การป้องกันและควบคุมการ ติดเชื้อในโรงพยาบาล ง า น ป้ อ ง กัน แ ล ะ ค ว บ คุ ม ก า ร ติ ด เ ชื้ อใ นโ ร งพ ย าบ า ล คณ ะ แพ ท ย ศ า ส ต ร์ ม ห า วิ ท ย า ลั ย น เ ร ศ ว ร
นโยบาย 2P safety
Infection Prevention and control Patient - Isolate Precautions - การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา - Hand Hygiene ด้านบุคลากร - PPE - Hand hygiene - การป้องกันอุบัติเหตุเข็มทิ่มต า
Isolation precautions ◦เป็นมาตรการใน การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อจากผู้ป่วย ที่มีการติดเชื้อไปสู่ผู้ป่วยอื่น สู่บุคลากร และสิ่งแวดล้อม ของโรงพยาบาล ◦ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อ หรือสงสัย ว่าติดเชื้อควรจะได้รับการ แยกจากผู้ป่วยอื่น หากการติดเชื้อนั้นเกิดจากเชื้อที่สามารถแพร่ กระจายได้ง่ายและเป็นเชื้อที่รุนแรง ◦ บุคลากรของ รพ.จึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติ เพื่อให้แยกผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง
Isolation precautions ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค ประเทศสหรัฐอเมริกาได้น าเสนอ วิธีการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในโรงพยาบาลเป็น 2 ประเภทคือ ❖Standard precaution การปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยทุกราย ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ❖Transmission-based precautions การปฏิบัติในการ ดูแลผู้ป่วยโดยค านึงถึงวิธีการแพร่กระจายเชื้อ
Isolation precautions Isolation precautions Standard precautions - Universal precautions - Body substance Isolation Transmission-Based Precautions - Contact Precautions - Droplet Precautions - Airborne Precautions
วิธีการแพร่กระจายเชื้อในโรงพยาบาล การแพร่กระจายเชื้อทางการสัมผัส (Contact Transmission) การแพร่กระจายเชื้อทางละอองฝอย (Droplet Transmission) การแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ (Airborn Transmission) การแพร่กระจายเชื้อโดยแมลง( พบน้อย) IC Team Isolation precautions
Contact Transmission ❖ การติดเชื้อที่สามารถแพร่กระจายได้โดยการสัมผัสทาง ตรงและทางอ้อม เช่น MDR organisms, Scabies Anthrax, Burns, Hepatitis, Herpangina, hand foot mouth disease, Herpes simplex Poliomyelitis, Wound infection, Conjunctivitis , COVID 19
Contact Transmission Direct contact Indirect contact
Contact precautions 1. หากสามารถท าได้ควรจัดให้อยู่ในห้องแยก หากห้องแยกมีไม่พอควรพิจารณาตามหลักการต่อไปนี้ ❖ จัดล าดับความส าคัญตามความเสี่ยงที่จะท าให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อ ❖ เชื้อชนิดเดียวกันอยู่ห้องเดียวกัน ( Cohorting ) ❖ จัดให้เตียงผู้ป่วยห่างกันอย่างน้อย 3 ฟุต
