The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-book พันธุกรรมพืช

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Om Aom, 2022-07-18 02:59:56

พันธุ์ไม้

E-book พันธุกรรมพืช

พันธุ์ไม้
ข น า ด ใ ห ญ่ ใ น พื้ น ที่ ส า ธ า ร ณ ะ
ใ น ตำ บ ล ป า ก น ค ร

โครงการอนุรักษ์ พันธุกรรมพืชอันเนื่ องมาจากพระราชดำริ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.)

ทองอุไร จิก
หูกระจง
ราชพฤกษ์ หมากนวล

สนฉัตร มะสัง
ไทร
มะฮอกกานี
มะขาม
พิกุล สาละ
ประดู่
หว้า

สัก ยาง
หูกวาง
ยอ ศรีตรัง
โพธิ์
ตะแบก
พญาสัตบรรณ
ขี้เหล็ก กระทัง
ตะเคียน
พญาเสือโคร่ง สะเดา

จาก

ชื่อวิทยาศาสตร์ NYPA FRUTICANS WURMB
ชื่อท้องถิ่น : จาก






สรรพคุณของจาก

- ใบจากนำมาใช้ต้มดื่มแก้อาการท้องร่วงได้
- ดอกจาก ผสมดอกระกำและดอกหลุมพี เผาไฟละลายด้วยน้ำอ้อยแก้โรคตานขโมย
- ใบ มีรสฝาดแก้ลมจรต่างๆขับเสมหะ ดับพิษ
- ใบอ่อนที่เพิ่งแตกยอดใช้ทำมวนบุหรี่สูบ ทำเสวียนหม้อ ตอกบิด ห่อขนม

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : TECOMA STANS (L.) KUNTH

ชื่อท้องถิ่น : ดอกละคร (เชียงใหม่) , พวงอุไร
(กทม.) สร้อยทอง (กทม. กลาง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ลำต้น : ไม้พุ่ม สูง 2-5 เมตร ไม่ผลัดใบ บางครั้งมี
ลักษณะเป็นพุ่มเรือนยอดทรงกลมหรือรูปไข่ เปลือกต้น
สีน้ำตาลอ่อน

-รูใปบใบ: ปหรอะกกหอรืบอแรูปบบไขข่แนกน
มกรูปปขลอายบคขี่นเราียนงตปรลงาข้ยาใมบกัน
แหลมโคนใบสอบ ใต้ใบม
ีขนละเอียด ขอบใบจักฟัน

-เดลื่ออกย : สีเหลือง ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะแยก
แขนงที่ปลายกิ่ง กลีบดอกร่วงง่าย คล้ายรูปแตร

- ผล : เป็นฝักเกือบกลม เมื่อแก่จะแตกออก เมล็ดแบน
สีน้ำตาลอ่อน

สรรพคุณของทองอุไร : ใช้เป็นยารักษาโรคเบา
หวาน และโรคเกี่ยวกับปัญหาทางเดินอาหาร

ประโยชน์ของทองอุไร : บูชาพระ และประดับ
ตกแต่งสวน

ทองอุไร

ราชพฤกษ์ สรรพคุณของราชพฤกษ์ :
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : CASSIA FISTULA L.
- ช่วยบำรุงโลหิตในร่างกาย
ชื่อท้องถิ่น : ราชพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ (ภาคกลาง), - ฝักอ่อนมีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มี
ลมแล้ง (ภาคเหนือ), ราชพฤกษ์ (ภาคใต้), คูน กลิ่นเหม็นเอียน เย็นจัด สรรพคุณสามารถใช้
ขับเสมหะได้
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ - ฝักช่วยแก้อาการกระหายน้ำ
- ใบราชพฤกษ์ :(ใบคูน) ลักษณะของใบออก
ประโยชน์ของราชพฤกษ์
เป็นช่อ ใบสีเขียวเป็นมัน - รากของราชพฤกษ์ม
ีสรรพคุณช่วยแก้ไข้
- ต้นราชพฤกษ์เป็นไม
้มงคลและศักดิ์สิทธิ์
- ดอกราชพฤกษ์ (ด
อกคูน) ออกดอกเป็นช่อ
ดพอฤกษมภักาจคะมบแาตน่กใ็นมีชบ่ว
างงเกดืรอณนีทมี่ีอนอากคดมอถึกงเนดืออกน ใช้ทำเป็นน้ำพุทธมนต์ในพิธีกรรมต่าง ๆ
ทางศาสนา เช่น พิธีวางศิลาฤกษ์
ฤดูเหมือนกัน เช่น ในช่วงเดือนธันวาคมถึง
เดือนมกราคม - นิยมปลูกไว้เป็นต้นไม้ประดับตามสถานที่
ต่าง ๆ เช่น สถานที่ราชการ บริเวณริมถนน
- ผลราชพฤกษ์ หรือ ฝักราชพฤกษ์ (ฝักคูณ) ข้างทาง และสถานที่อื่น ๆ
ผลมีลักษณะเป็นฝักรูปทรงกระบอกเกลี้ยง ๆ
ฝักยาวประมาณ 20-60 เซนติเมตร ฝักอ่อนจะ - เนื้อไม้ใช้ทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ด้าม
มีสีเขียว ส่วนฝักแก่จัดจะมีสีดำ เครื่องมือต่าง ๆ หรือทำเป็นไม้ไว้ใช้สอยอื่น
ๆ เช่น ใช้ทำเสา เสาสะพาน เป็นต้น

หูกระจง

ชื่ออื่นๆ : หูกวางแคระ
ชื่อวิทยาศาสตร์; TERMINATE IVORENSIS A. CHEV.




ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ใบ ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่ที่ปลายกิ่ง รูปไข่กลับ แผ่นใบหนาและ
เหนียว สีเขียวเรียบเป็นมัน ใบอ่อนสีน้ำตาลอมเขียว

- ดอก สีขาว ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกมี
ลักษณะเป็นแท่ง โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน

- ผล ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว รูปไข่หรือรูปรีป้อมและแบนเล็กน้อย
เมื่อสุกสีเหลืองอมเขียวมีเนื้อ และชั้นหุ้มเมล็ดค่อนข้างแข็งและ
เหนียว เมล็ดรูปรี สีน้ำตาลออกดอกติดผลเกือบตลอดทั้งปี
ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

ประโยชน์ของต้นหูกระจง : ต้นหูกระจงเป็นไม้ที่มีลักษณะเป็นทรงพุ่ม จึงนิยม
นำมาปลูกเพื่อตกแต่งสวน หรือใช้ประดับริมถนน ตลอดจนเกาะกลางถนน
เนื่องจากเป็นไม้ที่ให้ร่มเงา ทำให้บริเวณบ้านมีความร่มรื่น ช่วยบังแดดได้ดี
นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเรื่องการเสริมบารมีให้คนในบ้านมีแต่ความสุขความเจริญ
ยิ่งขึ้น

เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ในแต่ละกิ่งจะมีกิ่งย่อยแตก ประโยชน์สนฉัตร
ออกตามความยาวของกิ่ง และจะโค้งขึ้นเล็กน้อยที่
บริเวณปลายกิ่ง สนฉัตรในปัจจุบันมีบทบาทมากในการเป็นไม้
ประดับมากกว่าการให้เนื้อไม้ ซึ่งในอดีตมี
ใบของสนฉัตรแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มใบอ่อน การนำเนื้อไม้สนฉัตรมาใช้ประโยชน์ในด้าน
ที่แตกออกใหม่จะมีลักษณะโค้งเข้า มีสีเขียวเข้ม ใบ งานก่อสร้าง และงานตกแต่งบ้าน
มีลักษณะนุ่ม
สีเขียวสด สรรพคุณสนฉัตร

ดอกสนฉัตรประกอบด้วยเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย ในส่วนของน้ำยางสนฉัตรที่ให้สีค่อนข้างขาว
รวมอยู่ในต้นเดียวกันหรืออาจแยกต้นกันอยู่ โดยดอก และมีกลิ่นหอม จึงนิยมนำมาทำเทียนไข
จะแทงออกบริเวณยอด โดยทั่วไปจะมีสีเหลืองม่วง ส่วนทางการแพทย์มีการนำน้ำยางใช้สำหรับ
หรือแดงเข้ม ทาแก้ฟกซ้ำ แก้ปวดเมื่อย และรักษาบาดแผล

สนฉัตร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : ARAUCARIACEAE

หมากนวล ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
ชื่อท้องถิ่น : หมากนวล หมากคอนวล หมากเยอรมัน
หมากมนิลา - หมากนวลเป็นพรรณไม้ยืนต้นประเภทปาล์มมี
ทรงพุ่ม
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : VEITCHIA MERRILLII - ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ปลายใบ
(BECC.) H.E. MOORE เรียวแหลม โคนใบรูปลิ่ม แผ่นใบสีเขียว
- ดอกสีเหลืองนวล ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขน
ใต้โคนกาบใบ
- ผลมีสุกสีแดงส้ม

สรรพคุณของหมากนวล :

- หมากนั้นมีสรรพคุณในการช่วยขับพยาธิ
ได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นพยาธิตัวตืด
พยาธิใบไม้ พยาธิตัวกลม เป็นต้น

ประโยชน์ :

- ปลูกเป็นไม้ประดับ

นอกจากนี้แล้วหมากก็ยังมีสรรพคุณในการ
รักษา โรคมาเลเรีย และมีฤทธิ์ในด้านการเป็นยาที่ช่วยขับ
ปัสสาวะอีกด้วย จากการวิจัยพบว่า หมากมีสารชื่อ อัลคา
ลอยด์ ที่มีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อราและฆ่าเชื้อไวรัสอีก
ด้วย

มะสัง

ชื่อท้องถิ่น : มะสัง (ภาคกลางและทั่วไป) ,
หมากสัง (ภาคอีสาน) , กะสัง (ภาคใต้)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : FERONIELLA LUCIDA
(SCHEFF.) SWINGLE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ใบมะสัง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว
หรือสองชั้น ปลายใบคี่ ผิวใบเรียบเป็นมัน ด้าน
ท้องใบ เห็นต่อมน้ำมันกระจายชัดเจน

- ดอกมะสัง ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามกิ่งหรือ
ตามซอกใบคล้าย ๆ ดอกกระถิน เป็นปุย ๆ มีสีขาว
สามารถออกดอกได้ตลอดปี

- ผลมะสัง ผลมีลักษณะกลม เป็นสีเขียวคล้ายผล
มะนาว เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เปลือกมี
กลิ่นหอม ผลจะมีรสเปรี้ยว สามารถนำมาใช้
แทนมะนาวได้

