7หน่วยท่ี
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู สาหรับการวิจยั เชิงคณุ ภาพ
รองศาสตราจารย์ ดร.จุมพล หนมิ พานิช
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวลญั ซ์ โรจนพล
ช่อื รองศาสตราจารย์ ดร.จมุ พล หนมิ พานิช
วฒุ ิ ค.บ., สค.ม. (สังคมวทิ ยา), ร.ม. (การปกครอง)
ร.ด. จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย
ตาแหน่ง รองศาสตราจารย์ประจาสาขาวิชารฐั ศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช
หน่วยทปี่ รบั ปรุง หน่วยที่ 7
ชือ่ ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวลัญช์ โรจนพล
วุฒิ ร.บ. (เกยี รตนิ ยิ มอันดับ 1 เหรยี ญทอง)
ร.ด. จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
ตาแหน่ง ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ประจาสาขาวิชารฐั ศาสตร์
มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช
หน่วยท่ีปรับปรุง หน่วยท่ี 7
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
หนว่ ยที่ 7 การวเิ คราะหข์ อ้ มูลสาหรับการวจิ ยั เชิงคณุ ภาพในทางรัฐศาสตร์
ตอนท่ี
7.1 ลกั ษณะและกระบวนการในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคณุ ภาพในทางรฐั ศาสตร์
7.1.1 ลกั ษณะของการวเิ คราะห์ขอ้ มูลการวิจัยเชงิ คณุ ภาพในทางรัฐศาสตร์
7.1.2 กระบวนการวเิ คราะหข์ ้อมูลการวจิ ยั เชงิ คุณภาพในทางรัฐศาสตร์
7.2 หนว่ ยและระดับในการวิเคราะห์ขอ้ มูลการวิจยั เชิงคณุ ภาพในทางรฐั ศาสตร์
7.2.1 หน่วยในการวิเคราะห์ขอ้ มลู การวจิ ัยเชงิ คณุ ภาพในทางรัฐศาสตร์
7.2.2 ระดับในการวเิ คราะห์ขอ้ มูลการวจิ ยั เชิงคณุ ภาพในทางรัฐศาสตร์
7.3 วธิ กี ารวเิ คราะหข์ ้อมูลการวจิ ยั เชิงคณุ ภาพในทางรฐั ศาสตร์
7.3.1 วิธกี ารวเิ คราะหข์ ้อมูลการวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพเชิงพรรณนา
7.3.2 วธิ ีการวเิ คราะหข์ ้อมลู การวจิ ัยเชิงคณุ ภาพเชงิ การวเิ คราะห์เนือ้ หา
7.3.3 วธิ กี ารวิเคราะห์ข้อมูลการวิจยั เชงิ คณุ ภาพเชิงอุปนัย
7.4 ปัญหาอปุ สรรค และตัวอย่างการวิเคราะหข์ อ้ มูลการวจิ ยั เชิงคณุ ภาพในทางรัฐศาสตร์
7.4.1 ปญั หาอุปสรรคในการวเิ คราะห์ขอ้ มูลเชงิ คุณภาพในทางรฐั ศาสตร์
7.4.2 ตวั อยา่ งการวิเคราะห์ขอ้ มลู การวิจยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์
แนวคดิ
1. ลักษณะการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ เป็นการจาแนกหมวดหมู่
ของข้อมูลให้เป็นระบบ ข้อมูลท่ีนามาวิเคราะห์เป็นข้อมูลที่มีลักษณะเป็นข้อความหรือเป็น
การพรรณนาท่ีบรรยายให้เห็นสภาพของปรากฏการณ์ทางการเมืองท่ีมีกรอบแนวคิด ทฤษฎี
อยู่เบ้ืองหลัง เป็นต้น กระบวนการการวิเคราะห์ข้อมูลเร่ิมจากการจัดกระทาข้อมูล การ
ตรวจสอบข้อมูล การจัดเตรียมขอ้ มูล การใช้กรอบการวิเคราะห์ขอ้ มูลเชิงคุณภาพ และการ
วิเคราะห์ข้อมลู
2. หน่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ คือ สิ่งท่ีผู้วิจัยศึกษา
ผู้วิจัยศึกษาอะไรก็วิเคราะห์สิ่งนั้น หน่วยในการวิเคราะห์ อาจเป็นระบบการเมือง รัฐบาล
พรรคการเมือง ผู้นาประเทศ เป็นต้น ระดับในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพมีทั้ง
ระดับใหญ่และระดับเล็ก ระดับใหญ่ เช่น ประเทศ รัฐบาล ระบบการเมือง เป็นต้น ระดับ
เลก็ คอื ปจั เจกบุคคล เช่น ผู้นาประเทศ หวั หนา้ พรรคการเมือง เปน็ ต้น
3. วธิ ีท่ีสาคัญในการวเิ คราะห์ข้อมลู การวิจัยเชงิ คุณภาพในทางรัฐศาสตร์มีอยู่หลายวิธี เช่น วิธี
วิเคราะห์เชงิ พรรณนา วธิ วี ิเคราะหเ์ ชิงเนื้อหา และวธิ วี ิเคราะห์เชิงอปุ นยั เปน็ ตน้
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
3
4. ปัญหาอุปสรรคของการวเิ คราะห์ข้อมูลเชงิ คุณภาพมีอยหู่ ลายประการ อาทิ ปัญหาความลุ่ม
ลึกของนักวิจัยในทางทฤษฎีและระเบียบวิธีวิจัย ปัญหาการวิเคราะห์ข้อมูลเก่ียวกับการ
สร้างข้อสรุป ซ่ึงจะมีลักษณะเป็นข้อสรุปเฉพาะกรณี ปัญหาทรรศนะของคนในหรือคนที่
เก่ียวข้องกับปรากฏการณ์ทางการเมืองนั้นโดยตรง เป็นต้น สาหรับตัวอย่างการวิเคราะห์
ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ ได้นามาจากวิทยานิพนธ์ของ ชุติมา สุมน เรื่อง
“กลุ่มพลัง-ประชาธิปไตยในประชาสังคม: บทบาทในการผลักดันนโยบายปฏิรูปการเมือง
พ.ศ. 2536 - 2538”
วัตถปุ ระสงค์
เมอ่ื ศึกษาหน่วยท่ี 7 จบแล้ว นกั ศกึ ษาสามารถ
1. อธบิ ายลักษณะและกระบวนการวิเคราะห์ข้อมลู การวิจยั เชิงคุณภาพในทางรฐั ศาสตร์ได้
2. อธิบายหน่วยและระดบั ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู การวจิ ัยเชงิ คุณภาพในทางรัฐศาสตร์ได้
3. อธิบายวธิ กี ารวิเคราะหข์ อ้ มลู การวจิ ัยเชิงคณุ ภาพในทางรฐั ศาสตร์ได้
4. วิเคราะห์ปญั หาอุปสรรคของการวิเคราะห์ข้อมลู การวิจยั เชงิ คุณภาพในทางรฐั ศาสตรไ์ ด้
กิจกรรม
1. กิจกรรมการเรยี น
1) ศึกษาแผนผงั ความคิดหน่วยที่ 7
2) อา่ นแผนการสอนประจาหนว่ ยท่ี 7
3) ทาแบบประเมินผลตนเองก่อนเรียน
4) ศึกษาเนื้อหาสาระ ดังน้ี
ก. ประมวลสาระชดุ วิชาหนว่ ยท่ี 7
ข. หนงั สอื และบทความเพิม่ เติมท่ีกาหนดให้ในแตล่ ะตอน(ถ้าม)ี
ค. สอ่ื โสตทัศนแ์ ละอืน่ ๆ
5) ปฏิบัติกจิ กรรมในแตล่ ะเรื่อง
6) ตรวจสอบกิจกรรมจากแนวตอบ
7) ทาแบบประเมินผลตนเองหลงั เรียน หน่วยท่ี 7
2. งานท่ีกาหนดให้ทา
โปรดศึกษารายละเอียดในแผนกจิ กรรมการศึกษา
3. การสัมมนาเขม้ และสมั มนาเสริม
เขา้ รับการสมั มนาเข้มและสัมมนาเสรมิ ตามวัน เวลา และสถานทท่ี ่ีมหาวิทยาลยั กาหนด
4. แหลง่ วทิ ยาการ
หอ้ งสมุดตา่ งๆและศนู ย์วิทยบริการ มสธ.
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
สอ่ื การสอน
1. เอกสารการสอน
2. แบบฝกึ ปฏบิ ัติ
3. เทปเสียงประกอบชุดวิชา (ถ้ามี)
4. รายการสอนทางวทิ ยุกระจายเสียง
5. รายการสอนทางวิทยโุ ทรทศั น์
6. การสอนเสรีม (ถ้ามี)
การประเมนิ ผล
1. ประเมนิ ผลจากแบบประเมินผลตนเองกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น
2. ประเมนิ ผลจากกิจกรรมและแนวตอบท้ายเรื่อง
3. ประเมนิ ผลจากการสอบไล่ประจาภาคการศึกษา
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
5
ความนา
การวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ในภาพรวมมีลักษณะเหมือนกับการ
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยท่ัวไป คือ เป็นเร่ืองของการนาข้อมูลที่ได้จากการค้นคว้าวิจัยมาจัด
กระทาใหเ้ ป็นระบบและหาความหมาย แยกแยะองค์ประกอบ รวมทง้ั เชอ่ื มโยงและหาความสัมพนั ธข์ อง
ข้อมูล
ในการวิเคราะห์ข้อมูล นักวิจัยหรือผู้วิจัยต้องมี “เคร่ืองมือทางทฤษฎี” (theoretical tools)
มาช่วยในการอธิบายและวิเคราะห์เพ่ือให้เข้าใจถึงความหมายและความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ทาง
การเมืองทที่ าการวิเคราะหศ์ กึ ษา
ในแง่ดังกล่าวทาให้นักวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์จาเป็นต้องมี “พื้นฐานความรู้ทาง
ทฤษฎี” และทาง “ระเบียบวธิ ีวิจยั เชิงคณุ ภาพ” เปน็ อยา่ งดี เพราะนักวิจยั เปน็ ผ้ทู ต่ี อ้ งทาทกุ อยา่ ง
ในแง่หลักการ ลักษณะเด่นของงานวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์เช่นเดียวกับการวิจัยเชิง
คุณภาพท่ัวไปคือ การวิเคราะห์ข้อมูลหรือปรากฏการณ์จะทาได้ลึกซ้ึง นักวิจัยหรือผู้ วิจัยท่ีศึกษา
ปรากฏการณ์ทางการเมืองต้องทาความเข้าใจ “ปรากฏการณ์” หรือ “สภาวการณ์” ของปัญหาใน
“บริบท” (context) แต่ถ้านักวิจัยไม่นาเอา “บริบท” เข้ามาช่วยวิเคราะห์อธิบาย การวิเคราะห์ข้อมูล
หรือ “ปรากฏการณ”์ ท่ีศึกษาจะทาได้ไม่ลึกซงึ้
ในหน่วยนี้ นอกจากจะได้กล่าวถึงลักษณะและกระบวนการในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
ในทางรัฐศาสตร์แล้ว ยังจะได้กล่าวถึงวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ งปัญ
หาอุปสรรค และตวั อย่างการวเิ คราะหข์ อ้ มลู การวจิ ยั เชิงคณุ ภาพในทางรัฐศาสตร์
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
ตอนท่ี 7.1
ลักษณะและกระบวนการในการวเิ คราะหข์ ้อมลู การวจิ ยั เชิง
คุณภาพในทางรฐั ศาสตร์
โปรดอา่ นแผนการสอนประจาตอนที่ 7.1 แล้วจงึ ศึกษาเนอื้ หาสาระ พร้อมปฏบิ ตั กิ ิจกรรมในแตล่ ะตอน
หวั เรื่อง
7.1.1 ลักษณะของการวิเคราะห์ขอ้ มูลการวจิ ัยเชิงคณุ ภาพในทางรัฐศาสตร์
7.1.2 กระบวนการวิเคราะหข์ ้อมูลการวิจัยเชิงคณุ ภาพในทางรฐั ศาสตร์
แนวคดิ
1. ลักษณะการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ เป็นการจาแนกหมวดหมู่
ของข้อมูลให้เป็นระบบ วิเคราะห์ข้อมูลขณะที่เก็บในพ้ืนท่ี ข้อมูลที่นามาวิเคราะห์ควรเป็น
ข้อมูลที่มีลักษณะเป็นข้อความหรือเป็นการพรรณนาท่ีบรรยายให้เห็ นสภาพของ
ปรากฏการณ์ทางการเมืองท่ีมีกรอบแนวคิด ทฤษฎีอยู่เบื้องหลัง และเป็นกระบวนการท่ี
กระทาซา้ กลับไปกลับมา เปน็ ต้น
2. กระบวนการการวิเคราะห์ข้อมูลการวจิ ัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์เริ่มจากการจัดกระทา
ข้อมูล การตรวจสอบข้อมูล การจัดเตรียมข้อมูล การใช้กรอบการวิเคราะห์ข้อมูลเชิง
คุณภาพ และการวิเคราะห์ข้อมูล
วตั ถุประสงค์
เมื่อศึกษาตอนที่ 7.1 จบแล้ว นักศกึ ษาสามารถ
1. อธิบายลักษณะของการวเิ คราะห์ข้อมูลการวจิ ัยเชิงคุณภาพในทางรฐั ศาสตรไ์ ด้
2. อธบิ ายกระบวนการการวเิ คราะห์ขอ้ มลู การวจิ ัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ได้
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
7
เรื่องท่ี 7.1.1 ลักษณะของการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิง
คุณภาพในทางรฐั ศาสตร์
“การวิจัยเชิงคุณภาพ” ในทางรัฐศาสตร์เช่นเดียวกับการวิจัยเชิงคุณภาพท่ัวไป มีลักษณะเด่น
คือ เป็นการวิจัยที่สามารถรวบรวมข้อมูลเพ่ือให้ได้ “ภาพรวม” ทั้งหมด (holistic) ดังน้ันการศึกษา
“ปรากฏการณ์ทางการเมือง” หรือ “สภาพของปัญหาทางการเมือง” จึงต้องเป็นการทาความเข้าใจ
“ป รากฏ การณ์ ” ห รือ “สภ าพ ของปั ญ ห าท างการเมือง” ใน “บ ริบ ท ” (context) ห รือ
“สภาพแวดล้อม” หรือ “สภาวการณ์” ที่ปรากฏการณ์หรือปัญหาทางการเมืองน้ันเกี่ยวข้องอยู่ ถ้าไม่
นาเอา “บริบท” เข้ามาช่วยจะทาให้ “การวิเคราะห์ข้อมูล” ไม่ลึกซ้ึง เพราะปรากฏการณ์ทางการเมือง
หรอื การแสดงออกต่าง ๆ ของบุคคลในทางการเมอื ง มกั แสดงออกใน “บริบท” ใน “สภาวการณ์” หรือ
ใน “สภาพแวดลอ้ ม” ที่แตกตา่ งกัน1
ในแง่ดังกล่าว ผู้ศึกษาหรือนักวิจัยเชิงคุณภาพจะเข้าใจและสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับ
“ความหมาย” ของการแสดงออกของพฤติกรรมทางการเมืองของบุคคลได้ดีและลึกซึ้งก็ต่อเมื่อเข้าใจ
“บรบิ ท” หรือ “สภาวการณ์” หรือ “สภาพแวดล้อม” ท่บี ุคคลแสดงออกมา
ยกตัวอย่าง ในกรณีท่ีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 76 กาหนดให้รัฐ
ต้องส่งเสริมและสนบั สนุ นการมีสว่ นร่วมทางการเมอื งของประชาชน โดยบญั ญตั ิวา่
“รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีสว่ นร่วมของประชาชนในการกาหนดนโยบายการตัดสนิ ใจ
ทางการเมือง การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อานาจรัฐ
ทุกระดับ”
หรือมาตรา 79 ท่ีบัญญัติว่า “รัฐต้องสนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน
บารุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล
รวมทั้งมีส่วนร่วมในการส่งเสริมบารุงรักษาและคุ้มครองส่ิงแวดล้อมตามหลักการพัฒนาที่ย่ังยืน
ตลอดจนควบคุมและกาจัดภาวะมลพิษท่ีมีผลต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ และคุณภาพชีวิตของ
ประชาชน”
ในแงด่ ังกล่าว ถ้าประชาชนมีการเคล่ือนไหวทางการเมือง หรือมีพฤติกรรมทางการเมืองโดยใช้
สิทธิตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญท้ัง 2 มาตรา ในกรณีนี้ถ้าผู้วิจัยหรือนักวิจัยเชิงคุณภาพเข้าใจ
1 บำเพญ็ เขยี วหวำน, “กำรวจิ ัยชุมชน” ใน ประมวลสาระชุดวิชาการวจิ ยั เพือ่ การพฒั นาการส่งเสรมิ
การเกษตร เลม่ 1 หน่วยท่ี 6 (นนทบุรี: สำขำวชิ ำสง่ เสรมิ กำรเกษตรและสหกรณ์ มหำวทิ ยำลยั สุโขทยั ธรรมำธริ ำช,
2544) หนำ้ 15
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
“บริบท” “สภาพแวดล้อม”หรือ “สภาวการณ์” ของการแสดงออกเชิงพฤติกรรมทางการเมืองดังกล่าว
กจ็ ะสามารถวเิ คราะหก์ ารแสดงออกดงั กล่าวของประชาชนไดด้ ีและอย่างลึกซง้ึ ย่งิ ขน้ึ
ยกตวั อย่าง “การศกึ ษาชุมชนตามแนวเศรษฐศาสตรก์ ารเมือง” เป็นการศึกษาทใ่ี หค้ วามสาคัญ
กบั “บรบิ ท” เพราะชว่ ยใหก้ ารวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทาไดล้ ึกซ้งึ จงึ เป็นการศึกษาท่ีมลี กั ษณะดงั ต่อไปน้ี
- เอาเศรษฐกิจเป็นแกนกลาง โดยการให้ความสาคัญกับชีวิต การผลิต การทามาหากิน และ
ความสัมพันธ์ของมนุษย์ในการทามาหากินเป็นแกนหรือศูนย์กลางแล้วนามาโยงกับ “การเมือง” และ
“วฒั นธรรม”
- เป็นการศึกษาแบบเจาะลึก (in - depth study) เน้นรูปธรรมท้องถ่นิ และถอื วา่ กระบวนการ
ที่เกิดข้นึ ในท้องถน่ิ เป็นตวั กระทาดว้ ยเช่นเดียวกันโดยมีวถิ ีแนวทางของตนเอง
- เป็นการศึกษาท่ีโยงท้องถิ่นกับระบบเศรษฐกิจสังคมภายนอก หมายความว่าท้องถิ่นอาจจะ
ได้รบั การกระทบเป็นบางกรณถี ูกครอบงาจากภายนอก
แต่ถ้าการศึกษาวิจัยชุมชนตาม “แนวเศรษฐศาสตร์การเมือง” ข้างต้นไม่ได้ให้ความสาคัญของ
“บรบิ ท” ในกรณนี ้นี ักวิจยั หรอื ผู้วิจยั ยอ่ มไม่สามารถวิเคราะห์ขอ้ มลู ได้อย่างดแี ละลกึ ซ้ึงอย่างแน่นอน
ในแง่ของหลักการ การเน้นให้ความสาคัญในเร่ืองของ “ภาพรวม” และ “บริบท” ของ
ปรากฏการณ์ท่ีศึกษา เป็นลักษณะเด่นของงานวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ ประเด็นน้ีแตกต่างไป
จากงานวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ (หรืองานวิจัยเชิงปริมาณ) ที่ต้ังสมมติฐานโดยแยกออกมาจาก “บริบท”
หรือ “สภาพแวดล้อม” หรือ “สภาวการณ์” เพราะหลักการคิดของงานวิจยั เชิงคุณภาพโดยทั่วไป อยู่ที่
เราจะเข้าใจปรากฏการณ์หรอื การเปล่ยี นแปลงอยา่ งมคี วามหมายไมไ่ ด้ ถ้าไมไ่ ด้พิจารณา “บริบท”ด้วย2
ซ่ึงในกรณีของการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตรก์ ็เชน่ เดยี วกนั
อาจจะมีคาถามว่า ทาไมจึงเป็นเช่นนั้น คาตอบก็เพราะการแสดงออกต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น
นักการเมือง เกิดขึ้นใน “บริบท” หรือใน “สภาพการณ์” หรือ “สภาพแวดล้อม” ท่ีแตกต่างกัน ในแง่
ดังกล่าวผู้ศึกษาจะสามารถเข้าใจ “ความหมาย” ของการแสดงออกได้อย่างลึกซ้ึง ถ่องแท้ ก็ต่อเม่ือ
เข้าใจ “บริบท” ของปรากฏการณ์ท่ีมนุษย์หรือนักการเมืองแสดงออกมา เช่น ผู้นาทางการเมืองในช่วง
พ.ศ. 2546 แสดงออกซึ่งพฤติกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะในเรอื่ งของการกาหนดนโยบายท่ีส่วนใหญ่
เป็นไปเพื่อเอาใจประชาชนที่เรียกว่า “นโยบายประชานิยม” เก่ียวกับเร่ืองนี้ถ้าไม่เข้าใจเร่ืองของ
“บริบท” หรือ “สภาวการณ์” ว่าในปลายพ.ศ. 2547) ถึงการเลือกตั้ง พ.ศ. 2548 ก็จะไม่เข้าใจ
ปรากฏการณ์ดังกล่าว ในแง่นี้จะเห็นได้ว่า “บริบท” หรือ “สภาวการณ์” ช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์
ทางการเมืองทเี่ กิดขึ้นได้เป็นอย่างดี
2 ปรัชญำ เวสำรัชช์, “ปรัชญำของศำสตร์ – รัฐศำสตร์” ใน เอกสารการสอนชดุ วิชาหลกั และวิธวี เิ คราะห์
การเมอื งสมัยใหม่ เลม่ 1 หน่วยที่ 1 (นนทบุรี: สำขำวิชำรัฐศำสตร์ มหำวิทยำลยั สุโขทัยธรรมำธริ ำช,2546) หน้ำ 29
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
9
อย่างไรก็ตาม ในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยท่ัวไป “การวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์” ต้อง
วิเคราะห์ข้อมูลในขณะที่เก็บในพ้ืนที่ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะนักวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์
เช่นเดยี วกบั การวิจัยเชงิ คุณภาพท่วั ไป ท่ีจาเป็นตอ้ งวเิ คราะหข์ ้อมลู ในพ้ืนท่ี เพือ่ การตรวจสอบว่า ข้อมูล
เหล่านั้นถูกต้องหรือไม่ ขณะเดียวกันต้องตรวจสอบด้วยว่า ข้อมูลเหล่าน้ันสอดคล้องกับ “กรอบ
แนวคดิ ” (conceptual framework) ทีต่ ง้ั ไว้หรือไม่ อยา่ งไร
ดังน้ัน นักวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์เวลาจะทาการวิเคราะห์ข้อมูลจึงต้องมีพ้ืน
ฐานความรู้ทางทฤษฎี (theoretical background) และระเบียบวิธีวิจัย (methodology) เป็นอย่างดี
เพราะในกรณีของงาน “วิจัยเชงิ คุณภาพในทางรัฐศาสตร์” นักวิจัยหรอื นกั รัฐศาสตร์เวลาศึกษาหรอื วจิ ัย
ส่วนใหญ่ต้องทาทุกอย่างด้วยตนเอง ประเด็นนี้จะแตกต่างไปจากงานวิจัยเชิงปริมาณในทางรัฐศาสตร์
นอกจากน้ีในกรณีของ “การวิจัยเชิงปริมาณในทางรัฐศาสตร์” ยังสามารถแยกการวิเคราะห์
ข้อมูลออกจากการเก็บข้อมูลโดยเด็ดขาดได้ ขณะเดียวกันในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณในทาง
รัฐศาสตร์อาจมีนักวิเคราะห์เฉพาะที่ทาหน้าท่ีวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ โดยไม่จาเป็นต้องมีความรู้
เก่ียวกับสังคมหรือชุมชนท่ีศึกษา ประเด็นดังกล่าวจะแตกต่างไปจากงานวิจัยเชิงคุณภาพในทาง
รัฐศาสตร์ทก่ี ารเก็บขอ้ มูลและการวเิ คราะหข์ ้อมูลจะไมแ่ ยกออกจากกนั หรือแยกออกจากกันไม่ได้
ในแง่ของแนวทาง (approaches) ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัยเชิงคุณภาพในทาง
รัฐศาสตร์ โดยทั่วไปจะมีหลากหลาย แตก่ ่อนจะกลา่ วถึงแนวทางหรอื วิธีการในการวเิ คราะหข์ อ้ มูลว่ามีก่ี
