธีการป้องกันอื่นควบคู่ไปด้วย ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มี Sex” “เพร็พ ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้ เช่น ซิฟิลิส หนองใน” “ควรกินยาติดต่อกันทุกวันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ขึ้นไปเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีระดับยาเพียงพอในร่างกาย” “เพร็พ ต้องมารับการตรวจเลือดเอชไอวีและตรวจติดตามอื่นๆ เป็นประจ า ไม่ใช่รับยาไปครั้งเดียว”
สิทธิมนุษยชนของผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ สิทธิมนุษยชนของผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ 1.สิทธิในความเป็นส่วนตัว (The Right to Privacy) มนุษย์ทุกคนย่อมมีสิทธิในการดา เนินชีวิตของตนเองโดยปราศจากการสอดแทรกหรือขัดขวางจากสิ่ง หนึ่งสิ่งใด ต้องไม่บังคับให้บุคคลเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการติดเชื้อโรคเอดส์ ต้องไม่บังคับการตรวจรับการตรวจเฉพาะหรือการตรวจแอบแฝงใดๆ ที่จะบ่งชี้ถึงภาวะของการ ติดเชื้อโรคเอดส์ห้ามระบุหรือเปิดเผยชื่อบุคคลพร้อมกับสถานภาพของการติดเชื้อโรคเอดส์ต่อบุคคลที่ สามหรือแม้แต่การสอบถามเป็นการส่วนตัวรวมทั้งการเปิดเผยต่อสาธารณะทางสื่อมวลชน ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของบุคคลทุกอย่างต้องถือว่า เป็นเรื่องส่วนตัว และเป็นความลับการเปิดเผย ข้อมูล จะต้องได้รับความยินยอม โดยความสมัครใจของบุคคลนั้น หลังจากที่บุคคลนั้น ได้รับรู้รับบาท 2.ความปลอดภัยสิทธิการย้ายถิ่นฐาน(Right to Liberty and Security / Freedom of Movement) สิทธิในการไปไหนมาไหนและความปลอดภัยสิทธิในการย้ายถิ่นฐาน รวมถึงสิทธิในการต่อต้าน มาตรการ การแบ่งแยกการกักกัน หรือการโดดเดี่ยวมีสิทธิในการต่อต้านการสอดส่องจับกุมหน่วงเหนี่ยวผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยโรคเอดส์นอกจากนี้บุคคลมีสิทธิในการต่อต้านกักกัดการย้ายถิ่นฐานภายในประเทศและต่างประเทศ ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพหรือสงสัยใสถานภาพของการติดเชื้อเอดส์หรือเพราะเป็นผู้ที่มีความ เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเอดส์ควรมีกฎหมายในการประกันและปกป้องผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์จาก การถูกละเมิดสิทธิเหล่านี้ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ 3. ความเป็นอิสระจากการปฏิบัติหรือการลงโทษอย่างไร้มนุษยธรรม และต่ าทราม (Freedom from Inhuman and Degrading Treatment of Punishment) มาตรการทุกอย่างในการป้องกัน และควบคุมโรคเอดส์ต้องไม่เป็นการปฏิบัติหรือการลงโทษอย่างไร้ มนุษย์ธรรมและต่ าทราม นอกจากนี้รัฐต้องถือเป็นพันธะในการปกป้องผู้ติเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์จากการถูกสบ ประมาท หรือดูถูกเหยียดหยามในเกียรติศักดิ์ความเป็นมนุษย์รัฐต้องไม่ริเริ่มและไม่สนับสนุนในการออก