สรรพคุณของต้นมะสัง

- ใบมีรสฝาดมัน สรรพคุณเป็นยาบำรุงร่างกาย ,
ช่วยแก้ท้องเดิน , ยาสมานแผล
- รากและผลอ่อน - เป็นยาแก้ไข้ ตำรายาไทยจะ
ใช้ราก นำมาต้มกับน้ำดื่มหรือฝนกับน้ำกินเป็น
ยาแก้ไข้
- แก่นมะสัง - ใช้ร่วมกับแก่นมะขาม ใช้ต้มกับ
น้ำดื่มขณะอยู่ไฟ

ประโยชน์ของต้นมะสัง

- ผลมะสังมีรสเปรี้ยว สามารถนำมาใช้แทน
มะนาวได้ โดยใช้ปรุงน้ำพริก หรือใส่แกง

- ยอดอ่อนและใบอ่อนมะสังใช้กินเป็นผักสด
หรือนำไปปิ้ งไฟให้หอมก็ใช้รับประทานร่วมกับ
ลาบ ก้อย ซุปหน่อไม้

ตะแบก



ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : LAGERSTROEMIA MACROCARPA VAR MACROCARPA


ชื่อท้องถิ่น : ตะแบกนา ตะแบกไข่ เปื๋ อยนา

เปื๋ อยหางค่าง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ไม้ต้น ผลัดใบ สูง 15 - 30 เมตร
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว รูปไข่กลับ ออกตรงข้ามกันขอบ
ใบเรียบ ปลายแหลม โคนมน ผิวใบมันและหนา

- ดอก : ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกอินทนิลมี
หลายสี เช่น ม่วงเข้ม ม่วงอ่อน ชมพูอมม่วง ชมพู
อ่อนเกือบขาว ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม-
พฤษภาคม

- ผล : เป็นรูปกลมรี เปลือกแข็ง เมื่อผลแก่จะแตก
ออก มีเม็ดด้านในเป็นจำนวนมาก

สรรพคุณของต้นตะแบก

- เปลือก รสฝาดขม แก้ไข้ แก้ท้องเสีย
- ใบ รสจืดขมฝาดเย็น ต้มหรือชงน้ำร้อนดื่ม
แก้โรคเบาหวาน
- เมล็ด รสขม แก้โรคเบาหวาน แก้นอนไม่หลับ
- ราก รสขม แก้แผลในปาก ในคอ เป็นยาสมาน
ท้อง

ประโยชน์ :

เนื้อไม้ใช้ก่อสร้าง ทำเครื่องเรือน เนื้อแข็งปาน
กลาง จนถึงแข็งใช้เป็นไม้ประดับให้ร่มเงา
ดอกสีสวยสดงดงาม ตลอดทั้งเปลือก ต้น ใบ
ใช้เป็นยาสมุนไพร

ขี้เหล็ก





ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : CASSIA SIAMEA (LAM.)
ชื่อท้องถิ่น : ขี้เหล็กใหญ่ (ภาคกลาง), ขี้เหล็กหลวง

(ภาคเหนือ) ขี้เหล็กจิหรี่ (ภาคใต้)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ลำต้น ต้นขี้เหล็กเป็นไม้ขนาดกลาง
- ดอก จะออกดอกเป็นช่อแยกแขนงที่ปลายกิ่ง มีดอกสีเหลือง
- ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับกัน ใบเป็นสีเขียวเข้ม

สรรพคุณของต้นขี้เหล็ก :

- การแพทย์แผนไทยใช้ประโยชน์ของต้นขี้เหล็กใน
หลาย ๆ ด้าน เช่น ใช้แก้อาการท้องผูก บำรุงโลหิต

ประโยชน์ของต้นขี้เหล็ก :

- ใบ ใบขี้เหล็กมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง ช่วย
เสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
- ดอก ดอกขี้เหล็กมีวิตามินที่ช่วยบำรุงและรักษา
สายตา
- ราก ช่วยบำรุงธาตุ , ช่วยเจริญธาตุไฟ , ช่วยแก้
อาการชักในเด็ก

ตะเคียนชื่อทางวิทยาศาสตร์ : HOPEA ODORATA ROXB.

ชื่อท้องถิ่น : ตะเคียน ตะเคียนทอง ตะเคียนใหญ่ (ภาคกลาง), จะเคียน (ภาคเหนือ),
แคน (ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ),

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ต้นตะเคียนทอง จัดเป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดใหญ่ โดยเป็นไม้ในป่าดงดิบที่มักขึ้นเป็นหมู่
กระจัดกระจายอยู่ตามที่ราบ หรือในที่ค่อนข้างราบใกล้ฝั่ งแม่น้ำ ตามป่าดิบใกล้ลำธาร

- ใบ ใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะของใบเป็นรูปไข่แกมรูปใบหอกหรือรูปดาบ ปลายใบเรียว ส่วนโคน
ใบมนป้านและเบี้ยว

- ดอก ออกดอกเป็นช่อยาวแบบช่อแยกแขนงตามปลายกิ่งและตามง่ามใบ ดอกเป็นสีเหลืองแกม
สีน้ำตาลขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมและมีขนนุ่ม โดยจะออกดอกในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม
แต่จะไม่ออกดอกทุกปี

- ผล ผลเป็นผลแห้งไม่แตก ผลเป็นสีเขียวอ่อน เมื่อสุกจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม

สรรพคุณของตะเคียน ประโยชน์ของตะเคียน

- แก่น แก่นมีรสขมอมหวาน ช่วยแก้โลหิตและ - เนื้อไม้มีความทนทาน นิยมใช้ในการ
กำเดา , ช่วยขับเสมหะ ก่อสร้างอาคารบ้านเรือน เฟอร์นิเจอร์
ตกแต่งบ้าน วงกบประตู ฯลฯ
- เปลือกต้น ช่วยแก้อาการเหงือก
อักเสบ , ช่วยฆ่าเชื้อโรคในปาก - ไม้ชนิดนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในงาน
ไม้ได้ทุกอย่างที่ต้องการความแข็งแรง
- ยาง ใช้ผสมกับน้ำใช้ทารักษาบาดแผล ทนทาน เหนียวและเด้ง

กะทัง

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : LITSEA GRANDIS HOOK.F.
ชื่อท้องถิ่น : กะทัง ทัง ทังใบใหญ่ (ภาคใต้)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ลำต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่
ลักษณะเนื้อไม้สีเหลืองถึงน้ำตาลแกมเหลือง
สีจะเข้มขึ้นเมื่อทิ้งไว้นาน ๆ
- ใบ เป็นชนิดใบเดี่ยว รูปมนแกมรูปไข่ ท้องใบ
มีขนนุ่มหนาแน่น หลังใบเกลี้ยง
- ดอก สีเหลืองอ่อน ๆ ออกเป็นกระจุกตาม
ง่ามใบของกิ่ง
- ผล กลมรี เกลี้ยง ออกเป็นพวงตามกิ่ง

สรรพคุณของกะทัง

- เปลือกต้น แก้เบาหวาน แก้ฟกช้ำ
- เมล็ด ใช้น้ำมันทำน้ำมันใส่ผม เพื่อบำรุง

รากผม

ไทร ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : FICUS BENJAMINA L.

ชื่อท้องถิ่น : ไทรพัน (ภาคเหนือ), ไฮ
(ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), ไทร (ภาคใต้)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ไม้ยืนต้น -มีรากอากาศย้อยสวยงาม
น้ำยางขาว

- ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรี รูปใบ
หอกหรือรูปไข่แกมวงรี

- ดอก เป็นดอกช่อ เกิดภายในฐานรอง
ดอกที่มีรูปร่างกลมคล้ายผล

สรรพคุณของไทร

- ราก นำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาบำรุงน้ำนม
ให้สมบูรณ์
- รากอากาศ ช่วยแก้อาการท้องเสีย ,
รากนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาบำรุงน้ำนม
ให้สมบูรณ์

ประโยชน์ของไทร

- รากอาการสามารถนำมาพันเป็นวงกลมเพื่อ
ประดับดอกไม้แห้งเป็นพวงมาลา

- ต้นไทร นิยมใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ
เพราะมีทรงพุ่มแผ่กว้างให้ร่มเงาได้ดี

โพธิ์

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : FICUS RELIGIOSA LINN.

ชื่อท้องถิ่น : ลี (ภาคเหนือ), สี สะหลี (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ),
โพ โพธิ โพศรีมหาโพ (ภาคกลาง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ใบโพธิ์ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม
และมีติ่งหรือหางยาว
- ดอกโพธิ์ ออกดอกเป็นช่อกลม ๆ รวมกันเป็นกระจุกภายในฐานรอง
ดอกรูปคล้ายผล ดอกเป็นสีเหลืองนวล
- ผลโพธิ์ ผลเป็นผลรวม ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมขนาดเล็ก
ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูม่วง สีแดงคล้ำ
หรือม่วงดำ

สรรพคุณของต้นโพธิ์

- ใบ เป็นยาแก้ไข้จับสั่นเรื้อรัง , ใบใช้รักษาโรคคางทูม
- ผล เป็นยาแก้โรคหัวใจ , เป็นยาช่วยขับพิษ , ช่วยรักษาโรคหืด
- เปลือกต้น ใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ , ใช้เป็นยาแก้ปวดฟัน
รักษารากฟันเป็นหนอง
- ยาง ใช้เป็นยารักษาโรคหูด , เป็นยาแก้เท้าเป็นหน่อ
แก้เท้าเป็นพยาธิ

ยอ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : MORINDA CITRIFOLIA L.
ชื่อท้องถิ่น : ยอบ้าน (ภาคกลาง) มะตาเสือ
(ภาคเหนือ) ยอ แยใหญ่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ไม้ต้น ขนาดเล็ก เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลเทา แตกเป็นสะเก็ดแล้วหลุด กิ่งอ่อนเป็นรูปสี่เหลี่ยม

- ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกใบตรงข้ามกันเป็นคู่ตามข้อต้น ลักษณะใบรูปรี ปลายใบเป็นติ่งแหลม

- ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจุก ตามซอกใบ เป็นรูปดอกเข็ม
มีกลิ่นหอม
- ผล เป็นผลรวม คือผลที่เกิดจากช่อดอกซึ่งเบียดกันแน่น
ลักษณะรูปทรงกลมหรือรี มีตาหรือตุ่มรอบๆ ผล ผลอ่อนมีสีเขียว
พอแก่จะมีสีเหลืองหรือขาวนวล มีกลิ่นฉุน

สรรพคุณของต้นยอ

- ใบ - มีคุณสมบัติในการบำรุงสายตา หัวใจ

- ราก - ใช้เป็นยาระบาย แก้กระษัย
- ผลโตเต็มที่แต่ไม่สุก - จิ้มน้ำผึ้งรับประทาน
มีคุณสมบัติเป็นยาขับลม บำรุงธาตุ

- ผลดิบ - ต้มน้ำรับประทานกับรากผักชี
แก้อาการอาเจียนของหญิงมีครรภ์

สัก ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : TECTONA GRANDIS L.F

ชื่อท้องถิ่น : ปีฮี ปีฮือ เป้อยี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ปายี้ (กะเหรี่ยง-
กาญจนบุรี), เส่บายี้ (กะเหรี่ยง-กำแพงเพชร), เคาะเยียโอ (ละว้า-เชียงใหม่)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ใบสัก ใบเป็นใบเดี่ยว แตกออกจากกิ่งเป็นคู่ ๆ
ตรงข้ามกัน ในแต่ละคู่จะตั้งฉากสลับกันไปตาม
ความยาวของกิ่ง

- ดอกสัก ออกดอกเป็นช่อขนาดใหญ่ โดยจะออก
ตามซอกใบและปลายยอด

- ผลสัก ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมแป้น

สรรพคุณของต้นสักทอง

- เนื้อไม้ ช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย
- ใบ ใช้ทำเป็นยาอมแก้เจ็บคอ
- เปลือก มีสรรพคุณเป็นยาฝาดสมาน

ประโยชน์ของต้นสักทอง

ไม้สักเป็นไม้ที่เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบตามอายุและขนาดของไม้ ตั้งแต่
ไม้ซุงขนาดใหญ่ ที่นำมาแปรรูปใช้ในการก่อสร้างอาคาร บ้านเรือน ไม้อัด ไม้ปาร์เก้ ไม้แกะสลัก
เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : PTEROCARPUS INDICUS WILLD ประดู่

ชื่อท้องถิ่น : ดู่บ้าน (ภาคเหนือ), ประดู่บ้าน ประดู่ลาย
ประดู่กิ่งอ่อน อังสนา (ภาคกลาง), สะโน (มาเลย์-นราธิวาส)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ใบ : ใบเป็นใบประกอบรูปขนนกเรียงสลับ
ใบย่อยเยื้องสลับกัน ปลายเป็นติ่ง โคนมน

- ดอก : ดอกมีสีเหลือง กลิ่นหอม มีกลิ่นคล้ายดอกซ่อนกลิ่น
ดอกจะออกช่วงมีนาคม-พฤษภาคม

- ผล : ผลมีลักษณะเหมือนรูปโล่แบนบาง
ตรงกลางนูน

สรรพคุณของต้นประดู่

- เปลือกต้น - มีรสฝาดจัด มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงร่างกาย

- ใบ - นำมาตากแห้งใช้ชงกับน้ำร้อนเป็นชาใบประดู่ นำมาดื่มจะช่วยบรรเทาอาการระคายคอได้ ,
ใบมีรสฝาด สามารถนำมาชงกับน้ำใช้สระผมได้

- ผล – มีสรรพคุณเป็นยาแก้ท้องร่วง ประโยชน์ของต้นประดู่

ประดู่มีเนื้อไม้สีแดงอมเหลือง เสี้ยนสนเป็นริ้ว เนื้อละเอียดปานกลาง
มีลวดลายสวยงาม ใช้ทำเสา พื้นต่อเรือ เครื่องเรือน เครื่องดนตรี แก่นสีแดง
คล้ำใช้ย้อมผ้า และเปลือกให้น้ำฝาดใช้ฟอกหนัง

ยาง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : DIPTEROCARPUS ALATUS

ชื่อท้องถิ่น : ชันนา (ชุมพร) ,ยาง (กลาง, ตะวันออกเฉียง - ใบยางนา ใบเดี่ยวรูปไข่แกมรูปหอกกว้าง
เหนือ) , ยางกุง (เลย) , ยางขาว (กลาง, ลำปาง) , ยาง ปลายใบสอบเรียว
ควาย (หนองคาย) , ยางตัง (ชุมพร, ใต้)
- ดอกยางนา ดอกสีชมพู ออกเป็นช่อสั้น ๆ
สีน้ำตาล กลีบดอกมี 5 กลีบ ออกดอก
ระหว่างเดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม

- ผลยางนา ผลเป็นผลแห้งทรงกลม มีครีบตาม
ยาว 5 ครีบ ปีกยาว 2 ปีก

สรรพคุณยางนา :

- เปลือกนำไปต้มน้ำเป็นยาบำรุงร่างกาย

- เมล็ดและใบ นำมาต้มใส่เกลือ ใช้อม
แก้ปวดฟัน

- น้ำมันยางจากต้น ใช้สมานแผล
ห้ามหนอง
- ใบยางใช้รับประทานเป็นยาขับเลือด
(ทำให้เป็นหมัน

ประโยชน์ของยางนา :

- น้ำมันยางจากต้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์
ได้โดยตรงเพื่อใช้ผสมชันไม้อื่นๆ ใช้ยา
เครื่องจักรสานกันน้ำรั่ว ยาแนวเรืออุดรอยรั่ว

- น้ำมันต้นยางนา ณ ปัจจุบันได้ถูกนำมา
พัฒนาทำไบโอดีเซล

- ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับตามสองฝั่ งถนน เพื่อความสวยงาม

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : SWIETENIA MACROPHYLLA KING
ชื่อท้องถิ่น : มะฮอกกานีใบใหญ่

มะฮอกกานี

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ใบ ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ ปลายใบค่อนข้างเรียวแหลม สี
เขียวอ่อนหรือออกแดงเมื่อยังอ่อน เขียวเข้มและเป็นมันเมื่อโตเต็มที่
- ดอก มีกลิ่นหอม กลีบดอกขาวอมเหลือง ออกดอกกลางถึงปลายฤดูแล้ง
- ผล ตรง ผลแตก แข็งเหมือนไม้

