The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ลิลิต ตะเลง พ่าย (3)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thanyamon.inthison, 2023-01-10 08:29:49

ลิลิต ตะเลง พ่าย (3)

ลิลิต ตะเลง พ่าย (3)

ค ล อ เ ดี ย ร์

ลิลิตตะเลงพ่าย

15 ตุลาคม 2562
สตอ์คตัน ไวน์แกลอรี่ สุขุมวิท | 7:00 PM


คำนำ

หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชา ท32102 ชั้นมัธยมศึกษาปี่ ที่ 5เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้
ในเรื่่องลิลิตตะเลงพ่ายและได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียน

ผู้จัดทำหวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือนักเรียน นักศึกษา ที่กำลัง
หาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อแนะนำหรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับไว้และขออภัยมา

ณ ที่นี้ด้วย
ผู้จัดทำ

วันที่ 10 มกราคม 2566

2 5 6 5 | ภ า ค วิ ช า ภ า ษ า ไ ท ย


2 5 6 5 | ภ า ค วิ ช า ภ า ษ า ไ ท ย

สารบัญ หน้า

พระราชประวัติ 4
5
ประวัติผู้แต่ง 6
7
ลักษณะคำประพันธ์
18
เนื้อเรื่อง 19
21
-เริ่มบทกวี 22
-เหตุการณ์ทางเมืองมอญ 27
-ลางร้ายของพระมหาอุปราชา 30
-พระมหาอุปราชาทรงรำพึงถึงพระราชบิดา
-พระสุบินและพระนิมิตรของสมเด็จพระนเรศวร
พระมหาอุปราชาทรงปรึกษาการศึกแล้วยกทัพเข้าปะทะทัพหน้าของไทย
-ทัพหน้าไทยถอยไม่เป็นกระบวน
-ทัพหลวงเคลื่อนพล ช้างทรงพระนเรศวรและพระเอกาทศรถฝ่าเข้าไปในกองทัพข้าศึก
-ยุทธหัตถีและชัยชนะของไทย
-สมเด็จพระวันรัตขอพระราชทานอภัยโทษ

คุณค่าด้านเนื้อหา
คุณค่าวรรณศิลป์
คุณค่าด้านสังคม
สื่อดัดแปลง
เกร็ดความรู้เพิ่มเติม
คำศัพท์น่ารู้


พระราชประวัติ


ลิลิตตะเลงพ่าย เป็นบทประพันธ์ประเภทลิลิต ประพันธ์ขึ้นโดยสมเด็จ
พระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสและ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ

กรมหมื่นภูบาลบริรักษ์ เพื่อสดุดีวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวร
มหาราช ในวาระงานพระราชพิธีฉลองตึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
ราชวรมหาวิหาร ที่ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ เมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๕
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โดยตะเลงใน

ที่นี้หมายถึง มอญมีอยู่ ๒ ฉบับ คือ
1. ลิลิตตะเลงพ่าย ฉบับร้อยกรอง
2. ลิลิตตะเลงพ่าย ฉบับร้อยแก้ว
ในแต่ละฉบับแบ่งออกเป็น ๑๒ ตอน สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระ
ปรมานุชิตชิโนรส ทรงนิพนธ์ร่วมกับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่น
ภูบาลบริรักษ์ (พระองค์เจ้ากปิษฐาขัตติยกุมาร)

2 5 6 5 | ภ า ค วิ ช า ภ า ษ า ไ ท ย


ประวัติ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส พระนามเดิม พระองค์เจ้า ประวัติผู้แต่ง
วาสุกรี เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ประสูติ
แต่เจ้าจอมมารดาจุ้ย(ท้าวทรงกันดาร) เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๓๓
เมื่อพระชนมายุ ๑๒ พรรษา ได้ผนวชเป็นสามเณร ประทับ ณ พระตำหนักท่า
วาสุกรี วัดพระเชตุพนฯ และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๓๙๖
พระชนมายุได้ ๖๔ พรรษา

การสถาปนา

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงเป็นสมเด็จพระ
สังฆราชพระองค์ที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และทรงเป็นพระราชวงศ์พระองค์
แรกที่ทรงได้รับสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระ สังฆราช ทรงสถิต ณ วัด
พระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ในสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรงสมณศักดิ์เมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๔ ถึงปี พ.ศ.๒๓๙๖
รวม ๒ พรรษา

ผลงาน

ใน ทางพระพุทธศิลป์ ได้ทรงคิดแบบพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ถวายพระบาท
สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงเลือกพระอิริยาบทต่าง ๆ จากพุทธ
ประวัติเป็นจำนวน 37 ปาง เริ่มตั้งแต่ปางบำเพ็ญทุกขกิริยา จนถึงปางห้าม
มาร พระพุทธรูปปางต่าง ๆ เหล่านี้ ในปี พ.ศ. 2533 องค์การ ศึกษา
วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศยกย่อง
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสเป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่น
ด้านวัฒนธรรมระดับโลก ประจำปี พ.ศ.2533 นับเป็นพระสงฆ์รูปแรกที่ได้รับ
การถวายเกียรตินี้


ลักษณะคำ แต่งด้วยลิลิตสุภาพ ประกอบด้วย ร่ายสุภาพ โคลงสองสุภาพ โคลงสามสุภาพ
ประพันธ์ และโคลงสี่สุภาพ แต่งสลับกันไป จำนวน 439 บท

