The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาเคมี เรื่อง แก๊สและสมบัติของแก๊ส โดยใช้สื่อวีดิทัศน์เรื่องการแก้สมการทางคณิตศาสตร์ และแบบฝึกทักษะการคำนวณ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kwang_c21, 2022-03-07 11:21:36

วิจัยในชั้นเรียน การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาเคมี เรื่อง แก๊สและสมบัติของแก๊ส โดยใช้สื่อวีดิทัศน์เรื่องการแก้สมการทางคณิตศาสตร์ และแบบฝึกทักษะการคำนวณ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5

วิจัยในชั้นเรียน การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาเคมี เรื่อง แก๊สและสมบัติของแก๊ส โดยใช้สื่อวีดิทัศน์เรื่องการแก้สมการทางคณิตศาสตร์ และแบบฝึกทักษะการคำนวณ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5



ชือ่ งานวิจยั การศกึ ษาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนรายวิชาเคมี เรื่อง แก๊สและสมบัติของแก๊ส โดยใช้ส่ือ
วีดิทัศน์เรื่องการแก้สมการทางคณิตศาสตร์ และแบบฝึกทักษะการคานวณ สาหรับ
หลักสตู ร นกั เรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปี ที่ 5 โรงเรียนเมอื งคง
ผูว้ ิจัย ครศุ าสตร์ สาขาวิขาเคมี
อาจารย์ทป่ี รกึ ษา นางสาวนฤภร วาตาดา
สถาบนั นางบษุ ราคัม บญุ กลาง
ปกี ารศึกษา มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครราชสมี า
2563

บทคัดย่อ

การศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาเคมี เรื่อง แก๊สและสมบัติของแก๊ส ของนักเรียน
ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 5/1 5/2 และ 5/12 โดยใช้วีดิทัศน์และชดุ แบบฝกึ ทักษะการคานวณคร้ังนี้ มีเพื่อเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ือง แก๊สและสมบัติของแก๊ส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 ก่อนเรียนและหลังเรียน
โดยใช้วีดิทัศน์และชุดแบบฝึกทักษะการคานวณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 5/2 และ
5/12 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2563 จานวน 23 คน ซ่ึงได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จากกลุ่มที่
ผลสมั ฤทธ์ิไมผ่ ่านเกณฑ์ท่ีกาหนด ใช้ระยะเวลาในการทดลอง 3 คาบ คาบละ 50 นาที ผู้วิจัยได้ดาเนินการทดลอง
วันที่ 17 และ 24 สิงหาคม พ.ศ.2563 เคร่ืองมือท่ีใช้ในการศึกษา ได้แก่ วีดิทัศน์เร่ืองการแก้สมการทาง
คณิตศาสตร์ ชุดแบบฝึกทักษะการคานวณ เรื่อง แก๊สและสมบัติของแก๊ส และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน ใช้เป็นข้อสอบก่อนเรียนและหลังเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ
วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยการทดสอบค่าสถิติ t-test ชนิด Independent Samples

ผลการศึกษาพบว่า.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 5/2 และ 5/12 ที่เรียนโดยใช้วีดิทัศน์ เรื่อง
การแกส้ มการทางคณติ ศาสตร์ และชุดแบบฝึกทักษะการคานวณ มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและหลัง
เรยี นแตกตา่ งกนั อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ิที่ระดับ .05 ผา่ นเกณฑ์ทก่ี าหนดรอ้ ยละ 70



กติ ตกิ รรมประกาศ

รายงานวิจัยเร่ือง การศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาเคมี เรื่อง แก๊สและสมบัติของแก๊สฉบับน้ี
เสร็จสมบูรณ์ได้เนื่องจากความเสียสละ ความกรุณาจาก ครูบุษราคัม บุญกลาง ครู วิทยฐานะชานาญการพิเศษ
ครูท่ีปรึกษาโครงการวิจัยทางการเรียนรายวิชาเคมี 3 ผู้ซึ่งให้คาปรึกษาด้านความรู้ การปฏิบัติการ และ
ตรวจสอบ ปรับปรุง แก้ไข ข้อบกพร่องต่าง ๆ ของการเขียนรายงานวิจัยทางการเรียนรายวิชาเคมี 3 ฉบับนี้
ด้วยความใส่ใจเป็นอย่างย่ิง จนรายงานวิจัยทางการเรียนรายวิชาเคมี เสร็จสมบูรณ์ ผู้ทาการวิจัยขอขอบคุณครู
เป็นอย่างสงู ไว้ ณ ที่น้ี

ขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กมณชนก วงศ์สุขสิน อาจารย์นิเทศ ที่ได้ให้ความกรุณา
ให้ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ต่อการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นอย่างย่ิง ขอขอบพระคุณนายณกุล เนาว์ช้าง
รองผู้อานวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ โรงเรียนเมืองคง ที่กรุณารับตรวจสอบและให้คาแนะนาท่ีเป็น
ประโยชน์ต่อรายงานวิจัยฉบับน้ีเป็นอย่างมาก จนทาให้รายงานวิจัยเล่มน้ีสมบูรณ์มากย่ิงขึ้น ขอบพระคุณ
คณะครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ได้ให้ข้อมูล คาแนะนาที่เป็นประโยชน์ต่อวิจัย
ขอบคุณนกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 5 ท่ใี หค้ วามรว่ มมือในการทาวจิ ัย ขอบพระคุณผู้อานวยการสุชาติ จิตติการุณย์
ผอู้ านวยการโรงเรียนเมอื งคง ทีไ่ ดใ้ ห้โอกาสและเอ้อื อานวยสถานที่ในการทาวจิ ัยคร้ังน้ี

ทา้ ยนข้ี อกราบขอบพระคุณบิดา มารดา และครอบครัวที่ได้ให้อุปการะเลี้ยงดู ตลอดจน การให้ได้ศึกษา
สนับสนุนเร่ืองการเงิน และคอยให้กาลังใจตลอดมา รวมทั้งขอขอบคุณเพ่ือน ๆ ทุกคนท่ีคอยให้กาลังใจเสมอมา
ขอขอบคุณเจ้าของเอกสารและงานวิจัยทุกท่าน ที่ผู้ศึกษาได้ทาการค้นคว้ามาเพ่ือใช้อ้างอิงในการทาวิจัย
จนเสร็จสมบูรณ์ ขอขอบคุณทุกท่านที่กล่าวมาข้างต้นเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสน้ี ที่ช่วยให้งานวิจัยนี้สาเร็จ
ลงดว้ ยดี

นฤภร วาตาดา
2563

สารบญั ค

บทคัดย่อภาษาไทย หน้า
บทคดั ย่อภาษาองั กฤษ ก
กิตตกิ รรมประกาศ ข
สารบญั ค
สารบญั ตาราง ง
สารบญั รปู ฉ
บทท่ี 1 บทนา ซ

1.1 ทีม่ าและความสาคัญของการวจิ ยั 1
1.2 วัตถุประสงค์ 2
1.3 ขอบเขตของการวิจยั 2
1.4 นยิ ามศัพท์จาเพาะ 2
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ ก่ยี วข้อง
2.1 เอนไซม์ 4
2.2 ปจั จยั ทม่ี ผี ลตอ่ กจิ กรรมของเอนไซม์ 9
2.3 การทาให้เอนไซม์เข้มขน้ 10
2.4 จลนพ์ ลศาสตร์ของเอนไซม์ 12
2.5 เอนไซมอ์ ะไมเลส 13
2.6 หลักในการวเิ คราะห์ 16
2.7 ข้อมูลทว่ั ไปเก่ียวกับทเุ รียน 17
2.8 วจิ ยั ท่ีเกย่ี วขอ้ ง 19
บทที่ 3 วิธีดาเนนิ การวิจัย
3.1 เคร่ืองมือและอุปกรณ์ 20
3.2 สารเคมี 20
3.3 วธิ ีการทดลอง 21

สารบัญ (ตอ่ ) ง

บทท่ี 4 ผลการทดลองและวจิ ารณผ์ ลการทดลอง 31
4.1 ผลการศึกษากจิ กรรมการทางานของเอนไซม์อะไมเลสโดย DNS method 32
4.2 การวดั ปริมาณโปรตีนโดยวิธีแบรดฟอรด์ (Bradford method) 34
4.3 การแยกบริสุทธิบ์ างส่วนเอนไซมอ์ ะไมเลส 35
4.4 การแยกบริสุทธบ์ิ างส่วนเอนไซมอ์ ะไมเลส
45
บทท่ี 5 สรุปผลการทดลอง และข้อเสนอแนะ 45
5.1 สรุปผลการทดลอง 45
5.2 ประโยชนท์ ีไ่ ดร้ บั 46
5.3 ขอ้ เสนอแนะ 48
51
บรรณานุกรม 55
ภาคผนวก ก 60
ภาคผนวก ข
ภาคผนวก ค
ประวัติผู้วิจัย



สารบัญตาราง หนา้
8
ตารางที่ 29
2.1 เปรยี บเทียบแอคติวิตสี ัมพทั ธ์ของอะไมเลสทั้ง 3 ชนิด 31
ตอ่ หนว่ ยหม่รู ดี วิ ซท์ ี่เกิดข้นึ 32
4.1 คา่ การดดู กลนื แสงของน้าตาลกลูโคสทค่ี วามเข้มข้นตา่ ง ๆ 33
4.2 กิจกรรมการการทางานของเอนไซม์อะไมเลส (Unit/mL) 34
ในเมล็ดทเุ รยี นกาลงั งอก 35
4.3 ค่าการดดู กลนื แสงของสารมาตรฐานโบไวน์ ซีรมั อัลบูลมิน 37
ท่คี วามเข้มขน้ ตา่ ง ๆ 39
4.4 ปรมิ าณโปรตนี ในเมล็ดทเุ รียนกาลงั งอก 41
4.5 ตางรางแสดงการแยกบรสิ ุทธบิ์ างส่วนในเมล็ดทุเรยี นกาลังงอก 43
โดยการตกตะกอนด้วยเกลือแอมโมเนียมซัลเฟตในเมล็ดทุเรียนกาลงั งอก
4.6 ผลของอุณหภมู ิที่เหมาะสมต่อการทางานของเอนไซม์อะไมเลส 48
ในเมล็ดทเุ รียนกาลงั งอก 55
4.7 อุณหภมู ิที่มีผลตอ่ ความเสถยี รของเอนไซม์อะไมเลส 55
ในเมลด็ ทุเรยี นกาลงั งอก
4.8 การศกึ ษาผลของพเี อชท่เี หมาะสมตอ่ การทางานของเอนไซม์
อะไมเลสในเมล็ดทุเรยี นกาลังงอก
4.9 การศึกษาพเี อชท่ีมีผลต่อความเสถียรของเอนไซมอ์ ะไมเลส
จากเมลด็ ทุเรยี นกาลังงอก
4.10 ตารางแสดงผลการศกึ ษาจลนศาสตรข์ องเอนไซม์อะไมเลส
ในเมลด็ ทุเรยี นกาลังงอก

ตารางภาคผนวก ก ท่ี
1 ตารางแสดงการเตรยี มสารละลายฟอสเฟสบัฟเฟอร์ เขม้ ข้น 1 โมลาร์

ตารางภาคผนวก ค ที่
1 ตารางแสดงคา่ การดูดกลืนแสงทีค่ วามยาวคล่ืน 520 นาโนเมตร
ของสารสกัดเอนไซม์อะไมเลสจากเมลด็ ทุเรียนกาลังงอกโดยวธิ ี DNS method
2 ตารางแสดงคา่ การดดู กลืนแสงทีค่ วามยาวคลนื่ 595 นาโนเมตร
ของสารสกัดเอนไซม์อะไมเลสจากเมล็ดทเุ รียนกาลงั งอกโดยวิธีแบรดฟอร์ด

บทท่ี 1
บทนา

1.1 ทมี่ าและความสาคญั
ในปัจจุบันนักเรียนส่วนใหญ่ต่างเคย เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ซึ่งมีเน้ือหาเก่ียวกับเคมีมาก่อนแล้ว

ตั้งแต่ระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551
(Ministry of Education, 2012) อย่างไรก็ตาม นักเรียนส่วนใหญ่คิดว่าวิชาเคมีนั้นเป็นวิชาท่ียาก
เน่ืองจากธรรมชาติของวิชาเคมีเป็นวิชาท่ีเก่ียวข้องกับโครงสร้าง สมบัติและการเปลี่ยนแปลงของสสาร
(Gilbert, 2006) ซ่งึ ประกอบดว้ ยในระดับมหภาค อนุภาค และสัญลักษณ์ ซ่ึงมีความเป็นนามธรรมและ
ยาก ต่อความเข้าใจ (Gabel, 1999) ลักษณะที่เป็นนามธรรมดังกล่าวไม่สามารถสังเกตเห็นหรือสัมผัส
ได้ จึงทาให้ยากต่อความเข้าใจในเน้ือหาของนักเรียน (Osborne and Collins, 2000) โดยเฉพาะอย่าง
ย่ิง ในสาระท่ีเกี่ยวข้องกับเร่ือง แก๊สและสมบัติของแก๊ส เน่ืองจากเป็นเนื้อหาท่ีต้องใช้หลักการคานวณ
มีโจทย์ปัญหาซึ่งต้องใช้ ทฤษฎี กฎ คานิยามและความรู้ที่เก่ียวข้องหลายเรื่องมาเชื่อมโยงกัน เช่น
ปริมาณสัมพันธ์ ความหนาแน่น เศษส่วนโมล การคานวณสารในปฏิกิริยาเคมี การแก้สมการทาง
คณิตศาสตร์ จากสาเหตุนี้จึงทาให้นักเรียนมีความเข้าใจที่คลาดเคล่ือน และวิเคราะห์โจทย์ไม่ได้
ว่าแท้จริงแล้วโจทย์ต้องการถามหาสิ่งใด สาระเคมีอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ซึ่งมีความสาคัญอย่างยิ่งเพราะการศึกษาดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีนับวาเปนปจจัยสาคัญ
ในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมใหเจริญกาวหนา และเปนเครื่องมืออยางหนึ่งที่มีความสาคัญ
อยางยิ่งตอการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงมีความจาเปนตองพัฒนาดานวิทยาศาสตรศึกษา เพื่อให
คนไทยทกุ คนมคี วามรูความเขาใจ ในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามศักยภาพของแตละบุคคล

การคานวณกับรายวิชาเคมี มีความสัมพันธ์กันอย่างมาก เป็นวิชาที่เน้ือหาส่งเสริมซึ่งกันและกัน
เพราะเนื้อหาส่วนมากเกี่ยวกับการคานวณ การคานวณจึงมีความสาคัญต่อวิชานี้เป็นอย่างมาก
จากการทีผ่ ู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าในเรื่องการสอนในรายวิชาเคมี 3 รหัสวิชา ว32223 ชั้นมัธยมศึกษาปี
ที่ 5 พบว่า ผู้เรียนบางส่วนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่า เน่ืองจากเป็นเนื้อหาเก่ียวกับการคานวณ
ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการจัดทาวีดิทัศน์สอนเน้นเร่ืองท่ีผู้เรียนส่วนมากไม่เข้าใจ เพราะวีดิทัศน์ จะ
ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสนใจย่ิงขึ้น เห็นถึงภาพรวมของวิธีการคานวณ และสิ่งที่กาลังศึกษาได้ง่ายขึ้น
สามารถเรียนไดท้ กุ เมอื่ เป็นการเปดิ โอกาสให้ผ้เู รียนได้ แสวงหาความรูด้ ว้ ยตนเอง

จากปัญหาข้างต้นผู้วิจัยในฐานะผู้สอนในรายวิชาดังกล่าวได้เห็นความสาคัญ และตระหนักถึงปัญหา
ที่เกิดขึ้น พบว่า การให้ความรู้อย่างเดียวไม่เพียงพอ จะต้องให้นักเรียนศึกษาจากสื่อที่ทันสมัยและ
ฝึกปฏบิ ัตดิ ้วยตนเอง ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะสร้างวิดีทัศน์ เร่ือง การแก้สมการทางคณิตศาสตร์ และชุดแบบ
ฝึกทักษะการคานวณในรายวิชาเคมี 3 รหัสวิชา ว33223 เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นกอ่ นและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 5/2 และ 5/12 โรงเรียนเมืองคง
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2563

2

1.2 วัตถปุ ระสงคข์ องงานวจิ ยั
1.2.1 เพ่ือศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาเคมี 3 รหัสวิชา ว32223 เรื่อง แก๊สและ