สรรพคุณต้นมะฮอกกานี :

- เปลือกต้น มีรสฝาดขม ฝนทาสมานแผล
ต้มดื่มแก้ไข
- เมล็ด มีรสจัด นึ่งให้สุกบดปั่ นเม็ดรับ
ประทานแก้ไข้ ตัวร้อน

ประโยชน์ของต้นมะฮอกกานี :

- เนื้อไม้ทำเครื่องเรือน เครื่องดนตรี และเครื่องใช้อื่น ๆ
- แทนนินและสีย้อม ใช้ย้อมและฟอกหนัง
- ทั่วไปแล้ว คนนิยมปลูกมะฮอกกานีไว้ให้ร่มเงา ตามลานจอดรถ ริมถนน
หรือปลูกไว้ริมรั้วเอาไว้บังสายตาคนภายนอก ช่วยให้บ้านดูร่มรื่น

พญาสัตบรรณ

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : ALSTONIA SCHOLARIS
ชื่อท้องถิ่น : ตีนเป็ด หัสบัน สัตบรรน จะบัน บะซา

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ไม้ต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โคนต้นมักเป็น
พูพอน
- ใบ ใบเดี่ยว แผ่นใบรูปมนแกมรูปไข่กลับ ปลาย
แหลมเป็นติ่งเล็กน้อยโคนสอบ เข้าหากันเป็นรูปลิ่ม
ขอบใบเรียบ
- ดอก ดอกเล็ก สีเขียวอมเหลือง หรืออมขาวออก
เป็นกลุ่มในช่อซึ่งแยกกิ่งก้าน ออกจากจุดเดียวกัน
ตามปลายกิ่ง
- ผล เป็นฝักเรียว ยาว 10 - 20 เซนติเมตร เมล็ด
แบบทรงบรรทัดแคบ ๆ ยาว ประมาณ 7มิลลิเมตร มี
ขนยาวอ่อนนุ่มปุกปุยติดอยู่เป็นกระจุกที่ปลายทั้ง
สองข้าง

สรรพคุณของต้นพญาสัตบรรณ :

- เปลือกของลำต้น ช่วยรักษาโรคบิด ท้องร่วง ท้องเดิน
เรื้อรัง โรคลำไส้และลำไส้ติดเชื้อ

- ยางจากลำต้น ใช้หยอดหูแก้อาการปวดหู และใช้
อุดฟันเพื่อบรรเทาอาการปวดฟัน

- ใบอ่อน นำมาต้มเพื่อดื่มรักษาโรคลักปิดลักเปิด

ประโยชน์ของต้นพญาสัตบรรณ :

เนื้อไม้สีขาวอมเหลืองอ่อน เนื้อไม้หยาบ อ่อนแต่
เหนียว ตบแต่งง่าย ใช้ทำหีบใส่ของ ลูกทุ่นอวน
รองเท้าไม้ ของเล่นสำหรับเด็ก ไม้จิ้มฟัน

จิก

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : BARRINGTONIA ACUTANGULA GAERTN.

ชื่อท้องถิ่น : จิกนา

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ลำต้น มีเนื้อไม้ เปลือกต้นสีน้ำตาลแตกเป็นร่อง
- ใบ เดี่ยว รูปใบหอกกลับถึงรูปไข่กลับ ออกเวียนสลับปลายใบ
แหลม โคนใบสอบ ขอบใบหยักฟันเลื่อย ยอดอ่อนสีแดงเป็นมัน
- ดอก ช่อดอกออกเป็นช่อกระจะที่ปลายยอด ห้อยลง ดอกเล็ก
กลีบดอกสีขาวเกสรสีแดงมักร่วงง่ายพร้อมกลีบดอก มีจำนวนมาก
- ผล รูปกระสวย ขนาดประมาณ 6 เซนติเมตร เมล็ดรูปไข่ มีเมล็ดเดียว

สรรพคุณของต้นจิก :

- ใบอ่อนเป็นอาหาร ส่วนของใบแก่ใช้รักษา
อาการท้องร่วง
- เปลือกต้น ใช้เบื่อปลา
- เมล็ดผสมในตำรับยาลม ใช้แก้อาการจุกเสียด
แก้ไอในเด็ก

ประโยชน์ของต้นจิก

- เนื้อไม้ใช้ทำไม้อัด เครื่องเรือน
- ยอดอ่อนกินเป็นผักสดกับอาหารที่มีรส
จัดหรือรสเปรี้ยว เช่น ส้มตำ ลาบ ใบรส
ฝาด น้ำคั้นจากใบกินแก้ท้องเสีย

สาละ

ชื่อวิทยาศาสตร์: SHOREA ROBUSTA
ชื่อท้องถิ่น : -

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:

- ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 10-25 เมตร
- ใบจะมีลักษณะเป็นรูปใบหอกกลับ ปลายแหลม
โคนสอบ มน ขอบใบจักตื้นๆ
- ดอกออกเป็นช่อใหญ่ตามกิ่งหรือตามลำต้น
มีกลิ่นหอม สีชมพูอมเหลืองหรือชมพูอมแดง
- ผลเป็นผลสด สีน้ำตาล ทรงกลม ขนาดใหญ่
เมล็ดสีน้ำตาล

สรรพคุณของต้นสาละ

- ยางต้นใช้เป็นยาฝาดสมาน

ประโยชน์ของต้นสาละ

- เนื้อไม้มีเรซินและทนทาน เหมาะกับ
การทำกรอบประตูและหน้าต่าง

มะขาม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : TAMARINDUS INDICA L.

