1 หน่วยที่ 10 สุนทรียภาพของชีวิต เรียบเรียงโดย นายแวอารงค์ สาและ นายกิตติพงษ์พันธุ์มณี นางผาณิต มุสิกะ ร้อยต ารวจเอกสาธร ไหมเกตุ
1 ค ำน ำ เน้ือหาเล่มน้ีเป็นส่วนหน่ึงของรายวชิาศึกษาทวั่ ไป วชิาศท 0202 ศิลปะและทักษะการใช้ชีวิต จัดท า ข้ึนส าหรับใชป้ระกอบการเรียนการสอนส าหรับนกัศึกษาและผทู้ี่สนใจเกี่ยวกบัการวางจุดมุ่งหมายและการ จัดการชีวิต ปัญญาทางอารมณ์ หลักธรรมที่ใช้ในการด าเนินชีวิต ภาวะผู้น า การรู้จักใช้เงิน การพัฒนาตน และการเห็นคุณค่าแห่งตน สุนทรียภาพของชีวิต การเรียนรู้บุคคลในชุมชนที่เป็นแบบอยา่งการดา เนินชีวิต และ ดา รงชีวิตอยา่งมีความสุข ซึงเรียบเรียงจากหนงัสื่อของ อาจารยป์านดีคงสมบตัิ(ครูชา นาญการพิเศษ) จากวิทยาลัยชุมชนระนอง สถาบันวิทยาลัยชุมชนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผู้เรียบเรียงหวงัวา่เน้ือหาเล่มจะเป็นประโยชน์ต่อผทู้ี่สนใจเพื่อใชใ้นการดา รงชีวิตประจา วนัต่อไป และขอขอบคุณ อาจารย์ปานดี คงสมบัติ (ครูช านาญการพิเศษ) จากวิทยาลัยชุมชนระนอง สถาบันวิทยาลัย ชุมชนกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจยัและนวตักรรม เป็นอย่างสูง ที่อนุเคราะห์ให้ใช้ในการ ประกอบการเรียนการสอนในคร้ังน้ี คณะผู้เรียบเรียง ธันวาคม 2565
2 หน่วยที่ 10 สุนทรียภาพของชีวิต 1. ความหมายของสุนทรียศาสตร์ และสุนทรียภาพ ความเป็นมนุษย์ที่มีความสมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และเป็นที่พึงประสงค์ มิใช่เพียงแค่การ ได้มีความรู้ มีทักษะในการประกอบสัมมาอาชีพเพียงเท่านั้น หากแต่ต้องเป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจ มีความ ตระหนักถึงสัจจะความจริง ข้อเท็จจริงต่างๆ การรู้ส านึกในคุณค่าแห่งความดี ความมีสุนทรียภาพ ทั้งในตัว ตนเองตลอดจนสิ่งแวดล้อมรอบตัวและที่ไกลตัวออกไป การศึกษา หรือความพยายามใดๆ ที่จะประสบพบ หนทางที่จะก้าวไปสู่การรับรู้เกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์ และได้มีโอกาสสัมผัสกับกลิ่นอายของคุณค่าสุนทรียภาพ ทั้งจากแหล่งธรรมชาติและจากผลงานศิลปกรรมด้วยแล้ว ถือได้ว่าเป็นหนทางที่ถูกต้องดีงามที่มนุษย์พึง แสวงหาและได้รับ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันยิ่งมีความจ าเป็นมากยิ่งขึ้น อย่างน้อยก็เพื่อเป็นตัวสร้างดุลยภาพ ให้กับความเป็นชีวิตมิให้สุดโต่ง ไปข้างหนึ่งข้างใดจนเกินไป เพื่อลดภาวะตึงเครียดที่ต้องแข่งขันกับความเร็ว ของการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ด้านจนมนุษย์เกือบจะหลงลืมความเป็นอิสรภาพแห่งจิตและปัญญาไปเสียแล้ว การศึกษา ถึงคุณค่าสุนทรียภาพจึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยเสริมเติมเต็มให้กับดวงจิตและปัญญาของผู้ศึกษา ได้เป็นอย่างดี สุนทรียศาสตร์ Aesthetics หมายถึง วิชาที่ว่าด้วยความงาม ความไพเราะ ความรู้สึกในทางบวก เกี่ยวข้องกับการรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส ความรู้สึก พอใจ ปีติยินดีและชื่นชมในสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาปะทะ อาจจะเป็นในธรรมชาติหรือผลงานศิลปะจากฝีมือมนุษย์ สุนทรียภาพ หมายถึง ความรู้สึกทางความงามเกิดขึ้น จากการได้สัมผัสกับสิ่งที่มีความงาม ความไพเราะ แล้วเกิดความปีติสุขเพลิดเพลิน พอใจ ปีติยินดี ในปัจจุบัน สุนทรียศาสตร์มีความหมายที่มีขอบเขตอิสระมากขึ้น ความหมายของค านี้ในทาง วิชาการก็คือ เป็นวิชาที่ เกี่ยวกับการศึกษาศิลปะแขนงต่างๆ หลักการของศิลปะ กระบวนการสร้างสรรค์ ศิลปะ ประสบการณ์ทาง ศิลปะ นอกจากนี้ขอบเขตของความหมายยังได้ครอบคลุมไปถึงศิลปะกับชีวิต และสังคมรวมทั้งความงามและ ปรากฏการณ์ที่งดงามของธรรมชาติอีกด้วย สุนทรียภาพ (Aesthetic) ได้ให้ความหมายไว้ว่า 1) ความสวยงาม ความน่ายินดี ความน่ารัก เปี่ยมด้วยรสนิยม 2) เกี่ยวกับศิลปะ ความสละสลวย ความอ่อนไหวและความหยั่งรู้คุณค่าหรือความซาบซึ้ง ความหมายของสุนทรียภาพว่า “เกี่ยวกับความซาบซึ้งในคุณค่าของสิ่งงดงาม ไพเราะหรือรื่นรมย์ ไม่ว่าจะเป็น ของธรรมชาติหรือผลงานศิลปะ ความรู้สึกนี้เจริญได้ด้วยประสบการณ์หรือการศึกษาอบรมฝึกฝน จนเป็น อุปนิสัย เกิดเป็นรสนิยม (Taste) ซึ่งย่อมจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล”สุนทรียภาพเป็นสิ่งที่มีควบคู่มาแล้ว
3 กับทุกคน หากจะแตกต่างกันก็ตรงที่แต่ละคนจะมีพื้นฐานการอบรมสั่งสอน การศึกษา ประสบการณ์ทั้ง ทางตรงและทางอ้อมจากการสังเกตธรรมชาติ ศิลปวัตถุหรือการรู้จักเปรียบเทียบ วิเคราะห์ วิจารณ์ สรรพสิ่ง รอบข้างตัวเองที่กว้างไกลออกไปมากน้อยเพียงใด สุนทรียภาพจึงเป็นตัวคุณค่าของสุนทรียะ จากวัตถุและผลงานศิลปกรรมที่ถูกรับรู้โดยการสัมผัส ทางตรง หรือเรียกว่าประสบการณ์ตรง (Direct Experience) เป็นกระบวนการรับรู้คุณค่าเชิงพฤติกรรมหรือ เชิงปฏิบัติการ ในทางทัศนศิลป์ถือเป็นการสัมผัสรับรู้ทางการเห็นโดยตรงเป็นคุณค่าที่ปรากฏในความรู้สึก อารมณ์ของผู้รับรู้ด้วยอาการลักษณะของความปีติ ความยินดี ความซาบซึ้งตรึงใจ เป็นความละเอียดอ่อนของ จิตใจและสานึกแห่งความดีงาม คุณค่าสุนทรียภาพจึงเป็นคุณค่าที่อิสระเหนือผลประโยชน์ตอบแทนใดๆ การที่เราเกิดความพึงพอใจ หลงใหลในความงามของดอกไม้ การที่เรายืนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันเขียวขจีมีหมู่แมกไม้ ไม้ผล ไม้ดอกที่ ก าลังบานสะพรั่ง มีทิวเขาเป็นฉากหลังเป็นระยะๆ ลดหลั่นกันไปไกลลิบสุดสายตา มีธารน้ าไหลเป็นแนวยาว คดเคี้ยวไปมา มีปลาหลากหลายชนิดแหวกว่ายทวนน้ าใส ช่างงดงามอะไรเช่นนี้ บรรยากาศภาพรวมดังกล่าว จะกระตุ้นปลุกเร้าให้เราตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะหนึ่งในช่วงขณะนี้เองเป็นห้วงแห่งการสัมผัสรับรู้ในคุณค่า สุนทรียภาพที่แท้จริง มีเกี่ยวพันผูกมัดอยู่กับมูลค่า ราคาหรือผลประโยชน์ทางกายภาพเชิงธุรกิจแต่ประการใด ไม่ คุณค่าสุนทรียภาพจึงเป็นคุณค่าภายในของสิ่งที่ต้องปฏิสัมพันธ์กัน คือ ต้องมีตัววัตถุ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีค่า สุนทรีย์ในตัวเอง และมีตัวอัตตาหรือตัวผู้สัมผัสรับรู้ใน คุณค่าดังกล่าว การศึกษาเรียนรู้ในคุณค่าสุนทรียภาพ จึงมีความจ าเป็นและส าคัญ ยิ่งต่อความเป็นมนุษยชาติ การที่บุคคลหนึ่งมีความเก่งฉลาดในการเรียนรู้หรือ จดจ าในสิ่งต่างๆ ได้ดีนั้น ยังถือว่าเก่งแบบแง่เดียว ยังทื่อแข็ง ไม่มีชีวิตชีวา หรือ เป็นบุคคลที่คิดกระท าการใดๆ เป็นไปแบบกลไก ขาดซึ่งชีวิตจิตใจ ลักษณะเช่นนี้ยังมิอาจเพียงพอส าหรับการเป็นมนุษย์ที่พึงประสงค์ ยังต้อง