บทที่ 2 เอกสารงานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วขอ้ ง 72
ศาสตรแ์ หง่ พระราชา ทศพศิ ราชธรรม
ศาสตรแ์ ห่งพระราชา ดว้ ยทศพศิ ราชธรรม ทศพธิ ราชธรรมของ “พระ
ธ ร ร ม ร า ช า ” ท ศ พิ ธ ร า ช ธ ร ร ม ข อ ง “ พ ร ะ ธ ร ร ม ร า ช า ” ( 1)
อศั ศิริ ธรรมโชต/ิ เรอื่ ง
วารสารวฒั นธรรม
หน่ึงในทศพธิ ราชธรรมทปี่ ระจกั ษช์ ดั ทสี่ ดุ ของพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหา
ภมู พิ ลอดลุ ยเดชก็คอื ข้อทเ่ี รยี กกนั วา่ มที วะ หมายถงึ ความออ่ นโยนและออ่ น
น้อมถอ่ มตน
ดร.สุเมธ ตนั ตเิ วชกุล ผู้ถวายงานใกล้ชดิ เบอื้ งพระยุคลบาทได้กลา่ วถงึ เรอ่ื ง
ความออ่ นโยนกบั ความออ่ นน้อมถอ่ มตนวา่ เป็ นเรอ่ื งทใี่ นหลวงรชั กาลที่ 9
จะทรงกําชับและทรงส่ังสอนอยู่เสมอถึงแม้ว่าพระองคท์ รงเป็ นประมุขของ
ประเทศทอ่ี ยูส่ ูงสุด แตเ่ วลาเสด็จพระราชดาํ เนินเยย่ี มราษฎรน้ันจะเห็นความ
ออ่ นน้อมถอ่ มพระองคต์ ลอดเวลา เช่น ทรงรบั ส่ังกบั ประชาชนและเจ้าหน้าท่ี
ด้วยความเตตา ทรงคุกเข่าหรอื ทรงน่ังประทบั พบั เพยี บอยู่กบั พนื้ และทรง
สนทนากบั ประชาชนโดยไมถ่ อื พระองคแ์ ม้แตน่ ้อย
ดร.สุเมธเลา่ วา่ พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดชทรงปฏบิ ตั ิ
พระองคใ์ ห้พวกเราเห็นอยูต่ ลอดเวลาทมี่ พี ระราชปฏสิ ันถารกบั ราษฎรนับเป็ น
ชว่ั โมง ๆ อยา่ งใกล้ชดิ และทรงถอื ขนบธรรมเนียมไทยทจี่ ะไมย่ นื คา้ํ ผู้เฒา่ ผู้
แก่ โดยประทบั ลงรบั ส่ังกบั ราษฎร แม้วา่ เป็ นตอนเทย่ี งทแี่ ดดร้อนเปรยี้ งอยูก่ ็
ตาม
ตามคําบอกเล่าของผู้ที่ได้ถวายงานใกล้ชิดกล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระ
ปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช มกั ทรงรบั ส่ังเป็ นการเฉพาะไมใ่ ห้มกี ารกดี กนั
ในเวลาทร่ี าษฎรเข้าเฝ้ าฯ จงึ ไดท้ รงไตถ่ ามทุกขส์ ุขและรวมทง้ั การทาํ มาหากนิ
ของราษฎรไดอ้ ยา่ งใกลช้ ดิ
ทศพธิ ราชธรรมในข้อทเี่ รยี กวา่ มทั วะ หรอื ความสุภาพออ่ นโยนจะหาไหน
เทา่ พระมหากษัตรยิ พ์ ระองคน์ ี้ไมไ่ ด้แล้ว ดงั จะเห็นได้จากภาพประวตั ศิ าสตร์
บทท่ี 2 เอกสารงานวจิ ยั ทเี่ กยี่ วขอ้ ง 73
ศาสตรแ์ หง่ พระราชา ทศพศิ ราชธรรม
ทท่ี รงโน้มพระองคไ์ ปรบั ดอกบวั กบั หญงิ ชราคนหน่ึงทจ่ี งั หวดั นครพนมเมอื่ กวา่
60 ปีกอ่ น
ภาพนี้นบั เป็ นภาพทป่ี ระจกั ษ์กนั ทว่ั ไปในพระราชจรยิ วตั รทอี่ อ่ นโยนมเี มตตา