ชื่อท้องถิ่น : มะขามไทย (ภาคกลาง) ,
ขาม (ภาคใต้)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- มะขามเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ลำต้น
มีเปลือกต้นขรุขระและหนา สีเทาหรือน้ำตาล

- ใบ เป็นใบประกอบ ใบเล็กทรงรี ปลายใบ
และโคนใบมน แบบขนนก
- ดอก ออกตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก
กลีบดอกสีเหลืองและมีจุดประสีแดงหรือ
ม่วงแดง
- ผลเป็นฝักยาว รูปร่างยาวหรือโค้ง เมื่อ
แก่ฝักเปลี่ยนเป็นเปลือกแข็งกรอบหักง่าย
สีน้ำตาล เนื้อในกลายเป็นสีน้ำตาลหุ้ม
เมล็ด เนื้อมีรสเปรี้ยว หรือหวาน

สรรพคุณของต้นมะขาม

- แก้อาการท้องผูกถ่ายไม่ออก ใช้เนื้อฝัก
แก่หรือมะขามเปียก
- เปลือกต้น แก้อาการท้องเดินกองทัพ

- เนื้อในฝักแก่ แก้ไอขับเสมหะเสลดติดคอ

ประโยชน์ของต้นมะขาม

มะขามใช้ทำอาหารได้หลายส่วน ทั้งใบอ่อน
ฝักอ่อน ฝักแก่ และเมล็ดก็นำมาคั่วรับประทานได้
มะขามเปียกที่ทำจากมะขามฝักแก่เป็นเครื่องปรุงรส
เปรี้ยวที่สำคัญในอาหารไทย ทั้งแกงส้ม ต้มส้ม ไข่ลูกเขย
น้ำปลาหวาน ยอดและใบมะขามอ่อนนำไปยำหรือใส่ใน
ต้มเพื่อเพิ่มรสเปรี้ยว และยังใช้ทำขนมได้อีกหลายชนิด
เช่น มะขามแช่อิ่ม มะขามแก้ว มะขามคลุก มะขามกวน
เป็นต้น

สะเดา

ชื่อวิทยาศาสตร์: AZADIRACHTA INDICA
ชื่อท้องถิ่น : สะเลียม (ภาคเหนือ) กะเดา (ภาคใต้)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ไม้ต้น ขนาดกลาง เปลือกต้นสีน้ำตาลเทาหรือ
เทาปนดำ ลักษณะแตกเป็นร่องตามยาว แตกกิ่ง
ก้านสาขามากมาย บางต้นก็เป็นทรงพุ่ม

- ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก
- ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงตามปลายกิ่งตรง
ซอกระหว่างก้านใบกับกิ่ง ออกดอกพร้อมใบอ่อน ดอกมีขนาด
เล็ก สีขาวนวล
- ผล ลักษณะผลสดรูปทรงกลมรี ผิวเรียบสีเขียวอ่อน ผลแก่
สีเหลืองส้ม เมล็ดแข็ง และมีเมล็ดเดี่ยว รูปรี

สรรพคุณของต้นสะเดา

- ดอก ยอดอ่อน แก้พิษโลหิต กำเดา แก้ริดสีดวงในลำคอ
- ยาง ดับพิษร้อน
- แก่น แก้อาเจียน ขับเสมหะ
- น้ำมันจากเมล็ด ใช้รักษาโรคผิวหนัง และยาฆ่าแมลง

หูกวาง

ชื่อวิทยาศาสตร์: TERMINALIA CATAPPA
ชื่อท้องถิ่น : โคน (นราธิวาส), ดัดมือ หรือ ตัดมือ (ตรัง),
หลุมปัง (สุราษฎร์ธานี)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ลำต้น : ต้นหูกวางเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีลำต้นตั้งตรง เปลือกต้นมีสีเทา
- ใบ : ใบหูกวางจัดเป็นใบเดี่ยว มีสีเขียวอ่อนเมื่อแตกใบใหม่ และเมื่อแก่จะออกสีเหลืองถึงน้ำตาล

- ดอก : ดอกต้นหูกวางจะออกเป็นช่อบริเวณซอกใบหรือ
บริเวณปลายกิ่ง ดอกสีขาวนวล ขนาดเล็ก การออกดอก
จะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน และสิงหาคม-
ตุลาคม

- ผล : ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปรี ป้อม และแบนเล็กน้อย
ผล 1 ผล จะประกอบด้วยเมล็ดเพียง 1 เมล็ด ลักษณะเป็นรูป
ไข่เรียวยาว คล้ายอัลมอนด์ สามารถรับประทานได้
ให้รสหอม

สรรพคุณของต้นหูกระจง

- ราก ช่วยรักษาอาการประจำเดือนของสตรีมาไม่ปกติ
- เปลือก ใช้รักษารักษาโรคตับ
- ใบ แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ

ประโยชน์ต้นหูกวาง

- ปลูกเป็นไม้ประดับ จากใบหูกวางที่แตกใหม่มีลักษณะใบใหญ่ สีเขียวอ่อน แลดูสวยงาม
และสดชื่น จึงนิยมนำมาปลูกเพื่อวัตถุประสงค์เป็นไม้ประดับนอกเหนือจากการให้ร่มเงา

ศรีตรัง

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : JACARANDA OBTUSIFOLIA
HUMB. & BONPL.

