The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by waearong salaeh, 2023-01-13 03:49:29

หน่วยที่ 7 การพัฒนาตนและเห็นคุณค่าแห่งตน

วิชาศิลปะและทักษะการใช้ชีวิต

0 หน่วยที 7 การพัฒนาตนและเห็นคุณค่าแห่งตน เรียบเรียงโดย นายแวอารงค์ สาและ นายกิตติพงษ์พันธุ์มณี นางผาณิต มุสิกะ ร้อยต ารวจเอกสาธร ไหมเกตุ


1 ค ำน ำ เน้ือหาเล่มน้ีเป็นส่วนหน่ึงของรายวิชาศึกษาทั่วไป วิชา ศท 0202 ศิลปะและทักษะการใช้ชีวิต จดัทา ข้ึนสา หรับใชป้ระกอบการเรียนการสอนสา หรับนกัศึกษาและผทู้ี่สนใจเกี่ยวกบัการวางจุดมุ่งหมายและ การจัดการชีวิต ปัญญาทางอารมณ์ หลักธรรมที่ใช้ในการด าเนินชีวิต ภาวะผู้น า การรู้จักใช้เงิน การพัฒนาตน และการเห็นคุณค่าแห่งตน สุนทรียภาพของชีวิต การเรียนรู้บุคคลในชุมชนที่เป็นแบบอยา่งการดา เนินชีวิต และ ดา รงชีวิตอยา่งมีความสุข ซึงเรียบเรียงจากหนงัสื่อของอาจารยป์านดีคงสมบตัิ(ครูชา นาญการพิเศษ) จากวิทยาลัยชุมชนระนอง สถาบันวิทยาลัยชุมชนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผู้เรียบเรียงหวงัว่าเน้ือหาเล่มจะเป็นประโยชน์ต่อผูท้ี่สนใจเพื่อใช้ในการดา รงชีวิตประจา วนัต่อไป และขอขอบคุณ อาจารย์ปานดี คงสมบัติ (ครูช านาญการพิเศษ) จากวิทยาลัยชุมชนระนอง สถาบันวิทยาลัย ชุมชนกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจยัและนวตักรรม เป็นอย่างสูง ที่อนุเคราะห์ให้ใช้ในการ ประกอบการเรียนการสอนในคร้ังน้ี คณะผู้เรียบเรียง ธันวาคม 2565


2 หน ่ วยท ี 7กำรพฒ ั นำตนและเห ็ นค ุ ณค ่ ำแห ่ งตน มนุษย์เป็ นทรัพยากรที่ส าคญัที่สุดในการพฒันาประเทศ ดงัน้ันการพฒันา ทรัพยากรมนุษยห์รือ พัฒนา “คน” ต้องท าเป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิตนับต้งัแต่อยู่ใน ครรภ์มารดา สู่วยัเด็กวยัรุ่น วยั ท างานและวยัชราโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวยัเด็กและวยัรุ่นเป็นวยัที่จะตอ้งปลูกฝังและตอ้งสร้างคุณค่า ให้กบัตนเองและเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์การตระหนกัรู้และเห็นคุณค่าในตนเองและผอู้ื่น จะท าให้ชีวิต ได้รับการพัฒนาทักษะชีวิตเป็นภูมิคุม้กนัความเสี่ยง ในการดา เนินชีวติท้งัปัจจุบนัและอนาคต 1. กำรตระหนักรู้และเห็นคุณค่ำในตนเองและผู้อน ื่ การตระหนกัรู้และเห็นคุณค่าในตนเองและผอู้ื่นเป็นการรู้จกัตวัตน ความถนดัความสามารถจุดเด่น จุดดอ้ยของตนเอง เขา้ใจความแตกต่างของแต่ละบุคคลรู้จกัความเป็น ตนเอง ยอมรับ เห็นคุณค่า ภาคภูมิใจ ในตนเอง และผู้อื่น มีเป้าหมายในการด าเนินชีวติและมีความรับผิดชอบต่อสังคม การคิดวิเคราะห์ตดัสินใจ และแกป้ ัญหาอยา่งสร้างสรรคไ์ด้ 1.1 ระบบกำรพฒันำจำกกำรเรียนรู้กำรเห็นคุณค่ำตนเอง หลายประเทศกลบัมาต้งัคา ถามกบัระบบการศึกษาของตนวา่ “เหตุใดการศึกษาจึง พฒันาไปไม่ไกล พอ”ท้งัที่เรากา ลังก้าวเขา้สู่ยุคปัญญาประดิษฐ์เหตุใดจึงเป็นเช่นน้ัน หลักสูตรที่ใช้ในปัจจุบนัเหมาะกับ ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 หรือไม่นักวิชาการพบว่า หลกัสูตรในโรงเรียนส่วน ใหญ่เป็นการจดัการศึกษาที่ ละเลยความรู้สึกมุ่งเนน้แต่ความรู้โดย เอลเจอร์สมำ Elgersma. (1981) และเมห์เรน และเลห์มำน Mehrens and Lehman. (1987)กล่าวถึง สาเหตุที่หลกัสูตรเนน้ความรู้ละเลยความรู้สึกน้นัเป็นเพราะผใู้หญ่มีความเขา้ใจวา่อารมณ์น้นัเกี่ยวพนักบัที่ บา้นมากกว่าที่โรงเรียน รวมถึงความเขา้ใจที่ว่าพฒันาการทางอารมณ์ของเด็กจะเกิดข้ึนเองหลงัจากที่ได้ เรียนรู้เน้ือหาในวิชาการศึกษาที่ละเลยความรู้สึกน้ัน จะมุ่งเน้นการสอนเน้ือหาวิชาการ ขาดการใส่ใจ ความรู้สึกของเด็ก/ผูเ้รียน ละเลยการให้เกียรติขาดการเคารพศกัด์ิศรีคุณค่าความเป็นมนุษยใ์น เด็ก/ผูเ้รียน การศึกษาที่ละเลยความรู้สึก นอกจากไม่ก่อใหเ้กิดการพฒันาทางการศึกษาอยา่งยงั่ยืนแลว้กลบัส่งผลร้ายต่อ ผู้เรียน หรือ อดีตเด็กเป็ นจ านวนมาก ส าหรับปัญหาที่ส าคัญที่สุดของระบบการศึกษาของไทย ตามที่ ส ำนักงำน เลขำธิกำร สภำกำรศึกษำ. (2559)ได้กล่าวไวค้ือผูบ้ริหารครูอาจารยส์ ่วนใหญ่ได้รับ การฝึกอบรมมาแบบล้าหลังท้งัเรื่องอุดมการณ์และแนวทางการศึกษาเรียนรู้มีกรอบคิดแบบ จารีตนิยม


3 (Conservative) มุ่งรักษาสถานภาพเดิมที่พวกตนเคยชินและไดร้ับประโยชน์เนน้เรื่องการเชื่อฟัง การเคารพ ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณีด้งัเดิม และสอนความรู้สามญัและทางอาชีพที่เนน้การท่องจา และวัดผล ใน เรื่องเน้ือหา ไม่ไดฝ้ึกการคิดวเิคราะห์สังเคราะห์วิจยัอยา่ง เป็นวทิยาศาสตร์ขาดความเขา้ใจและละเลยการ พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์และความฉลาด ทางสังคมของผู้เรียนท าให้ผู้เรียนมีพฤติกรรมยอมจ านน นงั่ เรียนเงียบ ๆ เชื่อตาม ๆ กันไม่คิดไม่ซักถามโต้แยง้ ไม่ได้แสดงออกความเป็นตัวของตัวเองหรือคิด สร้างสรรค์ การสอนแบบท่องจา ที่เนน้เน้ือหาสาระหลกัการทฤษฎีการเรียนในลกัษณะน้ีส่งผลให้ผเู้รียนมี ข้อจ ากดัในการบูรณาการความรู้การคิดเชิงวิเคราะห์ การคิดเชิงสังเคราะห์ การสร้างสรรค์ การสร้างองค์ ความรู้ใหม่การสร้างนวตักรรมใหม่การสอนแบบด้งัเดิมนอกจากจะ ทา ใหผ้เู้รียนรู้สึกเบื่อหน่ายในการเรียน แล้วยงัส่งผลให้ผูเ้รียนบางส่วนไม่อยากศึกษาต่อในระดับช้ัน ที่สูงข้ึน นอกจากน้ีการอยู่ท่ามกลาง กฎระเบียบข้อบังคับของโรงเรียนที่เขม้งวด ขาดความ ยืดหยุ่นล้วนทา ให้เด็ก/ผู้เรียนจ านวนไม่น้อยรู้สึก เหมือนยนืกนัคนละฝั่งกบัทางโรงเรียน อีกท้งัพฒันาการตามวยัจากเด็กเขา้สู่วยัรุ่นในช่วงน้ีเด็กตอ้งเผชิญกบั ความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์สังคม เป็นช่วงที่ยากลาบากหรือเป็นช่วงหวัเล้ียวหวัต่อเด็กในวยัน้ีมี ความอดทนกบักฎเกณฑ์ขอ้บงัคบั ไม่มากนกัหากเขารู้สึกว่ากฎเกณฑ์ขอ้บงัคบัเหล่าน้นั ไม่มีเหตุผลยิ่งถา้ เขา รู้สึกถูกกดดัน หรือรู้สึกถูกคุกคาม แมว้า่เขาเป็นผเู้ริ่มฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็ตามทา้ยสุดความ กดดันที่ ทบัทวีอาจน าไปสู่การละเมิดกฎร้ายแรงของทางโรงเรียนจนถึงข้นัถูกเชิญให้ออกจาก โรงเรียนกลางคันอัน น าไปสู่ปัญหาต่าง ๆ เช่น การติดสารเสพติด การล่วงละเมิดทางเพศ การต้งัครรภก์ ่อนวยัอนัควรหรือการก่อ อาชญากรรมในเยาวชน 1.2 กำรยอมรับ และเห็นคุณค่ำในตนเองและผู้อื่น บุคคลทุกคนมีความตอ้งการความรักการยอมรรับ ความเขา้ใจการให้เกียรติการ เคารพในศกัด์ิศรี คุณค่าความเป็นมนุษย์มาสโลว์Maslow. (1954) และรากฐานส าคญัของการ ไดร้ับการยอมรับจากผอู้ื่นน้นั คือการยอมรับตนเอง เห็นคุณค่าในตนเอง นบัถือตนเองและเครารพ ตนเอง สลำวิน Slavin. (1986)กล่าวถึงการรับรู้ตนเองหรือมโนทศัน์แห่งตน (Self Concept) เป็ นการรับรู้ที่ หมายรวมท้งัความเป็นตนและพฒันาการทางสังคมที่ไดร้ับการสั่งสม ประสบการณ์ในบริบทท้งัจากที่บา้น ที่ โรงเรียน และจากเพื่อน ท้งัดา้นความอ่อนแอความเขม้แข็ง ความสามารถ ทศันคติคุณค่าที่ไดบ้ ่มเพาะมา ต้งัแต่แรกเกิดอยา่งต่อเนื่อง ซ่ึงการขาดการรับรู้ตนเองดา้นบวกน้นัมีผลกระทบที่รุนแรงต่อพฒันาการทาง สังคม การที่บุคคลเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-Esteem) ยอมรับตนเองหรือเคารพตนเอง มีความรู้สึกดีกบั ตัวเองอย่างใดอย่างหน่ึงไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ภายนอกหรือคุณลักษณะภายในอัน ได้แก่ความเก่ง


