หน่วยการเรียนรู้ที่ 4
การบัญชีต้นทุนมาตรฐาน
1. ความหมายและลักษณะสำคัญ
ของต้นทุนมาตรฐาน
ต้นทุนมาตรฐาน หมายถึง ต้นทุนการผลิตที่กำหนดขึ้น
ล่วงหน้าอย่างมีหลักเกณฑ์ ณ ระดับกำลังการผลิตปกติหนึ่ง
ภายใต้การผลิตที่มีประสิทธิภาพ ฝ่ายบริหารจะต้อง
วิเคราะห์ถึงปัญหา สาเหตุ หาเเนวทางแก้ไขและควบคุมให้
เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดขึ้น
การกำหนดมาตรฐาน จะกำหนดสำหรับการผลิตสินค้า
1 หน่วย โดยกำหนดตามส่วนประกอบของต้นทุนการผลิต
ซึ่งประกอบด้วย วัตถุดิบทางตรง ค่าแรงทางตรง และค่าใช้
จ่ายการผลิต คำว่า"มาตรฐาน" ประกอบด้วยมาตรฐาน 2
ส่วน คือ
1.มาตรฐานด้านปริมาณ คือ จำนวนหน่วยของวัตถุดิบที่
ใช้ในการผลิตจำนวนชั่วโมงแรงงานทางตรง หรือชั่วโมง
เครื่องจักรของค่าแรงงานทางตรง
2.มาตรฐานด้านราคาหรืออัตร จำนวน ได้แก่ ราคา
วัตถุดิบต่อหน่วย อัตรค่าแรงงาน ค่าใช้จ่ายการผลิตอื่น ๆ
มาตรฐานนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้
ต้นทุนมาตรฐาน แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
1.มาตรฐานตามอุดมคติหรือมาตรฐานตามทฤษฎี เป็นมาตรฐานที่
กำหนดขึ้นจากการปฏิบัติงานสมบูรณ์ มีปัจจัยการผลิตอย่างมี
ประสิทธิภาพสูงสุด และเกิดต้นทุนการผลิตที่ต่ำที่สุด ไม่มีการเกิด
ของเกิดของเสีย หรือเกิดการขัดข้องเครื่องจักร ทำให้ไม่เกิดการสิ้น
เปลือง มาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานที่จะนำไปปฏิบัติได้ยาก
2.มาตรฐานที่พอปฏิบัติได้ในปัจจุบัน เป็นมาตรฐานที่กำหนดให้
สำหรับการปฏิบัติงานที่สามารถปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย
คำนึงถึงการเดิดของเสียการสูญหาย การสิ้นเปลืองและการชำรุด
ของเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตระหว่างการผลิต มาตรฐานนี้
จะต่ำกว่ามาตรฐานอุดมคติ จึงเป็นมาตรฐานที่สามารถนำมาปฏิบัติ
และนำมาใช้วัดผลการปฏิบัติงานของพนักงานได้
ซึ่งแบ่งมาตรฐานนี้ได้เป็น 3 ประเภท คือ
2.1 มาตรที่พอปฏิบัติได้ เป็นระดับสูงสุดที่กิจการสามารถปฏิบัติ
งานที่ได้จริงในปัจจุบัน และใช้ปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ
สูงสุด
2.2 มาตรฐานปกติ เป็นมาตรฐานที่ได้มาจากระดับกำลังการผลิต
ถัวเฉลี่ยจากการผลิตในระยะเวลาปนะมาณ 3-5 ปี หรือจะกำหนด
มาตรฐานระดับนี้จากข้อมูลการปฏิบัติงานในอดีต
2.3 มาตรฐานที่คาดว่าจะผลิต เป็นมาตรฐานที่ถูกกำหนดจากการ
คาดคะเนของความต้องการสินค้าและการผลิตสินค้าในอนาคต จึง
จำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานระดับนี้ขึ้นทุกปีเพื่อเป็นการคาดคะเน
ในอนาคต และได้รวมการเกิดของเสีย ความสิ้นเปลือง และความ
ไม่มีประสิทธิภาพเข้าไปมามาตรฐานนี้ด้วย
3.มาตรฐานพื้นฐาน เป็นมาตรฐานที่แสดงต้นุทนคงที่โดยไม่มีการ
เปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงต้นทุนให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
เกี่ยวกับราคาของวัตถุดิบและอัตรค่าแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป
2.ประโยชน์ของต้นทุนมาตรฐาน
ต้นุทนมาตรฐานมีประโยชน์ ดังนี้
1.เป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารในการควบคุมต้นทุนการ
ผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ตั้งไว้
2.ใช้ในการวางแผนการจัดทำงบประมาณต่าง ๆ ที่
เกี่ยวข้องกับการผลิต
3.ใช้ในการวัดผลในการดำเนินงานและเป็นแนวทางใน
การปฏิบัติงานของพนักงาน
4.ใช้วิธีต้นทุนมาตรฐานในการตีราคาสินค้าคงเหลือของ
กิจการ
5.ใช้เป็นแนวทางในการกำหนดราคาขาย
6.สามารถประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการบันทึกบัญชี
3.การกำหนดต้นทุนมาตรฐาน
ต้นทุนมาตรฐาน เป็นเครื่องมือในการวัดผลการปฏิบัติงาน
ของพนักงาน กิจการจะต้องกำหนดมาตรฐานไว้อย่างถูกต้อง
โดยกำหนดตามส่วนประกอบของต้นทุนการผลิต ได้แก่ วัตถุ
ติบทางตรง ค่าใช้จ่ายการผลิต ในการกำหนดมาตรฐานของ
วัตถุติบ และมาตรฐานของค่าเเรงงาน
แยกออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ มาตรฐานด้านปริมาณและ
มาตรฐานด้านราคา เพราะผู้รับผิดชอบต่อปริมานเเละราคา
อยู่ต่างหน่วยงานกัน สำหรับค่าใช้จ่ายการผลิตซึ่งเป็นต้นทุน
ทางอ้อม อาจกำหนดได้โดยใช้ข้อมูลในอดีตมาประกอบการ
พิจารณา
3.1 การกำหนดต้นทุนมาตรฐานวัตถุดิบทางตรง (Direct
Material Standard)แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
3.1.1 มาตรฐานปริมาณวัตถุดิบ (Material Quantity Standard)
เป็นการกำหนดจำนวนวัตถุดิบบทางตรงที่ใช้ในการผลิตสินค้า
หนึ่งหน่วยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยการสังเกต การทดสอบ
การควบคุมอย่างมีหลักเกณฑ์ มีการศึกษาตามหลักวิศวกรรม โดย
การนำวิชาการมาใช้หาลักษณะ คุณสมบัติของวัตถุดิบที่ดีที่สุด
จำนวนที่ถูกต้องที่จะนำไปใช้ และต้นทุนที่ประหยัดที่สุด
3.1.2 มาตรฐานราคาวัตถุดิบ (Material Price Standard)
เป็นการกำหนดราคาของวัตถุดิบการผลิตที่ใช้ในการผลิต โดยการ
คาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคตประกอบกับราคาในอดีต แผนกจัด