และมไี มตรยี ง่ิ ตอ่ เหลา่ พสกนิกร พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดุลย
เดชทรงเป็ นพระมหากษัตรยิ ผ์ ู้ทรงตง้ั มน่ั อยู่ในทศพธิ ราชธรรมตลอดมาอย่าง
แทจ้ รงิ
ADVERTISEMENT
คาํ วา่ ทศพธิ ราชธรรม หมายถงึ ธรรม 10 ประการทพี่ ระเจ้าแผน่ ดนิ ทรง
ประพฤตเิ ป็ นหลกั ธรรมประจาํ พระองคเ์ ป็ นคุณธรรมของพระมหากษัตรยิ ห์ รอื
ผู้ปกครองบ้านเมอื งมี 10 อย่าง คือ ทาน ศีล บรจิ าค อาชวะ มทั วะ
ตบะ อกั โกธะ อวหิ งิ สา ขนั ติ อวโิ รธนะ
นกั ปราชญว์ า่ ตามปกตพิ ระมหากษตั รยิ ไ์ ทยในระบอบสมบูรณาญาสิทธริ าชน้นั
แม้ว่าจะอยู่เหนือกฎหมายแต่ส่ วนใหญ่ก็อยู่ในกรอบแห่งราชธรรมท้งั 10
ประการนี้ ทง้ั นีเ้ พอ่ื เป็ น “พระธรรมราชา” ตามหลกั พทุ ธศาสนา
ม.ร.ว.คกึ ฤทธิ์ ปราโมช ได้กลา่ วถงึ ความเป็ นมาของทศพธิ ราชธรรมหรอื วา่
หลกั ธรรม 10 ประการนี้วา่ มาจากตาํ ราธรรมศาสตร์ ทอ่ี าศัยหลกั ธรรมจาก
ศาสนาพทุ ธในการกาํ หนดอาํ นาจ และการปฏบิ ตั ติ นของพระมหากษตั รยิ ์ ซง่ึ
มมี านานแล้วแตส่ มยั สุโขทยั จนสมยั อยุธยาและกรุงรตั นโกสินทร์ ถงึ แม้วา่ ใน
สมยั อยุธยาจะรบั เอาลทั ธเิ ทวราชมาจากเขมรทว่ี า่ พระมหากษตั รยิ ค์ อื เทพเจ้า
องคห์ น่ึง แตก่ ็ต้องทรงปฏบิ ตั พิ ระองคอ์ ยูใ่ ต้กฎหมายของธรรมศาสตรน์ ี้ทง้ั ท่ี
เป็ นเทวราช
น่นั ก็คอื หน้าทท่ี พ่ี ระมหากษตั รยิ ต์ ้องถอื เอาความสุขของราษฎรเป็ นใหญเ่ หนือ
ส่ิงใดทง้ั ส้ิน
“พระธรรมราชา” ในคตขิ องศาสนาพุทธตามที่ ม.ร.ว.คกึ ฤทธิ์ ปราโมช ได้
กลา่ วถงึ ไว้ก็คอื พระราชาหรอื พระมหากษตั รยิ ต์ ้องถอื เอาความสุขของราษฎร
เป็ นใหญ่ และต้องทรงปฏบิ ตั ธิ รรม ปฏบิ ตั พิ ระองค็ถูกต้องตามธรรมทง้ั ปวง
ให้เป็ นตวั อยา่ ง ตลอดจนตอ้ งทรงชกั นําให้ผอู้ นื่ อยใู่ นธรรมน้นั ดว้ ย
บทที่ 2 เอกสารงานวจิ ยั ทเี่ กยี่ วขอ้ ง 74
ศาสตรแ์ หง่ พระราชา ทศพศิ ราชธรรม
พระมหากษัตรยิ จ์ ะต้องอยูใ่ นธรรมด้วยพระองคเ์ อง จะต้องเป็ นผู้รกั ษาธรรม
แล้วเป็ นผู้สอนธรรมให้แก่ผู้อน่ื รวมท้งั จะต้องเป็ นผู้รกั ษาธรรมให้แก่ผู้อนื่
รวมท้งั จะต้องใช้พระราชอํานาจน้ันปกป้ องผู้ประพฤตธิ รรม ส่ วนพระราช
อาํ นาจอนั ลน้ พ้นทม่ี อี ยกู่ ถกู จาํ กดั อยดู่ ว้ ยธรรมน่นั เอง
ม.ร.ว คกึ ฤทธิ์ บอกวา่ หลกั ธรรมศาสตรท์ าํ ให้พระมหากษตั รยิ ห์ รอื พระเจ้า
แผน่ ดนิ ไทยไมห่ ลุดไปจากราษฎรคอื ไมอ่ ยูห่ ่างไกลราษฎร แตอ่ ยูใ่ นฐานะ