แนวทางหรือกี่วิธี อะไรบ้าง ขอกล่าวถึงความหมายของการวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัยเชิงคุณภาพ
ในทางรัฐศาสตร์ก่อน ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว จะมีความหมายท่ีหลากหลายและแตกต่างกันท่ีนาไปสู่
การมีแนวทางหรือวิธีท่ใี ช้ในการวเิ คราะหท์ แี่ ตกตา่ งกนั ตามไปดว้ ย
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยทั่วไปหมายถึงอะไร การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
โดยทั่วไปหมายถึง การสรุปเน้ือหาสาระของข้อมูล และหาแบบแผนของความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล
หรือตัวแปร หรอื หมายถึงการสรปุ พรรณนาและการวิเคราะห์ความสัมพนั ธ์ระหว่างข้อมูล3
หรือหมายถึง การนาเอาข้อมูลท่ีได้จากการค้นคว้าวิจัยมาจัดกระทาให้เป็นระบบและหา
ความหมาย แยกแยะ องค์ประกอบ รวมทั้งเช่ือมโยงและหาความสัมพันธ์ของข้อมูลเพ่ือให้สามารถ
นาไปสคู่ วามเขา้ ใจตอ่ การดารงอยูแ่ ละการเปลยี่ นแปลงของปรากฏการณท์ ี่ศึกษา4
หรือหมายถึง การแยกแยะ การตีความหมาย การเปรียบเทียบ การหาความสัมพันธ์เก่ียวกับ
ปรากฏการณ์ การหาแบบแผนการอธิบายและการสรุปเก่ียวกับกิจกรรมหรือพฤติกรรมในสภาพสังคม
หรือปรากฏการณ์ทางสงั คมท่ีศกึ ษา5
3 สุชำติ ประสทิ ธ์ิรฐั สินธุ์ และจมุ พล หนิมพำนิช, “กำรวจิ ยั ทำงสังคมศำสตร์” ใน เอกสารการสอนชุดวชิ า
มนุษย์และสังคม เลม่ 2 หน่วยท่ี 13 (นนทบรุ ี: สำขำวิชำศลิ ปศำสตร์ มหำวิทยำลยั สโุ ขทยั ธรรมำธิรำช,2538) หนำ้
464
4 ชยนั ต์ วรรธนะภมู ,ิ “กำรวิเครำะห์ข้อมลู ในกำรวิจยั เชิงคณุ ภำพ” ใน อุทยั ดุลยเกษม บรรณำธกิ ำร คมู่ อื
การวจิ ัยเชิงคุณภาพเพอื่ งานพัฒนา, (ขอนแก่น: สถำบนั วจิ ัยและพัฒนำ มหำวิทยำลัยขอนแก่น, 2536) .หน้ำ 143
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
ในกรณีของการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพในทาง
รัฐศาสตร์ หมายถึง การนาเอาข้อมูลที่ได้จากการค้นคว้าวิจัยมาจัดกระทาให้เป็นระบบและหา
ความหมาย แยกแยะองค์ประกอบ รวมท้ังเชื่อมโยงและหาความสัมพันธ์ของข้อมูลเพ่ือให้สามารถ
นาไปสคู่ วามเข้าใจ การดารงอยู่ และการเปล่ยี นแปลงของปรากฏการณท์ างการเมืองท่ที าการศึกษา
จากท่ีกล่าวมาข้างต้นทั้งหมดจะเห็นได้ว่า การวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในทาง
รัฐศาสตร์ จะมลี กั ษณะดงั ต่อไปนี้6
ประการท่ีหน่ึง การวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการจาแนกหมวดหมู่ของข้อมูล
ใหเ้ ป็นระบบเพ่ือทาใหเ้ กดิ ความเข้าใจในความหลากหลาย ความหมายและความสมั พนั ธข์ องข้อมูล
ในบริบททางสังคม และวัฒนธรรมทางการเมือง เป็นเรื่องของการทาความเข้าใจแบบแผนและ
ความหมายของพฤติกรรมมากกว่าที่จะมุ่งเน้นหาระดับความมากน้อย หรือความเข้มข้นของ
ความสัมพันธข์ องปรากฏการณ์
นอกจากนั้นในการวิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ จะต้องมีข้อมูลใน
“ภาพรวม” “รอบด้าน” ท้ังนี้เพ่ือนาไปสู่การเข้าใจ “บริบททางการเมือง” (political context) หรือ
“บริบทของสังคมการเมือง” หรือมีข้อมูลท่ีเป็นแนวคิดพ้ืนฐานของการวิจัยที่เห็นได้ชัด ดังน้ัน การเก็บ
รวบรวมข้อมูลของการวิจัยเชิงคุณภาพในทาง รัฐศาสตร์จึงต้องมีการเก็บรายละเอียดทางด้าน
สภาพแวดลอ้ มทางสงั คม เศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ
ประการท่ีสอง ดังได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า ในงานวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ ในแง่ของ
หลักการ ต้องวิเคราะห์ข้อมูลขณะท่ีเก็บในพ้ืนท่ี ซึ่งการที่นักวิจัยเชิงคุณภาพทางรัฐศาสตร์ต้อง
วิเคราะห์ข้อมูลในพ้ืนที่ก็เพราะต้องการตรวจสอบว่า ข้อมูลที่มีการเก็บรวบรวมมาถูกต้องหรือไม่
อย่างไร ขณะเดียวกันการตรวจสอบดังกล่าวเป็นไป เพื่อดูว่าข้อมูลท่ีเก็บรวบรวมมาสอดคล้องกับกรอบ
5 สมศกั ด์ิ ศรสี ันตสิ ุข, “ระเบียบวิธวี จิ ัยทำงสังคมวิทยำ”ใน จลุ สารไทยคดีศกึ ษา ปีท่ี 18 ฉบบั ท่ี 1 (สงิ หำคม
– ตลุ ำคม 2544) หนำ้ 10 – 11
6 อ่ำนรำยละเอียดเกี่ยวกบั เร่อื งนไี้ ด้ใน Charles C. Ragin, Dirk Berg Schlosser and Giele de
Meur,“Political Methodology: Qualitative Method.” in Robert E. Goodwin and Hans Dieter
Klingemann, ed., A New Handbook of Political Science. (New York: Oxford University Press, 1996);
ชยนั ต์ วรรธนะภูม,ิ อ้างแล้ว หน้ำ 145 – 149; Abbas Tasha Khori and Charles Teddie, Mixed
Methodology: Combining Qualitative and Quantitative Approaches, (London: SagePublication,1998)
pp. 112 – 113; Keith F. Punch, op.cit., pp. 198 – 200; Fiona Devine, “Qualitative Methods.” in David
Marsh and Gerry Stoker. eds. Theory and Methods in Political Science (London: Macmillan Press
Ltd., 1995).\, pp. 137 – 141.
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
11
แนวคดิ ท่ีกาหนดหรอื ทตี่ ั้งไว้หรือไม่ อย่างไร ที่เป็นเชน่ น้ันเพราะการวิเคราะห์ข้อมลู เชิงคุณภาพในทาง
รัฐศาสตร์ต้องต้ังอยู่บนพื้นฐานทางทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับการทาความเข้าใจปรากฏการณ์ทาง
การเมอื ง
ตัวอยา่ ง เช่น ในช่วงหลงั เปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ถึงกอ่ น 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516
การเมืองไทยเป็นเรื่องของ “ชนช้ันนา” (elite) ที่เป็นข้าราชการพลเรือนและทหารระดับสูง ดังนั้น ถ้า
จะศึกษาวิจัยถึง “บทบาท”ของผู้กาหนดนโยบาย” ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ในช่วงเวลา
ดังกล่าว เวลาทาการเก็บรวบรวมและโดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลในเรอื่ งน้ีก็จะต้องต้ังอยู่บนพื้นฐาน
ทฤษฎีและระเบียบวิธีวิจัย ซ่ึงในกรณีนี้ทฤษฎีหรือกรอบแนวคิดท่ีควรนามาใช้ในการวิเคราะห์ควรจะ
เปน็ “ทฤษฎชี นช้ันนา” (Elite Theory)
ประการที่สาม ข้อมูลเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ที่จะนามาวิเคราะห์ ควรเป็นข้อมูลที่มี
ลักษณะเป็นข้อความหรือเป็นการพรรณนาท่ีบรรยายให้เห็นสภาพของปรากฏการณ์ทางการเมือง
ประเภท กระบวนการข้ันตอนของเหตุการณท์ างการเมืองที่เกดิ ขึ้น การพรรณนาในลกั ษณะดังกล่าว
โดยท่วั ไปจะตอ้ งมีกรอบแนวคดิ ทฤษฎอี ยเู่ บ้อื งหลัง
ตัวอย่าง เช่น ถ้าจะมีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพในการศึกษาวิจัย “การเมืองในสมัยพระเจ้า
ปราสาททอง” ข้อมลู เชิงคุณภาพท่ีจะเก็บมาวิเคราะห์จะต้องเป็นขอ้ มลู ท่ีพรรณนาบรรยายวา่ การเมือง
ในสมัยนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างผู้นาทางการเมืองท่ีอยู่ภายในระบบการเมืองเดียวกัน เพราะหลังจากได้
ราชสมบัติแล้ว สมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้ทรงพยายามดึงอานาจเข้าสู่พระองค์อย่างเต็มที่
ขณะเดยี วกนั ทรงคอยระวงั มิให้ “เจ้านาย” และ “ขุนนาง” ทัง้ ในส่วนกลาง และหัวเมืองก้าวขนึ้ มา
ท้าทายพระราชอานาจของพระองค์
เพ่ือบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว พระองค์ได้ทรงดาเนินการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองใน
ระยะแรกของการครองราชย์ โดยทรงป้องกันการขยายอานาจของขุนนางด้วยวิธีการกาจัดขุนนางที่มี
อิทธิพล โปรดเกล้าฯ ให้ประหารชีวิตขุนนางท่ีมีอานาจสูงหลายคน รวมทั้งได้ทรงกีดกันไม่ให้ขุนนางส่ัง
สมโภคทรัพย์ทางเศรษฐกิจอันจะเป็นปัจจัยพ้ืนฐานที่สาคัญในการเสริมสร้างอานาจทางการเมือง โดย
พระองค์ทรงทาการผูกขาดสนิ ค้ามากขน้ึ
การท่พี ระองค์ทรงทาเช่นนั้น นอกจากมีผลในทางจากดั โอกาสของขนุ นางทจ่ี ะทาการค้าส่วนตัว
แล้วยังเป็นไปเพ่ือเพิ่มพระราชทรัพย์ของพระองค์ นอกเหนือไปจากการขยายอานาจท้ังทางการเมือง
และเศรษฐกิจทใ่ี นสมัยน้ีได้มคี วามสัมพันธก์ ันอยา่ งใกล้ชิด กล่าวคอื ในขณะท่ีพระองคท์ รงจากัดและบ่ัน
ทอนอานาจของขุนนางด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจ พระองค์ก็ทรงเพ่ิมพูนโภคทรัพย์ของพระองค์อย่าง
จริงจัง นอกจากจะทรงผูกขาดการค้าโดยบังคับให้ต้องซ้ือสินค้าเกือบทุกชนิดแก่พระคลังสินค้าแล้ว
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
พระองค์ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีตัวแทนทาการค้าที่หงสาวดี อังวะ เชียงใหม่7 ซ่ึงหากพระเจ้า
ปราสาททองไมท่ รงทาเชน่ นั้น พระองค์จะไม่สามารถลิดรอนควบคุมอานาจโดยเฉพาะของขุนนางท้ังใน
สว่ นกลางและหัวเมืองได้
การพรรณนาบรรยายปรากฏการณ์ทางการเมืองดังกล่าว แน่นอนต้องเป็นการพรรณนา
บรรยายในลักษณะมีกรอบแนวคิดทฤษฎีอยู่เบื้องหลัง ซ่ึงกรอบแนวคิดทฤษฎีท่ีอยู่เบื้องหลังการ
พรรณนาหรือบรรยายปรากฏการณ์ทางการเมืองในสมัยดังกล่าว คือ “แนวทางอานาจ” (Power
Approach or Power Theory) ท่ีมองการเมืองเป็นเร่ืองของการต่อสู้แย่งชิงอานาจ และเม่ือมีอานาจ
แล้วก็มักใชอ้ านาจทีต่ นมอี ยู่นน้ั กบั บุคคลอื่นเพื่อผลประโยชนข์ องตนเอง88
ประการที่ส่ี จากที่กล่าวมาในประการที่สองและประการท่ีสามแสดงว่า “กรอบแนวคิด
ทฤษฎี” ในงานวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์มีความสาคัญ โดยเฉพาะในการทาวิจัยในพื้นที่
เพราะกรอบแนวคิดทฤษฎีช่วยให้เราสามารถยกระดับนามธรรมให้กับปรากฏการณ์ นอกจากนี้ยังช่วย
จัดระเบียบให้กับข้อมูลท่ีเราเก็บ อาทิ จากการสังเกตการณ์ช่วยทาให้ข้อมูลที่เราจัดเก็บมีความเป็น
ระบบ
ประการท่หี า้ เนอ่ื งจากขอ้ มลู เปน็ ส่ิงทีจ่ าเป็นและสาคัญสาหรับการทาความเขา้ ใจปรากฏการณ์
ทางการเมือง ขณะเดียวกนั เป็นส่ิงที่นักวิจัยจะต้องทาความเขา้ ใจเพื่อนามาวิเคราะห์โดยละเอียด ดงั นั้น
ข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ที่ต้องการสาหรับการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์เพื่อการศึกษาวิจัย
โดยเฉพาะกรณีของการศึกษาในเรื่องของ “การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง” จึงได้แก่ ข้อมูลท่ี
เก่ียวกับการดาเนินชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในสังคมการเมือง ท้ังในอดีตและปัจุบัน ท่ีหาก
สามารถสะท้อนชีวิตของคนในสังคมชุมชนทางการเมืองได้มากเท่าไร ยิ่งทาให้เราสามารถเข้าใจ
พฤติกรรม ความสัมพันธ์ ความคิด ความหมายของพฤติกรรมทางการเมืองท่ีมีการแสดงออกมาได้มาก
ขน้ึ เท่าน้นั
ประการท่ีหก ลักษณะของข้อมูลเชิงคุณภาพในทางรฐั ศาสตร์ที่จะนามาวิเคราะห์ดังท่ีกล่าวมา
ในประการท่ีสาม ไม่ใช่ข้อมูลท่ีมีลักษณะเป็นนามธรรมท่ีพรรณนาหรือบรรยายให้เห็นคุณลักษณะและ
การเคลื่อนไหวแปรเปลี่ยนของปรากฏการณ์ทางการเมืองเท่าน้ัน แต่ควรเป็นข้อมูลเชิงพรรณนาท่ี
แสดงกระบวนการข้นั ตอนของการเคลื่อนไหวแปรเปล่ียนของปรากฏการณ์ทเี่ กิดขึน้ จากปฏิสัมพันธ์
ของบรรดาผู้คนในชุมชนหรือในสงั คมการเมือง และหรือกับปัจจยั ภายนอก รวมทั้งสะท้อนให้เหน็ ถึง
7 สำยชล วรรณรตั น,์ “กำรเมอื งกำรปกครองสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยำ พ.ศ. 2112 – 2231” ใน เอกสารการสอน
ชดุ วชิ าประวตั ิศาสตร์สังคมและการเมืองไทย เลม่ 1 หน่วยท่ี 3 (นนทบุรี: สำขำวิชำรัฐศำสตร์
มหำวทิ ยำลยั สุโขทยั ธรรมำธริ ำช, 2545) .หนำ้ 208 – 211
8 อำ่ นรำยละเอยี ดเกี่ยวกับเรื่องกำรเมืองเป็นเรื่องของกำรต่อสเู้ พอ่ื แย่งชงิ อำนำจหรอื เพอื่ กำรมีอำนำจ
ดงั กล่ำวไดใ้ น Hans J. Morgenthau, Politics Among Nations. 2nd ed. (New York: Robert A Dahl,1963)
Harold D. Lassewell, Politics: Who Gets. What, When, How. (New York: World Publishing,1958)
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
13
ความหลากหลายของมุมมองของค น ใน สังค มหรือใน ชุมชน ทางการ เมื องท่ีมี ค วามแ ต กต่ างกัน
ทางด้านสถานภาพ เปน็ ต้น
ประการท่ีเจ็ด การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ นอกจากจะไม่แยก
ออกจากกระบวนการเก็บข้อมูลแล้ว มักจะเป็นกระบวนการท่ีกระทาซ้ากลับไปกลับมา
(interactive) ระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลกับการวิเคราะห์ ทั้งนี้เพื่อตรวจสอบข้อมูลและทาให้
เข้าใจแบบแผนของปรากฏการณ์ได้อย่างชัดเจนย่ิงข้ึน ตรงนี้จะแตกต่างไปจากงานวิจัยเชิงปริมาณ
ในทางรฐั ศาสตรท์ ่กี ารวิเคราะห์ขอ้ มลู จะเกดิ ขึน้ ได้ก็ตอ่ เมื่อได้มีการเกบ็ ข้อมูลเสร็จเรียบรอ้ ยแล้ว
ประการที่แปด การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ เช่นเดียวกับการวิเคราะห์
ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยทั่วไป มีลักษณะเป็นกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง นักวิจัยเชิง
คณุ ภาพเมื่อเก็บรวบรวมข้อมูลในป่า พ้ืนที่ หรือภาคสนามแล้ว สามารถจะตั้งคาถาม ประมวล วิเคราะห์
และสรุปเป็นกระบวนการ หากมีข้อสงสัยก็จะมีการตั้งคาถามเพ่ือสอบถาม ประมวล วิเคราะห์และ
สรปุ ผล จนเกิดความเชือ่ มั่นทีเ่ ป็นเชน่ น้ันเพราะการวจิ ัยเชิงคณุ ภาพไม่สามารถแยกกระบวนการขน้ั ตอน
หรือแยกกิจกรรมต่าง ๆ ออกจากกันได้ และบุคคลที่จะดาเนินการวิจัยได้ทั้งกระบวนการได้ คือ ตัว
นักวจิ ยั
หลงั จากศึกษาเน้ือหาสาระเรื่องที่ 7.1.1 แลว้ โปรดปฏบิ ัติกจิ กรรม 7.1.1
ในแนวการศึกษาหนว่ ยที่ 7 ตอนท่ี 7.1 เรอ่ื งท่ี 7.1.1
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
เร่ืองท่ี 7.1.2 กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพ
ในทางรัฐศาสตร์
กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์นั้น มีความสัมพันธ์กับ
“กรอบความคิด” (conceptual famework) อย่างแยกไม่ออกจากกัน เนื่องจากกรอบความคิดเป็น
เสมือนแผนทส่ี ่องทางในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพือ่ ตอบคาถามการวิจยั ตามวัตถุประสงค์การวิจัยท่ีต้ังไว้
นอกจากนี้ กรอบความคิดยังมีความสาคัญในฐานะที่เปน็ ฐานหลักในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการเก็บ
รวบรวมข้อมูล โดยในกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลน้ัน ผู้วิจัยจะวิเคราะห์ข้อมูลไปตามกรอบความคิด
ของงานวจิ ยั ท่ีกาหนดไว้
ในแง่ของหลักการ การวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์จะมีกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล
โดยทั่วไปคล้าย ๆ หรือเหมือนกับการวิจัยเชิงปริมาณในทางรัฐศาสตร์ นั่นก็คือ จะต้องมีกระบวนการ
ของการวิเคราะห์ขอ้ มลู ดังน้ี
ขั้นตอนแรก ต้องมี “การจัดกระทาข้อมูล” (data processing) หรือนักวิชาการบางท่าน
เรียกว่า “กระบวนการเกี่ยวกับข้อมูล” หรือ “กรรมวิธีเก่ียวกับข้อมูล” หรือ “การจัดระเบียบข้อมูล”
หมายถึง การนาข้อมูลท่ีมีการเก็บรวบรวมมาเรียบร้อยแล้ว มาจัดให้อยู่ในระเบียบเพื่อจะนาไปสู่การ
วเิ คราะหข์ ้อมลู 9
โดยท่ัวไปความยากง่ายของ “การจัดกระทาข้อมูล” ข้ึนอยู่กับเทคนิคของการเก็บรวบรวม
ขอ้ มูล คาถาม ขนาดของขอ้ มูล และวิธีการวิเคราะหข์ ้อมลู เพื่อจะได้จดั กระทาข้อมูลให้มคี วามเหมาะสม
กับวิธีวิเคราะห์ ซึง่ ในกรณีของการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ “การจัดกระทาข้อมูล” จะเป็นการ
ดาเนินการเก่ียวกับการกระทากับข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ในรูปของการบันทึก การสังเกต คาสัมภาษณ์
และเอกสาร นามาจัดเตรียมข้อมูลก่อนท่ีจะนาไปวิเคราะห์เพ่ือตอบคาถามตามวัตถุประสงค์ของการ
วิจัย
ขน้ั ตอนท่ีสอง หลังจากการจัดกระทาข้อมูลแลว้ จะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลว่า ขอ้ มูลที่ไดม้ า
พอเพียงหรือยัง ที่สาคัญข้อมูลที่ได้มาน้ันตอบปัญหาของการวิจัยหรือไม่ ถ้าได้ข้อมูลไม่ตรงกันก็จะต้อง
ตรวจสอบวา่ ขอ้ มูลทแ่ี ท้จรงิ เป็นอยา่ งไร
9 พฒั นำจำก กรรณกิ ำร์ สุขเกษม, “กำรจัดระเบียบข้อมลู ทำงรัฐศำสตร์” ใน เอกสารการสอนชุดวชิ าหลัก
และวิธีวเิ คราะหท์ างการเมืองสมยั ใหม่ เลม่ 2 หนว่ ยท่ี 10 (นนทบรุ ี: สำขำวิชำรัฐศำสตร์
มหำวิทยำลยั สโุ ขทัยธรรมำธริ ำช, 2546), หน้ำ 411
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
15
ขั้นตอนท่ีสาม เม่ือได้มีการตรวจสอบข้อมูลเสร็จแล้ว นักวิจัยหรือผู้วิจัยก็มาจัดเตรียมข้อมูล
เพื่อให้สามารถนาไปวิเคราะห์ได้ง่ายขึ้น เช่น การจัดเรียงคาสัมภาษณ์ บันทึกการสังเกต และเอกสาร
ตามลาดับเวลา สถานที่ และบคุ คลที่เก่ียวขอ้ ง
โดยทัว่ ไป การจดั เตรียมข้อมูลเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตรท์ ด่ี จี ะมีลักษณะ ดงั น้ี
ประการท่ีหน่ึง การจัดเตรียมข้อมูลที่ได้จากการสังเกต เริ่มจากการนาเอาบันทึกย่อและ
บันทึกในพ้ืนท่ีมาตรวจสอบความครบถ้วน แล้วนามาจัดเรียงตามลาดับเวลา สถานที่ บุคคลท่ีเกี่ยวข้อง
และประเดน็ ทที่ าการสงั เกต
ประการท่ีสอง การจัดเตรียมข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ คือ การนาเทปจากการ
สมั ภาษณม์ าถอดคาสัมภาษณท์ งั้ หมดเเบบคาต่อคา หรอื ถอดเฉพาะบางสว่ น
ประการท่ีสาม การจัดเตรียมข้อมูลท่ีได้จากเอกสาร ทาได้โดยการตรวจสอบว่า เอกสาร
นั้นมีความครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ เอกสารเหล่านั้นได้มาอย่างไร ใครเป็นผู้เขียน ผู้เขียนมีอคติอย่างไร
และมีวัตถปุ ระสงคอ์ ย่างไรในการเขยี น10
ขั้นตอนท่ีสี่ หลังจากจัดเตรียมข้อมูลดังกล่าวแล้วก็มาถึงข้ันการใช้กรอบการวิเคราะห์ข้อมูล
เชิงคุณ ภาพ ซึ่งในทรรศนะของเอ็ม บี ไมลส์ (M. B. Miles) และเอ เอ็ม ฮูเบอร์แมน (A. M.