ซื้อจะเป็นผู้รับผิดชอบในการหาข้อมูลในการจัดซื้อให้มากที่สุด
ทำการสืบราคาให้แน่ชัด พิจารณาจำนวนการสั่งซื้อที่ประหยัด
ที่สุด มีการต่อรองราคา เงื่อนไขการชำระเงิน การเลือกวิธีการ
ขนส่งที่มีความปลอดภัย ตลอดจนการจัดเก็บวัตถุดิบ ในการ
กำหนดมาตรฐานราคาวัตถุดิบทำได้ยากกว่ามาตรฐานด้าน
ปริมาณ เนื่องจากกิจการไม่สามารถควบคุมราคาวัตถุดิบที่มีการ
เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมภายนอกได้
3.2 การกำหนดต้นทุนมาตรฐานตำแรงงาน (Labor Standard)
แบ่งออกเป็น 2ส่วน คือ
3.2.1 มาตรฐานอัตราค่าแรงงาน (Labor Rate Standard)
เป็นการกำหนดอัตราคำแรงของพนักงานที่ใช้ในการผลิตสินค้าต่อ
หน่วยเวลา (ชั่วโมง)โดยการประมาณการจากประสบการณ์และ
ดุลยพินิจของผู้ที่เกี่ยวข้อง แผนกบุคลากรและแผนกบัญชีต้นทุน
เป็นผู้รับผิดชอบในการกำหนดต้องคำนึงถึงปัจจัยภายนอกด้วย
เช่น กฎหมายแรงาน ข้อตกลงกับสหภาพแรงงาน อัตราค่าจ้างที่มี
ความแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น
3.2.2 มาตรฐานประสิทธิภาพแรงงาน (Labor Efficiency Standard)
เป็นการ
จำนวนชั่วโมงที่ใช้ในการผลิต กำหนดเวลาการทำงาบของพนักงานใน
การผลิตสินค้าต่อหนึ่งหน่วยว่าควร
ใช่แรงานเท่าไร ภายใด้สภาพการณ์ที่เป็นมาตรฐาy รีบอกจากจะ
พิจารณาถึงเวลาที่โข้ในการุทำงานแล้ว
ต้องคำนึงถึงมาตรฐานของสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการทำงนของ
พนักงานอีกด้วย
ปัจจัยที่เป็นมาตรฐาน ได้แก่
1.มีการจัดผังโรงงานและมีสภาพเครื่องจักร อุปกรณ์การผลิตที่ดี
2.มีระบบการวางแผน สายงานบังคับบัญชา และการขนส่งมอบงาน
3.มีการกำหนดวิธีการทำงานที่เป็นมาตรฐานแก่พนักงาน โดยจัดให้มี
การแนะนำงานที่จำเป็นแก่พนักงาน ตลอดจนมีการฝึกอบรมให้กับ
พนักงาน
4.มีการควบคุมวัตถุดิบและกระบวนการผลิต
การกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพแรงงาน อาจทำได้หลายวิธี ดังนี้
1.ใช้ข้อมูลที่บันทึกการปฏิบัติงานในอดีต
2.ใช้การทดสอบภายใต้เงื่อนไขปกติ
3.ศึกษาโดยการจับเวลาและศึกษาความเคลื่อนไหว (Time and
Motion Study)
4.ทำการประมาณอย่างมีหลักเกณฑ์ โดยอาศัยประสบการณ์ ดุลยพินิจ
และความรู้เกี่ยวกับงานจากหัวหน้าพนักงาน
3.3 การกำหนดต้นทุนมาตรฐานค่าใช้จ่ายการผลิต (Factory
Overhead Standard)
การกำหนดต้นทุนมาตรฐานค่าใช้จ่ายการผลิต ฝ้ายบริหารจะ
ต้องจัดทำงบประมาณยืดหยุ่น(Flexible Budget) ของค่าใช้จ่าย
การผลิต ณ ระดับกำลังการผลิตต่าง ๆ เนื่องจากค่าใช้จ่ายการผลิต
ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายหลายประเภท มีทั้งต้นทุนคงที่และต้นทุน
ผันแปร ลักษณะของค่าใช้จ่ายการผลิต ซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่สามารถ
คิดเข้าเป็นต้นทุนของสินค้าต่อหน่วยได้โดยง่าย
งบประมาณยึดหยุ่น หมายถึง งบประมาณที่จัดทำขึ้นเพื่อให้
สอดคล้องกับระดับกิจกรรมต่าง ๆ โดยแยกเป็นการประมาณค่าใช้
จ่ายการผลิตคงที่ และค่ใช้จ่ายการผลิตผันแปร ดังตัวอย่างการ
คำนวณอัตราค่าใช้จ่ายการผลิตมาตรฐานโดยใช้งบประมาณยึด
หยุ่น
4.การวิเคราะห์ผลต่างต้นทุนมาตรฐาน
การวิเคราะห์ผลต่างต้นทุนมาตรฐาน (Standard Variance
Analysis)
ต้นทุนมาตรฐานเป็นต้นทุนที่ถูกกำหนดขึ้นล่วงหน้าภายใต้การ
ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการ
ควบคุมต้นทุนการผลิต ซึ่งทำการเปรียบเทียบระหว่างต้นทุน
การผลิตที่เกิดขึ้นจริงกับต้นทุนการผลิตที่กำหนดเป็นมาตรฐาน
ณ ระดับกำลังการผลิต ระดับใดระดับหนึ่ง และจากการ
วิเคราะห์ดังกล่าว ทำให้เกิด "ผลต่าง" (Variance) ขึ้น มี 2 กรณี
ด้งนี้
1.ผลต่างที่น่าพอใจ (Favorable Variance)
2. ผล์ต่างที่ไม่น่าพอใจ (Unfavorable Variance)
ผลต่างที่น่าพอใจ (Favorable Variance : F)เป็นผลต่างที่เกิด
จากต้นทุนการผลิตที่เกิดขึ้นจริงต่ำกว่าต้นทุนการผลิตมาตรฐานที่
กำหนดไว้ เช่น ราคาวัตถุดิบที่ซื้อจริงต่ำกว่าราคาวัตถุดิบ
มาตรฐานปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต อัตราคำแรงานจ่ายจริง
ต่ำกว่าอัตราค่าเเรงงานมาตรฐาน ชั่วโมงการทำงานจริงต่ำกว่า
ชั่วโมงการทำงานมาตรฐาน เป็นต้น
ผลต่างที่ไม่นำพอใจ (Unfavorable Variance : ) เป็นผลต่างที่
เกิดจากต้นทุนการผลิตที่เกิดขึ้นจริงสูงกว่าต้นทุนการผลิต
มาตรฐานที่กำหนดไว้ เช่น ราคาวัตถุดิบซื้อจริงสูงกว่าราคา
วัตถุดิบมาตรฐานปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสูงกว่าปริมาณ
วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต อัตราค่าแรงงานจ่ายจริงสูงกว่าอัตรา
ค่าแรงงานมาตรฐาน ชั่วโมงการทำงานจริงสูงกว่าชั่วโมงการ
ทำงานมาตรฐาน เป็นต้น ผลต่างที่ไม่น่าพอใจนี้กิจการจะทำการ
ปรับปรุงแก้ไขต่อไป
การวิเคราะห์ผลต่างต้นทุนมาตรฐาน แบ่งเป็น 3 กรณีดังนี้
4.1 ผลต่างต้นทุนมาตรฐานวัตถุดิบทางตรง (Direct Material
Variance)
4.2 ผลต่างต้นทุนมาตรฐานคำแรงงานทางตรง (Direct Labor
Variance)
4.3ผลต่างต้นทุนมาตรฐานค่าใช้จ่ายการผลิต(Factory
Overhead Cost Standards)
4.1 ผลต่างต้นทุนมาตรฐานวัตถุดิบทางตรง (Direct Material
Variance)
ผลต่างต้นทุนมาตรฐานวัดถุติบทางตรง หมายถึง ผลต่าง
ระหว่างตันทุนวัตถุดิบที่เกิดขึ้นจริงกับต้นทุนวัตถุดิบทางตรง
ตามมาตรฐานที่กำหนดขึ้น การวิเคราะห์มลต่างของต้นทุน
มาตรฐานวัตถุดิบทางตรง ประกอบด้วย ผลต่างด้านราคา
วัตถุดิบและผลต่างด้านปริมาณวัตถุดิบ
4.1.1 ผลต่างราคาวัตถุดิบ(Pice vanrance) หมายถึง ผล
ต่างที่เกิดขึ้นระหว่างราคาวัดถุติบต่อหน่ายที่เลิตขึ้นจริง กับ
ราคาวัตถุดิบต่อหน่วยที่มาตรฐาบกำหนดขึ้น สำหรับการผลิต
สินค้าสำเร็จรูป 1 หน่วย โดยเขียนเป็นสูตรได้ดังนี้
ผลต่างราคาวัตถุดิบ
= (ราคาวัตถุดิบจ่ายจริงต่อหน่วย-ราคาวัดถุดิบมาตรฐานต่อ
หน่วย)xจำนวนจริง
จากสูตรข้างต้น เขียนสัญลักษณ์ได้ดังนี้
PV = (PA-PS)QA
โดยที่ A = Actual จ่ายจริง
ผลต่างราคาวัตถุดิบ สามารถวิเคราะห์ผลต่างได้ 2 กรณี คือ
1. ผลต่างราคาวัตถุดิบ ณ วันซื้อ หมายถึง การคำนวณหาผลต่าง
ราคาวัตถุดิบทางตรงในวันที่ซื้อ ซึ่งจำนวนจริงของวัตถุดิบใช้
ยอดวัตถุดิบที่ซื้อจริง (QA = จำนวนที่ซื้อจริง)
2. ผลต่างราคาวัดถุดิบ ณ วันเบิกใช้ หมายถึง การคำนวณผล
ต่างราคาวัตถุดิบทางตรงในวันเบิกใช้ จำนวนจริงของวัตถุดิบใช้
ยอดวัตถุดิบที่ใช้จริง (QA = จำนวนเบิกใช้จริง)
4.1.2 ผลต่างปริมาณวัตถุติบ (Quantiy Variance)
หมายถึง ผลต่างที่เกิดขึ้นระหว่างจำนวนหรือปริมาณข้อง
วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตจริง กับจำนวนหรือปริมาณวัตถุดิบที่
ใช้ในการผลิตตามมาตรฐานที่กำหนดขึ้น สำหรับการผลิต
สินค้าสำเร็จรูป 1 หน่วย โดยเขียนเป็นสูตรได้ดังนี้
ผลต่างปริมาณวัตถุดิบ
=(จำนวนวัตถุดิบใช้จริง-จำนวนวัตถุดิบใช้ตาม
มาตรฐาน)xราคามาตรฐานต่อหน่วย
จากสูตรข้างตัน เขียนสัญลักษณ์ใด้ดังนี้
QV = (QA-OS)PS
โดยที่ A = Actual จำนวนจริง
4.2 การวิเคราะห์ผลต่างต้นทุนมาตรฐานค่าแรงงานทาง
ตรง (Direct Labor Variance)
ผลต่างต้นทุนมาตรฐานค่าแรงงานทางตรง หมายถึง
ผลต่างระหว่างต้นทุนค่าแรงงานทางตรงที่เกิดขึ้นจริง กับตัน
ทุนค่าแรงงานทางตรงมาตรฐานที่กำหนดขึ้น การวิเคราะห์
ผลต่างของต้นทุนมาตรฐาน ค่าแรงงานทางตรง ประกอบ
ด้วย ผลต่างอัตราค่าแรงงานและผลต่างประสิทธิภาพ
แรงงาน
4.2.1 ผลต่างอัตราค่าแรงงาน (Labor Rate Variance)
หมายถึง ผลต่างที่เกิดขึ้นระหว่างอัตราค่าแรงงานต่อชั่วโมง
ที่จ่ายจริง กับอัตราค่าแรงงานต่อชั่วโมงที่มาตรฐานกำหนด
ให้จ่ายได้ ณ ระดับ ชั่วโมงการทำงานจริง สำหรับการผลิต
สินค้าสำเร็จรูป 1 หน่วย โดยเขียนเป็นสูตรได้ดังนี้
ผลต่างอัตราค่าแรงงาน
=อัตราค่าแรงงานจ่ายจริงต่อชั่วโมง-อัตราค่าแรงงาน
มาตรฐานต่อชั่วโมง)xชั่วโมง
