คํานําหลายคนเคยมองเขาไปในอาคารเรียนเกาที่มืดมิดแลวรูสึกขนลุกไหม หรือเคยไดยินเสียงกระซิบที่หาที่มาไมไดในหองนํ้ารางบางหรือเปลา เกือบทุกโรงเรียนมักมีตํานานที่เลาขานตอกันมาปากตอปาก บางเรื่องก็ดูเหมือนนิทานหลอกเด็ก แตบางเรื่องกลับเปนความจริงที่ถูกซอนไวใตรากฐานของความรุงเรืองที่ไมมีใครกลาขุดคุย\"ชมรมคนเพี้ยนกับภารกิจปลดล็อควิญญาณ\" จะพาคุณไปพบกับการรวมตัวของสามนักเรียนที่ถูกสังคมมองวา 'นอกคอก' พวกเขาไมไดรวมตัวกันเพราะความเดนดัง แตรวมตัวกันเพราะ \"มองเห็น\" ในสิ่งที่คนอื่น \"มองไมเห็น\" ในสิ่งที่คนอื่นเลือกจะเมินเฉยการเดินทางในหนังสือเลมนี้ไมใชแคเรื่องราวของการลาทาผีหรือความหลอนสยองขวัญเพียงอยางเดียว แตมันคือการเดินทางไปเรียนรูหัวใจของคนและวิญญาณ ผานมิตรภาพที่เริ่มตนจากความไมไวใจ การปลดปลอยพันธนาการที่ถูกกักขังมานานนับทศวรรษ และการคนหาตัวตนที่แทจริงทามกลางโลกที่พยายามบีบใหเราตองเปนเหมือนคนอื่นหากคุณเคยรูสึกวาตัวเองแตกตาง หรือเคยสงสัยในเงามืดที่วูบผานไป หนังสือเลมนี้อาจกําลังบอกคุณวา คุณไมไดเพี้ยนอยูคนเดียว และโลกที่คุณเห็นอยูนั้น ยังมีความลับอีกมากมายที่รอใหคุณมาสัมผัสดวยตัวเอง ขอตอนรับเขาสูภารกิจปราบผีที่ 'เฮี้ยน' ที่สุด และมิตรภาพที่'เพี้ยน' ที่สุดในรั้วโรงเรียน
แนะนําตวัละคร
ธปูเด็กชายผูมีสัมผัสพิเศษมองเห็นผีและสามารถพูดคุยกับผีไดหลังอุบัติเหตุครั้งใหญเขาไวผมยาวปดหนาเล็กนอยมักจะใสสายสิญจนหรือเครื่องรางของขลังที่ชวยปองกันตัวจากผีติดตัวเสมอตกใจงายมาก ขี้อายและกลัวผีสุด ๆมักจะถูกผีตามไปมาอยูเสมอเพราะผีรูวาสามารถสื่อสารกับเขาได
มินตราสาวมาดเทผมสั้น แววตาคมกริบ เรียนวิชาอาคมจากคุณปูมาตั้งแตเด็ก ใชวิชาไสยศาสตรเปนมักพกเครื่องรางในรูปแบบทันสมัย ( Art Toy ควายธนู) หรือพวกเครื่องมือไสยศาสตรที่หนาตาแปลกใหมเสมอปากจัดแตใจดีเธอเปนคนแรกที่เอาตัวเขาแลกเพื่อปกปองเพื่อนๆ
ลษิาเด็กสาวหนาตานารัก มีหนามามัดผมรวบขึ้น นิสัยราเริงมาก ชอบทําตัวแปลก เพราะวาเธอมองเห็นวิญญาณตั้งแตเด็กชอบเรื่องลี้ลับเปนอยางมาก มักพกกลองโพลารอยดถายติดวิญญาณจิตแข็งระดับที่วาผีมาหลอกเธอก็แคยิ้มใหแลวถามวา \"ขอถายรูปคูหนอยคะ!\" ผีถึงกับงงจนหนีไปเอง
สารบัญรายชื่อบท หนาบทที่1 คูหูตัวเพี้ยน 2บทที่2 โตะหลังหองที่ไมมีใครนั่ง 16บทที่3 กระจกอาถรรพในหองนาฏศิลป 28บทที่4 เสียงสะอื้นจากหองนํ้าตึกเกา 38บทที่5 เกาอี้ของคนสอบตก 58บทที่6 เงาแคนใตหอประชุมเกา 68
1
2บทที่ 1คู่หูตัวเพี้ยนในโลกที่ความเจริญทางวิทยาศาสตร์รุ่งเรืองถึงขีดสุด มนุษย์เลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่มองเห็นผ่านตาและสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการทดลองหาค่าความเป็นจริงที่มีผลเด่นชัดแต่ท่ามกลางแสงไฟจากตึกสูงและสัญญาณเครือข่ายที่ครอบคลุมไปทั่วทุกหัวระแหง ยังมีม่านบาง ๆ ที่มองไม่เห็นกั้นกลางระหว่าง \"โลกของคนเป็น\" และ \"โลกของคนตาย\" ม่านผืนนี้เบาบางราวกับควันธูป แต่กลับมั่นคงราวกับกำแพงเหล็ก หลายคนมักถามว่า \"ผีมีจริงไหม ?\" แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ \"ถ้าพวกเขามีจริง ทำไมเราถึงมองไม่เห็น ?\"ความเชื่อโบราณกล่าวไว้ว่า จิตของมนุษย์ทั่วไปนั้นเปรียบเสมือนผิวน้ำที่ถูกรบกวนด้วยแรงลมจากกิเลสและความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน จนไม่สามารถสะท้อนภาพที่แท้จริงของโลกอีกใบได้ แต่สำหรับบางคน... น้ำในใจของเขานั้นสงบนิ่ง หรือบางคนอาจจะมี \"รอยร้าว\" ในดวงวิญญาณมาตั้งแต่เกิด รอยร้าวที่ทำให้แสงจากโลกฝั่งกระโน้นลอดผ่านเข้ามาได้
3คนที่มองเห็นผี ไม่ได้มีแค่คนสติฟั่นเฟือนอย่างที่สังคมตราหน้า แต่มีทั้ง \"ผู้ถูกเลือก\" โดยสายเลือดนักสิทธิ์ \"ผู้ที่รอดตายจากความตาย\" หรือแม้แต่ \"ผู้ที่โหยหาความลี้ลับ\" จนจิตเปิดรับสิ่งเหล่านั้น สำหรับพวกเขาแล้ว เสียงกระซิบในที่เงียบสงัด กลิ่นดอกไม้หอมเอียนในยามวิกาล หรือเงาร่างที่ยืนอยู่สุดปลายสายตา ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ แต่มันคือ \"ความจริงที่น่าอึดอัด\" ที่ต้องเผชิญในทุกลมหายใจเข้าออกและนี่คือเรื่องราวของเด็กสาวสองคนที่เติบโตมาในโลกที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่กลับถูกเชื่อมโยงกันด้วย \"ความลี้ลับ\" จนกลายเป็นมิตรภาพที่แข็งแกร่งกว่าคาถาอาคมใด ๆในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าชุมชนอันอุดมสมบูรณ์ ตระกูลของ มินตรา ไม่ใช่แค่ชาวบ้านธรรมดา แต่เป็น \"ตระกูลหมอผีสายขาว\" ที่สืบทอดวิชาอาคมกันมามากกว่าเจ็ดชั่วคน บ้านเรือนไทยใต้ถุนสูงของเธอคือศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของคนในพื้นที่ กลิ่นควันธูป และเสียงสวดคาถาที่นุ่มนวล คือดนตรีกล่อมเด็กที่มินตราได้ยินมาตั้งแต่เกิดครอบครัวของมินตราได้รับความเคารพนับถืออย่างสูง พวกเขาไม่ใช่พวกต้มตุ๋นที่ใช้อาคมเรียกเงินทอง แต่เป็นผู้บำบัดทุกข์ทางใจ ไม่ว่าจะเป็นการทำพิธี \"เรียกขวัญ\" ให้คนที่ตกใจจากอุบัติเหตุกลับมามีสติการอาบน้ำมนต์เพื่อปัดเป่าสิ่งอัปมงคล หรือการสวดส่งวิญญาณเร่ร่อนให้ไปสู่สุคติมินตราเป็นลูกสาวคนเดียวของลูกชายคนโตในตระกูล เธอจึงเกิดมาพร้อมกับ \"ญาณทิพย์\" และสัมผัสที่ไวต่อพลังงานลบ ปู่
4ของเธอสอนให้เธอรู้จักคาถาป้องกันตัวและการควบคุมจิตตั้งแต่ยังเรียนชั้นประถม แต่มินตราไม่ใช่เด็กที่จมอยู่กับตำราใบลานคร่ำครึด้วยความเป็นเด็กหัวสมัยใหม่ มินตราจึงดัดแปลง \"ไสยศาสตร์\" ให้เข้ากับยุคสมัย เธอคือ \"หมอผีเจนซี\" ที่รู้จักการนำพลังงานของมงคลมาผนึกไว้ในของกุ๊กกิ๊ก เครื่องรางของเธอไม่ได้ ดูน่ากลัวเหมือนเขี้ยวสัตว์หรือหนังหน้าผากเสือ แต่มันคือตุ๊กตาอาร์ตทอยหน้าตาน่ารัก พวงกุญแจตุ๊กตานุ่มนิ่ม หรือแม้แต่สติกเกอร์ที่ลงอักขระยันต์ด้วยลายเส้นมินิมอล แต่ขลังด้วยการปลุกเสกตามแบบฉบับดั้งเดิมอย่างครบถ้วน มินตรากลายเป็นผู้รักษาความเชื่อในรูปแบบที่โลกปัจจุบันยอมรับได้ แม้ลึก ๆ แล้วเธอจะดูเป็นคนแข็งกระด้างและเก็บตัว เพราะชีวิตส่วนใหญ่ของเธออยู่กับคนแก่และบทสวดมากกว่าเพื่อนในรุ่นเดียวกันในอีกด้านหนึ่งของความแปลกแยก ลิษา คือเด็กสาว ที่เติบโตมาในครอบครัวที่ปกติสุขที่สุด แต่ตัวเธอเองกลับ \"ไม่ปกติ\" ในสายตาเพื่อนบ้าน ลิษาเป็นเด็กฉลาด ร่าเริง และอัธยาศัยดีเป็นเลิศ ใครที่อยู่ใกล้เธอต่างก็รู้สึกเหมือนได้รับพลังงานบวก แต่ลิษากลับมีความหลงใหลที่ประหลาด... เธอรักเรื่องลี้ลับเข้าเส้นในขณะที่เด็กผู้หญิงคนอื่นอ่านการ์ตูนตาหวาน ลิษากลับหมกมุ่นอยู่กับตำนานผีท้องถิ่นและทฤษฎีโลกหลังความตาย เธอมีความกล้าบ้าบิ่นที่มักจะพาตัวเองไปสำรวจศาลเพียงตาเก่า ๆ หรือบ้านร้างหลังหมู่บ้านเพียงเพื่ออยากจะ \"รู้\" ในสิ่งที่คนอื่น \"กลัว\"