4 ความสามารถ ความดี การท าตนเป็นประโยชน์ฯลฯ บุคคลน้ันรอดแล้ว(รอดจาก ความทุกข์หรือความ เจบ็ ปวดที่เกิดจากการขาดการยอมรับหรือการไม่เห็นคุณค่าในตนเองการที่บุคคลยอมรับตนเอง เห็นคุณค่า ในตนเอง บุคคลน้นัย่อมมีความสุขเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ซ่ึงความรู้สึกดา้นบวกที่มีต่อตนเองเป็น ส่วนสา คัญของการมีสุขภาพจิตที่ดี) อะไรคือความแตกต่างระหว่างการเห็นคุณค่าในตวัเอง(ภาคภูมิใจในตนเอง)กบัการ หลงตวัเอง ส าหรับความภาคภูมิใจในตนเองหรือการชื่นชมตนเองท้งัจากรูปลกัษณ์ภายนอกหรือคุณลกัษณะภายในของ ตนเองพอประมาณน้ันต่างจากการหลงตวัเองความแตกต่างระหว่างการรู้คุณค่าในตนเอง ชื่นชมตนเอง หรือภาคภูมิใจในตนเองกบัการหลงตวัเองคือ มุมมองที่เรามีต่อผอู้ื่น การยอมรับผอู้ื่น การไม่ยกตนข่มท่าน กล่าวโดยสรุป คนหลงตวัเองคือ บุคคลที่ขาดการยอมรับใน รูปลกัษณ์ภายนอกหรือคุณลกัษณะภายในของ ผอู้ื่นอยา่งจริงใจ การปล้ืมในรูปลกัษณ์ภายนอกของตนเองน้นัเป็นสิ่งที่ดีที่ก่อให้เกิดความมนั่ใจและความภาคภูมิใจ ในตนเอง ส่วนสิ่งที่ทา้ทายยิ่งกวา่คือ ท าอยา่งไรให้บุคคลเกิดความภูมิใจในตนเอง จากคุณลกัษณะภายใน คุณค่าความดีงาม ความสามารถความเก่ง (ที่มีคุณค่าต่อตนเองและ สังคม) เพราะรูปลกัษณ์ภายนอกหรือ ความสวยความหล่อน้ันเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง ดงัคา กล่าวที่ว่า “ความหล่อความสวยน้ันไม่คงที่แต่ความดีสิ คงทน” การเคารพตนเอง การนับถือตนเอง (Self-Respect) การเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-Esteem) หมายถึง การตระหนกัรู้ถึงคุณความดีที่มีอยจู่ริงในตน ยอมรับนบัถือคุณความดีของตนดว้ยใจจริง แลว้แสดงความ นบัถือตนเองดว้ยการแสดงความอ่อนโยนอย่างเหมาะสมต่อตนเอง (ท้งัต่อหน้าและ ลบัหลงัผูอ้ื่น)ความ เคารพ เป็นคุณลกัษณะหรือสภาพหรือสิ่งที่ช้ีให้เห็นวา่บุคคลมีความตระหนกัรู้ถึงคุณความดีที่มีอยจู่ริงของ ตนเองและผอู้ื่น ยอมรับนบัถือประพฤติปฏิบตัิต่อตนเองและ ผอู้ื่นอยา่งถูกตอ้งเหมาะสม หากบุคคลมีการรับรู้ตนเองดา้นบวกเห็นคุณค่าในตนเอง ยอมรับนบัถือตนเอง เคารพ ตนเองเพียง อยา่งใดอยา่งหน่ึง บุคคลน้นัยอ่มมีความสุขมีความภาคภูมิใจในตนเองอนัเป็นพ้ืนฐานส าคัญ ของการประสบ ความส าเร็จในชีวิต 2. กำรรับรู้เกยี่วตนเอง ตัวตน (Self) เป็นสิ่งส าคญัยิ่ง เพราะหมายถึงความ “เป็ น” ตัวเรา ถ้าบุคคลเข้าถึง ความรู้สึกมีพลัง รู้สึกวา่ตนเองมีคุณค่า เพราะรู้วา่เราเป็นใคร มีความตอ้งการอะไรเปรียบเสมือน ศูนยก์ลางของความเป็นเรา เป็นส่วนที่รวมเอาจิตวญิญาณของเราไว้มีแนวทางการเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองน้นัสามารถพฒันา