Huberman) ได้เสนอกรอบการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพท่ีการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์
สามารถนามาใช้ได้ กรอบการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพดังกล่าวมีองค์ประกอบท่ีสาคัญอยู่ 3 ประการ
ได้แก1่ 1
องค์ประกอบแรก การลดทอนของข้อมูล (data reduction) หมายถึง การปรับลด เพิ่ม
หาขอ้ มลู ใหม่ จนไดผ้ ลหรือขอ้ สรุป
องค์ประกอบท่ีสอง การแสดงข้อมูล (data display) หมายถึง การกระทาในรูปของการ
เล่าเร่ืองว่า เกิดอะไรข้ึนก่อนหลัง อย่างไร ทาไม โดยท่ัวไปองค์ประกอบของกรอบการวิเคราะห์ข้อมูล
เชิงคุณภาพน้ี เปน็ การนาขอ้ มลู ทไ่ี ดม้ าเรียงลาดบั ตามเวลาที่เกิดขน้ึ ก่อนหลงั
องค์ประกอบที่สาม การสรุปและการยืนยันข้อสรุป (drawing and verifying
conclusion) หมายถึง เม่ือผู้วิจัยหรือนักวิจัยได้ข้อมูลมาในข้ันแรกอาจจะมีการสรุปในเบ้ืองต้นก่อน
แลว้ หลังจากน้ันเก็บข้อมูลตอ่ แลว้ ทดสอบการสรุปเบ้ืองตน้ ไปเรื่อย ๆ จนสามารถยนื ยันขอ้ สรุปดังกลา่ ว
ได้ชัดเจน
องค์ประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลของเอ็ม บี ไมลส์ และเอ เอ็ม ฮูเบอร์แมน มีปฏิสัมพันธ์
ระหวา่ งกันดงั ภาพท่ี 7.1
10 กญั จนำ ลินทรตั นกูล และวรรณภำ โพธิน์ ้อย, “กำรจดั กระทำและกำรวเิ ครำะหข์ อ้ มลู ” ใน ประมวลสาระ
ชดุ วชิ าสถติ ิและการวจิ ัยทางสงั คมศาสตร์ เลม่ 3 หนว่ ยที่ 13 (นนทบรุ ี :สำขำวชิ ำคหกรรมศำสตร์
มหำวทิ ยำลยั สโุ ขทัยธรรมำธริ ำช, 2544), หน้ำ 136 – 137
11 M. B. Miles and A. M. Huberman, Qualitative Data Analysis. 2nd ed. (Thousand Oaks. CA:
Sage Publications,1994) p. 12.
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
การเกบ็ การแสดง
รวบรวมข้อมลู ข้อมลู
การลดทอน
ข้อมลู
การสรปุ
และการยืนยันขอ้ สรุป
ภาพที่ 7.1 แสดงองค์ประกอบของการวิเคราะห์ข้อมูล: ตามกรอบหรือตัวแบบปฏิสัมพันธ์ของ เอ็ม
บี ไมลส์ (M. B. Miles) และเอ เอ็ม ฮเู บอร์แมน (A. M. Huberman)
ทมี่ า: M.B. Miles and A.M. Huberman. Qualitative Data Analysis. 2nd ed. Thousand
Oaks, CA: Sage Publication, 1994, p. 121.
ข้นั ตอนท่หี ้า คอื ขนั้ การวิเคราะห์ขอ้ มูลเชงิ คณุ ภาพ ซง่ึ มอี ยู่ 2 ขน้ั ตอน หรือ 2 ระยะ12
ระยะหรือชว่ งแรก เป็นการวิเคราะห์ระหว่างการเก็บขอ้ มูล ในทรรศนะของ อาร์ ซี บอกแดน
(R.C. Bogdan) และ เอส เค บิคเลน (S.K. Biklen) ได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงทฤษฎีในการวิเคราะห์ข้อมูล
ในระยะหรอื ในช่วงน้ี13 วา่ ผวู้ จิ ยั จะตอ้ งตดั สนิ ใจทจ่ี ะทาการศึกษาใหแ้ คบลง เพราะถ้าผู้วิจัยหรอื นกั วจิ ัย
เก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่าง ข้อมูลก็จะกระจัดกระจาย ทาให้ส้ินเปลืองเวลา ขณะเดียวกันนักวิจัยก็
จะตอ้ งตัดสินใจเก่ียวกบั เรื่องทีต่ นสนใจด้วยวา่ การศึกษาในเรื่องดงั กลา่ วจะเปน็ การศึกษาในลักษณะใด
คือ ในลักษณะของการพรรณนาปรากฏการณ์หรือศึกษาทฤษฎี นอกจากน้ันตัวนักวิจัยควรมีการ
พัฒนาการตั้งคาถามให้มีลักษณะเฉพาะเจาะจงเม่ือเริ่มลงมือรวบรวมข้อมูล รวมทั้งจะต้องมีการวาง
แผนการเก็บรวบรวมข้อมูล ทงั้ นีเ้ พื่อให้ไดข้ อ้ มลู ที่ตรงประเดน็ มากยงิ่ ข้ึน เป็นตน้
12 กัญจนำ ลินทรตั นกูล และวรรณำ โพธน์ิ อ้ ย, อา้ งแลว้ หน้ำ 138
13 R.C. Bogdan and S.K. Biklen, “Qualitative Research for Education: An Introduction of
Theory and Methods.” cited in S.B. Case Study Research in Education: A Qualitative Approach,
SanFrancisco: Josseey – Bass Publishers, 1998), pp. 124 - 125.
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
17
ระยะหรือช่วงท่ี 2 เป็นการวิเคราะห์หลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามแล้ว ก็จะมา
จาแนกและจัดระบบข้อมูล (typology) การจาแนกข้อมูลดังกล่าวอาจจะเป็นการจาแนกประเภทของ
ปรากฏการณ์ (typology and taxonomy) และอาจจะเป็นการจัดระบบข้อมูลแบบท่ีมีความสัมพันธ์
กนั 14
1) กรณีของการจาแนกประเภทของปรากฏการณ์ ดังได้กลา่ วมาแลว้ ว่า การวิเคราะห์
ขอ้ มูลเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์เป็นเรื่องท่ีเก่ียวกับการหาความหมายของปรากฏการณ์ทางการเมือง
เพื่อนามาจาแนกและอธิบายความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ ซ่ึงผู้วิจัยจะทาเช่นนั้นได้จะต้องมีการ
จาแนกประเภทของปรากฏการณ์ และจะต้องมีการจัดระบบข้อมลู ทม่ี ีความสมั พนั ธ์กนั
โดยท่ัวไปการจาแนกประเภทของปรากฏการณ์เป็นการจัดหมวดหมู่และจาแนกประเภท
ปรากฏการณ์ให้เป็นหมวดหมู่ เพ่ือให้สามารถเข้าใจความหลากหลายของปรากฏการณ์ ดังปรากฏใน
กรณีของ “การศึกษาการเมืองการปกครองเปรยี บเทียบ” ทถ่ี ้าหากมองในแง่ของระเบียบวิธีวจิ ัยจะเป็น
การเปรียบเทียบระบบการเมืองหรือส่วนย่อยของระบบการเมืองต้ังแต่ 2 ระบบข้ึนไป การที่จะ
เปรียบเทียบระบบการเมืองต้ังแต่ 2 ระบบขึ้นไปได้นั้น15 นักรัฐศาสตร์ไม่อาจใช้วิธีการวิเคราะห์ระบบ
การเมืองระบบเดียวได้ หากแต่ต้องมีระเบียบวิธีวิจัยท่ีกะทัดรัดที่มีวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งคือ การ
เปรียบเทียบระบบการเมืองต่างกันจะช่วยให้นักวิจัยสามารถ “จาแนกลักษณะ” (classification) และ
“จาแนกประเภท” (typology) ของระบบการเมือง รวมทั้งสามารถจัดลาดับของระบบการเมืองได้16
“การจาแนกลักษณะ” โดยทั่วไป หมายถึง การหาจุดเดน่ ของระบบการเมอื งท่ใี นสมยั โบราณ
นักรัฐศาสตร์อย่างอริสโตเตลิ (Aristotle) ได้จาเเนกลักษณะของระบบการเมอื งตามการกระจายอานาจ
ส่วน “การแบ่งประเภท” (ของปรากฏการณ์) เป็นขั้นตอนต่อจากการท่ีได้มีการ “จาแนก
ลักษณะ” เพราะโดยทั่วไป “การจาแนกลักษณะ” ช่วยทาให้เราสามารถ “กาหนดประเภท” (ของ
ปรากฏการณ)์ ได้
ตัวอย่าง “การแบ่งประเภท” ของปรากฏการณ์ คือ ระบบการเมืองท่ีเป็นที่รู้จักกันดี ได้เเก่
“การแบ่งประเภท” ระบบการเมืองของแมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber) ท่ีปรากฏในหนังสือชื่อ The
Theory of Social and Economic Organization ในหนังสือเล่มน้ี แมกซ์ เวเบอร์ได้ทาการ “แบ่ง
ประเภท” ระบบการเมืองออกเป็น 3 ประเภท17 คือ ระบบการเมืองท่ีอาศัยประเพณีเป็นท่ีมาของ
14 ชยันต์ วรรธนะภมู ,ิ อ้างแล้ว หน้ำ 152 – 153
15 ชยั อนนั ต์ สมทุ วณิช, การเมอื งเปรยี บเทยี บ: ทฤษฎีและแนวความคดิ , (กรุงเทพมหำนคร: เจ้ำพระยำกำร
พมิ พ,์ 2526), หนำ้ 23
16 Howard A. Scarrow, Comparative Political Analysis, ( New York: Harper and Row
Publishers,1969), pp. 7 – 8.
17 Max Weber, The Theory of Social and Economic Organization. translated by A.M.
Henderson and Talcott Parsons, (New York: Oxford University Press, 1947), p. 328.
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
อานาจการปกครอง (Traditional Polity) ระบบการเมืองที่อาศัยอานาจบารมีของตัวผู้ปกครองเป็น
ที่มาของอานาจการปกครอง (Charismatic Polity) และระบบการเมืองที่อาศัยเหตุผล - กฎหมายเป็น
ที่มาของอานาจการปกครอง (Rationality - Legal Polity)
จากที่กล่าวมาข้างต้นในเรื่องของการศึกษาการเมืองเปรียบเทียบในแง่ของระเบียบวิธีวิจัยว่า
การเปรียบเทียบระบบการเมืองต้องเป็นการเปรียบเทียบต้ังแต่สองระบบที่แตกต่างในเรื่องของเวลา
หรือในระบบเดียวกันแต่ตา่ งเวลา ต่างสถานที่ โดยมวี ัตถุประสงค์ของการเปรียบเทียบระบบการเมืองที่
ต่างกันที่ชว่ ยใหน้ ักวจิ ัย “จาแนกลกั ษณะ” และ “ประเภท” ของปรากฏการณ์ของระบบการเมืองได้
ในแง่ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า “การจาแนก” (รวมทั้งการจัดหมวดหมู่) ข้อมูลช่วยจัดข้อมูลท่ี
กระจัดกระจายให้มีลักษณะที่เป็นระบบที่นาไปสู่การทาความเข้าใจของปรากฏการณ์ ซ่ึงในกรณีของ
การศึกษาการเมืองการปกครองเปรียบเทียบ “การจาแนก” (ลักษณะ) ดังกล่าวช่วยจัดข้อมูลให้มี
ลักษณะเป็นระบบได้เช่นเดียวกัน นอกเหนือไปจาก การนาไปสู่ “การจัด” หรือ “การกาหนดประเภท”
ของปรากฏการณไ์ ด้
ในกรณีของการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ “การจัดประเภทของปรากฏการณ์ทาง
การเมือง” เป็นข้ันตอนหนึ่งของการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการจัดหมวดหมู่และจาแนกปรากฏการณ์ให้
เป็นหมวดหมู่ เพ่ือให้สามารถเข้าใจความหลากหลายของปรากฏการณ์ใน “บรบิ ท” ของวฒั นธรรมทาง
การเมือง (political culture) ของสังคมการเมืองหน่ึง ๆ หรือกล่าวอีกนัยหน่ึง “การจาแนกประเภท”
ของปรากฏการณ์ทางการเมืองจะเป็นเร่ืองของการจัดหมวดหมู่ และจาแนกปรากฏการณ์ทางการเมือง
ให้เป็นหมวดหมู่ เพ่ือให้เข้าใจความหลากหลายของปรากฏการณ์ทางการเมืองใน “บริบท” ทาง
วัฒนธรรมทางการเมืองของสังคมการเมืองหน่ึง ๆ โดยท่ัวไปหากเรายิ่งสามารถจาแนกข้อมูลอย่าง
ละเอยี ดก็ยง่ิ ทาให้เราเข้าใจปรากฏการณท์ างการเมืองท่ีศกึ ษามากขนึ้
2) กรณีของการจัดระบบข้อมูลแบบท่ีมคี วามสัมพันธ์กัน (taxonomy) หมายถึงการ
จัดระบบข้อมลู ท่ีมวี ัตถุประสงค์เพื่อทาความเข้าใจความหลากหลายและเหตผุ ลของคนในสงั คมการเมอื ง
ทอ่ี ยู่เบื้องหลงั การจาแนกประเภทของปรากฏการณซ์ ่ึงโดยทั่วไปการจัดระบบขอ้ มลู ดงั กล่าวหรือจาแนก
ข้อมูลทาได้ในหลายลกั ษณะ คอื นอกจากจาแนกให้เห็นความแตกต่างกนั อยา่ งเป็นระบบที่ไมซ่ า้ ซอ้ นกัน
แลว้ นกั วิจัยยังอาจจาแนกข้อมลู ออกเป็นระบบที่มคี วามสมั พันธเ์ ชงิ เหตผุ ล ที่เป็นเช่นนัน้ เพราะการวิจัย
เชิงคุณภาพในทางรฐั ศาสตร์ตอ้ งการจะอธิบายความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ทางการเมืองเช่นเดียวกัน
กับการวิจัยเชิงปริมาณในทางรัฐศาสตร์ แต่เป็นการอธิบายในมิติที่แตกต่างกัน การวิจัยเชิงคุณภาพ
ในทางรัฐศาสตร์โดยทั่วไป มุ่งเน้นที่จะจาแนกให้เห็นความหลากหลายและความหมายของ
ปรากฏการณ์ทางการเมืองมากกว่าท่ีจะเสนอให้เห็นถึงความคล้ายคลึงกันและความสัมพันธ์ที่วัดด้ วย
ค่าสถิติ ในขณะเดียวกันการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ยังอาศัยข้อมูลด้านอ่ืนท่ีช่วยอธิบาย
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
19
ปรากฏการณ์ทางการเมืองให้ชัดเจนย่ิงขึ้น ซึ่งข้อมูลด้านอ่ืนที่ว่านั้นเป็นข้อมูลท่ีมีลักษณะเป็น
“ภาพรวม” (holistic view) ที่หมายถึงองค์ประกอบของปรากฏการณ์ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมหรือเก่ียว
โยงซึ่งกัน ท้ังนี้เพื่อช่วยให้เข้าใจความหมายและความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ทางการเมืองในด้าน
ตา่ ง ๆ
โดยสรุป การจัดระบบข้อมูลแบบที่มีความสัมพันธ์กันเปน็ การจัดจาแนกและจัดระบบขอ้ มูล
เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความหลากหลาย ความหมาย และความสัมพันธ์ของข้อมูลใน “บริบท”
ของสงั คมการเมือง
หลังจากศกึ ษาเน้ือหาสาระเรื่องท่ี 7.1.2 แลว้ โปรดปฏบิ ัติกจิ กรรม 7.1.2
ในแนวการศึกษาหนว่ ยท่ี 7 ตอนท่ี 7.1 เรอ่ื งท่ี 7.1.2
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
ตอนที่ 7.2
หน่วยและระดับในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในทาง
รฐั ศาสตร์
โปรดอ่านแผนการสอนประจาตอนท่ี 7.2 แลว้ จึงศึกษาเน้ือหาสาระ พร้อมปฏบิ ตั ิกจิ กรรมในแต่ละตอน
หัวเรื่อง
7.2.1 หน่วยในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู การวิจัยเชงิ คุณภาพในทางรฐั ศาสตร์
7.2.2 ระดับในการวิเคราะหข์ ้อมูลการวิจัยเชิงคณุ ภาพในทางรัฐศาสตร์
แนวคดิ
1. หน่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ คือ สิ่งที่ผู้วิจัย
ศึกษา ผู้วิจัยศึกษาอะไรก็วิเคราะห์สิ่งน้ัน หน่วยในการวิเคราะห์ อาจเป็นระบบ
การเมือง รัฐบาล พรรคการเมือง ผู้นาประเทศ เป็นต้น โดยท่ัวไปหน่วยในการ
วิเคราะห์มกั จะไปด้วยกนั หรอื สอดคลอ้ งกันกับแนวทาง ทฤษฎี ท่ใี ช้เป็นกรอบแนวคิด
ในการวเิ คราะห์
2. ระดับในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์จะมีท้ังระดับใหญ่
และระดับเล็ก ระดับใหญ่ เช่น ประเทศ รัฐบาล ระบบการเมือง เป็นต้น ระดับเล็ก
คือ ปจั เจกบุคคล เช่น ผนู้ าประเทศ หัวหนา้ พรรคการเมือง เป็นตน้
วตั ถุประสงค์
เมอื่ ศกึ ษาตอนท.่ี 7.2 จบแลว้ นกั ศึกษาสามารถ
1. อธิบายหนว่ ยในการวิเคราะห์ขอ้ มลู ของการวจิ ยั เชงิ คุณภาพในทางรฐั ศาสตร์ได้
2. อธิบายระดบั ในการวเิ คราะหข์ ้อมูลของการวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพในทางรัฐศาสตร์ได้
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
21
เรอ่ื งที่ 7.2.1
หน่วยในการวิเคราะห์ขอ้ มูลการวิจยั เชิงคุณภาพในทางรฐั ศาสตร์
การวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์กับการวิจัยเชิงคุณภาพในทางสังคมศาสตร์สาขาอื่น
โดยทั่วไป จะมีท้ังส่วนท่ีคล้ายคลึงกันและส่วนทแี่ ตกต่างกัน คือ ส่วนที่มีความคล้ายคลึงกันโดยทั่วไปจะ
เป็นเร่ืองของกระบวนการ ข้ันตอนในการแสวงหาความจรงิ ส่วนที่เป็นความแตกต่างกันอาจจะเป็นเรื่อง
ของปรากฏการณ์ที่สนใจศึกษา โดยสังคมศาสตร์ในแต่ละสาขาจะมีความสนใจในปรากฏการณ์ที่
แตกตา่ งกัน
การวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ ปรากฏการณ์ท่ีสนใจทาการศึกษาส่วนใหญ่จะเป็น
ปรากฏการณ์ทางการเมือง เช่น การซ้ือสิทธ์ิขยเสียงในการเลือกต้ัง ความขัดแย้งและความรุนแรงทาง
การเมอื ง การรัฐประหาร ปญั หาผมู้ ีอทิ ธพิ ลในท้องถนิ่ เป็นต้น
หน่วยในการวิเคราะห์ (unit of analysis) หน่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิง
คุณภาพในทางรฐั ศาสตร์ คือ ส่ิงที่ผู้วิจัยศึกษา ผู้วิจยั ศกึ ษาอะไรก็วิเคราะห์ส่ิงนัน้ หน่วยในการวเิ คราะห์
อาจเปน็ ระบบการเมอื ง รฐั บาล พรรคการเมือง ผู้นาประเทศ เป็นตน้
ยกตัวอย่าง การวิจัยในกรณีของการเมืองเปรียบเทียบ หน่วยในการวิเคราะห์อาจจะเป็นรัฐ
(States) ชาติ (Nations) ประเทศ (Country) รัฐบาล (Government) หรือระบบการเมือง (Political
System) ก็ได้
โดยทั่วไปหน่วยในการวิเคราะห์ในการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์มักจะไปด้วยกันหรือ
สอดคล้องกันกับ “แน วทาง” (approach) “ท ฤษ ฎี ” (theory) ที่ ใช้เป็ น กรอบ แน วคิด
(conceptual framework) ในการวเิ คราะห์
ตวั อย่างเช่น ถ้าในการวิจัยเชิงคุณภาพสนใจศึกษา “ภาวะความเป็นผู้นาของผู้นาการเมือง ก
“ หน่วยในการวิเคราะห์สาหรับงานวิจัยน้ี คือ “ตัวผู้นาทางการเมือง” (Political Leader) แนวทางที่
ใชเ้ ปน็ กรอบแนวคดิ ในการวิเคราะห์ก็จะใช้ “แนวทางจติ วทิ ยาทางการเมือง” (Political Psychology)
ในกรณีที่หน่วยในการวิเคราะห์เป็น “กลุ่ม” (group) แนวทางท่ีใช้เป็นกรอบแนวคิดในการ
วิเคราะห์ก็จะใช้ “แนวทางกลุ่ม” (Group Approach) แต่ถ้าหน่วยในการวิเคราะห์เป็นเร่ืองของ
“กระบวนการ” (process) แนวทางที่ ใช้เป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ก็จะได้แก่ “แนวทาง
อานาจ” (Power Approach) “แนวทางการสื่อสาร” (Communication Approach) เปน็ ต้น
ถ้าหน่วยในการวิเคราะห์เป็น “สถาบันทางการเมือง” (Political Institution) แนวทางท่ีใช้
เป็นกรอบแนวคิด ในการวิเคราะห์ ได้แก่ “แนวทางกฎหมาย - สถาบัน” (Legal - Institutional
Approach) หรอื “แนวทางสถาบัน” (Institution Approach) เป็นตน้ 18