ใ ก ล้ ชิ ด แ ล ะ รู้ ทุ ก ข์ สุ ข ข อ ง ร า ษ ฎ ร เ ป็ น สํ า คั ญ อ ยู่ เ ส ม อ
ทศพธิ ราชธรรมก็คือรายละเอียดที่ปรากฎอยู่ในพระธรรมศาสตรท์ ห่ี มายถึง
ธรรม 10 ขอ้ ทพี่ ระมหากษตั รยิ จ์ ะต้องทรงปฏบิ ตั ิ
ท ศ พิ ธ ร า ช ธ ร ร ม ต า ม ท่ี ไ ด้ มี ก า ร อ ธิ บ า ย กั น ไ ว้ ส รุ ป ไ ด้ ดั ง นี้
1.ทาน หมายถึง การให้ การแบ่งปัน การเอือ้ เฟื้ อ ท้งั ทางกายและใจ
ตลอดจนถงึ การบาํ เพ็ญสาธารณประโยชน์ เสียสละ สงเคราะห์ อนุเคราะห์
ประชาราษฎรทว่ั ไป
2.ศีล หมายถึง ความประพฤตดิ งี าม เป็ นสุจรติ ธรรม มคี วามสงบร่มเย็น
สํ ารวมกาย วาจาใจ จนเป็ นที่ เคารพนั บถื อของประชาราษฎร์
3.การบรจิ าคหรือปรจิ าคะ หมายถึง การเสี ยสละความสุข ความสํ าราญ
ส่ วนตัว เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ราษฎร หรือเพื่อความสงบ
เรยี บร้อยของบา้ นเมอื ง
4.อ า ช ว ะ ห ม า ย ถึ ง ค ว า ม ช่ื อ ต ร ง ค ว า ม มุ่ ง ม่ั น ต้ั ง ใ จ จ ริ ง
5.มทั วะ หมายถงึ ความออ่ นโยน ความสุภาพ และความมอี ธั ยาศัยนุ่มนวล
ไมถ่ อื ตวั ตลอดจนหมายถงึ ความสงา่ งาม และทว่ งทอี นั เป็ นทง้ั ทรี่ กั และยาํ
เกรง
6.ตบะ หมายถงึ ความเพยี ร การขม่ ใจ และความทรงเดชอนั เป็ นทม่ี าของ
พระบรมเดชานุภาพ
บทที่ 2 เอกสารงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วข้อง 75
ศาสตรแ์ หง่ พระราชา ทศพศิ ราชธรรม
7.อกั โกธะ หมายถงึ ความไมโ่ กรธ ไมล่ แุ กอ่ าํ นาจ หรอื วา่ มคี วามเมตตา
เป็ นธรรมประจาํ ใจอยเู่ สมอ
8.อวหิ ิงสา หมายถงึ ความไมเ่ บยี ดเบยี นกดขี่ ไมห่ ลงระเรงิ ในอาํ นาจขาด
ความกรุณา
9.ขนั ติ หมายถงึ ความอดทน อดกลน้ั ทนตอ่ การงานทต่ี รากตราํ ไมท่ ้อถอย
ไมย่ อมหมดกาํ ลงั ใจ และไมล่ ะทง้ิ การงานทเี่ ป็ นการบาํ เพ็ญโดยชอบธรรม
10.อวโิ รธนะ หมายถึง การยึดม่นั ในธรรม สรุปหมายถึงการยึดเอาเทย่ี ง
ธรรม ความถกู ต้องเป็ นทตี่ ง้ั เป็ นตน้
บทท่ี 2 เอกสารงานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง 76
ศาสตรแ์ ห่งพระราชา ทศพศิ ราชธรรม
บทท่ี 2 เอกสารงานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง 77
ศาสตรแ์ ห่งพระราชา ทศพศิ ราชธรรม
บทท่ี 2 เอกสารงานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง 78
ศาสตรแ์ ห่งพระราชา ทศพศิ ราชธรรม
บทท่ี 2 เอกสารงานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง 79
ศาสตรแ์ ห่งพระราชา ทศพศิ ราชธรรม