5\"ยายเพี้ยน\" คือฉายาที่เธอได้รับมาตั้งแต่เล็ก แต่ลิษาไม่เคยโกรธ เธอภูมิใจในมันเสียด้วยซ้ำ เพราะการเป็นคนเพี้ยนทำให้เธอมีอิสระที่จะสำรวจโลกในแบบที่เธอต้องการ พ่อกับแม่ของเธอ แม้จะปวดหัวกับการที่ต้องตามไปรับลูกสาวที่หน้าป่าช้าบ่อย ๆ แต่พวกท่านก็สนับสนุนความเป็นตัวของตัวเองของลิษาเสมอมาย้อนกลับไปในเช้าวันเปิดเทอมวันแรกของโรงเรียนประถมในหมู่บ้านที่เงียบสงบ มินตรา เด็กสาวผมเปียที่วางท่าทางเป็นผู้ใหญ่เกินวัย นั่งนิ่งอยู่หลังห้องเรียนเพียงลำพัง บนโต๊ะของเธอไม่มีของเล่นกุ๊กกิ๊กเหมือนเด็กผู้หญิงคนอื่น มีเพียงสมุดบันทึกเล่มเก่าน่ากลัวกับพวงกุญแจไม้แกะสลักรูปควายธนูตัวจิ๋วที่เธอปลุกเสกมาเอง บรรยากาศรอบตัวเธอดูวังเวงแอละอึมครึมจนเพื่อนคนอื่นไม่กล้าเข้ามาทักจนกระทั่งมีเด็กหญิงผมสั้นร่าเริงคนหนึ่งเดินดุ่ม ๆ เข้ามาหา พร้อมฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่\"นี่เธอ! ฉันชื่อ ลิษา นะ\" เด็กสาวคนนั้นวางกระเป๋าลงข้าง ๆ มินตราอย่างไม่สนโลก\"ได้ยินมาว่าบ้านเธอเป็นหมอผีจริงป่ะ ? แล้วเธอ เห็นผีไหม ? ผีที่ในห้องมีกี่ตัว ? แล้วผีในโรงเรียนเราน่ะหน้าตาเป็นไงหรอ ?\"มินตราปรายตามองด้วยสายตาเย็นชา \"อยากรู้ไปทำไม... มันไม่ใช่เรื่องตลกนะ\"\"อ้าว ! ก็มันน่าสนใจจะตายไป !\"
6ลิษาไม่ลดละความพยายาม เธอขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้จนไหล่แทบชนกัน \"ฉันน่ะนะ อยากเห็นผีมาตั้งแต่จำความได้เลย พ่อบอกว่าฉันเพี้ยนไปแล้ว แต่ฉันว่าโลกนี้มันต้องมีอะไรมากกว่าที่ตาเห็นแน่ ๆ เธอสอนฉันหน่อยสิ หรือไม่ก็พาฉันไปดูหน่อย!\"\"ไม่ได้\" มินตราตอบเสียงแข็งพลางขยับหนี \"โลกวิญญาณมันอันตราย คนปกติเขาไม่อยากยุ่งกันหรอก ยัยเพี้ยน\"\"เรียกฉันว่ายัยเพี้ยนหรอ ? ชอบจัง ! ฉันชื่อยัยเพี้ยนก็ได้ แต่เธอต้องชื่อ 'คุณครูหมอผี' นะ\" ลิษาหัวเราะคิกคัก \"เอาหน่า... อย่าทำหน้าบูดสิมินตรา หน้าดุๆ แบบนี้ผีที่ไหนจะกล้าเข้าใกล้ล่ะ มาเป็นเพื่อนกันเถอะ ฉันอัธยาศัยดีนะ คุยได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องผี!\"มินตราถอนหายใจยาวพลางมองไปนอกหน้าต่าง \"ฉันไม่อยากเป็นเพื่อนกับคนบ้าอย่างเธอ... และไม่คิดจะมีเพื่อนอะไรนั่นด้วย\"\"งั้นก็เริ่มมีวันนี้แหละ !\" ลิษาหยิบขนมเปี๊ยะในกระเป๋าออกมาส่งให้ \"ถือว่านี่คือค่าจ้างให้เธอมาเป็นเพื่อนฉัน แล้วเย็นนี้ฉันจะตามเธอไปที่บ้านหมอผีเอง!\"มินตรามองขนมเปี๊ยะในมือสลับกับใบหน้าทะเล้นของลิษา แม้เธอจะทำท่ารำคาญ แต่ลึก ๆ ในใจที่เคยแห้งแล้งกลับรู้สึกถึง
7\"พลังงานประหลาด\" ที่สดใสจนน่าตกใจ เธอเริ่มสัมผัสได้ว่าเด็กหญิงคนนี้อาจจะเป็น \"ข้อยกเว้น\" เพียงอย่างเดียวในชีวิตที่เคร่งครัดของเธอ\"ถ้าเธอตามฉันไปแล้วเจอดี... อย่ามาร้องไห้ให้ฉันช่วยแล้วกัน\" มินตราพึมพำขณะหยิบขนมเปี๊ยะเข้าปาก\"ไม่มีทาง ! ฉันจะตื่นเต้นจนลืมร้องไห้เลยล่ะ !\" ลิษาตะโกนก้องห้องเรียน จนเพื่อนคนอื่นหันมามองเป็นตาเดียวเดิมทีลิษาเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะแต่กลับไม่มีใครที่เธอเรียกได้ว่า \"เพื่อนแท้\" เพราะไม่มีใครยอมก้าวข้ามผ่านเขตแดนความลี้ลับไปพร้อมกับเธอ... จนกระทั่งเธอได้เจอกับมินตราเมื่อลิษาได้รู้ว่ามินตราคือหมอผีฝึกหัดจากตระกูลดัง ความอยากรู้อยากเห็นของเธอก็ระเบิดออกมา เธอพยายามตามตื๊อมินตราอย่างไม่ลดละ จนสุดท้ายมินตราก็พ่ายแพ้ต่อความตื๊อและยอมเปิดใจให้ลิษาเข้ามาในโลกของเธอแต่ความประมาทของลิษาเกือบทำให้มิตรภาพนี้จบลงด้วยโศกนาฏกรรม ในช่วงที่ทั้งคู่เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ความสัมพันธ์ของมินตราและลิษาเริ่มแน่นแฟ้นจนคนในหมู่บ้านต่างเรียกขานว่า \"คู่หูตัวเพี้ยน\" ลิษาที่ได้รับคำบอกเล่าเรื่องลี้ลับจากมินตราอยู่ทุกวัน กลับไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวเหมือนเด็กทั่วไป ความอยากรู้อยากเห็นของเธอพุ่งทะยานจนถึงขั้นกล้าบ้าบิ่น
8เธอเริ่มมองว่าเรื่องวิญญาณเป็นเหมือนการผจญภัยในเกม จนกระทั่งเย็นวันหนึ่งที่ท้องฟ้าเป็นสีเลือด ลิษาพามินตรามาหยุดอยู่ที่หน้าอาคารเรียนเก่าที่ถูกปิดตาย บรรยากาศรอบอาคารนั้นเงียบสงัดจนได้ยินเสียงใบไม้แห้งเสียดสีกัน\"ลิษา ฉันเตือนเธอเป็นครั้งที่ร้อยแล้วนะว่าอย่าเข้าไป !\" มินตรากระชากแขนเพื่อนไว้ แววตาของเธอสั่นระริกด้วยความกลัว \"กลิ่นอายที่นี่มันไม่เหมือนที่อื่น มันมีกลิ่นคาวเลือดและแรงอาฆาตที่รุนแรงมาก เธอไม่มีวิชาป้องกันตัว เธอรับมันไม่ไหวหรอก!\"ลิษาหันกลับมาฉีกยิ้มที่มินตรามองว่ามันคือความประมาท \"โธ่ มินตรา ! เธอเก่งจะตายไป ถ้ามีอะไรเธอก็แค่ร่ายคาถาจัดการก็จบแล้ว ฉันแค่อยอยากเห็นกับตาจริง ๆ สักครั้งว่า 'ผีตายโหง' ที่เขาเล่ากันน่ะหน้าตาเป็นยังไง จะได้เอาไปเขียนในบันทึกไง!\"\"มันไม่ใช่เรื่องสนุกเอาไปเขียนไดอารี่นะลิษา !\" มินตราตวาดเสียงสั่น \"วิญญาณที่นี่เขาไม่ได้ต้องการเพื่อนคุย เขาต้องการ 'ตัวตายตัวแทน' ถ้าเธอเข้าไปแล้วจิตหลุด ใครจะช่วยเธอทัน?\"\"เธอก็ช่วยฉันไง !\" ลิษาสะบัดแขนออกอย่างดื้อรั้น \"อย่าทำตัวเป็นคนแก่ขี้กลัวหน่อยเลยน่า ฉันไปแป๊บเดียว เดี๋ยวออกมาเล่าให้ฟังนะ !\"ลิษาไม่รอคำทัดทาน เธอพุ่งตัวเข้าไปในโถงอาคารที่ มืดสนิททันที ความมืดมิดเข้ากลืนร่างของเธอไปในพริบตา ทิ้งให้มินตรายืนอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่เริ่มกัดกินหัวใจ