กฎหมายใดๆ ที่ละเลยหรือละเว้นสิทธิอันนี้รัฐต้องเอาผิดกับผู้ที่ละเมิดสิทธิของผู้ติดเชื่อและผู้ป่วยโรคเอดส์หาก รัฐเพกิเฉยก็เท่ากับยินยอมให้เกิดการเยาะเย้ยการประจาน การโดดเดี่ยวการแบ่งแยกต่อผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยโรคเอดส์รวมทั้งผู้ที่ต้องสงสัยว่า ติดโรคเอดส์และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคเอดส์ 4. สิทธิในการท างาน (Right to Work) ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ยังสามารถท างานได้มีสิทธิในการท างาน รวมถึงสิทธิของความเท่าเทียม กันในโอกาส ของการจ้างงาน ความมั่นคงในต าแหน่งหน้าที่การใช้สั่งของสาธารณะในที่ท างานร่วมกันการ สนับสนุนในหน้าที่การงาน ตลอดจนสิทธิในการจัดตั้งหรือเข้าร่วมสหภาพ หรือองค์กรผู้ใช้แรงงาน และต้องไม่ ถูกกีดกันหรือแบ่งแยกด้วยวิธีการหรือรูปแบบใดๆ ในที่ท างาน 5. สิทธิในการศึกษา (Right to Education) ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์มีโอกาสที่จะเข้าถึงและได้รับประโยชน์จากการจัดการด้านการศึกษา รวมทั้งสิ่งอ านวยความสะดวกในการศึกษา ทั้งสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชน ตลอดจนมีสิทธิที่จะได้รับ การศึกษานอกสถานศึกษาและการศึกษาต่อเนื่องผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ผู้ที่ต้องสงสัยจะติดเชื้อโรคเอดส์ หรือกลุ่มเสี่ยงต่อโรคเอดส์มีสิทธิในการศึกษาโดยไม่ถูกปฏิเสธ หรือริบรอนสิทธิหรือตั้งข้อหาจากใดๆทั้งสินใน สถาบันการศึกษาทุกแห่งผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์จะต้องได้รับการปฏิบัติด้วยกฎและระเบียบ เดียวกับผู้อื่นโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ 6. สิทธิด้านสวัสดิการ และการให้บริการทางสังคม (Right toSocial Security and Services) ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ต้องได้รับการประกันว่า จะได้รับการบริการสาธารณะรวมทั้งการบริการ ทางสาธารณะรวมทั้งการบริการทางสาธารณสุขและการแพทย์ออย่างเท่าเทียมกับผู้อื่น โดยไม่ถูกปฏิเสธ หรือ ลิดรอนหรือตั้งข้อหาด้วยเช่นกัน เสียแต่จะมีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันด้วยความเป็นเหตุเป็นผลและเป็น วิทยาศาสตร์ 7. สิทธิในการได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน (Right to Equal Protection of the Law) รัฐจะต้องจักให้มีมาตรการและโครงสร้างในการบริหารจัดการเอื้ออ านวยให้ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรค เอดส์ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน รวมทั้งปกป้องมิให้เกิดการกีดกันผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรค เอดส์รัฐต้องออกกฎหมายป้องปราม และปราบปรามการปฏิบัติใดๆ โดยหน่วยงานของรัฐแลหน่วยงานเอกชน อันเป็นการกีดกันต่อผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์
