พระพุทธศาสนา ชื่อกลุ่ม งงครับ จัดทำ โดย 1. ด.ช. อนาวิล รุ่งสว่าง ม.2/11 เลขที่ 11 2. ด.ช.วรภัทร ผงสุวรรณกุล ม.2/11 เลขที่ 12 3. ด.ช.กิตติธัช สาแหรกทอง ม.2/11 เลขที่ 20 โรงเรียนเทพศิรินทร์ แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานครฯ สังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เลขที่ 1466 (1)
คำ นำ หนังสืออิเล็กทรอนิกซ์เล่มนี้จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาพระพุทธศาสนา ชั้น ม.2/11 เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องศาสนาและได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อ เป็นประโยชน์กับการเรียน ผู้จัดทำ หวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือนักเรียน นักศึกษา ที่ กำ ลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อแนะนำ หรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำ ขอ น้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ผู้จัดทำ 1. ด.ช.อนาวิล รุ่งสว่าง 2. ด.ช.วรภัทร ผงสุวรรณกูล 3. ด.ช.กิตติธัช สาแหรกทอง วันที่ 8 สิงหาคม 2566 (2)
สารบัญ 1. พระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาคืออะไร พุทธประวัติ วันสำ คัญทางพระพุทธศาสนา หลักปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา 2. ศาสนาอื่นๆ ศาสนาอื่นๆ มีอะไรบ้าง คริสต์ศาสนา ศาสนาอิสลาม ศาสนาซิกข์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 4 5 7 17 21 22 23 24 25 (3)
(4) เนื้อหาที่ 1 - พระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาคืออะไร พระพุทธศาสนา เป็น ศาสนา อเทวนิยมที่มีอายุกว่า 2,500 ปี มีผู้ นับถือเป็นอันดับ 4 ของโลก ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน ทวีปเอเชีย โดยมี พระโคตมพุทธเจ้า เป็น ศาสดา มี พระธรรม ที่พระองค์ ตรัสรู้ ชอบด้วย พระองค์เอง และตรัสสอนไว้เป็นหลักคำ สอนสำ คัญ มี พระสงฆ์ สาวกผู้ ตัดสินใจออกบวชเพื่อศึกษาปฏิบัติตนตามคำ สั่งสอน ธรรม-วินัย ของ พระบรมศาสดา เพื่อบรรลุสู่จุดหมายคือพระนิพพาน และสืบทอด คำ สอนของพระบรมศาสดา รวมเรียกว่า พระ รัตนตรัย 1 นอกจากนี้ใน พระพุทธศาสนา ยังประกอบคำ สอนสำ หรับการดำ รงชีวิตที่ดีงาม สำ หรับ ผู้ที่ยังไม่ออกบวช ซึ่งหากรวมประเภทบุคคลที่ที่นับถือและศึกษาปฏิบัติ ตนตามคำ สั่งสอนของพระบรมศาสดา แล้วจะจำ แนกได้เป็น 4 ประเภท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หรือที่เรียกว่า พุทธบริษัท 4 ศาสนาพุทธเป็นศาสนา อเทวนิยม ปฏิเสธการมีอยู่ของ พระเป็นเจ้า หรือ พระผู้สร้าง และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ ว่าทุกคนสามารถ พัฒนาจิตใจ ไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ ด้วยความเพียรของตน กล่าวคือ ศาสนาพุทธ สอนให้มนุษย์บันดาลชีวิตของตนเอง ด้วยผลแห่ง การกระทำ ของตน ตาม กฎแห่งกรรม มิได้มาจากการอ้อนวอนขอจาก พระเป็นเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกกาย คือ ให้พึ่งตนเอง เพื่อพาตัวเอง ออกจากกอง ทุกข์ มีจุดมุ่งหมายคือการสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความ ทุกข์ทั้งปวงในโลก ด้วยวิธีการสร้าง ปัญญา ในการอยู่กับความทุกข์ อย่างรู้เท่าทันตาม ความเป็นจริง
(5) พุทธประวัติ พุทธประวัติ คือ ประวัติ เรื่องราวต่าง ๆ ของ พระโคตมพุทธเจ้า ตลอดถึงเรื่องราวต่างของบุคคลและสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า พุทธประวัติที่เป็นหนังสือหรือตำ รา นอกจากจะมีเนื้อหาที่ประวัติของ พระพุทธเจ้าแล้ว ยังมีเนื้อหาที่เป็นประวัติพระสาวก ประวัติสถานที่ เหตุการณ์และประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาหลังจากพระพุทธเจ้า ปรินิพพาน พุทธประวัติรวบรวมได้จากพระไตรปิฎกโดยเก็บเนื้อหาซึ่งกระจายอยู่ ในพระวินัยบ้าง พระสูตรบ้าง มาจัดลำ ดับให้เป็นเรื่องราวติดต่อกันไปตาม เหตุการณ์จริง นำ เนื้อหาจากคัมภีร์อรรถกถาเข้ามาเสริมบ้างเพื่อให้เกิด ความสมบูรณ์ขึ้น พระพุทธเจ้ามีพระนามเดิมว่า “สิทธัตถะ” เป็นพระราชโอรสของพระเจ้า สุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา ประสูติในตระกูลกษัตริย์ ในวันศุกร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อประสูติ แล้วทรงพระดำ เนินได้ 7 ก้าว โดยมีดอกบัวรองรับ จากนั้นยกพระหัตถ์ขวา และกล่าววาจาขึ้นได้ทันที แม้ว่าจะมีการประชุมตั้งพระนามว่า “สิทธัตถะ” แต่คนในอินเดียส่วนใหญ่ นิยมเรียกพระราชกุมารว่า “พระโคตมะ” หรือ “พระโคดม” หลังจากที่ ประสูติได้เพียง 7 วัน พระราชมารดาก็เสด็จสวรรคต เมื่ออายุเพียง 8 พรรษาก็สามารถศึกษาศิลปวิทยาได้อย่างรวดเร็วและครบถ้วน เมื่อพระชนมายุ 16 พรรษา พระองค์ได้อภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือพระนางพิมพายโสธารา จนเมื่อพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพา ได้ประสูติพระโอรส มีพระนามว่า “ราหุล”