9แต่เพียงไม่กี่อึดใจ เสียงหัวเราะที่เคยร่าเริงของลิษาก็หายไป กลายเป็นเสียงกรีดร้องที่โหยหวนจนมินตราต้องพุ่งตามเข้าไปอย่างไม่คิดชีวิตภายในห้องเรียนเก่าที่ฝุ่นตลบ มินตราเห็นลิษายืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้อง ดวงตาเบิกกว้างแต่ไร้แววตา มีเงามืดขนาดใหญ่โอบล้อมร่างเธอไว้และกำลังบีบคั้นลมหายใจของเธอ\"มินตรา... ช่วยด้วย... ฉันหนาว... หนาวเหลือเกิน...\" เสียงของลิษาพร่ามัวเหมือนมาจากที่ห่างไกล น้ำตาของความหวาดกลัวไหลนองหน้า \"ฉันขอโทษ... ฉันไม่น่า... อั่ก !\"ร่างของลิษาถูกพลังงานมืดเหวี่ยงเข้าหาหน้าต่างชั้นสองที่ผุพังจนร่างเธอร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่างต่อหน้าต่อตามินตรา เสียงร่างกายกระแทกพื้นดินดังกึกตามมาด้วยความเงียบงันที่น่ากลัวที่สุด ลิษานอนนิ่งเป็นผัก สลบไปนานถึงสามวันสามคืน ท่ามกลางพิธีเรียกขวัญที่ปู่ยอดและมินตราต้องสู้สุดกำลังเพื่อดึงวิญญาณเธอกลับมาจากเงื้อมมือมัจจุราชลิษานอนหลับลึกอยู่ในห้วงนิทราที่มืดมิดอยู่สามวันเต็ม ๆ ในความฝันนั้นเธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยคออยู่กลางทะเลน้ำหมึกที่เย็นเฉียบ มีมือซีดเซียวมากมายพยายามฉุดรั้งขาเธอลงไปสู่ก้นบึ้ง จนกระทั่งมีแสงสีทองสว่างวาบพร้อมเสียงสวดคาถาอันอบอุ่นของปู่ยอดและเสียงเรียกอันสั่นเครือของมินตราที่ดึงรั้งจิตของเธอกลับมา
10วินาทีที่ลิษาลืมตาขึ้นมาในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล สิ่งแรกที่เธอสัมผัสได้ไม่ใช่กลิ่นยาหรือแสงแดดที่ลอดผ่านม่าน แต่เป็นความรู้สึก \"หนักอึ้ง\" ที่หน้าอก เมื่อเธอกวาดสายตาไปรอบห้องที่ควรจะมีแค่เธอกับมินตรา ลิษาก็ต้องหยุดกะทัดรัดด้วยอาการตัวสั่นเทิ้ม\"มินตรา...\" ลิษาเรียกเพื่อนเสียงพร่า \"ทำไม... ทำไมคนในห้องนี้มันเยอะจัง\"มินตราที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาของเธอสลดลงทันที \"ลิษา... ในห้องนี้มีแค่ฉันกับเธอ\"ลิษาเริ่มหายใจหอบถี่ ดวงตาของเธอเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าที่มุมห้องมืด ๆ มีร่างของชายแก่คนหนึ่งในชุดคนไข้ขาดรุ่งริ่งยืนก้มหน้านิ่ง คอของเขาแทบจะหักพับลงมา และที่ข้างเตียงพยาบาล... มีมือเหี่ยวแห้งสีม่วงคล้ำคูหนึ่งกำลังเกาะขอบเตียงแล้วค่อย ๆ โผล่ใบหน้าที่ครึ่งหนึ่งแหลกเหลวขึ้นมาจ้องมองเธอในระยะประชิด\"มินตรา ! เขา... เขาอยู่ข้างเตียงฉัน ! เขาจ้องฉันอยู่ !\" ลิษากรีดร้องพลางถดตัวหนีจนไปชนกับพนักเตียง เธอพยายามจะหลับตาแต่ภาพเหล่านั้นกลับ \"ชัดเจน\" ยิ่งกว่าภาพของเพื่อนสนิทเสียอีก มันไม่ใช่แค่ภาพลวงตา แต่มันคือการรับรู้ถึงตัวตน ความทุกข์ และกลิ่นอายความตายที่พุ่งเข้าใส่ประสาทสัมผัสของเธออย่างรุนแรง
11มินตรรีบกระโดดขึ้นมาบนเตียงแล้วกอดลิษาไว้แน่น เธอหยิบตะกรุดที่คอของตัวเองมาสวมให้ลิษา \"ตั้งสติไว้นะลิษา! อย่าไปสบตาเขา อย่าไปรับฟังเสียงเขา ดวงตาของเธอเปิดออกแล้ว... เพราะจิตที่เฉียดความตายเมื่อกี้มันทำให้ม่านกั้นโลกของเธอมันพังลง\"ลิษาซุกหน้าลงกับไหล่ของมินตรา ร้องไห้โฮออกมาด้วยความขวัญเสีย \"ฉันขอโทษ... มินตรา ฉันไม่ได้ต้องใจให้มันเป็นแบบนี้\"\"ไม่เป็นไร... ฉันอยู่นี่แล้ว\" มินตรากระซิบปลอบพลางร่ายมนต์ปิดกั้นพลังงานลบรอบๆ ตัวเพื่อน \"ในเมื่อมันเบิกเนตรไปแล้วมันก็ช่วยไม่ได้ เธอก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ฉันจะสอนเธอเอง... เราจะผ่านมันไปด้วยกัน\"พอม่านกั้นระหว่างความเป็นและความตายของลิษาถูกทำลายลงอย่างถาวร ความรู้สึกของเธอก็เหมือนถูกเหวี่ยงเข้าไปอยู่ในสวนสนุกที่สยองขวัญขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ลิษาไม่ได้เสียใจที่ตัวเองมองเห็นผี และถูกมองว่าเป็นคนเพี้ยนหนักกว่าเดิม เพราะเธอภูมิใจกับตำแหน่งนี้มาแต่ไหนแต่ไร แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ \"ความสมจริง\" ของสิ่งที่เห็นในตอนแรกที่ลิษาเห็นผี เธอไม่ได้วิ่งหนีด้วยความกลัวแบบคนเสียสติ แต่เธอเพียงแค่ตกใจและยืนจ้องด้วยความสงสัยตามนิสัยคนอยากรู้อยากเห็น จนบางครั้งมินตราต้องรีบกระชากแขนดึงเธอออกมาจากวิญญาณที่กำลังทำท่าสยดสยอง
12ลิษาเริ่มมีความกังวลแทรกเข้ามาในใจเล็กน้อย เพราะสิ่งที่เห็นมักจะดู \"จริง\" จนบางครั้งแยกไม่ออกว่าใครคือคน ใครคือวิญญาณ ซึ่งนั่นทำให้ชีวิตประจำวันของเธอเริ่มวุ่นวายและน่ารำคาญมากกว่าน่าสนุกมินตราสังเกตเห็นเพื่อนรักที่เริ่มนั่งเหม่อมองอากาศแล้วบ่นพึมพำว่า \"นั่นคนหรือผีน่ะ แยกยากจัง\" เธอจึงตัดสินใจว่าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ลิษากลับมามีความสุขกับ \"ของขวัญ\" ที่เธอเคยโหยหามาตลอดชีวิตเย็นวันหนึ่ง มินตราพาลิษามานั่งที่บ้านของปู่ยอด ปู่ของเธอที่เป็นหมอผีของหมู่บ้าน พร้อมกับหยิบกล้องโพลารอยด์ตัวโปรดที่ลิษามักจะพกไปถ่ายรูปเล่น มาวางไว้บนโต๊ะที่ล้อมรอบด้วยวงสายสิญจน์\"ลิษา ในเมื่อเธออยากเห็นผีนักหนา และตอนนี้เธอก็เห็นแล้ว แต่เธอกลับดูลำบากใจที่จะจัดการกับมัน\" มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังพลางหยิบผงธูปเสกขึ้นมา \"ฉันจะช่วยทำให้เธอกลับมาสนุกกับมันอีกครั้ง\"มินตราเริ่มร่ายคาถาบท 'เบิกเนตรทัศนา' ลงบนเลนส์กล้อง เธอประพรมน้ำมนต์ที่ผสมด้วยว่านเสน่ห์จันทร์และผงอิทธิเจลงบนตัวกล้องอย่างประณีต มนต์ขลังนี้ไม่ได้ทำเพื่อไล่ผี แต่ทำเพื่อ \"คัดกรอง\" และ \"จับภาพ\" พลังงานวิญญาณให้ปรากฏเด่นชัดขึ้นในแผ่นฟิล์ม\"ต่อไปนี้ กล้องตัวนี้จะเป็นดวงตาที่สามให้เธอ\" มินตราส่งกล้องคืนให้ลิษา
13\"ถ้าเธอไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร ให้ลองกดชัตเตอร์ดู ถ้าในรูปมีเงาจาง ๆ หรือแสงสีประหลาดปรากฏขึ้น นั่นแปลว่าเป็นวิญญาณ และถ้าสีของเงาเป็นสีดำสนิท นั่นคืออันตรายที่เธอต้องบอกฉันทันที\"ลิษารับกล้องมาด้วยดวงตาที่เป็นประกาย \"โห... มินตรา ! นี่มันกล้องปราบผีชัด ๆ เลยนี่นา !\"\"ไม่ใช่ปราบผีจ้ะยัยเพี้ยน\" มินตรายิ้มกว้าง \"แต่มันคือกล้องที่ทำให้เธอใช้ชีวิตอยู่กับพวกเขาได้แบบไม่หลอนเกินไป เธอจะได้รู้ว่าใครมาดี ใครมาร้าย และเก็บรูปภาพเหล่านั้นไว้เป็น 'คอลเลกชันคนเพี้ยน' ของเธอไง\"ลิษาลองกดชัตเตอร์ถ่ายไปที่มุมห้องที่มักจะมีวิญญาณเด็กรับใช้วิ่งเล่นอยู่ รูปค่อยๆ ปรากฏภาพเด็กน้อยเลือนลางกำลังยิ้มให้กล้อง ลิษาถึงกับหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ ความกลัวที่เคยแทรกซึมอยู่หายไปทันที แทนที่ด้วยความตื่นเต้นเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่\"แบบนี้สิถึงจะสมกับเป็นลิษา !\" เธอพุ่งเข้าไปกอดมินตราจนตัวลอย \"ขอบใจนะมินตรา! ตอนนี้ฉันมีความสุขที่สุดเลย ฉันจะเป็นช่างภาพผีที่เก่งที่สุดในโลกให้ดู!\"มินตรามองดูเพื่อนที่กลับมาวิ่งไล่ถ่ายรูปอากาศธาตุด้วยความร่าเริงแจ่มใสเหมือนเดิม เธอก็พลอยยิ้มไปด้วย เพราะอย่างน้อยความเพี้ยนของลิษาในครั้งนี้ ก็มีเครื่องมือที่จะช่วยดูแลความปลอดภัยและสร้างความสุขให้กับเธอได้จริง ๆ