18 ชัยอนันต์ สมุทรวณิช, อ้างแล้ว หน้ำ 75-86
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
จากที่กล่าวมาขา้ งต้นท้ังหมดจะเห็นไดว้ า่ เวลาทาการวิเคราะหข์ ้อมลู การวจิ ัยเชงิ คณุ ภาพ
ในทางรัฐศาสตร์ นักวิจัยหรือผู้วิจัยจะต้องคานึงถึงหน่วยในการวิเคราะห์ด้วย โดยหน่วยในการ
วิเคราะห์จะมีตั้งแต่ขนาดเล็กท่ีสุด ไปจนถึงขนาดใหญ่ที่สุดก็ได้ คือ ต้ังแต่บุคคลไปจนถึง
คณะกรรมการ กลุ่ม องคก์ ารขนาดใหญ่ สถาบัน ชาติ หรอื ระบบการเมืองกไ็ ด้19
ทัง้ น้ีจะพบว่าหน่วยการวเิ คราะห์มีความสัมพันธ์กับชื่อเรื่องงานวิจัย กล่าวคือชื่อเรอ่ื งงานวิจัย
ซึง่ เป็นสง่ิ ทผ่ี ู้วิจัยสนใจศกึ ษานัน้ จะเป็นสิ่งทีบ่ อกวา่ หนว่ ยวิเคราะหข์ องงานวจิ ยั นนั้ คืออะไร
ยกตัวอยา่ งวิจัยเช่น
1) การวิจัยเรื่อง “ความเป็นเผด็จการของจอมพลสฤษด์ิ ธนะรชั ต์” หน่วยวเิ คราะห์ในการ
วิจัยนี้คือ “จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์” หากถามว่า “ศึกษาอะไร” จากหน่วยวิเคราะห์นี้” คาตอบท่ี
สะท้อนจากช่ือเรื่องการวิจัยคือ “ความเป็นเผด็จการ” ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หากถามต่อไปว่า
“ศึกษามิติใดบ้าง” ของหน่วยเคราะห์นี้ ก็ต้องไปดูท่ีวัตถุประสงค์ของการวิจัยว่ากาหนดว่าศึกษาใน
อะไรบา้ ง
หนว่ ยวเิ คราะห์ในท่นี ี้คือ หน่วยการวิเคราะหร์ ะดบั เลก็ สดุ ท่เี ปน็ ระดบั ปจั เจกบุคคล
2) การวจิ ัยเรอื่ ง “ขบวนการเคล่ือนไหวของชนชนั้ กลางในการเรยี กรอ้ งประชาธปิ ไตยจาก
เหตกุ ารณ์พฤษภาทมฬิ ” หนว่ ยวิเคราะห์ในการวจิ ยั นค้ี ือ “ขบวนการเคลือ่ นไหวของชนช้ันกลาง”
หนว่ ยวิเคราะหใ์ นที่น้ีคอื หน่วยการวิเคราะห์ระดับกลมุ่
3) การวิจัยเรื่อง “ผลประโยชนท์ ับซอ้ นในสมยั รัฐบาลทักษิณ ชนิ วัตร” หนว่ ยวเิ คราะหใ์ น
การวจิ ยั นีค้ ือ “รัฐบาลทักษณิ ชินวัตร”
หน่วยวิเคราะหใ์ นท่นี ี้คือ หนว่ ยการวเิ คราะห์ระดับสถาบนั
4) การวิจยั เร่ือง “ระดบั ความเป็นประชาธปิ ไตยของประเทศไทยในสมยั จอมพล ป.พิบูลย์
สงคราม”หนว่ ยวเิ คราะห์ในการวจิ ัยนค้ี ือ “ประเทศไทย”
หน่วยวิเคราะห์ในที่น้คี ือ หนว่ ยการวิเคราะห์ระดบั ประเทศ
หลังจากศึกษาเนื้อหาสาระเรื่องที่ 7.2.1 แลว้ โปรดปฏิบตั กิ ิจกรรม 7.2.1
ในแนวการศึกษาหนว่ ยที่ 7 ตอนท่ี 7.2 เรอื่ งท่ี 7.2.1
19 พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว, รฐั ศาสตร์ ขอบขา่ ย สถานภาพ และการศกึ ษาวจิ ัย, ( กรงุ เทพมหำนคร: คณะรัฐศำสตร์
จฬุ ำลงกรณ์มหำวิทยำลยั , 2526), หน้ำ 263
กำรยกตวั อยำ่ งในท่นี ย้ี กตัวอย่ำงคำบเกี่ยวระหวำ่ งหน่วยกำรวเิ ครำะหแ์ ละระดับกำรวเิ ครำะห์ ซ่ึงระดับ
กำรวิเครำะห์จะกลำ่ วในเร่อื งที่ 7.2.2.ตอ่ ไป
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
23
เร่อื งท่ี 7.2.2
ระดับในการวเิ คราะหข์ ้อมลู การวจิ ยั เชงิ คุณภาพในทางรัฐศาสตร์
ในการวจิ ัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ ในการวิเคราะห์นอกจากตอ้ งคานึงถึงหรือพิจารณาถึง
“หนว่ ยในการวิเคราะห์” แล้ว ยงั ตอ้ งคานงึ ถงึ ระดบั ในการวิเคราะห์ (level of analysis) ดว้ ย
ยกตัวอย่างในกรณีของการวิจัยเชิงคุณภาพ กรณีของการวิเคราะห์การเมืองเปรียบเทียบ
(Comparative Political Analysis) ท่ี “ระดับการวิเคราะห์” จะมีหลายระดับ ไม่จากัดอยู่ที่ระดับใด
ระดับหนึ่ง กล่าวคือ ระดับในการวิเคราะห์ของการเมืองเปรียบเทียบอาจจะเป็นการศึกษาเปรียบเทียบ
ระบบการเมืองท้ังระบบก็ได้ หรือจะเป็นการเปรียบเทียบส่วนย่อยของระบบการเมืองก็ได้ หรืออาจจะ
เปรียบเทียบการปกครองของไทย สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย ในด้านลักษณะทั่วไปทางการเมือง เช่น
รฐั ธรรมนูญ เสถยี รภาพทางการเมือง (political stability) เน้ีอหาของนโยบายของรัฐ เป็นตน้ หรอื อาจ
เปรียบเทียบส่วนย่อยของระบบการเมืองในวงแคบเข้ามาอีกก็ได้ เช่น เปรียบเทียบกระบวนการนิติ
บัญญัติ การเลือกตั้ง กลุ่มอิทธิพล พรรคการเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นต้น โดยท่ัวไปการ
เปรียบเทยี บสว่ นยอ่ ยของระบบการเมอื งเป็นที่นิยมของรัฐศาสตร์ในปจั จุบันมากกว่าการเปรียบเทียบทั้ง
ระบบ และเป็นเรื่องท่ีทาได้ง่ายกว่าเน่ืองจากหน่วยในการเปรียบเทียบมีขอบเขตจากัดและเล็ก สะดวก
ในการวเิ คราะห์อย่างลกึ ซ้งึ 20
ในแง่ของหลักการในกรณีของการวเิ คราะห์การเมืองเปรียบเทียบดังได้กล่าวมาแล้วว่า ระดับ
ของการวิเคราะห์จะเป็นการเปรียบเทียบระบบการเมืองท้ังหมดก็ได้ หรือส่วนย่อยของระบบการเมือง
ตงั้ แต่ 2 ระบบ ขนึ้ ไปก็ได้ แตม่ ีขอ้ สังเกตวา่ การท่ีจะเปรียบเทียบระบบการเมืองตงั้ แต่ 2 ระบบขึ้นไป มี
หลกั ที่สาคัญในการหยบิ ยกหรอื เลือกระบบการเมืองท่ีจะนามาเปรียบเทยี บ 4 ประการ คอื 21
ประการที่หน่ึง การเปรียบเทียบระบบการเมืองต่างกันจะช่วยให้สามารถกาหนดการแบ่ง
ลกั ษณะ ประเภท และการจัดลาดับขฺ องระบบการเมืองได้
ประการท่ีสอง การเปรียบเทียบระบบการเมืองต่างกัน จะช่วยให้สามารถอธิบายระบบ
การเมืองที่มีอยู่หลากหลายได้ โดยเห็นภาพอันกว้างขวาง และอาจเห็นได้ว่ามีลักษณะบางอย่างที่หลาย
ระบบการเมืองมีความคลา้ ยคลึงกัน
ประการที่สาม การเปรียบเทียบระบบการเมืองต่างกัน จะช่วยให้สามารถแสดงลักษณะร่วม
กันที่ทุกระบบการเมืองมีอยู่ เช่น ลักษณะทางการเมืองที่แต่ละระบบมี ทาให้กาหนดได้ว่า ระบบ
การเมอื งนนั้ อยู่ในประเภทใด และตา่ งจากระบบการเมอื งประเภทอืน่ อย่างไร
20 ชัยอนันต์ สมุทรวณชิ , อา้ งแลว้ หน้ำ 21-22
21 Scarrow, op.cit., pp. 7-8.
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
ประการที่ส่ี การเปรียบเทียบระบบการเมืองต่างกัน จะช่วยให้สามารถอธิบายปรากฏการณ์
ทางการเมืองได้ง่ายขึ้น เช่น ในกรณีที่การเปรียบเทียบระบบการเมือง 2 ระบบพบว่า มีความแตกต่าง
กัน ผู้วเิ คราะหต์ ้องอธบิ ายความแตกต่าง ไม่ใช่บอกแตเ่ พยี งว่ามคี วามแตกตา่ งกันเท่านั้น
ทั้งนี้หากพิจารณาลึกลงไปในแง่ของระดับของการวิเคราะห์หรือการอธิบาย (level of
analysis or explanation) เราจะพบว่า แนวการวิเคราะห์ทางการเมืองจานวนไม่น้อยมีระดับของการ
วเิ คราะหห์ รือการอธิบายแตกต่างกันอยา่ งเห็นได้ชัด ไม่ว่าส่ิงที่แนวการวิเคราะหเ์ หลา่ นีศ้ ึกษาหรือหนว่ ย
ในการวิเคราะห์ (unit of analysis) จะเป็นหน่วยใหญ่หรือหน่วยเล็ก ดังจะเห็นได้จากกรณีของการ
วิเคราะห์เชิงจิตวทิ ยา และแนวการวเิ คราะห์เชิงระบบหรือเชิงการทาหน้าที่ของระบบ แนวการวิเคราะห์
เชิงจิตวิทยาทั้งหลายจะอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองทุกประเภทจากระดับปัจเจกบุคคล กล่าวคือ
แนวคิดที่ใช้ในการอธิบายเป็นหลักการทางจิตวิทยาที่ใช้กับการอธิบายพฤติกรรมของคนเพียงคนเดียว
เสมอ อาท ทัศนคติ บุคลิกภาพ และความเช่ือ เป็นต้น ถึงแม้ว่าในกรณีนั้น หน่วยในการวิเคราะห์จะ
เป็นบุคคลเพียงคนเดียว เช่น การศึกษาบุคลิกภาพทางการเมืองของผู้นา หรือเป็นคนกลุ่มใหญ่ในสังคม
เชน่ การศึกษาทัศนคติทางการเมอื งของชนช้นั กลางกต็ าม22
ตัวอย่างของการอธิบายในลักษณะน้ีจะเห็นได้จากงานเขยี นเร่ือง Personality and Politics
ของอลัน ซี อีเอลเอ็มเอส (Alan C. Elms Elms) 23 ได้ใช้แนวคิดเกี่ยวกับบุคลิกภาพ ซึ่งกินความ
รวมถึงลักษณะต่าง ๆ ในด้านจิตวิทยาที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของปัจเจกบุคคล ในการอธิบาย
พฤติกรรมทางการเมืองของคนอเมริกันต้ังแต่พลเมืองโดยทั่วไป ผู้ดารงตาแหน่งทางการเมือง ไปจนถึง
นักการเมืองคนสาคัญบางคน เช่น วูดโรส์ วิลสัน (Woodrow Wilson) และ ริชาร์ด นิกสัน (Richard
Nixon) ทั้งนี้ Elms (1976: 184) วางเป้าหมายพื้นฐานในการศึกษาวิจัยของเขาเก่ียวกับบุคลิกภาพ
ในทางการเมืองไว้ว่า เป็นการศึกษาที่มุ่งขยายขอบเขตความรู้เชิงวิทยาศาสตร์เก่ียวกับกระบวนการทาง
การเมืองด้านหน่ึง กรณีนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นการใช้แนวคิดระดับปัจเจกบุคคล อธิบายพฤติกรรมทางการ
เมืองในหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับปัจเจกบุคคล เช่น ประธานาธิบดี ระดับกลุ่มคนท่ีดารงตาแหน่ง
ทางการเมือง หรือระดับประชาชนท้งั ประเทศ24
ในทางตรงกันข้าม แนวการวิเคราะห์ในเชิงระบบ (systems analysis) หรอื เชิงการทาหน้าที่
ของระบบ มกั จะอธิบายปรากฏการณ์โดยเริ่มตน้ จากหนว่ ยใหญ่ในระดบั กลุ่มคน เช่น องค์กร สังคมและ
ประเทศขึ้นไปเสมอ สาหรับการอธิบายในแง่น้ี หลักเหตุผลที่ใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์จะเป็น
22 อนุสรณ์ ลม่ิ มณ,ี กำรอธิบำยกบั กำรวิเครำะห์ทำงกำรเมือง : ข้อพิจำรณำเบ้ืองต้นในเชิงปรัชญำ
สงั คมศำสตร,์ (กรงุ เทพมหำนคร : โครงกำรผลติ ตำรำและเอกสำรกำรสอน คณะรัฐศำสตร์ จุฬำลงกรณม์ หำวิทยำลัย,
2542), หน้ำ 46.
23 Alan C. Elms Elms, Personality and Politics, (US : harcourt brace jovanovich, inc., 1976)
24 Op.Cit.,p.46.
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
25
หลักการของหน่วยใหญ่เสมอ ไม่วา่ จะเป็นการอธบิ ายพฤติกรรมของคนเพยี งคนเดียว หรือคนท้งั สังคมก็
ตาม ตัวอย่างเช่น การอธิบายตามแนววิเคราะห์เชิงการทาหน้าที่ของระบบ จะเห็นว่าการประท้วง
รฐั บาลในเร่ืองใดเรื่องหนึง่ ของคนเพียงคนเดยี วหรือกล่มุ คนจานวนมาก ต่างก็เป็นเร่ืองของการทาหน้าที่
ด้านการเรียกร้องผลประโยชน์ (interest articulation) ทั้งสิ้นดังนั้นทั้งสองกรณีจงึ สามารถอธบิ ายจาก
เหตผุ ลในด้านการทาหน้าทข่ี องระบบการเมอื งได้เหมือนกัน
ระดับของการอธิบายท่ีแตกต่างกันดังกล่าวได้ทาให้แนวการวิเคราะห์ทางการเมืองต่าง ๆ มี
จุดแข็งและจุดอ่อนที่ผิดแผกกัน หากระดับของการวิเคราะห์เป็นระดับปัจเจกบุคคล การอธิบาย
ปรากฏการณ์จะฉายภาพระดับตัวบคุ คลได้ชดั เจน แตจ่ ะละเลยการพิจารณาภาพระดับเหนือกว่าบุคคล
อาทิ ระดบั โครงสร้างองคก์ ร และสถาบัน ในทางกลบั กัน หากการอธบิ ายเปน็ ระดับหนว่ ยใหญ่ เช่น
ชนช้ัน กลุ่มคน ระบบการเมือง การวิเคราะห์ในระดับน้ีจะมีข้อดีในแง่ที่สามารถชี้ให้เห็นอิทธิพลของ
หน่วยใหญ่เหล่านี้ท่ีมีต่อปรากฏการณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็มองข้ามอิทธิพลของตัวแปรระดับตัวบุคคล
ไป25
ในทางปรัชญาสังคมศาสตร์ ประเด็นที่กล่าวมาแล้ว สะท้อนถึงปัญหาด้านระเบียบวิธีศึกษา
ซึ่งแสดงออกในรปู แนวคิดที่ตรงกันข้าม 2 แนวคิด คือ แนวคิดที่เน้นการอธิบายจากระดับปัจเจกบุคคล
(methodological individualism) กับแนวคิดท่ีเน้นการอธิบายจากระดับหน่วยใหญ่ method-
logical collectivism) การถกเถียงระหว่างแนวคิดทั้งสองอาจจะรู้จักกันในชื่ออ่ืน ๆ เช่น การ
วิเคราะห์จากหน่วยเล็กที่สุด (atomism) กับการวิเคราะห์ในเชิงองค์รวม (holism) การวิเคราะห์ระดับ
จุลภาค (micro-analysis) กับการวิเคราะห์ระดับมหภาค (macro-analysis) และแนวการอธิบาย
ระดับโครงสร้าง (structuralism) กบั แนวการอธบิ ายระดบั ปัจเจกบคุ คล (individualism) เปน็ ตน้ 26
ตามความเข้าใจโดยท่ัวไป ความแตกต่างระหว่างสองแนวคิดเก่ียวกับระดับในการอธิบาย
ปรากฏการณ์อยู่ตรงท่แี นวคิดท่ีเน้นการอธิบายจากระดับปัจเจกชนหรือการวิเคราะหจ์ ากหน่วยเล็กทส่ี ุด
น้ัน มีความเชื่อพื้นฐานว่าส่ิงท่ีเป็นหน่วยใหญ่เกิดจากหน่วยเล็กท่ีสุดมารวมกัน ดังนั้นการอธิบาย
เกี่ยวกบั หนว่ ยใหญ่จึงสามารถพจิ ารณาได้จากหน่วยเลก็ ทงั้ นี้เพราะท้ังหน่วยเล็กและหน่วยใหญ่ ต่างก็มี
คุณสมบัติเบ้ืองต้นเหมือนกัน และจะแตกต่างกันในแง่ของขนาดเท่านั้น เช่น องค์ประกอบเบื้องต้นของ
น้าคือ ออกซิเจนและไฮโดรเจนเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นน้าในลาคลองหรือน้าในแก้ว ในกรณีของ
การศึกษาเก่ียวกับวัตถุชนิดต่างๆที่เป็นการศึกษาในทางวิทยาศาสตร์กายภาพ แนวคิดนี้เห็นว่าการ
อธิบายความเคล่ือนไหวเปล่ียนแปลงของวัตถุแต่ละชนิด สามารถพิจารณาได้จากระดับของอะตอมอัน
เป็นหน่วยเล็กท่ีสุดท่ีมีคุณสมบัติเบื้องต้นเหมือนกับหน่วยใหญ่กว่านั้น โดยไม่จาเป็นจะต้องศึกษาวัตถุ
นน้ั ท้งั หมด27
25 Op.Cit.,p.47
26 Op.Cit.,p.47
27 Op.Cit.,p.47
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
สาหรับการอธิบายพฤตกิ รรมของมนุษย์หรือปรากฏการณท์ างสังคม แนวคิดนี้ถือวา่ หนว่ ยเล็ก
ทสี่ ุดทย่ี ังแสดงคุณสมบัติของมนุษยอ์ ยา่ งครบถ้วนก็คือปัจเจกบุคคล หนว่ ยทางสังคมของมนุษย์ระดับสูง
ข้ึนไปกว่านั้น เช่น กลุ่ม องค์กร ชนช้ัน และสังคมเป็นเพียงส่ิงท่ีเกิดจากการรวมตัวของปัจเจกบุคคลที่
เป็นสมาชิกของหน่วยทางสังคมน้ันเท่าน้ัน พฤติกรรมของหน่วยทางสังคมขนาดใหญ่ทั้งหลายจึงเท่ากับ
ผลบวกของพฤติกรรมของปัจเจกบคุ คลในหน่วยนั้น เพราะฉะนั้นในทัศนะแบบนี้ ปจั จัยต่าง ๆ ที่เกดิ ข้ึน
ในระดับสูงกว่าปัจเจกบุคคล ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างของสถาบัน อิทธิพลของกลุ่ม หรือกฎเกณฑ์ของ
สังคม หาได้มีความหมายต่อการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมแต่อย่างใดไม่ ท้ังนี้เนื่องจากทุกส่ิงทุก
อย่างสามารถอธบิ ายจากปจั จยั ในระดับปจั เจกบุคคล ไดท้ ้ังสิ้น28
เมื่อใดก็ตามท่ีจะต้องศึกษาวิเคราะห์หน่วยทางสังคมขนาดใหญ่ การอธิบายจากระดับปัจเจก
บุคคล จะกลายเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ในลักษณะแยกส่วน กล่าวคือ จะเป็นการพิจารณา
พฤติกรรมของหน่วยทางสังคมขนาดใหญ่จากพฤติกรรมของคน ๆ เดยี วซงึ่ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหน่วย
สงั คมนั้น โดยไม่ได้นาเอาผลกระทบเชื่อมโยงระหว่างคนจานวนมากทปี่ ระกอบขึ้นกันเป็นหน่วยใหญ่มา
พจิ ารณา การอธิบายตามแนวคิดนี้จึงมักจะประสบกับความยุ่งยากในการอธิบายปรากฏการณ์ในระดับ
ของระบบสังคมหรือองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งพฤติกรรมท่ีปรากฏออกมานั้นไม่เท่ากับหรือไม่เหมือนกับ
พฤติกรรมของปัจเจกบุคคลในระบบหรือองค์กรนั้นเมื่อนามารวมกัน สาเหตุสาคัญก็คือ หลักเหตุผล
ระดบั ปัจเจกบุคคลที่ใชใ้ นการอธิบายไม่สอดคล้องหรือเข้ากันได้กับหน่วยใหญ่ท่ีศึกษามากนัก29
ในทางตรงกันข้าม แนวคิดท่ีเน้นการอธิบายจากระดับหน่วยใหญ่จะให้ความสาคัญกับ
คุณสมบัติเฉพาะของหน่วยใหญ่ เช่น กลุ่ม องค์กร สังคม และรัฐ โดยถือว่า หน่วยใหญ่นั้นมีลักษณะ
เฉพาะตัวแตกต่างไปจากพฤติกรรมของหน่วยเล็กท่ีเป็นส่วนประกอบของตน ดังนั้นในทัศนะน้ี
พฤติกรรมของหน่วยทางสังคมขนาดใหญ่ เช่น ระบบสังคมหรือสถาบันทางการเมือง จะผิดแผกไปจาก
พฤติกรรมของคนแต่ละคนที่เป็นสมาชิก ด้วยเหตุท่ีในระบบสังคมหรือสถาบันทางการเมืองมีโครงสร้าง
หรือรูปแบบความสัมพันธ์เฉพาะตัว อันเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนท่ีเกี่ยวข้องจานวนมาก เป็น
ตัวกาหนดพฤติกรรม เพราะฉะนน้ั การอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมตามแนวคิดน้จี ึงเป็นการพิจารณา
จากแนวคิดเก่ียวกับหน่วยใหญ่เป็นหลัก ส่วนหน่วยเล็กลงไปจนถึงระดับปัจเจกบุคคล มักจะถือว่ามี
ฐานะเป็นเพียงองค์ประกอบท่ไี ดร้ ับอทิ ธิพลดา้ นตา่ ง ๆ จากหน่วยใหญ่เท่านน้ั 30
ปัญหาในการอธิบายตามแนวคิดน้ีมกั จะเกดิ ข้ึนเม่ือจะต้องอธบิ ายพฤติกรรมของปัจเจกบุคคล
การอธิบายจากระดับหน่วยใหญ่จะพยายามนาเอาหลักเหตุผลหรือปัจจัยของหน่วยใหญ่มาอธิบาย
พฤติกรรมของคนเพียงคนเดียว เช่น อธิบายการกระทาของนักธุรกิจคนเดียวจากแนวคิดด้านชนชั้น
หรือการใช้แนวคิดเก่ียวกับระบบราชการในการอธิบายพฤติกรรมของข้าราชการบางคน ในหลายกรณี