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ลำต้น : ไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 4-10 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดรูปทรงไม่แน่นอน โปร่ง เปลือกต้น
สีน้ำตาลปนเทา
- ใบ : ประกอบแบบขนนกสองชั้น
- ดอก : สีม่วง ออกดอกเป็นช่อแขนงขนาดใหญ่ที่ปลายกิ่ง ช่อดอกรูปพีระมิด คล้ายรูประฆัง
ดอกทยอยบาน และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ
- ผล : เป็นฝักแบน ขนาดเล็ก มีปีก

สรรพคุณของต้นศรีตรัง

- ใบแห้ง - ใช้ในการรักษาบาดแผล
- เปลือกไม้ - ใช้ทาล้างแผลเปื่ อย แผลพุพอง
- เนื้อไม้ - มีรสเฝื่ อน ฝาด แก้ท้องบวม ขับพยาธิ ตกเลือด

ประโยชน์ของต้นศรีตรัง

เนื้อไม้มีลักษณะบางเบา มีลายสวยงามและมีกลิ่นหอม จึงมักนำมาใช้ทำเป็นโครง
ของเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น พื้นปาร์เกต์ กีตาร์

พญาเสือโคร่ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ CERASUS CERASOIDES
(BUCH.-HAM. EX D. DON) S.Y. SOKOLOV
ชื่อท้องถิ่น : ซากุระดอย (เชียงใหม่), ฉวีวรรณ
ชมพูภูพิงค์ (ภาคเหนือ)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

- ไม้ต้น ผลัดใบ
- ใบ เป็นใบเดี่ยว รูปไข่ ออกสลับ ใบร่วงง่าย
- ดอก สีขาว ชมพู หรือแดง ออกเป็นช่อกระจุกใกล้ปลายกิ่ง เป็นรูปกรวย กลีบดอกมี 5 กลีบ ระยะ
เวลาออกดอกระหว่างเดือนธันวาคมจนถึงกุมภาพันธ์ โดยจะทิ้งใบก่อนออกดอก
- ผล รูปไข่หรือกลม เมื่อสุกสีแดง

สรรพคุณของต้นพญาเสือโคร่ง

เปลือกต้น
- ใช้ต้มกับน้ำ ดื่มรักษาอาการหนาวสั่นจาก
อาการไข้
- ใช้เป็นยาแก้เลือดกำเดาไหล
- ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการท้องเสีย

ประโยชน์ของต้นพญาเสือโคร่ง

- เนื้อไม้อ่อน สามารถนำมาใช้ทำด้าม
เครื่องมือการเกษตร

พิกุล

ชื่อวิทยาศาสตร์ MIMUSOPS ELENGI L.
ชื่อท้องถิ่น : แก้ว (ภาคเหนือ), กุน (ภาคใต้), พิกุล (ภาคกลาง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:

- ไม้ต้นขนาดกลาง เรือนยอดแน่นทึบ เปลือกต้นสีน้ำตาลเทา
มีรอยแตกระแหงตามแนวยาว

- ใบ - ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปรี

- ดอก ดอกเดี่ยว อยู่รวมกันเป็นกระจุกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอก
ใบ ดอกสีขาว เมื่อใกล้โรยสีเหลืองอมน้ำตาล ดอกบานวันเดียว
แล้วร่วง มีกลิ่นหอม ออกดอกตลอดปี

- ผล - ผลสีเหลือง รสหวานอมฝาด

สรรพคุณของต้นพิกุล

- ใบ ช่วยแก้หืด
- เปลือกต้น ช่วยรักษาโรคคอ
- ดอกแห้ง ช่วยแก้หอบ
- ผลสุก ผลสุกใช้รับประทานแก้อาการปวดศีรษะ

หว้า

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : SYZYGIUM CUMINI
ชื่อท้องถิ่น : หว้า หว้าป่า หว้าขาว หว้าขี้นก หว้าขี้แพะ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:

- ลักษณะ ลำต้น ไม้ยืนต้นสูง เปลือกต้นค่อนข้างเรียบ
สีน้ำตาล
- ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปไข่หรือรูปรี มีจุดน้ำมันที่
บริเวณขอบใบ
- ดอกช่อ สีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ออกที่ซอกใบหรือ
ปลายยอด ฐานรองดอกเป็นรูปกรวย ออกดอกและติด
ผลราวเดือน ธันวาคม-มิถุนายน
- ผลเป็นผลสด รูปรีแกมรูปไข่ ฉ่ำน้ำ มีสีม่วงดำ
ผิวเรียบมัน ผลแก่ ราวเดือนพฤษภาคม

สรรพคุณของต้นหว้า

- เปลือกต้น ต้มน้ำดื่มแก้บิด อมแก้ปากเปื่ อย
- ผลดิบ แก้ท้องเสีย
- เมล็ด มีสารช่วยลดน้ำตาลในเลือด แก้ท้องเสีย

ประโยชน์ของต้นหว้า

- เนื้อไม้ ใช้ทำสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในร่ม




- ผลสุกรับประทานได้ มีรสเปรี้ยวอมฝาด สามารถนำไปใช้ทำน้ำผลไม้และไวน์หว้า
ให้สีม่วง มีรสชาติดี เมล็ดมีสารช่วยลดน้ำตาลในเลือด


Click to View FlipBook Version