14จากประถมจนถึงมัธยมต้น ทั้งสองกลายเป็นคู่หูตัวเพี้ยนที่ใคร ๆ ในหมู่บ้านก็รักและเข้าใจ เพราะคนในบ้านนอกยังมีความเชื่อเรื่องพวกนี้อยู่บ้าง แต่เมื่อทั้งสองสอบติดและต้องย้ายเข้ามาเรียน ม.4 ในอำเภอที่เจริญรุ่งเรือง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเพื่อนใหม่ในเมืองมองว่าการที่ทั้งสองคนบอกว่าเห็นวิญญาณเป็นเรื่อง \"โกหก\" หรือ \"การเรียกร้องความสนใจ\" พวกเธอถูกโดดเดี่ยวและถูกมองว่าเป็น ตัวประหลาด แต่ด้วยมิตรภาพที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ทั้งมินตราและลิษากลับไม่สนใจเสียงนกเสียงกาเหล่านั้น พวกเธอยังคงใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ลิษาใช้ความร่าเริงปกป้องมินตราจากความอึดอัดในการเข้าสังคม ส่วนมินตราใช้อาคมปกป้องลิษาจากสิ่งลี้ลับที่คอยจะจ้องเล่นงาน\"ใครจะว่ายังไงก็ช่าง\" ลิษาพูดพลางกอดคอมินตราเดินเข้าโรงเรียนวันแรก \"ตราบใดที่เราเห็นสิ่งเดียวกัน เราก็ไม่มีวันเหงาหรอกจริงไหม?\"มินตรายิ้มบาง ๆ พลางมองไปที่ทางเดินหน้าอาคาร 3 \"นั่นสิ... และดูเหมือนเรากำลังจะได้เพื่อนร่วมทางเพิ่มอีกคนแล้วนะ ยืนหน้าซีดอยู่ตรงนั้นไง\"
15
16บทที่ 2โต๊ะหลังห้องที่ไม่มีใครนั่งหยาดฝนเม็ดหนาเข้าปะทะหน้าต่างรถยนต์ที่จอดสนิทอยู่หน้าประตูโรงเรียน เด็กชายมองผ่านกระจกที่พร่ามัวไปด้วยฝ้าขาวที่เกิดจากเม็ดฝนออกไปข้างนอก สองเดือนที่ผ่านมาสำหรับเขามันเหมือนฝันร้ายที่ตื่นมาแล้วยังไม่สิ้นสุด อุบัติเหตุทางรถยนต์ในคืนที่ฝนตกหนักแบบนี้ได้พรากทุกอย่างไปจากเขา ความทรงจำสุดท้ายคือแสงไฟหน้ารถที่สาดจ้าเข้าตาและเสียงโลหะบดขยี้กับพื้นถนนเขาตื่นมาอีกทีพร้อมกับร่างกายที่บอบช้ำและ \"ดวงตา\" ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป\"ดูแลตัวเองด้วยนะธูป ถ้าไม่ไหวก็โทรหาแม่นะลูก\" เสียงของแม่สั่นเครือไปด้วยความเป็นห่วง ธูปพยักหน้าเบา ๆ พลางกระชับสายเป้ที่ไหล่ เขาเดินลงจากรถ ร่มสีดำสนิทถูกกางขึ้นบดบังใบหน้าซีดเซียวของเด็กชายโรงเรียนในวันที่ฝนตกให้บรรยากาศเหมือนตึกโบราณเก่าแก่ที่น่าเกรงขาม ตึก 3 เป็นอาคารไม้ทรงปั้นหยา ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายหมอกจาง ๆ กลิ่นไม้ชื้นฝนแผ่ซ่านออกมา ผสมกับกลิ่นอายบางอย่างที่ธูปสัมผัสได้เพียงคนเดียว... กลิ่นเย็นชืดที่ชวนให้สันหลังวาบระหว่างทางที่เขาเดินผ่านสนามหญ้าที่แฉะชุ่ม ธูปเห็น \"ใครบางคน\" ยืนนิ่งอยู่ใต้ต้นหูกวางใหญ่ ร่างนั้นสวมชุดนักเรียนที่เปียกโชกแต่กลับไม่มีรอยเปื้อนดินที่เท้า หัวของเขาพิงกับกิ่งไม้
17ในองศาที่ผิดรูป ธูปรีบก้มหน้าหลบ ใจเต้นรัวราวกลองศึก นี่คือความทรมานของการเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เขาต้องแกล้งทำเป็นคนตาบอดในโลกของคนตาย เพื่อที่จะมีชีวิตรอดในโลกของคนเป็น ทั้งตัวเขาเองก็เป็นคนกลัวผีมากมาตั้งแต่เด็ก จึงเป็นเรื่องยากไม่ใช่น้อย ที่จะทำเป็นไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ได้ เสียงฝีเท้าของธูปที่เหยียบลงบนบันไดไม้ตึก 3 ดัง เอี๊ยด...อ๊าด... ทุกก้าวที่เหยียบลงไปเหมือนเขากำลังเดินเข้าไปในปากของอสูรกาย เขามาเรียนช้ากว่าเพื่อนไปหนึ่งเดือนเต็มเพราะอุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้เขาเข้าสู้สภาวะเจ้าชายนิทรากว่าครึ่งเดือน เมื่อฟื้นขึ้นมาต้องรับการรักษาตัวถึงสองเดือนกว่าจะใช้ชีวิตปกติได้ ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนจะเปิดเทอมเพียงแค่เดือนเดียวเมื่อกลับมาเรียนคนในห้องได้สร้างกลุ่มมิตรภาพขึ้นกันหมดแล้ว และเขากลายเป็น \"ส่วนเกิน\" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อครูประจำชั้นเปิดประตูห้อง ม.4/1 ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศเก่า ๆ ปะทะเข้าที่หน้า พร้อมกับสายตาหลาย สิบคู่ที่จ้องมองมาเป็นจุดเดียว\"นี่เพื่อนใหม่นะ ชื่อธูป เขาเพิ่งหายป่วยน่ะ จะมาเริ่มเรียนกับเราวันนี้เป็นต้นไป\" ครูพูดสั้น ๆ ก่อนจะกวาดสายตาหาที่ว่าง \"อืม... โต๊ะริมหน้าต่างแถวหลังสุดยังว่างอยู่ นายไปนั่งตรงนั้นแล้วกัน\"ธูปเดินก้มหน้าผ่านแถวที่นั่ง เพื่อนบางคนซุบซิบกระซิบกระซาบถึงรอยแผลเป็นที่ซ่อนอยู่ตรงแขนและขาของเขา เขาเดินไปจนถึงโต๊ะหลังสุดที่หลบอยู่ในเงาทึบของเสาอาคาร ยิ่งเข้าใกล้ ความรู้สึกหนาวสั่นจนฟันกระทบกันก็ยิ่งรุนแรงขึ้น
18บนเก้าอี้ตัวนั้น... มีร่างของเด็กสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ เธอสวมชุดนักเรียนที่ดูซีดจาง ผมยาวสลวยตกลงมาปิดใบหน้า เธอกำลังนั่งก้มหน้านิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหิน ธูปยืนอ้ำอึ้ง หัวใจแทบจะกระดอนออกมานอกอก\"นั่งสิธูป เพื่อนคนอื่นรอเรียนอยู่นะ\" ครูย้ำเขาสูดลมหายใจเข้าลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะจำใจหย่อนตัวลงนั่ง... วินาทีที่แผ่นหลังสัมผัสพนักพิง และก้นสัมผัสพื้นเก้าอี้ ธูปไม่ได้สัมผัสไม้แข็ง ๆ แต่มันเหมือนเขากำลังจมลงไปในกองหิมะที่เน่าเปื่อย ร่างของเด็กสาวคนนั้นไม่ได้ลุกไปไหน แต่เธอกลับ \"ซ้อนทับ\" อยู่ในร่างกายของเขา!\"เหงาจัง... ทำไมไม่มีใครคุยกับเราเลย...\" เสียงเย็นเยียบดังขึ้นในโสตประสาทของธูป มันไม่ใช่เสียงที่ผ่านอากาศ แต่มันเป็นความรู้สึกที่สะท้อนอยู่ในอก ธูปตัวสั่นเทา เหงือกของเขาเย็นจัดจนแทบจะแข็ง เขาพยายามก้มหน้าเงียบ แต่หยดน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาของวิญญาณกลับไหลออกมาจากดวงตาของเขาจริง ๆ!ในขณะที่ธูปกำลังจะสติแตก เพื่อนร่วมชั้นหลายคนเริ่มหัวเราะเยาะ \"ดูสิ เด็กใหม่นั่งร้องไห้ตั้งแต่วันแรกเลยว่ะ\"\"ปัง !!!\"เสียงฝ่ามือตบลงบนโต๊ะข้าง ๆ ดังสนั่นจนฝุ่นไม้กระจาย ธูปสะดุ้งสุดตัวจนเกือบจะหงายหลัง เด็กสาวผมสั้นประบ่าที่มีแววตาคมกริบเหมือนแมวที่กำลังจ้องเหยื่อยืนตระหง่านอยู่เหนือเขา
19เธอคือ มินตรา มือของเธอกำพวงกุญแจตุ๊กตาหน้าตาประหลาด ที่มีการลงอักขระสีแดงเข้มไว้ที่หูของมัน\"นั่งทับคนอื่นมันเสียมารยาทนะ ยัยผีติดเก้าอี้!\" มินตราตวาดใส่ความว่างเปล่า เพื่อนในห้องพากันงุนงง แต่ในสายตาธูป เขาเห็นวิญญาณเด็กสาวกระเด็นหลุดออกไปกระแทกกำแพงหลังห้องด้วยแรงอัดของอาคม\"โหยยย มินตรา ! แรงไปหรือเปล่า คุณผีเขาตกใจหมด !\" เสียงใสแจ๋วดังมาจากหน้าห้อง ลิษา สาวสวยที่มัดผมรวบจนตึงเป๊ะ วิ่งถลาเข้ามาพร้อมกล้องโพลารอยด์ในมือ เธอไม่สนหัวโขนนักเรียนหญิงที่ต้องเรียบร้อย ลิษากดชัตเตอร์ใส่กำแพงว่างเปล่านั้นทันที แชะ !รูปเลื่อนออกมาจากตัวกล้อง ลิษาสะบัดมันแรง ๆ พลางยื่นมาตรงหน้าธูปที่ยังนั่งตะลึงอยู่\"ดูนี่สิ! มีเงาสีขาวขุ่น ๆ เหมือนคนนั่งกอดเข่าจริง ๆด้วย !นายเจ๋งมาก นายคือ 'เสาอากาศ' เรียกวิญญาณของแท้เลยนะเนี่ย!\"ธูปมองรูปถ่ายด้วยความสับสน สายตาสองคู่ที่จ้องมองเขาไม่ได้เต็มไปด้วยความเยาะเย้ยเหมือนเพื่อนคนอื่น แต่มันคือความ \"ยินดี\" ที่ได้เจอพวกเดียวกัน\"ฉันลิษา ส่วนยัยหน้ายักษ์นี่ชื่อมินตรา\" ลิษาพูดด้วยความตื่นเต้น\"พวกเราถูกมองว่าเป็นพวกเพี้ยนมาตั้งแต่ ม.ต้น แล้ว ถ้านายอยากมีที่ยืนในโรงเรียนนี้โดยไม่ต้องโดนผีสิงจนตาย... มาอยู่กลุ่มเดียวกับพวกเราเถอะ\"
20ธูปที่กำลังตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ได้ตอบอะไรกลับไป แต่เสียงที่น่าเกรงขามดังขึ้น \"เธอสองคนใครใช้ให้ลุกออกไปจากที่แบบนั้น ไม่มีมารยาทเลยจริง ๆ กลับไปไปนั่งที่เดี๋ยวนี้ครูจะเริ่มสอนแล้ว ธูปไม่เป็นอะไรใช่มั้ย\"ครูเอ่ยขึ้น ธูปพยักหน้าตอบว่าไม่เป็นไร \"ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มเรียนกันเอาหนังสือขึ้นมา\"เสียงกริ่งสุดท้ายของวันดังก้องไปทั่วตึก 3 แต่มันไม่ได้ทำให้ความกดดันในใจของ ธูป ลดน้อยลงเลย ฝนภายนอกยังคง ตกพรำไม่ยอมหยุด กลิ่นดินและกลิ่นไม้เก่าลอยวนอยู่ในอากาศที่เริ่มมืดสลัวลงเพื่อนร่วมห้องคนอื่น ๆ ต่างรีบเก็บของกลับบ้านด้วยความรวดเร็ว ไม่มีใครอยากอยู่บนตึกไม้แห่งนี้นานนัก โดยเฉพาะใกล้กับ \"มุมมืด\" ที่ธูปนั่งอยู่ธูปรีบสะพายกระเป๋าเป้ เตรียมจะรีบเดินหนีออกไปจากห้อง แต่แล้วร่างของเขาก็ถูกขวางไว้โดยเด็กสาวสองคน\"จะรีบไปไหนล่ะนายธูป เรายังไม่ได้ทำความรู้จักกันเป็นทางการเลยนะ\" ลิษา ยิ้มร่าเริงพลางกอดอกพิงขอบประตูห้อง แววตาของเธอดูสนุกสนานขัดกับบรรยากาศหม่น ๆ ของโรงเรียน\"เอ่อ... คือผม...\" ธูปอึกอัก พลางเหลือบมอง มินตรา ที่ยืนนิ่งอยู่ข้างลิษา แววตาคมกริบของมินตราจ้องมองมาที่เขาเหมือนจะทะลุเข้าไปถึงข้างใน
21\"มาคุยกันหน่อยสิ ที่นี่แหละ\" มินตราพูดเสียงเรียบก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้องเรียนที่ตอนนี้ไร้ผู้คน เธอเอื้อมมือไปล็อกกลอนประตูไม้เสียงดัง แกร๊ก \"พวกเราเห็นนายตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว นายไม่ใช่เด็กใหม่ธรรมดา... และโต๊ะที่นายนั่ง ก็ไม่ได้มีแค่นายคนเดียวใช่มั้ยละ\"ธูปตัวสั่นน้อย ๆ ขณะที่ลิษาลากเก้าอี้มาล้อมวงใกล้กับโต๊ะหลังห้องตัวนั้น มินตราล้วงเข้าไปในกระเป๋านักเรียน หยิบม้วนด้ายสีแดงเข้มที่พันรอบกิ่งไม้มงคลออกมา เธอเดินไปที่มุมห้อง เริ่มต้นผูกปมด้ายไว้กับตะปูไม้และลากมันอ้อมรอบบริเวณโต๊ะหลังห้องอย่างรวดเร็ว\"นายเห็นยัยนั่นใช่ไหม ?\" มินตราถามขณะขึงด้ายเส้นสุดท้ายจนตึง \"ฉันผูกอาคมกั้นอาณาเขตไว้แล้ว เพื่อไม่ให้วิญญาณหนีไปไหนจนกว่าเราจะคุยกันรู้เรื่อง\"ธูปมองตามสายตาของมินตรา ไปที่ร่างของเด็กสาวในชุดนักเรียนซีดจางที่ยังคงนั่งตรงโต๊ะ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองด้ายแดงด้วยอาการตื่นตระหนก ร่างจางๆ ของเธอสั่นสะท้าน แต่เธอกลับไม่มีท่าทีจะโต้ตอบหรือส่งเสียงใด ๆ ออกมา\"เธอชื่ออะไรเหรอ\" ลิษาพยายามลองทักทายพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ \"ฉันชื่อลิษานะ นี่มินตรา ส่วนคนขี้กลัวนี่ชื่อธูป เรามาดีนะ\"วิญญาณหญิงสาวนิ่งสนิท เธอเบือนหน้าหนีลิษาและมินตราราวกับมองไม่เห็นหรือไม่อยากรับรู้การมีอยู่ของทั้งคู่
22ความเงียบนั้นน่าอึดอัดจนลิษาต้องถอยออกมาเกาหัว \"แปลกแฮะ... มินตรา เธอไม่คุยกับฉันเลย หรือคาถาเธอทำผีเป็นใบ้ไปแล้ว ?\"\"ไม่ใช่สักหน่อย...\" มินตราขมวดคิ้ว จ้องมองอาการของวิญญาณ \"เธอไม่ได้เป็นใบ้ แต่เธอไม่อยากสื่อสารกับเรา... ยกเว้น...\" มินตราหันไปมองธูป \"นายลองดูสิธูป ยัยนี่ดูจะตอบสนองกับนายคนเดียวตั้งแต่ที่นายก้าวเข้ามาในห้อง\"ลิษาและมินตราตัดสินใจถอยออกไปยืนคุมเชิงอยู่ที่มุมห้อง ปล่อยให้ธูปเผชิญหน้ากับวิญญาณหญิงสาวตามลำพังในวงล้อมของด้ายแดง บรรยากาศรอบตัวธูปหนาวจัดจนเขามองเห็นลมหายใจตัวเองเป็นไอขาว\"เอ่อ... คุณครับ\" ธูปลองเรียกเธอดู เธอชะงัก ร่างที่สั่นเทาหยุดนิ่งชั่วครู่ เธอค่อย ๆ หันใบหน้าซีดขาวมาทางธูป ดวงตาที่พร่าเลือนเริ่มมีความเคลื่อนไหวเล็กน้อยคล้ายกับจะพยายามมองโฟกัสมาที่เขา\"คุณ... บอกผมได้ไหมว่าคุณต้องการอะไร?\" ธูปถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนลง \"ทำไมถึงไม่ยอมไปจากที่นี่?\"เธอขยับริมฝีปากที่แห้งผาก เธอพยายามจะเปล่งเสียง แต่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่ดังรอดผ่านลำคอ เธอเริ่มใช้มือซีด ๆ ของเธอจิกลงบนพื้นไม้ข้างโต๊ะจนเกิดเสียง ครืด... ครืด... คล้ายกับการขูดขีดชื่อตัวเองด้วยความทรมาน เธอจ้องมองธูปด้วยแววตาอ้อนวอนสลับกับความหวาดกลัว
23\"เธอพยายามจะพูด... แต่พูดไม่ได้\" ธูปหันไปบอกเพื่อนทั้งสองด้วยเสียงสั่น ๆ \"มันเหมือนมีอะไรบางอย่างอุดปากเธอไว้\"\"นั่นแหละปมของเรื่อง\" มินตราพึมพำ \"คนตายที่พูดไม่ได้ คือคนตายที่มีเรื่องค้างคาใจจนระบบประสาทวิญญาณมันล็อกตัวเอง ลิษา... ฉันว่าเราต้องไปหา 'คำตอบ' จากที่อื่นแล้วล่ะ ปล่อยให้ธูปอยู่เป็นเพื่อนนางไปก่อน เผื่อนางจะยอมเปิดใจมากกว่านี้\"ลิษาพยักหน้าเห็นด้วย \"ธูป นายเฝ้านางไว้นะ เดี๋ยวพวกเราจะแอบไปดูห้องสมุดหาดูว่ายัยคนนี้เป็นใครมาจากไหนกันแน่\"มินตราและลิษาเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ธูปนั่งอยู่ท่ามกลางความมืดที่เริ่มปกคลุมห้องเรียน มีเพียงแสงสลัวจากไฟกิ่งทางเดินที่ลอดผ่านช่องลมเข้ามาธูปนั่งมองวิญญาณหญิงสาวที่กลับไปก้มหน้าท่าเดิม ความเงียบในห้องไม่ได้น่ากลัวเหมือนตอนแรก แต่มันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึก \"เศร้า\" จนเขาอยากจะร้องไห้ เขาเห็นคราบน้ำตาที่เป็นรอยจาง ๆ บนแก้มของเธอ\"ผมจะไม่ทิ้งคุณนะ\" ธูปพูดเบา ๆ \"แม้ว่าคุณจะพูดไม่ได้ แต่ผมจะฟัง... ผมจะรอจนกว่าคุณจะพร้อมบอกผม\"เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองธูปอีกครั้ง ครั้งนี้เธอไม่ได้ส่ายหน้าหนี แต่กลับเอื้อมมือที่โปร่งแสงมาวางทับลงบนมือของธูปที่วาง
24อยู่บนเข่า แม้จะไม่มีสัมผัสของเนื้อหนัง มีเพียงไอเย็นจัดที่แล่นเข้าสู่หัวใจ แต่ธูปกลับไม่ชักมือหนี เขาปล่อยให้ความหนาวเหน็บนั้นบอกเล่าความเจ็บปวดที่เธอพยายามจะสื่อให้เขารู้... ความเจ็บปวดของการเป็นคนที่ไม่มีใครเห็นตัวตน แม้เขาจะกลัวจนแทบบ้าแต่ก็อดทนเอาไว้ด้วยความสงสารที่เห็เธอทุกข์ขนาดนี้ ครู่ใหญ่ต่อมา มินตราและลิษาวิ่งกลับมาพร้อมสมุดทะเบียนรุ่นเก่าและภาพถ่ายที่ถูกฉีกขาดครึ่ง ทั้งคู่หอบแฮกก่อนจะวางหลักฐานลงบนโต๊ะ\"ได้เรื่องแล้วธูป !\" ลิษาพูดพลางโชว์รูปถ่าย \"เธอชื่อ ก้อย พิมลพรรณ จริง ๆ ด้วย ตายเมื่อสามปีก่อน ตอนนั้นเป็นช่วงเตรียมงานนิทรรศการใหญ่ ก้อยเป็นเด็กเงียบ ๆ ที่ไม่มีใครสนใจ เธอวูบไปที่โต๊ะตัวนี้เพราะโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน... แต่รู้ไหมว่าอะไรที่แย่ที่สุด ?\"ธูปส่ายหน้า ใจเริ่มสั่น\"ทุกคนวุ่นวายกับการจัดงาน จนไม่มีใครรู้เลยว่าก้อยตายไปแล้วตั้งเป็นชั่วโมง\" ลิษาพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เศร้าลง \"ศพของเธอถูกพบในตอนเย็นโดยภารโรง เพื่อน ๆ ในรุ่นนั้นรู้สึกผิดจนไม่กล้าเอ่ยชื่อเธออีก โรงเรียนเองก็กลัวจะเสียชื่อเสียงที่ดูแลเด็กไม่ดี เลยสั่งให้ลบชื่อก้อยออกจากทำเนียบรุ่น และเก็บข้าวของทุกอย่างไปเผาทิ้งเหมือนก้อยไม่เคยมีตัวตน\"
25ธูปมองไปที่ก้อย เขาเห็นแววตาที่ว่างเปล่าของเธอ... มันไม่ใช่ความโกรธแค้น แต่มันคือความเจ็บปวดของการถูก \"ลบเลือน\"\"เธอไม่ได้อยากหลอกใคร\" ธูปพึมพำ \"เธอแค่กลัว... กลัวว่าถ้าเธอลุกไปจากโต๊ะตัวนี้ จะไม่มีใครในโลกนี้จำเธอได้อีกเลย\"\"เราต้องทำให้ก้อยรู้ว่าเธอยังมีความหมาย\" มินตราตัดสินใจทั้งสามเริ่มลงมือ ลิษาใช้ทักษะการวาดรูปของเธอ สเก็ตช์ภาพก้อยและนำรูปเก่า ๆ ที่เจอในสมุดที่ถูกเผาไปครึ่งหนึ่งมาใช้ด้วยมินตรานำของใช้นักเรียนชิ้นเล็กๆ ที่เธอเก็บรวบรวมมาทำพิธีเรียกขวัญส่วนธู เขาเดินไปหยุดตรงหน้าก้อย ยื่นมือที่สั่นเทาไปแตะที่ขอบโต๊ะ\"ก้อย... ผมชื่อธูปนะ ผมเพิ่งย้ายมา และผมสัญญาว่าผมจะนั่งที่โต๊ะตัวนี้แทนเธอเอง ผมจะดูแลที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด และชื่อของเธอจะไม่อยู่แค่ในใจเราสามคน\"ลิษาแปะรูปวาดของก้อยที่ดูสวยงามและมีชีวิตชีวาไว้ที่ใต้ลิ้นชักโต๊ะ พร้อมกับเขียนชื่อ \"พิมลพรรณ\" ไว้ด้วยลายมือที่สวยที่สุด มินตราจุดกำยานกลิ่นไม้หอมเบา ๆ เพื่อส่งสัญญาณวิญญาณ ทันใดนั้น ลมวูบใหญ่พัดเข้ามาในห้องเรียน หน้าต่างไม้ที่เคยปิดสนิทกลับเปิดออก ร่างของก้อยค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เธอไม่ได้ก้มหน้าอีกต่อไป ใบหน้าที่พร่าเลือนกลับชัดเจนขึ้นเป็นเด็กสาวที่ยิ้มอย่าง
26อ่อนโยน เธอพยักหน้าให้ธูปหนึ่งครั้ง ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองแสงสีขาวนวลและปลิวหายไปตามลมฝน\"ไปสู่สุขคติซะนะยัยเด็กขี้แย\" มินตราพึมพำพลางเก็บด้ายอาคม\"ภารกิจแรกสำเร็จ!\" ลิษาชูสองนิ้ว \"ธูป นายโอเคไหม? หน้ายังซีดอยู่เลยนะ\"ธูปมองไปที่โต๊ะตัวนั้น มันดูสว่างขึ้นและไม่หนาวเย็นเหมือนเก่า เขาหันมามองเพื่อนใหม่ทั้งสองคน คนหนึ่งดุร้าย แต่ปกป้อง อีกคนร่าเริงแต่จิตแข็งแกร่ง เขาเริ่มรู้สึกว่าอุบัติเหตุที่ทำให้เขาเห็นผี อาจเป็นโชคชะตาที่พาให้เขามาเจอ \"เพื่อน\" ที่แท้จริงก็ได้\"ขอบคุณครับ... มินตรา ลิษา\" ธูปยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก\"ไม่ต้องขอบคุณหรอก\" มินตรากอดอก \"เตรียมตัวไว้ให้ดี พรุ่งนี้เรามีคิวไปที่ห้องนาฏศิลป์... ฉันได้ยินเสียงระนาดแปลกๆ มาจากที่นั่นตอนกลางคืนมาหลายวันแล้ว\"ธูปหน้าถอดสีอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขารู้ว่าเขาไม่ได้เผชิญหน้ากับมันเพียงลำพัง กลุ่มคนแปลกแห่ง ม.4/1 เริ่มต้นขึ้นแล้วที่นี่...
27
28บทที่ 3กระจกอาถรรพ์ในห้องนาฏศิลป์หยดฝนยังคงตกลงมาอยู่เสมอ สลับกับความร้องแรงของแดดเมืองไทย อากาศแปรปรวนไม่หยุดหย่อน แต่มันกลับไม่ดูอึดอัดและน่าหวาดกลัวเหมือนวันแรกอีกต่อไป สำหรับ ธูป บรรยากาศหม่น ๆ ในโรงเรียนดูสว่างขึ้นมาเมื่อเขามี มินตรา และ ลิษา เดินขนาบข้างกันไปความรู้สึกอ้างว้างและเสียงกระซิบจากวิญญาณเร่ร่อนที่เคยทำให้เขาแทบเสียสติ ดูจะเบาบางลงเมื่อมีความกวนประสาทของลิษาและความดุของมินตราคอยช่วยเป็นเกราะกำบังแต่ความสงบสุขมักอยู่ได้ไม่นาน เมื่อ \"กลิ่น\" ของความทุกข์ระลอกใหม่เริ่มลอยมาตามลมช่วงพักเที่ยง ณ โรงอาหารที่เต็มไปด้วยผู้คน กลุ่มคนเพี้ยนสังเกตเห็นบางอย่างที่ไม่ปกติ นักเรียนหญิงในชมรมนาฏศิลป์หลายคนมีท่าทางแปลกไป พวกเธอสวมชุดนักเรียนที่ดูสะอาดสะอ้านแต่ใบหน้ากลับซูบตอบและทรุดโทรมอย่างเห็นได้ชัด\"พวกเธอเห็นนั่นไหม ?\" ลิษากระซิบพลางชี้ไปที่รุ่นพี่คนหนึ่งที่กำลังยิ้มแย้มแต่กลับดูเหนื่อยล้าแปลก ๆ \"ช่วงนี้เด็กชมรมนาฏศิลป์ล้มป่วยกันเป็นแถว มีข่าวว่าพวกเธอคลั่งการลดความอ้วนและการกินยาที่ช่วยให้ผิวขาวกันหนักมาก จนบางคนช็อกคาห้องนาฏศิลป์ตอนซ้อมไปแล้วหลายครั้ง
29ที่น่าขนลุกคือเวลาป่วย พวกเธอจะเอาแต่พึมพำว่า 'ฉันยังขาวไม่พอ... ฉันมันอัปลักษณ์' เหมือนคนโดนของเลย\"มินตราหรี่ตาแคบลงเพื่อเพ่งมอง\"มันมีไอพลังงานประหลาดแผ่ออกมาทางตึกนาฏศิลป์... เราไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไรนอกจากจะไปสืบดู\"หลังเลิกเรียน ทั้งสามตัดสินใจขึ้นไปตรวจสอบที่ห้องนาฏศิลป์บนตึก 3 ชั้น 2 ทันทีที่ธูปก้าวเท้าผ่านธรณีประตูห้องริมสุดที่เต็มไปด้วยกระจกเงาบานยักษ์ เขาสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่วูบผ่านหน้าไป แต่มันกลับจางหายไปในพริบตาเหมือนจงใจหลบซ่อน\"ผมรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างอยู่... แต่ทำไมผมมองไม่เห็นเลย\" ธูปพูดพลางมองไปรอบห้องที่ว่างเปล่า มีเพียงเงาสลัวของกระจกที่สะท้อนภาพพวกเขา\"เฮ้ย ! พวกเธอทำอะไรกันน่ะ !\" เสียงตะโกนของ ลุงยาม ดังขึ้นพร้อมแสงไฟฉายที่สาดมา \"มืดแล้ว ตึกนี้ห้ามเข้า ออกไปให้หมดเดี๋ยวนี้!\" ลุงยามไม่ฟังคำอธิบายใด ๆ และไล่ต้อนพวกเขาออกจากตึกทันที ทำให้ภารกิจวันแรกต้องล้มเหลวลงวันต่อมาที่ห้องเรียน ธูปมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด\"ผมว่าเราอย่าไปยุ่งเลยดีไหมครับ... ผมกลัว และความรู้สึกมันบอกว่าวิญญาณนี้มีแรงอาฆาตสูงมากจนเขารู้วิธีซ่อนกลิ่นอายตัวเอง\"\"ไม่ได้หรอกธูป\" มินตราตบบ่าเพื่อนเบา ๆ