จากสูตรข้างต้น เขียนสัญลักษณ์ได้ดังนี้
RV = (PA-PS)QA
โดยที่ A = Actual จ่ายจริง
4.22 ผลต่างประสิทธิภาพแรงงาน (Eficiency Variance)
หมายถึง ผลต่างที่เกิดขึ้นระหว่างจำนวนชั่วโมงการทำงาน
จริง กับจำนวนชั่วโมงการทำงานตามมาตรฐานที่กำหนดขึ้น
ใช้ในการผลิตสินค้าสำเร็จรูป 1 หน่วย ณ ระดับอัตราค่าแรง
งานมาตรฐาน โดยเขียนเป็นสูตรได้ดังนี้
ผลต่างประสิทธิภาพแรงงาน
= (จำนวนชั่วโมงการทำงานจริง-จำนวนชั่วโมง
มาตรฐาน)xอัตราค่แรงงานมาตรฐานต่อชั่วโมง
จากสูตรข้างต้น เขียนสัญลักษณ์ได้ ดังนี้
EV = (QA-QS)PS
โดยที่ A = Actual จำนวนจริง
4.3 การวิเคราะห์ผลต่างต้นทุนมาตรฐานค่าใช้จ่ายการ
ผลิต (Factory Overhead Cost Standards
ผลต่างต้นทุนมาตรฐานค่าใช้จ่ายการผลิต หมายถึง ผลต่าง
ระหว่างต้นทุนค่าใช้จ่ายการผลิตที่เกิดขึ้นจริงกับตับทุนค่า
ใช้จ่ายการผลิตตามมาตรฐานที่กำหนดขึ้น การวิเคราะห์ผล
ต่างคำใช้จ่ายการผลิตจะต้องมีข้อมูลจากงบประมาณค่าใช้
จ่ายการผลิต
การวิเคราะห์ผลต่างค่าใช้จ่ายการผลิตจะมีข้อมูลที่นำมา
ใช้ในการคำนวณประกอบ ดังนี้
1.ต้นทุนค่าใช้จ่ายการผลิตที่เกิดขึ้นจริงสำหรับงวด ซึ่งได้
มาจากสมุดบัญชีของกิจการ
2.ต้นทุนค่าใช้จ่ายการผลิตตามงบประมาณ ณ ระดับการ
ผลิตจริง ซึ่งคำนวณได้จาก
ค่าใช้จ่ายการผลิตคงที่ตามงบประมาณกับค่าใช้จ่ายการ
ผลิตผันแปร (อัตราค่าใช้จ่ายการผลิตผันแปร คูณด้วย
ปริมาณการผลิตจริง)
3.ต้นทุนค่าใช้จ่ายการผลิตตามงบประมาณ ณ ระดับการ
ผลิตมาตรฐาน ซึ่งคำนวณได้จากค่าใช้จ่ายการผลิตคงที่ตาม
งบประมาณกับค่ใช้จ่ายการผลิตผันแปร (อัตราค่าใช้จ่ายการ
ผลิตผันแปรคูณด้วยปริมาณการผลิตตามมาตรฐาน)
4.ต้นทุนค่าใช้จ่ายการผลิตตามมาตรฐาน ณ ระดับการผลิต
มาตรฐาน ซึ่งคำนวณได้จากอัตราค่าใช้จ่ายการผลิต
มาตรฐาน คูณกับปริมาณการผลิตมาตรฐาน
การวิเคราะห์ผลต่างต้นทุนค่าใช้จ่ายการผลิต
(Manufacturing Overhead Variance) มีวิธีการวิเคราะห์
ผลต่าง ดังนี้
1.ผลต่างรวม หรือผลต่าง 1 อย่าง
2.ผลต่าง 2 อย่าง
3.ผลต่าง 3 อย่าง
4.ผลต่าง 4 อย่าง
5.การบันทึกบัญชีของระบบต้นทุน
มาตรฐาน
การบันทึกบัญชีของระบบต้นทุนมาตรฐาน (Accounting
for Standard Cost) จะมีความคล่องตัวและประหยัด
มากกว่าการใช้ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากสามารถ
วิเคราะห์ข้อแตกต่างเพื่อระหว่างต้นทุนมาตรฐานที่กำหนด
ขึ้นกับต้นทุนทีเกิดขึ้นจริงได้ทันทีทุกรายการ ทำให้กิจการ
สามารถปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพและควบคุม
ต้นทุนได้