Contact precautions 2. แยกอุปกรณ์เครื่องมือ ส าหรับผู้ป่วยรายนี้ต่างหาก ถ้าท าได้ ถ้าท าไม่ได้ ต้องมีการ ท าลายเชื้อระหว่างรายอย่างเหมาะสม (Isolation cart) 3. เน้นการล้างมือ จ ากัดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกนอก ห้อง ยกเว้นในกรณีที่มีความจ าเป็นในการรักษา 4. เลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันอย่างเหมาะสม 5. ให้ความรู้แก่ผู้ป่วย และญาติ 6. ติดป้าย Acting card
Droplet Transmission ❖ การติดเชื้อที่สามารถแพร่กระจายได้ทางละอองฝอย เสมหะ น้ ามูก น้ าลาย ซึ่งเกิดจากการพูด ไอจามรดกัน เนื่องจาก ละอองมีขนาดใหญ่ มากกว่า 5 ไมคร่อน จึงล่องลอยไปได้ไม่ไกลเกินระยะ 3 ฟุต เช่น Croup, Influenza ( Contact+Droplet) Rubella, Mumps, adenovirus, rhinovirus, Bronchiolitis epiglottitis , COVID 19
Droplet precautions 1. น าผู้ป่วยเข้าห้องแยก หากห้องแยกมีจ านวนจ ากัดควรพิจารณา ดังนี้ ❖ จัดให้ผู้ป่วยที่มีอาการไอมากและมีเสมหะอยู่ห้องแยก ❖ ผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคเดียวกันหรือติดเชื้อเดียวกันอยู่ห้องเดียวกัน ❖ จัดระยะห่างระหว่างเตียงอย่างน้อย 3 ฟุต 2. สวมผ้าปิดปากจมูก เมื่อคาดว่าจะสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่ง 4. ควรจ ากัดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกนอกห้องเท่าที่จ าเป็น หากจ าเป็นต้องเคลื่อนย้าย ควรให้ผู้ป่วยสวมผ้าปิดปากและจมูก 5. ติด Acting Card
Airborne precautions ❖ การติดเชื้อที่สามารถแพร่กระจายทางฝุ่นละออง ขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในอากาศได้นานและไกล เช่น สุกใส หัด วัณโรคปอด SARS, Possible MERS-COV, Ebola ,COVID 19
Airborne precautions 1. จัดอยู่ในห้องแยกที่มีความดันลบ → มีการระบายอากาศ 12 รอบ ต่อชั่วโมง มีตัวกรองก่อนปล่อยอากาศออก ประตูปิดมิดชิดเสมอ 2. การสวมอุปกรณ์ป้องกันเฉพาะ → บุคลากรสวม หน้ากากแบบ N-95 ส าหรับดูแลผู้ป่วย 3. จ ากัดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากห้อง 4. ผู้ป่วย และญาติสวมหน้ากากอนามัย
Negative pressure room
Negative pressure room คุณลักษณะ ❖ ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่บริเวณโดยรอบ ❖ มีทิศทางการไหลของอากาศภายในห้องจากบริเวณสะอาดไปยังบริเวณปนเปื้อน ❖ มีอุณหภูมิและความชื้นที่ให้ความสบายแก่บุคคลในห้องและไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตต่อเชื้อโรคภายในห้อง ❖ มีองค์ประกอบของห้องที่เอื้อต่อการลด การแพร่กระจายเชื้อทางการสัมผัสและฝอยละอองได้แก่พื้นผิวเรียบ ท าความสะอาดง่าย มีอ่างล้างมือ จ ากัดเฟอร์นิเจอร์เท่าที่จ าเป็น มีถังขยะติดเชื้อ ❖ อัตราการหมุนเวียนอากาศภายในห้องไม่น้อยกว่า 12 เท่าของปริมาตรห้องต่อชั่วโมง (12 ACH) ❖ อากาศที่ปล่อยทิ้งมีการกรองด้วยแผงกรองอากาศก่อนปล่อยออกสู่ภายนอก
การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาล
สถานการณ์ในไทย ข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ พบว่าเชื้อแบคทีเรียดื้อยาที่ส าคัญ ในประเทศไทย 1. Acinetobacter spp. 2. P. aeruginosa 3. Enterobacterales ที่ดื้อต่อยา Carbapenem extended-spectrum beta-lactamase (ESBL)- producing Enterobacterales เช่น K. pneumoniae และ E. coli เป็นเชื้อดื้อยาที่พบทั้งในคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม (National Antimicrobial Resistance Surveillance, Thailand: NARST) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ท าไมถึงเกิดการติดเชื้อดื้อยา ผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาลนาน ผู้ป่วยที่ใส่อุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นเวลานาน เช่น ท่อช่วยหายใจ สายสวนหลอดเลือด สายสวนปัสสาวะ ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน มีโรคประจ าตัวเรื้อรัง ผู้ป่วยที่ได้รับยาปฏิชีวนะมากเกินไป หรือหลายชนิด ใช้บ่อยและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ใช้ไม่ครบตามก าหนดเวลา ใช้ไม่ตรงตามขนาดยาที่จะได้รับ ใช้ยาอย่างพร่ าเพรื่อ ใช้ยาที่ออกฤทธิ์วงกว้างเกินความจ าเป็น การใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์/สิ่งแวดล้อม/การเกษตร
Antimicrobial resistance (AMR) การใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ ฟาร์มเลี้ยง สัตว์ ท าอาหาร และการก าจัดขยะไม่ ถูกวิธี ล้วนแต่เป็นการท าให้มีการ แพร่กระจายเชื้อดื้อยา
Timeline ATB and ATB resistant bacteria 1942 Penicillin-resistant S. aureus Penicillin-resistant S. pneumoniae Penicillinresistant N. gonorrhoeae Azithromycin-resistant N. gonorrhoeae 2011 Methicillin-resistant S.aureus 1960 1988 Vancomycin -resistant E. faecium Vancomycin -resistant S.aureus ESBL-producing E.coli 1983 1928 penicillin 1958 vancomycin 1960 methicillin 1980 cefotaxime 1980 Azithromycin
Timeline Style 1996 Klebsiella pneumoniae carbapenemase (KPC)- producing K. pneumoniae Ceftazidime-avibactamresistant KPC-producing K. pneumoniae 2015 Caspofungin-resistant Candida 2004 2007 Ciprofloxacin-resistant N.gonorrhoeae Daptomycin resistant S.aureus 2004 1985 imipenem 1987 ciprofloxacin 2001 caspofungin 2003 Daptomycin 2015 Ceftazidimeavibactam
การป้องกันการติดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาล การดูแลท าความ สะอาดสิ่งแวดล้อม ป้องกันการ แพร่กระจายเชื้อ ป้องกันการเกิด เชื้อดื้อยา การใช้ยา อย่างสมเหตุผล รวดเร็ว บริหาร จัดการได้ การวินิจฉัยการ ติดเชื้อ 5 moment ล้างมือ 1.ก่อนสัมผัสผู้ป่วย 2.ก่อนท าหัตถการ 3.หลังสัมผัสสารคัดหลั่ง 4.หลังสัมผัสผู้ป่วย 5.หลังสัมผัสสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วย
การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ • ปฏิบัติตาม standard precautions ในผู้ป่วยทุกราย ถือว่าผู้ป่วยมีเชื้ออยู่ในร่างกาย • ปฏิบัติตามหลัก contact precautions เป็นประจ าเมื่อให้การดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยา • จัดให้ผู้ป่วยอยู่ห้องแยกเดี่ยวจนพ้นระยะแพร่เชื้อ ปิดประตูทุกครั้งหลังเข้า-ออก • ติดป้ายสัญลักษณ์ การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อจากการสัมผัสไว้หน้า chart หน้าห้องผู้ป่วยและหน้า เตียงผู้ป่วย • หากไม่มีห้องแยกให้จัดอยู่ในบริเวณเดียวกัน ห่างกันอย่างน้อย 3 ฟุต • ล้างมือ สวมเสื้อกาวน์ ใส่ถุงมือที่เหมาะสม ตามล าดับ เมื่อเสร็จให้ถอดถุงมือ ถอดเสื้อกาวน์ ล้างมืออีก ครั้ง
การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาล
การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ • จ ากัดคนเข้าเยี่ยม โดยอธิบายขั้นตอนการปฏิบัติแก่ญาติทุกครั้งที่เข้าเยี่ยม • จัดแยกของใช้ส าหรับผู้ป่วยเฉพาะราย เช่น เครื่องวัดความดัน ปรอทวัดไข้ เครื่องช่วยหายใจ เครื่องให้สารน้ า จอมอนิเตอร์ เครื่องดูดเสมหะ ถุงปัสสาวะ ผ้าเช็ดตัว ผ่านการท าลายเชื้ออย่างเหมะสม • ใช้ 2% chlorhexidine ท าความสะอาดร่างกายทุกครั้งเช้า เย็น • ท าความสะอาดสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วย อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
การท าความสะอาดสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ • ใส่ PPE ให้ถูกต้อง เปิดประตู หน้าต่าง ระบายอากาศ • ท าความสะอาดห้องน้ า โดยใช้ 0.5 % sodium hypochloride ราดทิ้งไว้ 15-20 นาที • เริ่มเช็ดส่วนที่ปนเปื้อนน้อยที่สุดก่อน เตียงผู้ป่วยเป็นล าดับสุดท้าย • เน้น ราวกันขอบเตียง หัวเตียง ลูกบิดประตู จากที่สูงไปที่ต่ า เช็ดไปทางเดียวกัน ไม่ย้อนไปมา • ท าความสะอาดสิ่งแวดล้อมรอบผู้ป่วย 2 ครั้ง ผ้าม่านถอดซักหลังจ าหน่ายผู้ป่วย • น้ ายาท าความสะอาด สบู่ ผงซักฟอกก่อนรอบแรก cleaning และตามด้วย disinfection
การรับ-ส่งต่อผู้ป่วย การรับย้ายผู้ป่วยควรสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการติดเชื้อดื้อยา ควรมีสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยา ขณะเคลื่อนย้าย ควรปิดแผลหรือบริเวณที่มีเชื้อให้มิดชิด พิจารณาแยกไว้ก่อน ในกรณี • ผู้ป่วยที่เข้าออก รพ. บ่อยด้วยการติดเชื้อ • มีการใส่อุปกรณ์เข้าสู่ร่างกาย • ผู้ป่วย (re-admit) ที่จ าหน่ายออกจาก รพ. ไม่เกิน 3 เดือน จากการติดเชื้อดื้อยาครั้งก่อน รถส่งต่อควรท าความสะอาดก่อนน าไปใช้กับผู้ป่วยคนถัดไป การควบคุมเชื้อในสิ่งแวดล้อม ท าความสะอาดพื้นผิวเป็นประจ า แยกขยะและจัดการขยะอย่างถูกวิธี
การปลดสถานะผู้ป่วย MDR • ผู้ป่วยต้องไม่มีแผล ไม่มีสายระบาย ไม่มียาต้านจุลชีพ อาจพิจารณาเพาะเชื้อและยกเลิก contact precaution ในผู้ป่วยบางราย เช่น • การยุติการแยก MRSA, VRE ยุติการแยกหากไม่พบเชื้อ 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์ • MRSA : โพรงจมูกส่วนหน้า • VRE: stool/rectal swab culture • CRE แยกตลอดระยะเวลาการนอน รพ. หรือ rectal culture 2 ครั้ง ห่างกัน 1 สัปดาห์ ไม่พบเชื้อ • C.difficile หยุดแยกหลังจากหยุดถ่ายไปแล้ว 48 ชั่วโมงขึ้นไป • ในผู้ป่วยบางรายอาจพบเชื้อขึ้นมาใหม่ได้ ต้องเน้น standard precaution อย่างเคร่งครัด
เชื้อดื้อยาควบคุมพิเศษในโรงพยาบาล เชื้อ Bacteria ยาที่ดื้อ E. coli, K. pneumoniae, Enterobacter และเช ื้อกล ุ่ม Enterobacteriaceae อื่นๆ Carbapenem ; KPC or CRE Pseudomonas aeruginosa Colistin Acinetobacter baumannii Colistin Stenotrophomonas maltophilia Bactrim และ Levofloxacin Staphylococcus aureus Oxacillin ; MRSA Enterococcus spp. Vancomycin ; VRE Clostridium dificile (CDAD) -
Hand hygiene
Hand hygiene ◦ในโรงพยาบาลมีแหล่งของเชื้อจุลชีพอยู่ทั้งจากผู้ป่วย หรือจากอุปกรณ์ที่ใช้กับผู้ป่วย หรือจากเชื้อจุลชีพในสิ่งแวดล้อม ท าให้ผู้ป่วยเกิดการติดเชื้อในโรงพยาบาล (HAI)ได้ ซึ่งกลไกการ แพร่กระจายเชื้อที่พบบ่อยคือ การแพร่กระจายเชื้อจากผู้ป่วยรายหนึ่งไปยังผู้ป่วยอีกรายหนึ่งผ่านมือของ บุคลากร มาตรการควบคุมการแพร่กระจายเชื้อที่ส าคัญคือ การท าความสะอาดมือ ดังนั้นการท าความ สะอาดมือจึงเป็นสิ่งส าคัญที่ต้องปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง เพื่อลดการติดเชื้อในโรงพยาบาล ◦การท าความสะอาดมือจึงเป็นตัวชี้วัดที่ส าคัญอย่างหนึ่งของความปลอดภัยของผู้ป่วย
Hand hygiene เป็นผู้ริเริ่มให้มีการควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล โดยย้ าถึงความส าคัญของการล้างมือ ในกลุ่มบุคลากรที่ท างานใน โรงพยาบาลหลังจากที่ได้สัมผัสกับผู้ป่วย Ignaz Semelweiss
Hand hygiene
Hand hygiene
Hand hygiene
A clean hand is Better than a dirty glove
Normal hand washing ◦เป็นการล้างมือเพื่อสุขอนามัยทั่วไป ล้างด้วยสบู่ และน ้าก็เพียงพอ ใช้เวลาในการฟอกมืออย่างน้อย 20 วินาที เช็ดด้วยผ้าที่สะอาด แห้ง สามารถขจัด เชื้อโรคที่อยู่ชั่วคราวบนผิวหนังออกไปได้ง่าย เช่น การล้างมือก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน ้า ก่อนการเตรียมยาให้ผู้ป่ วย
Hygienic hand washing ◦เป็นการล้างในกรณีสัมผัสสิ่งปนเปื้อนเชื้อโรค หรือเพื่อท าหัตถการเล็กๆ โดยล้างด้วยน ้า สบู่ผสมน ้ายาฆ่าเชื้อ เช่น 4% Chlorhexidine 7.5% Iodophorฟอกมือนาน 30 วินาที ล้างออกด้วยน ้าสะอาด เช็ดด้วยผ้าที่แห้ง สะอาด เช่น การใส่สายสวนปัสสาวะ การดูด เสมหะ การท าแผล
Surgical hand washing เป็นการล้างเพื่อเตรียมท าหัตถการส าคัญๆ เช่น การผ่าตัด การท าคลอด เพื่อป้องกันการ ติดเชื้อโดยใช้น ้ายาฆ่าเชื้อเช่น 4% Chlorhexidine หรือ7.5% Iodophor ฟอกตั้งแต่มือ แขน ถึง ข้อศอก ฟอกนาน 2-5 นาที ล้างน ้าให้สะอาด เช็ดด้วยผ้าสะอาดปราศจากเชื้อ เช่น การผ่าตัด การท าคลอด
Alcohol-based hand rubs ◦แอลกอฮอล์ท าลายเชื้อแบคทีเรียบนมือได้ดีรวมทั้งเชื้อรา ไวรัสและเชื้อดื้อยา เมื่อผสมกับ คลอเฮกซด ิี นจะช ่ วยใหม ้ี ฤทธ ิ ์ คงคา ้ งอย ่ ู ◦ขอ ้ ด ี ค ื อออกฤทธ ิ ์ เรว ็ ใชเ ้ วลานอ ้ ยกวา ่ การลา ้ งม ื อดว ้ ยนา ้ กบ ั สบ ่ ู ใช้ท าความสะอาดมือใน กรณีที่มือไม่เปื้อนสิ่งสกปรก เลือดหรือสารคัดหลั่งอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากแอลกอฮอล์จะ เสื่อมประสิทธิภาพเมื่อสัมผัสกับสิ่งสกปรกปนเปื้อนเลือด และสารคัดหลั่ง ยกเว้นกรณี ที่ สัมผัสกับสปอร์ของเชื้อ เช่น C.difficile หรือ Bacillus anthracis ไม่ควรใช้เนื่องจากไม่ สามารถท าลายสปอร์ได้
Alcohol-based hand rubs
EMPLOYEE HEALTH
การป้องกันอุบัติเหตุจาก การสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งขณะปฏิบัติงาน
แนวทางปฏ ิ บ ั ตเ ิ ม ื่อบ ุ คลากรทางการแพทย ์ได ้ ร ั บอ ุ บ ั ตเ ิ หต ุ ส ั มผส ั เล ื อดหร ื อสารคด ั หลง ั่ขณะปฏิบัติงาน (Occupational Post-exposure prophylaxis, oPEP) ถูกเข็มต า/มีดบาด หรือ ถูกสารคัดหลั่งโดนผิวหนังที่มีบาดแผลอยู่เดิม เลือดหรือสารคัดหลั่งกระเด็นเข้าตา เลือดหรือสารคัดหลั่งกระเด็นเข้าปาก ไม่ต้องเค้นบาดแผล ล้างด้วยน้ าสบู่และน้ าสะอาด หลังจากนั้นเช็ดด้วย 70% Alcohol ล้างให้สะอาดด้วยน้ า หรือ NSS ให้มากๆ บ้วนปากและกลั้วคอด้วยน้ าสะอาด หรือ NSS ให้มากๆ แจ้งหัวหน้าหน่วย/หัวหน้าเวรทันที เขียนใบรายงานอุบัติเหตุ บุคลากรสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งขณะปฏิบัติงาน
เขียนใบรายงานอุบัติเหตุ บุคลากรสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งขณะปฏิบัติงาน ในเวลาราชการ โทรแจ้ง IC เบอร์7811 นอกเวลาราชการ 1. ปรึกษาแพทย์เวรในหน่วยงาน (หากไม่มีแพทย์เวรในหน่วยงานไปพบแพทย์ ER ) 2. ให้ค าแนะน าและขออนุญาตเจาะเลือดทั้งบุคลากรและผู้ป่วยที่หน่วยงาน 3. แจ้งพยาบาล IC ในวันต่อมา (ในวันและเวลาราชการ) เบอร์ 7811 พร้อมส่งใบรายงาน อุบัติเหตุฯ ที่หน่วย IC ชั้น 9 (อาคารเฉลิมพระชนมพรรษา 1) บุคลากร/นิสิตฝึกงาน - บุคลากร น าใบรับรองการเกิดอุบัติเหตุฯแจ้งเวชระเบียนเปิด Visit สิทธิ์ “บุคลากรได้รับอุบัติเหตุฯ(oPEP)” - นิสิตฝึกงาน น าใบรายงานอุบัติเหตุฯ ติดต่อเวชระเบียนเปิด Visit ของนิสิต 1. เจาะเลือดส่งตรวจ Anti-HIV, HBsAg# , Anti-HBs# , Anti-HCV, CBC, Cr, SGPT ( #ถ้าบุคลากรมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับ อักเสบบีแล้ว ไม่ต้องเจาะ) key เข้าระบบ i-med 3. ส่ง tube เลือดที่ห้อง LAB ชั้น 3 พร้อมใบ VCT*ยกเลิก 4. ส่งใบรับรองการเกิดอุบัติเหตุฯ ห้องการเงินผู้ป่วยนอก 5. ส่งใบรายงานอุบัติเหตุฯ ที่หน่วย IC ชั้น 9 (อาคารเฉลิมพระชนมพรรษา 1) ผู้ป่วย - สิทธิ์ช าระเงินเอง (แจ้งเวชระเบียนเปิด Visit สิทธิ์ “บุคลากรได้รับอุบัติเหตุฯ (oPEP)”) - สิทธิ์บัตรทอง ม.น./ ประกันสังคม ม.น./ ข้าราชการ ไม่ต้องแจ้งเวชระเบียนเปิด Visit ใหม่ 1. ให้ค าปรึกษาและให้เซนต์ใบยินยอม 2. เจาะเลือดส่งตรวจ Anti-HIV, HBsAg# , Anti-HCV ( #ถ้าบุคลากรมีภูมิคุ้มกันต่อ ไวรัสตับอักเสบบีแล้ว ไม่ต้องเจาะ HBsAg ในผู้ป่วย)