The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติศาสตร์อาหารไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dkkawa304, 2023-08-22 23:39:33

ประวัติศาสตร์อาหารไทย

ประวัติศาสตร์อาหารไทย

Keywords: ประวัติศาสตร์อาหารไทย

อาหารไทย ประวัติ วั ศติ าสตร์ Cr: https://thehistoryfun.com


ประวัติศาสตร์ อาหารไทย ปัจจุบันส่วนใหญ่คนไทย มีค่านิยมในการการบริโภคอาหาร วิถีชีวิตการกินอาหาร ประเภทอาหาร จานด่วน เลียนแบบการกินแบบตะวันตก ซึ่งมีความเสี่ยงสูงในการที่จะทำ ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เช่น ไขมันในเส้นเลือด โรคเก๊า โรคอ้วน ฯลฯ


ปัจจุบันสามารถจำ แนกอาหารไทยได้เป็น ๒ รูปแบบคือ อาหารแบบราชสำ นัก ด้วยธรรมเนียมราชสำ นักฝ่ายในมักถือ เป็นต้นแบบประเพณี การดำ รงชีวิตที่ดีของคนไทย อาหารในราช สำ นักจึงเป็นที่นิยมบริโภคตามแบบตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน อาหารพื้นเมือง คือ อาหารประจำ ภูมิภาคต่าง ๆ ที่แตกต่างกันตาม ลักษณะพืชพันธุ์ และสภาพภูมิประเทศ


เป็นอาหารหลักของคนไทย ในสมัยกรุศรีอยุธยา คนไทยนิยมกินข้าวเจ้ามากกว่าข้าวเหนียว มีการปลูกมากจนสามารถส่งขายเป็นสินค้าออกที่ สำ คัญจวบจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ข้าวพันธุ์พื้นเมือง ที่มีคุณสมบัติดีที่สุดในปัจจุบัน คือ ข้าวหอมมะลิ ซึ่งมีลักษณะเมล็ดขาวใสเหมือนดอกมะลิ มีกลิ่นหอม เหมือนใบเตย จึงเรียกว่า “ ข้าวหอมขาวเหมือนมะลิ” ภายหลังเรียกสั้นลงเป็น “ ข้าวหอมมะลิ ” ซึ่งเป็นที่นิยมในตลาดโลกว่าเป็นข้าวหอม อร่อยที่สุดชนิดหนึ่งของโลก ข้าว


สมัยสุโขทัย อาหารไทยในสมัยสุโขทัย ได้อาศัยหลักฐานจากศิลา จารึกและวรรณคดีสำ คัญคือ ไตรภูมิพระร่วงของพญาลิไท ที่ได้กล่าวถึงอาหารไทยในสมัยนี้ว่า มีข้าวเป็นอาหารหลัก โดยกินร่วมกับกับเนื้อสัตว์ ที่ส่วนใหญ่ได้มาจากปลา มีเนื้อ สัตว์อื่นบ้าง การปรุงอาหารได้ปรากฏคำ ว่า “แกง” ใน ไตรภูมิพระร่วงที่เป็นที่มาของคำ ว่า "ข้าวหม้อแกงหม้อ" ผักที่กล่าวถึงในศิลาจารึก คือ แฟงแตงและน้ำ เต้าส่วน อาหารหวานก็ใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน เช่น ข้าวตอกและน้ำ ผิ้ง ส่วนหนึ่งนิยมกินผลไม้แทนอาหารหวาน


สมัยนี้ถือว่าเป็นยุคทองของไทย ได้มีการติดต่อกับชาว ต่างประเทศมากขึ้นทั้งชาวตะวันตกและตะวันออก จากบันทึกเอกสารของชาวต่างประเทศ พบว่าคนไทยกินอาหารแบบเรียบง่าย ยังคงมีปลาเป็นหลัก มีต้ม แกง และคาดว่ามีการใช้น้ำมันในการประกอบอาหารแต่เป็นน้ำ มันจากมะพร้าวและกะทิมากกว่า ไขมันหรือน้ำ มันจากสัตว์มาอาหารอยุธยามีเช่น หนอนกะทิวิธีทำ คือ ตัดต้นมะพร้าว แล้วเอาหนอนที่อยู่ในต้นนั้นมาให้กินกะทิแล้วก็นำ มาทอดก็กลายเป็นอาหารชาววังขึ้นคนไทยสมัยนี้มีการถนอมอาหาร เช่นการนำ ไปตากแห้งหรือทำเป็นปลาเค็มมีอาหารประเภทเครื่องจิ้ม เช่น น้ำ พริกกะปิ นิยมบริโภคสัตว์น้ำ มากกว่าสัตว์บก โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ไม่นิยมนำมาฆ่าเพื่อใช้เป็นอาหาร ได้มีการกล่าวถึงแกงปลาต่าง ๆ ที่ใช้เครื่องเทศ เช่น แกงที่ใส่หัวหอมกระเทียมสมุนไพรหวาน และเครื่องเทศแรงๆ ที่คาดว่านำ มาใช้ประกอบอาหารเพื่อดับกลิ่นคาวของเนื้อปลา สมัยอยุธยา


หลักฐานจากการบันทึกของบาทหลวงชาวต่างชาติที่ แสดงให้เห็นว่าอาหารของชาติต่าง ๆ เริ่มเข้ามามากขึ้นในสมเด็จพระนารายณ์ เช่น ญี่ปุ่น โปรตุเกส เหล้าองุ่นจากสเปนเปอร์เซีย และฝรั่งเศสสำ หรับอิทธิพลของอาหารจีนนั้นคาดว่าเริ่มมีมากขึ้นในช่วงยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลายที่ไทยตัดสัมพันธ์กับชาติตะวันตก ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าอาหารไทยในสมัยอยุธยา ได้รับเอาวัฒนธรรมจากอาหารต่างชาติ โดยผ่านทางการมีสัมพันธไมตรีทั้งทางการทูตและทางการค้ากับประเทศต่างๆ และจากหลักฐานที่ปรากฏทางประวัติศาสตร์ว่าอาหารต่างชาติส่วนใหญ่แพร่หลาย อยู่ในราชสำ นัก ต่อมาจึงกระจายสู่ประชาชน และกลมกลืนกลายเป็นอาหารไทยไป ในที่สุด สมัยอยุธยา


สมัย มั ธนบุรี บุ รี จากหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ซึ่งเป็นตำ ราการ ทำ กับข้าวเล่มที่ 2 ของไทยของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงษ์ พบความต่อเนื่อง ของวัฒนธรรมอาหารไทยจากกรุงสุโขทัย มาถึงสมัยอยุธยา และสมัยกรุงธนบุรี และยังเชื่อว่าเส้นทาง อาหารไทยคงจะเชื่อมจากกรุงธนบุรีไปยังสมัยรัตนโกสินทร์ โดยผ่านทางหน้าที่ราชการและสังคมเครือญาติ และอาหารไทย สมัยกรุงธนบุรีน่าจะคล้ายคลึงกับสมัยอยุธยา แต่ที่พิเศษเพิ่มเติมคือ มีอาหารประจำ ชาติจีน


สมัยรัตโกสินทร์ การ ศึ ก ษ า ค วา ม เ ป็ น ม า ข องอา ห ารไ ท ยใ น ยุ ค รั ต น โกสิ น ท ร์ นี้ ไ ด้ จำ แ น ก ต า ม ยุ ค ส มั ย ที่ นั ก ป ระวั ติ ศ าส ต ร์ไ ด้ กำ ห น ด ไว้ คื อ ยุ ค ที่ 1 ตั้ งแ ต่ ส มั ย รั ช กาล ที่ 1 จ น ถึงรั ช กาล ที่ 3และยุ ค ที่ 2 ตั้ งแ ต่ ส มั ย รั ช กาล ที่ 4 จ น ถึงรั ช กาล ปั จจุ บั น


พ.ศ. 2325–2394 อาหารไทยในยุคนี้เป็นลักษณะเดียวกันกับสมัยธนบุรี แต่มีอาหารไทยเพิ่ม ขึ้นอีก 1 ประเภท คือ นอกจากมีอาหารคาวอาหารหวานแล้วยังมีอาหารว่าง เพิ่มขึ้น ในช่วงนี้อาหารไทยได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอาหาร ของประเทศจีนมากขึ้น และมีการปรับเปลี่ยนเป็นอาหารไทย ในที่สุด จากจดหมายความทรงจำ ของกรมหลวงนรินทรเทวีที่กล่าวถึงเครื่องตั้งสำ รับ คาวหวานของพระสงฆ์ ในงานสมโภชน์ พระพุทธมณีรัตนมหาปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ได้แสดงให้เห็นว่ารายการอาหารนอกจาก จะมีอาหารไทย เช่น ผัก น้ำ พริก ปลาแห้งหน่อไม้ผัด แล้วยังมีอาหาร ที่ปรุงด้วยเครื่องเทศแบบอิสลาม และมีอาหารจีนโดยสังเกตจากการใช้หมู เป็นส่วนประกอบ เนื่องจากหมูเป็นอาหารที่คนไทยไม่นิยม แต่คนจีนนิยม


พ.ศ. 2325–2394 บทพระราชนิพนธ์กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ ทรงกล่าวถึงอาหารคาวและอาหารหวานหลายชนิด ซึ่งได้สะท้อนภาพของอาหารไทยในราชสำ นักที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นลักษณะของอาหารไทยในราชสำ นักที่มีการปรุงกลิ่น และรสอย่างประณีตและให้ความสำ คัญของรสชาติอาหารมาก เป็นพิเศษ และถือว่าเป็นยุคสมัยที่มีศิลปะการประกอบอาหาร ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุด ทั้งรส กลิ่น สี และการตกแต่งให้สวยงาม รวมทั้งมีการพัฒนาอาหารนานาชาติให้เป็นอาหารไทย