28 Op.Cit.,p.48
29 Op.Cit.,p.48
30 Op.Cit.,p.49
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
27
การอธิบายในลักษณะน้ีอาจจะไม่เป็นท่ียอมรับเท่าท่ีควร เน่ืองจากยังมีส่วนท่ีไม่สามารถอธิบายได้โดย
ปัจจัยระดับหน่วยใหญ่อีกไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนท่ีเป็นความแตกต่างระหว่างปัจเจกบุคคล ท้ัง
ในด้านพฤติกรรมท่ีแสดงออกมา และในดา้ นอิทธิพลของคน ๆ น้ันท่มี ตี อ่ เหตุการณต์ า่ ง ๆ ในสงั คม31
ประเด็นปัญหาหลักจากแนวคิดในการอธิบายท้ังสองท่ีรับรู้กันในหมู่นักสังคมศาสตร์คือ
ปัญหาการลดทอนการอธิบาย (reductionism) ในกรณีของแนวคิดที่เน้นการพิจารณาจากระดับ
ปัจเจกบุคคล ปัญหานี้จะเกิดจากการลดทอนแนวคิดและทฤษฎีท่ีใช้อธิบายกิจกรรมของหน่วยใหญ่ให้
สอดคล้องกับวิธีการอธิบายในระดับปัจเจกบุคคล ส่วนแนวคิดท่ีเน้นการอธิบายจากระดับหน่วยใหญ่
ปัญหาดังกล่าวจะแสดงออกในรูปของการลดทอน แนวคิดที่ใช้อธิบายพฤติกรรมของหน่วยใหญ่ลงมา
เพอ่ื อธบิ ายพฤตกิ รรมของหน่วยยอ่ ยหรือปัจเจกบุคคล32
หลังจากศึกษาเน้ือหาสาระเรื่องท่ี 7.2.2 แล้ว โปรดปฏิบตั ิกจิ กรรม 7.2.2
ในแนวการศึกษาหนว่ ยท่ี 7 ตอนที่ 7.2 เรอื่ งที่ 7.2.2
31 Op.Cit.,p.49
32 Op.Cit.,p.49
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
ตอนท่ี 7.3
วธิ กี ารวิเคราะห์ขอ้ มลู การวจิ ยั เชิงคุณภาพในทางรฐั ศาสตร์
โปรดอ่านแผนการสอนประจาตอนที่ 7.3 แล้วจงึ ศกึ ษาเนือ้ หาสาระ พร้อมปฏิบัติกจิ กรรมในแตล่ ะตอน
หัวเร่อื ง
7.3.1 วธิ ีการวเิ คราะห์ขอ้ มูลการวิจัยเชงิ คุณภาพเชิงพรรณนา
7.3.2 วิธีการวเิ คราะห์ขอ้ มลู การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงการวิเคราะห์เน้อื หา
7.3.3 วิธกี ารวิเคราะห์ข้อมลู การวิจยั เชงิ คุณภาพเชิงอุปนัย
แนวคิด
1. วิธีการวิเคราะห์ข้อมลู การวจิ ัยเชงิ คุณภาพเชิงพรรณนาเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลท่ีเป็น
การพรรณนาบรรยายแบบเล่าเรื่องเพื่อให้เห็นลักษณะและสภาพของปรากฏการณ์
ทางการเมือง โดยไม่เนน้ การตีความข้อมลู
2. วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพเชิงการวิเคราะห์เน้ือหา เป็นการแจงนับ
“แนวคิด” ท่ีเป็นประเด็นของการศึกษาตามที่ระบุไว้ในวัตถุประสงค์ โดยแนวคิด
เหล่าน้ันปรากฏอยู่ในเอกสารหรืองานเขียนท่ีต้องแจงนับออกมาเพ่ือให้เห็นชัดลงไป
วา่ เอกสารหรอื งานเขียนนนั้ ให้น้าหนกั กบั แนวคดิ เหล่าน้ันมากนอ้ ยเพียงใด
3. วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพเชิงอุปนัยเป็นการนาเอาข้อมูลที่ได้รบั จาก
การจัดเกบ็ รวบรวม “มาลด” หรือ “ตัดทอน” เพ่ือทาให้ประเด็นศกึ ษามคี วามชัดเจน
โดยนามาเช่ือมโยงกับสมมติฐานท่ีตั้งขึ้น ระหว่างการเก็บข้อมูล แล้วนาไปสู่การ
พัฒนาทฤษฎีเพือ่ อธบิ ายความหมายของข้อมูล
วัตถุประสงค์
เมอื่ ศกึ ษาตอนท่ี 7.3 จบแลว้ นักศึกษาสามารถ
1. อธิบายวิธีการวเิ คราะห์ขอ้ มูลการวิจยั เชงิ คุณภาพเชงิ พรรณนาได้
2. อธิบายวิธกี ารวเิ คราะหข์ อ้ มูลการวิจัยเชงิ คณุ ภาพเชิงการวิเคราะห์เน้ือหาได้
3. อธิบายวธิ ีการวิเคราะหข์ อ้ มูลการวจิ ัยเชิงคณุ ภาพเชิงอุปนัยได้
ความนา
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
29
เนอื่ งจากการวิจัยเชิงคณุ ภาพในทางรัฐศาสตร์เป็นงานวิจยั ทเ่ี น้นการศกึ ษาเกยี่ วกับ “ชีวิตทาง
การเมือง” (political life) หรือ “ปรากฏการณ์ทางการเมือง” (political phenomenon) ดังน้ัน
วิธีการวิเคราะหข์ ้อมูลเชงิ คณุ ภาพในทางรฐั ศาสตรจ์ ึงมหี ลายวิธี
โดยท่ัวไป วิธีที่สาคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ ได้แก่ การ
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา (descriptive analysis) หรือการพรรณนาวิเคราะห์ (analytical
description) ซ่ึงเป็นการพรรณนาบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ทาการศึกษา
การวิเคราะห์แบบอุปนัย (inducti analysis) เปน็ วิธีวิเคราะห์ (หรือการแสวงหาความรู้) โดยการศึกษา
ข้อมูลจากภาคสนาม เพ่ือจะได้นาไปสร้างเป็นสมมติฐานหรือทฤษฎีต่อไป ซึ่งวิธีวิเคราะห์แบบน้ีจะเน้น
การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยผู้วิจัยต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายขนาดเล็ก เป็นระยะเวลาท่ี
ยาวนานเพ่ือจะได้เก็บข้อมูลในการวิเคราะห์ และวิธกี ารวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (content analysis)
ทเ่ี น้นการวิเคราะห์เชิงเนื้อหามากกว่าการวเิ คราะห์ข้อมลู เชิงสถติ ิ (ในแง่ดงั กล่าว การสรุปผลการวิจัยจึง
เปน็ การศึกษาเฉพาะกรณ)ี
นอกจากนั้นยังมีวิธีวิเคราะห์อ่ืน ๆ อาทิ การวิเคราะห์วาทกรรม (discourse analysis) การ
วเิ คราะห์เชงิ บรรยายและการให้ความหมาย (narratives and meaning analysis) เป็นต้น ซึ่ง
ในหน่วยนี้จะกล่าวถึงเฉพาะวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไปน้ีเท่าน้ัน คือ การวิเคราะห์เชิงพรรณนา การ
วเิ คราะหเ์ ชิงเนือ้ หา และการวเิ คราะหเ์ ชิงอุปนัย
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
เรอื่ งที่ 7.3.1
วิธกี ารวเิ คราะห์ขอ้ มลู การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงพรรณนา
ในแง่หลักการ วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพเชิงพรรณนา (descriptive
analysis) นอกจากเปน็ “การวิเคราะหข์ ้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพระดับพ้ืนฐาน” ในแงข่ องการนาข้อมูล
มาจัดเรียงตามลาดับเวลา โดยนาเสนอการพรรณนาบรรยายแบบเล่าเร่ือง เพื่อให้เห็นลักษณะและ
สภาพของปรากฏการณ์ทางการเมือง รวมทั้งความเคลื่อนไหวและเปล่ียนแปลงของปรากฏการณ์ทาง
การเมืองแล้ว ยังเป็นการพรรณนาเรื่องราวเก่ียวกับปรากฏการณ์ทางการเมืองท่ีศึกษาโดยไม่เน้นการ
ตีความข้อมูล กล่าวอกี นัยหน่ึงวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลการวจิ ัยเชิงคุณกาพเชิงพรรณนา เป็นการวเิ คราะห์
ท่ีมุ่งศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ทางการเมืองท่ีเกิดขึ้น เพ่ือจะได้ทราบว่า
เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ทางการเมืองนั้น ๆ มีลักษณะและสภาพทางปรากฏการณ์ทางการเมือง
รวมท้ังการเคล่ือนไหวและการเปลย่ี นแปลงของปรากฏการณ์ทางการเมืองน้นั ๆ อย่างไร
ตัวอย่างงานวิจัยที่ใช้วิธีการวิเคราะห์ ตามวิธีนี้ ได้แก่ งานการศึกษาวิจัยเรื่อง กลุ่ม
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไทย ศึกษากรณีสมาคมการค้าส่งออกท่ีสาคัญกับบทบาททางด้านการค้า
ระหวา่ งประเทศ ของสชุ าติ ศรยี ารัณย์33
การวิจัยช้ินน้ีเป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (documentary research) ซึ่งถือเป็นงานวิจัยเชิง
คณุ ภาพในทางรฐั ศาสตร์โดยผ้วู จิ ยั มีวัตถุประสงค์
(1) เพื่อสารวจบทบาทการดาเนินงานด้านการค้าระหว่างประเทศของสมาคมการค้าที่
เก่ยี วกับสนิ ค้า 5 ประเภท
(2) เพ่ือศึกษาการปรับองค์กรภายในเเละแบบแผนเชื่อมโยงกับต่างประเทศในการสร้าง
ศักยภาพการดาเนินงานของสมาคมการค้าที่สอดคลอ้ งกับบริบททางการค้าระหว่างประเทศ
(3) เพ่ือชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มบทบาทสมาคมการค้าในอนาคตในการเป็นองค์การท่ีสามารถ
ดาเนนิ การรก้ ษาผลประโยชน์การด้าระหวา่ งประเทศ
ในแง่ของวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยใช้วิธีวิเคราะห์เชิงพรรณนา เพราะฉะน้ันเวลา
ทาการศึกษาวิเคราะห์ ผู้วิจัยจะทาการพรรณนาเร่ืองราวเกี่ยวกับกลุ่มธุรกิจส่งออกกับการรวมตัวเป็น
สมาคมเพื่อการค้าของสมาคมการค้า 5 ประเภท ได้แก่ สมาคมการค้าส่ิงทอกับการส่งออกสิ่งทอของ
ไทย สมาคมผู้คา้ อัญมณีไทยและเครื่องประดับ สมาคมผู้ค้าผลิตกัณฑ์สัตวน์ ้าและอาหารแช่เยน็ ของไทย
33 สชุ ำติ ศรยี ำรัณย,์ “กลุม่ ผลประโยชนท์ างเศรษฐกิจไทย ศึกษากรณสี มาคมการค้าส่งออกที่สาคัญกับ
บทบาททางด้านการค้าระหว่างประเทศ”, (วิทยำนิพนธร์ ัฐศำสตรมหำบณั ฑิต, สำขำกำรปกครอง บัณฑิตวทิ ยำลยั
มหำวทิ ยำลยั ธรรมศำสตร,์ 2536)
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
31
สมาคมการค้ามันสาปะหลังไทย และสมาคมผู้ส่งออกข้าวต่างประเทศ หลังจากน้ันก็เป็นการพรรณนา
เร่ืองราวเกี่ยวกับการเปล่ียนแปลงภายในองค์การของสมาคมต่าง ๆ เหล่าน้ัน ในแง่ของการจัดองค์กร
ภายใน ผู้นาสมาคม ทรัพยากรทางการเงินของสมาคม กิจกรรมบริการสมาชิก และช่องทางและการ
เช่ือมโยงกับต่างประเทศ ทั้งนี้เพ่ือให้เห็นลักษณะและสภาพของปรากฏการณ์ รวมทั้งการเคลื่อนไหว
และเปลีย่ นแปลง ของปรากฏการณ์
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตเกี่ยวกับวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพเชิงพรรณนาว่า
ตามความเป็นจริงแล้ว วิธีการวิเคราะห์วิธีน้ึไม่ใช่เป็นการพรรณนาบรรยายหรือเล่าเรื่องราว
(narrative) เพียงอย่างเดียวโดยปราศจากการวิเคราะห์ แต่เป็นการพรรณนาท่ีมีการวิเคราะห์ตาม
กรอบความคิดควบคู่กันไปด้วย เพราะในการพรรณนาหรือบรรยายปรากฏการณ์หน่ึง ๆ มีการ
จาแนกจัดระเบยี บข้อมูลและวิเคราะหเ์ ชอื่ มโยงให้เหน็ ความสัมพันธไ์ ปดว้ ย
หลังจากศกึ ษาเน้ือหาสาระเรื่องท่ี 7.3.1 แล้ว โปรดปฏิบัติกจิ กรรม 7.3.1
ในแนวการศึกษาหนว่ ยท่ี 7 ตอนที่ 7.3 เรอ่ื งท่ี 7.3.1
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
เร่ืองที่ 7.3.2
วิธีการวิเคราะหข์ ้อมลู การวจิ ัยเชิงคณุ ภาพเชงิ การวิเคราะหเ์ นือ้ หา
วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพเชิง “การวิเคราะห์เนื้อหา” (content analysis)
เป็นวิธีวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพท่ีนาวิธีการเชงิ ปริมาณในการแสดงนา้ หนักมาเปน็ เครอ่ื งมอื ในการสื่อ
ไปยังผู้อา่ น
ในแง่ของหลักการ การวิเคราะห์เน้ือหาเป็นเทคนิคเพื่อใช้ในการอนุมานอย่างเป็นระบบ
เนือ่ งจากผลการวเิ คราะหโ์ ดยวธิ นี จ้ี ะได้ดัชนีท่ีเป็นตัวเลขสาหรับนาไปใช้ในการอ้างองิ
นอกจากนี้ วิธีวิเคราะห์วิธีน้ียังมีลักษณะเป็น “วัตถุวิสัย” (objectivity) เพราะมีการให้คา
นิยามเชิงปฏิบัติการ (operational definition) ในการระบุคุณลักษณะของแนวคิดที่จะแจงนับ คือ
การวิเคราะห์โดยวิธีน้ีเป็น การแจงนับ “แนวคิด” ท่ีเป็นประเด็นของการศึกษาตามท่ีระบุไว้ใน
วัตถุประสงค์ โดยแนวคิดเหล่าน้ันปรากฏอยู่ในเอกสารหรืองานเขียนที่ต้องแจงนับออกมา เพ่ือให้
เห็นชัดลงไปว่าเอกสารหรืองานเขียนนนั้ ให้นา้ หนักกบั แนวคิดเหล่านนั้ มากน้อยเพยี งใด มิใช่เกดิ จากการ
วิเคราะห์ด้วยการอธิบายตามความรู้สึกของผู้วิจัย การแจงนับเหล่าน้ันนอกจากทาให้ทราบน้าหนักของ
ประเด็นเหล่านั้นแล้ว ยังอาจหาความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดในเอกสาร หรืองานเขียนเหล่าน้ันได้
เชน่ เดียวกัน34
โดยทั่วไปการวิเคราะห์เน้ือหาเป็นวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพทั้งท่ีเป็นบันทึกเอกสาร
ข่าวสารอย่างมีระบบ มีวัตถุประสงค์เพ่ือแสดงการเน้นหรือความถ่ีในการสื่อความหมาย เช่น การโน้ม
นา้ วใจ ลีลาการเขียน ความเช่ือถือของเน้ีอหา อย่างไรกต็ าม มีข้อถกเถียงกันว่า วธิ ีวิเคราะห์เนีอ้ หาเป็น
“การวิเคราะห์เชิงปริมาณ” หรือ “เชิงคุณภาพ” ข้ออ้างที่ว่าควรเป็นวิธีการวิเคราะห์เชิงปริมาณอยู่ที่
การทาให้เป็นระบบกฎเกณฑ์ด้วยวิธีการวัตถุวิสัย ส่วนข้ออ้างท่ีว่าเป็นวิธีการวิเคราะห์เชิงคุณภาพก็
เพราะเเนวคิดทั้งปวงเป็นเร่ืองกาหนดมาจากจิต (mind - set) ที่ต้องให้ความหมาย และตีความด้วย
“อัตวิสัย” (subjectivity) ของมนุษย์ แม้จะอ้างว่าเป็นการแจงนับก็ตาม แต่ส่วนใหญ่ยอมรับว่า
วิธีการวิเคราะหเ์ น้ือหาเป็นวิธีวิเคราะห์เชงิ คณุ ภาพ และเป็นผลงานฃองมนุษย์ท่ีมนุษย์เท่านั้นจะหา
ความหมายภายในมนษุ ยจ์ ึงจะได้ความจริงทีช่ ดั เจน
34 สรุ พงษ์ โสธนะเสถียร. “กำรวิจัยกำรส่ือสำร” จุลสารไทยคดศี ึกษา ปที ่ี 18 ฉบับท่ี 1 (สงิ หำคม-ตุลำคม
2544) ห น้ ำ 31-32; Jarol B. Manheim and Richard C. Rich., Empirical Political Analysis. Research
Methods in Political Science, ( New York: Longman Publishers, 1995) ; Lisa Harrison, Political
Research An Introducton. (New York :Longman Publishers, 2001) pp. 114-118.
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
33
ยกตัวอยา่ ง การวเิ คราะหเ์ นื้อหาของ มัลตนั โรเคช (Milton Rokeach) และเจมส์ มอริลนั
(James Morrison)35 ที่ไดน้ าข้อเขียนของบุคคล 4 แบบ มาอ่านอย่างละเอียด แล้วบนั ทกึ วา่ ใน
ข้อเขียนของแต่ละบคุ คลแต่ละแบบกล่าวถึง “คา่ นิยม” ตา่ ง ๆ อยา่ งละกีค่ รงั้ บุคคล 4 แบบ คือ
(1) พวกสังคมนิยมประชาธิปไตย จากเขยี นของอีรกิ ซ์ ฟรอมม์ (Erich Fromm) และ
นอรแ์ มน โธมสั (Norman Thomas)
(2) พวกฟาสซิสต์ จากหนังสือเรื่อง “การต่อสู้ของข้าพเจ้า” (Mem Kampf) ของอดอลฟ์ ฮิต
เลอร์ (Adlolf Hitler)
(3) พวกคอมมิวนิสต์ จากข้อเขียนของเลนิน (Lenin)
(4) พวกเสรีประชาธปิ ไตย จากข้อเขียนของนายแบรี โกลด์วอเตอร์ (Barry Goldwater)
ข้อเขยี นของบคุ คลดังกลา่ ว โรเคช และมอรสิ ัน ได้คัดมาคนละ 25,000 คา
สาหรบั “ค่านิยม” ในขอ้ เขียนดังกล่าวมี 17 ชนิด ได้แก่ ความซ่ือสตั ย์ ชีวิตที่สุขสบาย ความ
เสมอภาค เสรีภาพ เป็นต้น แต่ค่านิยมท่ีผู้เขียนหรือผู้วิจัยต้องการเน้นได้แก่ “ความเสมอภาค” และ
“เสรีภาพ” ผลจากการวิเคราะห์เนอ้ื หาของทงั้ 2 คน พบวา่
- นักสังคมนิยมประชาธิปไตยให้ความสาคัญมากทง้ั “เสรีภาพ” และ “ความเสมอภาค”
- ฮิตเลอร์ ไมใ่ ห้ความสาคญั ทัง้ “เสรภี าพ” และ “ความเสมอภาค”
- เลนนิ ให้ความสาคญั อย่างมากแก่ “ความเสมอภาค” แตใ่ หค้ วามสาคญั น้อยแก่ “เสรีภาพ”
- โกลด์วอเตอร์ ให้ความสาคัญอย่างมากแก่ “เสรีภาพ” แต่ให้ความสาคัญน้อยแก่ “ความ
เสมอภาค”
โดยท่ัวไป การวิเคราะห์เน้อื หาเป็นการวิเคราะหท์ ี่เหมาะสมสาหรับการรวบรวมและวิเคราะห์
ขอ้ มูลที่ไมต่ ้องการให้เกิดปฏิกิริยา หรือความรู้สึกที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาตขิ องผู้ถูกวจิ ัย นอกจากนี้ยังมี
วตั ถุประสงคอ์ ่ืน ๆ เช่น วเิ คราะหเ์ พอ่ื อธิบายสภาพของเนื้อหา ศึกษาความสนใจ ความสาคญั ในท้องที่ที่
เกี่ยวขอ้ งในปญั หาเฉพาะ วเิ คราะห์การใชภ้ าษาในการส่ือสาร36 เป็นต้น
การวิเคราะห์เนื้อหายังสามารถนาไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพในรูปของการจัด
หมวดหมู่ตามประเภท หรือตามคณุ สมบัตขิ องขอ้ มลู นัน้ ๆ ซ่งึ ในทรรศนะของกูบา (Guba) และ
ลินคอลน์ (Lincoln) ได้เสนอแนวทาง สาหรับการพฒั นาการจัดหมวดหมู่ของขอ้ มลู ดงั นี้3727
- จานวนคนท่ีกล่าวถึงส่งิ นน้ั หรือความถข่ี องการกล่าวถงึ เรื่องนนั้ ๆ
35 ณรงค์ สินสวัสดิ์, “กำรวัดตัวแปร” ใน เอกสารการสอนชุดวิชาหลักและวิธีวิเคราะห์ทางการเมือง
สมัยใหม่ เล่ม 2 หน่วยท่ี 8 (นนทบุรี: สำขำวิชำรฐั ศำสตร์ มหำวทิ ยำลัยสโุ ขทยั ธรรมำธิรำช, 2546) หนำ้ 348-349
36 ประภำวดี สืบสนธิ, การวิจัยบรรณารักษ์, (กรุงเทพมหำนคร: คณะอักษรศำสตร์ จุฬำลงกรณ์
มหำวทิ ยำลัย, 2524), หนำ้ 126-127
37 E.G. Guba and Y.S. Lincoin, “Effective Evaluation”, (San Francisco. Jossey-Bass, 1961)
cited in S.B., Case Study Research in Education: A Qualitative Approach, (San Francisco: Jessey-
Bass Publisher,1988), p. 135.