ให้การอบรมบ่มเพาะความเป็นคนสุนทรีย์ ความเป็นคนดีเสริมเติมเข้าไปอีก จึงมิใช่เรื่องแปลกที่การศึกษาใน ระดับอุดมศึกษาทุกแห่งได้ให้นักศึกษาได้ศึกษาในรายวิชาพื้นฐานทั่วไปหรือวิชาการศึกษาทั่วไป ทั้งนี้เพื่อให้ได้ บัณฑิตที่เป็นคนเก่ง คือ เก่งในวิชาการ วิชาชีพ หรือวิชาเอกที่ตนร่ าเรียนมาเป็นคนดี คือ มีส านึกชั่วดี มีจิตใจ สุนทรีย์ที่มีความละเอียดอ่อน รู้และตระหนักในคุณค่าของความเป็นชีวิต ชีวิตที่กอปรด้วยความดี ความงาม และความจริง 2. ความรู้ประสบการณ์เชิงสุนทรียภาพของมนุษย์ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนรู้สุนทรียศาสตร์โดยทั่วไปแล้วมักจะเข้าใจสับสนเกี่ยวกับการเรียนการ สอนวิชาสุนทรียศาสตร์ ความเข้าใจสับสนดังกล่าวได้น าไปสู่กระบวนการของการเรียนการสอนวิชาเกี่ยวกับ สุนทรียศาสตร์ที่ไม่สู้จะได้ผลเป็นที่พอใจนัก เพราะยังเป็นการเรียนการสอนเพียงเพื่อให้รู้ เข้าใจ และจดจ าใน เนื้อหา แนวคิดทฤษฎีปรัชญาเสียเป็นส่วนใหญ่ การเรียนการสอนลักษณะดังกล่าวเป็นเรื่องของสุนทรียศาสตร์
4 โดยทั่วไป หากน ามาสู่กระบวนการของการเรียนการสอนโดยเฉพาะในระดับปริญญาตรีหรือต่ ากว่านี้แล้วจะท า ให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย อันเนื่องจากยากที่จะท าความเข้าใจให้ละเอียดลึกซึ้งได้ เพราะผู้เรียนส่วนใหญ่ยัง ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ตรงที่จะน าไปสู่ความซาบซึ้งหรือความประจักษ์ในคุณค่าของ สุนทรียภาพของศิลปวัตถุขั้นพื้นฐาน และธรรมชาติอย่างเพียงพอมาก่อน นิพาดา เทวกุล (2556 ) ได้กล่าวถึงการเรียนการสอนวิชา สุนทรียศาสตร์ไว้อย่างน่าสนใจว่า ไม่ใช่ วิชาซึ่งทุกคนจะเรียน หรือจะเอาไปให้ทุกๆ คนเรียน แม้แต่ในต่างประเทศ ผู้ที่จะเรียนสุนทรียศาสตร์ส่วนมาก จะเป็นนักศึกษาปีสุดท้าย และก็โดยมากอาจจะเรียนกับพวกนักศึกษาระดับสูงด้วยซ้ าเพราะความคิด สุนทรียศาสตร์จะเกี่ยวข้องกับแนวความคิดที่เป็นพื้นฐานมากที่สุด ฉะนั้นอะไรคือความงาม มีเรื่องที่ถูกเถียง มากมายเหลือเกินซึ่งไม่สามารถหาค าตอบได้ โดยเฉพาะคนไทยสมัยนี้ เราพยายามที่จะให้สอนสุนทรียศาสตร์ สอนแล้วตัวเองก็ไม่รู้เรื่องก็ไม่ทราบว่าจะสอนไปท าไม สอนความซาบซึ้งในศิลปะ (Art Appreciation) อะไรที่ ง่ายๆ หรือรู้สึกว่าอาจจะมีคุณค่ามากกว่าในทางปฏิบัติ เพราะฉะนั้นจึงได้บอกว่าสุนทรียศาสตร์ น่าที่จะเป็น วิชารวบยอด คือ เมื่อเรียนผลงานทางศิลปะเสร็จก็เอาผลงานมาตีคุณค่าอีกทีหนึ่งว่าหมายความว่าอย่างไร หรือ เป็นไปได้แค่ไหนในผลงานชิ้นนั้นๆ 2.1 ประสบการณ์เชิงสุนทรียภาพ การที่คนใดคนหนึ่งมีสุนทรียธาตุหรือในความส านึก เราเรียกว่ามีประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์ (กีรติ บุญเจือ, 2549) ค าว่า “ประสบการณ์” เป็นค าที่ใช้เรียกการรับรู้ที่เกิดขึ้นแก่เรา เมื่อเราสัมผัสหรือปะทะกับโลก ภายนอก โดยจะได้รับการสั่งสมไว้ตามประสิทธิภาพของอวัยวะรับสัมผัสของแต่ละคน ซึ่งจะสัมพันธ์กับความ ตั้งใจของเราหรือความสนใจของเราด้วย หลังจากที่ได้รับรู้หรือได้มีประสบการณ์แล้ว ก็สามารถจาหรือจ าแนก แยกแยะสิ่งที่รับรู้นั้นได้ เก็บสะสมไว้ในสมองเป็นความรู้ซึ่งจะช่วยให้เกิดการรู้ตัวหรือที่เรียกว่ามีสติอยู่ทุกขณะ นั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นการเชื่อกันว่าเมื่อเรามีประสบการณ์มากก็จะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายหลัง อย่างมีสติได้ (อารี สุทธิพันธ์, 2556) ประสบการณ์เชิงสุนทรียภาพ เป็นประสบการณ์ตรงของมนุษย์ ที่ได้ศึกษาสัมผัสรับรู้ ในคุณค่าอันน่า พึงปรารถนาจากโลกภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งธรรมชาติที่มีชีวิตมีความเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรม ที่มนุษย์ สามารถรับรู้ในคุณค่าของมันได้ เช่น มนุษย์ด้วยกัน สรรพสัตว์ทั้งหลาย ตลอดจนพืชพันธุ์ต่างๆ เป็นต้น หรือสิ่ง ธรรมชาติที่ปราศจากชีวิต เช่น กรวด หิน ดินทราย แม่น้าลาธาร ตลอดจน ประสบการณ์ตรงอันเกิดจากการ สัมผัสรับรู้ ในสิ่งที่มนุษย์ด้วยกันได้คิดค้นประดิษฐ์สร้างสรรค์ขึ้น ดังเช่น ผลิตภัณฑ์ งานศิลปกรรม เป็นต้น ซึ่ง สามารถท าให้มนุษย์ เกิดความเพลิดเพลิน อิ่มเอิบ ซาบซ่านในใจ เกิดแง่คิด เกิดการประจักษ์ในหลายแง่หลาย ทิศทางด้วยกันทั้งสิ้น อันถือเป็นประสบการณ์ที่มนุษย์ในฐานะผู้สัมผัสรับรู้ ไม่ต้องการผลตอบแทนใดๆ เพราะ เป็นสิ่งที่มนุษย์มีอิสระที่จะเลือกรับหรือปฏิเสธได้ตามใจปรารถนาต้องการของตัวเองเป็นส าคัญอยู่แล้ว
5 2.2 แหล่งประสบการณ์เชิงสุนทรียภาพ แหล่งประสบการณ์เชิงสุนทรียภาพในทีนี้หมายถึง แหล่งที่อยู่ที่ปรากฏของตัวความรู้หรือตัวคุณค่า สุนทรียะที่มนุษย์สามารถศึกษาเรียนรู้และสัมผัสรับรู้ในคุณค่าดังกล่าว ได้ด้วยการมองเห็นซึ่งสามารถแบ่ง ออกเป็น 2 แหล่งใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ 1) แหล่งสุนทรียภาพจากธรรมชาติ แหล่งสุนทรียภาพจากธรรมชาติ นับเป็นแหล่งประสบการณ์ที่มีขอบเขตอันกว้างไกลส าหรับมวล มนุษยชาติที่สามารถใช้เป็นแหล่งสรรพความรู้เพื่อศึกษาเรียนรู้ สัมผัส ซึมซับเอาความเป็นคุณค่าสุนทรียะได้ อย่างมีสิ้นสุด ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติท าให้ มนุษย์เกิดอารมณ์ ความรู้สึกได้หลายลักษณะ ดังเช่น ความ เพลิดเพลิน ความพึงพอใจ ความประทับใจ ความหดหูใจ และความว้าเหว่ เป็นต้น ความรู้สึกทางอารมณ์ ดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ เกิดแนวคิดจินตนาการและเกิดพลังความคิดการสร้างสรรค์ผลงาน ศิลปกรรมแก่มนุษยชาติมาตลอดทุกยุคทุกสมัย ลักษณะสุนทรียภาพทางธรรมชาติ อารี สุทธิพันธ์ (2556 ) ได้กล่าวถึงผลอันเกิดจากธรรมชาติสร้าง ขึ้นว่า “มีลักษณะเฉพาะเป็นอย่างๆ ไปตามกฎของธรรมชาติ เช่น ผลไม้มีเมล็ด และเมื่อหล่นลงดินเจริญงอก งามเป็นต้นไม้และให้ผลไม้ตามลักษณะของพันธุ์ไม้นั้นๆ หมุนเวียนกันไปไม่สิ้นสุด ซึ่งอาจสรุปได้ว่าธรรมชาติ สร้างอย่างหนึ่งผลต้องเกิดตามรูปแบบของอย่างนั้น” 2) แหล่งสุนทรียภาพจากผลิตกรรมเชิงสร้างสรรค์ของมนุษย์ แหล่งสุนทรียภาพจากผลิตกรรมเชิงสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์คิดค้นของมนุษย์ ตั้งแต่ยุคอดีตจนถึง ปัจจุบันนับเป็นแหล่งที่มีคุณค่า มีความส าคัญยิ่งที่บ่งบอกถึงการวิวัฒน์พัฒนาความเป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ น ามาซึ่งความภาคภูมิใจในความเป็นมนุษยชาติในฐานะสัตว์ โลกที่มีสมองเป็นเลิศในการจ า การคิด การกระท า และการสร้างสรรค์ใดๆ ผลงานของมนุษย์ตั้งแต่อดีตเป็นต้นมายังได้มีความหมายยิ่งต่อการใช้เป็นแหล่ง