ร่ายสุภาพ

โคลงสองสุภาพ โคลงสามสุภาพ โคลงสี่สุภาพ


เนื้อเรื่อง

โต้ตอบ

แบ่งออกเป็น ๑๐ ตอน ดังนี้


เริ่มบทกวี

กล่าวสดุดีพระบรมเดชานุภาพแห่กษัตริย์ไทยที่เอาชนะเหล่าศัตรูผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย พระเกียรติยศเป็นที่เลื่องลือเหมือนพลิกแผ่นฟ้า
ข้าศึกเกรงพระบรมเดชานุภาพไม่กล้าเสี่ยงทำสงคราม ยอมเป็นเมืองขึ้น กรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองมีความสุขสำราญพรั่งพร้อมด้วยโภค
สมบัติ พร้อมสรรพด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารอันสมบูรณ์ บ้านเมืองมีแต่ความสงบปราศจากศึกสงคราม ข้าราชการ ทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายในก็
พากันเฝ้าแหนอย่างพร้อมพรั่ง เหล่าทหารพล ช้าง ม้า อาวุธ ปืนไฟ ทั่วโลกล้วนสรรเสริญสดุดี เป็นบุญญานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์แห่ง
แผ่นดินสยาม เมื่อข้าศึกได้ยินพระเกียรติยศชื่อเสียง พากันเกรงกลัวพระบรม เดชานุภาพ ฤทธานุภาพของพระองค์เปรียบพระรามที่ปราบ
ยักษ์ (ทศกัณฐ์) พระองค์เปรียบเหมือนพระพุทธเจ้าที่ปราบกำลังพลของพญามาร ข้าศึกไม่อาจต่อสู้พระองค์ได้ เมื่อเสร็จศึกแล้วก็ขึ้นครอง
ราชสมบัติ พระบารมีของพระองค์ทำให้บ้านเมืองร่มเย็นดุจแสงจันทร์ที่ส่องอยู่บนท้องฟ้า ส่องความสุข ความสบายใจแก่มนุษยโลก บ้าน
เมืองมีแต่ความสมบูรณ์ ปราศจากความทุกข์ จนเป็นที่แซ่ซ้องสรรเสริญทั่วไปทุกแหล่งหล้า


เหตุการณ์ทางกรุงหงสาวดี


ฝ่ายนครรามัญ คือ หงสาวดี ทราบข่าวว่าพระมหาธรรมราชากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา

สวรรคต พระราชโอรส คือพระนเรศวรได้ขึ้นครองราชสมบัติ จึงได้ประชุมหมู่อำมาตย์ปรึกษากันว่า
กรุงศรีอยุธยาผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ โอรสทั้งสองพระองค์อาจจะวิวาทกันเพื่อแย่งชิงราชสมบัติ
ควรยกทัพไปดูลาดเลา ถ้าได้เปรียบก็จะได้รบแย่งชิงเอาบ้านเมือง ขุนนางต่างเห็นชอบตามพระ
ราชดำริ จึงมีรับสั่งให้พระมหาอุปราชาจัดเตรียมทัพพร้อมด้วยทัพเมืองเชียงใหม่ห้าแสนคนยกไปตี
กรุงศรีอยุธยา พระมหาอุปราชากราบบังคมทูลว่าโหรทำนายว่าพระองค์กำลังมีเคราะห์ถึงตาย
พระเจ้าหงสาวดีจึงตรัสเป็นเชิงประชดว่า กษัตริย์อยุธยามีโอรสเก่งกล้าสามารถในการรบ กล้าหาญ
ทำศึกไม่ต้องให้พระบิดาใช้วาน มีแต่จะห้ามปรามไม่ให้ทำศึก ถ้าพระมหา อุปราชาเกรงว่าเคราะห์ร้าย
ให้เอาผ้าสตรีมานุ่งจะได้หมดเคราะห์ พระมหาอุปราชาทรงอับอายขุนนางข้าราชการมาก จึงทูลลา
พระบิดาแล้วเตรียมยกทัพโดยเกณฑ์จากหัวเมืองต่างๆรวมห้าแสนคนเตรียมยกทัพไปในเวลาเช้าตรู่
วันรุ่งขึ้น แล้วเสด็จกลับตำหนักสั่งลาพระสนมทั้งหลายด้วยความอาวรณ์จนถึงรุ่งเช้า ยังไม่ทันสว่าง
ก็แต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จแล้วก็ไปเฝ้าพระราชบิดาเพื่อ ทูลลาไปราชสงคราม พระเจ้าหงสาวดีก็
พระราชทานพรให้ชนะศึกสยามในครั้งนี้ แล้วพระราชทานโอวาทในการทำสงคราม ๘ ประการ

๑. อย่าเป็นคนหูเบา (จงพ่อย่ายินยล แต่ตื้น)
๒. อย่าทำอะไรตามใจตนเอง ไม่นึกถึงใจผู้อื่น (อย่าลองคะนองตน ตามชอบ ทำนา)
๓. รู้จักเอาใจทหารให้ฮึกเหิมอยู่ (เอาใจทหารหาญ เริงรื่น อยู่นา)
๔. อย่าไว้ใจคนขี้ขลาดและคนโง่ (อย่าระคนปนใกล้ เกลือกกลั้วขลาดเขลา)
๕. ควรรอบรู้ในการจัดกระบวนทัพทุกรูปแบบ (หนึ่งรู้พยุหเศิกไสร้ สบสถาน)
๖. รู้หลักการตั้งค่ายตามพิชัยสงคราม (รู้เชิงพิชัยชาญ ชุมค่าย ควรนา)
๗. รู้จักให้บำเหน็จความดีความชอบแก่แม่ทัพนายกองที่เก่งกล้า

(หนึ่งรู้บำเหน็จให้ ขุนพล อันสมรรถมือผจญ จืดเสี้ยน)
๘. อย่าเกียจคร้าน (อย่าหย่อนวิริยะยล อย่างเกียจ)
พระมหาอุปราชาทรงรับโอวาทและคำประสาทพรแล้ว กราบบังคมลามาที่เกยประทับบนหลังช้าง
พระที่นั่ง ยกกองทัพออกจากพระนครผ่านโขลนทวารเสด็จพระราชดำเนินไปทันที


ลางร้ายของพระมหาอุปราชา

พระมหาอุปราชาฝืนความทุกข์ของตนยกทัพมาถึง
พนมทวน เมืองกาญจนบุรีเห็นบ้าน เมืองว่างเปล่า ไม่มี
ผู้ใดออกสู้รบ จะจับคนไทยมาสอบถามก็ไม่มีเลยสักคน
จึงรู้ว่าคนไทยทราบข่าวและหลบหนีไปหมดแล้ว พระ
มหาอุปราชาจึงให้ยกทัพเข้าไปในเมือง แล้ว ยกทัพ
ต่อไปถึงตำบลพนมทวนเกิดลมเวรัมภาพัดหอบเอาฉัตร
หัก พระมหาอุปราชาตกพระทัย ทรงให้โหรทำนาย โหร
ทราบถึงลางร้ายแต่ไม่กล้ากราบทูลตามความจริง กลับ
ทำนายว่า เหตุการณ์เช่นนี้ถ้าเกิดในตอนเช้าไม่ดี ถ้าเกิด
ในตอนเย็นจะได้ลาภ และจะชนะศึกสยามในครั้งนี้


พระมหาอุปราชาทรงรำพึงถึงพระราชบิดา

พระองค์อดที่จะหวั่นในพระทัยไม่ได้ด้วยเกรงพ่ายแพ้ข้าศึก
ด้วยความหมกมุ่นในพระทัยก็ทรงระลึกถึงพระราชบิดาว่าถ้า
พระองค์เสียโอรสให้แก ข้าศึก จะต้องโทมนัสใหญ่หลวง เพราะ
เปรียบเหมือนพระองค์ถูกตัดพระพาหาทั้งสองข้างทีเดียว

การรบกับพระนเรศวรใครก็ไม่อาจจะต่อสู้ได้ เสียดายแผ่นดิน
มอญจะต้องพินาศเพราะไม่มีใครอาจจะต่อสู้ต้านทาน สงสารสมเด็จ
พระราชบิดา ที่จะต้องเปล่าเปลี่ยวพระทัย ทั้งพระองค์ก็ทรงชราภาพ
มากแล้ว เกรงจะพ่ายแพ้เสียทีแก่ชาวสยาม สงครามครั้งนี้หนักใจ
นัก เรารู้สึกหนาวเหน็บอยู่ในใจ ลูกตายใครจะเก็บผีไปให้ คงจะถูก
ทิ้งอยู่ไม่มีใครเผา พระองค์จะอยู่ในพระนครแต่ลำพังพระองค์เดียว
ไม่มีใครเป็นคู่ทุกข์ริเริ่มสงครามเพียงลำพังได้อย่างไร พระองค์
คงจะต้องคับแค้นพระทัย


พระสุบินและพระนิมิตรของสมเด็จพระนเรศวร

เทวดาแสดงให้เห็นเป็นสังหรณ์ในฝันว่ามีน้ำท่วมป่าสูง ทางทิศตะวันตก เป็น
แนวยาวสุดพระเนตร และพระองค์ทรงลุยกระแสน้ำอันเชี่ยวและกว้างใหญ่นั้น จระเข้
ใหญ่ตัวหนึ่งโถมปะทะและจะกัดพระองค์ จึงเกิดต่อสู้กันขึ้น พระองค์ใช้พระแสงดาบ
ฟันถูกจระเข้ตาย ทันใดนั้นสายน้ำก็เหือดแห้งไป พอตื่นบรรทมสมเด็จพระนเรศวร
รับสั่งให้โหรทำนายพระสุบินนิมิตทันที พระโหราธิบดีถวายพยากรณ์ว่า พระสุบินครั้ง
นี้เกิดขึ้นเพราะเทวดาสังหรให้ทราบเป็นนัย น้ำซึ่งไหลบ่าท่วมป่าทางทิศตะวันตก
หมายถึงกองทัพของมอญ จระเข้คือพระมหาอุปราชา การสงครามครั้งนี้จะเป็นการ
ใหญ่ ขนาดถึงได้กระทำยุตธหัตถีกัน การที่พระองค์เอาชนะจระเข้ได้แสดงว่าศัตรูของ
พระองค์จะต้องสิ้นชีวิตลงด้วย พระแสงของ้าว และที่พระองค์ทรงกระแสน้ำนั้น
หมายความว่า พระองค์จะรุกไล่บุกฝ่าไปในหมู่ข้าศึกจนข้าศึกแตกพ่ายไปไม่อาจจะ
ทานพระบรมเด ชานุภาพได้

ครั้นได้ฟังคำพยากรณ์ก็ทรงพระเกษมสำราญและจะเกษมอย่างแท้จริงถ้าพระ
โหรแก้ถูกต้องตามพระสุบิน แล้วจึงทรงเครื่องต้นอันงามพร้อมด้วยพระอนุชาเสด็จ
ไปยังเกยทรงช้างพระที่นั่ง คอยพิชัยฤกษ์อยู่ทันใดนั้นพระองค์ทอดพระเนตรพระบรม
สารีริกธาตุส่องแสงเรือง งาม ขนาดเท่าผลส้มเกลี้ยง ลอยมาในท้องฟ้าทางทิศใต้
หมุนเวียนรอบกองทัพเป็นทักษิณาวรรค 3 รอบ แล้วลอยวนไปทางทิศเหนือ สมเด็จ
พระพี่น้องทั้งสองพระองค์ทรงปิติยินดีตื้นตันพระทัย ทรงสรรเสริญและนมัสการ


พระมหาอุปราชาทรงปรึกษาการศึกแล้วยกทัพเข้า

ปะทะทัพหน้าของไทย

ฝ่ายกองตระเวนของมอญ ซึ่งได้รับคำสั่งให้มาสืบข่าวดูกองทัพไทยซึ่งจะ
ออกมาต่อสู้ต้านทานได้นำข่าวมาแจ้งพระมหาอุปราชา สมิงอะคร้าน สมิงเป่อ
สมิงซายม่วน พร้อมด้วยกองม้าจำนวน500คน ได้ไปพบกองทัพไทยตั้งค่ายรอ
รับอยู่ที่หนองสาหร่ายจึงกลับไปทูลแด่องค์พระมหาอุปราชา พระองค์ตรัสถาม
นายกองทั้งสามถึงกำลังพลฝ่ายไทย นายกองกราบทูลว่า ประมาณสิบเจ็ด - สิบ
แปด หมื่น ดูเต็มท้องทุ่ง พระมหาอุปราชาตรัสว่ากษัตริย์ไทย ทั้งสองพระองค์
ออกมารอรับทัพเป็นกองใหญ่ แต่กำลังน้อยกว่าของมอญ กำลังของมอญ
มากกว่าหลายส่วน ต้องรีบโจมตีหักเอาให้ได้ ตั้งแต่แรกจะได้เบาแรง แล้วจะไป
ล้อมกรุงศรีอยุธยาชิงเอาราชสมบัติได้โดยสะดวก แล้วรับสั่งให้ขุนพลเตรียมทัพ
ให้เสร็จแต่ 3นาฬิกา พอ 5 นาฬิกา ก็ยกไป โดยกะสว่างเอาข้างหน้า รุ่งเช้าจะได้
เข้าโจมตี เสนาผู้ใหญ่ได้ทำตามรับสั่ง เมื่อถึงเวลาพระมหาอุปราชาเสด็จประทับ
ช้างชื่อ พลายพัธกอซึ่งกำลังตกมัน ส่วนพระยาศรีไสยณรงค์และพระราชฤทธา
นนท์ เมื่อได้รับพระบรมราชโองการให้ออกโจมตีข้าศึก จึงจัดทัพพร้อมด้วยกำลัง
พล ห้าหมื่น และจัดทัพแบบ
ตรีเสนา คือแบ่งเป็นทัพใหญ่3 ทัพ แต่ล่ะทัพแยกออกเป็น 3กอง


ทัพหน้าไทยถอยไ
ม่เป็นกระบวน

ขณะที่พราหมณ์ผู้ทำพิธีและผู้ชำนาญไสยศาสตร์ ทำพิธีเบิกประตูป่าและพิธี
ละว้าเซ่นไก่ หลวงมหาวิชัยรับพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ ไปทำพิธีตัดไม้ข่มนาม
ตามไสยศาสตร์ สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงสดับเสียงปืนซึ่งไทยกับมอญกำลัง
ยิงต่อสู้กัน แต่เสียงนั้นอยู่ไกลฟังไม่ถนัด จึงรับสั่งให้หมื่นทิพเสนารีบไปสืบข่าว

เห็นกองทัพไทยกำลังล่าถอย รับพลางถอยพลาง มอญพม่าตามมาอย่าง
กระชั้นชิด หมื่นทิพเสนาได้นำขุนหมื่นผู้หนึ่งมาเฝ้าสมเด็จพระนเรศวร ขุน
หมื่นผู้นั้นกราบทูลว่า เมื่อเวลา 7 นาฬิกา ทัพไทยได้ปะทะกับทัพมอญที่ตำบล

โคกเผาข้าว ทัพไทยต้องถอยร่นตลอดเวลา เพราะกำลังข้าศึกมีมากกว่า
สมเด็จพระนเรศวร จึงตรัสปรึกษาแม่ทัพนายกองว่าควรคิดหาอุบายแก้ไขการ
ศึก บรรดาแม่ทัพนายกองกราบทูลขอให้พระองค์ส่งทัพไปยันไว้ ให้ข้าศึกอ่อน
กำลังลงก่อนจึงเสด็จยกทัพหลวงออกต่อสู้ภายหลัง สมเด็จพระนเรศวรตรัส
ตอบว่าทัพไทยกำลังแตกพ่ายอยู่ ถ้าจะส่งทัพไปต้านทานอีก ก็จะพลอยแตกอีก
ครั้ง ควรที่จะล่าถอยลงมาโดยไม่หยุดยั้ง เพื่อลวงข้าศึกให้ละเลิงใจ ยกติดตาม
มาไม่เป็นขบวน พอได้ทีให้ยกกำลังส่วนใหญ่ออกโจมตี คงจะได้ชัยชนะอย่าง
ง่ายดาย แม่ทัพนายกองเห็นชอบด้วยกับพระราชดำรินั้น สมเด็จพระนเรศวร

จึงมีรับสั่งให้หมื่นทิพเสนากับหมื่นราชามาตย์ไปแจ้งทัพหน้าของไทยให้ล่า
ถอยโดยเร็ว ทัพพม่า ไม่รู้อุบาย ก็รุกไล่ตามจนเสียกระบวน


ทัพหลวงเคลื่อนพล ช้างทรงพระ ขณะสมเด็จพระนเรศวรประทับบนเกย เพื่อรอพิชัยฤกษ์เคลื่อนทัพหลวง ได้บังเกิด
นเรศวรและพระเอกาทศรถฝ่าเข้าไป เมฆก้อนใหญ่เย็นเยือกลอยอยู่ทางทิศพายัพ แล้วก็กลับสว่าง ดวงอาทิตย์ส่องแสงจ้า
ในกองทัพข้าศึก อันเป็นนิมิตที่แสดงพระบรมเดชานุภาพและชี้ให้เห็นความมีโชคดี สมเด็จพระ
นเรศวรและพระเอกาทศรถทรงเคลื่อนพลตามเกล็ดนาค ตามตำราพิชัยสงคราม จน
ปะทะกับกองทัพข้าศึก ช้างพระที่นั่งทั้งสอง คือ พระเจ้าไชยานุภาพ และ เจ้าพระยา
ปราบไตรจักร ได้สดับเสียง ฆ้อง กลอง และเสียงปืนของข้าศึก ก็ส่งเสียงร้องด้วย
ความคึกคะนอง เพราะกำลังตกมัน ควาญบังคับไว้ไม่อยู่ มันวิ่งไปโดยเร็ว จนทหาร
ในกองทัพตามไม่ทัน มีแต่กลางช้างและควาญช้างตามเสด็จไปด้วยจนเข้าไปใกล้กอง
หน้าของข้าศึก ช้างศึกได้กลิ่น มัน ก็พากันตกใจหนีไปปะทะกับพวกที่ตามมาข้างหลัง
ช้างทรงไล่แทงช้างของข้าศึกอย่างเมามัน ทหารพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก ข้าศึก
ยิงปืนเข้าใส่ แต่ไม่ถูกช้างทรง ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันจนฝุ่นตลบมองหน้ากันไม่เห็น
เหมือนกับเวลากลางคืน สมเด็จพระนเรศวรจึงตรัสประกาศแด่เทวดาบนสวรรค์ทั้ง
หกชั้น และพรหมทั้งสิบหกชั้นว่า ที่ให้พระองค์มาประสูติเป็นพระมหากษัตริย์
ปกครองบ้านเมืองเพื่อให้ทะนุบำรุงศาสนา และพระรัตนตรัยให้เจริญรุ่งเรือง เหตุใด
เทวดาจึงไม่บันดาลให้มองเห็นข้าศึกได้ชัดเจน พอดำรัสจบก็เกิดพายุใหญ่พัดหอบ
เอาฝุ่นและควันหายไป ท้องฟ้าสว่างดังเดิม มองเห็นสนามรบได้ชัดเจน พระองค์ทรง
ทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาทรงช้างประทับยืนอยู่ใต้ต้นไม้ข่อย มีทหาร
ห้อมล้อมและตั้งเครื่องสูงครบครัน ทั้งสองพระองค์จึงทรงไสช้างเข้าไปหาแม้ข้าศึก
ยิงปืนไฟเข้ามาแต่ก็มิได้ต้องพระองค์และช้างทรง


ยุทธหัตถีและชัยชนะ สมเด็จะพระนเรศวรได้ทรงเชิญพระมหาอุปราชาออกมาทำยุทธหัตถีเพื่อเป็น
ของไทย เกียรติยศแก่แผ่นดิน หลังจากที่พระนเรศวรตรัสเสร็จ พระมหาอุปราชาก็ได้นำช้าง
ทรงเข้าสู้รบ เมื่อช้างของพระนเรศวรได้โดมตัวเข้าหาช้างทรงของพระมหาอุปราชา
ช้างทรงของพระมหาอุปราชาก็อยู่ด้านล่างและได้ใช้งาทำให้ช้างทรงของพระนเรศวร
แหงนหน้าขึ้น จากนั้นพระมหาอุปรารชาได้เงื้อพระแสงของ้าวเพื่อที่จะฟันแต่สมเด็จ
พระนเศวรทรงหลบได้ ต่อจากนั้นช้างทรงของพระนเรศวรได้อยู่ด้านล่างจึงใช้งาทำให้
ช้างทรงของพระมหาอุปราชาหงายหลังและในจังหวะนั้นเองสมเด็จพระนเรศวรได้ใช้
พระแสงของ้าวฟันที่พระอังสะขวาของพระมหาอุปราชา จนชาดสะพายแล่ง พระ
วรกายของพระมหาอุปราชาได้เอนลงมาซบอยู่บนคอช้าง ส่วนนายมหานุภาพซึ่งเป็น
ควาญช้างของสมเด็จพระนเรศวรได้ถูกปืนยิงจนเสียชีวิต ด้านสมเด็จพระเอกาทศรถ
ได้ฟันมางจาชโรตายด้วยพระแสงของ้าวบนหลังพพลายพัชเนียร และหมื่นภักดีศวรผู้
เป็นกลางช้างของสมเด็จพระเอกาทศรถถูกปืนยิงจนเสียชีวิต ส่วมกองทัพไทยที่ตาม
มาทีหลังได้ฆ่าทหารพม่าไป และบางส่วนก็หลบหนีเข้าป่าไป หลังจากที่สงครามเสร็จ
สิ้นแล้วได้ทรงมีพระบัญชาให้สร้างสถูปบริเวณที่พระองค์ได้ทำการยุทธหัตถีมราตำบล
ตระพังตรุ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองพระเกียรติในการทำสงครามครั้งนี้ และได้ส่งเจ้า
เมืองมล่อนและควาญช้างไปแจ้างข่าวพระมหาอุปราชสิ้นพระชนม์และข่าวที่ทัพพม่า
แพ้สงคราม จากนั้นพระองค์ได้ยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยาแล้วได้พระราชทานความ
ชอบและบำเหน็จแก่ พระยารามราฆพผู้เป็นกลางช้างของสมเด็จพระนเรศววร และขุน
ศรีคชคงผู้เป็นควาญช้างของสมเด็จพระเอกาทศรถ รวมถึงบุตรและภรรยาของนาย
หมานุภาพกับหมื่นภักดีที่เสียชีวิตในสนามรบ ส่วนแม่ทัพและทหารต่างๆที่ตามเสด็จ
ไม่ทันได้ถูกพิพากษาใ้ห้ได้รับโทษประหารชีวิต


สมเด็จพระวันรัต เมื่อวันแรม 15 ค่ำ เวลาประมาณ 8 นาฬิกา สมเด็จพระวันรัตแห่งวัด
ขอพระราชทานอภัยโทษ ป่าแก้วและพระราชาคณะ 25 องค์จากสองส่วน ได้แก่ คามวาสี และ
อรัญวาสี ได้มาที่พระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระนเรศวรจึงมีคำสั่งให้
นิมนต์มาที่ท้องพระโรง สมเด็จพระนเรศวรได้แสดงการคารวะแก่พระ
วันรัต พระวันรัตจึงถามเกี่ยวกับการยุทธหัตถี เมื่อฟังจบได้ถามแกแ่
สมเด็จพระนเรศวรถึงการที่ทหารเหล่านั้นได้รับโทษและได้กราบทูล
ว่า การที่สมเด็จพระนเรศวรและพระเอกาทศรถได้ปราบศัตรูโดยไม่มี
หล่าทหารคอยช่วยนั้นก็เหมือนกับการที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้ทรงชนะพญามารโดยลำพัง ซึ่งในการพระเกียรติยศต่างๆของ
พระองค์ได้แพร่กระจายไปทั่วทุกแดน แต่หากมีทหารอยู่ด้วย พระ
เกียรติยศที่ได้รับก็จะไม่มากท่านี้ เมื่อพระวันรัตเห็นว่าความโกรธที่
พระองค์ทรงมีต่อเหล่าทหารได้ลดน้อยลงแล้วจึงได้กราบทูลขอให้
พระองค์งดโทษประหารชีวิตเหล่าทหาร หลังจากนั้นพระวันรัตจึง
ถวายพระพรลาและกลับวัด สมเด็จพระนเรศวรได้พระราชทาน
อภัยโทษแก่เหล่าทหารและได้ให้โอกาศไปตีเมืองตะนาวศรี ทวาย และ
มะริดเพื่อเป็นการแก้ไขความผิด


คุณค่าด้านเนื้อหา

รูปแบบ ลิลิตตะเลงพ่ายแต่งเป็นลิลิตสุภาพ ประกอบด้วยร่ายสุภาพและโคลงสุภาพ ได้แก่ โคลงสองสุภาพ โคลงสาม
สุภาพและโคลงสี่สุภาพ

องค์ประกอบของเรื่อง
- สาระ แก่นสำคัญของลิลิตตะเลงพ่าย คือ การยอพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในด้านพระปรีชาสามารถ

ทางการรบ
- โครงเรื่อง ลิลิตตะเลงพ่ายเป็นวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรม

พระปรมานุชิตชิโนรสทรงนำมาจากประวัติศาสตร์
- ฉากและบรรยากาศ ฉากที่ปรากฏในเรื่องตอนที่เรียน คือ เหตุการณ์ภายในเมืองมอญและบรรยากาศระหว่างการเดิน

ทัพของพระมหาอุปราชาจากเมืองมอญสู่กาญจนบุรี
- ตัวละคร ตัวละครที่สำคัญก็จะมี สมเด็จพระนเรศวร พระมหาอุปราชา

กลวิธีในการแต่ง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงดำเนินเรื่อง
ตามธรรมเนียมนิยมในการแต่ง ตามธรรมเนียมนิยมในการแต่ง คือ เริ่มด้วยบทสดุดี

มีเนื้อเรื่องและตอนท้าย


คุณค่าด้านวรรณศิลป์

การสรรคำ ลิลิตตะเลงพ่าย เป็นวรรณคดีมรดกล้ำค่าที่คนไทยควรศึกษาเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในวีรกรรมของนักรบ

ไทยและภูมิใจในภาษาไทยที่กวีใช้ถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างมีคุณค่าทางด้านวรรณศิลป์ ด้วยการเลือกใช้ถ้อยคำได้อย่าง

ไพเราะ ดังนี้

-การใช้คำที่เหมาะแก่เนื้อเรื่องและฐานะของบุคคล กวีเลือกใช้คำที่แสดงฐานะของบุคคล ดังนี้

เบื้องนั้นนฤนาถผู้ สยามินทร์

เบี่ยงพระมาลาผิน ห่อนพ้อง

ศัสตราวุธอรินทร์ ฤาถูก องค์เอย

เพราะพระหัตถ์หากป้อง ปัดด้วยขอทรง

-การใช้คำโดยคำนึงถึงเสียง ความไพเราะของถ้อยคำหรือความงามของถ้อยคำนั้น

1. มีการใช้สัมผัสสระและพยัญชนะใรคำประพันธ์ทุกบท

2. มี่การใช้สัมผัสพยัญชนะเดียวกันเกือบทั้งวรรค

3. มีการใช้สัมผัสสระในแต่ละวรรคคล้ายกลบท

4.การเล่นคำ เพื่อให้มีความลึกซึ้ง

5. การเลียนเสียงธรรมชาติ

6. การใช้คำอัพภาส(การซ้ำเสียงอักษร)


คุณค่าด้านวรรณศิลป์

การใช้โวหาร เลือกใช้ถ้อยคำในการบรรยาย พรรณนาและเปรียบเทียบได้อย่างเหมาะสม

-การใช้คำให้เกิดจินตภาพ

พระคุณตวงเพียบพื้น ภูวดล

เต็มตรลอดแหล่งบน บ่อนใต้

พระเกิดพระก่อชนม์ ชุมชีพ มานา

เกรง บ่ ทันลูกได้ กลับเต้าตอบสนอง

-การใช้โวหารโดยการเปรียบเทียบ

พระพลันเห็นเหตุไซร้ เสียวดวง แดเอย

ถนัดดั่งภูผาหลวง ตกต้อง

-การใช้ถ้อยคำสร้างอารมณ์และความรู้สึก
-ใช้ให้เกิดความอาลัยอาวรณ์
-ใช่ให้เกิดความสะเทือนใจ
-ใช้ให้เกิดความอับอาย
-ใช้ให้เกิดความโศกเศร้า


คุณค่าด้านสังคม

- สะท้อนให้เห็นธรรมชาติมนุษย์
- สะท้อนเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี ขนบธรรมเนียมในการ
ศึกที่ปรากฏในเรื่อง
- สะท้อนให้เห็นความเชื่อของสังคมไทย
- สะท้อนข้อคิดเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต ลิลิตตะเลงพ่ายได้
แสดงคุณธรรมด้านต่างๆ

ลิลิตตะเลงพ่าย เป็นวรรณคดีชั้นสูงและมีคุณค่ามากดังที่กล่าวไปข้าง
ต้น จึงทำให้วรรณคดีเรื่องนี้เป็นที่นิยมอ่านของคนไทยกันมาจนถึง
ปัจจุบัน ผู้อ่านจะได้ซาบซึ้งในความไพเราะด้านวรรณศิลป์แล้วยังได้รับ
ความรู้ทางสังคม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมต่างๆของคนไทยใน

สมัยก่อน ควรค่าแก่การศึกษาอย่างยิ่ง


สื่อดัดแปลงที่ปรากฎในปัจจุบัน


ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แบ่งออกเป็น 6 ภาค ดังนี้

ภาค ๑ องค์ประกันหงสา ภาค ๒ ประกาศอิสรภาพ ภาค ๓ ยุทธนาวี
(ฉายเมื่อ ๑๘ มก
ราคม ๒๕๕๐) (ฉายเมื่อ ๑๕ กุมภ
าพันธ์ ๒๕๕๐) (ฉายเมื่อ ๓๑ มี
นาคม ๒๕๕๔)


ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ภาค ๔ ศึกนันทบุเรง ภาค ๕ ยุทธหัตถี ภาค ๖ อวสานหงสา
(ฉายเมื่อ ๑๑ สิง
หาคม ๒๕๕๔) (ฉายเมื่อ ๒๙ พฤ
ษภาคม ๒๕๕๗) (ฉายเมื่อ ๙ เม
ษายน ๒๕๕๘)


อนิเมชั่น(Animation)

ก้านกล้วย ภาค ๑ ก้านกล้วย ภาค ๒

(ฉายเมื่อ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๙) (ฉายเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๒)


อนิเมชั่น(Animation) สามารถรับชมได้ทาง
ครูตู้ DLTV

ตอนที่ ๑๑ ประกาศอิสรภาพสู่ยุทธหัตถีตอนที่ ๑ ตอนที่ ๑๒ ประกาศอิสรภาพสู่ยุทธหัตถีตอนที่ ๒


เกร็ดความรู้เพิ่มเติม

ตะเลงพ่าย : มอญแพ้ แต่มอญในที่นี้หมายถึงพม่าด้วย การที่เรียก ตะเลง หรือ มอญ
เพราะเมืองหลวงของพม่าในเวลานั้นคือ หงสาวดี เคยเป็นเมืองหลวงของมอญมาก่อน
และอยู่ในดินแดนมอญ กษัตริย์พม่าราชวงศ์ตองอู ที่ยกทัพมารุกรานไทยก็มีพระนาม
ตามประวัติศาสตร์ไทยว่า “พระเจ้าหงสาวดี” เช่น พระเจ้าหงสาวดีตะเบงชะเวตี้ พระเจ้า
หงสาวดีบุเรงนอง เป็นต้น เมื่อพม่าได้ครอบครองดินแดนและยึดเมือหลวงของมอญ
เป็นเมืองหลวงของตน พระเจ้าแผ่นดินพม่าจึงได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินมอญและทหารที่
เกณฑ์มารบก็ย่อมมีทหารมอญปะปนอยู่ด้วย ฉะนั้นการที่พระมหาอุปราชา โอรสของ
พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงยกทัพมารุกรานไทยและต้องพ่ายถึงแก่สิ้นพระชนม์ จึงอาจ

กล่าวได้ว่า ตะเลงพ่าย หรือ มอญแพ้ ก็ได้


เกร็ดความรู้เพิ่มเติม

การนับโมงยามแบบโบราณ
-การนับโมงยามแบบโบราณ แบ่งช่วงเวลาดังนี้

•ปฐมยาม(ยามต้น) ระหว่างเวลา 18.00 – 21.00 น.
•ทุติยาม(สองยาม) ระหว่างเวลา 21.00 – 24.00 น.
•ตติยยาม(สามยาม) ระหว่างเวลา 24.00 – 03.00 น.

•ปัจฉิมยาม(สี่ยาม) ระหว่างเวลา 03.00 – 07.00 น.
หรืออาจแบ่งเป็น 3 ช่วง ๆ ละ 4 ชั่วโมง แบ่งเป็น ยามต้น (ปฐมยาม) ยามกลาง

(มัชฌิมยาม) และ ยามปลาย (ปัจฉิมยาม)


เกร็ดความรู้เพิ่มเติม

โบราณเชื่อว่าสาเหตุของความฝันหรือสุบินนิมิต มี 4 ประการ คือ
(1) บุพนิมิต ฝันบอกลางล่วงหน้า
(2) จิตนิวรณ์ ฝันเพราะจิตผูกพันเป็นห่วง
(3) เทพสังหรณ์ ฝันเพราะเทวดาดลใจให้รู้ล่วงหน้า
(4)สุบินนิมิตหรือบุพนิมิต คือ ฝันเพราะมีลางบอกเหตุ ว่าจะได้พบเจอสิ่งใดในกาล
ข้างหน้า เป็นความฝันที่เป็นจริง


คำศัพท์น่ารู้

โขลนทวาร คือ ประตูป่าที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทหารลอดผ่านไปประพรมน้ำมนต์จากพราหมณ์หรือ
พระภิกษุคู่หนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนร้านสูงสองข้างประตู
ละว้าเซ่นไก่ คือ พิธีทางไสยศาสตร์ที่บวงสรวงปีศาจหรือเจ้าป่าเจ้าเขาด้วยไก่
ตัดไม้ข่มหนาม คือ พิธีทางไสยศาสตร์ กระทำเพื่อให้มีชัยชนะแก่ข้าศึก
เคลื่อนทัพตามเกล็ดนาค คือ ตามตำราพิชัยสงคราม กำหนดว่าวันใดที่นาคหันหัวและหางไป
ทิศทางใดต้องไปตั้งทัพตามทิศหัวนาค แล้วเคลื่อนทัพไปตามทิศหางนาค
สมิทธิมาตงค์ คือ ช้างพระอินทร์
สุดอำเภอเลอโสต ลุดเขตที่จะได้ยินชัดเจน คือ ได้ยินเพีงแว่วๆ

พสุธาออกทิศ(แผ่นดินตะวันออกของพม่า) คือ เมืองไทย
มุทธาภิสิตธาร คือ น้ำสรงในพิธีพราหมณ์สำหรับงานพระราชมงคล เรียกอีกชื่อคือ น้ำมุธาภิเษก
รัตพัสตร์ คือ ผ้าสีแดง ผ้าย้อมสีแดง สำหรับทำผ้าคาด เข็มขัด
แล่นม้าลาด คือ ขับม้าลาดตระเวน
เวรัมภา คือ ลมพายุที่พัดหมุนด้วยอำนาจแห่งเสรกรรม เป็นลมร้ายที่พัดพาให้บ้านเมืองพินาศ
ออกญา คือ ตำแหน่งหัวหน้าข้าราชการ เป็นบรรดาศักดิ์ชั้นสูงในสมัยอยุธยา
เศวตฉัตร คือ ฉัตรสีขาว เครื่องกั้น ร่มสีขาว เครื่องหมายสำหรับกษัตริย์


คณะผู้จัดทำ

๑.นายพรสุพัฒน์ งามวงษ์ เลขที่ ๔ ม.๕/๑
๒.นายยศกร สิงห์โตวรรณา เลขที่ ๕ ม.๕/๑
๓.นายลักษณพงษ์ เย็นจิตต์ เลขที่ ๖ ม.๕/๑

๔.นายวรโชติ ศิธรกุล เลขที่ ๘ ม.๕/๑
๕.นายจิรวัฒน์ ทองกันหา เลขที่ ๙ ม.๕/๑
๖.นายนิติพัฒน์ คล้ายขำ เลขที่ ๑๑ ม.๕/๑
๗.นางสาววรรณสว่าง พงษ์เสมา เลขที่ ๒๑ ม.๕/๑
๘.นางสาวธัญมน อินธิสอน เลขที่ ๒๓ ม.๕/๑
๙.นางสาวศศิวรรณ ขจรฤทธิ์เดช เลขที่ ๒๔ ม.๕/๑
๑๐.นางสาวเหนือทราย คำจอน เลขที่ ๒๕ ม.๕/๑


Click to View FlipBook Version