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
- การทคี่ นคดิ วา่ ส่ิงน้นั ๆ มีความสาคญั หรอื มคี วามน่าเช่ือถอื
- ข้อมลู บางหมวดหมูม่ ีความเดน่ กว่าข้อมูลอ่นื ๆ ซ่ึงควรเกบ็ ไว้
- ขอ้ มูลบางหมวดมีความโดดเด่นกวา่ ปัญหาทวั่ ไป
หลงั จากศึกษาเนื้อหาสาระเร่ืองที่ 7.3.2 แลว้ โปรดปฏิบัตกิ จิ กรรม 7.3.2
ในแนวการศึกษาหน่วยท่ี 7 ตอนท่ี 7.3 เร่อื งที่ 7.3.2
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
35
เร่อื งท่ี 7.3.3
วิธกี ารวิเคราะห์ขอ้ มูลการวิจัยเชิงคณภาพเชิงอปุ นยั
ก่อนท่ีจะกล่าวถึง “วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพเชิงอุปนัย” (inductive
analysis) ขอกล่าวถึง การแสวงหาองค์ความรู้เชิงอุปนัยก่อนว่า การแสวงหาองค์ความรู้เชิงอุปนัย
หมายถึง การที่องค์ความรู้อาจได้มาโดยอาศัยประสบการณ์สังเกตอันมากมายแล้วนาข้อมูลที่เกิดจาก
การสงั เกตเหลา่ น้ันมาประมวลเปน็ แนวคดิ เปน็ คาอธิบาย เปน็ “ขอ้ สรุปทั่วไป” (generalization)
ขอ้ สรุปท่ัวไป คอื ขอ้ ความทปี่ ระกอบดว้ ยความสมั พนั ธ์ของแนวคิดต้งั แต่สองแนวคดิ ขึ้นไป
ในกรณีของรัฐศาสตร์ “การสร้างข้อสรปุ ทั่วไป” มีความสาคัญต่อการทาความเข้าใจเหตุการณ์
หรือปรากฏการณ์ทางการเมืองเป็นอย่างมาก แม้ว่าเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ทางการเมืองแต่ละ
เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์จะมีลักษณะเฉพาะเจาะจง (unique) แต่นักรัฐศาสตรต่างมุ่งพิจารณา
ลักษณะร่วม (commonalities) ของแต่ละเหตุการณ์แต่ละปรากฏการณ์เป็นเบ้ืองต้น เพราะนัก
รัฐศาสตร์ถือว่าเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเอกเทศ ในแง่ดังกล่าว เป้าหมายของ
การศึกษาค้นคว้าหรือทาความเข้าใจเหตุการณ์หรือปรากฎการณ์ทางการเมือง จึงมุ่งทาความเข้าใจเเบ
บแผน (patterns) ของเหตุการณห์ รอื ปรากฏการณท์ ร่ี ะบอุ อกมาเปน็ “ข้อสรปุ ท่ัวไป”
ตัวอย่าง เช่น นักวิจัยหรือผู้วิจัยมีข่าวสารข้อมูลของกลุ่มบุคคลในการเมืองไทยอยู่ชุดหนึ่ง
หลังจากท่ีได้มีการตรวจสอบพบว่า กลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป ไปลงคะแนนเสียง
ในการเลือกต้ัง ส.ส. น้อยมากในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาท ไปลงคะแนนเสียงในอัตรา
สูงหรือมากกว่า จากตัวอย่างดังกล่าว นักวิจัย หรือผู้วิจัยกาลังพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิด
สองแนวคิด คือ ระหว่าง “รายได้” กับ “พฤติกรรมการลงคะเเนนเสียงเลือกตั้ง” ประเด็นคือ นักวิจัย
หรือผวู้ ิจัยจะสรุปไดห้ รอื ไม่ว่า ขอ้ สรุปจากเหตุการณ์หรอื ปรากฏการณ์ ดังกลา่ วเป็นจริงในประชากรทุก
คนของประเทศ ตามความเป็นจริงแล้ว ข้อสรุปความสัมพันธร์ ะหว่าง “รายได้” กับ “พฤติกรรมในการ
ลงคะแนนเสียง” ข้างต้น อาจเป็นความบังเอิญ คือ มีอยู่เฉพาะในกลุ่มข้อมูลที่นักวิจัยกาลังพิจารณา
หรืออาจเปน็ จริงท่วั ไปก็ได้
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
อย่างไรก็ตาม เราเรียกกระบวนการที่ทาให้ “ข้อสรุปท่ัวไป” ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็น
“ข้อสรปุ ท่วั ไป” ของประชากรทว่ั ประเทศ ว่า คือ “การสรุปหรือการวเิ คราะห์เชิงอุปนัย”38
ในแงข่ องหลกั การ วิธกี ารวิเคราะห์ขอ้ มลู การวจิ ยั เชิงคุณภาพเชิงอปุ นัย เป็นการนาเอาข้อมูล
ทไี่ ดร้ ับจากการจัดเก็บรวบรวม “มาลด” หรอื “ตดั ทอน” เพ่ือทาให้ประเด็นท่ีศึกษามีความชัดเจนข้ืน
โดยนามาเชื่อมโยงกับสมมติฐานการวิจัยท่ีต้ังขื้นระหว่างการเก็บข้อมลู แลว้ นาไปสู่การพฒั นาทฤษฎีเพื่อ
อธิบายความหมายของขอ้ มูล
วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลวิธีนี้พัฒนาขึ้นมาโดยเอฟ ซนาเนียสกิ (F. Znaniecki) และได้มีการ
นามาใช้แสวงหาความเป็นสากลในชวี ติ ทางสังคม39 โดยขั้นตอนของการวเิ คราะหเ์ ชงิ อปุ นยั มีดังนี้40
(1) นักวิจัยต้องตีกรอบโดยสังเขปเกี่ยวกับสิ่งท่ีผู้วิจัยจะเข้าไปสังเกตหรือต้ังประเด็นคาถาม
ขน้ึ มาในกรอบของคาถาม
(2) เมื่อนักวิจัยหรือผู้วิจัยได้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์หรือการดาเนินการสังเกตการณ์
สถานการณ์หรือปรากฏการณ์น้ันไปชว่ งหน่งึ แลว้ ควรลองสมมติคาตอบเก่ยี วกับประเดน็ ทีจ่ ะศึกษาหรือ
ตง้ั เปน็ สมมติฐานขึน้ มา
(3) ต่อจากนั้นผู้วิจัยหรือนักวิจัยดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล (ต่อไป) โดยทาการเลือกกรณี
ตัวอยา่ ง 1 หรอื 2 กรณเี พ่อื ทดสอบว่า สมมติฐานทตี่ งั้ ไว้สอดคลอ้ งกับขอ้ เทจ็ จริงหรอื ไม่
(4) ถ้าสมมติฐานท่ีผู้วิจัยหรือนักวิจัยต้ังไว้ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ผู้วิจัยก็จะต้องเลือก
ดาเนินการทางใดทางหนึ่งระหว่างการปรับสมมติฐานใหม่หรือกลับไปท่ีข้ันตอนแรก คือ การตีกรอบ
ประเดน็ ท่ีจะศึกษาให้ครอบคลมุ หรือยกเวน้ กรณีน้นั ๆ
(5) นักวิจัยเร่ิมต้นข้ันตอนที่ 2, 3 และ 4 ใหม่ จนกว่าจะสามารถทดสอบสมมติฐานได้จาก
กรณตี วั อย่างจานวนหน่ึงทไ่ี ม่มากนัก อาจจะ 6 - 10 กรณแี ลว้ แต่เรือ่ งที่ทาการศึกษา ทั้งนี้เพ่ือท่ีจะเขา้ สู่
ขนั้ การสรปุ ความ (หรือการสรุปท่ัวไป) ถ้าหากมีกรณีท่ีมกี ารปฏิเสธสมมตฐิ านแม้จะเป็นเพียงกรณีเดียว
นกั วิจยั ก็จะตอ้ งเรม่ิ ข้นั ตอนทั้งหมดใหม่
(6) ระเบียบวิธีการน้ีเป็นการทดสอบกรณีตัวอย่างท่ีนักวิจัยสามารถให้คาจากัดความสิ่งที่จะ
ไปสงั เกตการณ์ใหม่ หรือปรับสิง่ ท่จี ะไปสังเกตการณแ์ ละสมมติฐานได้เร่ือย ๆ จนกระทัง่ นักวจิ ัยสามารถ
หาข้อยุตหิ รือข้อสรุปท่มี ีความสอดคลอ้ งกนั ได้
38 พรศกั ดิ ผ่องแผ้ว, รัฐศาสตร์เชงิ ประจกั ษ,์ (กรุงเทพมหำนคร: คณะรัฐศำสตร์ จฬุ ำลงกรณม์ หำวทิ ยำลยั ,
2531),หนำ้ 27-28
39 F. Znaniecki,The Method of Sociology. (New York: Farrar and Rinehart, 1934)
40 M. Hammersley and p. Atkinson, Ethnography Precise in Practice. 2 nd ed. (London:
Routledge,1995), pp. 234
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
37
ในแง่ดังกล่าวการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้ “วิธีการวิเคราะห์เชิงอุปนัย” จึงเปรียบเสมือนนัก
เดินป่าท่ีคลาทางไปสู่จุดหมายโดยไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศ และจาต้องคอยสอดส่องอยู่ตลอดเวลาว่า
เส้นทางของตนเป็นอย่างไรบ้าง มีการผิดพลาดหลงไปหรือไม่ อย่างไร ท้ังจะต้องตรวจสอบทิศทางอยู่
เสมอด้วย เพ่ือท่ีเม่ือพบส่ิงผิดปกตหิ รือมีแนวโนัมว่า ตนจะหลงทางแล้วจะไดเ้ คลอื่ นไหวทันและกลับตัว
ปรบั เส้นทางใหม่ได้ และตามความเป็นจริงแล้ว “วธิ ีการวเิ คราะห์การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงอปุ นยั ” มีฐาน
คติที่ว่า การวิเคราะห์จะได้มาซ่ึงข้อความที่มีลักษณะเป็นข้อความเชิงเหตุและผลตามวิธีการทาง
วิทยาศาสตร์ หรือเป็นข้อสรุปที่สาคัญคือ ไม่ใช่เพียงความถูกต้องสาหรับกรณีน้ัน ๆ แต่จะต้องสามารถ
นาไปขยายความไดใ้ นกรณีทวั่ ไปได้ดว้ ย
จากที่กล่าวมาข้างต้น หมายความว่า “วิธีการวิเคราะห์การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงอุปนัย” เป็น
วิธีการวิเคราะห์ท่ีสร้างข้อสรุปจากรูปธรรม หรือปรากฏการณ์ท่ีมองเห็น เช่น การเลือกต้ัง การ
เดินขบวน ฯลฯ เมื่อนักวิจัยได้เห็นรูปธรรม หรือเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์หลาย ๆ เหตุการณ์หลาย
ปรากฏการณม์ าสรา้ งเป็น “ขอ้ สรปุ ทั่วไป”
ถ้าข้อสรุปยังไม่ได้รับการตรวจสอบยืนยันก็ถือว่า ข้อสรุปดังกล่าวเป็นสมมติฐานช่ัวคราว แต่
ถ้าหากเม่ือใดท่ีข้อสรุปดังกล่าวได้รับการยืนยัน จะถือข้อสรุปดังกล่าวเป็นข้อสรุปทั่วไปที่มีความเป็น
นามธรรม (abstract) ในระดบั ตน้ ๆ
การสรา้ งข้อสรุปเชิงนามธรรมจากปรากฏการณ์ท่ีมองเหน็ เช่น นักการเมืองอภิปรายหาเสียง
หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎรหรือในรัฐสภา นักวิจัยหรือผู้วิจัยต้องสรุปปรากฏการณ์ที่
เกิดขึ้นให้เป็น และท่ีสาคัญต้องคานึงอยู่ตลอดเวลาว่า การสร้างข้อสรุปน้ีไม่ใช่ทาในตอนท้ายของการ
รวบรวมข้อมูลเท่าน้ัน แต่เป็นสิ่งที่นักวิจัยหรือผู้วิจัยต้องทาตลอดเวลา ที่สาคัญก็คือ ข้อสรุปท่ัวไปท่ี
เกิดขนึ้ ต้องสามารถนาไปขยายความหรอื อธบิ ายความได้41
ทั้งนี้ วิธีวิเคราะห์การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงอุปนัยยังมีลักษณะเป็น “การวิเคราะห์” หรือเป็น
“การอ้าง” แบบ “ก้าวกระโดด” ที่หมายถึง “การก้าวกระโดด” ของความเชื่อว่าเป็นจริงจากที่
สงั เกตเหน็ เพียงบางส่วน
คุณลักษณะสาศัญของ “วิธีวิเคราะห์การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงอุปนัย” คือ ผู้วิจัยหรือนักวิจัย
ไม่ได้มีข้อมูลครบทุกหน่วยในประชากร หากมีข้อมูลเฉพาะกลุ่มหรือเพียงบางส่วน (กลุ่มต้วอย่าง) ของ
ประชากรเท่านนั้ ดังน้นั ในการสรปุ ว่า “บุคคลที่มรี ายไดม้ ากไปลงคะแนนเสียงหรือเลอื กตั้งน้อย” นั้น ดู
จะเป็นการสรุปจากความเชื่อท่ีว่ากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาแทนคุณลักษณะของปรากฏการณ์
ท้ังหมดได้ ซ่ึงการอ้างดังกล่าวถือหรือเรียกว่าเป็น “การก้าวกระโดดของกระบวนการวิเคราะห์การวิจัย
41 สุภำงค์ จนั ทวำนิช, วธิ ีการวจิ ยั เซงิ คณุ ภาพ, ( กรุงเทพมหำนคร: สำนกั พมิ พจ์ ุฬำลงกรณม์ หำวิทยำลยั ,
2543) .หนำั 131 - 132
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
เชิงคุณภาพเชิงอปุ นัย” 42 ซ่งึ ในกรณีที่ข้อมลู มีความสลับซับซ้อนมาก “การสรุป” หรอื “การวิเคราะห์
แบบก้าวกระโดด” แบบน้กี ็จะยิ่งมปี ัญหามากขน้ึ
อาจจะมีคาถามว่า ปัจจัยหรือส่ิงใดทาให้นักวิจัยหรือผู้วิจัยมั่นใจในการวิเคราะห์แบบก้าว
กระโดดของการวิจัยเชิงคุณภาพเชิงอุปนัย เพราะตามความเป็นจริงเป้าหมายของการวิจัยเชิงศาสตร์
ไม่ได้มุ่งที่จะทาความเข้าใจปรากฏการณ์ของกลุ่มตัวอย่างเพียงกลุ่มเดียว หรือเพียงในช่วงเวลาเดียว
เท่าน้ัน หากแต่เป้าหมายอยู่ที่การทาความเข้าใจแบบแผนทั่วไปในโลกเชิงประจักษ์ ในแง่ดังกล่าว วิธี
หรือหนทางเดียวท่ีจะช่วยในการทาความเข้าใจดังกล่าวคือ ต้องค่อย ๆ รวบรวมข้อมูลหรือหลักฐานใน
แต่ละชิ้น ในแตล่ ะช่วงเวลา เม่ือรวบรวมข้อมลู หรือหลักฐานได้มาก แน่นอนก็จะน่าไปสู่ความน่าเช่ือถือ
ในความถูกต้องมากย่ิงขึ้น43 เม่ือเป็นเชน่ น้ีผูว้ ิจัยหรือนักวิจัยเวลานาวิธีวิเคราะห์การวจิ ัยเชิงคุณภาพเชิง
อุปนัยไปใช้ จึงตอ้ งใช้ด้วยความรอบคอบระมัดระวงั
หลังจากศกึ ษาเน้ือหาสาระเร่ืองท่ี 7.3.3 แลว้ โปรดปฏิบตั ิกจิ กรรม 7.3.3
ในแนวการศึกษาหนว่ ยที่ 7 ตอนที่ 7.3 เรอ่ื งที่ 7.3.3
42 พรศักด์ิ ผอ่ งแผว้ อา้ งแลว้ หน้ำ 28-29
43 เพ่ิงอา้ ง หน้ำ 29
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
39
ตอนที่ 7.4
ปัญหาอุปสรรค และตัวอย่างการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิง
คุณภาพในทางรัฐศาสตร์
โปรดอา่ นแผนการสอนประจาตอนที่ 7.4 แลว้ จงึ ศกึ ษาเนอ้ื หาสาระ พรอ้ มปฏิบัตกิ ิจกรรมในแต่ละตอน
หวั เรื่อง
เร่อื งที่ 7.4.1 ปัญหาอุปสรรคในการวเิ คราะหข์ อ้ มูลเชงิ คุณภาพในทางรัฐศาสตร์
เรื่องที่ 7.4.2 ตัวอย่างการวเิ คราะห์ข้อมูลการวิจยเชงิ คุณภาพในทางรัฐศาสตร์
แนวคิด
1. ปัญหาอุปสรรคในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์มีหลาย
ประการ อาทิ ปัญหาความลุ่มลึกของนักวจิ ัยในทางทฤษฎีและระเบียบวธิ ีวิจยั ปญั หา
ทรรศนะของ “คนใน” หรือคนที่เก่ียวข้องกับปรากฏการณ์ทางการเมืองนั้น ๆ
โดยตรง เป็นตน้
2. ตัวอย่างการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรั ฐศาสตร์นามาจาก
วิทยานิพนธ์ของชุติมา สุมน เร่ือง “กลุ่มพลังประชาธิปไตยในประชาสังคม: บทบาท
ในการผลกั ดันนโยบายปฏิรปู การเมือง พ.ศ. 2536-2538”
วตั ถปุ ระสงค์
เมอ่ื ศึกษาตอนที่ 7.4 จบแล้ว นักศกึ ษาสามารถ
1. วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์
ได้
2. วเิ คราะห์การวเิ คราะหข์ อ้ มลู จากงานวจิ ยั คณุ ภาพได้
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
ความนา
การวิจัยไม่ว่าจะเป็นการวิจัยเชิงปริมาณหรือการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐ ศาสตร์หรือในทาง
สงั คมศาสตรแ์ ขนงอืน่ ๆ ตา่ งมีปัญหาอุปสรรคในการวิเคราะหข์ ้อมูล
ตัวอย่างกรณีของ “ข้อมูลเชิงคุณภาพ” ดังเป็นท่ีทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า มีลักษณะเป็น
“ข้อความ” หรือเป็น “การพรรณนา” ให้เห็นสภาพของปรากฏการณ์ ประเภท กระบวนการข้ันตอน
ของเหตุการณ์ที่เกิดข้ึน นักวิจัยจะต้องนามาศึกษาในระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูล โดยเฉพาะอย่างย่ิงใน
การตรวจสอบว่า ใครเปน็ ผใู้ หข้ ้อมูลอะไร ในสถานการณอ์ ะไร
ด้วยเหตุที่การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการนาเสนอข้อมูล “การบรรยาย” เพื่อให้เห็นลักษณะและ
สภาพของปรากฏการณ์ รวมท้ังความเคล่ือนไหวและการเปล่ียนแปลงของปรากฏการณ์ทางการเมือง
มักก่อให้เกิดปัญหาอุปสรรคในการวิเคราะห์ข้อมูลเพราะมักจะมีการมองว่า การนาเสนอข้อมูลของการ
วิจัยเชิงคุณภาพดังกล่าวเป็นการนาเสนอในเชิงพรรณนาท่ีละเอียดแต่ปราศจากการวิเคราะห์ ชึ่งจะ
แตกต่างไปจากการวิจัยเชิงปริมาณที่มีการใช้ข้อมูลสถิติจึงทาให้ได้รับการมองหรือพิจารณาว่า การ
นาเสนอข้อมูลเชิงปริมาณเปน็ การวิเคราะห์ทส่ี ามารถเปรยี บเทียบแยกแยะเหตุผลทีด่ ีกวา่
จากเหตุดังกล่าว ในตอนที่ 7.4 จะได้กล่าวถึงปัญหาอุปสรรคอ่ืน ๆ ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิง
คณุ ภาพโดยเฉพาะในทางรัฐศาสตร์ นอกจากน้ียังจะได้มีการยกตัวอย่างการวเิ คราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิง
คุณภาพในทางรัฐศาสตร์ ท้ังนี้เพื่อเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาท่ีจะทาความเข้าใจว่า การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิจยั เชงิ คณุ ภาพในทางรฐั ศาสตร์ ใช้วธิ วี เิ คราะหอ์ ะไร
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
41
เร่ืองท่ี 7.4.1 ปญั หาอุปสรรคในการวิเคราะห์ข้อมลู เชิงคุณภาพ
ในทางรัฐศาสตร์
การวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์มีปัญหาอุปสรรคท่ีสาคัญอยู่ หลาย
ประการ แตใ่ นหนว่ ยนีข้ อกลา่ วถึงบางประการทส่ี าคัญ ๆ อาทิ
ประการแรก ปัญหาความลุ่มลึกของนักวิจัยในทางทฤษฎีและระเบียบวิธีวิจัย กล่าวคือ ใน
เเง่ของหลักการการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ เป็นการจาแนกหมวดหมู่ของ
ข้อมูลให้เป็นระบบ เพ่ือทาให้เกิดความเข้าใจในความหลากหลาย ความหมายเเละความสัมพันธ์ของ
ข้อมูลในบรบิ ทของสังคมการเมือง
ในแง่ดังกล่าวในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ หลังจากนักวิจัยหรือผู้วิจัย
แยกแยะหมวดหมู่ของปรากฏการณ์ทางการเมืองท่ีทาการศึกษาเเล้ว นักวิจัยหรือผู้วิจยั จะต้องใช้วิธีการ
นาเสนอโดยการพรรณนาให้เห็นสภาพเง่ือนไข กระบวนการข้ันตอนของความสัมพันธ์ต่าง ๆ รวมทั้ง
พยายามหาความหมายทางการเมืองในทรรศนะของบคุ คลผู้ให้ข้อมูล ที่อาจจะมคี วามเข้าใจและตีความ
แตกตา่ งกันออกไป หรอื แตกต่างไปจากนักวจิ ยั หรือผูว้ ิจยั
ดังนน้ั ในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยในทางรัฐศาสตร์จึงเป็นเร่ืองของการทีน่ ักวิจัยต้องทาความ
เข้าใจ แบบแผน และความหมายของพฤติกรรมทางการเมือง มากกว่าท่ีจะมุ่งเน้นหาระดับความมาก
น้อยหรือความเข้มข้นของความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ และท่ีสาคัญการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
ดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลที่อาศัย “เคร่ืองมือทางความคิด” (conceptual tools) มากกว่าท่ีจะ
อาศัย “เคร่ืองมือทางสถิติ” (statistical tools) เพราะฉะน้ันถ้านักวิจัยหรือผู้วิจัยไม่มีความลุ่มลึก ไม่มี
พ้ืนฐานทางทฤษฎี กรอบแนวคิดท่ีใช้ในการวิจัย รวมถึงพื้นฐานความรู้ทางระเบียบวิธีวิจั ย
(methodology) เป็นอย่างดี ย่อมมีปัญหาในการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแน่นอน โดยเฉพาะการทาความ
เข้าใจ “แบบแผน” และ “ความหมาย” ของพฤตกิ รรมนั้น ๆ
ประการทีส่ อง ขอ้ สรุปท่ีได้จากการวจิ ัยเชิงคณุ ภาพจะมีลักษณะเป็นข้อสรุปเฉพาะกรณี ความ
น่าเช่ือถือของการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์จึงถูกมองว่ามีน้อยกว่าการวิเคราะห์
ข้อมูลเชิงปริมาณในทางรัฐศาสตร์ ท่ีเวลามีข้อสรุปการวิเคราะห์ข้อมูล ข้อสรุปมีแนวโนัมจะเป็น
“ข้อสรุปท่ัวไป” ท่ีเป็นท่ียอมรับหรือน่าเช่ือถือมากกว่า เพราะหน่วยในการศึกษาหรือหน่วยในการ
วิเคราะห์ของการวจิ ัยเชงิ ปรมิ าณในทางรฐั ศาสตรม์ ีมากกวา่
ตัวอย่างงานการศึกษาผู้นาทางการเมือง ของเจมส์ บาร์เบอร์ (James Barber) ที่ทาการ
วิเคราะห์ชีวิตของประธานาธิบดีคาลวิน คูลลิดจ์ (Calvin Coolidge) ซ่ึงเป็นประธานาธิบดีคนท่ี 30
ของสหรฐั อเมรกิ าที่มชี วี ติ อย่รู ะหวา่ ง ค.ศ. 1872 – 1933
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
ในการศึกษาดังกล่าว เวลาทาการวิเคราะห์ บาร์เบอร์ ได้นาข้อมูลท่ีได้มาจากเอกสารท้ังหมด
(documentary data) มาศึกษาเจาะลึกชีวิตของคูลลิดจ์โดยมีจุดประสงค์เพื่ออธิบายว่า ทาไมคูลลิดจ์
จึงมีลกั ษณะ ดังต่อไปนี้
- ชอบพดู ต่อสาธารณะและมคี วามสามารถในการพดู ท่ีประทับใจคนฟังเปน็ จานวนมาก
- ในการทางานคูลลิดจ์ชอบมอบหมายให้คนอนื่ ทามากท่สี ุดเทา่ ท่จี ะทาได้
- ไม่ชอบตดิ ต่อใครในลกั ษณะส่วนตวั
วิธีการวิเคราะห์ของบาร์เบอร์ใช้วิธีการอธิบายชีวิตวัยเด็ก ความสาเร็จทางการเมืองคร้ังแรก
ของคูลลดิ จแ์ ละอิทธิพลท่ีคูลลิดจ์ได้รบั จากครูบาอาจารย์ ปรากฏวา่ หลงั จากทบี่ ารเ์ บอร์ไดศ้ ึกษาเอกสาร
ท่เี กบ็ รวบรวมเก่ยี วกบั ชวี ติ ของคลู ลิดจ์ทัง้ หมด
บาร์เบอร์สรุปแบบภาวะผู้นาของคูลลิดจ์ใด้ว่า เขาเริ่มเป็นตัวของเขาเองมีความเชื่อมั่นใน
ตนเอง รู้ถึงความสามารถของตนเอง และมีความเลื่อมใสในพระผู้เป็นเจ้ามากขึ้นระหว่างท่ีเข้าเป็น
นักศึกษาปีท่ีสามและปีท่ีสี่ หลังจากนั้นเขาเร่ิมตัดสินชีวิตด้วยตนเอง ด้วยการเลือกอาชีพทนายความท่ี
เขาคิดว่าเป็นอาชีพที่จะช่วยผู้อ่ืนได้มากที่สุด ที่สาคัญเขาเรียนรู้ท่ีจะรอคอย เพราะเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้า
จะบันดาลให้ทุกอย่างเป็นไปในทางที่ดี เขาเรียนรู้ว่าตัวเขาเป็นผู้ท่ีมีความสามารถในการใช้คาพูด
โดยเฉพาะอย่างยงิ่ การพดู สุนทรพจน์ต่อผู้คนเป็นจานวนมาก
ประเด็นในการศึกษาชีวิตของประธานาธิบดีคูลลิดจ์ บาร์เบอร์ในฐานะนักวิจัยหรือผู้วิจัยต้อง
เก็บรายงานข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลคือชีวิตของคูลลิดจ์ด้วยตนเอง44 เพราะฉะนั้นผลของการศึกษา
วิเคราะหข์ องบาร์เบอร์จึงขึ้นอย่กู บั ตวั บาร์เบอร์เอง โดยเฉพาะความสามารถและประสบการณข์ อง
บาร์เบอร์ การยอมรับผลของการวิเคราะห์ รวมทั้งการสรุปว่าจะมีความเช่ือถือมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่
กบั ตัวนักวิจัยหรอื ผ้วู จิ ัยเอง
นอกจากน้ีหลังจากทาการวิเคราะห์เสร็จ บาร์เบอร์ก็จะต้องสรุปหรือมีข้อสรุป ปัญหาคือ
ข้อสรุปของการศึกษาของบาร์เบอร์เป็นได้เพียง “ข้อสรุปเฉพาะกรณี” ผลท่ีเกิดข้ึนตามมา คือ ความ
น่าเช่ือถือหรือการยอมรับมีไม่กว้างขวางเน่ืองจากข้อสรุปดังกล่าวมีอานาจในการอธิบายได้เฉพาะกรณี
ไม่มีอานาจในการอธบิ ายไดเ้ ปน็ การทัว่ ไป
ประการที่สาม เป็นปัญหาทรรศนะของ “คนใน” หรือ “คน”ที่เก่ียวข้องกับปรากฏการณ์
ทางการเมืองน้ัน ๆ โดยตรง ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ในแง่ของหลักการ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
ในทางรัฐศาสตร์ นอกจากเป็นเร่ืองการนาภาพรวมของปรากฏการณท์ างการเมืองมาเป็นแนวทางในการ
44 ณรงค์ สนิ สวสั ด์ิ, “กำรวิจยั เชงิ คณุ ภำพและเชิงปริมำณ” ใน เอกสารการสอนชุดวิชาหลักและวิธีวเิ คราะห์
ทางการเมืองสมัยใหม่ เล่ม 1 หนว่ ยท่ี 2 (นนทบุรี: สำขำวชิ ำรัฐศำสตร์ มหำวิทยำลัยสุโขทยั ธรรมำธิรำช, 2546), หน้ำ
67-73
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
43
วิเคราะห์ข้อมูลแล้ว ยังต้องอาศัยข้อมูลอีกส่วนหน่ึงที่เป็น”บริบท” ของปรากฏการณ์ที่ให้ความหมาย
และมผี ลต่อการดารงอย่ขู องปรากฏการณ์มาเป็นแนวในการวเิ คราะห์
นอกจากน้ันในทรรศนะของการวิจัยเชิงคุณภาพ ปรากฏการณ์หรือพฤติกรรมทางสังคม
เช่นเดียวกับปรากฏการณ์หรือพฤติกรรมทางการเมือง “เป็นสิ่งท่ีถูกกาหนด” และปรุงแต่งโดยสังคม
การเมอื งนั้น นักวจิ ัยเชิงคณุ ภาพในทางรฐั ศาสตรเ์ วลาทาการวเิ คราะหข์ ้อมูลจงึ ตอ้ งนาเอาเงอื่ นไขเหล่าน้ี
มาใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองท่ีศึกษา คือ นักวิจัยหรือผู้วิจัยต้องพยายามค้นหาว่า ใน
สังคมการเมืองท่ีศึกษานั้น “คนในสังคมการเมือง” หรือ “คนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองน้ันโดยตรง” มี
ความคิดมีค่านิยมทางการเมือง และให้ความหมายต่อปรากฏการณ์ทางการเมืองน้ันอย่างไร หรือกล่าว
อีกนัยหนึ่งคือ นักวิจัยหรือผู้วิจัยต้องพยายามค้นหา “ทรรศนะของคนใน” เพ่ือนามาวิเคราะห์ข้อมูล
นั่นก็คือ พยายามหาว่าคนท่ีเก่ียวข้องกับปรากฏการณ์ทางการเมืองนั้น ๆ มีความคิด มีค่านิยมทาง
การเมือง และใหค้ วามหมายตอ่ ปรากฏการณ์ทางการเมืองนั้นอยา่ งไร
ตัวอย่างการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพในปรากฏการณ์ทางการเมือง คือ “เหตุการณ์ 14 ตุลาคม
2516” ท่ีเกิดข้ึน ในกรณีน้ีนักวิจัยหรือผู้วิจัยถ้าอยากจะเข้าใจปรากฏการณ์ทางการเมืองน้ีอย่างลึกซึ้ง
นักวิจัยหรือผู้วิจัยจะต้องพยายามสัมภาษณ์พูดคุยกับแกนนาและผู้ท่ีเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ทางการ
เมอื งนโ้ี ดยตรงวา่ มีความคิด มีคา่ นิยมทางการเมืองตอ่ ปรากฏการณ์ต่อเหตุการณ์ที่เกดิ ขน้ึ นอี้ ยา่ งไร
ประเด็นก็คือ ในการวิจัยเชิงคุณภาพทางรัฐศาสตร์ บางครั้งนักวิจัยไม่ได้ให้ความสนใจต่อ
“ทรรศนะของคนใน” หรือ “คนที่เก่ียวข้องกับเร่ืองน้ัน ๆ โดยตรง” ซ่ึงเป็นผู้ท่ีจะระบุความคิด
ค่านิยมทางการเมืองที่แท้จริงต่อปรากฏการณ์ทางการเมืองน้ัน ๆ ออกมา ทาให้บางคร้ังนักวิจัยไม่
สามารถวิเคราะห์ส่ิงท่ีอยู่เบ้ืองหลังเหตการณ์หรือปรากฏการณ์น้ัน ๆ ออกมาอย่างถูกต้องได้ ตรงน้ีคือ
ปัญหาอปุ สรรคอีกประการหนง่ึ ของการวิเคราะห์ข้อมูลการวจิ ยั เชิงคณุ ภาพในทางรัฐศาสตร์
ประการท่ีส่ี การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพในรัฐศาสตร์เช่นเดียวกับการวิเคราะห์ข้อมูลการ
วิจัยเชิงคุณภาพโดยท่ัวไป นั่นก็คือไม่ใช้กระบวนการทางสถิติ (แต่บางครั้งอาจจะใช้สถิติก็ได้) แต่
อาศัยหลักของการวิจัยเชิงคุณภาพและแนวคิดทางทฤษฎี เพื่อช่วยแยกแยะให้เห็นปัจจัยที่เป็น
พื้นฐานและเป็นเงื่อนไขแวดล้อมของความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์และพรรณนาให้เห็นลาดับของ
เหตกุ ารณห์ รอื อธบิ ายบทบาทหนา้ ทข่ี ององคก์ ร สถาบันและบคุ คลที่มีส่วนทาใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลง
ในแง่ดังกล่าว การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์จึงไม่ใช่เป็นการวิเคราะห์
ความสัมพันธ์ของตัวเเปร X และ Y โดยอาศัยคาความสาคัญทางสถิติเป็นเครื่องมือชี้นา หรือ
คาอธิบาย แต่ต้องอาศัยปรากฏการณ์ท่ีเป็นรูปธรรม ตรงนี้อาจกลายเป็นปัญหาอุปสรรคของการ
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ เพราะปรากฏการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเคลื่อนไหว และขณะเดียวกันมี
การเปล่ียนแปลงอยเู่ สมอ ประเดน็ ก็คือตรงนีอ้ าจก่อให้เกิดปัญหาความน่าเชื่อถอื ในการวิเคราะหไ์ ด้
หลังจากศกึ ษาเน้ือหาสาระเรื่องที่ 7.4.1 แล้ว โปรดปฏิบตั ิกจิ กรรม 7.4.1
ในแนวการศึกษาหนว่ ยที่ 7 ตอนที่ 7.4 เรอ่ื งที่ 7.4.1
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
เรอ่ื งที่ 7.4.2 ตวั อย่างการวิเคราะห์ขอ้ มลู การวิจยั เชิงคุณภาพ
ในทางรัฐศาสตร์
ตวั อย่างการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพในทางรัฐศาสตร์ ที่นามาเป็นตัวอย่างในเร่ืองที่
7.4.2 นามาจากงานวิจัยหรืองานวิทยานิพนธ์ของ ชุติมา สุมน45 เรื่อง “กลุ่มพลังประชาธิปไตยใน
ประชาสังคม: บทบาทในการผลักดันนโยบายปฏิรูปการเมือง พ.ศ. 2536 - 2538” งานวิจัยหรือ
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย สมมติฐานของการวิจัย ขอบเขตการวิจัย กรอบในการ
วเิ คราะห์ วิธีการศกึ ษาวจิ ัย และผลการวเิ คราะห์ ดงั นี้
1. วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั
1. เพ่ือศึกษาถึงลักษณะและบทบาทของกลุ่มพลังประชาธิปไตยในการเรียกร้องให้มีการปฏิรูป
การเมอื งในช่วง พ.ศ. 2536 - 2538
2. เพ่ือศึกษาถึงกระบวนการผลักดันของกลุ่มพลังประชาธิปไตย และผลท่ีเกิดขึ้นต่อการ
ตดั สินใจรบั เอาขอ้ เรยี กรอ้ งในการปฏริ ูปการเมอื งเป็นนโยบายของรฐั บาล46
2. สมมติฐานของการวจิ ัย
กลุ่มประชาธิปไตยแสดงบทบาทโดยการระดมพลังมวลชน และสร้างจิตสานึกร่วมของสังคม
เพื่อให้รัฐเห็นความสาคัญของปัญหาปฏิรูปการเมือง และใช้วิธีการกดดันทางการเมืองเพื่อให้การจัดทา
นโยบายสอดคล้องกบั ความเห็นของกลุม่ และให้มกี ารประกาศเป็นนโยบายของรัฐบาลในที่สุด47
3. ขอบเขตของการวิจยั
เน่ืองจากได้มีการเรียกรอ้ งให้รัฐบาลตัดสินในประเดน็ การปฏิรูปทางการเมืองมาตั้งเเต่ในสมัยรัฐบาล
นายชวน หลกี ภยั จนกระท่ังได้ผา่ นข้ันตอนการตัดสนิ ใจบรรจุเรื่องการปฏริ ูปการเมืองลงในนโยบายของรัฐบาล
นายบรรหาร ศิลปอาชา เม่ือวันที่ 26 กรกฎาคม 2538 รวมทั้งมีคาส่ังสานักนายกรัฐมนตรี ที่ 118/2538 ลง
วันที่ 8 สิงหาคม 2538 แต่งต้ังคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง (คปก.) ข้ึน เพ่ือทาการศึกษาแนวทางแก้ไข
รัฐธรรมนูญ มาตรา 211 อันเป็นแนวทางนาไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญท้ังฉบับ ดังน้ันขอบเขตในการวิจัย
45 ตัวอยำ่ งงำนวิจัยเชิงคณุ ภำพในทำงรฐั ศำสตร์นำมำจำกวทิ ยำนพิ นธ์ ของ ชตุ มิ ำ สมุ น.“กลุ่มพลงั
ประชาธิปไตยในประชาสงั คม: บทบาทในการผลกั ดนั นโยบายปฏริ ูปการเมือง พ.ศ. 2536 – 2538” (วทิ ยำนิพนธ์
รฐั ศำสตรมหำบณั ฑิต, สำขำกำรปกครอง บัณฑิตวิทยำลัย จุฬำลงกรณ์มหำวิทยำลยั ,2546)
46 เร่ืองเดียวกนั , หนำ้ 4
47 เร่ืองเดยี วกนั , หน้ำ 5
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
45
บทบาทของกลุ่มพลังประชาธิปไตยจึงจากัดอยู่ในช่วง พ.ศ. 2536 - 2538 ซึ่งถือได้ว่าการผลักดันนโยบาย
ปฏิรูปการเมืองไดบ้ รรลไุ ปขั้นหนึง่ แล้ว
สาหรับกลุ่มพลังประชาธิปไตยนั้น จะทาการวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มเท่าที่ปรากฏว่าเป็นแกนนา โดย
พจิ ารณาจากกลุ่ม/องค์กรท่ีมีบทบาทอย่างต่อเนื่องในการดาเนินการเรียกรอ้ ง และผลักดันใหเ้ กิดการตัดสินใจ
ในการกาหนดนโยบายปฏริ ปู การเมืองของรฐั บาล48
4. กรอบในการวิเคราะห์
การวเิ คราะหบ์ ทบาทของกลมุ่ พลังประชาธปิ ไตยในการผลกั ดันนโยบายปฏริ ปู การเมืองน้นั จะทาการ
พจิ ารณาในประเด็นดังตอ่ ไปนี้ คอื 49
4.1 ศึกษาภาพรวมการเกิดข้ึนของประชาสังคม เพ่ือท่ีจะแสดงให้เห็นถึงเวทีของการเมืองใน
ลกั ษณะท่ีสาธารณชนหรอื สังคมโดยส่วนใหญ่ มสี ่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของสังคมการเมืองโดยจะศกึ ษาว่า
มบี คุ คล กลมุ่ บุคคล องคก์ รใดบา้ งทมี่ บี ทบาทในการเรยี กร้อง และผลักดันใหม้ ีการปฏิรปู การเมืองข้ึน ดังนัน้ จึง
เอาแนวคดิ เร่ืองประชาสังคมมาเปน็ กรอบในการวเิ คราะห์ โดยจะทาการพจิ ารณาในประเดน็ ต่าง ๆ ดงั น้ี
4.1.1 ปัจเจกบคุ คลท่มี เี สรภี าพในการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมการเมือง
4.1.2 กลุ่มทางสงั คมและองค์กรตา่ ง ๆ ท่ีเป็นอิสระจากอานาจรัฐและพรรคการเมือง
4.1.3 ลักษณะความร่วมมอื กันอย่างเชอื่ มโยงระหว่างปจั เจกบคุ คลและองค์กรเอกชน
4.1.4 ลกั ษณะความสัมพนั ธ์ที่ปจั เจกบคุ คลและองค์กรเอกชนมตี อ่ รฐั
ขอ้ มลู ในส่วนนจ้ี ะได้มาจากการสมั ภาษณ์ ข่าวจากหนงั สอื พมิ พ์และบทความวิจารณ์ตา่ ง ๆ
4.2 การจัดองคก์ รและการสร้างเครอื ข่ายของกลมุ่
ในส่วนนี้จะทาการศึกษาเจาะลึกลงมาในระดับของกลุ่มหรือองค์กรที่ปรากฏว่าเป็นส่วนนาของภาค
ประชาสังคมในการผลักดันนโยบายปฏิรูปการเมืองว่า มีการจัดองค์กรของกลุ่มและมีการกระทาร่วมกันกับ
ปจั เจกบุคคล กลมุ่ และองค์กรตา่ ง ๆ ทเี่ ปน็ เครอื ข่ายอย่างไร
4.2.1 ลักษณะการจัดองค์กรของกลุ่ม เพื่อศึกษาว่ากลุ่มพลังประชาธิปไตยที่เป็นแกนนาในการ
ผลักดันนโยบายปฏิรูปการเมืองนั้น ส่วนใหญ่แล้วมีลักษณะการจัดองค์กรของกลุ่มอย่างไร มีลักษณะเป็น
ทางการเฉกเช่น กลุ่มกดด้นทางการในประเภทองค์กร หรือสถาบันหรือไม่ อย่างไร ความเป็นทางการใน
ความหมายนี้ไม่ได้พิจารณาในเชิงกฎหมาย แต่หมายถึงมีการจัดตั้งอย่างต่อเนื่อง ดังน้ันจึงต้องนาเอาแนวคิด
การจดั องคก์ รของกลมุ่ กดดันมาเป็นกรอบในการวิเคราะห์ โดยจะทาการพิจารณาในประเดน็ ดงั นี้ คือ
- โครงสรา้ งการจดั ต้งั กลุ่ม/องคก์ ร
- อุดมการณ์ หรอื วตั ถุประสงคข์ องกล่มุ
- ภาวะผู้นาของกล่มุ
- ทรพั ยากรภายในของกลมุ่
- กฎระเบยี บ โครงสร้างการบริหารงานของกลุม่
48 เร่ืองเดยี วกัน, หน้ำ 5 - 6
49 เร่ืองเดยี วกนั , หนำ้ 6 - 9
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
4.2.2 ลักษณะการสร้างเครือข่าย เนื่องจากในการผลักดันนโยบายปฏิรูปการเมืองนั้นอาจเป็น
การกระทาร่วมกันของปัจเจกบุคคล และองค์กรต่าง ๆ หลายองค์กร ซึ่งต้องมีการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย
เพ่ือให้มีพลังในการผลักดัน ดังน้ันจึงต้องนาเอาแนวคิดเรื่องขบวนการทางสังคมมาเป็นกรอบในการวิเคราะห์
โดยจะทาการพิจารณาในประเด็นตา่ ง ๆ ดังนี้
- ลักษณะการติดตอ่ สื่อสารกนั ระหวา่ งปัจเจกบคุ คลและกล่มุ องค์กรตา่ ง ๆ
- ลักษณะความสมั พันธก์ นั ระหว่างปจั เจกบุคคลและกลมุ่ องค์กรตา่ ง ๆ
ข้อมูลในสว่ นน้จี ะไดม้ าจากการสมั ภาษณผ์ ู้นาและสมาชิกขององคก์ รประชาธิปไตยทง้ั ที่เป็นแกน
นาและทเี่ ปน็ เครือข่าย เอกสารขององคก์ ร ขา่ ว และบทความวจิ ารณ์ต่าง ๆ
4.3 วิเคราะหว์ ธิ ีดาเนินการผลักดันนโยบายปฏิรูปการเมืองของกลุ่มพลงั ประชาธิปไตย
เนื่องจากการผลักดันนโยบายปฏิรูปการเมืองอันเป็นนโยบายท่ีเป็นการลดทอนอานาจของกลุ่มคน
บางกลมุ่ นกั การเมอื ง เปน็ ตน้ ตลอดจนอาจมบี างกล่มุ ที่ไม่เห็นดว้ ยกับการปฏิรปู การเมอื ง ดงั นนั้ การวิเคราะห์
การผลกั ดันนโยบายปฏิรปู การเมอื งของกลมุ่ พลงั ประชาธปิ ไตยจงึ อาจพิจารณาไดใ้ นลักษณะตา่ ง ๆ ดงั นี้