5 ที่ตัวบุคคลได้ โดยการเรียนรู้ที่จะยอมรับตนเอง การให้ รางวัลตนเองเมื่อประสบความส าเร็จ การเลิก ความคิดที่ไม่มีเหตุผลและลดการฟังคา วพิากษว์ิจารณ์ที่ไม่สร้างสรรคจ์ากผอู้ื่น ขณะเดียวกนัยงัตอ้งคา นึงถึง สภาพแวดลอ้มที่เกี่ยวขอ้ง เช่น พ่อแม่ผูป้กครองครูสามารถร่วมมือกนัเสริมสร้างให้เกิดบรรยากาศการ เรียนรู้ที่สร้างสรรค์ เป็ นแบบอย่างที่ดีโดยองคป์ระกอบเหล่าน้ีจะช่วยพฒันาและเสริมสร้างการเห็นคุณค่า ในตนเองให้สูงข้ึน แต่อยา่งไรก็ตามจุดเริ่มตน้ที่สา คญัที่สุดก็คือ ตนเอง 2.1 กำรศึกษำตนเอง Self study นกัจิตวิทยาท้งัหลายต่างเชื่อวา่มนุษยเ์ป็นสัตวส์ ังคมที่สามารถพฒันาตนเองให้เต็มศักยภาพในทุก ๆ ด้าน ซ่ึงการพัฒนาตนเองน้ัน มนุษย์จา เป็นต้องเข้าใจตนเองเป็นอย่างดีโดย อาศัยพ้ืนฐานทางด้าน การศึกษาตนเองและการประเมินตนเอง เนื่องจากสามารถท าใหม้นุษยร์ู้จกัตนเอง เขา้ใจวา่ตนเองเป็นบุคคล เช่นไร มีความรู้ความสามารถ ความถนัด ความต้องการสิ่งใด ความสนใจ ค่านิยม ความรู้สึก อารมณ์ ตลอดจนการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ของตวัเรา ซ่ึงสอดคลอ้งกบัแนวคิดของบลูมในการแบ่งประเภทของ พฤติกรรมมนุษย์ไดแ้ก่ด้านความคิด ความเขา้ใจ ดา้นอารมณ์ความรู้สึก ทศันคติค่านิยม และดา้นการ กระท า การศึกษาตนเองมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บุคคลได้รู้จักตนเอง หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึง การให้บุคคลได้ พิจารณาถึงความสามารถจุดเด่น ทกัษะค่านิยม ความสนใจ ตลอดจนบุคลิกภาพ โดยทวั่ๆ ไป ดงัน้นบุคคลั ที่ต้องการพัฒนาตนเอง จ าเป็นอยา่งยิ่งที่ตอ้งการท าการส ารวจ หรือศึกษา ตนเอง เพื่อให้ทราบวา่ตนเองเป็น อย่างไรและรู้จกัตนเองไดอ้ยา่งดีข้ึน เนื่องจากการศึกษาตนเองอย่างถูกวิธีจะสามารถทา ให้บุคคลรู้วิธีการ ตลอดจนสามารถเลือกวธิีการที่เหมาะสมในการสร้างความสัมพนัธ์หรือปรับตวัใหเ้ขา้กบัผอู้ื่นไดอ้ยา่งดีอนั จะเป็นพ้ืนฐานส าคัญของกระบวนการพัฒนา ตนเองให้มี“ความสุข”และ“ความส าเร็จ”ซึ่ งเป็ นความหวัง สูงสุดของมนุษย์ทุกคน วิธีกำรศึกษำตนเอง คือวิธีการเก็บรวบรวมขอ้มูลเกี่ยวกบัตนเอง เพื่อใชใ้น การศึกษาตนเองในทุก ด้าน ๆ ซึ่งสามารถท าไดห้ลายวธิีดงัน้ีการศึกษาจากประวตัิส่วนตวั (Personal) การได้ศึกษารายละเอียดและ ไดร้วบรวมขอ้มูลต่าง ๆ จากประวตัิส่วนตวัของตนเอง เป็ นวิธีการหนึ่งที่จะท าให้บุคคลได้รู้จัก ตนเองมาก ข้ึน ซ่ึงอาจศึกษาไดจ้ากแหล่งขอ้มูล ดงัน้ี 1) ครอบครัว (Family) สถาบันทางสังคมสถาบันแรกที่มีบทบาท ส าคญัต่อบุคคลในการ หล่อหลอมพฤติกรรมให้กลายเป็นสมาชิกของสังคม ได้แก่สถาบัน ครอบครัวในการศึกษาตนเองจาก ประวตัิครอบครัว บุคคลควรศึกษาจากประวตัิของบิดา มารดาและบรรพบุรุษของตนเองวา่มีประวตัิเช้ือ ชาติต้นตระกูล ถิ่นกา เนิดมาจากที่ใด มีฐานะทางสังคม เศรษฐกิจอยู่ในระดับใด มีโรคที่ถ่ายทอดทาง


6 พนัธุกรรม หรือเคยเป็นโรคติดต่อหรือไม่ความสัมพนัธ์ภายในครอบครัวเป็นอย่างไร ตลอดจนศึกษาถึง ประวตัิการไดร้ับการอบรมเล้ียงดูของตนเองว่าเป็นอย่างไร เพื่อจะไดเ้ขา้ใจถึงพ้ืนฐานทางครอบครัวของ ตนเอง 2) สถำนภำพ และบทบาททางสังคมของบุคคล (Status and Role) เป็ นการศึกษาประวัติ ของตนเองว่า มีสถานภาพและบทบาททางสังคมอย่างไร เนื่องจากสถานภาพ และบทบาททางสังคมมี ความสัมพนัธ์กนั โดยตรงต่อการแสดงออกในพฤติกรรมของบุคคลในสังคม เมธำวีอุดมธรรมำนุภำพ. (2544)กล่าวไวว้า่เมื่อบุคคลเป็นสมาชิกของสังคมยอ่มมีสถานภาพ ต้งัแต่เริ่มตน้จากการเป็นทารกเป็นบุตร หญิงหรือบุตรชาย เป็ นลูกคนที่เท่าไร โสดหรือสมรสใน ความเป็นจริงบุคคลคนหนึ่งอาจมีสถานภาพของ บุคคลน ามาสู่การมีบทบาทที่สังคมคาดหวงัได้สิ่งที่กล่าวมาน้ีนา มาซึ่ งพฤติกรรมการแสดงออกและการ ปรับตวัที่แตกต่างกนั 3) กำรศึกษำ (Education) เป็นการศึกษาถึงประวตัิผลการเรียนของ ตนเองวา่เป็นอย่างไร ในแต่ละช่วงการศึกษาต้งัแต่ระดบัอนุบาลจนถึงระดบัสูงสุดที่ไดร้ับการศึกษา เช่น เกรดเฉลี่ยในแต่ละปี การศึกษาวฒุิบตัร เกียรติบตัร รางวลัที่ไดร้ับ การเขา้ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ หรือพฤติกรรม 4) สุขภำพ (Health) เป็นการศึกษาถึงประวตัิของตนเองทางดา้น จิตใจและร่างกายวา่เป็น ปกติ หรือผิดปกติแตกต่างไปจากเดิม มีประวตัิการเจ็บป่วยอย่างไรบา้ง เนื่องจากสิ่งเหล่าน้ีอาจส่งผลต่อ พฤติกรรม 5) เพื่อน (Friend) เป็นการศึกษาถึงลักษณะการคบบุคคลว่า คบหา สมาคมกับบุคคล ประเภทใด หรือคบหากบั ใครบา้งเป็นประจา เนื่องจากพฤติกรรมของคนเราไดร้ับ อิทธิพลจากกลุ่มเพื่อน ท้งั กลุ่มเพื่อนในชุมชน กลุ่มเพื่อนในสถานศึกษาและกลุ่มเพื่อนร่วมอาชีพ ซ่ึงสามารถสะทอ้นภาพลกัษณ์ของ ตนเองได้ 6) อำรมณ์ (Emotion) เป็นการศึกษาถึงสภาพจิตใจของตนเองวา่เป็นอย่างไรเมื่อมีสิ่งเร้า ภายนอกมากระตุ้นประสาทสัมผสัและสิ่งเร้าภายใน เช่น ความต้องการ แรงจูงใจ ความทรงจ าและ ประสบการณ์ 7) ควำมต้ องกำร (Need) เป็นการศึกษาถึงสิ่งที่ท าให้ตนเองขาด สมดุลก่อให้เกิด แรงผลักดันในการแสดงพฤติกรรมอันจะน าไปสู่เป้าหมาย เพื่อกลบัเขา้สู่สมดุล ตามเดิม เช่น คนที่ร่างกาย ขาดสารอาหาร ท าให้เกิดความตอ้งการอาหารอาหารก็คือเป้าหมาย ซ่ึงก่อให้เกิดแรงผลกัดนั ในการแสดง พฤติกรรมอยา่งใดอยา่งหน่ึง เพื่อใหไ้ดร้ับประทานอาหาร เป็นตน้