วิธีการบันทึกบัญชีตามระบบต้นทุนมาตรฐาน (Standard
Costing Method) มี 2 วิธี คือ
5.1 วิธี Single Plan
วิธี Single Plan จะบันทึกเดบิตและเครดิตบัญงาน
ระหว่างทำด้วยต้นทุนมาตรฐาน ส่วนต่างที่เกิดขึ้นจะแยก
บันทึกไว้อีกบัญหนึ่งต่างหากและแสดงการปิดบัญชีผลต่างใน
วันสิ้นงวดบัญชี การบันทึกบัญชีจะใช้ระบบ Periodic ทำการ
ตรวจนับทุกสิ้นงวดบัญชี และคำนวณต้นทุนมาตรฐาน
ระหว่างทำเมื่อสิ้นงวดบัญชีมาเปรียบเทียบกับต้นทุนที่เกิดขึ้น
จริง ผลที่ได้คือ ส่วนต่าง
5.2 วิธี Partial Plan
วิธี Partial Plan บัญชีงานระหว่างทำจะเดบิตต้นทุนการ
ผลิต ซึ่งประกอบด้วย วัตถุดิบทางตรงค่าแรงงานทางตรง
และค่าใช้จ่ายการผลิตด้วยต้นทุนจริง (Actual Cost) เมื่อ
ผลิตเสร็จจะโอนไปบัญชีสินค้าสำเร็จรูปและเครดิตด้วย
ต้นทุนตามมาตรฐาน
ดังนั้น งานระหว่างทำคงเหลือปลายงวด จะประกอบด้วย
2 ส่วน คือ งานระหว่างปลายงวดตามต้นทุนมาตรฐานและ
ส่วนต่างระหว่างต้นทุนจริงกับต้นทุนมาตรฐาน จะเป็นส่วน
ต่างที่นำมาบวกเข้าหรือหักออกก็ได้ ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์
ในหน่วยนี้จะมุ่งเน้นให้บันทึกบัญชีตามระบบต้นทุนวิธี
Single Plan เนื่องจากเป็นที่นิยมใช้และสะดวกในการบันทึก
เพราะสามารถคำนวณผลต่างของต้นทุนแต่ละประเภทได้
ซึ่งสอดคล้องกับสูตรที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลต่าง
6.การปิดบัญชีผลต่างของระบบ
ต้นทุนมาตรฐาน
ระบบตันทุนมาตรฐาน จะมีผลต่างที่เกิดขึ้นจะแบ่งเป็นผล
ต่างที่น่พอใจ (F) กับผลต่างที่ไม่น่าพอใจ(U) ซึ่งผลต่างจะมี
จำนวนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะของมาตรฐานที่กิจการ
เลือกใช้ มี 2 ลักษณะ คือ
1.การตั้งมาตรฐานแบบคงที่ เป็นการกำหนดมาตรฐาน
ต้นทุนวัตถุดิบทางตรง ค่าแรงงานทางตรง และค่าใช้จ่ายการ
ผลิตในลักษณะคงที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม
กล่าวคือ ไม่มีการปรับเปลี่ยนมาตรฐานราคาวัตถุดิบตามการ
เปลี่ยนแปลงของราคาท้องตลาด การตั้งมาตรฐานแบบคงที่นี้
เมื่อมีการเปรียบเทียบต้นทุนจริงกับต้นทุนมาตรฐาน ผลต่างที่
เกิดขึ้นจะมียอดต้นทุนค่าใช้จ่ายมาก
2.การตั้งมาตรฐานแบบยืดหยุ่น เป็นการกำหนดมาตรฐานที่
มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมใน
ปัจจุบัน
สรุป
ต้นทุนมาตรฐาน หมายถึง ต้นทุนการผลิตที่กำหนดขึ้นล่วง
หน้าอย่างมีหลักเกณฑ์ ณ ระดับ กำลังการผลิตปกติหนึ่งภายใต้
การผลิตที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การดำเนินงานของฝ่าย