30\"ถ้าเราไม่ช่วยปลดปล่อยเขา คนที่อยู่ในชมรมอาจจะเจ็บป่วยกันมากขึ้น ยิ่งเป็นวิญญาณที่ปล่อยแรงอาฆาตจนส่งผลต่อร่างกายคนได้แบบนี้ แปลว่าความแค้นเขาสะสมมานานมากจริง ๆต้องรีบส่งเขาไปเกิดก่อนที่จะมีใครตายนะ\"เพื่อให้ภารกิจลุล่วง ในเย็นวันนั้น มินตราพาทั้งสองนั่งรถเมล์สายเก่าออกไปนอกชานเมือง จนถึงบ้านเรือนไทยใต้ถุนสูงที่ร่ายล้อมไปด้วยสวนมะพร้าวมากมายยิ่งทำให้บรรยากาศน่ากลัวเข้าไปอีกกลิ่นธูปหอมและกลิ่นสมุนไพรต้มลอยมาเตะจมูกทันทีที่ก้าวพ้นรั้วบ้าน ที่นั่นคือสำนักของ ปู่ยอด หมอผีรุ่นเก่าที่ผันตัวมาเป็นผู้รักษาจิตวิญญาณของหมู่บ้านปู่ยอดนั่งรออยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ท่านมีดวงตาที่ฝ้าฟางแต่กลับดูลึกลับน่าแปลกใจ สายตานั้นจ้องมองมาที่ธูปเป็นคนแรก จนธูปเผลอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว\"เอ็งน่ะ... มีตาที่ดีแต่จิตอ่อนนะเจ้าหนู\" ปู่ยอดเอ่ยเสียงทุ้มลึก \"วิญญาณที่เอ็งเจอที่ห้องนาฏศิลป์น่ะ เขาไม่ได้ใช้อาคมบังตาหรอก แต่ผีที่ตายด้วยความอัปยศหรือความรู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยมักจะมีพลังในการสะกดกั้นกลิ่นอายตัวเอง เพราะไม่อยากให้ใครเห็นความอัปลักษณ์ของตน แรงปรารถนาที่จะซ่อนตัวนั่นแหละคือม่านพรางตาที่เก่งที่สุด\" \" ปู่ยอดจ๋า คิดถึงจังเลย \" ลิษาเอ่ยพร้อมวิ่งโผล่เข้ากอดปู่ยอด
31\" ปู่ก็คิดถึงหนูเหมือนกันไม่มานานเชียว มินตราไม่พาหนูมาหาปู่บ้าง เสียใจจริง ๆ เลย หลานตัวดีคนนี้ \" มินตราก้มกราบปู่ \"ปู่คะ พวกหนูจะเข้าไปจัดการคืนนี้ แต่เราสัมผัสเขา ไม่ได้เลย ปู่พอจะมีอะไรช่วยไหมคะ ?\"ปู่ยอดหยิบถาดทองเหลืองที่มี ตะกรุดสัมผัสทิพย์ วางอยู่สามดอก ปู่ไม่ได้ส่งให้เฉย ๆ แต่กลับนำน้ำมนต์กลางหาวสาดลงบนตะกรุดจนเกิดควันจาง ๆ\"เอ็งนี่ไม่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบปู่บ้างเลยนะ มาก็จะมาเอาแต่ของดีเอาเถอะ จำไว้นะ... โลกวิญญาณกับโลกคนเป็นมันซ้อนทับกันด้วย 'ความถี่ของความรู้สึก'\" ปู่เริ่มอธิบายหลักความเชื่อ \"ที่พวกเอ็งมองไม่เห็น เพราะจิตพวกเอ็งไม่ได้อยู่ในคลื่นเดียวกับเขา ตะกรุดนี่ทำจากเงินบริสุทธิ์ลงอักขระ 'เปิดทวาร' มันจะช่วยปรับจิตของพวกเอ็งให้ตรงกับวิญญาณที่ซ่อนตัวอยู่ แต่มันมีข้อแม้นะ...\"ปู่จ้องหน้าธูปเขม็ง \"ทันทีที่เอ็งใส่ตะกรุดนี้ เอ็งจะไม่ได้แค่เห็นรูปกายเขา แต่เอ็งจะสัมผัสถึง 'ความเจ็บปวด' ของเขาด้วย ถ้าจิตไม่แข็งพอ เอ็งจะถูกความเศร้าของเขากลืนกินจนกลายเป็นบ้า\"ปู่ยอดหยิบด้ายสายสิญจน์สีแดงที่แช่น้ำว่านจนเป็นสีคล้ำมาผูกตะกรุดให้ทั้งสามคน \"เครื่องรางนี้ไม่ใช่ไว้ฆ่าผี แต่ไว้ 'หาผี' เมื่อเจอแล้ว จงใช้ปัญญาและความเมตตาเป็นอาวุธ วิญญาณที่ตายเพราะความ
32เกลียดตัวเอง สิ่งเดียวที่จะสยบเขาได้คือความเข้าใจ ไม่ใช่คาถาอาคม\"ก่อนจะลากลับ ปู่ยอดทิ้งท้าย \"การที่นางเอกละครรำล้มป่วย ไม่ใช่เพราะถูกผีเข้าสิงอย่างเดียว แต่มันคือ 'การพร่องของขวัญ' เมื่อคนเราขาดความมั่นใจ ขวัญจะอ่อน และเมื่อขวัญอ่อน สิ่งที่มองไม่เห็นก็จะเข้าแทรกแซงได้ง่าย พวกหลานจงไปเติม 'ขวัญ' ให้เขานะ\"ด้วยคำสอนของปู่ยอดและความขลังของตะกรุดที่คอ ธูปเริ่มรู้สึกว่าอากาศรอบตัวเริ่มมีความเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนไป เขาไม่ได้มองเห็นแค่ภาพ แต่เขาเริ่มได้ยินเสียงสะอื้นที่สั่นไหวอยู่ในมวลอากาศ...ภายในห้องนาฏศิลป์ที่รายล้อมด้วยกระจกเงา แสงสลัวจากไฟทางเดินด้านนอกสะท้อนวูบวาบไปมาจนดูน่าเวียนหัว ธูป กำตะกรุดที่คอแน่นจนมือชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทันใดนั้น ตะกรุดสัมผัสทิพย์เริ่มส่งความร้อนแผ่ซ่านออกมา บรรยากาศที่เคยว่างเปล่ากลับเริ่มหนาแน่นด้วยมวลสารบางอย่างที่มองไม่เห็น\"ผมเห็นแล้วครับ\" ธูปกระซิบ เสียงของเขาดังก้องในความเงียบร่างของหญิงสาวในชุดนางรำที่ดูเก่าค่อยๆ ปรากฏขึ้นกลางห้อง ร่างนั้นไม่ได้สวยงามหมดจดแต่กลับดูซูบซีดจนเห็นกระดูก ไอปราณสีดำจาง ๆ แผ่ออกมาจากร่างของเธอและซึมลึกเข้าไปในกระจกทุกบาน นี่คือสาเหตุที่เด็กนักเรียนที่มาส่องกระจกบานนี้ถูก \"ไออาฆาต\" กัดกินจิตใจจนเกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง
33\"ออกไป... อย่ามายุ่งกับฉัน !\" เธอตวาด แต่เสียงนั้นกลับสั่นเครือและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทั้งสามคนหลับตาลงตามที่ปู่ยอดสอน เพื่อสัมผัสถึง 'ความถี่ของความรู้สึก' พวกเขาเห็นภาพนิมิตของ หญิงสาวที่ถูกเรียกว่า แก้ว กำลังแอบกินยาเม็ดกำมือใหญ่เพียงเพราะอยากจะมีผิวที่ขาวเหมือนเพื่อนสนิท ในวันที่ครูประกาศชื่อคนที่จะได้เป็นตัวพระตัวนาง ชื่อที่ถูกประกาศนั้นกลับไม่ใช่เธอ แต่เป็น เพียงขวัญ เพื่อนรักของแก้วอีกตามเคย เธอรู้สึกผิดหวังในตัวเองมาก ทั้งที่พยายามซ้อมหนักกว่าคนอื่นแต่ก็ไม่เคยได้รับเลือก เธอท้อใจและเศร้าจนถึงที่สุด เธอร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร จากนั้นเธอจึงยิ่งอดอาหารและกินยาที่ช่วยให้ขาวขึ้นเยอะกว่าเดิม จนในที่สุดก็ช็อกและเสียชีวิตในห้องนาฏศิลป์นั้น\"พี่แก้วไม่ได้อยากทำร้ายน้อง ๆ ใช่ไหมครับ\" ธูปถามขณะเดินเข้าไปใกล้ \"แต่ไอความโกรธที่พี่มีต่อตัวเอง... มันกำลังทำลายทุกคน\"มินตราเตรียมจะก้าวออกมาร่ายอาคม แต่ ลิษา กลับแตะไหล่เพื่อนไว้เบาๆ แล้วเดินนำออกไปข้างหน้า เธอไม่ได้พกสายสิญจน์หรือน้ำมนต์ แต่ในมือกลับมีกระเป๋าเครื่องสำอางใบโปรด\"พี่แก้วคะ\" ลิษาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใสที่ทำให้บรรยากาศหม่นๆ ดูเบาบางลง