7 8) เจตคติ (Attitude) เป็ นการศึกษาถึงความรู้สึกและปฏิกิริยาความพร้อมที่จะกระทา ใน เชิงบวกหรือเชิงลบที่มีต่อเป้าหมาย ไดแ้ก่บุคคล สัตว์สิ่งของ เรื่องราวหรือสถานการณ์9) ค่านิยม (Values) เป็นการศึกษาถึงสิ่งที่ตนเอง หรือสังคมคิดและรู้สึกว่า มีคุณค่าควรแก่การคุณค่าที่บุคคลหรือสังคมนิยม ปฏิบตัิกนัเพราะว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์หรือมีค่า เพียงพอที่จะปฏิบตัิตาม เช่น ค่านิยมดี(กุศลกรรม หรือ บุญ)ค่านิยมไม่ดี(อกุศลกรรม)ค่านิยม วชิาการค่านิยมเศรษฐกิจค่านิยมทางการเมือง เป็นตน้ 10) แรงจูงใจ (Motives) เป็นการศึกษาถึงสภาวะของตนเอง เมื่อถูกสิ่งเร้ามากระตุ้นให้ แสดงพฤติกรรมเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางหรือเป้าหมาย หรืออีกนัยหน่ึงคือ การศึกษาถึงสิ่งที่ตนเอง คาดหวงัอนัเป็นตวักระตุน้ ใหแ้ สดงพฤติกรรม โดยสิ่งที่คาดหวงัตนเองอาจจะพอใจหรือไม่ก็ได้ กล่าวโดยสรุป ในการส่งเสริมให้บุคคลเกิดการรับรู้เกี่ยวกบัตนเองดา้นบวกน้นัสิ่งส าคัญส าหรับ ผูใ้หญ่พ่อแม่และครูผูส้อน คือการยอมรับ การเห็นคุณค่าการให้เกียรติบุคคล (Respect for Person) การ เคารพในศกัด์ิศรีความเป็นมนุษย์(Respect for Human Dignity) ของเด็ก ผู้เรียนหรือบุคคลด้วยใจ แล้วสื่อ ผา่นทางสีหนา้แววตา ภาษากายคา พดูและน้า เสียงเพื่อสร้าง สัมพนัธภาพ ที่ดีต่อกนั 3. กระบวนกำรพัฒนำตนเอง การพฒันาตนตรงกบัภาษาองักฤษวา่ Self-development แต่ยงัมีคา ที่มีความหมายใกลเ้คียงกบัคา วา่ การพฒันาตน และมกัใชแ้ทนกนับ่อย ๆ ไดแ้ก่การปรับปรุงตน (Self-improvement) การบริหารตน (Selfmanagement) และการปรับตน (Self-modification) หมายถึง การเปลี่ยนแปลง ตัวเองให้เหมาะสมเพื่อสนอง ความต้องการและเป้าหมายของตนเอง หรือเพื่อใหส้อดคลอ้งกบัสิ่งที่สังคมคาดหวงั 3.1 ควำมหมำยกำรพัฒนำตน ควำมหมำยที่ 1การพัฒนาตน คือ การที่บุคคลพยายามที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ตนด้วยตนเองให้ ดีข้ึนกว่าเดิม เหมาะสมกว่าเดิม ทา ให้สามารถด าเนินกิจกรรม แสดงพฤติกรรม เพื่อสนองความต้องการ แรงจูงใจ หรือเป้าหมายที่ตนต้งัไว้ ควำมหมำยที่ 2การพัฒนาตน คือ การพัฒนาศักยภาพของตนด้วยตนเองให้ดีข้ึนท้งัร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม เพื่อให้ตนเป็ นสมาชิกที่มีประสิทธิภาพของสังคมเป็ นประโยชน์ต่อผูอ้ื่น ตลอดจนเพื่อ การด ารงชีวติอยา่งสันติสุขของตน แนวคิดพื้นฐำนในกำรพัฒนำตนที่ส ำคัญมีดังนี้