พ.ศ. 2325–2394 จากบทพระราชนิพนธ์ทำ ให้ได้รายละเอียดที่เกี่ยวกับการแบ่ง ประเภทของอาหาร คาวหรือกับข้าวและอาหารว่าง ส่วนที เป็นอาหารคาวได้แก่ แกงชนิดต่างๆ เครื่องจิ้ม ยำ ต่างๆ สำ หรับอาหารว่างส่วนใหญ่เป็นอาหารว่างคาว ได้แก่ หมูแนมล่าเตียงหรุ่มรังนกส่วนอาหารหวาน ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ทำ ด้วยแป้งและไข่เป็นส่วนใหญ่ มีขนมที่มีลักษณะอบกรอบ เช่น ขนมผิงขนมลำ เจียกและ มีขนมที่มีน้ำ หวานและกะทิเจืออยู่ด้วย ได้แก่ ซ่าหริ่มบัวลอย เป็นต้น


พ.ศ. 2325–2394 นอกจากนี้ วรรณคดีไทย เรื่องขุนช้างขุนแผนซึ่งถือว่า เป็นวรรณคดีที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนในยุคนั้นอย่างมาก รวมทั้งเรื่องอาหารการกินของชาวบ้าน พบว่ามีความนิยม ขนมจีนน้ำ ยาและมีการกินข้าวเป็นอาหารหลัก ร่วมกับกับข้าวประเภทต่างๆ ได้แก่ แกง ต้ม ยำ และคั่ว อาหารมี ความหลากหลายมากขึ้นทั้งชนิดของ อาหารคาวและอาหารหวาน


พ.ศ. 2394–ปัจ ปั จุบั จุ น บั ตั้ง ตั้ แต่ส ต่ มัย มั รัช รั กาลที่ 4 ประเทศไทยมีก มี ารพัฒ พั นาอย่า ย่ งมากและมีก มี ารตั้ง ตั้ โรงพิม พิ พ์แ พ์ ห่ง ห่ แรกในประเทศไทย ดัง ดั นั้น นั้ ตำ รับ รั อาหารการกิน กิ ของไทย เริ่ม ริ่ มีก มี ารบัน บั ทึก ทึ มากขึ้น ขึ้ โดยเฉพาะในสมัย มั รัช รั กาลที่ 5เช่น ช่ ในบทพระราชนิพ นิ นธ์เ ธ์ รื่อ รื่ งไกลบ้า บ้ นจดหมายเหตุ เสด็จ ด็ประพาสต้น ต้ และยัง ยั มีบั มี น บั ทึก ทึ ต่า ต่ งๆ โดยผ่า ผ่ นการบอกเล่า ล่ สืบ สื ทอดทางเครือ รื ญาติ และบัน บั ทึก ทึ ที่เ ที่ป็น ป็ ทางการอื่น อื่ ๆ ซึ่ง ซึ่ ข้อ ข้ มูล มู เหล่า ล่ นี้ไนี้ ด้ส ด้ ะท้อ ท้ นให้เ ห้ ห็น ห็ ลัก ลั ษณะ ของอาหารไทย ที่มี ที่ ค มี วามหลากหลายทั้ง ทั้ ที่เ ที่ป็น ป็ กับ กั ข้า ข้ วอาหารจานเดีย ดี ว อาหารว่า ว่ งอาหารหวาน และอาหารนานาชาติ ทั้ง ทั้ ที่เ ที่ป็น ป็ วิธี วิปธี รุง รุ ของราชสำ นัก นั และวิธี วิปธี รุง รุ แบบชาวบ้า บ้ นที่สื ที่ บ สื ทอดมาจนถึง ถึปัจ ปั จุบั จุ น บั แต่เ ต่ป็น ป็ ที่น่ ที่ า น่ สัง สั เกตว่า ว่ อาหารไทยบางชนิด นิในปัจ ปั จุบั จุ น บัได้มี ด้ วิ มี ธี วิ ก ธี ารปรุง รุ หรือ รื ส่ว ส่ น ประกอบของอาหารผิด ผิ เพี้ย พี้ นไปจากของดั้ง ดั้ เดิม ดิ จึง จึ ทำ ให้ รสชาติข ติ องอาหารไม่ใม่ ช่ตำ ช่ ตำรับ รั ดั้ง ดั้ เดิม ดิ และขาดความประณีต ณี ที่น่ ที่ า น่ จะถือ ถื ว่า ว่ เป็น ป็ เอกลัก ลั ษณ์ที่ ณ์ สำ ที่ สำคัญ คั ของอาหารไทยอาหารไทยภาคต่า ต่ ง ๆ


แบบทดสอบหลัง ลั เรีย รี น https://forms.gle/8eCoUkW7HrE6come6


Click to View FlipBook Version