บริหาร บรรลุเป้าหมายทั้งมีประสิทธิภาพ (Effective) และ
ประสิทธิผล (Efficiency) กิจการจะมีการวัดผลการดำเนินงาน
จริงเป็นไปตามมาตรฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ ถ้ามีความแตกต่างกัน
ในทางที่ไม่น่พอใจ ฝ่ายบริหารจะต้องวิเคราะห์ถึงปัญหา สาเหตุ
หาแนวทางแก้ไข และควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
ขึ้น
การกำหนดมาตรฐาน จะกำหนดสำหรับการผลิตสินค้า 1
หน่วย ประกอบด้วยมาตรฐาน 2 ส่วน คือ มาตรฐานด้านปริมาณ
และมาตรฐานด้านราคาหรืออัตรา
ต้นทุนมาตรฐาน แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ 1) มาตรฐาน
อุดมคติหรือมาตรฐานตามทฤษฎี2) มาตรฐานที่พอปฏิบัติได้ใน
ปัจจุบัน และ 3) มาตรฐานพื้นฐาน
ประโยชน์ของต้นทุนมาตรฐาน 1) เป็นเครื่องมือของฝ่าย
บริหารในการควบคุมต้นทุนการผลิต 2)ใช้ในการวางแผนการ
จัดทำงบประมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต 3) ใช้ในการ
วัดผล
การดำเนินงานและเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของพนักงาน
4) ใช้ในการตีราคาสินค้าคงเหลือของกิจการ 5) เป็นแนวทางใน
การกำหนดราคาขาย และ 6) ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายใน
การบันทึกบัญชี
การกำหนดมาตรฐาน มีดังนี้ 1) มาตรฐานวัตถุดิบทางตรง
2) มาตรฐานค่าแรงานทางตรง3) มาตรฐานค่าใช้จ่ายการผลิต
การวิเคราะห์ผลต่างต้นทุนมาตรฐานวัตถุดิบทางตรง
ประกอบด้วย ผลต่างราคาวัตถุดิบและผลต่างปริมาณวัตถุดิบ
การวิเคราะห์ผลต่างต้นทุนมาตรฐานค่แรงานทางตรง
ประกอบด้วย ผลต่างอัตราค่าแรงงานและผลต่าง
ประสิทธิภาพแรงงาน
การวิเคราะห์ผลต่างต้นทุนคำใช้จ่ายการผลิต แบ่งออกเป็น
- ผลต่างรวม หรือผลต่าง 1 อย่าง
- ผลต่าง 2 อย่าง ประกอบด้วย ผลต่างที่ควบคุมได้และผล
ต่างเนื่องจากกำลังการผลิต
- ผลต่าง 3 อย่าง ประกอบด้วย ผลต่างเนื่องจากการจ่ายเงิน
ผลต่างเนื่องจากประสิทธิภาพ
และผลต่างเนื่องจากกำลังการผลิต
- ผลต่าง 4 อย่าง แบ่งออกเป็น ค่าใช้จ่ายการผลิตคงที่
ประกอบด้วย ผลต่างเนื่องจากงบประมาณและผลต่างกำลัง
การผลิต ค่าใช้จ่ายการผลิตผันแปร ประกอบด้วย ผลต่าง
เนื่องจากการจ่ายเงินและผลต่างเนื่องจากประสิทธิภาพ
การปิดบัญชีผลต่างของระบบต้นทุนมาตรฐาน ขึ้นอยู่กับ
ลักษณะของมาตรฐานที่กิจการเลือกใช้ มี 2. ลักษณะ คือ การ
ตั้งมาตรฐานแบบคงที่และการตั้งมาตรฐานแบบยืดหยุ่น
การปิดผลต่างของระบบต้นทุนมาตรฐาน มี 2 วิธี คือ ปิดผล
ต่างสุทธิที่เกิดขึ้นเฉลี่ยโอนเข้าบัญชีสินค้างคงคลังในวันสิ้น
งวดบัญชีและปิดผลต่างสุทธิเข้าบัญชีกำไรขาดทุน