หลังจากที่พระองค์ได้ทรงเห็นคนเกิด แก่ เจ็บ ตาย และเกิดความเบื่อ หน่ายจำ เจกับในปราสาท ในกลางดึกคืนหนึ่งพระองค์ได้ตัดสินใจออกบวช โดยมีนายฉันนะและม้ากัณฑกะเดินทางร่วมกันไปยังแม่น้ำ อโนมานที พระองค์นั่งบนพื้น ตัดผมด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุด ก่อนจะเดินทางไป ยังแคว้นมคธ เพื่อแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ ในช่วงแรกพระองค์ได้ศึกษา ธรรมหลายรูปแบบ และบำ เพ็ญทุกรกริยา ก่อนจะพบกับทางสายกลาง เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” ซึ่งเป็นหนทางที่จะนำ ไปสู่การพ้นทุกข์ได้ เมื่อ เวลารุ่งอรุณ ในวันเพ็ญเดือน 6 ปีระกา ขณะพระชนมายุ 35 พรรษา พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ณ ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ เมืองพาราณสีโดยพระธรรมที่ ตรัสรู้คือ อริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชา พระองค์เสด็จไปแสดง ธรรมชื่อว่า “ธัมมะจักกัปปวัตสูตร” แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ซึ่งพระอัญญาโกณ ฑัญญะเกิดความเลื่อมใสและขออุปสมบทเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพุทธ ศาสนา พระองค์แสดงธรรมให้กับสาวก ตลอดระยะเวลา 45 พรรษา กระทั่งวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ขณะพระชนมายุ 80 พรรษา พระองค์ได้เสด็จดับขันธ์ ปรินิพพานใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ และ เป็นการเริ่มต้นพุทธศักราช (6)
วันสำ คัญทางพระพุทธศาสนา วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันอัฏฐมีบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา พิธีตักบาตรเทโว วันธัมมัสสวนะ วันสารทไทย วันสำ คัญทางพระพุทธศาสนา เป็นวันที่มีเหตุการณ์ที่สำ คัญ อันเนื่อง ด้วยพระรัตนตรัย คือพระพุทธเจ้า, พระธรรมคำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า เหตุการณ์ที่สำ คัญดังกล่าว เป็น ประโยชน์เกื้อกูลแก่พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า คือบริษัท ๔ ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ให้น้อมรำ ลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยในหลัก ที่สำ คัญ เพื่อนำ ไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อจรรโลงให้พระพุทธศาสนา ดำ รงคง อยู่สถิตสถาพร เป็นคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่ตนเองและแก่สัตว์โลกทั้ง ปวง ซึ่งมิใช่จำ กัดอยู่เพียงมนุษยชาติเท่านั้น โดยวันสำ คัญทางพระพุทธศาสนา มีอยู่หลายวัน เช่น 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. (7)
(8) 1. วันมาฆบูชา วันมาฆบูชา เป็นวันสำ คัญของชาวพุทธเถรวาทและวันหยุดราชการใน ประเทศไทย "มาฆบูชา" ย่อมาจาก "มาฆปูรณมีบูชา" หมายถึง การบูชาใน วันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินอินเดีย หรือเดือน 3 ตามปฏิทิน จันทรคติของไทย (ตกช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม) ถ้าปีใดมีเดือน อธิกมาส คือมีเดือน 8 สองหน (ปีอธิกมาส) ก็เลื่อนไปทำ ในวันเพ็ญเดือน 3 หลัง (วันเพ็ญเดือน 4) วันมาฆบูชาได้รับการยกย่องเป็นวันสำ คัญทางศาสนาพุทธ เนื่องจาก เหตุการณ์สำ คัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน คือ พระโคตมพุทธเจ้าทรง แสดงโอวาทปาติโมกข์ท่ามกลางที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ใน พระพุทธศาสนา คัมภีร์ปปัญจสูทนีระบุว่าครั้งนั้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อม กัน 4 ประการ คือ พระภิกษุ 1,250 รูป ได้มาประชุมพร้อมกันยังวัดเวฬุวัน โดยมิได้นัดหมาย, พระภิกษุทั้งหมดนั้นเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" หรือผู้ได้ รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง, พระภิกษุทั้งหมดนั้นล้วนเป็น พระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา 6, และวันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 ดังนั้น จึงเรียกวันนี้อีกอย่างหนึ่งว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" หรือ วันที่มีการประชุม พร้อมด้วยองค์ 4 ปัจจุบัน วันมาฆบูชาได้รับการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการใน ประเทศไทย โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์และ ประชาชนประกอบพิธีต่าง ๆ