4.3.1 วิธีการของกลุ่มกดดัน อันได้แก่ วิธีการที่ใช้ช่องทางท่ีเป็นสถาบันที่เป็นทางการ และ
อาศัยทรัพยากรของกลุ่ม ได้แก่ การลอบบ้ี การเจรจาต่อรอง การประท้วง การเดินขบวน นัดหยุดงาน สร้าง
มติมหาชน ฯลฯ
4.3.2 วิธีการของขบวนการทางสังคม อันได้แก่ การระดมพลังมวลชนและทรัพยากรทางการ
เมือง การสร้างพันธมิตร การสร้างโอกาสทางการเมือง (โดยการระดมทรัพยากรทางการเมือง) การสร้าง
เครอื ขา่ ยทางสังคมและกรอบทางวัฒนธรรม
นอกจากน้ีอาจใช้วิธีการของประชาสังคม อันได้แก่ การสร้างจิตสานึก การสร้างเครือข่ายประชา
สังคม ขอ้ มูลในส่วนน้ีจะได้มาจาก การสัมภาษณ์ เอกสารขององคก์ ร ข่าว และบทความวจิ ารณ์ตา่ ง ๆ
4.4 วิเคราะห์ขั้นตอนในกระบวนการกาหนดนโยบาย เพื่อท่ีจะวเิ คราะห์ถึงขั้นตอนในกระบวนการ
กาหนดนโยบายปฏิรูปการเมือง ท่ีกลุ่มพลงั ประชาธิปไตยสามารถทจี่ ะเข้าไปมีบทบาทในการผลักดันได้ ดังนั้น
จงึ ต้องนาเอาแนวคิดเร่อื งกระบวนการกาหนดนโยบายมาเป็นกรอบในการวเิ คราะห์ เน่อื งจากการวจิ ัยในคร้ังน้ี
มีขอบเขตการวิเคราะห์ตั้งแต่การเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง จนกระท่ังได้มีการบรรจุนโยบายปฏิรูป
การเมืองลงในนโยบายของรัฐบาล ดังนัน้ การพจิ ารณาข้ันตอนการกาหนดนโยบายจงึ เป็นเพียง 3 ขั้นตอนแรก
ดังนี้ คือ
4.4.1 ขั้นตอนการระบุปัญหา เป็นข้นั ตอนทใ่ี หค้ วามสาคัญกับการรับรู้ และการตคี วามในปัญหา
ต่าง ๆ ซึ่งจะเกยี่ วโยงถงึ กระบวนการทว่ี ่า ปัญหานน้ั เข้าถงึ มอื รัฐบาลหรอื ไม่ อย่างไร ซงึ่ จะพจิ ารณาได้จาก
- ขอบขา่ ย การรบั รู้ และการให้นิยามของปัญหา
- การจัดกลุ่มของผู้ทาการเรยี กรอ้ ง
- การเขา้ ถึงผู้มีอานาจในการตัดสินในนโยบาย
- ลกั ษณะโครงสรา้ งของกระบวนการกาหนดนโยบาย
- การไมต่ ดั สนิ ใจ และการคัดเลือกประเดน็ ปญั หาทปี่ ลอดภัยของรัฐบาล
4.4.2 ขั้นตอนการจดั ทาข้อเสนอนโยบาย โดยจะทาการพิจารณาในประเดน็ ดงั นี้
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
47
- การเสนอทางเลอื กนโยบายต่าง ๆ
- การระดมเสียงสนับสนนุ ในข้อเสนอนโยบาย
- การต้งั คณะกรรมการในการจัดทาข้อเสนอนโยบาย
4.4.3 ขัน้ ตอนการประกาศเป็นนโยบาย โดยจะทาการพิจารณาในประเด็น ดงั นี้
- หลกั เกณฑ์การตัดสนิ ใจกาหนดนโยบายของรัฐบาล
- การเจรจาต่อรองเก่ียวกบั การกาหนดนโยบายของรัฐบาล
- การระดมเสียงสนบั สนนุ จากผ้ทู ี่เกย่ี วข้องในการกาหนดนโยบายของรัฐบาล
ข้อมูลในส่วนนี้จะได้มาจาก การสัมภาษณ์ ข่าว เอกสาร บทความ รายงานการประชุมรัฐสภา
มตคิ ณะ รฐั มนตรี รายงานการประชุมต่าง ๆ ทเี่ ก่ียวข้องกบั เรือ่ งการปฏริ ปู การเมือง
4.5 วิเคราะห์ผลการดาเนินงานทางการเมืองของกลุ่มพลังประชาธิปไตยที่มีต่อการกาหนด
นโยบายปฏิรูปการเมอื งของรฐั บาล โดยจะทาการพิจารณาจากการเปรียบเทียบนโยบายของรัฐบาลท่อี อกมา
ในเรอ่ื งการปฏิรูปการเมืองกบั ข้อเสนอ หรือแผนงานการปฏริ ูปการเมืองทก่ี ลุ่มพลังประชาธปิ ไตยต่าง ๆ เสนอ
เรียกร้องต่อรัฐบาล โดยจะทาการวิเคราะห์ตามแนวคิดเรื่องการวัดอานาจและอิทธิพลของโรเบิร์ต เอ ดาห์ล
(Robert A. Dahl)
ข้อมูลในส่วนนี้จะได้มาจาก การสัมภาษณ์ จากท้ังนักการเมือง คณะกรรมการท่ีเกี่ยวข้องกับการ
ปฏิรูปการเมือง และกลุ่มพลังประชาธิปไตย ข่าว บทความวิจารณ์ รายงานการประชุมรัฐสภา ข้อเสนอ หรือ
กรอบขอ้ เสนอของกลมุ่ พลงั ประชาธปิ ไตยตา่ ง ๆ
5. วธิ กี ารศกึ ษา
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาวิเคราะห์ (analytical description) โดยอาศัยกรอบการ
วเิ คราะหซ์ ่งึ อย่บู นฐานของแนวคดิ ทฤษฎที กี่ ลา่ วถึงขา้ งต้น50
6. ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
กรณีของ “ประชาคมในการปฏิรูปการเมือง” ในหัวข้อน้ี ได้ตัดตอนการวิเคราะห์ในหัวข้อ
“ประชาคมในการปฏริ ปู การเมอื ง” โดยได้ตดั ตอนมานาเสนอเฉพาะกรณขี องกลุ่มพลังประชาธิปไตย อันไดแ้ ก่
กลุ่ม/องค์กรที่สนใจประชาธิปไตยและการเมืองที่มีบทบาทต่อการผลักดันนโยบายปฏิรูปการเมือง โดยในการ
วิเคราะหเ์ รอื่ งหรือประเดน็ ดงั กล่าวไดใ้ ช้กรอบในการวิเคราะห์ท่กี ล่าวมาข้างต้น
กลุ่ม/องค์กรประชาสังคมท่ีพบว่ามีบทบาทต่อการผลักดันนโยบายปฏิรูปการเมืองนั้น สามารถ
แบง่ ไดเ้ ป็น 2 ประเภทดว้ ยกัน คอื กลุม่ ที่สนใจประชาธิปไตยและการเมอื ง และสถาบันการศกึ ษา สถาบันวจิ ัย
หรอื มหาวทิ ยาลยั ต่าง ๆ ในฐานะชมุ ชนวชิ าการ (think - tanks) ซึง่ ไดแ้ สดงบทบาทต่อการผลกั ดันที่แตกต่าง
กนั ไป ดงั นี้51
50 เรื่องเดียวกัน, หนำ้ 10
51 เร่ืองเดียวกัน, หนำ้ 90 - 93
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
กลมุ่ /องค์กรท่ีสนใจประชาธปิ ไตยและการเมอื ง
1. สมาพันธ์ประชาธิปไตย เป็นองค์กรเอกชนอาสาสมัครองค์กรหน่ึง ท่ีมีวัตถุประสงค์ในการจัดต้ัง
เพื่อพัฒนาประชาธปิ ไตย ที่มีบทบาทสาคัญในเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเม่ือเดือนพฤษภาคม 2535
และได้แสดงบทบาทต่อการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตลอดจนการปฏิรูปการเมืองมาอย่างต่อเน่ือง โดย
เร่ิมต้ังแต่การร่วมกับองค์กรเอกชนอีก 4 องค์กรประกอบด้วยโครงการ 60 ปี ประชาธิปไตย สหพันธ์นิสิต
นกั ศกึ ษาแห่งประเทศไทย คณะกรรมการรณรงค์เพอื่ ประชาธิปไตย สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน จัดทา
ร่างรฐั ธรรมนูญฉบับประชาชนทีเ่ นน้ การเพิม่ สทิ ธเิ สรีภาพของประชาชนในเรือ่ งตา่ ง ๆ ให้มากขน้ึ โดยเสนอเป็น
ทางเลือกให้กับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญท่ีตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาล
ชวน หลีกภัย ต่อมาเม่ือเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลชวน หลีกภัย เป็นไปอย่างล่าช้า สหพันธ์
ประชาธิปไตยจึงได้แสดงบทบาทบ่อยครั้งมากขึ้น ทั้งในลักษณะการจัดประชุม สัมมนา วิพากษ์วิจารณ์ การ
แสดงความคิดเห็น ยื่นหนังสือ และการออกแถลงการณ์ต่าง ๆ ทั้งในนามขององค์กรเอง และร่วมกับองค์กร
อน่ื ๆ เพือ่ เร่งรดั ใหร้ ัฐบาลรบี ดาเนนิ การและแสดงท่าทีทีช่ ดั เจนในการแก้ไขรัฐธรรมนญู การเรียกรอ้ งการแก้ไข
รัฐธรรมนูญทงั้ 25 ประเดน็ ตามข้อเสนอของคณะกรรมาธกิ ารวสิ ามัญพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขรฐั ธรรมนูญ
รวมทั้งการผลักดันให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง ตลอดจนการเข้า
ร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการปฏริ ปู การเมือง (คปก.) ทีต่ ้งั ข้ึนเพอ่ื พจิ ารณา แนวทางการแกไ้ ขรัฐธรรมนูญ
มาตรา 211 และการปฏิรปู การเมอื งร่วมกบั ภาครฐั บาลในสมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศลิ ปอาชา
2. สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) เป็นองค์กรนักศึกษาท่ีมีบทบาทสาคัญทาง
การเมืองมา ตั้งแต่สมัยเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง “14 ตุลา” “6 ตุลา” และล่าสุดเหตุการณ์
“พฤษภาทมิฬ” สาหรบั บทบาทต่อการผลักดันให้มีการปฏิรปู การเมอื งนั้น สนนท. ก็ไดเ้ ริ่มเคล่ือนไหวคร้ังแรก
โดยเป็นหน่ึงใน 5 องค์กรที่จัดทาร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้กับคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนว
ทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย และมีบทบาทต่อมาไม่ว่าจะเป็นการเร่งรัดให้รฐั บาลรีบ
ดาเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2534 การแสดงออกซ่งึ ความคิดเหน็ ทส่ี นับสนุนและคัดค้านการแก้ไข
รัฐธรรมนูญในแต่ละประเด็น เรียกร้องให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้ง 25 ประเด็นตามข้อเสนอของ
คณะกรรมาธิการวิสามญั พจิ ารณาศกึ ษาแนวทางแกไ้ ขรฐั ธรรมนูญ ตลอดจนผลกั ดันใหม้ ีการยกรา่ งรัฐธรรมนูญ
และปฏิรูปการเมือง โดยการจัดประชุม ออกแถลงการณ์ เข้ายื่นหนังสือต่อบุคคลสาคัญ หรือการจัดเวที
ปราศรัย และรณรงค์ตามท่ีสาธารณะต่าง ๆ ทั้งในนามขององค์กรเอง และร่วมกับองค์กรอน่ื ๆ อย่างต่อเนื่อง
มาจนถึงรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา เช่นเดียวกับสมาพันธ์ประชาธิปไตย ท่ีสาคัญก็คือ เป็นองค์กรเดียวท่ี
ยืนยันให้มีการปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 211 ตามแนวทางของคณะกรรมการพัฒนา
ประชาธิปไตย (คพป.) เท่านัน้
3. คณะกรรมการรณรงค์เพ่ือประชาธิปไตย (ครป.) เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์ของการ
จัดต้ังเพ่ือการพัฒนาประชาธิปไตยมาอย่างต่อเน่ือง โดยมีบทบาทสาคัญต้ังแต่การรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ
ฉบับปี พ.ศ. 2521 การเรียกรอ้ งประชาธิปไตยเมื่อครั้งเกิดเหตกุ ารณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 และส่าสุดก็
เป็นองค์กรที่มีบทบาทอย่างต่อเนื่องในการผลักดันการปฏิรูปการเมือง โดยเร่ิมตั้งแต่การเข้าร่วมกับอีก 4
องค์กรเอกชนจัดทาร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ตามด้วยการแสดงบทบาทเพื่อเร่งรัฐบาลให้แก้ไข
80712-7-1 ร่าง 1 lap 6/2/61
49
รัฐธรรมนูญ การผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 25 ประเด็นตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญ
พจิ ารณาศึกษาแนวทางแก้ไขรฐั ธรรมนูญ การสนับสนุนการยกร่างรัฐธรรมนูญจากข้อเรียกรอ้ งของ ร.ต.ฉลาด
วรฉัตร และผลกั ดนั การปฏิรปู การเมือง ทง้ั ในนามองค์กรเอง และร่วมกบั องคก์ รอนื่ ๆ โดยการเขา้ ร่วมประชุม
วิจารณ์ ออกแถลงขา่ ว แจกแถลงการณ์ หรือเอกสาร และยื่นหนงั สือ เป็นตน้
4. สหพันธ์ศิลปินเพ่ือประชาธิปไตย เป็นอีกองค์กรหน่ึงที่เคยมีบทบาทมาแล้วในการเข้าร่วมใน
เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 และมีบทบาทต่อการผลักดันนโยบายปฏิรูปการเมือง โดยเป็นองค์กรแรกท่ี
ให้การสนับสนุนหรือเป็นแนวร่วมการอดอาหารของ ร.ต.ฉลาด และเรียกรอ้ งให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ
ใหม่โดยการโกนหัวประท้วง การแสดงดนตรี กล่าวปราศรัยและวาดรูปภาพท่ีเก่ียวกับเรื่องรัฐธรรมนูญ
ตลอดจนวจิ ารณร์ ัฐบาลชวน หลีกภัย ท่หี น้ารัฐสภา
5. แนวร่วมประชาชนพิทักษ์ประชาธิปไตย เป็นองค์กรที่ถือกาเนิดจากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม
2535 มี สโลแกน “คาดผ้าดาเกรียงไกร ลุยไล่เผด็จการ” และมีการคาดหัวด้วยผ้าสีดาเป็นสัญลักษณ์ของ
องค์กร และมบี ทบาทตอ่ การสนับสนุนการอดอาหารของ ร.ต.ฉลาด โดยมีหน้าท่ีในการจัดการเร่อื งอาหาร น้า
ยืนยาม เขียนป้าย จัด พิมพ์แผ่นปลิว แจกจ่ายแถลงการณ์ และประกาศเชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมฟังการ
อภปิ ราย และลงช่ือเปน็ สมาชิกของแนวร่วมฯ ในการชมุ นมุ เพ่อื เรียกร้องการยกร่างรฐั ธรรมนญู ที่หนา้ รฐั สภา
6. กลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย นาโดยนายสมพจน์ ปิยะอุย กรรมการบริหารโรงแรมดุสิตธานี
นักธุรกิจระดับแนวหน้าของประเทศ จัดสัมมนาระดมหามติเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองเพื่อเสนอต่อพรรค
การเมือง เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2538 โดยให้ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ และพล.อ.สายหยุด เกิดผล ร่วม
อธิบายถึงความสาคัญ และความจาเป็นเร่งดว่ นในการปฏิรูปการเมือง (ผู้จดั การรายวัน 9 สิงหาคม 2538: 14)
นอกจากนยังมีกลมุ่ บุคคล และองค์กรอ่ืน ๆ ท่ีมีบทบาทบ้างเป็นครั้งคราว หรือเฉพาะบางเหตุการณ์
บางกรณี ได้แก่ กลุ่มพิทักษ์ผลประโยชน์ประชาชนท่ีเดินทางมาท่ีหน้ารัฐสภาเพื่อย่ืนหนังสือถึงรัฐบาลชวน
หลีกภัย ให้แก้ไขรฐั ธรรมนูญทเี่ หลืออีก 14 รา่ งโดยเรง่ ด่วน และองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคาแหง ได้
ยน่ื หนงั สอื ถงึ นายมารุต บุนนาค ให้ทุกฝ่ายรว่ มมอื กนั แก้ไขรฐั ธรรมนูญในวันเปดิ ประชมุ สภาสมยั วิสามญั
ส่วนกลุ่ม/องค์กรอื่นที่มีบทบาทเรียกร้อง เร่งให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสมัยรัฐบาล นายชวน
หลีกภัย ตลอดจนเข้าร่วมการชุมนุมและสนับสนุนข้อเรียกร้องของ ร.ต.ฉลาดที่ให้มีการต้ังคณะกรรมาธิการ
วสิ ามัญยกรา่ งรัฐธรรมนญู ไดแ้ ก่ คณะกรรมการประสานงานองคก์ รสทิ ธิมนุษยชน (กปส.) สภาองค์การครเู พ่ือ
สังคม สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) กลุ่มประสานงานศาสนาเพ่ือสังคม (กศส.) ชมรมนักธุรกิจ
เพือ่ ประชาธิปไตย เครือข่ายองค์กรแรงงาน เครอื ข่ายองคก์ รชมุ ชนแออัด องค์กรสลัมแห่งประเทศไทย องค์กร
การติดตามการดาเนินการทางการเมือง องค์กรผู้ใช้แรงงานและคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 โดย
องค์กรเหล่านี้มักแสดงบทบาทในฐานะเครือข่ายองค์กรนาในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตลอดจนการ
ปฏิรูปการเมือง โดยออกแถลงการณ์ร่วม และการเข้าร่วมประชุม แสดงความคิดเห็น หามติหรือข้อสรุปการ
เคลอ่ื นไหวทางการเมืองในแต่ละคราว
สาหรับกลุ่ม/องค์กร ท่ีปรากฏบทบาทเฉพาะการร่วมการชุมนุมสนับสนุน ร.ต.ฉลาด ได้แก่ สภา
องค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทยและสหพันธ์แรงงานและการเงนิ แห่งประเทศไทยส่วนกลุ่ม/องค์กรใน
ต่างจังหวัดท่ีพบว่า ได้แสดงบทบาทและเจตจานงต่อการสนับสนุนข้อเรียกร้องของ ร.ต.ฉลาด มีปรากฏอยู่ 2
ภาคด้วยกัน คือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ได้แก่ สมาพันธ์ประชาธิปไตยภาคอีสาน สมัชชาเกษตรรายย่อยภาค
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61
อีสาน สมาพันธ์ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สมัชชาชาวนาชาวไร่ภาคอีสาน มูลนิธิทองใบ ทองเปาด์ และ
องค์กรพัฒนาเอกชนในจังหวัดต่าง ๆ ส่วนภาคใต้ ได้แก่ สมาพันธ์ประชาธิปไตยจังหวัดพัทลุง สมาคมสิทธิ
เสรีภาพของประชาชนจังหวดั นครศรีธรรมราช สภาทนายความภาค 8 กลุ่มนกั ธุรกจิ และองค์กรพัฒนาเอกชน
ในแต่ละจังหวัด เชน่ ภเู ก็ต พัทลงุ นครศรีธรรมราช และสุราษฎรธานี เป็นต้น ได้จัดเวทีอภิปรายทางการเมือง
วจิ ารณ์รฐั บาล และสนับสนุน ร.ต.ฉลาด ท่หี น้าศาลากลางใน แต่ละจงั หวดั ตลอดจนสง่ ตัวแทนเดนิ ทางมารว่ ม
การชมุ นมุ ทกี่ รุงเทพฯ ดว้ ย
อย่างไรก็ตาม แม้องค์กรประชาสังคมข้างต้นจะได้ทาการผลักดันการปฏิรูปการเมืองในนามของ
องค์กรเองแล้ว กลุ่มองค์กรดังกล่าวยังได้ร่วมมือกันกับองค์กรอ่ืนเพ่ือให้เกิดพลังร่วมในการผลักดัน โดยมัก
กระทากันในองค์กรทีเ่ ปน็ เครือขา่ ยองค์กรพัฒนาเอกชนดา้ นประชาธปิ ไตย และสิทธิมนุษยชน ได้แก่ สมาพนั ธ์
ประชาธิปไตย สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย สมาคมสิทธิ
เสรภี าพของประชาชน ชมรมนกั กฎหมายเพ่อื ประชาธปิ ไตย คณะกรรมการประสานองคก์ รสิทธมิ นุษยชน สภา
องค์การครูเพื่อสงั คม องค์กรผู้ใชแ้ รงงาน องค์กรสลัมเพื่อประชาธิปไตย สหพันธ์ศิลปินเพื่อประชาธิปไตย แนว
ร่วมประชาชนพิทักษ์ประชาธิปไตย กลุ่มประสานงานศาสนาเพ่ือสังคม คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35
องค์กรการตดิ ตามการดาเนินการทางการเมือง เป็นต้น
หลังจากศึกษาเน้ือหาสาระเรื่องที่ 7.4.2 แล้ว โปรดปฏบิ ัตกิ ิจกรรม 7.4.2
ในแนวการศึกษาหน่วยที่ 7 ตอนท่ี 7.4 เรอ่ื งที่ 7.4.2
80712-7-1 รา่ ง 1 lap 6/2/61