สมบัติของแก๊ส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 5/2 และ 5/12 กลุ่มตัวอย่าง โรงเรียนเมืองคง
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วีดิทัศน์และชุดแบบ
ฝึกทักษะการคานวณ

1.2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ในรายวิชาเคมี 3 รหัสวิชา ว32223
เรื่อง แก๊สและสมบัติของแก๊ส ของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5/1 5/2 และ 5/12 กลุ่มตัวอย่าง
โรงเรียนเมืองคง ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2563 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการใช้วีดิทัศน์และ
ชุดแบบฝึกทกั ษะการคานวณ กับเกณฑร์ ้อยละ 70

1.3 ขอบเขตการวิจยั
1.3.1 กลมุ่ ประชากร
กลุม่ ประชากร คอื นกั เรยี นระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 โรงเรียนเมืองคง ที่เรียนวิชาเคมี 3

รหสั วชิ า ว32223 ในภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2563 จานวน 107 คน
1.3.2 กลุ่มตวั อยา่ ง
กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 5/1 5/2 และ 5/12 โรงเรียนเมืองคง

ที่เรียนวิชาเคมี 3 รหัสวิชา ว32223 ในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2563 โดยการเลือกแบบเจาะจง
(Purposive Sampling) จากนกั เรยี นท่ผี ลสัมฤทธ์ิไมผ่ ่านเกณฑท์ ีก่ าหนด จานวน 23 คน

1.4 สมมตฐิ านงานวจิ ยั
1.4.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาเคมี 3 รหัสวิชา ว32223 เร่ือง แก๊สและสมบัติของแก๊ส

ของนกั เรยี นระดับชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 5/1 5/2 และ 5/12 ในกลุ่มตัวอย่าง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2563 โดยการใชว้ ีดทิ ศั น์และชุดแบบฝึกทักษะการคานวณ หลังเรียนสงู กวา่ ก่อนเรยี น

1.4.2 ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนในรายวิชาเคมีเพ่ิมเติม 3 รหัสวิชา ว32223 เรื่อง แก๊สและสมบัติ
ของแก๊ส ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5/1 5/2 และ 5/12 กลุ่มตัวอย่าง ภาคเรียนท่ี 1
ปีการศกึ ษา 2563 โดยการใช้วีดทิ ศั นแ์ ละชดุ แบบฝกึ ทกั ษะการคานวณ ผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ 70

1.5 ตวั แปรที่ศึกษา
1.5.1 ตัวแปรตน้ ได้แก่ วีดิทัศน์เร่ืองการแก้สมการทางคณิตศาสตร์ และชุดแบบฝึกทักษะ เร่ือง

แกส๊ และสมบตั ิของแกส๊
1.5.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนท่ีเรียนโดยใช้วีดิทัศน์เร่ืองการแก้

สมการทางคณติ ศาสตร์ และชดุ แบบฝึกทกั ษะ เรื่อง แก๊สและสมบตั ิของแก๊ส

3

1.6 นิยามศัพทเ์ ฉพาะ
1.6.1 กลมุ่ ตวั อย่าง คือ นกั เรยี นทผี่ ลสัมฤทธิ์ไม่ผ่านเกณฑ์ท่ีผู้สอนกาหนด เร่อื ง แกส๊ อดุ มคติ
1.6.2 แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง แก๊สอุดมคติ ท่ีจัดทาเป็น

ลายลักษณ์อักษร เพอ่ื ใช้ในการปฏิบตั ิการสอนในรายวชิ าเคมี 3 รหสั วิชา ว32223
1.6.3 ชุดแบบฝึกทักษะการคานวณ หมายถึง ส่ือการเรียนการสอนที่สร้างข้ึนเพื่อให้นักเรียนได้

ปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดความรู้ ความเข้าใจเพิ่มข้ึน โดยท่ีกิจกรรมท่ีได้ปฏิบัติในแบบฝึกน้ันจะคลอบ
คลุมเนื้อหาท่ีได้เรียนแล้วจะทาให้นักเรียนมีความรู้และทักษะมากขึ้นเพราะมีรูปแบบหรือลักษณะที่
หลากหลาย

1.6.4 วีดิทัศน์ หมายถึง สื่อการเรียนการสอนเร่ือง การแก้สมการทางคณิตศาสตร์ ที่สร้างข้ึน
เพ่อื ให้นักเรียนไดแ้ สวงหาความรู้ด้วยตนเอง ซ่ึงนักเรียนสามารถเข้าถึงส่ือการสอนได้ง่ายขึ้น ทุกท่ี ทุก
เวลา จนเกดิ ความรู้ ความเข้าใจเพ่ิมขึน้

1.6.5 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง คะแนนท่ีได้จากแบบทดสอบหลังเรียนรายวิชาเคมี 3
รหัสวิชา ว32223 เร่ือง แก๊สและสมบัติของแก๊ส กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หลักสูตร
สถานศึกษาโรงเรียนเมืองคง อาเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ซ่ึงเป็นแบบทดสอบท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง
เปน็ แบบทดสอบปรนยั จานวน 40 ข้อ

1.6.6 การศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง การศึกษาคะแนนของนักเรียนท่ีได้จากการ
ประเมนิ ผลกอ่ นเรียน และหลงั เรยี นซ่ึงเครื่องมือสรา้ งขึน้ เอง

1.7 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย
ทาการวิจัยในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2563 ใช้เวลาในการทดลอง 1 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 17

สิงหาคม พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563 คือ วันจันทร์ 1 คาบ เป็นเวลา 50 นาที และวันพุธ
2 คาบ เปน็ เวลา 1 ชวั่ โมง 40 นาที

1.8 ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะได้รับ
1.8.1 ได้วีดิทัศน์เรื่องการแก้สมการทางคณิตศาสตร์ และชุดแบบฝึกทักษะการคานวณ

เรื่อง แก๊สและสมบัติของแกส๊ ของรายวชิ าเคมี 3 รหสั วิชา ว32223 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ข้นั พื้นฐานพทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง 2560) ที่มีคุณภาพและนาไปใช้ในการประกอบการเรียน
การสอนไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพตามเกณฑท์ ีก่ าหนดร้อยละ 70

1.8.2 แบบทดสอบท่ีสร้างขึ้นทาให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพ่ิมข้ึนและทาให้คะแนน
เฉล่ยี ของการทดสอบหลังเรยี นสงู กวา่ เกณฑร์ ้อยละ 70

บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกย่ี วข้อง

การศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาเคมี 3 เรื่อง แก๊สและสมบัติของแก๊ส ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วีดิทัศน์และชุดแบบฝึกทักษะการคานวณ
ผู้วิจัยไดศ้ ึกษาเอกสาร แนวคดิ ทฤษฎีและงานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วข้องมาเป็นกรอบแนวทางการศึกษา

2.1 การจดั การเรียนรทู้ ่เี นน้ นักเรียนเป็นสาคัญ
2.2 การเรยี นการสอนวชิ าวทิ ยาศาสตร์
2.3 ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าวิทยาศาสตร์
2.4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
2.5 ชดุ ฝึกทกั ษะการคานวณ
2.6 วีดิทศั น์
2.7 งานวจิ ัยท่เี กี่ยวข้อง

2.1 การจัดการเรียนรทู้ ่เี นน้ นักเรยี นเป็นสาคัญ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

พุทธศักราช 2542 กระบวนการจัดการเรียนการสอนครูจะต้องให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ
และเต็มศักยภาพ การสอนมีความหลากหลายและถือว่าไม่มีวิธีการสอนใดเป็นวิธีที่ดีที่สุด
การจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่ผู้ศึกษาได้ศึกษาค้นคว้ามีรายละเอียดของรูปแบบการจัดการเรียน
การสอนดงั นี้

2.1.1 วิธกี ารสอนแบบค้นพบ (Discovery Method) ยุพิน พิพิธกุล (2545:35) ได้ให้ความหมาย
ของวธิ กี ารสอนแบบคน้ พบดังนี้

ประการแรก เป็นวิธีการสอนท่ีให้ผู้เรียนค้นพบปัญหาหรือสถานการณ์แล้วให้ผู้เรียนเสาะ
แสวงหาวิธีการแก้ปัญหานั้น ผู้สอนให้ผู้เรียนพิจารณาผลที่เกิดข้ึน ซึ่งผู้สอนมิได้คาดหวังว่าผู้เรียนจะต้อง
ค้นพบดังท่ีผู้สอนต้องการเสมอไป การค้นพบแบบน้ีจึงเน้นที่กระบวนการค้นพบไม่ได้เน้นที่ผลของ
การค้นพบ

ประการที่สอง เป็นวิธีการสอนท่ีเน้นไปที่ผู้เรียนว่า ต้องการให้พบอะไร เช่น กฎ สูตร
หรือบทนิยาม ผู้เรียนจะสามารถหาข้อสรุปได้ การค้นพบแบบน้ีจะค้นพบโดยวิธีการสอนวิธีใดก็ได้
เช่น การถามตอบ การสาธิต การทดลอง การอภิปราย ตลอดจนวิธีการสอนแบบอุปนัยและนิรนัย
วิธีการใดก็ตามที่ผู้เรียนสามารถสรุปหรือกาหนดนัยท่ัวไป (Generalization) ได้ก็เรียกว่าเป็น
การคน้ พบ วิธีการคน้ พบมดี ังนี้

1) ผเู้ รียนคน้ พบดว้ ยตนเอง ตัวอย่างเช่น เม่ือผู้สอนยกตัวอย่างให้หลาย ๆ ตัวอย่าง พอผู้เรียน
สังเกต เห็นรูปแบบผู้เรียนก็สามารถสรุปได้ด้วยตนเองหรือเม่ือผู้สอนมอบปัญหาใดปัญหาหนึ่งให้
ผเู้ รียนแลว้ ผู้สอนกจ็ ะปล่อยให้ผูเ้ รียนคิดอยา่ งอสิ รเสรี ผูเ้ รียนก็จะศกึ ษาหาวธิ ีแก้ปัญหาด้วยตนเอง

5

2) ผู้เรียนค้นพบภายใต้การแนะแนวทางของผู้สอน (Guided Discovery) การค้นพบแบบน้ี
ผู้สอนจะเปน็ ผแู้ นะแนวทาง เพราะถา้ ปล่อยให้ผู้เรยี นค้นพบด้วยตนเอง ก็จะทาให้เสียเวลามากบางทีเป็น
เรื่องที่ยาก ผ้สู อนแนะเลก็ น้อยผูเ้ รียนก็สามารถคน้ พบคาตอบได้

3) ผู้เรียนค้นพบเป็นรายบุคคลหรือให้เรียนเป็นคณะ (Team Learning) เมื่อผู้เรียนมาร่วม
ปรึกษา หารือกันก็จะเกิดการค้นพบได้ง่ายเข้าผู้เรียนบางคนก็ชอบคิดคนเดียวก็สามารถค้นพบได้
เช่นเดียวกัน ผู้สอนสามารถใช้การเรียนแบบร่วมมือ (Co-operative learning) ให้นักเรียนช่วยกัน
เพอื่ การค้นพบ

2.1.2 การสอนที่เน้นการเรียนแบบร่วมมือ เป็นการสอนท่ีเน้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ที่ส่งเสริมทักษะทางสังคม เปิดโอกาสให้ผู้เรียนให้ทางานร่วมกันจนประสบความสาเร็จตามเป้าหมาย
รว่ มกันทกุ คน

2.1.3 การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เป็นรูปแบบการสอนที่มีความสัมพันธ์ซึ่งสอดคล้องกับชีวิตจริงของ
ผูเ้ รียน ผเู้ รียนได้เรยี นรูว้ ชิ าการแสวงหาความรูด้ ว้ ยตนเอง ได้ลงมอื ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมกลุ่ม ได้ฝึกฝนทักษะ
การเรียนรู้ การบริหาร การจัดการ การเป็นผู้นาผู้ตาม การยอมรับฟังทาให้เกิดการยอมรับตนเอง
เกดิ ความสุขในการอยรู่ ่วมกนั เกดิ ทศั นคติที่ดตี อ่ การเรยี น ต่อครู ตอ่ เพื่อน และตอ่ สงั คม

2.1.4 การสอนแบบการเรียนรแู้ บบสรรคส์ ร้างความรู้ เป็นวิธีการเรียนท่ีผู้เรียนต้องแสวงหาความรู้
และทาความเข้าใจโดยนาความรูเ้ ดิมที่มีอยู่มาเชอ่ื มโยง ตรวจสอบกับส่ิงที่พบใหม่และสร้างเป็นความรู้
ด้วยตนเอง

2.1.5 การสอนแบบสืบสวนสอบสวน เป็นการสอนท่ีช่วยพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาด้วย
วิธกี ารฝึกฝนให้นักเรียนรจู้ กั คน้ คว้าหาความรูโ้ ดยใช้กระบวนการทางความคิดรู้จักหาเหตุผลจนค้นพบ
ความร้หู รือแนวทางแก้ไขปัญหาได้เอง และสามารถนาวธิ กี ารแก้ปญั หานั้น มาแกป้ ญั หาได้

2.1.6 การสอนแบบนิรนัย เป็นการสอนให้นักเรียนแก้ปัญหาโดยเร่ิมจากการนากฎเกณฑ์ นิยาม
ข้อสรปุ สตู รหรอื หลักการตา่ งๆ นามาใชเ้ พื่อจะชว่ ยแกป้ ัญหาเรอ่ื งใหม่

2.1.7 การสอนแบบอปุ นัย เปน็ การสอนที่ให้ผเู้ รียนสรปุ หลักการจากตัวอย่างต่างๆด้วยตนเอง
2.1.8 การสอนใช้กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด ผู้ศึกษาได้ศึกษาและทาความเข้าใจใน
การจดั การเรียนการสอนในการสอนความคิดรวบยอด ดังนี้ความคิดรวบยอด เป็นผลสรุปจากการรับรู้
ที่มีต่อสิ่งเร้าท่ีมีคุณลักษณะต่างๆ ร่วมกันอยู่เป็นการรวบรวมสิ่งที่ คล้ายคลึงกัน เข้ามารวมกันเป็น
รูปแบบอันเดียวกัน หลักการ คือข้อความท่ีแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างความคิดรวบยอดต้ังแต่
สองความคิดข้ึนไป ความรู้หลักการน้ันในบางครั้งเราก็เรียกว่า กฎเกณฑ์ หรือข้อสรุปรวมยอด รูปแบบ
การสอน มีขั้นสังเกต เป็นการเสนอตัวอย่างหรือข้อมูลต่างๆ ข้ันจาแนก ให้นักเรียนจัดกลุ่มท่ีสังเกต
ขั้นสรปุ ใหน้ ักเรยี นสรปุ ลกั ษณะร่วมของกลุม่ ต่างๆ ขน้ั สรปุ พาดพงิ เป็นการหาหลกั การ
2.1.9 การสอนใช้กระบวนการคณิตศาสตร์ เป็นกระบวนการ 2 รูปแบบ คือกระบวนการ
สร้างทักษะคาถาม มี 4 ข้ันตอน คือ ตรวจสอบความคิดรวบยอด สรุปเป็นกฎ สูตรทฤษฎี ฝึกการใช้
กฎและปรับปรุงแก้ไข และกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาโจทย์ มี 4 ข้ันตอน คือวิเคราะห์โจทย์ กาหนด
ข้นั ตอนปฏบิ ตั ิ ลงมอื ปฏบิ ตั ิ และตรวจสอบคาตอบ
2.1.10 การสอนใช้กระบวนการคิดวิจารณญาณ เป็นกระบวนการที่มีรูปแบบการสอน 6ขั้นตอน
คอื สังเกต อธบิ าย รับฟัง เช่ือมโยงความสัมพนั ธ์ วจิ ารณ์ สรุป

6

2.1.11 การสอนใช้กระบวนการปฏิบัติ เป็นกระบวนการท่ีมีรูปแบบการสอน 4 ข้ันตอน คือ สังเกต –
รบั รู้ ทาตามแบบ ลองทาโดยไม่มีแบบ ฝกึ ให้ชานาญ

2.1.12 การสอนใช้กระบวนการเรียนความรู้ความเข้าใจ เป็นกระบวนการที่มีรูปแบบการสอน 5
ขั้นตอน คอื สังเกตตระหนัก วางแผนปฏิบตั ิ ลงมอื ปฏบิ ัติ พฒั นาความรู้และความเขา้ ใจ

2.2. การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์
ตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง

พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นี้ ได้กาหนดสาระ
การเรียนรู้ออกเป็น 4 สาระ ได้แก่ สาระท่ี 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระท่ี 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ
สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ และสาระท่ี 4 เทคโนโลยี มีสาระเพิ่มเติม 4 สาระ ได้แก่
สาระชีววิทยา สาระเคมี สาระฟิสิกส์ และสาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ซ่ึงองค์ประกอบของ
หลักสูตรทั้งในด้านของเน้ือหา การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้นั้น
มีความสาคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนในแต่ละระดับช้ัน ให้มี
ความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ต้ังแต่ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 จนถึงช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 สาหรับกลุ่มสาระ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้กาหนดตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ที่ผู้เรียนจาเป็นต้องเรียน
เป็นพื้นฐาน เพ่ือให้สามารถนาความรู้นี้ไปใช้ในการดารงชีวิตหรือศึกษาต่อในวิชาชีพท่ีต้องใช้
วิทยาศาสตร์ได้ โดยจัดเรียงลาดับความยากง่ายของเนื้อหาแต่ละสาระในแต่ละระดับช้ันให้มี
การเช่ือมโยงความรู้กับกระบวนการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนา
ความคิดท้ังความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะท่ีสาคัญท้ังทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วย
กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูล
หลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(สสวท.) ตระหนักถึงความสาคัญของการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่มุ่งหวังให้เกิดผลสัมฤทธิ์
ต่อผู้เรียนมากท่ีสุด จึงได้จัดทาตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช
2551 ขึ้น เพื่อให้สถานศึกษา ครูผู้สอนตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ได้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา
หนังสือเรียน คู่มือครู สื่อประกอบการเรียนการสอน ตลอดจนการวัดและประเมินผล โดยตัวชี้วัด
และสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 ที่จัดทาขึ้นน้ีได้ปรับปรุงเพ่ือให้มี
ความสอดคล้องและเช่ือมโยงกันภายในสาระการเรียนรู้เดียวกัน และระหว่างสาระการเรียนรู้ในกลุ่ม
สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเช่ือมโยงเนื้อหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ด้วย
นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงเพื่อให้มีความทันสมัยต่อการเปล่ียนแปลง และความเจริญก้าวหน้าของ
วิทยาการตา่ ง ๆ และทดั เทียมกับนานาชาติ ซ่งึ วิชาเคมีเพิม่ เติม 3 อยใู่ นสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ที่ 5

7

สาระท่ี 5 เคมี
มาตรฐาน ว 5.1 เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ

พันธะเคมีและสมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์
และพอลเิ มอร์ รวมทง้ั การนาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว 5.2 เข้าใจการเขียนและการดุลสมการเคมี ปริมาณสัมพันธ์ในปฏิกิริยาเคมี
อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีสมดุลในปฏิกิริยาเคมี สมบัติและปฏิกิริยาของกรด - เบส ปฏิกิริยารีดอกซ์
และเซลล์เคมไี ฟฟา้ รวมทง้ั การนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว 5.3 เข้าใจหลักกาทาปฏิบัติการเคมี การวัดปริมาณสาร หน่วยวัดและการเปล่ียน
หน่วย การคานวณ ปริมาณของสาร ความเข้มข้นของสารละลาย รวมทั้งการบูรณาการความรู้และ
ทักษะในการอธิบายปรากฏการณใ์ นชวี ิตประจาวันและการแกป้ ญั หาทางเคมี

การจัดการเรียนการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์ สามารถจัดกิจกรรมหรือวิธีสอนได้หลายแบบ เช่น
การจัดการเรียนการสอนโดยใช้เกม การใช้สถานการณ์จาลอง การทดลอง การสอนแบบสืบสวน
สอบสวน การพาไปทศั นศกึ ษานอกสถานท่ี ฯลฯ ซ่งึ ในการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์ท่ีจะทาให้บรรลุผล
สาเร็จนั้นครูผู้สอนจะต้องสอนจากประสบการณ์ตรงท่ีมีข้อเท็จจริงสามารถทดลองได้ ไปสู่การสอน
สิ่งท่ีเป็นนามธรรม วิธีการสอนหรือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มีหลายวิธี แต่ไม่
ข้อมูลยืนยันว่าจะมีวิธีสอนท่ีดีที่เหมาะสมกับทุกสถานการณ์ ครูผู้สอนจะต้องมีความรู้ที่กว้างขวาง
เกี่ยวกับวิธีต่าง ๆ เพ่ือสามารถใช้ดุลพินิจในการเลือกวิธีการสอน กิจกรรมการเรียนการสอนให้
เหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียน จุดประสงค์การเรียนรู้ เน้ือหาวิชา ตอลดจนอุปกรณ์การสอน
ที่มีอยู่ แต่ก็มีนักการศึกษาหลายท่านที่ได้พยายามให้ขอบเขตของการสอนวิทยาศาสตร์ เช่น โคเฮน
สเตเล และโฮแรค (Cohen, Stanley and Horak, 1989 : 29-30 อ้างใน ภพ เลาหไพบูลย์, 2534,
38) ได้กล่าวถึง การศึกษาวิทยาศาสตร์สาหรับเยาวชนให้เป็นไปตามความต้องการของสังคมน้ัน ต้อง
ใช้วิธีการสืบเสาะหาความรู้ท่ีเน้นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม ซึ่งโปรแกรมที่เน้นวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี และสังคมนน้ั สว่ นใหญห่ ลกั สตู รและวธิ ีการสอนจะมีลกั ษณะดังนี้

2.2.1 เป็นโปรแกรมสาหรับนักเรยี นทุกคน ไม่ใช่โปรแกรมสาหรับนกั เรียนทีด่ เี ทา่ นั้น
2.2.2 เน้นใหน้ กั เรียนเป็นผู้มีความรคู้ วามสามารถทางวิทยาศาสตร์
2.2.3 เน้นให้นักเรยี นไดม้ ีการปฏิบตั ิ การแกป้ ัญหา และการตัดสนิ ใจ
2.2.4 เนน้ หัวขอ้ ที่เกยี่ วกบั ชีวิตจริง ขอ้ ปัญหาทโ่ี ต้เถียงกัน และปัญหาที่เกีย่ วขอ้ งต่อชวี ิตนกั เรียน
2.2.5 จาเป็นตอ้ งบูรณาการความรูจ้ ากหลายสาขาวิชา เป็นสหวทิ ยาการ
2.2.6 เกย่ี วข้องกบั เวลาในอดตี ปจั จุบัน และอนาคต
2.2.7 เกย่ี วขอ้ งกบั อาชีพ
2.2.8 ขอบเขตในทอ้ งถ่ินจนถึงทั่วโลก
2.2.9 เก่ยี วข้องกับชมุ ชน
2.2.10 เก่ียวข้องกับคุณค่า เช่น การยกระดับความตระหนักและความรับผิดชอบต่อปัญหา
ซงึ่ ประชากรในโลกกาลงั เผชิญอยู่
2.2.11 เก่ียวข้องกับสงิ่ แวดล้อม

8

2.2.12 เน้นความคดิ เห็นขององค์กรระดับโลก ที่เสนอแนะหัวข้อปัญหาและปัญหาท่ีเนื่องมาจาก
สิ่งแวดล้อม การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมเท่า ๆ กับความคิดเห็นในแง่ของวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี

จะเห็นได้ว่า การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันต้องพยายามจัดให้สอดคล้องกับ
ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์มากท่ีสุด ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติการ
โดยเฉพาะสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้มองเห็นความสาคัญของ
กระบวนการในการแสวงหาความรู้เป็นอย่างย่ิง ได้พยายามให้ครูผู้สอนใช้การเรียนการสอนแบบ
สืบเสาะหาความรู้ ซ่งึ ผเู้ รยี นจะต้องเรียนโดยทาการทดลอง การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงต้องเรียน
แบบมีกฎเกณฑ์ตลอดจนมีระเบียบวิธี จากการเรียนลักษณะน้ีผู้เรียนจะค่อย ๆ สะสมความรู้ มี
ประสบการณ์ดว้ ยการปฏิบตั ิ (นทิ ัศน์ จติ รใจ, 2541)

2.3 ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าวิทยาศาสตร์
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เป็นความสามารถด้านพุทธิพิสัย มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนา

ความสามารถของผู้เรียนในการใช้กระบวนการคิด ในระดับมัธยมศึกษา แบ่งความสามารถออกเป็น
4 ระดับ ตามลาดบั จากกระบวนการคิดขน้ั ตา่ ไปสขู่ นั้ สูง ดังนี้

2.3.1 ความรู้ ความจา เป็นความสามารถทางการคิดที่มีความซับซ้อนน้อยท่ีสุด ครอบคลุม
ความสามารถทางการคดิ เกยี่ วข้องกับข้อเทจ็ จริง ศพั ท์นยิ าม ข้อตกลงและข้นั ตอนวธิ ี

2.3.2 ความเขา้ ใจ เป็นความสารถที่มีความซับซอ้ นกวา่ ระดับความรู้ ความจาและการคิดคานวณ
เป็นความสามารถในการนาความรู้ต่างๆ ท่ีเรียนมาแล้ว แปลความ ตีความ ขยายความ ซึ่งแบ่งเป็น
ความเขา้ ใจมโนมติ หลกั การ กฎ นัยท่วั ไปและโครงสร้างวทิ ยาศาสตร์ แปลงปัญหาจากรูปแบบหน่ึงไป
ยงั อีกรูปแบบหนงึ่ ได้ คดิ ตามแนวการใหเ้ หตุผล และเขา้ ใจปญั หาได้

2.3.3 การนาไปใช้ เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาที่แปลกใหม่ไปจากที่เคยเรียน แต่มี
ความคล้ายคลึงกับปัญหาที่เคยเรียนมาแล้ว การแก้ปัญหานั้นต้องอาศัยการผสมผสานความรู้
ความสามารถขอ้ 1 และข้อ 2 ดว้ ย ซง่ึ ได้แก่ การแกป้ ญั หาธรรมดา เปรียบเทียบ วิเคราะห์ข้อมูล และ
มองเห็นแบบและโครงสร้างทีเ่ หมือนกนั

2.3.4 การวิเคราะห์ เป็นความสามารถในระดับที่ถือว่า เป็นขั้นสูงสุดด้านพุทธิพิสัย ครอบคลุม
การเรียนรู้ขั้นวิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินค่า นักเรียนท่ีมีความสามารถระดับนี้ต้องสามารถ
แก้ปัญหาท่ีมีความซับซ้อน พลิกแพลง ความสามารถข้ันน้ีรวมไปถึงความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ในการ
แสวงหาแนวทาง หรือค้นพบวิธีการในการแก้ปัญหา ซ่ึงสามารถแบ่งเป็นการแก้ปัญหาท่ีไม่ธรรมดา
การหาความสัมพันธ์ การพิสูจน์ การวิพากษ์วิจารณ์ และการต้ังสมมติฐานเกี่ยวกับนัยท่ัวไป และ
ตรวจสอบความถูกตอ้ งของนัยท่ัวไป

จากที่กลา่ วมาแล้วสรุปไดว้ า่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิทยาศาสตร์เปน็ ความสามรถดา้ นพุทธพิ ิสยั
ซ่ึงมจี ดุ มงุ่ หมายเพ่ือพฒั นาความสมารถของนักเรียนในการใช้กระบวนการคดิ ตั้งแต่ระดับความรู้
ความจา ความเข้าใจ การนาไปใช้ และการวิเคราะห์

9

2.4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เป็นแบบทดสอบที่มุ่งวัดพฤติกรรมและประสบการณ์

การเรียนรู้ของผู้เรียน หรือมุ่งสอบวัดความสามรถในการเรียนของผู้เรียนว่าเรียนมาแล้วรู้เท่าไร
รู้อะไรบ้าง ข้อสอบประเภทนี้จึงวัดคุณลักษณะด้านความรู้ ความคิด ในส่วนที่เป็นผลสัมฤทธ์ิทาง
การเรียนใช้กันแพร่หลายท่ีสุด ข้อสอบวัดผลสัมฤทธ์ิก็คือ มุ่งตรวจสอบความสามารถ (Ability) ใน
การเรียนของบุคคล ทั้งในส่วนของระดับความสามรถในการเรียน ความก้าวหน้า หรือการพัฒนาใน
การเรียน ผลการเรียนท่ีเด่นหรือด้อย รวมถึงทักษะด้านต่าง ๆ ของผู้เรียนว่ามีผลสัมฤทธิ์ มากน้อย
เพียงใด หลังจากได้เรยี นไปแลว้

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนมี 2 ประเภท (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2536)
คอื

2.4.1 แบบทดสอบท่ีครูสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบท่ีครูเป็นผู้สร้างขึ้น ซ่ึงจะเป็นข้อคาถามท่ีถาม
เกี่ยวกับความรู้ที่นักเรียนได้เรียนในห้องเรียน ว่านักเรียนมีความรู้มากเพียงใด บกพร่องที่ตรงไหนจะได้
สอนซอ่ มเสริม หรือวดั ดูความพร้อมที่จะข้นึ ในบทเรียนใหม่

2.4.2 แบบทดสอบมาตรฐาน เป็นแบบทดสอบท่ีสร้างข้ึนจากผู้เช่ียวชาญในแต่ละสาขาวิชาหรือ
จากครู ที่สอนวชิ าน้ัน แต่ผา่ นการทดลองหาคุณภาพหลายคร้ัง จนกระท่ังมีคุณภาพดีพอ จึงสร้างเป็น
เกณฑ์ ปกติ ของแบบทดสอบน้ัน แบบทดสอบนี้นอกจากมีคุณภาพแล้ว ยังมีมาตรฐานในด้าน
การดาเนินการสอบ และยงั มีมาตรฐานในด้านการแปลงคะแนนดว้ ย

2.5 แบบฝึกทกั ษะการคานวณ
2.5.1 ความหมายของแบบฝึกทกั ษะการคานวณ
ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ครูผู้สอนคุ้นเคยกับการนาแบบฝึกมาให้นักเรียนทาเพื่อให้

เกดิ ความรูค้ วามเขา้ ใจ และมที กั ษะเพิม่ ขึ้น การฝกึ ปฏบิ ัติอย่างสม่าเสมอจะทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
ได้ดียิ่งข้ึนการท่ีบุคคลได้มีโอกาสทาซ้า ๆ ทาบ่อย ๆ จะก่อให้เกิดทักษะ ความชานาญการ การฝึก
ปฏิบัติ ซ้าๆ จะทาให้เกิดการเรียนรู้และเกิดทักษะท่ีแม่นยา ชัดเจน มีทักษะคล่องแคล่วและส่งผลต่อ
การเรียนรู้แบบฝึกเป็นสื่อท่ีใช้ ฝึกทักษะการคิด การวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการปฏิบัติของ
นักเรียน แบบฝึกหัดเป็นส่ือการสอนที่จัดทาข้ึนเพ่ือให้ผู้เรียนได้ศึกษา ทาความเข้าใจ ฝึกฝนจนเกิด
แนวคิดที่ถูกต้อง และเกิดทักษะในเร่ืองใดเร่ืองหนึ่ง นอกจากนี้แบบฝึกยังเป็นเคร่ืองช่วยบ่งชี้ให้ครู
ทราบว่านักเรยี นมคี วามรคู้ วามเข้าใจในบทเรียนและสามารถนาความรู้ไปใช้มากน้อยเพียงใด ผู้เรียนมี
จุดเด่นท่ีควรส่งเสริมหรือมีจุดด้อยท่ีต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไรแบบฝึกหัดจึงเป็นเครื่องมือสาคัญท่ีทุก
คนใช้ในการตรวจสอบความรู้ ความเข้าใจ และพฒั นาทกั ษะของนกั เรยี นในวชิ าต่าง ๆ คือสื่อการเรียน
การสอนอย่างหนึ่งใช้ฝึกทักษะให้กับผู้เรียนหลังจากเรียนจบเนื้อหา แบบฝึกจะช่วยให้ผู้เรียนเกิด
การเรยี นรู้ มที ักษะ สามารถเข้าใจบทเรียนไดด้ ยี ิง่ ขนึ้

2.5.2 หลกั การสรา้ งแบบฝึกทักษะ
การสร้างแบบฝึกทักษะเป็นส่ิงจาเป็นในการสอน เพราะการฝึกฝนบ่อย ๆ และหลาย ๆ คร้ัง

ย่อมทาให้เกิดความคล่องแคล่วได้ แบบฝึกเป็นเคร่ืองมือและอุปกรณ์ท่ีสาคัญเพราะจะช่วยให้การจัด
กิจกรรมการเรียนรู้บรรลุ วัตถุประสงค์เกิดความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการเรียนการสอนที่ใช้

10

เฉพาะบทเรียนอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอที่จะทาให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และทักษะได้ ดังนั้นครูจึง
จาเป็นต้องทราบหลักการสร้างแบบฝึกเพ่ือท่ีจะสามารถสร้างแบบฝึกที่ดี และมีประสิทธิภาพสูง
เหมาะสมกับวยั และระดบั ความรูข้ องนักเรยี น มผี ู้ให้คาแนะนาในการสร้างแบบฝกึ ไว้ดังน้ี

นภิ า เลก็ บารงุ (2518:14-15) ได้กล่าวถึงหลักการให้แบบฝกึ กบั นักเรยี นไว้ว่า ครคู วรมี
หลักการให้แบบฝึกเพ่ือให้เกิดประโยชน์แกน่ ักเรียน ดังน้ี

1. แบบฝึกต้องชัดเจนและแน่นอน ครูต้องอธิบายวิธีทาให้นักเรียนเข้าใจให้ถูกต้อง และ
กาหนดขอบเขตใหแ้ นน่ อน

2. ใชภ้ าษาทีเ่ ข้าใจง่ายเหมาะสมกับวัยและพ้ืนฐานความรู้ของนักเรียน
3.แบบฝึกควรเป็นเรื่องที่นักเรียนเรียนมาแล้ว เพราะความรู้หรือประสบการณ์เดิมย่อมเป็น
รากฐานหรอื ประสบการณ์ใหม่ ที่จะชว่ ยให้การเรียนรู้เปน็ ไปได้งา่ ยและสะดวกขึน้
4. ช้แี จงให้นกั เรยี นเขา้ ใจความสาคญั ของแบบฝึกเพ่อื ให้เล็งเห็นถงึ คุณค่า
5. ครตู อ้ งเร้าความสนใจของนักเรียนใหม้ ตี อ่ แบบฝกึ น้ัน
6. ครูควรเป็นผู้ตั้งปัญหาขึ้น และปัญหาน้ันต้องไม่ยากเกินความสามารถของนักเรียน แต่เร้า
อยากรู้อยากเห็น และย่ัวยุใหน้ ักเรียนอยากแกป้ ัญหานั้น ๆ
7. การใหน้ กั เรยี นรู้เค้าโครงของแบบฝกึ เสียกอ่ นจะเป็นสิง่ เร้าให้นักเรยี นทาต่อไปจนสาเรจ็
8. เนื่องจากนักเรียนมีความแตกต่างกัน แบบฝึกท่ีกาหนดให้นักเรียนเก่ง นักเรียนปานกลาง
และนักเรียนอ่อนน้ัน ควรมีความยากง่ายแตกต่างกัน แต่ถ้าให้แบบฝึกอย่างเดียวกันก็ควรพิจารณา
คุณภาพของแบบฝกึ ใหแ้ ตกต่างกนั ดว้ ย หรือให้นักเรียนทเ่ี รยี นออ่ นมีเวลาทามากกว่า
วรนาถ พ่วงสุวรรณ (2518 : 34-37) ได้กล่าวถึงการสร้างแบบฝึกเพื่อให้ได้แบบฝึกท่ีดีและ
สามารถนาไปใชต้ รงตามวัตถุประสงคด์ งั นี้
1. ตัง้ วัตถปุ ระสงค์
2. ศกึ ษาเกี่ยวกบั เน้ือหา
3. ขน้ั ตอนในการสร้างแบบฝึก

3.1 ศึกษาปัญหาในการสอน
3.2 ศกึ ษาจติ ทยาเกย่ี วกบั การเรยี นการสอนและจติ ทยาพฒั นาการ
3.3 ศกึ ษาเน้ือหาวชิ า
3.4 วางโครงร่างและกาหนดรูปแบบของการฝึกให้สัมพนั ธ์กับโครงเรื่อง
3.5 เลอื กเนื้อหาต่าง ๆ ทเ่ี หมาะสมมาบรรจุในแบบฝึกให้ครบตามที่กาหนดไว้
2.5.3 ลกั ษณะของแบบฝกึ ทด่ี ี
การสร้างแบบฝึกเสรมิ ทกั ษะใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพต้องมีหลักในการสรา้ งที่สอดคลอ้ งกบั
ลกั ษณะท่ีดีของแบบฝึกเสรมิ ทกั ษะด้วย ซึง่ มีผรู้ ้ไู ดเ้ สนอแนะไว้ดังนี้
2.5.3.1 ลักษณะทดี่ ีของแบบฝกึ เสรมิ ทักษะไวว้ ่า แบบฝึกเสริมทักษะต้องเก่ียวข้องกับสิ่งท่ี
เรียนมาแล้ว เหมาะสมกบั ระดบั วัย หรอื ความสามารถของเดก็ มีคาชแี้ จงสั้น ๆ ทีท่ าให้เด็กเข้าใจวิธีทา
ไดง้ า่ ย ใช้เวลาเหมาะสมหรอื ใช้เวลาไม่นาน และเปน็ สิง่ ที่นา่ สนใจและทา้ ทายใหแ้ สดงความสามารถ

11

2.5.3.2 ฝึกเสริมทักษะท่ีดีต้องเก่ียวกับบทเรียนที่เรียนมาแล้วเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน
มีคาส่ังและคาอธิบาย มีคาแนะนาการใช้แบบฝึก เสริมทักษะ มีรูปแบบท่ีน่าสนใจและมีกิจกรรมที่
หลากหลายรปู แบบ

2.5.3.3 แบบฝึกเสริมทักษะที่ดีนอกจากมีคาอธิบายชัดเจนแล้วควรเป็นแบบฝึกส้ัน ๆ ใช้
เวลาในการฝึกไมน่ านเกนิ ไปและมีหลายรปู แบบ

จงึ อาจกล่าวสรุปไดว้ า่ แบบฝึกเสรมิ ทกั ษะท่ีดี ครูผสู้ รา้ งจะต้องยดึ หลักจิตวิทยา ใช้สานวน
ภาษาท่ีง่ายเหมาะสมกับวัย ความสามารถของผู้เรียน มีกิจกรรมหลากหลาย มีคาสั่ง คาอธิบาย และ
คาแนะนาการใช้แบบฝึกเสริมทักษะที่ชัดเจนเข้าใจง่าย lใช้เวลาในการฝึกไม่นานและที่สาคัญมี
ความหมายต่อชวี ติ เพ่อื นาไปใชใ้ นชีวิตประจาวันได้

2.5.4 ประโยชนข์ องแบบฝึกทักษะ
แบบฝกึ มปี ระโยชน์ต่อการเรยี นวิชาทักษะมาก ดังท่ี (สุภาพ ดวงเพ็ชร 2533; อ้างอิงจาก

Petty. 1975:469-472) ไดก้ ลา่ วไวว้ ่า
2.5.4.1 เป็นส่วนที่เพิ่ม หรือเสริม เป็นอุปกรณ์การสอนท่ีช่วยลดภาระของครูได้มาก

เพราะแบบฝึกทักษะเปน็ สิ่งท่ีจดั ทาข้นึ อยา่ งเปน็ ระบบระเบียบ
2.5.4.2 แบบฝึกช่วยเสริมทักษะทางภาษา เป็นเคร่ืองมือท่ีช่วยให้เด็กฝึกทักษะการใช้

ภาษาได้ดีขน้ึ แตต่ ้องอาศัยการส่งเสรมิ และความเอาใจใส่จากครผู ู้สอน
2.5.4.3 ช่วยในเร่ืองความแตกต่างระหว่างบุคคล เน่ืองจากเด็กมีความสามารถทางภาษา

แตกต่างกัน การให้เด็กทาแบบฝึกทักษะที่เหมาะสมกับความสามารถของเขาจะช่วยให้เด็กประสบ
ผลสาเร็จในด้านจติ ใจมากขึน้

2.5.4.4 แบบฝึกช่วยเสริมทกั ษะทางภาษาคงทนโดยการกระทาดังน้ี
1. ฝึกทันทีหลงั จากที่เด็กไดเ้ รียนรเู้ ร่ืองนั้น ๆ
2. ฝกึ ซ้าหลาย ๆ ครง้ั
3. เนน้ เฉพาะเร่ืองท่ีตอ้ งการฝึก
5. แบบฝึกใช้เป็นเครือ่ งมอื วดั ผลการเรยี นหลงั จากจบบทเรยี นในแตล่ ะครงั้
6. แบบฝึกท่ีจัดข้ึนเป็นรูปเล่ม เด็กสามารถเก็บรักษาไว้ใช้เป็นแนวทาง เพ่ือทบทวน

ด้วยตนเองต่อไป
7. การให้เด็กทาแบบฝึก ช่วยทาให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของเด็ก

ได้ชดั เจน ซ่ึงจะช่วยใหค้ รดู าเนนิ การปรบั ปรุงแก้ไขปัญหานั้น ได้ทันทว่ งที
8. แบบฝึกทจี่ ัดขน้ึ นอกเหนือจากทอี่ ย่ใู นหนังสือแบบเรียน จะช่วยให้เด็กได้ฝึกฝน

อย่างเต็มท่ี
9. แบบฝึกท่ีจัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยจะช่วยให้ครูประหยัดท้ังแรง และเวลาในการท่ี

ต้องเตรียมสร้างแบบฝึกอยู่เสมอ ส่วนในด้านผู้เรียนก็ไม่ต้องเสียเวลาลอกแบบฝึกจาก
ตาราเรียนทาให้มโี อกาสไดฝ้ กึ ฝนทกั ษะตา่ ง ๆ มากข้ึน

10. แบบฝกึ ช่วยประหยัดค่าใช้จา่ ยเพราะการจัดพิมพเ์ ปน็ รปู เลม่ ที่แน่นอน ทุนต่า
ผู้เรยี นสามารถบันทึกและมองเห็นความก้าวหน้าของตนเองได้อย่างเป็นระบบระเบียบ

12

2.6 วดี ิทัศน์
2.6.1 ความหมายของวีดทิ ัศน์

คาว่า “วีดิทัศน์” มีความหมายตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Video Tape” ซึ่งมีความหมายว่า แถบ
บันทึกวีดิทัศน์ แถบบันทึกภาพ เทปบันทึกภาพ เทปวีดิทัศน์ ซ่ึงแต่เดิมคาว่า Video เป็นภาษาลาติน
แปลว่า “I see = ฉันเห็น” เม่ือมาเป็นภาษาไทย ใช้คาว่า “ภาพ” ต่อมาปี พุทธศักราช 2525
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แนะนาให้ใช้ คาว่า “ภาพทัศน์” โดยอาศัยบัญญัติคาใกล้เคียงกับ
ภาพยนตร์ คาน้ีปรากฏในเอกสารมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จนกระทั่ง พุทธศักราช 2530
ราชบัณฑิตยสถานได้บญั ญัตคิ าว่า “วดี ิทัศน์” แทนคาว่า Video คาว่า วีดิ มาจากคาว่า วิติ ซ่ึงแปลว่า
ร่นื รมยห์ รอื ชวนใหร้ ่นื รมยจ์ ึงทาใหใ้ ช้ คาวา่ วดี ทิ ศั น์ต้งั แต่บัดนน้ั เป็นต้นมา (ชยั ยงค์ พรหมวงศ์, 2540)

กิดานันท์ มลิทอง (2536) ได้กล่าวว่าวีดิทัศน์ (Video Tape) ซ่ึงตามปกติเรามักเรียกทับศัพท์ว่า
“วีดิโอเทป” เป็นวัสดุอุปกรณ์ท่ีสาคัญท่ีสามารถใช้ในการบันทึกภาพ และเสียงไว้ได้พร้อมกันในแถบ
เทปในรูปของคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟา้ และยงั สามารถลบแลว้ บนั ทึกใหมไ่ ด้

รสริน พมิ ลบรรยงก์ (2536) ไดอ้ ธิบายวา่ วีดทิ ัศน์ คือ เทปที่ใช้บนั ทกึ ภาพ และเสียงไว้ในรูปแบบ
ของคล่นื แม่เหล็กไฟฟ้า และสามารถลบแล้วบนั ทกึ ใหม่ หรอื บันทกึ ซา้ ได้

วชริ ะ อินทร์อุดม (2539) ให้ความหมายวีดิทัศน์ว่า เป็นวัสดุที่สามารถใช้บันทึกภาพและเสียงได้
โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ด้วยวิธีการทางแสงเสียง และแม่เหล็กไฟฟ้า ซ่ึงสามารถ
บันทึกและเปิดให้ชมได้ทันที โดยอาศัยเครื่องเล่น/บันทึกวีดิทัศน์ ซ่ึงสามารถบันทึกและลบสัญญาณ
ภาพและเสียงได้

ประทิน คล้ายนาค (2545) ให้ความหมายของวีดิทัศน์ในทางเทคนิคว่า เป็นการใช้กล้อง
อิเล็กทรอนิกส์ถ่ายภาพเคล่ือนไหว พร้อมกบเสียงแล้วสงเป็นสัญญาณไฟฟ้าไปออกที่จอโทรทัศน์
จากความหมายท่ีกล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า วีดิทัศน์ หมายถึง แถบ วัสดุอุปกรณ์ ซึ่งเป็นแถบเคลือบ
แม่เหล็กสามารถเก็บบันทึกข้อมูลได้หลายมิติ เช่น ภาพ และเสียง ในรูปแบบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
สามารถติดต่อเพิ่มเติม ลบออกได้โดยมีสื่อแพร่ภาพ แพร่เสียง เช่น เครื่องรับโทรทัศน์ หรือ
คอมพวิ เตอรเ์ ปน็ เครื่องแสดงภาพและเสียง

วีดิทัศน์ (Video) คือ มัลติมีเดียที่สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงบรรยายได้
การนาเสนอวดิ ีโอมีหลายรูปแบบ เช่น วิดโี อเพ่อื การศึกษา วิดีโอเพื่อความบันเทิง ประโยชน์ของวิดีโอ
มีมากมาย นอกจากให้ความรู้ ให้ความบันเทิง ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ใช้งาน เช่น วิดีโอ
นาเสนอสนิ ค้า ผลติ ภัณฑต์ ่างๆ เปน็ ตน้

วีดิทัศน์เป็นการเล่าเรื่องด้วยภาพ ทาหน้าที่หลักในการนาเสนอ เสียงจะเข้ามาช่วยเสริมในส่วน
ของภาพเพ่อื ใหเ้ ขา้ ใจเนอื้ เรอื่ งมากย่ิงข้ึน วีดิทัศน์เป็นส่ือในลักษณะท่ีนาเสนอเป็นภาพเคลื่อนไหวและ
สร้างความตอ่ เนือ่ งของการกระทาของวตั ถจุ ากเรื่องราวต่างๆ สร้างความรู้สึกใกล้ชิดกับผู้ชม เป็นสื่อที่
เข้าถึงงา่ ย มีความรวดเร็ว

2.6.2 ลกั ษณะเฉพาะของวีดทิ ศั น์
2.6.2.1 เป็นสือ่ ทสี่ ามารถเห็นไดท้ งั้ ภาพ และฟงั เสียง
2.6.2.2 มคี วามคงท่ขี องเนือ้ หา
2.6.2.3 เสนอเป็นภาพเคลื่อนไหวท่ีแสดงความตอ่ เนอ่ื งของการกระทา