วันวิสาขบูชา เป็นวันสำ คัญทางพระพุทธศาสนาสำ หรับพุทธศาสนิกชน ทุกนิกายทั่วโลก ทั้งเป็นวันหยุดราชการในหลายประเทศ และวันสำ คัญใน ระดับนานาชาติตามข้อมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เพราะเป็น วันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำ คัญที่สุดในศาสนาพุทธ 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระโคตมพุทธเจ้า โดยทั้งสาม เหตุการณ์ได้เกิด ณ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ (ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงถือว่า เป็นวันที่รวมเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ยิ่ง และ เรียกการบูชาในวันนี้ว่า "วิสาขบูชา" ย่อมาจาก "วิสาขปุรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ" อันเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย และมักตรงกับเดือน พฤษภาคมหรือมิถุนายนตามปฏิทินจันทรคติของไทย โดยในประเทศไทย ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำ ในวันเพ็ญเดือน 7 แต่ประเทศอื่นที่ นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท และไม่ได้ถือคติตามปฏิทินจันทรคติไทย จะ จัดพิธีวิสาขบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 แม้ในปีนั้นจะมีเดือน 8 สองหนตาม ปฏิทินจันทรคติไทยก็ตาม ส่วนในกลุ่มชาวพุทธมหายานบางนิกายที่นับถือ ว่า เหตุการณ์ทั้ง 3 นั้นเกิดในวันต่างกันไป จะมีการจัดพิธีวิสาขบูชาต่างวัน กันตามความเชื่อในนิกายของตน ซึ่งไม่ตรงกับวันวิสาขบูชาตามปฏิทินของ ชาวพุทธเถรวาท (9) 2. วันวิสาขบูชา
(10) 3. วันอาสาฬหบูชา วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำ คัญทางพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทและ วันหยุดราชการในประเทศไทย คำ ว่า อาสาฬหบูชา ย่อมาจาก "อาสาฬหปู รณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ" อันเป็นเดือนที่สี่ ตามปฏิทินของประเทศอินเดีย ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 8 ตามปฏิทิน จันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนกรกฎาคมหรือเดือนสิงหาคม แต่ถ้า ในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็ให้เลื่อนไปทำ ในวันเพ็ญเดือน 8 หลังแทน วันอาสาฬหบูชาได้รับการยกย่องเป็นวันสำ คัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเหตุการณ์สำ คัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 คือวันอาสาฬหปุรณมีดิถี หรือวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ณ ป่าอิสิ ปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นกาสี อันเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรง แสดงปฐมเทศนาคือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ การแสดงธรรมครั้งนั้นทำ ให้พราหมณ์โกณฑัญญะ 1 ในปัญจวัคคีย์ ประกอบด้วย โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เกิดความ เลื่อมใสในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จนได้ดวงตาเห็นธรรมหรือบรรลุเป็น พระอริยบุคคลระดับโสดาบัน ท่านจึงขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของ พระพุทธเจ้า ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา พระอัญญาโกณฑัญญะจึงกลาย เป็นพระสาวกและภิกษุองค์แรกในโลก และทำ ให้ในวันนั้นมีพระรัตนตรัย ครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำ ให้วันนี้ถูกเรียกว่า "วันพระธรรม" หรือ วันพระธรรมจักร อันได้แก่วันที่ล้อแห่งพระธรรมของพระพุทธเจ้าได้หมุนไป เป็นครั้งแรก และ "วันพระสงฆ์" คือวันที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
วันอัฏฐมีบูชา เป็นวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า (หลังเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 7 วัน) ถือเป็นวันสำ คัญ ในพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือนวิสาขะ (เดือน 6 ของ ไทย) นอกจากนั้น วันนี้เป็นวันคล้ายวันที่ พระนางสิริมหามายา องค์ พระพุทธมารดาสิ้นพระชนม์ (หลังประสูติ) และเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธ องค์เสวยวิมุตติสุขตลอด 7 วัน (หลัง ตรัสรู้ ) อีกด้วย โดยที่วันอัฏฐมีคือวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันที่มีเหตุการณ์สำ คัญ ทางพระพุทธศาสนา ถือเป็นวันที่ตรงกับวันที่ตรงกับวันถวายพระเพลิง พระพุทธสรีระเป็นวันที่ชาวพุทธต้องวิปโยค และสูญเสียพระบรมสรีระแห่งองค์พระบรมศาสดา ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะ อย่างสูงยิ่ง และเป็นวันควรแสดงธรรมสังเวชและระลึกถึงพระพุทธคุณให้ สำ เร็จเป็นพุทธานุสสติภาวนามัยกุศล พิธีอัฏฐมีบูชา การประกอบพิธีอัฏฐมีบูชานั้น นิยมทำ กันในตอนค่ำ และ ปฏิบัติอย่างเดียวกันกับประกอบพิธีวิสาขบูชา ต่างแต่คำ บูชาเท่านั้น คำ ถวายดอกไม่ธูปเทียนในวันอัฏฐมีบูชา (11) 4. วันอัฏฐมีบูชา
(12) 5. วันเข้าพรรษา วันเข้าพรรษา เป็น วันสำ คัญในพุทธศาสนา วันหนึ่งที่ พระสงฆ์ เถรวาท จะอธิษฐานว่าจะพักประจำ อยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งตลอดระยะเวลาฤดู ฝนที่มีกำ หนดระยะเวลา 3 เดือนตามที่ พระวินัย บัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้าง แรมที่อื่น หรือภาษาปากว่า จำ พรรษา ("พรรษา" แปลว่า ฤดูฝน, "จำ " แปลว่า พักอยู่) การเข้าพรรษานี้ถือเป็นข้อปฏิบัติสำ หรับพระสงฆ์โดยตรง พระสงฆ์จะไม่จำ พรรษาไม่ได้ เนื่องจากรูปใดไม่จำ พรรษาถือว่าต้องอาบัติทุ กกฏตามพระวินัย การเข้าพรรษาตามปกติเริ่มนับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี (หรือเดือน 8 หลัง ถ้ามีเดือน 8 สองหน) และสิ้นสุดลงในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือ วันออกพรรษา สาเหตุที่ พระพุทธเจ้า ทรงอนุญาตการจำ พรรษาอยู่ ณ สถานที่ใด สถานที่หนึ่งตลอด 3 เดือนแก่พระสงฆ์นั้น มีเหตุผลเพื่อให้พระสงฆ์ได้หยุด พักการจาริกเพื่อเผยแพร่ศาสนาไปตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นไปด้วย ความยากลำ บากในช่วงฤดูฝน เพื่อป้องกันความเสียหายจากการอาจเดิน เหยียบย่ำ ธัญพืชของชาวบ้านที่ปลูกลงแปลงในฤดูฝน และโดยเฉพาะอย่าง ยิ่ง ช่วงเวลาจำ พรรษาตลอด 3 เดือนนั้น เป็นช่วงเวลาและโอกาสสำ คัญใน รอบปีที่พระสงฆ์จะได้มาอยู่จำ พรรษารวมกันภายในอาวาสหรือสถานที่ใด สถานที่หนึ่ง เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยจากพระสงฆ์ที่ทรงความรู้ ได้แลก เปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ด้วย
(13) 6. วันออกพรรษา วันออกพรรษา วันมหาปวารณา เป็น วันสำ คัญ ทาง ศาสนาพุทธ แบบ ไทย-ลาว โดยเป็นวันสิ้นสุด ระยะเวลาจำ พรรษา 3 เดือน ของพระสงฆ์ เถรวาท โดยเป็นวันที่พระสงฆ์จะทำ สังฆกรรม คือ การ ปวารณา ในวันนี้ วันออกพรรษา (ออกปุริมพรรษา) จะตรงกับ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 (ประมาณ เดือนตุลาคม ) หลังวันเข้าพรรษา 3 เดือน ตาม ปฏิทินจันทรคติ ไทย การ ปวารณา ถือเป็นข้อปฏิบัติตาม พระวินัย สำ หรับพระภิกษุโดย เฉพาะ เรียกว่า เป็นญัตติกรรมวาจา (สังฆกรรม) ประเภทหนึ่ง ให้โอกาส แก่พระสงฆ์ที่จำ พรรษาอยู่ร่วมกันตลอดไตรมาส (3 เดือน) สามารถว่ากล่าว ตักเตือนและชี้ข้อบกพร่องแก่กันและกันได้โดยเสมอภาค เป็นวันที่พระ พรรษาน้อยกว่าสามารถตักเตือนพระที่มีพรรษามากกว่าได้ ด้วยจิตที่ ปรารถนาดีซึ่งกันและกัน เพื่อให้พระสงฆ์ที่ถูกตักเตือนมีโอกาสรับรู้ข้อ บกพร่องของตนและนำ ข้อบกพร่องมาแก้ไขปรุงตัวเองให้ดียิ่งขึ้น ในขณะ เดียวกันถ้าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ก็จะได้ชี้แจงแก้ไข หรือปรับความเข้าใจกัน เพราะสิ่งที่เห็น ที่ได้ยิน ที่สงสัย อาจมีเรื่องราวซ่อนอยู่ หรืออาจจะไม่ได้ เป็นอย่างที่เข้าใจ รวมถึงเปิดโอกาสให้ขอโทษ ที่รู้ตัวว่าสร้างเดือดร้อนให้แก่ หมู่คณะ และขออภัยที่เข้าใจผิด และเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยซึ่งเกกัน และเกกันได้ เพื่อปรับความเข้าใจกัน
(14) 7. พิธีตักบาตรเทโว ตักบาตรเทโว เป็นการ ทำ บุญ ตักบาตร ปรารภเหตุที่ พระพุทธเจ้า เสด็จลงจาก เทวโลก ในวันมหาปวารณา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 และ เสด็จถึงโลกมนุษย์ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ความเดิมมีว่า ในพรรษาที่ 7 นับแต่วันตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำ พรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อ เทศน์โปรดพระพุทธมารดา ที่ได้กำ เนิดเป็นเทพบุตรอยู่ในชั้น ดุสิต (สวรรค์ ชั้นที่ 4) โดยลงมาฟังธรรมที่ชั้น ดาวดึงส์ (สวรรค์ชั้นที่ 2) จนบรรลุโสดา ปัตติผล (สาเหตุที่พระศาสดาไม่เสด็จไปแสดงธรรมในชั้นดุสิต เพราะเทวดา ที่อยู่ในชั้นดาวดึงส์ไม่สามารถขึ้นไปในชั้นดุสิตได้ ด้วยศักดานุภาพที่น้อย กว่า เพื่อให้โอกาสฟังธรรมแก่เทวดาเหล่านั้น) ครั้นถึงวัน มหาปวารณา (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11) จึงเสด็จลงจาก เทวโลกที่เมือง สังกัสสนคร ในกาลที่เสด็จลงจากเทวโลก ได้ทรงแสดงโลก วิวรณปาฏิหารย์ หรือเปิดโลกทั้งสาม คือ สวรรค์ มนุษย์ นรก ให้เห็นกัน และกันได้ ได้มีเนินเป็นอันเดียวกัน ตั้งแต่อเวจีนรกจนถึงพรหมโลก แลดูทิศ ใหญ่และทิศเฉียง จักรวาลหลายแสนก็มีเนินเป็นอันเดียวกัน เทวดาก็เห็น พวกมนุษย์ แม้พวกมนุษย์ก็เห็นเทวดา สัตว์นรกก็เห็นมนุษย์และเทวดา ต่างก็เห็นกันเฉพาะหน้าทีเดียว ลำ ดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเปล่ง ฉัพพรรณรังสี ขณะที่พระองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ดังนั้น วัน นี้(ขึ้น15ค่ำ เดือน11)จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า วันพระเจ้าเปิดโลก
(15) 8. วันธัมมัสสวนะ วันธรรมสวนะ เป็นวันประชุมของพุทธศาสนิกชนเพื่อปฏิบัติกิจกรรม ทาง ศาสนา ใน พระพุทธศาสนา ประจำ สัปดาห์ หรือที่เรียกกันทั่วไปอีก คำ หนึ่งว่า "วันธรรมสวนะ" อันได้แก่วันถือ ศีล ฟัง ธรรม (ธรรมสวนะ หมายถึง การฟังธรรม) โดยวันพระเป็นวันที่มีกำ หนดตามปฏิทิน จันทรคติ โดยมีเดือนละ 4 วัน ได้แก่ วันขึ้น 8 ค่ำ , วันขึ้น 15 ค่ำ ( วันเพ็ญ ), วันแรม 8 ค่ำ และวันแรม 15 ค่ำ (หากเดือนใดเป็นเดือนขาด ถือเอาวันแรม 14 ค่ำ ) วันพระนั้นเดิมเป็นธรรมเนียมของปริพาชกอัญญเดียรถีย์ (นักบวชนอก พระพุทธศาสนา) ที่จะประชุมกันแสดงธรรมทุก ๆ วัน 8 ค่ำ 15 ค่ำ ซึ่งใน สมัยต้นพุทธกาล พระพุทธเจ้ายังคงไม่ได้ทรงวางระเบียบในเรื่องนี้ไว้ ต่อมา พระเจ้าพิมพิสาร ได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และกราบทูลพระ ราชดำ ริของพระองค์ว่านักบวช ศาสนา อื่นมีวันประชุมสนทนาเกี่ยวกับ หลักธรรมคำ สั่งสอนในศาสนาของเขา แต่ว่าพุทธศาสนายังไม่มี พระพุทธ องค์จึงทรงอนุญาตให้มีการประชุมพระสงฆ์ในวัน 8 ค่ำ 15 ค่ำ และอนุญาต ให้พระภิกษุสงฆ์ประชุมสนทนาและแสดงธรรมเทศนาแก่ประชาชนในวันดัง กล่าว โดยตาม พระไตรปิฎก เรียกวันพระว่า วันอุโบสถ (วัน 8 ค่ำ ) หรือวัน ลงอุโบสถ (วัน 14 หรือ 15 ค่ำ ) แล้วแต่กรณี หลังจากนั้น พุทธศาสนิกชน จึงถือเอาวันดังกล่าวเป็นวันธรรมสวนะสืบมา โดยจะเป็นวันสำ คัญที่ พุทธศาสนิกชนจะไปประชุมกันฟังพระธรรมเทศนาจากพระสงฆ์ที่วัด ใน ประเทศไทยปรากฏหลักฐานว่าได้มีประเพณีวันพระมาตั้งแต่สมัย สุโขทัย
(16) 9. วันสารทไทย ภาคกลาง กำ หนดในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ภาคใต้ กำ หนดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นวันรับตายาย และวัน แรม 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นวันส่งตายาย ชาวมอญ กำ หนดวันขึ้น 15 ค่ ำ เดือน 11 วันสารทไทย ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นเทศกาลทำ บุญ เดือน 10 ของไทย ซึ่งเป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณตามหลักฐาน พบว่ามีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี วันสารทไทย เป็นวันที่ถือเป็นคติและเชื่อสืบกันมาว่า ญาติที่ล่วงลับไป แล้วจะมีโอกาสได้กลับมารับส่วนบุญจากญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น จึงมีการทำ บุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติในวันนี้และเชื่อว่า หากทำ บุญในวัน นี้ไปให้ญาติแล้วญาติจะได้รับส่วนบุญได้เต็มที่และมีโอกาสหมดหนี้กรรม และได้ไปเกิดหรือมีความสุข อีกประการหนึ่งสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ทำ นาเป็นอาชีพ หลักในช่วงเดือน 10 นี้ ได้ปักดำ ข้าวกล้าลงในนาหมดแล้ว กำ ลังงอกงาม และรอเก็บเกี่ยวเมื่อสุก จึงมีเวลาว่างพอที่จะทำ บุญเพื่อเลี้ยงตอบแทน และขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือแม่พระโพสพ หรือผีไร่ ผีนา ที่ช่วยรักษาข้าว กล้าในนาให้เจริญงอกงามดี และออกรวงจนสุกให้เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตมาก การกำ หนดทำ บุญวันสารท มีความคลาดเคลื่อนกันบ้างในแต่ละท้อง ถิ่นของไทย เช่น อย่างไรก็ตาม สารทไทยโดยทั่วไป ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 เนื่องจาก นับถัดจากวันสงกรานต์ ตามจันทรคติจนถึงวันสารทจะครบ 6 เดือน พอดี
พระพุทธศาสนา มุ่งเน้นเรื่องการพ้นทุกข์ และสอนให้รู้จักทุกข์และวิธี การดับทุกข์ ให้พ้นจากอวิชชา (ความไม่รู้ความจริงในธรรมชาติ) อันเป็น เหตุให้เกิดทุกข์จากกิเลสทั้งปวง คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เน้น การศึกษาทำ ความเข้าใจ การโยนิโสมนสิการด้วยปัญญา และพิสูจน์ทราบ ข้อเท็จจริง (ธัมมวิจยะ) เห็นเหตุผลว่าสิ่งนี้มีสิ่งนี้ จึงมี (อิทัปปัจจยตา) จน เห็นตามความเป็นจริงว่าสรรพสิ่งในธรรมชาติเป็นไปตาม กฎพระ ไตรลักษณ์ และสัตว์โลกที่เป็นไปตามกฎแห่งกรรม แล้วเลือกใช้ หลักธรรม ในพุทธศาสนาที่เหมาะกับผลที่จะได้สิ่งที่ปรารถนาอย่างถูกต้อง ด้วยความ ไม่ประมาทในชีวิตให้มีความสุขในทั้งชาตินี้ ชาติต่อๆ ไป (ด้วยการสั่งสมบุญ บารมี) ตลอดจนปรารถนาในพระนิพพานของผู้มีปัญญา การปฏิบัติตนตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนานั้น ที่สำ คัญที่สุดคือ การปฏิบัติตามหลัก “มรรคมีองค์ 8” เพราะเป็นทางแห่งความหลุดพ้นจาก ทุกข์ทั้งปวง อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในทรรศนะของศาสนาพุทธ แต่นอกจาก เป้าหมายสูงสุดอย่าง “พระนิพพาน” แล้ว ผู้ครองเรือนที่ยังสลัดเรื่องทาง โลกไม่หลุด ก็สามารถปฏิบัติธรรมที่มุ่งหวังผลสำ เร็จในเบื้องต้นได้ก่อน อย่างเช่นหลัก “อุบาสกธรรม 7” เป็นต้น (17) หลักปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา
(18) มรรคมีองค์ 8 สัมมาทิฐิ (ความเห็นที่ถูกต้อง) หมายถึง ความรู้ในอริยสัจ 4 สัมมาสังกัปปะ (ความคิดที่ถูกต้อง) หมายถึง ความคิดในการออก จากกาม ความไม่พยาบาท และการไม่เบียดเบียน สัมมาวาจา (วาจาที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจากการพูดเท็จ หยาบ คาย ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ สัมมากัมมันตะ (การปฏิบัติที่ถูกต้อง) หมายถึง เจตนาละเว้นจากการ ฆ่า การเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ และการประพฤติผิดในกาม สัมมาอาชีวะ (การหาเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจาก มิจฉาชีพ สัมมาวายามะ (ความเพียรที่ถูกต้อง) หมายถึง สัมมัปปธาน 4 คือ ความพยายามป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิด ละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ทำ กุศลที่ยังไม่เกิด และดำ รงรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว สัมมาสติ (การมีสติที่ถูกต้อง) หมายถึง สติปัฏฐาน 4 สัมมาสมาธิ (การมีสมาธิที่ถูกต้อง) หมายถึง ฌาน 4 อริยมรรคมีองค์ 8 เป็นแนวปฏิบัติที่นำ ไปสู่ นิโรธ หรือนำ ไปถึงความดับ ทุกข์ เรียกอีกอย่างว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ ทุกข์) ประกอบด้วยองค์ประกอบ 8 ประการ เป็นหนึ่งใน อริยสัจ 4 ประกอบไปด้วย 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8.
นอกจากอริยมรรคมีองค์ 8 ที่เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อมุ่งพระนิพพาน สำ หรับผู้ที่เห็นโทษของสังสารวัฏแล้ว สำ หรับผู้ครองเรือนก็สามารถ ประพฤติ “อุบาสกธรรม 7” เพื่อช่วยอุปถัมภ์ค้ำ ชูพระพุทธศาสนา ให้ยั่งยืน สถาพรสืบไปภายหน้าด้วย โดยอุบาสกธรรมประกอบด้วย 7 ข้อดังต่อไปนี้ 1. ไม่ขาดการเยี่ยมเยือนพบปะพระภิกษุ คือ การหมั่นเข้าวัด สนทนากับ พระภิกษุที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ 2. ไม่ละเลยการฟังธรรม คือ ให้ความใส่ใจในการฟังธรรมเทศนา 3. ศึกษาในอธิศีล คือ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ 4. มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุทั้งหลาย ทั้งที่เป็นเถระ นวกะ และปูน กลาง คือ ให้ความศรัทธาต่อพระภิกษุโดยเสมอภาค ไม่แบ่งแยกพรรษา 5. ไม่ฟังธรรมด้วยตั้งใจจะคอยเพ่งโทษติเตียน คือ ฟังธรรมด้วยจิต น้อมนำ ไปในทางกุศล 6. ไม่แสวงหาทักขิไณย์ภายนอกหลักคำ สอนนี้ คือ ไม่แสวงหาการทำ บุญ บริจาคทานนอกคำ สอนของพระศาสนา 7. กระทำ ความสนับสนุนในพระศาสนานี้เป็นเบื้องต้น คือ ขวนขวายใน การอุปถัมภ์บำ รุงพระพุทธศาสนาในด้านต่าง ๆ (19) อุบาสกธรรม 7
(20) พรหมวิหาร 4 เมตตา คือ ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอัน แผ่ไมตรีและคิดทำ ประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า กรุณา คือ ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้อง บำ บัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์ มุทิตา คือ ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง ประกอบด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำ รง ในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป อุเบกขา คือ ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำ รงอยู่ในธรรมตามที่ พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตาชั่ง ไม่เอน เอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำ แล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะ วินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ใน เมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับ ผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของ ตน พรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมประจำ ใจเพื่อให้ตนดำ รงชีวิตได้อย่าง ประเสริฐและบริสุทธิ์เฉกเช่น พรหม เป็นแนวธรรมปฏิบัติของผู้ที่ปกครอง และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ประกอบด้วยหลักปฏิบัติ 4 ประการ ได้แก่ 1. 2. 3. 4.