8. สิทธิในการสมรส และการมีครอบครัว (Right to Marriage and Family Life) หญิงและชายผู้ที่มีอายุถึงข้อก าหนดตามกฎหมายมีสิทธิที่จะสมรสและมีครอบครัวแม้ว่าผู้นั้น จะเป็นผู้ ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์รวมทั้งมีสิทธิในการเสริมสร้างและมีสัมพันธภาพต่อกันและกัน มีสิทธิในการสืบ สายโลหิต และได้รับการยอมรับและเคารพในพฤติกรรมส่วนบุคคล 9. สิทธิการรับการรักษาและดูแล(Right to Treatment and Care) ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ทุกคน มีสิทธิจะได้รับการดูแลรักษาทางการแพทย์ด้วยมาตรฐานที่ดีและ เหมาะสม รวมทั้งการให้บริการปรึกษาและการสนับสนุนอื่นโดยปราศจากการกีดกันไม่ใช้เงื่อนไขทางการเงิน ของบุคคลเป็นตัวบ่งชี้หรือบ่งถึงมาตรฐานการให้บริการประชาชนต้องได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับธรรมชาติวิ ยาของโรคเอดส์และการแพร่กระจายของโรคเอดส์โดยรัฐเป็นผู้ให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อชัดเจน ทันสมัยข้อมูล ข่าวสารที่น า เสนอต้องไม่เป็นเรื่องท าให้เกิดความหวั่นไหว หรือเกิดความตื่นตระหนกทางศีลธรรมและ ขนบธรรมเนียมของสังคม 10. สิทธิในการก าหนดชีวิตของตนเองของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ (Right to Self-Determination of Affected Groups) รัฐต้องสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้เสียเปรียบทางสังคมและผู้ที่ถูกสังคมตราหน้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้ติด และผู้ป่วยโรคเอดส์กลุ่มผู้หญิง กลุ่มโสเภณีกลุ่มผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีด กลุ่มชายรักร่วมเพศ รัฐต้องส่งเสริมให้ กลุ่มจัดตั้งเหล่านี้มีศักยภาพในการตัดสินใจและก าหนดชีวิติของตนเองในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยความ สมัครใจด ารงชีวิติอย่างมีเกียรติศักดิ์ของความเป็นมนุษย์ รัฐต้องเสริมสร้างและกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศของความสมานฉันท์ในสังคม ให้โอกาสผู้ติดเชื้อและ ผู้ป่วยโรคเอดส์มีส่วนร่วมและตัดสินใจในการก าหนดชีวิตองตนเองไม่ว่า จะเป็นเรื่องทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม หรือสังคม
เมื่อทุกคนเรียนรู้ และท าความรู้จัก รู้ความเป็นมาของโรคนี้กันแล้วว่ามันไม่ได้มีอะไรน่ากลัวอย่างที่ทุก คนเคยได้ยินกันมา ถ้าเราสังเกตผู้คนที่ป่วยเป็นโรคนี้ เขาจะระมัดระวัง ดูแลสุขภาพตัวเองดีมากๆ แถมยังบอก ได้เลยว่า พวกเราดูไม่ออกเลยว่าใครเป็นไม่เป็นบาง บางครั้งคนรอบๆข้างตัวคุณ คนที่คุณพบเจออาจจะเป็น หนึ่งในนั้นที่เขาป่วยเป็นโรคนี้อยู่แค่เขาไม่กล้าบอกใคร ถามว่าท าไมถึงไม่กล้า เพราะ เขากลัวโดนคนรอบข้างรัง เกลียด จนเขาเหล่านั้นไม่มีที่ยืน จนท าให้จิตตก อาจจะถึงขั้นตัดสิ้นใจคิดสั้นปิดชีวิตตนเอง เพื่อหนีปัญหานั้นก็ เป็นไปได้และยิ่งสมัยนี้ฉันคิดว่าไม่ควรมีใครโดยกระท าแบบนี้เช่นกันไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะป่วย