13

2.6.2.4 ใช้ได้ทั้งผู้ชมท้งั ทเ่ี ป็นกลมุ่ เลก็ และกลุ่มใหญ่
2.6.2.5 เสนอไดท้ ้ังภาพจรงิ และกราฟกิ ต่างๆ
2.6.2.6 สามารถเก็บเปน็ ข้อมูลและนามาเผยแพรไ่ ดห้ ลายครัง้
2.6.3 จดุ เดน่ ของวีดิทัศนท์ ี่ได้เปรยี บสื่อชนิดอ่นื ๆ ดังนี้
2.6.3.1 สามารถนาเสนอภาพเหตกุ ารณ์ต่างๆ ไดร้ วดเรว็
2.6.3.2 สามารถนาเสนอภาพทใี่ หญ่มากมาใหด้ ูได้ เช่น ภาพโลก
2.6.3.3 สามารถนาเสนอภาพที่เล็กมาให้ดูได้ เช่น สตั วข์ นาดเล็กพวกไฮดรา
2.6.3.4 สามารถนาเสนอภาพจากทห่ี ่างไกล/ภาพเหตุการณ์ในอดตี
2.6.3.5 สามารถนาเสนอภาพที่หายาก เช่น ภูเขาไฟระเบิด
2.6.3.6 สามารถทาภาพท่เี กิดขึ้นอยา่ งรวดเรว็ ใหช้ ้าลง
2.6.3.7 สามารถทาภาพท่เี กดิ ข้นึ ช้ากนิ เวลานานให้รวดเรว็ เช่น การบานของดอกไม้
2.6.3.8 สามารถนาเสนอแทนภาพจรงิ ที่เป็นอันตราย เช่น การทดลองทางเคมี
2.6.4 ประโยชน์ของวดี ิทัศน์
วดี ิทัศน์ (Video tape) เปน็ สือ่ ทเ่ี หมาะสมสาหรับใช้เพ่ือการเรียนการสอน เพราะวีดิทัศน์
เป็นสอื่ ท่ีสามารถทาให้ผเู้ รยี นได้เหน็ ภาพ ซึ่งอาจเป็นภาพนิ่ง หรือภาพเคลื่อนไหว และทาให้ผู้เรียนได้
ยินเสียงที่สอดคล้องกับภาพน้ันๆ ด้วย วีดิทัศน์สามารถใช้ในการสาธิตอย่างได้ผล เป็นสิงท่ีสามารถ
ช่วยให้ผู้เรียนเห็นสิ่งท่ีควรเห็น และยังจัดความผิดพลาดในการสาธิตกระบวนการทดลองต่าง ๆ ได้
เพราะผู้สาธิตสามารถจัดเตรียม และจัดทาวีดิทัศน์อย่างถูกต้องก่อนท่ีจะนาไปใช้จริง (เปร่ือง กุมุท.
2515) นอกจากน้ันการใช้วีดิทัศน์สามารถเลือกดูภาพช้า หรือหยุดดูเฉพาะภาพได้ การบันทึกภาพวีดิ
ทศั น์สามารถกระทาได้ทงั้ ในหอ้ งถ่ายภาพ (Studio) และหอ้ งปฏิบัติการ ซ่ึงเราสามารถตัดต่อส่วนท่ีไม่
ตอ้ งการ หรอื เพิ่มเตมิ ส่วนใหมล่ งไปได้ (กดิ านันท์,2536:144) ซ่ึงสอดคล้องกับ ณรงค์ สมพงษ์ (2535)
ทีก่ ล่าวว่าวีดิทัศน์เป็นสื่อที่สามารถตรวจเช็คภาพได้ทันที และในขณะท่ีถ่ายภาพถ้าไม่พอใจก็สามารถ
ลบทิ้ง และบันทึกใหม่ได้ สาหรับเสียงก็สามารถบันทึกลงในแหล่งบันทึก ไปพร้อม ๆ กับ
การบันทึกภาพได้ทันที ในข้ันตอนของการตัดต่อทาได้โดยง่าย และไม่จาเป็นต้องแยกการบันทึกเสียง
ตา่ งหากเหมือนกบภาพยนตร์

2.7 งานวิจัยท่เี ก่ียวข้อง
มัสยา แสนสม ได้ทาการวิจัยเร่ือง การศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของ

นักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ทไ่ี ด้รับการจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยแบบฝึกทักษะ และการคิดอย่างสร้างสรรค์
ทางวิทยาศาสตร์ มีความมุง่ หมายเพอ่ื การศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน
ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ และการคิดอย่างสร้างสรรค์ทาง
วิทยาศาสตร์ กลมุ่ ตัวอยา่ งท่ใี ชใ้ นการวิจัยครัง้ น้ี เป็นนักเรยี นระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1
ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี กรุงเทพมหานคร จานวน 50 คน ได้มาจากการสุ่มอย่าง
ง่าย (Simple Random Sampling) โดยวิธีการจับฉลากซึ่งเรียนด้วยชุดแบบฝึกทักษะ โดยใช้แบบ
แผนการทดลองแบบ One Group Pretest – Posttest Design เคร่ืองมือที่ใช้เป็นแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และแบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์

14

การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการทางสถิติ t-test Dependent Samples or Correlated Samples
ผลการวิจัยสรปุ ได้ดงั นี้

1. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาวทิ ยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการ
เรยี นรดู้ ว้ ยแบบฝึกทกั ษะ หลังเรียนสูงขึ้นอยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดับ .01

2. ความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการ
เรยี นรดู้ ้วยแบบฝึกทักษะ หลังเรียนสงู ขึน้ อย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01

อุทัยวรรณ อิสริยะวณิช (2549) ได้สร้างแบบฝึกทักษะ เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการบวก-ลบ
ทศนิยม เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผลการวิจยั พบว่า

1. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึก
ทักษะเรื่อง การบวก-ลบทศนิยม แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 โดยคะแนนเฉลี่ย
หลังเรยี นสงู กวา่ ก่อนเรยี น

2. นกั เรียนมีความคิดเห็นต่อแบบฝกึ ทักษะเร่ือง การบวก-ลบ จานวนเตม็ โดยรวมอยใู่ นระดับมาก

Gay and Gallagher. (1976 : 56 – 67) ได้ศึกษาเปรียบเทียบระหว่าวิธีสอนโดยใช้แบบฝึกหัด
สม่าเสมอในช่วงเวลาการเรียนการสอน โดยมีการทดสอบย่อยระหว่างการเรียนการสอนในเร่ืองเดียว
น้ัน ๆ กับการสอนโดยใช้แบบทดสอบย่อยระหว่างเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่
เรียนโดยฝกึ ทักษะการทาแบบฝึกหัดเพยี งอย่างเดียว อยา่ งมีนัยสาคญั

Brown. (2003 : 433 –A) ไดศ้ กึ ษาการเรียนร้เู กย่ี วกบั การสอนคณิตศาสตร์ โดยเน้นให้เกิดความ
เข้าใจ ผวู้ ิจยั ไดศ้ กึ ษาในลกั ษณะกรณีศกึ ษาจากครูประถมจานวน 3 คนซึ่งทั้ง 3 คน มีประสบการณ์ใน
การสอนคณิตศาสตร์ โดยเน้นให้เกิดความเข้าใจตั้งแต่ปีแรกของการสอน กรอบการศึกษา
ประกอบดว้ ย ความเชื่อ การฝึกปฏิบัติ และบริบทของโรงเรียนของครูแต่ละคน วิธีการศึกษาและการ
เก็บรวบรวมข้อมูล ใช้การสัมภาษณ์และการสังเกตโดยผู้ร่วมวิจัย ผลการศึกษาพบว่า บริบทของ
โรงเรียนประสบการณ์เกี่ยวกับนักเรียนของครูและลักษณะนิสัยส่วนตัวนับว่าเป็นกลยุทธศาสตร์ท่ีมี
บทบาทสาคญั อยา่ งยงิ่ ซง่ึ ส่งผลกระทบต่อความเชือ่ และการปฏิบัตกิ ารเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์

เกศนิ ี มคี ณุ ไดท้ าการวจิ ยั เรื่องการศึกษาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบ
ฝึกทกั ษะ เร่อื ง สารและสมบตั ิของสาร ของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนชุมชนบ้านหัวขัว
ผลการวจิ ยั ปรากฏว่า วิธกี ารจดั การเรยี นร้โู ดยใชแ้ บบฝึกทักษะ เรื่อง สารและสมบัติของสาร นักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1lมีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.16/60.6 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ
80/80 ผลท่เี กิดกบั นกั เรียนหลงั การศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะ นักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 1/1 พบว่านักเรียนคิดเป็น มีทักษะในเร่ืองท่ีเรียน ซ่ึงส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน เรอ่ื ง สารและสมบัติของสารสูงข้ึนค่า เฉล่ยี รอ้ ยละ 40.58

15

ปรีชา บานช่ืน ได้ทาการวิจัย เร่ืองการศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้
แบบฝึกทักษะ เรื่องพันธะโคเวเลนต์ มีวัตถุประสงค์เพ่ือ (1) พัฒนาแบบฝึกทักษะวิชาเคมี เร่ือง
พันธะโคเวเลนต์ (2) ศึกษาประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกทักษะท่ีสร้างข้ึนตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
(3) ศึกษา ความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะที่สร้างข้ึน (4) ศึกษา
ความพึงพอใจของ นักเรียนท่ีมีต่อชุดแบบฝึกทักษะท่ีสร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียน
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี อาเภอ
เมือง จังหวัดเพชรบุรี จานวน 45 คน โดยวิธีการทดลอง โดยให้นักเรียนเรียนด้วยแบบฝึกทักษะวิชา
เคมี เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย (1) ชุดแบบฝึกทักษะวิชาเคมี
เร่ือง พันธะโคเวเลนต์ (2) แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนซึ่งเป็นแบบทดสอบทัดเทียมกัน จานวน 2
ฉบับ (3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดแบบฝึกทักษะ การวิเคราะห์ข้อมูล
ประกอบด้วย ค่าสถิต พ้ืนฐานและค่าสถิติที (t-test) ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้ (1) ได้ชุด
แบบฝึกทกั ษะวิชาเคมี เรือ่ งพันธะโคเวเลนต์ (2) ชุดแบบฝกึ ทกั ษะท่ีสร้างข้ึนมีค่าประสิทธิภาพระหว่าง
เรียนเท่ากับ 85.11 และประสิทธิภาพหลังเรียน เท่ากับ 81.11 สูงกว่าเกณฑ์ท่ีต้ังไว้ (3) นักเรียนมี
ความก้าวหน้าทางการเรียนเม่ือเรียนโดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะท่ีผู้ศึกษาสร้างขึ้นอย่างมีนัยสา คัญทาง
สถิติท่ีระดับ .01 และมีความก้าวหน้าเพ่ิมขึ้นเกินร้อยละ 70 (4) นักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อ
ชดุ แบบฝึกทกั ษะที่ผ้ศู ึกษาสร้างข้ึนในระดบั มาก ( X = 4.22)

อิศเรศ พิพัฒน์มงคลพร ได้ทาการวิจัยเร่ือง การพัฒนาวีดิทัศน์การเรียนการสอนคณิตศาสตร์
เรื่อง การสอนการบวกและการลบจานวนจริง สาหรับนักศึกษาในรายวิชา การสอนคณิตศาสตร์
ผลการวจิ ัยพบว่า

1. วดี ิทศั น์ประกอบด้วย คานา การแจง้ จดุ ประสงค์ ข้อความบอกกลา่ วถงึ ขัน้ ตอนการสอน พิธีกร
กล่าวคาอธิบายหลกั การทีใ่ ช้ ตวั อยา่ งการสาธิตกจิ กรรม

2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักศึกษาท่ีได้ศึกษาจากการใช้สื่อวีดิทัศน์การสอนคณิตศาสตร์
เรื่อง การบวกและการลบจานวนจริง หลงั การทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
ทร่ี ะดบั .01

3. ความพึงพอใจของนักศึกษาท่ีมีต่อส่ือวีดิทัศน์การสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบ
จานวนจริง โดยภาพรวม มคี วามพึงพอใจอยใู่ นระดบั มาก ( = 4.48)

4. นกั เรยี นมคี วามกระตอื รอื ร้นเข้าชั้นเรียนตรงตามเวลา มีสมาธิจดจ่อกับวีดิทัศน์ ฟังอย่างต้ังใจ
มสี ่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ เมื่อเกิดความเข้าใจจะแสดงออกทางสีหน้า แววตา ย้ิมและพยักหน้า
วเิ คราะหก์ ารสอนไดอ้ ย่างมีเหตุผล จดบันทึกข้อมูลต่างๆ จากการชมวีดิทัศน์ เมื่อมีข้อสงสัยจะไต่ถาม
อาจารย์ในภายหลงั และอธบิ ายถงึ ประโยชน์ท่ไี ดร้ ับจากวดี ิทัศนไ์ ด้อยา่ งถูกตอ้ ง

บทท่ี 3
วิธดี าเนินงานวจิ ัย

การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี 3 แก๊สและสมบัติของแก๊ส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี
ที่ 5/1 5/2 และ 5/12 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วีดิทัศน์และชุดแบบฝึกทักษะการคานวณ
ผวู้ จิ ัยมีวธิ ดี าเนนิ การวจิ ยั ตามลาดับข้ันตอนดังนี้

3.1 ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
3.2 แผนการวิจัย
3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
3.4 ขนั้ ตอนการสร้างเครื่องมือ
3.5 การดาเนินการทดลอง
3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล
3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มลู

3.1. ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
3.1.1 ประชากร คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5/1 5/2 และ 5/12 โรงเรียนเมืองคง ท่ีเรียน

วิชาเคมี 3 รหัสวชิ า ว32223 ในภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2563 จานวน 114 คน
3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5/1 5/2 และ 5/12 โรงเรียนเมืองคง ท่ีเรียนวิชา

เคมี 3 รหัสวิชา ว32223 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive
Sampling) จากกลุ่มทผี่ ลสมั ฤทธ์ิไม่ผ่านเกณฑ์ที่กาหนด จานวน 23 คน

3.2. แผนการวจิ ัย

การศึกษาค้นคว้าคร้ังนี้ผู้วิจัยใช้แบบแผนทดลองแบบ The Single Group Pretest Posttest
Design เป็นแบบที่กลุ่มทดลองได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และมีการ
สอบหลงั การทดลองกับกลุ่มตัวอย่างเพอ่ื เทยี บกบั เกณฑร์ ้อยละ 70 ดงั ตารางตอ่ ไปนี้

เกณฑ์ร้อยละ 70 ทดลอง ทดสอบหลังเรียน
T1 X T2

เมอื่ T1 แทน เกณฑร์ ้อยละ 70
X แทน การจัดกิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้ปญั หาเป็นหลกั
T2 แทน การทดสอบหลังเรยี น

17

3.3. เคร่ืองมอื ทีใ่ ช้ในการวจิ ัย
เคร่อื งมือท่ใี ช้ในการวจิ ยั แบง่ เปน็ 3 สว่ น คือ
3.3.1 เครื่องมือท่ีใชใ้ นการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรยี นรู้ เร่ือง แกส๊ และสมบัติของแก๊ส ช้ัน

มัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้วีดทิ ัศนแ์ ละชดุ แบบฝึกทักษะการคานวณ
3.3.2 วีดทิ ศั น์ เร่อื ง การแก้สมการทางคณติ ศาสตร์
3.3.3 ชดุ แบบฝกึ ทักษะการคานวณ เรือ่ ง แก๊สและสมบัติของแก๊ส จานวน 1 ชดุ
3.3.4 เคร่ืองมือท่ีใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี 3

เรือ่ ง แกส๊ และสมบัติของแก๊ส ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 แบบปรนยั จานวน 40 ขอ้

3.4. ข้นั ตอนการสร้างเครื่องมือ
3.4.1 แผนการจัดการเรยี นรู้ มขี ั้นตอนการสร้างดังนี้
3.4.1.1 ศกึ ษาหลักสูตร เอกสารประกอบหลกั สตู รวทิ ยาศาสตร์
3.4.1.2 กาหนดผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวัง และกาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ในเน้ือหาให้

สอดคล้องกบั จุดมุ่งหมายของการสอน
3.4.1.3 ส่วนประกอบของแผนการจัดการเรยี นรู้ มดี ังนี้
1) ผลการเรียนรู้
2) จุดประสงค์การเรยี นรู้
3) สาระสาคญั
4) สาระการเรียนรู้
5) ทกั ษะครอ่ มวชิ า
6) ความเข้าใจท่ีคงทน
7) สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
8) คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
9) ชน้ิ งาน/ภาระงาน
10) การวัดและประเมนิ ผล
11) กระบวนการจดั การเรยี นรู้
12) ส่อื /แหลง่ เรยี นรู้
3.4.1.4 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ เพ่ือนาไปใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียน

การสอนโดยใช้วีดิทัศน์และชุดแบบฝึกทักษะการคานวณ จานวน 1 แผน เวลา 3 ช่ัวโมง คือ แผน
การจัดการเรยี นรู้ เรื่อง แกส๊ อดุ มคติ

3.4.2 ชดุ แบบฝกึ ทักษะ มีขั้นตอนการสรา้ งดงั น้ี
3.4.2.1lศึกษารายละเอียดของการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะlโดยศึกษาจากตาราเอกสาร

การสอน
3.4.2.2lวิเคราะห์วตั ถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรม

18

3.4.2.3lหลังจากผ่านกระบวนการวิเคราะห์หัวข้อเร่ือง วิเคราะห์เนื้อหาสาคัญ ประเมิน
คณุ ค่าของหวั ขอ้ เรอื่ ง วเิ คราะห์รายละเอียดหัวขอ้ เร่ืองและความรู้ ซ่ึงจะได้วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
เพอ่ื นาข้อมลู ทไ่ี ด้มากาหนดเน้อื หาวชิ าทั้งหมด