(21) เนื้อหาที่ 2 - ศาสนาอื่นๆ ศาสนา ไม่ได้มีแค่พระพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีศาสนา อื่นๆ อยู่อีกหลายศาสนา นอกจากพระพุทธศาสนาแล้ว ในปัจจุบันมีศาสนา หลักที่มีประชากรโลกนับถือเป็นอย่างมากทั้งหมด 4 ศาสนาได้แก่ คริสต์ศาสนา , ศาสนาอิสลาม และ ศาสนาฮินดู ศาสนาต่างๆล้วนมี อิทธิพลทางด้านศิลปวัฒนธรรม ภาษา ประวัติศาสตร์ ตลอดจนแนวคิดและ หลักความเชื่อของบุคคลต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีผู้ไม่นับถือศาสนาใด ๆ ซึ่ง เรียกว่า ผู้ที่ไม่มีศาสนา การกำ เนิดของศาสนานั้นไม่แน่นอน มีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับจุดกำ เนิด ของวัตรศาสนาจัดตั้ง จอห์น มอนาแกน และ ปีเตอร์ จัสต์ นัก มานุษยวิทยา กล่าวว่า "ศาสนาใหญ่ของโลกหลายศาสนาดูเริ่มต้นเป็น ขบวนการคืนชีวิต (Revitalisation) บางแบบ โดยวิสัยทัศน์ของ ศาสดา ผู้ เปี่ยมบารมีจุดจินตนาการของผู้แสวงคำ ตอบครอบคลุมยิ่งขึ้นของปัญหา ของเขามากกว่าที่รู้สึกว่าความเชื่อประจำ วันให้ได้ ปัจเจกบุคคลผู้มีบารมี อุบัติขึ้นหลายกาละและเทศะในโลก ดูเหมือนว่าปัจจัยสู่ความสำ เร็จระยะ ยาว และหลายขบวนการมาแล้วไปโดยมีผลระยะยาวเล็กน้อย สัมพันธ์กับ ศาสดาน้อย ซึ่งปรากฏด้วยความสม่ำ เสมอน่าประหลาดใจ แต่สัมพันธ์ มากกว่ากับพัฒนาการของกลุ่มผู้สนับสนุนซึ่งสามารถจัดตั้งขบวนการนั้น เป็นสถาบัน"
คริสต์ศาสนา เป็น ศาสนา ประเภท เอกเทวนิยม แบบ อับราฮัม ที่มี พื้นฐานมาจากชีวิตและการสอนของ พระเยซู ตามที่ปรากฏใน พระวรสาร ในสารบบฃ และงานเขียน พันธสัญญาใหม่ อื่น ๆ ผู้นับถือศาสนาคริสต์ เรียกว่า คริสต์ศาสนิกชน หรือ คริสตชน พระเยซูเป็น พระบุตรพระเป็นเจ้า และเป็น พระเจ้าผู้มาบังเกิดเป็น มนุษย์ และเป็น พระผู้ไถ่ เพื่อมนุษย์ซึ่งเป็นคนบาป คริสตชนจึงเรียกพระ เยซูว่า " พระคริสต์ " หรือ "พระ เมสสิยาห์ " ศาสนาคริสต์ปัจจุบันแบ่งเป็น สามนิกายใหญ่ คือ โรมันคาทอลิก ออร์ทอดอกซ์ และ โปรเตสแตนต์ ซึ่งยังแบ่งนิกายย่อยได้อีกหลายนิกาย เขตอัครบิดร โรมันคาทอลิกและออร์ ทอดอกซ์แยกออกจากกันในช่วง ศาสนเภทตะวันออก-ตะวันตก (East– West Schism) ใน ค.ศ. 1054 และนิกายโปรเตสแตนต์เกิดขึ้นหลัง การ ปฏิรูปศาสนา ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งแยกตัวออกจากคริสตจักร โรมันคาทอลิก ศาสนาคริสต์ในช่วงแรกถือเป็นนิกายหนึ่งของ ศาสนายูดาห์ เมื่อกลาง คริสต์ศตวรรษที่ 1 โดยถือกำ เนิดขึ้นในชายฝั่ง ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทาง ตะวันออกของ ตะวันออกกลาง ไม่นานก็เผยแพร่ไปยัง ซีเรีย เมโสโปเต เมีย เอเชียไมเนอร์ และ อียิปต์ ศาสนาคริสต์มีขนาดและอิทธิพลเพิ่มขึ้น อย่างมากในช่วงไม่กี่ทศวรรษ และจนถึง คริสต์ศตวรรษที่ 4 ได้กลายมา เป็น ศาสนาประจำ ชาติ จักรวรรดิโรมัน (22) คริสต์ศาสนา
(23) ศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลาม เป็น ศาสนา เอกเทวนิยม และ ศาสนาอับราฮัม บัญญัติไว้ในคัมภีร์ อัลกุรอาน คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามซึ่งสาวกถือว่าเป็น พระวจนะคำ ต่อคำ ของพระเป็นเจ้า ( อัลลอฮฺ ) และสำ หรับสาวกส่วนใหญ่ เป็นคำ สอนและตัวอย่างเชิงบรรทัดฐาน (เรียกว่า สุนัต และประกอบด้วย หะดีษ ) ของ มุฮัมมัด (ประมาณ 570–8 มิถุนายน 632) เป็นศาสดา ( นบี ) องค์สุดท้ายของพระเป็นเจ้า สาวกของศาสนาอิสลาม เรียกว่า มุสลิม มุสลิมเชื่อว่า พระเจ้าเป็นหนึ่งและหาที่เปรียบไม่ได้ และจุดประสงค์ ของการดำ รงอยู่ คือ เพื่อรักและรับใช้พระเป็นเจ้า มุสลิมยังเชื่อว่า ศาสนา อิสลามเป็นบรรพศรัทธาฉบับสมบูรณ์และเป็นสากลที่สุดซึ่งได้ประจักษ์มา หลายครั้งก่อนหน้านั้น ผ่านศาสดาซึ่งรวม อาดัม โนอาห์ อับราฮัม โมเสส และ พระเยซู พวกเขายึดมั่นว่า สารและ วิวรณ์ ถูกแปลผิดหรือ เปลี่ยนแปลงบางส่วนตามกาล แต่มองว่าอัลกุรอานภาษาอาหรับเป็นทั้ง วิวรณ์สุดท้ายและไม่เปลี่ยนแปลงของพระเป็นเจ้า มโนทัศน์และหลัก ศาสนามีเสาหลักทั้งห้าของอิสลาม ซึ่งเป็นมโนทัศน์พื้นฐานและการปฏิบัติ ตน นมัสการ ที่ต้องปฏิบัติตาม และ กฎหมายอิสลาม ที่ตามมา ซึ่ง ครอบคลุมแทบทุกมุมของชีวิตและสังคม โดยกำ หนดแนวทางในหัวเรื่อง หลายหลาก ตั้งแต่การธนาคารไปจนถึงสวัสดิการ ชีวิตครอบครัวและสิ่ง แวดล้อม มุสลิมส่วนใหญ่เป็นนิกาย ซุนนีย์ คิดเป็น 75–90% ของมุสลิม ทั้งหมด นิกายใหญ่ที่สุดอันดับสอง คือ ชีอะฮ์ คิดเป็น 10–20%