8 1) มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่มีคุณค่าอยใู่นตวัเอง ทา ให้สามารถฝึ กหัดและ พัฒนาตนได้ใน เกือบทุกเรื่อง 2) ไม่มีบุคคลใดที่มีความสมบูรณ์พร้อมทุกดา้น จนไม่จา เป็ นต้องพัฒนาในเรื่อง ใด ๆ อีก 3) แมบุ้คคลจะเป็นผูท้ี่รู้จกัตนเองไดด้ีที่สุด แต่ก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนตนเองได้ในบาง เรื่อง ยงัตอ้งอาศยัความช่วยเหลือจากผอู้ื่นในการพฒันาตน การควบคุมความคิด ความรู้สึก และการกระท า ของตนเอง มีความส าคญัเท่ากบัการควบคุมสิ่งแวดลอ้มภายนอก 4) อุปสรรคส าคัญของการปรับปรุงและพฒันาตนเองคือการที่บุคคลมีความคิด ติดยึด ไม่ ยอมปรับเปลี่ยนวิธีคิด และการกระท า จึงไม่ยอมสร้างนิสยัใหม่หรือฝึกทกัษะใหม่ๆ ที่จา เป็นต่อตนเอง 5) การปรับปรุงและพัฒนาตนเองสามารถด าเนินการไดทุ้กเวลาและอยา่ง ต่อเนื่อง เมื่อพบ ปัญหาหรือขอ้บกพร่องเกี่ยวกบัตนเอง 3.2 ควำมส ำคัญของกำรพัฒนำตน 1) ควำมส ำคัญต่อตนเองจ าแนกไดด้งัน้ี (1) เป็นการเตรียมตนให้พร้อมในด้านต่าง ๆ เพื่อรับกับสถานการณ์ท้ังหลายได้ด้วย ความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง (2) เป็นการปรับปรุงสิ่งที่บกพร่องและพฒันาพฤติกรรมใหเ้หมาะสมขจดัคุณลกัษณะที่ไม่ ต้องการออกจากตัวเอง และเสริมสร้างคุณลักษณะที่สังคมต้องการ (3) เป็ นการวางแนวทางใหต้นเองสามารถพฒันาไปสู่เป้าหมายในชีวติได้อยา่งมนั่ใจ (4) ส่งเสริมความรู้สึกในคุณค่าแห่งตนให้สูงข้ึน มีความเขา้ใจตนเอง สามารถท าหน้าที่ ตามบทบาทของตนได้เต็มศักยภาพ 2) ควำมส ำคัญต่อบุคคลอื่น เนื่องจากบุคคลยอ่มตอ้งเกี่ยวขอ้งสัมพนัธ์กนัการพฒันาในบุคคลหน่ึง ยอ่มส่งผลต่อบุคคลอื่นดว้ยการปรับปรุงและพฒันาตนเองจึงเป็นการเตรียมตนให้เป็นสิ่งแวดลอ้มที่ดีของ ผู้อื่น ท้งับุคคลในครอบครัวและเพื่อนในที่ท างาน เป็นประโยชน์ร่วมกนัท้งัชีวติส่วนตวัและการท างานและ การอยรู่ ่วมกนัอยา่งเป็นสุขในชุมชนความ เขม้แขง็และพฒันาอยา่งต่อเนื่อง 3) ควำมส ำคัญต่อสังคมโดยรวม การที่ผปู้ฏิบตัิงานแต่ละคนไดพ้ฒันาและปรับปรุงตนเองใหท้นัต่อ พัฒนาการของรูปแบบการท างานหรือเทคโนโลยี การพัฒนาเทคนิค วิธี หรือวิธีคิดและทกัษะใหม่ๆ ที่ จ าเป็นต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการท างานและคุณภาพของ ผลผลิต ท าให้หน่วยงานน้นัสามารถแข่งขนั ใน เชิงคุณภาพและประสิทธิภาพกบัสังคมอื่นได้สูงข้ึน ส่งผลให้เกิดความมนั่คงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยรวมได้


9 3.3 หลักกำรพัฒนำตน การพฒันาตนเองเพื่อสร้างความงอกงามและเพิ่มความสมบูรณ์ในชีวิตของ บุคคลมีหลายแนวทาง และหลายแนวคิด ซึ่งสรุปหลักการที่ส าคญัอยใู่น 3 แนวทางคือ การพัฒนา ตนเองเชิงการแพทย์ การพัฒนา ตนเองเชิงจิตวิทยา และการพัฒนาตนเชิงพุทธศาสตร์ 1) หลักกำรพัฒนำตนเชิงกำรแพทย์เน้นความส าคญัของการรักษา สภาวะแวดลอ้มภายในร่างกาย ให้สมดุล หรื อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม กับการท าหน้าที่ต่าง ๆ ของร่างกาย เพราะร่างกาย ประกอบด้วยระบบอวยัวะต่าง ๆ ที่ทา งานประสานกนั ถ้าทุกระบบท างานตามปกติจะเป็ นสภาวะการ เจริญเติบโตและด ารงชีวิตตามปกติแต่ถ้าหาก ระบบใดระบบหน่ึงไม่สามารถทา งานตามหน้าที่ได้อย่าง สมบูรณ์ยอ่มเป็นอุปสรรค ต่อการดา รงชีวิต ต่อการเจริญเติบโต และการพัฒนา ท าให้เกิดปัญหา ซ่ึงส่งผล ใหเ้กิดปัญหาต่อการเรียนรู้ กระบวนการคิด อารมณ์ การท างาน และพฤติกรรมต่าง ๆ ได้ 2) หลักกำรพัฒนำตนเองเชิงจิตวิทยำ แนวคิดทางจิตวิทยามีหลายกลุ่ม แต่แนวคิดจิตวิทยา พฤติกรรมนิ ยม (Behaviorism) และจิตวิทยาปั ญญานิ ยม (Cognitive Psychology) ให้หลักการที่เป็ น ประโยชน์ต่อการพฒันาตนเองค่อนขา้งมาก (1) หลักกำรจิตวิทยำพฤติกรรมนิยม มีความเชื่อวา่พฤติกรรมของ มนุษยไ์ม่วา่พฤติกรรมที่ เป็นปัญหา หรือพฤติกรรมที่ตอ้งการพฒันาลว้นเกิดจากการเรียนรู้คือเป็นผลของการที่มนุษยม์ ีปฏิสัมพนัธ์ กบัสิ่งแวดลอ้ม พฤติกรรมที่ไม่ปกติของบุคคล(ยกเวน้เหตุจากพนัธุกรรม ความผิดปกติทางชีวเคมีและจาก ความบกพร่องของระบบประสาท)เป็นพฤติกรรม ซ่ึงเกิดจากการเรียนรู้ที่ไม่ถูกต้อง ถ้าจะปรับปรุงหรือ แกไ้ขก็ทา ไดโ้ดยให้การเรียนรู้เสียใหม่ การพัฒนาตนเองจึงจ าเป็ นต้องเข้าใจหลักการส าคัญของการเรียนรู้ เพื่อปรับพฤติกรรมโดย การควบคุมตนเอง (2) หลักกำรจิตวิทยำปัญญำนิยม มีแนวความเชื่อวา่พฤติกรรมของมนุษยไ์ม่ไดเ้กิดข้ึน และ เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากปัจจยัทางสภาพแวดล้อมแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะเกี่ยวข้องกับ 3 ปัจจัยส าคัญ ไดแ้ก่1) ปัจจยัส่วนบุคคล ซ่ึงไดแ้ก่สติปัญญาลกัษณะทางชีวภาพ และกระบวนการอื่น ๆ ภายในร่างกาย 2) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม และ 3) ปัจจัยด้านพฤติกรรม ได้แก่กระทา ต่าง ๆ ปัจจยัท้งัสามน้ีทา หน้าที่ กา หนดซ่ึงกนัและกนั (Reciprocal Determinism) แต่ไม่ไดห้มายความวา่จะมีอิทธิพลต่อกนัและกนัอยา่งเท่า เทียมกนัและอาจไม่ไดเ้กิดข้ึนพร้อมกนับางปัจจยัอาจมีอิทธิพลมากกวา่ซ่ึงอาจตอ้งอาศยัระยะเวลาเป็นตัว ประกอบดว้ย ในการกา หนดใหเ้กิดผลกระทบต่อปัจจยัอื่น