หรือ ไม่ป่วย เช่นกัน เพราะเขาเหล่านั้นก็เป็นมนุษย์ มีชีวิต จิตใจ ความรู้สึกเช่นเดียวกับคุณ ถ้าคุณลองโดนแบบที่พวกเขา เหล่านั้นโดนกระท าบ้างคุณเองอาจจะรู้สึกเช่นเดียวกับพวกเขาเหล่านั้น หรือถ้าพูดง่ายๆภาษาบ้านคือ “เอาใจ เขา มาใส่ใจเรา” เราลองมาฟังประสบการณ์จากคนๆหนึ่งที่เขาเป็นผู้ป่วย H.I.V. ว่าเขาตั้งแต่รู้ผลเลือดกันว่าเขา ต้องเจอปัญหาอย่างไง แล้วเขาต้องรับมือ ปรับการใช้ชีวิตขาหลังจากนั้นอย่างไงบ้าง เมื่อช่วงปี พ.ศ.2554 คุณนุ (นามสมมุติ) ได้เกิดการป่วย เช่น ตัวร้อน มีไข้ นานๆติดต่อกัน 2-3เดือน พอหาย แล้วก็กลับมาเป็นอีก ท าให้คุณนุต้องเข้า ออกโรงพยาบาลทุกเดือนเป็นระยะเวลาเกือบปี และมีอาการ น้ าหนังลด ผอมลงอย่างเห็นได้ชัด และ มีผิวหมองคล้ าอย่างชัดเจน ทางโรงพยาบาลจึงตัดสินใจขอท าการตรวจ เลือด ทางคุณนุจึงตัดสิ้นใจท าการตรวจเลือด และอีกไม่นานในวันเดียวกัน หลังจากตรวจเลือดผ่านไป 2-3 ชั่วโมง ผลเลือดของคุณนุก็ออกมา และทางโรงพยาบาลได้แจ้งคุณนุว่าผลเลือดของคุณนุ “เป็นบวก” เท่ากับว่า คุณนุกลายมาเป็นผู้ป่วยโรค H.I.V. ทางโรงพยาบาลจึงเรียกคุณนุเข้าไปคุยเป็นการส่วนตัว และบอกผลเลือด และให้ค าแนะน า แต่ทางคุณนุที่รู้ผลนั้นเขาเล่าให้ฟังว่า พอเขาทราบผลเลือดของเขาแล้ว เขารู้สึกว่า เหมือน เขาไม่ได้ยินอะไรต่อจากนั้น เหมือนโลกที่ก าลังหมุนอยู่นั้นได้หยุดไปทันที ทุกอย่างเหมือนไม่มีอะไรขยับ เขาได้ แต่คิดว่าเขาจะท าอย่างไงต่อไปดี เขาจะใช้ชีวิตอย่างไงต่อไป ถ้าเรื่องนี้คนรอบข้างรู้เรื่องเขาจะมีที่อยู่ในสังคมนี้ อีกไหม เขามีค าถามมากมายที่พุ่งมาในหัวเขาตอนนั้น แต่เมื่อทางโรงพยาบาลถามว่าคุณนุจะแจ้งให้ใครทราบ ไหม ทางคุณนุก็ก าลังคิด พยาบาลของโรงพยาบาลนั้นได้ให้ค าแนะน าว่า แจ้งให้ทางบ้านทราบด้วยดีไหม ทาง คุณนุเลยตกลงที่จะแจ้ง แล้วทางพยาบาลก็บอกว่าจะให้ทางโรงพยาบาลแจ้งให้ หรือทางคุณนุจะแจ้งเองดีกว่า ทางโรงพยาบาลแนะน าว่า ให้ทางโรงพยาบาลแจ้งดีกว่า แต่คุณนุก็บอกว่า ผมขอแจ้งเองดีกว่าครับ ท าให้คุณนุ จึงท าใจสักพักแล้วโทรไปคุยกับคุณแม่ ตอนแรกคุณนุกลัวมาก ไม่กล้าที่จะบอกไป แต่คุณนุก็คิดได้ว่า บอกท่าน ไปดีกว่า ดีกว่าให้ท่านรู้จากคนอื่น หรือ รู้เอง คุณนุจึงบอกท่านไป แต่เมื่อคุณแม่คุณนุทราบ ท่านก็ไม่ได้ดุ ไม่ได้ ด่าว่าคุณนุ ท่านได้แต่ให้ก าลังใจ แล้วก็บอกคุณนุว่า “ไม่เป็นไรนะ อย่างไงก็ยังเป็นลูกแม่อยู่ แม่รักลูกแม่คนนี้ เหมือนเดิม เราจะเดินไปพร้อมๆกันนะลูก สู้ๆ” ค าพูดของคุณแม่ ท าให้คุณนุดีใจ และร้องไห้ออกมา เพราะคุณ นุคิดว่าคุณแม่จะยอมรับไม่ได้ และจะรังเกลียดคุณนุ แต่เปล่าเลย คุณแม่รับได้ และไม่ได้รังเกลียด แถมยังคอย ให้ก าลังใจคุณนุอยู่ข้างๆ คุณนุบอกว่า เขาถือว่าโชคดีมากที่อย่างน้อยๆยังมีคุณแม่ที่เข้าใจ เป็นก าลังใจ และ คอยอยู่ข้างๆเขาแบบนี้อยู่ ท าให้คุณนุมีก าลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป คุณนุจึงเริ่มท าการักษาตัวเองทันที และจาก วันนั้นเวลาคุณนุไปโรงพยาบาลก็จะมีคุณแม่ไปด้วยเสมอๆ และผลการรักษาก็ดีขึ้นตามล าดับจนกลับมาแข็งแรง