34\"รู้ไหมคะว่าสมัยนี้ ผิวสีน้ำผึ้งแบบพี่เนี่ย คือเทรนด์ที่คนทั้งโลกกำลังโหยหาเลยนะ ใครบอกว่าพี่ไม่สวยคะ ? พี่สวยมาก ในแบบของพี่เองนะ\"วิญญาณของแก้วชะงัก แววตาที่เคยมืดบอดด้วยความอาฆาตเริ่มสั่นไหว \"แต่ฉัน... ฉันไม่เคยถูกเลือก\"\"การที่พี่ไม่ถูกเลือกในวันนั้น มันไม่ได้แปลว่าพี่ไม่สำคัญหรอกค่ะ\" ลิษาพูดพลางเปิดพาเลตต์อายแชโดว์ที่มีสีสันสดใส \"มันแค่ยังไม่ใช่จังหวะของพี่ หรือบางที... เวทีนั้นมันอาจจะเล็กเกินไปสำหรับความสามารถของพี่ก็ได้ ทุกคนมีช่วงเวลาที่เปล่งประกายของตัวเองค่ะ พี่ไม่จำเป็นต้องไปแข่งกับใครเลย เพราะพี่น่ะ เป็นนางเอกในเรื่องราวของพี่อยู่แล้วนะ\"ลิษาเริ่มชวนแก้วคุยเรื่องการเลือกสีลิปสติกที่ขับผิวสีเข้มให้ดูแพง การแต่งหน้าแบบเน้นโครงหน้าชัดๆ ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ลิษาพูดคุยอย่างออกรสออกชาติจนลืมไปว่ากำลังคุยอยู่กับวิญญาณ ทั้งยังให้ แก้วรำให้ดู การรำของแก้วนั้นมีความอ่อนช้อยจนตราตรึงจิตใจของทั้งสามคนเป็นอย่างมาก ทำให้ทั้งสามคนหยุดที่จะชื่นชมความสามารถของแก้วไม่ได้เลยความอบอุ่นและคำชมที่แก้วโหยหามาตลอดสิบปี ค่อย ๆ ชะล้างไอสีดำที่ปกคลุมร่างเธอออกไป ร่างของแก้วเริ่มดูนวลตาขึ้น ไม่ได้ซูบซีดน่ากลัวอีกต่อไป เธอมองดูลิษาด้วยรอยยิ้มที่หาดูได้ยาก\"ขอบใจนะ... ที่เห็นฉันจริง ๆ เสียที\" แก้วพึมพำ
35เมื่อเห็นว่าจิตของวิญญาณคลายความยึดมั่นแล้ว มินตรา จึงก้าวออกมาประสานมือทำความเคารพวิญญาณรุ่นพี่ เธอใช้ตะกรุดในมือเป็นสื่อกลางในการกรวดน้ำแผ่เมตตา\"ได้เวลาไปพักผ่อนแล้วนะพี่แก้ว ไปเกิดในที่ที่พี่จะได้รำด้วยความภาคภูมิใจในตัวเองเถอะนะ\" มินตราร่ายคาถาปิดท้ายอย่างอ่อนโยนร่างของแก้วค่อย ๆ สลายกลายเป็นละอองแสงระยิบระยับหายเข้าไปในเงาสะท้อนของกระจกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะจางหายไปพร้อมกับสายลมที่พัดเอาความหนาวเหน็บออกจากห้องนาฏศิลป์ไปจนสิ้น ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกแก้วที่ให้รู้สึกสงบ\"ปิดจ๊อบ !\" ลิษาชูสองนิ้ว \"เห็นไหมธูป มินตรา ผีน่ะบางทีเขาก็แค่ต้องการความมั่นใจเหมือนพวกเรานี่แหละ\"ธูปยิ้มออกมาอย่างโล่งอก เขาเริ่มรู้สึกว่าการเป็น \"คนเพี้ยน\" ในสายตาคนอื่นมันก็ไม่ได้แย่นัก ตราบใดที่พวกเขายังมีกันและกันคอยช่วยเหลือแบบนี้ ทั้งสามคนเดินลงจากตึกท่ามกลางฝนที่เริ่มซาลง เตรียมตัวรับมือกับวันใหม่ที่สดใสกว่าเดิม
36
37
38บทที่ 4เสียงสะอื้นจากห้องน้ำตึกเก่าท้องฟ้าเหนือโรงเรียนในบ่ายวันนี้ไม่ได้ดูหม่นหมองเหมือนสัปดาห์ก่อน ๆ แต่มันกลับให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด สำหรับนักเรียนคนอื่น ๆ \"กลุ่มคนเพี้ยน\" เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของสีสันในรั้วโรงเรียนแห่งนี้ไปแล้ว ลิษาที่ร่าเริงเกินเบอร์กับมินตราที่ดูนิ่งขรึมแต่พึ่งพาได้ กลายเป็นคู่หูที่ใคร ๆ ก็อยากเข้าใกล้ เพราะการมีพวกเธออยู่ทำให้เรื่องเล่าสยองขวัญในโรงเรียนกลายเป็นเรื่องที่สนุกและตื่นเต้นมากกว่าจะน่าหวาดกลัวทั้งสามคนเดินหัวเราะร่ากันมาตามโถงทางเดิน ลิษา เล่าเรื่องตลกพลางกระโดดโลดเต้นจนมินตราต้องคอยปราม เพื่อน ๆ ในชั้นเรียนเริ่มเข้ามาทักทาย เริ่มแบ่งขนมให้ และยอมรับในความแปลกของพวกเธออย่างอบอุ่น มันเป็นสังคมที่ดูจะสมบูรณ์แบบสำหรับเด็กมัธยมปลายทุกคนแต่ท่ามกลางเสียงหัวเราะเหล่านั้น ธูป กลับเป็นคนเดียวที่ยังคงซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย แม้เขาจะรู้สึกขอบคุณมินตราและลิษาที่ดึงเขามาร่วมกลุ่ม แต่มือของเขามักจะสั่นเล็กน้อยทุกครั้งที่มีกลุ่มผู้ชายเดินสวนทางมาความจริงแล้ว ธูปเป็นคนหน้าตาดีมาก หน้าของเขาดูละมุนละไม สะอาดสะอ้านจนเป็นที่สนใจของเด็กผู้หญิงตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมต้น แต่นั่นกลับเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมในชีวิตเขา
39เพื่อนผู้ชายหมั่นไส้ในความโดดเด่นแต่ดูอ่อนปวกเปียกของเขา ธูปถูกรังแก และถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจอย่างหนักเพียงเพราะเขา \"ไม่สู้คน\" และ \"แตกต่าง\" ความทรงจำเหล่านั้นยังคงเป็นหนามที่ทิ่มแทงหัวใจเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเขามักจะหวาดระแวงคนรอบข้างเสมอ ในใจลึก ๆ เขาแอบคิดว่า \"ถ้าคนพวกนี้รู้ว่าฉันเห็นผี... ถ้าคนพวกนี้รู้ว่าฉันอ่อนแอแค่ไหน พวกเขาจะยังทำดีกับฉันแบบนี้ไหม ?\" ธูปพยายามปกปิดความกลัวนั้นไว้จนมิดชิด แต่สำหรับมินตราที่มีสัญชาตญาณเฉียบคม และลิษาที่ช่างสังเกต ทั้งสองรู้ดีว่าเพื่อนรักคนนี้กำลังแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว\"ธูป... ถ้ามีอะไรอยากบอก ก็บอกพวกเราได้เสมอนะ\" มินตราเอ่ยขึ้นเบา ๆ ขณะเดินผ่านทางเชื่อมตึกธูปชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะฝืนยิ้ม \"ไม่มีอะไรหรอกครับมินตรา ผมแค่... ยังไม่ชินกับความสุขแบบนี้เท่านั้นเอง\"ลิษาเอื้อมมือมาตบบ่าธูปดังปึ้ก \"ชินซะเถอะย่ะ! เพราะพวกเราจะไม่ยอมให้นายกลับไปเศร้าคนเดียวอีกแล้ว !\"ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังเดินผ่านสวนหลังตึก 3 เสียงกระซิบกระซาบจากกลุ่มนักเรียนที่มุงดูกันอยู่ที่บอร์ดประชาสัมพันธ์ก็ดังเข้าหู ข่าวลือเรื่อง \"ห้องน้ำร้างหลังตึก 3\" กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เมื่อมีคนพบนักเรียนรุ่นน้องนอนสลบไสล ไร้เรี่ยวแรง ราวกับถูกบางอย่างสูบพลังชีวิตไปจนหมดอยู่แถวทางเข้าป่าทึบหลังตึก
40\"นั่นไง... เริ่มแล้ว\" มินตราพึมพำ แววตาของเธอเปลี่ยนจากโหมดเพื่อนเป็นโหมดหมอผีในทันทีลิษาตาโตด้วยความตื่นเต้น \"ห้องน้ำร้างที่มีต้นไม้ปกคลุมนั่นน่ะเหรอ? ฉันได้ยินมาว่าไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้เลยนะ รุ่นพี่บอกว่าข้างในนั้นมีเสียงร้องไห้ตลอดเวลา !\"ธูปสัมผัสได้ถึงไอเย็นจัดที่พุ่งมาจากทิศทางนั้น มันเป็นไอวิญญาณที่เก่าแก่ แข็งแกร่ง และเต็มไปด้วยปมที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ใครจะคาดถึงหลังเลิกเรียนที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มหม่น แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาไม่ถึงบริเวณหลังตึก 3 ทำให้ที่นี่ดูเหมือนโลกอีกใบ กลุ่มคนเพี้ยนทั้งสามคนเดินลัดเลาะผ่านดงหญ้ารกชัฏที่ดูเหมือนไม่ได้รับการดูแลมานานหลายสิบปี ยิ่งเดินลึกเข้าไป กลิ่นสาบดินและกลิ่นเหม็นอับของซากใบไม้เน่าก็ยิ่งรุนแรงขึ้น\"ที่นี่มัน... หนาวผิดปกติไหม ?\" ธูปกระซิบพลางกอดอก ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะลมหนาว แต่เพราะพลังงานมืดที่กดทับลงมาบนบ่าตรงหน้าของพวกเขาคืออาคารขนาดเล็กที่ถูกเถาวัลย์และรากไทรพันเกลียวปกคลุมไปทั่วจนแทบจะกลืนไปกับต้นไม้ใหญ่ มันคือห้องน้ำที่แยกชายหญิง มีฝั่งละสามห้อง สภาพทรุดโทรมจนปูนกะเทาะเห็นอิฐแดงข้างใน ประตูไม้แต่ละห้องผุพังจนหลุดจากบาน