10 3) กำรพฒันำตนเชิงพุทธศำสตร์ตามแนวคิดทางพุทธศาสตร์ การพัฒนา ตนเป็ นการเรียนรู้และการ ปฏิบตัิเพื่อไปสู่ความพอดีหรือการมีดุลยภาพของชีวิต มีความสัมพนัธ์อนักลมกลืนระหวา่งการดา เนินชีวิต ของบุคคลกบัสภาพแวดล้อมและมุ่งการกระทา ตนให้มีความสุขดว้ยตนเอง รู้เท่าทนัตนเอง เขา้ใจตนเอง มากกวา่การพ่ึงพาอาศยัวตัถุจึงเป็นแนวทางการ พฒันาชีวติที่ยงั่ยืน หลกัการพฒันาตนตามแนวพุทธศาสตร์ ประกอบด้วยสาระส าคัญ 3 ประการ คือ ทมะ สิกขา และภาวนา (1) ทมะคือการฝึกนิสัยด้งัเดิมที่ยงัไม่ไดข้ดัเกลาให้เหมาะสม มีข้นัตอน ส าคญั ไดแ้ก่1) การรู้จกัข่มใจข่มระงบัความเคยชินที่ไม่ดีท้งัหลายได้ไม่ยอมให้กิเลสรบเร้า หลอกล่อ ชักนา ไปสู่ความ เลวร้ายได้ และ 2) การฝึ กปรับปรุงตนเอง โดยท าคุณความดีให้เจริญกา้วหนา้ต่อไป (2) สิกขำ คือ การศึกษา เพื่อให้รู้แจ้ง รู้จักประโยชน์มองทุกอย่างเป็น การเรียนรู้เพื่อ ปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง เป็ นกระบวนการฝึ กฝนตนเองในการด าเนินชีวิต เรียกวา่ ไตรสิกขา มี3 ประการ คือ1) ศีลสิกขา 2) จิตสิกขา 3) ปัญญาสิกขา (3) ภำวนำ ค าน้ีตรงกบัคา ว่าพฒันา ซ่ึงประกอบด้วย กายภาวนา ศีลภาวนา และปัญญา ภาวนา เทียบไดก้บัการพฒันาทางกาย พฒันาทางสังคม พฒันาอารมณ์และพฒันาสติปัญญา 4. พฤติกรรมกำรแสดงออกคุณค่ำแห่งตน พฤติกรรมการแสดงออกคุณค่าแห่งตนเป็นพฤติกรรมที่บุคคลสามารถแสดงออกได้อย่าง เป็ น ธรรมชาติมากที่สุดตามสภาพการณ์ที่เป็นอยขู่องตนเองและสามารถจดัการกบั ปัญหาต่าง ๆ ไดด้ว้ยวิธีการ ทางบวกโดยปราศจากความวิตกกงัวล นนั่คือบุคคลสามารถแสดงออกซ่ึงความ ตอ้งการหรือความรู้สึกได้ อยา่งตรงมาและจริงใจอยา่งไรก็ตามพฤติกรรมการกลา้แสดงออกอยา่งเหมาะสมมิใช่กระทา เพื่อที่จะให้ได้ สิ่งที่ต้องการ เป้าหมายของการกระท าพฤติกรรมกล้าแสดงออก น้ัน คือ การสื่อสารอย่างชัดเจนและ ตรงไปตรงมา ไม่โจมตีความตอ้งการหรือการคิดเห็นชอบ บุคคลอื่น ซ่ึงการท าเช่นน้ันจะทา ให้มีโอกาส บรรลุเป้าหมายที่ตอ้งการโดยไม่ปฏิเสธสิทธิของผอู้ื่น 4.1 รูปแบบกำรแสดงออกพฤติกรรมของมนุษย์ 1) กำรตอบสนองอย่ำงเหมำะสม (Assertion) พฤติกรรมกล้าแสดงออกอย่าง เหมาะสมเป็น พฤติกรรมที่แสดงถึงความกล้าพูด กล้าคิด กล้ากระท าในสิ่งที่ถูกตอ้งและกลา้แสดงออกตามความรู้สึกที่ แทจ้ริงของตน โดยไม่ละเมิดสิทธิของผูอ้ื่น และเมื่อแสดงพฤติกรรมไป แลว้จะไม่มีความวิตกกงัวลใจ ซ่ึง แสดงถึงการยอมรับในสิทธิของบุคคล เมื่อพิจารณาในรูปของการมีความสัมพนัธ์กบับุคคลอื่น จะเป็น