เหมือนคนปกติ โดยมีคุณแม่ดูแลเรื่องการทานยา และอาหาร แถมยังคอยให้ก าลังใจอยู่ข้างๆทุกวัน ท าให้คุณนุ ไม่ได้กังวลใจเรื่องต่างๆเลย คุณนุก็ยังใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ เพียงแค่ ดูแลสุขภาพมากขึ้นเท่านั้นเอง คุณนุถือว่า โชคดีมากๆที่ยังมีคนรอบข้าง คนสนิทที่เข้าใจคุณนุแต่คุณนุก็ยังกังวลเรื่องการท างานอยู่ เพราะคุณนุกลัวว่าถ้า คนที่ท าใช้ด้วยรู้เรื่องนี้แล้วเขาจะรังเกียด และ ให้คุณนุออกจากงานไป จึงท าให้คุณนุยังไม่กล้าที่จะบอกใคร นอกจากคุณแม่ของเขาเอง แต่นั้นก็ไม่ใช่ปัญหาที่คุณนุกังวลใจ เพราะคุณนุได้ทีคุณแม่ที่เข้าใจ และ คอยอยู่ข้าง ให้ก าลังใจคุณนุตลอดเวลา แต่เวลาทีคุณนุได้ยินคนอื่นพูดถึงโรคนี้ด้วยความรังเกลียด คุณนุมักจะรู้สึกเสียใจ น้อยใจ และอยากให้คนอื่นๆเข้าใจสิ่งที่เขาเป็นบ้างแต่คุณนุก็ท าได้แค่เงียบ และเก็บความรู้สึกต่างๆนั้นไว้ในส่วน ลึกของหัวใจ แต่ก็ต้องบอกว่าคุณนุยังโชคดีกว่าใครหลายๆคน เพราะคุณนุยังมีคนที่เข้าใจ เป็นก าลังใจ และ ค่อยอยู่ข้างๆคุณนุแบบนี้และต้องบอกว่าการใช้ชีวิตของคุณนุนั้นเปลี่ยนไปมากกว่าปกติอย่างชัดเจน คือ คุณนุ จะเป็นคนที่ดูแลสุขภาพตัวเองดีมากกว่าคนปกติ จนกลายเป็นคนส าอาง ไม่ว่าจะเรื่องออกก าลังกาย รับประทานอาหาร พักผ่อน นอกจากทางสุขภาพร่างกายแล้ว สุขภาพจิตใจของคุณนุเอง เขาก็ดูแล จัดการ อารมณ์ สติ สมาธิ ได้ดีมากๆ ดีกว่าคนปกติอย่างพวกเราเสียอีก ผมเลยลองถามคุณนุว่า “คุณนุจัดการกับ สุขภาพจิตใจ และ อารมณ์อย่างไงท าไมถึงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากกว่าคนปกติ” ค าตอบของคุณนุที่ตอบค าถามผม กลับมา มันท าให้ผมตกใจ และเข้าใจสิ่งที่คุณนุท าเลย “ก็แค่ท าวันนี้ให้ดีที่สุด อะไรที่ผ่านมาแล้ว มันแก้ไขไม่ได้ ก็อย่าเอามาคิด อะไรที่ท าให้เราทุกข์ก็อย่าเอามาใส่ใจ เก็บมาคิด หรือง่ายๆก็แค่ ชั่งมันไป” มันเป็นสิ่งที่เข้าใจ กันง่ายๆ แต่ว่ามันท าได้ยากมากที่เราจะปล่อยเรื่องต่างๆผ่านไปในแต่ละวัน แต่ว่าคุณนุเขาสามารถท าได้นั้นก็ เป็นข้อพิสูจน์ได้แล้วว่าคุณนุเขามีสุขภาพจิตและการจัดการอารมณ์ต่างๆได้ดี แต่เคสของคุณนุก็เป็นมุมมองที่ว่า คนข้างๆใกล้ตัวเข้าใจ และ ยอมรับในสิ่งที่คุณนุเป็นได้ แต่มันก็ไม่ได้เป็นแบบนี้กับทุกเคสเสมอไป ในทาง กลับกัน มีบางเคสที่คนรอบข้างพอรู้แล้วก็ตีตัวอกห่าง ท าให้เขารู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีใครเข้าใจ และไม่ ถูกยอมรับจากคนรอบข้างซึ่งมันจะน่าสงสรมากขึ้นไหนที่เขาถูกรังเกลียดจากสังคม คนรอบข้าง การอยู่คนเดียว โดยไม่มีคนรอยข้างคอยให้ก าลังใจ ปลอบโยน มันเป็นสิ่งที่น่ากลัวส าหรับพวกเราเหล่านั้นมาก เพราะเวลาเขา เจออะไรแย่ๆเขาก็ไม่รู้จะหันหน้าไปปรึกษา ขอความช่วยเหลือจากใคร ขนานพวกเราที่เป็นปกติ เวลาเจอ ปัญหาแล้วไม่มีคนช่วยเหลือ หรือ เวลาเราอยากปรึกษา ระบายความในใจแล้วไม่มีใครสนใจหรือเห็น ความส าคัญพวกเรายังน้อยใจเลย แล้วลองเป็นพวกเขาเหล่านั้นบาง พวกเขาคงจะรู้สึกมากกว่าเรา จนน่า สงสาร และไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ไม่ว่าจะกับใครก็ตามเพราะถ้าพวกเขากล้าที่พูด พวกเขาคงพูดว่า “มันไม่ มีใครอยากเป็นแบนี้หรอก ถ้าย้อนเวลากลับได้ พวกเขาจะกลับไปแก้ไขให้มันดีกว่านี้ และจะไม่กล้ามาท าผิด แบบนี้อีกแน่นอน” แต่ความเป็นจริงแล้ว มันไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้อีก นอกจากเราจะท า วันนี้ให้ดีที่สุดและไม่กลับไปท าผิดพลาดแบบเดิมอีก แต่มันจะดีกว่าไหม ถ้าเราลองเปิดใจให้พวกเขาที่เป็นผู้ป่วยเหล่านั้น เรียนรู้ ป้องกัน เข้าใจซึ่งกันและ กัน ช่วงแรกๆมันอาจจะใช้ชีวิตล าบากในการปรับตัว แต่ถ้าเราปรับตัวได้สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นต่อไปมันจะสวยงามได้ และจะไม่มีใครถูกมองข้าม ถูกท าเป็นไม่มีตัวตน ไม่ถูกรังเกลียดแบบนี้ ถ้าเราเรียนรู้ และ เข้าใจซึ่งกันและกัน
เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นมันจะส่งผลดีทั้งกับตัวคุณ และ ผู้ป่วยเหล่านั้นไม่มากก็น้อย แถมอาจจะได้คนเก่งๆมาช่วย พัฒนาสังคมของเรามากขึ้นไปอีกด้วย และแน่นอนสังคมและประเทศเราจะดีขึ้นไปกว่าเดิม พร้อมกับจะไม่มี ใครถูกท าร้ายทางร่างกาย จิตใจ และจะเป็นโลกที่สวยงามเดิมดังเก่าก่อน พวกเราเหล่านั้นยังคงรอที่จะได้รับโอกาสจากพวกเราเสมอ พวกเขาขอเพียงแค่เราเปิดใจ และให้ โอกาสพวกเขาเท่านั้น พวกเขาเหล่านั้นพร้อมที่จะปรับตัว แก้ไขในสิ่งที่พวกเขาผิดพลาดไป เพียงแค่พวกเรา เปิดใจ ให้โอกาสพวกเขาเท่านั้นเอง จริงอยู่ที่ช่วงแรกพวกเราอาจจะยังคงมีภาพจ าแบบที่พวกเราเคยได้รับมา แต่ถ้าลองให้เวลาพิสูจน์เราจะลืมภาพจ าที่เราเคยได้รับมาว่า นั้นแค่เป็นมุมๆหนึ่งที่สังคมเมื่อก่อนน าเสนอเท่า นั้นเอง เพราะถ้าเรามองในมุมกว้างๆเราจะให้ในอีกหลายๆมุมในเรื่องนี้ แล้วเราจะเข้าใจ และ ยอมรับในสิ่งที่ พวกเราเป็นได้ แล้วจะปรับตัวให้เข้ากับพวกเขาเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น แต่มันก็ขึ้นอยู่ที่ใจของคุณเองด้วยเช่นกันว่า จะยอมรับ และ เปิดใจให้พวกเขาเหล่านั้นหรือไม่ เพราะถ้าคุณยังปิดใจอยู่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี ทุกอย่างมัน เริ่มต้นง่ายๆที่ตัวของคุณเองเท่านั้น “เพราะไม่มีใครอยากเป็นแบบนี้ ไม่มีใครอยากโดนรังเกลียด ถ้าย้อนเวลา กลับไปได้พวกเราจะกลับไปแก้ไข และจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแน่นอน แต่เพราะมันกลับไปไม่ได้ เราเลย ท าได้แค่ยอมรับ และไม่กลับไปท าผิดพลาดเช่นเดิมอีก” .......ให้โอกาสพวกเรา เปิดใจให้พวกเรา แล้วจะพบมิตรภาพ และ ความจริงใจจากพวกเรา....... “เพราะถ้าย้อนเวลากลับไปได้….เราจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนี้แน่นอน” . . . ขอบคุณทุกคน