3.4.2.4 สื่อการเรียนการสอน การสร้างสื่อการเรียนการสอน ต้องอาศัยวัตถุประสงค์เชิง
พฤติกรรม และเนื้อหาวิชาเป็นหลัก เพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมและทาให้เกิดผลสัมฤทธ์ิทาง
การเรยี นการสอนมากทสี่ ดุ

3.4.3 วีดทิ ศั นม์ ขี ั้นตอนการสรา้ ง ดงั น้ี
3.4.3.1 วิเคราะห์ขอ้ มูลทตี่ ้องนามาสร้างวีดิทศั น์ จากปญั หาท่ีพบในเนอ้ื หาท่เี รียน
3.4.3.2 หลงั จากผา่ นกระบวนการวิเคราะห์เน้ือหาสาคัญ ประเมินคุณค่าของรายละเอียด

เน้อื หา ซง่ึ จะไดว้ ัตถุประสงค์เชงิ พฤติกรรม เพ่อื นาขอ้ มูลท่ีไดม้ ากาหนดเนอ้ื หาในการสรา้ งวดี ทิ ัศน์
3.4.3.3 ศึกษาวิธีการใช้โปรแกรม PowerPoint ในการนาเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เป็น

การเคลอื่ นไหวของข้อมลู
3.4.3.4 ส่ือการเรียนการสอน การสร้างสื่อการเรียนการสอน ต้องอาศัยวัตถุประสงค์เชิง

พฤตกิ รรม และเน้ือหาวิชา
3.4.4 แบบทดสอบมขี นั้ ตอนการสรา้ งดงั นี้
3.4.4.1 วิเคราะห์เนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ในแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

กาหนดความสาคัญของจุดประสงค์ เพ่ือกาหนดอัตราส่วนของข้อสอบตามความเหมาะสม และสร้าง
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แก๊สและสมบัติของแก๊ส ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 แบบปรนัย
จานวน 40 ขอ้ ท่สี อดคลอ้ งกับสาระการเรียนรู้มาตรฐานการเรยี น/ตัวชวี้ ัด และจุดประสงค์การเรียน

3.4.4.2 ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบจากทฤษฎี และเอกสารท่ีเก่ียวข้องกับการสร้าง
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น

3.4.4.3 นาแบบทดสอบแบบปรนัย จานวน 40 ขอ้ ไปทดสอบใช้กับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี
ท่ี 5/1 5/2 และ 5/12 ปีการศกึ ษา 2563 โรงเรยี นเมืองคง อาเภอคง จังหวดั นครราชสมี า

3.4.4.4 นาผลการทดสอบมาหาคา่ t-test เพ่ือเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น

3.5 การดาเนินการทดลอง
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี 3 เรื่อง แก๊สและสมบัติของแก๊ส ของนักเรียน

ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 5/2 และ 5/12 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วีดิทัศน์และชุดแบบฝึก
ทกั ษะการคานวณ ผู้วจิ ัยดาเนินการทดลองและเกบ็ รวบรวมข้อมลู ดังน้ี

3.5.1. ทาการสารวจความรู้กับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5/1 5/2 และ 5/12 ปีการศึกษา
2563 โรงเรียนเมืองคง อาเภอคง จังหวัดนครราชสีมา โดยการนาเข้าสู่บทเรียน เรื่อง แก๊สและสมบัติ
ของแกส๊

3.5.2. ดาเนินการสอนโดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะการคานวณ เร่ือง แก๊สและสมบัติของแก๊ส ตาม
แผนท่ีวางไว้โดยจะใช้เวลาสอน 4 ชั่วโมง รวมเวลาทาแบบฝึกทักษะ และการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นหลังการสอน

19

3.5.3 ทาการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี 3 ของกลุ่มตัวอย่าง หลังการใช้ชุด
แบบฝึกทักษะการคานวณเร่ือง แก๊สและสมบตั ิของแก๊ส โดยใช้แบบทดสอบแบบปรนัย จานวน 40 ข้อ

3.5.4 ตรวจให้คะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาเคมี 3 ที่กลุ่มตัวอย่าง
ได้ทาแบบทดสอบ ตรวจให้คะแนนแบบทดสอบโดยให้ 1 คะแนน สาหรับข้อที่นักเรียนตอบถูก และ
ขอ้ ละ 0 คะแนน สาหรับขอ้ ทน่ี ักเรยี นตอบผิด ไม่ตอบหรือตอบเกิน 1 ข้อ

3.5.5 นาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาเคมี 3 เรื่อง แก๊สและสมบัติของแก๊ส มา
วิเคราะห์ทางสถติ ิเพ่ือทดสอบสมมตฐิ าน

3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ขอ้ มูลใช้โปรแกรมสาเรจ็ รูป ดาเนินการตามขนั้ ตอนดังนี้
3.7.1dเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5/1 5/2 และ 5/12

ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การทดสอบค่าที แบบไม่อิสระ (T-test for dependent
group)

3.7.2dเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5/1 5/2 และ 5/12
หลังจากการจดั กจิ กรรมการเรียนรูโ้ ดยใชป้ ญั หาเปน็ หลักกบั เกณฑ์ร้อยละ 70

3.7 สถติ ิท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู X
3.7.1 คา่ เฉลยี่ (X) N

X 

เม่อื X แทน ค่าเฉลี่ย
∑X แทน ผลรวมของคะแนนทงั้ หมด
N แทน จานวนนักเรยี นในกลุ่มตัวอย่าง

3.7.2 สถิติทีใ่ ช้ในการทดสอบสมมุติฐาน (t)

t D

ND2  D2
N-1

เม่อื t แทน สถิติทใี่ ชใ้ นการทดสอบสมมตุ ิฐาน
D แทน ผลตา่ งของคะแนนจากแบบทดสอบหลังเรยี นและแบบทดสอบก่อนเรียน
N แทน จานวนนกั เรียนในกลุ่มตัวอยา่ ง

บทท่ี 4
ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล

การศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาเคมี เรื่อง แก๊สและสมบัติของแก๊ส ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5/1 5/2 และ 5/12 โดยใช้วีดิทัศน์และชุดแบบฝึกทักษะการคานวณในคร้ังน้ี
ผู้วิจยั ได้เสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ตามลาดบั ข้ันตอน ดงั น้ี

4.1 สัญลักษณท์ ่ใี ช้ในการนาเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมลู
4.2 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู

4.1 สัญลักษณท์ ่ใี ชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพ่ือให้เกิดความเข้าใจตรงกันในการแปลความหมายผู้วิจัยได้กาหนด

สญั ลกั ษณ์ทใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูลดงั น้ี
N แทน จานวนนักเรียนท้ังหมด
X แทน ผลคะแนนเฉลี่ย
S.D. แทน ความเบย่ี งเบนมาตรฐาน แสดงการกระจายของคะแนน
D แทน ความแตกตา่ งของคะแนน
t-test แทน สถติ ิในการเปรยี บเทียบความแตกตา่ ง
df แทน ชน้ั แห่งความอสิ ระ (N-1)
* แทน ความมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิที่ระดบั .05

21

4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
จากผลการทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี นรายวิชาเคมี เร่ือง แก๊สและสมบตั ิของแก๊สของนักเรยี น

ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 5/1 5/2 และ 5/12 โรงเรียนเมืองคง ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จานวน 23 คน
โดยใช้วดี ิทัศนแ์ ละชดุ แบบฝกึ ทกั ษะการคานวณ ปรากฏผลดังตารางต่อไปนี้

ตารางท่ี 4.2.1 คะแนนทดสอบก่อนการเรียน (Pre-test)

คะแนน pre-test จานวน (คน) ร้อยละ
12 2 8.69
13 4 17.39
14 7 30.43
15 2 8.69
16 3 13.04
18 4 17.39
19 1 4.34
รวม 23 100

จากตารางท่ี 4.2.1 จะเห็นได้วา่ คะแนนทดสอบก่อนการเรียนสว่ นใหญ่อย่ทู ่ี 14 คะแนน ร้อยละ
30.43 และ 13 กับ 18 คะแนน รอ้ ยละ 17.39 แสดงใหเ้ หน็ ถึงพ้นื ความรูก้ ่อนการเรยี นของนกั เรยี น
ชน้ั ปีท่ี 5/1 5/2 และ 5/12 เกย่ี วกับแก๊สและสมบตั ิของแก๊ส

ตารางท่ี 4.2.2 คะแนนทดสอบหลังการเรยี น (Post-test)

คะแนน post-test จานวน (คน) ร้อยละ
28 3 13.04
29 6 26.08
30 4 17.39
31 2 8.69
32 4 17.39
33 1 4.34
34 1 4.34
35 2 8.69
รวม 23 100

จากตารางที่ 4.2.2 จะเห็นได้ว่าคะแนนทดสอบหลังการเรียนส่วนใหญ่อยู่ท่ี 29 ร้อยละ 26.08
และ 30 กับ 32 คะแนน รอ้ ยละ 17.39 ตามลาดบั เมื่อเปรียบเทียบผลคะแนนทดสอบก่อนการเรียน
(Pre-test) (ตารางท่ี 4.2.1) และคะแนนทดสอบหลงั การเรยี น (post-test) (ตารางที่ 4.2.2)

22

แสดงให้เห็นว่าหลังจากนาวิดีทัศน์และชุดแบบฝึกทักษะการคานวณมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน
สง่ ผลใหผ้ ลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นของนักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 5/1 5/2 และ 5/12 ดีขึน้

ตารางท่ี 4.2.3 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน และหลังเรียนจากการใช้
ชดุ แบบฝึกทักษะการคานวณ

คนท่ี คะแนนสอบกอ่ นเรียน (40) คะแนนสอบหลังเรยี น (40) ผลต่างของคะแนน (D) D2
33 21 441
1 12 35 21 441
31 17 289
2 14 32 13 169
35 21 441
3 14 32 18 324
29 13 169
4 19 30 15 225
30 16 256
5 14 32 17 289
32 14 196
6 14 28 10 100
28 12 144
7 16 29 16 256
29 17 289
8 15 30 17 289
29 15 225
9 14 29 13 169
31 18 324
10 15 28 10 100
34 16 256
11 18 29 15 225
30 17 289
12 18 705 362 5906

13 16 30.65 15.74 256.78

14 13

15 12

16 13

17 14

18 16

19 13

20 18

21 18

22 14

23 13

รวม 343

คะแนน 14.91
เฉลยี่

23

จากตารางท่ี 4.2.1 พบว่า โดยภาพรวมคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 14.91 และคะแนนหลัง
เรียนเท่ากับ 30.65 คะแนนเฉล่ียมีค่าเพ่ิมข้ึน +15.74 เม่ือพิจารณาเป็นรายบุคคล พบว่า นักเรียน
ส่วนใหญ่ได้คะแนนเพิ่มขึ้นแสดงว่า การใช้ชุดแบบฝึกทักษะการคานวณมีส่วนช่วยให้นักเรียนมี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดขี ้นึ

ตารางที่ 4.2.4 แสดงผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นก่อนและหลงั รายวิชาเคมี เร่ือง แก๊สและสมบัตชิ อง
แกส๊ ของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 5/1 5/2 และ 5/12 โรงเรยี นเมอื งคง

กระบวนการเรียนรูท้ างเคมี N X S.D t - test

กอ่ นเรียน 23 14.91 2.08
หลงั เรียน 23 30.65 24.526*

2.14

*มนี ัยสาคัญทางสถติ ิท่ีระดับ .05

จากตารางที่ 4.2.2 พบว่า คะแนนการทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนในรายวิชาเคมี เรื่อง
แก๊สและสมบตั ขิ องแก๊ส ของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 5/1 5/2 และ 5/12 โรงเรยี นเมืองคง ภาคเรียนที่ 1
ปกี ารศึกษา 2563 จานวน 23 คน โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะการคานวณ มีค่าเฉลี่ยคะแนนการทดสอบ
ก่อนเรียนเท่ากับ 14.91 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.08 ส่วนคะแนนการทดสอบหลังเรียนมี
ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 30.65 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.14 และเมื่อตรวจสอบความแตกต่างของ
คะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย t-test พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและ
หลังเรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5/1 5/2 และ 5/12 เท่ากับ 24.526 แตกต่างกันอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ซ่ึงอาจกล่าวได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างเชือ่ มน่ั ได้ 95%

บทท่ี 5
สรุปผลการทดลอง และข้อเสนอแนะ

การศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาเคมี เร่ือง แก๊สและสมบัติของแก๊ส ของนักเรียน
ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 5/2 และ 5/12 โดยใช้วีดิทัศน์และชุดแบบฝึกทักษะการคานวณในคร้ังนี้มี
จุดม่งุ หมาย เพ่ือศกึ ษาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นรายวิชาเคมี เร่ือง แก๊สและสมบตั ิของแกส๊ ของนักเรียน
ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5/1 5/2 และ 5/12 โดยใช้วีดิทัศน์และชุดแบบฝึกทักษะการคานวณระหว่างก่อน
เรียนกับหลังเรียน โดยกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5/1 5/2 และ 5/12
โรงเรียนเมืองคง อาเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ที่กาลังเรียนในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2563
จานวน 23 คน ซึ่งผู้วิจัยได้มาโดยเทคนิคการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling)
โดยนวัตกรรมในการวิจัยคร้ังน้ีคือ วีดิทัศน์เรื่องการแก้สมการทางคณิตศาสตร์ และชุดแบบฝึกทักษะ
การคานวณ เร่ือง แก๊สและสมบัติของแก๊สเคมี จานวน 1 ชุด เคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาเคมี 3 เรื่อง แก๊สและสมบัติของแก๊ส ช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 5 ซ่ึงเป็นแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ ดาเนินการทดลองทั้งสิ้น 1
สัปดาห์ วันจันทร์ 1 ช่ัวโมง และวันพุธ 2 ชั่วโมง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉล่ีย ( X )
สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D) และการทดสอบคา่ ที (t-test) ชนดิ Independent Samples

5.1 สรปุ ผลการวจิ ัย
5.1.1 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาเคมี 3 เรื่อง แก๊สและสมบัติของแก๊ส ของนักเรียนช้ัน

มัธยมศึกษาปีท่ี 5/1 5/2 และ 5/12 โดยใช้วีดิทัศน์และชุดแบบฝึกทักษะกาคานวณคร้ังน้ี พบว่า
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนหลงั เรียนของนักเรียนผ่านเกณฑท์ ก่ี าหนด คอื ร้อยละ 70

5.1.2 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมี
นยั สาคัญทางสถิติท่รี ะดบั .05

5.1.3 ประสทิ ธิภาพของชุดแบบฝึกทกั ษะการคานวณ เรือ่ ง แก๊สและสมบตั ิของแก๊ส ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5/1 5/2 และ 5/12 มีประสิทธิภาพเปรียบเทียบระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน
ได้ 95

5.2 อภิปรายผลการวจิ ัย
จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า ผลสัมฤทธ์ิทาง

การเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซ่ึงเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ท้ังน้ีอาจเป็นผล
เนื่องมาจากสาเหตหุ ลายประการดังน้ี

1. การสอนโดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะการคานวณ เรื่อง แก๊สและสมบัติของแก๊ส ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 5/2 และ 5/12 เป็นบทเรียนท่ีจัดลาดับเน้ือหาในรูปแบบกรอบโดยแต่ละ
กรอบจะเสนอเนื้อหาเป็นข้ันตอนทีละน้อยมีแบบฝึกให้ผู้เรียนได้คิดและตอบ โดยผู้เรียนสามารถรับ

25

ข้อมูลย้อนกลับได้ตลอดเวลา ซ่ึงสอดคล้องกับรูปแบบการสอนของธอร์นไดด์ (Throndike) กล่าวคือ
มีการเสนอเน้ือหาเป็นลาดับข้ันตอนจากง่ายไปหายากและสร้างภาพอันพึงพอใจแก่ผู้เรียน โดยให้
คาตอบที่ถูกต้องทนั ทีเมอ่ื ผเู้ รียนตอบสนอง (ไชยยศ เรืองสวุ รรณ. 2521: 48-53)

2. การใช้ชุดแบบฝึกทักษะการคานวณเป็นการตอบสนองการสอนที่ยึดนักเรียนเป็นสาคัญ
(Child Center) โดยการให้ผเู้ รียนมปี ฏิสัมพันธ์กับทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว ทุกคนจะสร้างส่ิงที่มีความหมาย
ด้วยตนเองเป็นผู้รับผิดชอบการเรียนรู้ของตน โดยครูเป็นผู้สนับสนุนและอานวยความสะดวกใน
การเรียนรู้

3. การเรียนโดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะมีบรรยากาศในการเรียนท่ีไม่เคร่งเครียด เนื่องจากเป็น
การตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลคือ นักเรียนท่ีเรียนได้ช้าหรือเร็วข้ึนอยู่กับความรู้พ้ืนฐาน
และความสามารถของตัวผู้เรียนเอง ทาให้ผู้เรียนท่ีเรียนเก่งสามารถเรียนได้โดยไม่ต้องรอเวลาและ
รอเพ่ือนส่วนผู้เรียนที่เรียนอ่อนไม่ต้องกังวลใจว่าจะเรียนไม่ทันเพ่ือน โดยสามารถเพิ่มเวลาเรียน
มากข้ึนในการทบทวนบทเรียนตามความต้องการซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ แม็คมิลแลนและเมย์
(McMillan and May.1979 : 220) ที่พบว่า การจัดกิจกรรมในช้ันเรียนและบรรยากาศที่เอื้อต่อ
การเรยี น ซ่งึ ทาใหผ้ ู้เรียนเกิดความสนุกสนานในการเรียนวิทยาศาสตร์มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนของผูเ้ รียน

5.3 ขอ้ เสนอแนะ
5.3.1 ขอ้ เสนอแนะท่ัวไป
5.3.1.1 ครูไม่ควรกาหนดเวลาในการศึกษาชดุ แบบฝกึ ทักษะการคานวณของผู้เรียนควรให้

นักเรียนเรยี นไปเรอ่ื ย ๆ จนกว่าจะจบเนือ้ หาตามความสามารถของนกั เรยี นแตล่ ะคน
5.3.1.2 ครูควรให้เด็กดูวีดิทัศน์เร่ืองการแก้สมการทาง ก่อน ทาชุดแบบฝึกทักษะ

การคานวณ
5.3.1.3 ครูควรอธิบายวิธีในการใช้ชุดแบบฝึกทักษะการคานวณให้ชัดเจนเพ่ือนักเรียน

จะเกิดการเรียนรูด้ ้วยตนเองมากทส่ี ุด
5.3.1.4 ครูควรสังเกตพฤติกรรมขณะที่นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมและบันทึกผลพฤติกรรม

นนั้ ไวแ้ ลว้ นาผลการสังเกตมาใชป้ รบั ปรุงในการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนต่อไป
5.3.2 ขอ้ เสนอแนะในการวิจัยครงั้ ตอ่ ไป
5.3.2.1 ควรนาวิธีการและแนวคิดในการวิจัยคร้ังน้ีไปใช้ในการสร้างวีดิทัศน์และชุดแบบ

ฝึกทกั ษะการคานวณ
5.3.2.2 ควรมีการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการเรียนโดยใช้วิดีทัศน์และชุด

แบบฝึกทักษะการคานวณ

บรรณานุกรม

กรมวิชาการ. (2551). ตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ
กระทรวงศึกษาธกิ าร.

กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2542). พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแห่งชาตพิ .ศ.2542. กรุงเทพฯ : พริกหวาน
กราฟฟคิ .

ชวาล แพรตั นกุล. (2546). ความรูและการรบั รู. (พมิ พ์คร้ังที่3). กรงุ เทพฯ: บพธิ การพมิ พ.
จรยิ า เสถบุตร. (2542) ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวิชาวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษา

ปที ี่ 3 ท่ีไดร้ ับการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ โดยเสรมิ ภมู ปิ ัญญาท้องถน่ิ ร่วมกบั แหลง่
วิ ท ย า ก า ร ชุ ม ช น . วิ ท ย า นิ พ น ธ์ ศึ ก ษ า ศ า ส ต ร ม ห า บั ณ ฑิ ต บั ณ ฑิ ต วิ ท ย า ลั ย
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่.
บุญเรอื ง ขจรศลิ ป. (2540). วิธวี จิ ัยทางการศกึ ษา.กรุงเทพฯ : พ.ี เอน็ .การพิมพ.
ปริยทพิ ย์บุญคง. (2546 ) การวัดผลการศกึ ษา. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 4. กาฬสนิ ธุ์ : ประสานการพมิ พ.์
กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ. (2551). คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์. กรงุ เทพมหานคร: กรมวชิ าการ.
พัชราพรรณเม่าน้าพราย. (2546) ผลการใช้กมประกอบบทเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เร่ืองสาร
รอบตวั ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีที่1 โรงเรยี นปา่ พะยอมพิทยาคมจังหวดั พทั ลุง.
วิทยานพิ นธศ์ กึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมธริ าช.
ไพศาล หวงั พานชิ . (2546). การวดั ผลการศึกษา. กรงุ เทพฯ. ไทยวฒั นาพานชิ .
ภณิดา ชัยปัญญา. (2541). ความพึงพอใจของเกษตรกรต่อกิจการไร่นาสวนผสมภายใต้โครงการปรับ
โครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตรของจังหวัดเชียงราย.วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์
มหาบัณฑติ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่.
วันเพ็ญ พวงมะลิ. (2543). ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี
ที่ 2 ที่ใช้เกมและการ์ตูนเร่ืองประกอบการสอนตามคู่มือครู. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร
มหาบณั ฑิตมหาวิทยาลยั เชียงใหม่.
วัลนา ธรจักร. (2543). ทักษะพ้ืนฐานทางคณติ ศาสตรข์ องเดก็ ปฐมวยั ทไ่ี ดร้ ับการจัดประสบการณ์
ด้วยกิจกรรมเกมการศึกษาประกอบการประเมินสภาพจริง. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร
มหาบณั ฑติ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
สมนกึ ภทั ทยิ ธนี. (2546). การวดั ผลการศกึ ษา. พิมพ์คร้ังที่ 4. กาฬสนิ ธ์ุ : ประสานการพมิ พ์.
สุภาลกั ษณ์ ชยั อนันต.์ ความพึงพอใจของเกษตรกรท่ีมีต่อโครงการส่งเสริมการปลูกมะเขือเทศแบบมี
ลกั ษณะผกู พันในจงั หวดั ลาปาง. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2540.
อทุ ยั พรรณ สุดใจ. (2545). ความพงึ พอใจของผูใชบรกิ ารทีม่ ตี อการให้บรกิ ารขององคการโทรศัพท
แหงประเทศไทย จังหวัดชลบรุ ี. วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑติ , สาขาสังคม
วทิ ยาประยุกต, บณั ฑิตวิทยาลยั , มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร.

ภาคผนวก

28

ภาคผนวก ก

แผนการจัดการเรียนรู้

29

รรร.15

แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 9

รายวชิ า เพ่มิ เติม เคมี 3 รหัสวิชา ว32223 กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2563

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 7 เร่อื ง แก๊สและสมบัตขิ องแกส๊ เวลา 20 ช่ัวโมง

แผนการเรียนรู้ที่ 10 เรื่อง กฏแกส๊ อุดมคติ (ideal gas law) เวลา 2 ช่วั โมง

1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 5.1 เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมี

และสมบัติ ของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และ
พอลิเมอร์ รวมทงั้ การนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
2. ผลการเรยี นรู้

2.1 คานวณปริมาตร ความดัน อุณหภูมิ จานวนโมล หรือมวลของแก๊ส จากความสัมพันธ์ตามกฎของ
อาโวกาโดร และกฎแกส๊ อุดมคติ
3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

3.1 คานวณปริมาตร ความดัน อุณหภูมิ จานวนโมล หรือมวลของแก๊ส โดยใช้ความสัมพันธ์ตาม
กฎแกส๊ อดุ มคติได้ (K)

3.2 มที ักษะในการคิดเปน็ กระบวนการจนสามารถแก้โจทย์ปัญหาได้ (P)
3.3 นักเรียนเปน็ ผมู้ ีสว่ นร่วมในการเรียนการสอน (A)
4. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
กฎแกส๊ อุดมคติสามารถใชค้ านวณและอธบิ ายความสัมพนั ธ์ระหว่างปรมิ าตร ความดัน อุณหภมู ิ
และจานวนโมลของแก๊สที่ภาวะตา่ ง ๆ ได้
5. สาระการเรยี นรู้
7.2 กฎแกส๊ อดุ มคติ และความดันย่อย

7.2.1 กฎแก๊สอุดมคติ
6. ทักษะคร่อมวชิ า

6.1 ทักษะการสบื คน้ ขอ้ มลู
6.2 กระบวนการกลุม่
7. ความเขา้ ใจทีค่ งทน
แก๊สใด ๆ ทม่ี สี มบตั ิ
เป็นไปตามสมการน้ีจัดเป็นแก๊สอดุ มคติ และเรียกสมการนี้วา่ กฎแก๊สอุดมคติ
8. สมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น
8.1 ความสามารถในการคิด

- ทักษะการคดิ วิเคราะห์
- ทักษะการสารวจคน้ หา
8.2 ความสามารถในการแก้ปัญหา
8.3 ความสามารถในการสอ่ื สาร

30

9. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
9.1 มคี วามรบั ผิดชอบ
9.2 ความม่งุ มัน่ ในการทางาน/การเรียน
9.3 ความขยัน
9.4 มีระเบยี บวินัย

10. ช้ินงาน/ภาระงาน
10.1 ใบงาน

11. กระบวนการวดั และประเมนิ ผล

สิง่ ท่ตี ้องการวดั วิธกี ารวัด เครือ่ งมอื วัด เกณฑก์ ารผา่ น
ผา่ นเกณฑ์
ดา้ นความรู้ 1. ตง้ั คาถาม 1. คาถาม ร้อยละ 60

1. คานวณปริมาตร ความดนั อุณหภมู ิ จานวนโม2ล. ใบงานท่ี 7.10 2. ตรวจใบงาน ท่ี ผ่านเกณฑ์
ระดบั 2 ข้นึ ไป
หรอื มวลของแก๊ส โดยใช้ความสมั พนั ธต์ ามกฎแก๊ส 7.10
ผา่ นเกณฑ์
อดุ มคติได้ ระดับ 2 ขน้ึ ไป

ด้านทักษะกระบวนการ 1. สังเกตพฤติกรรม 1. แบบสงั เกต

2. มที ักษะในการคิดเป็นกระบวนการจน การทางาน พฤติกรรมการ

สามารถแกโ้ จทย์ปัญหาได้ 2. กิจกรรมตรวจสอบ ทางาน/ทดลอง

ความเข้าใจ

ด้านคุณลกั ษณะ 1. ประเมนิ ทกั ษะการ 1. แบบประเมนิ

4. นักเรียนเปน็ ผมู้ สี ว่ นรว่ มในการเรยี นการสอน มสี ว่ นรว่ มในการ ทักษะการมีส่วนรว่ ม

เรียนการสอนของ ในการเรียนการสอน

นักเรียน ของนักเรียน

12. กระบวนการ/กิจกรรมการเรียนรู้

ข้นั นาเขา้ สู่บทเรยี น

12.1 ข้นั สรา้ งความสนใจ (Engagement) (ขั้นต้งั คาถาม : Learning to Question)

12.1.1 ทบทวนความรเู้ กีย่ วกับกฎของอาโวกาโดร กฎรวมแก๊ส โดยใช้คาถามดังนี้

- กฎรวมแกส๊ คืออะไร (ความสัมพันธ์ระหว่าง ปริมาตร ความดัน และอุณหภูมินี้
V1 V2
เรียกวา่ กฎรวมแก๊ส ( Combined gas Law) สูตรที่ใชใ้ นการคานวณ คอื T1 = T2 )

- กฎของอาโวกาโดร กล่าวว่าอย่างไร (ที่อุณหภูมิและความดันคงท่ี ปริมาตรของ

แก๊สข้ึนอยู่กับจานวนโมลของแก๊ส โดยแก๊สท่ีมีจานวนโมลมากกว่าจะมีปริมาตรมากกว่าคือ สูตรท่ีใช้

ในการคานวณ คอื V1 = V2 )
12
- เราสามารถรวมสมการทั้งสองสมการเข้าด้วยกันเหมือนกฎรวมแก๊สได้หรือไม่

เมอื่ รวมสมการแลว้ สมการท่ไี ด้จะเปน็ อย่างไร (เราสามารถรวมสมการได้ แลว้ สมการท่ไี ด้คอื

PV = nRT )

31

ขัน้ สอน

12.2 ขัน้ สารวจและคน้ หา (Exploration) (ขน้ั แสวงหาสารสนเทศ : Learning to Search)

12.2.1 ครูให้นักเรียนพิจารณาสมการตามกฎรวมแก๊สและกฎของอาโวกาโดร จากนั้นครู

ให้นักเรียนรวมสมการทั้งสองและนาเสนอสมการที่ได้ แล้วร่วมกันสรุปความสัมพันธ์ของปริมาตร

ความดนั อุณหภมู ิ และจานวนโมลของแกส๊ ตามสมการ PV = nRT จากน้ันครูให้ความรู้ “แก๊สใด ๆ ที่

มสี มบตั ิเป็นไปตามสมการน้จี ดั เป็นแกส๊ อดุ มคติ และเรยี กสมการนวี้ ่า กฎแก๊สอดุ มคติ”

12.2.2 ครูใหน้ กั เรียนตอบคา ถามชวนคดิ

- จากความรเู้ รื่องปริมาตรของแก๊สท่ี STP จะคานวณคา่ คงทีข่ องแกส๊ ได้อยา่ งไร

ที่ STP หรือท่ีอณุ หภูมิ 0 °C ความดัน 1 atm แก๊ส 1 mol จะมีปริมาตร 22.4 L

เมอ่ื นา ขอ้ มลู ดังกลา่ วแทนคา่ ในสมการกฎแกส๊ อดุ มคติ จะสามารถหาค่า R ได้ ดงั น้ี

จาก PV = nRT
V
R= T

แทนคา่ จะได้ R= a
o
ดังนน้ั ค่าคงทขี่ องแก๊สมคี า่ เทา่ กับ 0.0821 L·atm·mol-1·K-1

12.2.3 สรุปคาถามชวนคิดเพ่ือให้นักเรียนเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น (ตัวเลขค่าคงท่ีของแก๊ส
ขึ้นอยู่กับหน่วยท่ีใช้ โดยยกตัวอย่างค่าคงที่ของแก๊สใน หน่วยเอสไอมีค่า 8.314 m3·mol-1·K-1 แต่
ค่าคงทข่ี องแก๊สที่เราใช้คานวณในบทนี้และบทอืน่ ๆ ใชเ้ ท่ากบั 0.0821 L·atm·mol-1·K-1)

12.2.3 อธิบายการคานวณโดยใช้กฎแก๊สอุดมคติในตัวอย่างท่ี 11 - 14 หน้า 29 - 31

จากนน้ั ให้นักเรียนตอบคาถามตรวจสอบความเขา้ ใจ

12.3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) (ขั้นสร้างความรู้ : Learning to

Construct)

12.3.1 นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ สง่ ตวั แทนมานาเสนอกิจกรรมตรวจสอบความเขา้ ใจ

12.3.2 ครูสรุปความคิดรวบยอดเรื่อง แก๊สอุดมคติ แก๊สใด ๆ ที่มีสมบัติเป็นไปตามกฎรวม

แกส๊ และกฎอาโวกาโดรจัดเปน็ แก๊สอุดมคติ และสมการ PV = nRT เรียกว่า กฎแกส๊ อุดมคติ

12.4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration) (ข้นั สอื่ สาร : Learning to Communicate)

12.4.1 นักเรียนทาใบความรู้ที่ 7.10 เรื่อง แก๊สอุดมคติ เพ่ือเป็นการทบทวนและเพิ่มความ

เข้าใจยิ่งข้ึน จากน้ันครูเปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามข้อสงสัยในเนื้อหา และให้ความรู้เพิ่มเติมในส่วนนั้น

เพื่อจะใชเ้ ป็นความรู้เบื้องต้นสาหรบั การเรยี นในเน้ือหาต่อ ๆ ไป

12.4.2 ครูให้นักเรียนทุกคนศึกษาวิธีการคานวณเพื่อหาคาตอบจากโจทย์ ในชุดแบบฝึก

ทักษะการคานวณ เรื่องแกส๊ และสมบัตขิ องแก๊ส

32

ขั้นสรุป
12.5 ขัน้ ประเมินผล (Evaluation) (ขั้นตอบแทนสังคม : Learning to Search)

12.5.1 นักเรยี นทาใบงานท่ี 7.10 เร่อื ง แก๊สอุดมคติ
12.5.2 สุ่มนักเรียนออกมาเฉลยแบบฝึกหัดหน้าช้ันเรียน และช่วยกันตรวจสอบคาตอบ
ร่วมกนั พร้อมใหเ้ หตุผล โดยครูอธบิ ายเพมิ่ เติมในสว่ นที่นักเรียนยังไมเ่ ขา้ ใจ
12.5.2 ครูประเมินผลนักเรียน โดยการตรวจใบงาน
13. สือ่ การเรียนการสอน
13.1 หนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิมเติม เคมี เล่ม 3 ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ
ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) ของสสวท.
13.2 ใบความรูท้ ่ี 7.10 เรอ่ื ง แกส๊ อุดมคติ
13.3 ใบงานที่ 7.10 เรื่อง แก๊สอุดมคติ
13.3 ชดุ แบบฝึกทกั ษะการคานวณ เร่ือง แกส๊ และสมบัติของแกส๊

33

34

แบบประเมนิ ทักษะการมีสว่ นร่วมในการเรียนการสอนของนกั เรียน

วนั ท.่ี ................เดือน......................................พ.ศ. ................... ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่...................
เรอ่ื ง ...............................................................................รายวชิ า................................................