11 บุคคลที่สื่อสารด้วยความจริงใจ เปิ ดเผยและตรงตาม ความต้องการหรือความรู้สึกของตนเอง โดยมีวิธีการที่ เหมาะสมและสอดคล้องกบัสถานการณ์ซ่ึง แสดงถึงการมีความเคารพนับถือยอมรับ และเห็นคุณค่าของ บุคคลอื่นและของตนเองด้วย 2)กำรตอบสนองอย่ำงไม่กล้ำแสดงออก (Passive) พฤติกรรมไม่กลา้แสดงออก หรือการยอมตาม เป็นความขลาดกลวัที่ไม่กลา้แสดงออกถึงความรู้สึกความตอ้งการที่แทจ้ริงของ ตน รวมท้งัไม่สามารถจะ รักษาสิทธิของตนเองได้เป็นบุคคลที่มีความอาย ไม่กลา้แสดงออกถึงความไม่สบายใจหรือความไม่เห็นดว้ย กบับุคคลอื่น ไม่กลา้ปฏิเสธ มีความเชื่อฟัง สอนง่าย มกัจะ เก็บความรู้สึกขุ่นมวัเอาไว้หากถูกเอาเปรียบก็ มักจะถอยหนีหรือหลบตัว มักจะมีความรู้สึกเห็น คุณค่าในตนเองต่า หากต้องการแสดงออกถึงความต้องการ ของตน ก็มกัจะมีความวิตกกงัวลหรือความไม่สบายใจ จึงมีท่าทางที่ระมดัระวงัและกล่าวคา ขอโทษอยู่ เสมอ พร้อมกบัมีภาษาท่าทางที่ไม่เหมาะสม เช่น การไม่กลา้สบตาผสู้นทนา พดูเสียงเบา พดูเร็วเกินไป เป็น ต้น 3)กำรตอบสนองด้วยควำมก้ำวร้ำว (Aggression) พฤติกรรมกา้วร้าวเป็นการแสดงออกถึงการยึด ตนเองเป็นศูนยก์ลางเรียกร้องถึงสิทธิของตนโดยไม่สนใจว่าจะไปละเมิดสิทธิของผูอ้ื่นหรือไม่ไม่เห็น ความส าคญัของปฏิกิริยาความรู้สึกและความคิดเห็นที่บุคคลอื่นไดแ้ สดงออกมา รวมท้งัไม่มีความเคารพ นบัถือบุคคลอื่นดว้ย บุคคลที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวจึงมกัแสดงออกถึงความรู้สึกความตอ้งการและความ คิดเห็นที่ตนมีในลกัษณะของการข่มขู่บงัคบัเรียกร้อง พูดโตเ้ถียงให้ชนะ พูดกล่าวโทษผูอ้ื่น พูดเสียงดงั พูดจาเสียดสีพูดเหยียดหยาม ข่มขู่หรือพูดในสิ่ง ที่แสดงถึงความมีอา นาจของตน หรือท าให้ตนเองมี ความส าคญัมากข้ึน และอาจแสดงความหยาบ คายต่อบุคคลอื่น มกัจะทา ให้บุคคลอื่นไม่สบายใจหรือขดใจ ั หรือโกรธอยเู่สมอ ซ่ึงมีผลทา ให้ สัมพนัธภาพระหวา่งบุคคลเปลี่ยนแปลงไป ถึงแมผ้มู้ีพฤติกรรมกา้วร้าวจะ มีความรู้สึกผิด แต่บรรลุเป้าหมายที่ตนตอ้งการก็เหมือนไดร้ับการเสริมแรงต่อพฤติกรรมกา้วร้าวน้นัจึงมี แนวโน้ม การกระท ากา้วร้าวต่อไปอีก 4.2 กำรพัฒนำพฤติกรรมกล้ำแสดงออกอย่ำงเหมำะสม (Developing Assertiveness) พฤติกรรมการกลา้แสดงออกอย่างเหมาะสมของตนเองจะช่วยให้ผูน้้นัเป็นที่ยอมรับ และสามารถ แสดงสิทธิของตนโดยไม่กระทบสิทธิของผอู้ื่นอนันา ไปสู่สัมพนัธ์ที่พฒันาและดีงาม การพฒันาพฤติกรรม กลา้แสดงออกอยา่งเหมาะสม (Developing Assertiveness) มีหลักส าคัญการฝึก 3 ประการ ดงัน้ี 1)กำรตระหนักรู้ตนเอง (Self–awareness) เป็ นการส ารวจตรวจสอบ พฤติกรรมการแสดงออกของ ตนเอง พิจารณาผลที่เกิดข้ึน อาจขอรับขอ้มูลย้อนกลับจากผู้อื่น หรือ การส ารวจด้วยตนเอง


12 2)กำรฝึ กพฤติกรรมกล้ำแสดงออก เป็ นกระบวนการฝึ กทักษะในการกล้า แสดงออก ท้งัความรู้สึก ความคิด และการติดต่อสื่อสารเช่น ทกัษะการแสดงการเห็นดว้ยกบัสาระส าคัญที่ได้รับการวิพากษ์ ทักษะ การตอบสนองผูว้ิพากษ์ทกัษะการยอมรับการวิพากษ์หรือ ทกัษะการแสดงความมนั่คงในความคิดและ ความรู้สึกของตน เป็ นต้น การฝึ กพฤติกรรมกล้า แสดงออก ประกอบด้วยความรู้ความเข้าใจและการฝึ กหัด ใหเ้กิดความคล่องตวั 3)กำรพัฒนำพฤติกรรมกล้ำแสดงออกอย่ำงเหมำะสมกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการ ฝึ กทักษะที่จ าเป็ นจน ช านาญแลว้ควรพฒันาเพิ่มพูนทกัษะให้มากข้ึน รวมท้งัการรักษาให้เป็น พฤติกรรมคงทนต่อไป โดยการ ฝึกหัดแสดงออกและตอบสนองกบัผทู้ี่เกี่ยวขอ้งในสถานการณ์ต่าง ๆ การพฒันาพฤติกรรมกลา้แสดงออก อยา่งเหมาะสมมีลกัษณะดงัน้ี (1)การยืนหยัดเพื่อตัวเอง และการท าให้คนอื่นรู้จกัตวัของเราน้นัเป็นการเคารพตนเองและ เป็ นการที่จะได้รับการเคารพจากผู้อื่น (2) การพยามยามใช้ชีวิตของเราอยใู่นแนวทางที่จะไม่ทา ให้ผูอ้ื่นเจ็บปวดเลย ไม่ว่าจะอยู่ ภายใต้เงื่อนไขใด ๆ ก็ตาม มกัจะจบลงดว้ยการทา ให้ผู้อื่นและตัวเองเจ็บปวดด้วย (เป็ นวงจรของพฤติกรรม การไม่กลา้แสดงออกแบบเผยและตรงไปตรงมา)


13 บรรณำนุกรม นางปานดีคงสมบัติ. (2564). (ศิลปะและทักษะการใช้ชีวิต). วิทยาลัยชุมชนระนอง สถาบัน วิทยาลัยชุมชน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม


Click to View FlipBook Version