(24) ศาสนาซิกข์ คุรุนานัก (Guru Nanak) คุรุอังคัต (Guru Angat) หรือ คุรุอังกัต, คุรุอังคัท, คุรุอังขัต, คุรุอัง ฆัต คุรุอมรทาส (Guru Amar Das) หรือ คุรุอามัร ดาส คุรุรามทาส (Guru Ram Das) หรือ คุรุรามดาส คุรุอรชุน (Guru Arjan) หรือ คุรุอรยัน, คุรุอาร์จัน คุรุหรโคพินท์ (Guru Har Gobind) หรือ คุรุฮัรโควินท์ คุรุหรราย (Guru Har Rai) หรือ คุรุฮัรราย, คุรุหาร์ไร คุรุหรกิศัน (Guru Har Krishan) หรือ คุรุฮัรกฤษณ คุรุเตฆ์บะฮาดุร (Guru Tegh Bahadur) หรือ คุรุเตค บฮาดัร คุรุโควินทสิงห์ (Guru Gobind Singh) หรือ คุรุโควินท์สิงห์ ศาสนาซิกข์ เป็นศาสนาสำ คัญหนึ่งของโลก โดยคำ ว่าสิขมาจาก ภาษา สันสกฤต Sikh แปลว่าแนวทางหรือแบบแผน ศาสนาซิกข์เป็น ศาสนา อินเดีย ที่มีต้นกำ เนิดใน แคว้นปัญจาบ ทางตอนเหนือของ อนุทวีปอินเดีย ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 15 โดยคุรุศาสดาพระองค์แรก คุรุนานัก และถูก นิยามว่าเป็นทั้งศาสนา เอกเทวนิยม และ พหุเทวนิยม ศาสดา หรือ คุรุ แห่งศาสนาซิกข์มี 10 ท่าน ต่อจากนั้นศาสดาองค์ที่ 10 (คุรุโควินท์สิงห์) ได้ประกาศให้ถือพระคัมภีร์ (คุรุกรันตสาหิบ) เป็น ศาสดาตลอดกาลแทน และไม่มีการแต่งตั้งศาสดาต่อไปอีก ยกเว้น นิกาย นามธารี ที่มีการนับคุรุศาสดาต่อ รายนามของคุรุศาสดาที่เป็นที่นับถือทั้ง 10 ท่าน ได้แก่ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10.
(25) ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาหนึ่งในกลุ่ม ศาสนาอินเดีย และ เป็น ธรรมะ หรือแนวทางการใช้ชีวิตของผู้คน ที่เป็นที่นับถืออย่างแพร่ หลายใน อนุทวีปอินเดีย และบางส่วนใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย เฉพาะบน เกาะบาหลี เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดใน โลก ศาสนิกชนและนักวิชาการบางกลุ่มเรียกศาสนาฮินดูว่าเป็น " สนาตน ธรรม " หรือหนทางนิรันดร์ชั่วประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ นักวิชาการมัก มองศาสนาฮินดูว่าเป็นการผสมผสานของ หรือสังเคราะห์มาจาก วัฒนธรรม จารีต และประเพณีอันหลากหลายในอนุทวีปอินเดี ที่มีรากฐาน หลากหลาย และไม่มี ศาสดา หรือผู้ริเริ่มตั้งศาสนา แต่ผู้เผยแผ่คำ ภีร์ พระเวท ยุคแรกเริ่มคือ ฤๅษีวยาส ท่านเปรียบเสมือนเป็นศาสดาคนหนึ่ง "การสังเคราะห์ศาสนาฮินดู" (Hindu synthesis) นี้เริ่มมีขึ้นระหว่างราว 500 ปีก่อนคริสตกาล ถึงคริสต์ศักราช 300 ภายหลังการสิ้นสุดลงของ ยุค พระเวท (1500 ถึง 500 ก่อนคริสตกาล), และเจริญรุ่งเรืองใน อินเดียสมัย กลาง ไปพร้อมกับ การเสื่อมของศาสนาพุทธในอนุทวีปอินเดีย ศาสนาฮินดูถือเป็น ศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดในโลก เป็นอันดับที่ 3 มีศาสนิกชนซึ่งเรียกว่า ชาวฮินดู อยู่ราว 1.15 พันล้านคน หรือ 15-16% ของประชากรโลก ศาสนาฮินดูมีผู้นับถือมากที่สุดใน อินเดีย , เนปาล และ มอริเชียส นอกจากนี้ยังเป็นศาสนาหลักใน จังหวัดบาหลี อินโดนีเซีย เช่นกัน ชุมชนฮินดูขนาดใหญ่ยังพบได้ใน แคริบเบียน , เอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้, อเมริกาเหนือ , ยุโรป , แอฟริกา และ ประเทศอื่น ๆ
หนังสืออิเล็กทรอนิกซ์ เรื่อง ศาสนา คณะผู้จัดทำ ด.ช.อนาวิล รุ่งสว่าง ม.2/11 เลขที่ 11 ด.ช.วรภัทร ผงสุวรรณกุล ม.2/11 เลขที่ 12 ด.ช.กิตติธัช สาแหรกทอง ม.2/11 เลขที่ 20 อาจารย์ที่ปรึกษา ว่าที่ ร.ต. รัตนกรณ์ เฮงตระกูล หนังสืออิเล็กทรอนิกซ์เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาพระพุทธศาสนา รหัสวิชา ส22103 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทพศิรินทร์ กรุงเทพมหานคร