คาช้ีแจง 1. ให้ครูประเมินพฤติกรรมการทางานของนักเรียนในชั้น/วิชาของตนว่ามีคุณสมบัติตามที่
กาหนดระดับใด จาก คะแนน 1 - 3 ในภาพรวม

2. เกณฑ์การให้คะแนน คือ (1) ไม่มีลักษณะตามท่ีระบุเลย เป็นการบังคับให้ทาจึงทาตาม
หรือมีเป็นบางครั้งแต่เป็นไปโดยจาใจต้องปฏิบัติ (2) มีลักษณะตามท่ีระบุเป็นครั้งคราว หรือตาม
กาหนด ครูกาหนด แต่เม่ืองานเสร็จแล้วจะภูมิใจกับงานของตน (3) มีลักษณะตามท่ีระบุเป็นประจา

เป็นไปตามธรรมชาติ

เลข ชื่อ - สกลุ ความสนใจ การตอบ ทางานท่ี ตรงตอ่ เวลา รวม
ที่ คาถาม ได้รบั
แสดงความ มอบหมาย
คดิ เห็น

123123123123

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

35

เลข ชอ่ื - สกลุ ความสนใจ การตอบ ทางานที่ ตรงตอ่ เวลา รวม
ท่ี คาถาม ไดร้ บั
แสดงความ มอบหมาย
คดิ เห็น

123123123123

21

22

23

24

25

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ระดับ 3 หมายถึง มีพฤติกรรมในระดบั ดี
ระดับ 2 หมายถงึ มพี ฤติกรรมในระดบั ปานกลาง
ระดบั 1 หมายถึง มีพฤติกรรมในระดบั ปรบั ปรงุ

เกณฑ์การประเมนิ คะแนนเตม็ 12 คะแนน
คะแนนมากกว่า 9 คะแนน หมายถึง ดี
คะแนนระหวา่ ง 5 - 9 คะแนน หมายถึง ปานกลาง
คะแนนน้อยกว่า 5 คะแนน หมายถึง ปรบั ปรุง

เกณฑก์ ารผ่าน ร้อยละ 70 (9 คะแนน)

ลงชอ่ื ..............................................ผู้สอน
( นางสาวนฤภร วาตาดา )

นกั ศกึ ษาฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชีพครู
วนั ท่ี………เดือน……………… พ.ศ …………

36

ใบงานที่ 7.10 เรอ่ื ง แกส๊ อดุ มคติ

ชอ่ื ........................................................ นามสกลุ ................................................. ช้นั ม.5/...... เลขที่ ...............

1. แก๊สชนิดหน่ึงมีมวลต่อโมลเท่ากับ 48.0 กรัมต่อโมล แก๊สชนิดนีท้ ่อี ุณหภูมิ 25 องศา เซลเซียส ความดัน 1.0
บรรยากาศ มีความหนาแน่นเท่าใด

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………

2. อากาศที่ระดับน้ําทะเลที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ความดัน 1.00 บรรยากาศ มี ความหนาแน่นประมาณ 1.2
กโิ ลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อากาศที่ระดับความสูง 10 กิโลเมตร ซ่ึงมีอุณหภูมิ -50 องศาเซลเซียสและความดัน 0.26
บรรยากาศ มีความหนาแน่น เท่าใด

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………………

37

เฉลยใบงานที่ 7.10 เรอื่ ง แกส๊ อดุ มคติ

1. แก๊สชนิดหนึ่งมีมวลต่อโมลเท่ากับ 48.0 กรัมต่อโมล แก๊สชนิดนี้ที่อุณหภูมิ 25 องศา เซลเซียส ความดัน 1.0

บรรยากาศ มีความหนาแน่นเท่าใด

จาก PV = nRT

V = (1 mol)(0.0821 L„ atm/mol „K)(25 + 273 K)
(1.0 atm)
= 24 L

คาํ นวณความหนาแน่นของแก๊ส m
v
จาก d =

แทนค่ามวลและปรมิ าตรของแก๊ส 1 mol 48.0g
24 L
d =

= 2.0 g/L

ดังน้นั แก๊สมีความหนาแน่น 2.0 กรัมต่อลิตร

2. อากาศที่ระดับน้าํ ทะเลที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ความดัน 1.00 บรรยากาศ มี ความหนาแน่นประมาณ 1.2

กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อากาศที่ระดับความสูง 10 กิโลเมตร ซึ่งมีอุณหภูมิ -50 องศาเซลเซียสและความดัน

0.26 บรรยากาศ มีความหนาแน่นเท่าใด

จาก PV = nRT
m
เนอ่ื งจาก n = M

เมื่อ m คือ มวลของอากาศ และ M คือ มวลต่อโมลของอากาศ
n
แทนค่าจะได้ PV = Mm RT
PM =
และเนอื่ งจาก RT = Vm
เมื่อ d แทน ความหนาแน่น d
v

ดังน้นั d = PM
RT
อัตราส่วนระหว่างความหนาแน่นของอากาศที่ระดับความสงู 10 กิโลเมตร และระดับ นาํ้ ทะเล เป็นดังนี้

d 10 km = P10 km Mอากาศ /RT10 km
dระดับนํ้าทะเล Pระดับนํ้าทะเล Mอากาศ/ RTระดับนํ้าทะเล
d 10 km ===Pd1ร.ระ2ะดดับับkPนนg1ํา้ํา้ 0ท/ทะmะเkลเmล3x/x/PTTร(1(ะร001ดะ..ับด20kPับนm61นํา้ a0ทา้ํatทะkmtเะmลmเล)/()/5(TT1015ร0ะ-ด+kับm22น77้ํา3ท3ะเKลK))
dระดับนํ้าทะเล

d10km

= 40 kg/m3

ดังนัน้ ความหนาแน่นของอากาศที่ระดับความสงู 10 กโิ ลเมตรเท่ากับ 0.40 กโิ ลกรัม ต่อลูกบาศกเ์ มตร

38

ใบความรทู้ ี่ 7.10 เรื่อง กฎแกส๊ อดุ มคติ

แก๊สอุดมคติ Ideal Gas

ในกฎแกส๊ รวมเป็นการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสมบัติของแก๊สเกี่ยวกับ ความดัน ปรมิ าตร และอุณหภูมิ

แต่ยังมีสมบัติท่คี วรคํานึงถงึ อกี อยา่ งหนึ่งคอื ปริมาตรหรอื จํานวนโมล(n)ของแก๊สในระบบ จากกฎของอาโวกาโดร

ซ่ึงกล่าวไว้ว่า “ที่อณุ หภูมิและความดันเดียวกัน แก๊สที่มีปริมาตรเท่ากันจะมีจํานวนอนภุ าคเทา่ กนั ”นอกจากน้ี

จํานวนโมลของแก๊ส ยังมีความสัมพันธโ์ ดนตรงกับ จํานวนอนภุ าคและปริมาตรของแก๊สอีกด้วย กล่าวคอื แก๊ส 1 โมล
จะมีจาํ นวน 6.02 x 1023 อนภุ าคและปรมิ าตร 22.4 ลติ รหรือลูกบาศก์เดซเิ มตรที่ STP จึงสามารถเขียนนิยามของ

กฎอาโวกาโดรได้ว่า ที่อุณหภูมแิ ละความดันคงที่ ปริมาตรของแก๊สใด ๆ จะเปน็ สดั ส่วนโดยตรงกับจํานวนโมลของ

แก๊สนัน้ ๆ

จากการทดลองและข้อสรุปของนักวิทยาศาสตร์หลายๆ คนที่ศึกษาเรื่องแก๊สเราจะเห็นว่า สมบัติของแก๊สมี

ความสัมพันธ์กันด้วยตัวแปรคล้ายๆ กัน คือ ทุกคนต่างก็ดูที่ปริมาตรของแก๊สที่เปลี่ยนไป ด้วยการกําหนดตัวแปรต้น

แตกต่างกันออกไป

บอยล์ เมื่อเปล่ยี นความดันของแกส๊ ปรมิ าตรจะเปน็ อยา่ งไร

ชาร์ล เม่ือเปล่ยี นอณุ หภูมิของแก๊ส ปรมิ าตรจะเป็นอยา่ งไร

อาโวกาโดร เม่ือเปล่ยี นจํานวนโมลหรือจาํ นวนโมเลกลุ ของแกส๊ ปริมาตรจะเป็นอยา่ งไร

และทุกคนกไ็ ด้ข้อสรุปดังทไี่ ด้นาํ เสนอกฏของทุกคนมาแล้ว ถ้าเรารวบรวมกฎที่เกี่ยวกับแก๊สที่กล่าวมาแล้วทัง้ หมด

เราจะได้ความสัมพันธด์ ังนี้

1
กฏของบอยล์ V  P

กฎของชารล์ V  T

กฏของอาโวกาโดร V  n V  nT
เราสามารถรวมกฎทั้งสามนี้เข้าเปน็ สมการรวมเพียงสมการเดียวได้ดังน้ี V
= RPnPT

จะได้สมการแก๊สอุดมคติ คอื PV = nRT

โดยที่
V คือ ปริมาตรของแก๊ส
P คือ ความดันของแกส๊
T คอื อุณหภูมิ หน่วยเป็นเคลวิน
n คอื จํานวนโมลของแก๊ส

R คอื ค่าคงที่ของแก๊สมีค่า 0.0821 atmL/molK

39

ภาคผนวก ข

ชุดแบบฝกึ ทักษะการคานวณ

79

ผนวก ค

ตารางแสดงผลการวิเคราะห์

80

1. สถติ ิพน้ื ฐาน

1.1 ร้อยละ (Percanttage) (วาโร เพง็ สวสั ด,ิ์ 2546)

P = f x100
N

ตารางที่ 1.1 คะแนนทดสอบกอ่ นการเรยี น (Pre-test)

คะแนน pre-test จานวน (คน) ร้อยละ
12 2 8.70
13 4 17.39
14 7 30.43
15 2 8.70
16 3 13.04
18 4 17.39
19 1 4.35
รวม 23 100

ตารางที่ 1.2 คะแนนทดสอบหลังการเรยี น (Post-test)

คะแนน post-test จานวน (คน) รอ้ ยละ
28 3 13.04
29 6 26.09
30 4 17.39
31 2 8.70
32 4 17.39
33 1 4.35
34 1 4.35
35 2 8.70
รวม 23 100

แทนค่าในสตู ร

P = f x100
N

P = × 100

P = 13.04

81

2. สถติ ิทใ่ี ช้ในการทดสอบสมมตุ ิฐาน
สถติ ทิ ีใ่ ช้ในการศกึ ษาเปรยี บเทยี บคะแนนสอบ โดยใชส้ ตู ร t - test (Dependent Samples) (บุญชม ศรี

สะอาด. 2545 : 109)

2.1 ขนั้ การวิเคราะห์ข้อมูล H0:µ1 = µ2

H1:µ1 < µ2
เมือ่ µ1 แทน ผลสมั ฤทธก์ิ ่อนเรียน
µ2 แทน ผลสัมฤทธิห์ ลังเรยี น

2.2 ระดับนัยสาคัญ = .05

2.3 สถิติทใ่ี ช้ในการทดสอบ :

D

t = ND2 D2

N1

2.4 ขอบเขตวกิ ฤต
- คา่ วกิ ฤต t = 2.0739 ที่ = .05 (จากการเปิดตาราง แบบสองหาง) df = 23 – 1 = 22
- ดังนัน้ จะปฏเิ สธ H0 เมอ่ื ≥ 739 หรือ ≤ -2.0739

2.5 คานวณหาคา่ t

ตารางที่ 2.1 การเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นกอ่ นและหลงั เรียนจากการใช้ชดุ แบบฝึกทักษะ

คนที่ คะแนนสอบกอ่ นเรียน (40) คะแนนสอบหลังเรยี น (40) ผลต่างของคะแนน (D) D2

1 12 33 21 441
441
2 14 35 21 289
169
3 14 31 17 441
324
4 19 32 13 169
225
5 14 35 21 256
289
6 14 32 18 196
100
7 16 29 13 144

8 15 30 15

9 14 30 16

10 15 32 17

11 18 32 14

12 18 28 10

13 16 28 12

82

คนที่ คะแนนสอบก่อนเรียน (40) คะแนนสอบหลังเรียน (40) ผลตา่ งของคะแนน (D) D2
29 16 256
14 13 29 17 289
30 17 289
15 12 29 15 225
29 13 169
16 13 31 18 324
28 10 100
17 14 34 16 256
29 15 225
18 16 30 17 289
705 362 5906
19 13
30.65 15.74 256.78
20 18

21 18

22 14

23 13

รวม 343

คะแนน 14.91
เฉลีย่

แทนคา่ ในสตู ร D

t= ND2   D2

N1

t= )-
-
√(

t=

√-

t=



t=

t = 24.526

2.6 การตดั สนิ ใจ
คา่ ≥ 739 จงึ ตดั สนิ ใจปฏิเสธ H0 ยอมรบั H1

2.7 การแปลความหมาย
แสดงวา่ ผลสมั ฤทธหิ์ ลงั เรียนมีค่ามากกว่าผลสมั ฤทธกิ์ ่อนเรยี น อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ

นยั สาคญั .05

83

3. การหาคา่ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)

คานวณจากสูตร S.D. =  X  X 2

N1

ตารางที่ 3 แสดงการวิเคราะห์ผลหาคา่ สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานของคะแนนสอบก่อนเรียน และหลงั เรยี นหลงั
โดยใช้ชุดแบบฝกึ ทักษะการคานวณ เรอื่ ง แก๊สและสมบัติของแกส๊

เลขท่ี Xกอ่ นเรยี น (X- )กอ่ นเรียน (X- )2กอ่ นเรียน Xหลงั เรยี น (X- )หลังเรยี น (X- )2หลงั เรียน

1 12 -2.91 8.47 33 2.35 5.52

2 14 -0.91 0.83 35 4.35 18.92

3 14 -0.91 0.83 31 0.35 0.12

4 19 4.09 16.73 32 1.35 1.82

5 14 -0.91 0.83 35 4.35 18.92

6 14 -0.91 0.83 32 1.35 1.82

7 16 1.09 1.19 29 -1.65 2.72

8 15 0.09 0.01 30 -0.65 0.42

9 14 -0.91 0.83 30 -0.65 0.42

10 15 0.09 0.01 32 1.35 1.82

11 18 3.09 9.55 32 1.35 1.82

12 18 3.09 9.55 28 -2.65 7.02

13 16 1.09 1.19 28 -2.65 7.02

14 13 -1.91 3.65 29 -1.65 2.72

15 12 -2.91 8.47 29 -1.65 2.72

16 13 -1.91 3.65 30 -0.65 0.42

17 14 -0.91 0.83 29 -1.65 2.72

18 16 1.09 1.19 29 -1.65 2.72

19 13 -1.91 3.65 31 0.35 0.12

20 18 3.09 9.55 28 -2.65 7.02

21 18 3.09 9.55 34 3.35 11.22

22 14 -0.91 0.83 29 -1.65 2.72

23 13 -1.91 3.65 30 -0.65 0.4225

รวม - - 95.83 - - 101.22

84

ค่าเบยี่ งเบนมาตรฐานก่อนเรียน

จากสูตร S.D. =  X  X 2

N1

S.D.= √

S.D.= 2.08

คา่ เบ่ียงเบนมาตรฐานหลงั เรียน

จากสตู ร S.D. =  X  X 2

N1

S.D.= √

S.D.= 2.14


Click to View FlipBook Version