ประสบการณ์ การเรียนรู้ การสัมผัสรับรู้ และซึมซับเอาความเป็นคุณค่าสุนทรียะและคุณค่าด้าน ประโยชน์ใช้ สอยทางกายภาพได้อย่างมีสิ้นสุด อีกทั้งยังมีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์การประดิษฐ์คิดค้นในด้านต่างๆ ในยุค ปัจจุบัน เช่น การสร้างสรรค์ทางศิลปกรรม การประดิษฐ์คิดค้นด้าน วิทยาศาสตร์ เป็นต้น 3. คุณค่าสุนทรียภาพกับการพัฒนามนุษย์ 3.1 สุนทรียศาสตร์กับมนุษย์ มนุษย์และสัตว์มีอวัยวะหลายๆ อย่างที่เหมือนกัน จนถึงบ้างครั้งเรามักจะเรียกพฤติกรรมที่ไม่พึง ประสงค์ที่มนุษย์แสดงออกมาว่าเป็นสัญชาติญาณสัตว์สิ่งเดียวที่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างมนุษย์ กับสัตว์ได้ชัดเจนก็คือ มนุษย์มีสมองที่สามารถคิดสร้างสรรค์และพัฒนาการทางความคิด การกระท าให้เกิดเป็น
6 แบบแผนที่ดีขึ้นตามล าดับ มนุษย์รู้จักวางมาตรฐานความดีและความชั่ว มนุษย์รู้จักแยกแยะอะไรงามอะไรหน้า เกลียด และมนุษย์รู้จักคิดโดยใช้เหตุ ใช้ผล ดังนั้นความคิดของมนุษย์จึงเป็นสิ่งที่ควรศึกษา 3.2 มนุษย์กับความคิด โดยธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนมีความอยากรู้อยากเห็น และความสงสัยในความเป็นไปของชีวิตและ ธรรมชาติ ปัญหาต่างๆ ที่มนุษย์ได้พยายามหาค าตอบ บางปัญหาสามารถอธิบายได้ชัดแจ้ง แต่ก็ยังมีอีกหลาย ปัญหา ที่ไม่สามารถหาค าตอบได้บางปัญหาแม้จะตอบได้แต่ก็ยังมีข้อสงสัยเหลืออยู่โดยธรรมชาติ มนุษย์ช่างคิด ช่างสงสัยเราสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์โลกทั่วไปได้ มนุษย์เป็นสัตว์ที่รู้จักใช้ ความคิด และสติปัญญา ความคิดและสติปัญญาจะน าไปสู่ความปฏิบัติการสร้างสรรค์อันเป็นพัฒนาการส าคัญ ของสังคมที่นามาซึ่งการเจริญรุ่งเรื่องอย่างทุกวันนี้ ความสงสัยของมนุษย์เกี่ยวกับชีวิตและธรรมชาติแวดล้อม ก่อให้เกิดค าถามว่า ความจริงคืออะไร ความจริง (The Reality) ในที่นี้หมายถึง สิ่งที่เป็นนิรันดร์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ร่างกายของคนใน ทัศนะของนักปรัชญานั้นร่างกายของคนไม่ใช่ความจริง เพราะมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เด็ก เติบใหญ่จนแก่เฒ่า ชราและตายไป การเปลี่ยนแปลงมีอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าจะถามว่า อะไรคือแก่นแท้ หรืออะไรคือความจริง ของชีวิตเรา อาจตอบได้ 3 ทัศนะ คือ ก. จิตนิยม เชื่อว่า ความจริงคือจิตหรือวิญญาณ ร่างกายคน ประกอบด้วย เนื้อหนังและจิตวิญญาณ ร่างกายเนื้อหนังจะเปลี่ยนแปลงเติบโต พัฒนาและเสื่อมโทรม เมื่อตายไปก็จะสลายตัวหรือเปลี่ยนแปลงไป ส่วนที่เป็นอมตะ นิรันดร์กาล คือ จิต หรือวิญญาณของมนุษย์ ดังนั้นสิ่งจริงแท้ของชีวิตคือ จิตหรือวิญญาณ นั่นเอง พวกจิตนิยมเชื่อว่า พระเจ้ามีจริง พระเจ้าคือจิตดวงใหญ่ ที่ให้ก าเนิดดวงจิตหรือชีวิตมนุษย์ พระเจ้า สร้างมนุษย์ พระเจ้าสร้างโลก พระเจ้าสร้างจักรวาล ข วัตถุนิยม เชื่อว่า ร่างกายของคนคือเซลล์เล็กๆที่ประกอบเป็นเนื้อหนังมังสา เป็นอวัยวะต่างๆ ร่างกาย คือเครื่องจักรที่สามารถท างานด้วยระบบกลไกของอวัยวะ ไม่มีจิตวิญญาณ การตายคือ การที่ เครื่องจักรไม่สามารถท างานได้อีกต่อไป เป็นการเน่าสลายของเนื้อหนังจนกลายเป็นธาตุธุลีวัตถุกลายเป็น อะตอม หรือพลังงานซึ่งคือ สิ่งที่เป็นนิรันดร์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป พวกวัตถุนิยมเชื่อว่า สิ่งจริงแท้ของ ชีวิตและจักรวาลล้วนเป็นวัตถุเพียงอย่างเดียว ไม่มีพระเจ้า ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก ชีวิต โลกและจักรวาลก าเนิด ขึ้นตามอุบัติการณ์ของธรรมชาติ ค. ทวินิยม เป็นทัศนะที่ประนีประนอมทัศนะจิตนิยมกับวัตถุนิยมไว้ด้วยกัน เชื่อว่าถึงแม้ความคิด ของมนุษย์จะแบ่งเป็นสองขั้วสองฝ่ายก็ตาม แต่ก็ยังสามารถประสานความคิดทั้งสองฝ่ายได้ ทัศนะนี้เชื่อว่า ความจริงคือ ทั้งสองอย่างทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ เป็นสิ่งจริงแท้
7 3.3 คุณค่าความเป็นมนุษย์ การที่มนุษย์ได้หาค าตอบจากปัญหาที่ว่า ความจริงคืออะไร ไม่ว่าจะเป็นทัศนะของจิตนิยม หรือวัตถุ นิยม ทุกค าตอบต่างก็มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การด ารงอยู่ของชีวิต ซึ่งเป็นความเชื่อเบื้องต้นที่ก าหนดบทบาททาง พฤติกรรมและความประพฤติของคนเราให้อยู่ในแนวทางหรือมาตรฐานเดียวกัน เช่น คนที่เชื่อว่าความจริง ขึ้นอยู่กับจิต พระเจ้ามีจริง พระเจ้าสร้างมนุษย์ มนุษย์ต้องแสดงความเคารพนับถือต่อพระเจ้า ก็จะสร้างวิหาร เพื่อเป็นที่สิ่งสถิตย์หรือเป็นที่กราบไหว้บูชาพระเจ้า เกิดพิธีกรรมต่างๆ เกิดการเริงระบ าเพื่อบูชาถวายพระเจ้า เกิดคนตรีเพื่อสวดสรรเสริญพระเจ้าเกิดการเสริมแต่งเพื่อให้เกิดสิ่งสวยๆ งามๆ เพื่อเสริมพิธีกรรมให้ดูดี ดูขลัง และมีการก าหนดมาตรฐานเกี่ยวกับความดีให้เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เพื่อให้สอดคล้องกับความเชื่อของคน สิ่งเหล่านี้คือข้อก าหนดพฤติกรรมของมนุษย์ มาตรฐานทางพฤติกรรมที่ดีย่อมน ามาซึ่งการพัฒนาสังคม ท าให้ สังคมอยู่ได้อย่างปกติสุข ส าหรับคนที่เชื่อว่าความจริงขึ้นอยู่กับวัตถุจะมีมาตรฐานควบคุมพฤติกรรมของคนโดย ใช้หลักกฎหมาย และจะให้ความส าคัญต่อความเจริญ ความสมบูรณ์พูนสุขในโลกปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ คุณค่า ของความเป็นมนุษย์ จึงควรมีมาตรฐานอย่างน้อย 3 ด้าน คือ 1) จริยศาสตร์ (Ethics) เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ทางจริยธรรม จริย ศาสตร์เป็นศาสตร์ว่าด้วยมาตรฐาน การก าหนดพฤติกรรมของมนุษย์ ว่าอย่างไรคือความดี อย่างไรคือความชั่ว คุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่ได้รับการยกย่องประการแรกก็คือ ความดี 2) สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการรับรู้ความงาม เป็นคุณค่าอีก อย่างหนึ่งซึ่งแตกต่างจากความดี คุณค่าทางความงามเป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิดจากการสัมผัส เช่น เมื่อเราเห็น ภาพดวงอาทิตย์กาลังจะลับขอบฟ้าระหว่างขอบน้ าทะเลยามเย็น เราจะมองเห็นความงาม ความงามจะท าให้ เราเกิดความพอใจ ความยินดีหรือความสุข เมื่อเราสัมผัสกับสิ่งสวยงามท าให้เราสามารถแยกแยะวัตถุที่มีความ งามว่ามีความโดดเด่น หรือแตกต่างจากวัตถุธรรมดาทั่วไปได้ ท าให้เราเข้าใจว่าอะไรท าให้เกิดความงดงาม เรา ก็อาจน าความเข้าใจนั้นมาเป็นหลักการสร้างความงามหรือสร้างสรรค์งานศิลปะขึ้นมา สิ่งสวยงาม คือคุณค่าของความเป็นมนุษย์อีกประการหนึ่งที่เราจะละเลยไม่ได้ ถึงแม้มนุษย์จะ ประกอบคุณงามความดีเพียงใด แต่ถ้าเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ เนื้อตัวเสื้อผ้าสกปรก ก็ยังคงเป็นที่ รังเกียจของคนทั่วไป ดังนั้นการแต่งกาย การปรุงแต่งบุคลิกหน้าตา จึงเป็นปัจจัยในคุณค่าที่ส าคัญอีกอย่างหนึ่ง ในความเป็นมนุษย์ พิธีกรรมต่างๆ ทางศาสนาเป็นกิจกรรมต้องการปรุงแต่งให้เกิดความงามวิหารของเทพเจ้า ย่อมต้องการความงามกว่าบ้านธรรมดา เพลงสวดเพื่อสรรเสริญเทพเจ้าต่างๆ ย่อมต้องมีความไพเราะเสนาะหู คุณค่าทางด้านความงามดังกล่าวนี้เราเรียกว่า สุนทรียภาพ ในทางปรัชญาเรียกว่าสุนทรียศาสตร์ 3) ตรรกศาสตร์ (Logics) คือมาตรฐานทางคุณค่าส่วนที่จะเสริมให้มนุษย์มีความสมบูรณ์ขึ้น เป็นคุณค่าทางปัญญา ความคิด กล่าวคือ นอกเหนือจากมาตรฐานทั้ง 2 ด้านดังกล่าวมนุษย์ยังต้องมีความคิด และวิจารณญาณที่ดี รู้จักใช้เหตุ ใช้ผล ไม่หลงงมงาย มีสามัญส านึกที่ดี มีโลกทัศน์ที่ดี และมีวิสัยทัศน์ที่
8 กว้างไกลศาสตร์ว่าด้วยความคิดเมื่อความต้องการของมนุษย์ที่มีมากกว่าปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวข้องกับร่างกาย นั่นก็คือปัจจัย ภายในซึ่งเป็นเรื่องของจิตใจ โดยเฉพาะเรื่องความงามที่เกิดจากภายในจิตใจซึ่งกลุ่มที่ให้คุณค่า ความงามในแง่มุมของสุนทรียภาพ เป็นความรู้สึกส่วนบุคคล เช่น ความพอใจ เพลินใจ ใช้ความรู้สึกตนเองเป็น ตัวตัดสินใจ อย่างไรก็ตามการตัดสินความงามมิได้มีข้อสรุปที่ตายตัว เพราะสุนทรียศาสตร์เป็นเรื่องความรู้สึก และพฤติกรรมเท่านั้น 3.4 คุณค่าสุนทรียภาพกับการพัฒนามนุษย์ 1) คุณค่าด้านการส่งเสริมพัฒนาสภาพแวดล้อม เป็นการส่งเสริมพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้แลดู สวยงาม มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย น่าพึงปรารถนา น่าอยู่อาศัย เป็นคุณค่าที่มีความหมายมีความส าคัญต่อ การด ารงอยู่ของชีวิตมนุษย์ทุกสังคมในปัจจุบันรูปธรรมของคุณค่าด้านนี้ เช่น การออกแบบสร้างสรรค์อาคาร บ้านเรือน การตกแต่งบริเวณทั้งภายในและภายนอกอาคารบ้านเรือน ตลอดจนสถานพักผ่อนหย่อนใจ เช่น สวนสาธารณะ สวนสัตว์ เป็นต้น สิ่งแวดล้อมจึงต้องได้รับการดูแลพัฒนาและสร้างสรรค์ให้เป็นไปในทิศทางที่ พึงประสงค์ เกิดคุณค่า เกิดประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวมอย่างแท้จริง 2) คุณค่าด้านการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ของมนุษย์เป็นผลจากธรรมชาติของความเป็น มนุษย์ ที่มีระดับจิตส านึก ความคิดที่สูงและสลับซับซ้อนกว่าสัตว์เดรัจฉานทั่วไป กล่าวคือ มีความปรารถนาที่ จะแสดงออกซึ่งความคิด ความรู้สึกทางอารมณ์ ความฝัน จินตนาการ รวมทั้งประสบการณ์ในแง่มุมต่างๆ อยู่ ทุกขณะทัศนศิลป์เป็นผลผลิต หรือองค์ความรู้หนึ่งที่มนุษย์ได้แสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม สามารถรับรู้สัมผัส ได้ ทางการเห็นเป็นหลักก่อให้เกิดความรู้สึกอารมณ์สะเทือนใจ เกิดแง่คิดใหม่ เกิดการเห็นแจ้ง เกิดปัญญาและ สามารถก่อให้เกิดสานึกในทางที่ดีงามแก่ผู้ชมผู้สัมผัสรับรู้ได้ 3) คุณค่าด้านการเป็นสื่อกลาง เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม มนุษย์กับธรรมชาติ มนุษย์กับจักรวาล ทัศนศิลป์เป็นศิลปกรรมที่มีคุณค่าเป็นภาษาสากลที่สามารถใช้สื่อสาร แก่กันและ กันได้ โดยไม่ต้องอาศัยคาพูด เสียงและอักษรใดๆ ภาษาทัศนศิลป์จึงเป็นภาษาที่อาศัยภาพลักษณ์ ทางการเห็นที่เป็นรูปภาพ สามารถรับรู้ได้ตรงกันของทุกเผ่าพันธุ์ทั่วโลก 4) คุณค่าด้านสมาธิปัญญา ผู้ใฝ่และปฏิบัติในศิลปกรรมย่อมเป็นผู้ที่มีสมาธิ มีปัญญา มีจิตใจ ที่แน่วแน่ในการที่จะปฏิบัติการใดๆ ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี ผู้ที่ศึกษาใฝ่รู้ ผู้ที่ปฏิบัติงานทัศนศิลป์อย่างต่อเนื่อง สม่ าเสมอ จึงมักจะเป็นผู้ที่มีจิตสงบนิ่ง ไม่หวั่นไหวเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาใดๆ ศิลปินที่แท้จริง ย่อมรู้ซึ้งถึง ความมีสมาธิจากการสร้างสรรค์ผลงาน ผู้ดูชมผลงานก็สามารถพัฒนาตนเองในการซึมซับรับเอาคุณค่า สุนทรียภาพ สิ่งดี สิ่งงาม ความสุขความปีติ ความเป็นสมาธิ ความละเอียดอ่อนในผลงานทัศนศิลป์ได้อย่างมิรู้ จบ 5) คุณค่าด้านการพัฒนาเชาว์ปัญญาทางศิลปะ กล่าวคือ ให้รู้จักจ าแนกแยกแยะ รู้จัก เลือกสรรสิ่งที่ดีสิ่งที่งามออกจากสิ่งที่ไม่ดีสิ่งที่ไม่งาม รู้ว่าอะไรคือหลัก อะไรคือรอง อะไรคือจุดเด่น จุดส าคัญ
9 สุด อะไรเป็นเพียงตัวประกอบที่มีการลดหลั่นลงไปและแต่ละส่วนมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร มีเอกภาพ หรือไม่เพียงใด และถ้าจะเชื่อมโยงแต่ละองค์ประกอบต่างๆ ขึ้นเป็นสิ่งใหม่ น่าจะกระท าได้หรือไม่ มากน้อย เพียงใด กล่าว โดยสรุปก็คือ การศึกษาเรียนรู้และการสัมผัสรับรู้ ตลอดจนการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ สามารถน าไปสู่การเป็นผู้มีเชาว์ปัญญาทางศิลปะ ที่สามารถจะวิเคราะห์ สังเคราะห์ หรือสร้างสรรค์งาน ทัศนศิลป์ ตลอดจน ประดิษฐ์กรรมต่างๆ ที่มีประโยชน์ มีคุณค่าต่อชีวิตมนุษย์ได้อย่างมากมาย การศึกษา ทัศนศิลป์เชิงปฏิบัติการโดยตรงยังสามารถหล่อหลอมผู้ศึกษา ผู้ปฏิบัติให้เป็นนักคิด นักปฏิบัติหรือปราชญ์ผู้ รอบรู้ทางศิลปะ มิใช่เพียงแค่การท่องบ่นท่องจ าในความรู้ที่มีอยู่แล้ว 6) คุณค่าด้านวัฒนธรรม ทัศนศิลป์เป็นศิลปวัตถุที่สามารถด ารงอยู่คู่กับกลุ่มชนเผ่าพันธุ์นั้นๆ ได้อย่างยาวนานยิ่งกว่าชีวิตมนุษย์ ดังค ากล่าวอันอมตะของศิลป์ พีระศรี ที่ว่า “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น" ผลิตผล หรือ ผลงานของบรรพชนในอดีตและปัจจุบันที่มีคุณค่าสูงจึงเป็นสิ่งที่ผู้คนรุ่นหลังต้องตระหนัก จัดเก็บรักษา ท านุบ ารุงให้คงอยู่ต่อไปตราบนานเท่านาน ให้เป็นความภาคภูมิใจในฐานะที่เป็นทรัพย์ทางปัญญาจิตใจ เป็น วัฒนธรรมที่ต้องสืบสานและเชื่อมโยงไปสู่อนาคต ตราบเท่าที่มนุษย์ยังศรัทธาในความเป็นมนุษย์ ผู้มี ศักยภาพ เปี่ยมล้นในการที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่สามารถบ่งชี้ได้ถึงความมีวัฒนธรรม มีจิตใจอันสูงยิ่ง 7) คุณค่าด้านประวัติศาสตร์ผลงานทัศนศิลป์ทุกชิ้นทุกภาพ ล้วนเป็นการบันทึกไว้ซึ่งความ มีอยู่และเป็นอยู่จริงแห่งยุคสมัยหรือช่วงหนึ่งๆ ของประวัติศาสตร์ การกล่าวถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี จึงจ าเป็นต้องกล่าวถึงผลงานศิลปกรรมโดยเฉพาะงานทัศนศิลป์ ได้ด้วยเสมอ
10 บรรณำนุกรม นางปานดีคงสมบัติ. (2564). (ศิลปะและทักษะการใช้ชีวิต). วิทยาลัยชุมชนระนอง สถาบัน วิทยาลัยชุมชน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม