The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by plandmsc9, 2023-07-21 03:17:07

R2R to Health for Wealth_Ebook

R2R to Health for Wealth_Ebook

DMSc R2R Forum 2023 R2R to Health for Wealth 39 39 O3-4 การประเมินประสิทธิภาพเพื่อลดขั้นตอนในกระบวนการตรวจวินิจฉัยระบุชนิดแบคทีเรียด้วย matrix-assisted laser desorption and ionization time-of-flight mass spectrometry (MALDI-TOF MS) และการทดสอบความไวรับต่อยาต้านจุลชีพ Efficacy evaluation to reduce diagnostic processes for bacterial identification by matrixassisted laser desorption and ionization time-of-flight mass spectrometry (MALDI-TOF MS) and antimicrobial susceptibility testing จิตราภา ยินดี,* พงษ์ไทย บุญค า และ ภัทรรัฐ จันทร์ฉายทอง ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ เบอร์โทรศัพท์ 082 541 6647 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพกระบวนการระบุชนิดแบคทีเรียด้วย MALDITOF MS และการทดสอบความไวรับต่อยาต้านจุลชีพด้วย Vitek® 2 compact ในด้านความแม่นย า ระยะเวลาปฏิบัติงาน น้ าหนักขยะ ระหว่างกระบวนการที่ผ่านการย้อมและไม่ผ่านการย้อมสีแกรม ของเสีย และสารเคมีที่ไม่จ าเป็น ตัวอย่างส่งตรวจรับบริการผ่านหน่วยชันสูตรโรคสัตว์และภาควิชาจุลชีววิทยา ระหว่าง เดือนมีนาคม 2563 ถึง 31 กรกฎาคม 2563 จ านวน 526 ตัวอย่าง แบ่งเป็นตัวอย่างจ านวน 282 ตัวอย่าง ผ่านการเพาะแยกเชื้อให้บริสุทธิ์และมีการย้อมสีแกรมในรูปแบบดั้งเดิม และตัวอย่างอีก 244 ตัวอย่าง ผ่านการเพาะแยกเชื้อให้บริสุทธิ์และไม่ผ่านการย้อมสีแกรม ในรูปแบบดั้งเดิมพบขั้นตอนการย้อมสีแกรม ใช้เวลาโดยเฉลี่ย 3.18 นาทีต่อตัวอย่าง เมื่อท าการระบุชนิดแบคทีเรียด้วย MALDI TOF MS พบว่ามีความ ไม่สอดคล้องของผลแกรมของแบคทีเรียจ านวน 5 ตัวอย่าง (ร้อยละ 1.77) กระบวนการใหม่อาศัยผลแกรม จากการเจริญบน MacConkey agar มีความไม่สอดคล้องกับชนิดแบคทีเรีย จ านวน 9 ตัวอย่าง (ร้อยละ 3.69) ซึ่งแตกต่างอย่างไม่มีนัยส าคัญทางสถิติ (P=0.187) เเม้ว่าการลดขั้นตอนการย้อมสีแกรมให้ผลแกรมคลาดเคลื่อน มากกว่า แต่ตัวอย่างทั้งหมดยังต้องผ่านการยืนยันสปีชีส์ด้วย MALDI TOF MS ก่อนการทดสอบความไวรับต่อ ยาต้านจุลชีพ แต่กระบวนการใหม่นี้ลดระยะเวลา ปริมาณของเสีย และจ านวนกระจกสไลด์จากการย้อมสี ดังนั้นการใช้ผลจากการระบุสปีชีส์โดยไม่ย้อมสีแกรมสามารถใช้ในการเลือกชุดยาในการทดสอบความไวรับต่อ ยาต้านจุลชีพในกระบวนการใหม่ทดแทนได้ ค าส าคัญ: การระบุชนิดแบคทีเรีย, การย้อมสีแกรม, การทดสอบความไวรับต่อยาต้านจุลชีพ


DMSc R2R Forum 2023 40 R2R to Health for Wealth 40 O3-5 การประเมินประสิทธิภาพของ EE score ในการแยก β0 -thalassemia/HbE และ Homozygous HbE จากข้อมูลย้อนหลัง 8 ปี เพื่อประยุกต์ใช้ในห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี An Eight-Year Retrospective Data Set for the Efficacy Assessment of the EE Score in Distinguishing β0 -thalassemia/HbE and Homozygous HbE for Application in the Medical Laboratory at Ubonratchathani University Hospital ชาคริต เชาวฤทธิ์*, สุภาพร ช่างค า, กมลชนก งามดี และ นิโลบล โคตา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เบอร์โทรศัพท์ 0837359344 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพการใช้ EE score ในการแยกโรค β0 -thalassemia/ HbE และ homozygous HbE โดยท าการรวบรวมผลการตรวจวิเคราะห์โรคบีตาธาลัสซีเมียระดับดีเอ็นเอ ของตัวอย่างที่มีผลการตรวจหาชนิดและปริมาณฮีโมโกลบินเป็นชนิด EE/EF และระบุปริมาณ HbA2, HbE และ HbF มาในใบขอตรวจ ย้อนหลัง 8 ปี ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2557 ถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 ของห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผลการศึกษาพบตัวอย่างที่มีผล ฮีโมโกลบินชนิด EE/EF จ านวน 509 ราย ให้ผลตรวจยืนยันเป็น Homozygous HbE 503 ราย และ β0 - thalassemia/HbE 6 ราย ซึ่งเมื่อน าค่าผลตรวจปริมาณ HbA2 และ HbF ไปค านวณค่า EE Score เพื่อศึกษา ประสิทธิภาพ ตามสูตร EE score =7.3(HbA2)+Hb F ค่าที่ได้ ≤60 แปลผลว่าเป็น Homozygous HbE จ านวน 479 ราย และค่า EE score >60 แปลผลว่าเป็น β0 -thalassemia/HbE จ านวน 30 ราย โดยแสดง ประสิทธิภาพ ค่าความไว ค่าความจ าเพาะ ค่าการท านายผลบวก ค่าการท านายผลลบ และค่าความถูกต้อง เท่ากับร้อยละ 100, 96, 20, 100 และ 96 ตามล าดับ จากผลการศึกษาพบว่าสามารถน าค่า EE score ไปช่วย พิจารณาการตรวจระดับดีเอ็นเอเพื่อแยกทั้งสองโรคได้อย่างถูกต้อง แต่หาก EE Score > 60 อาจจ าเป็นต้อง ตรวจยืนยันระดับดีเอ็นเอต่อ เนื่องจากค่าการท านายผลบวกยังไม่มาก ซึ่งการน า EE score มาใช้ในการพิจารณา ก่อนการตรวจวินิจฉัยระดับดีเอ็นเอนั้นจะเป็นการลดจ านวนตัวอย่างส่งตรวจลง ส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายในการตรวจ และลดภาระงานของผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อโครงการควบคุมและป้องกันโรคธาลัสซีเมีย ของประเทศต่อไป ค าส าคัญ: Homozygous HbE , β0 -thalassemia/Hb E, EE score, ประสิทธิภาพ


DMSc R2R Forum 2023 R2R to Health for Wealth 41 41 O3-6 ระบบการแจ้งเตือนผลเอชไอวี HIV Alert ปรีชา ชาลีท า*, อุไร หาญชนะ และคณะ กลุ่มงานชันสูตรโรคกลางและธนาคารเลือด โรงพยาบาลลาดกระบังกรุงเทพมหานคร เบอร์โทรศัพท์ 0829907470 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ โรงพยาบาลลาดกระบังกรุงเทพมหานคร พบผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ไม่ได้รับยาต้านไวรัสในเวลา เหมาะสม โดยในปี พ.ศ. 2562 พบว่า สูงถึงร้อยละ 30.62 จึงพัฒนาระบบ HIV Alert ขึ้น เพื่อให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ ได้รับยาต้านไวรัสในเวลาเหมาะสม คนไข้ที่มีผลเป็นบวกได้รับแจ้งเตือนภายใน 60 นาทีและแพทย์พยาบาล มีความพึงพอใจ ผู้ศึกษาใช้แนวคิดของ LEAN และ PDSA มาพัฒนาระบบ โดยพัฒนา 4 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ใช้ใบกระดาษแจ้งเตือนแนบไปกับบัตรคนไข้ แต่ยังพบว่ามีคนไข้หลุดจากจากระบบการรักษา ครั้งที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2563 เปลี่ยนเป็นใช้ใบกระดาษแจ้งเตือนสีชมพูแนบไปกับบัตรคนไข้เมื่อมีผลเป็นบวก แต่ยังพบว่ามีคนไข้หลุดจากระบบการรักษาอยู่ ครั้งที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ได้มีการพัฒนาระบบแจ้งเตือน แบบอัตโนมัติผ่านระบบ LIS เมื่อมีการออกผลเป็นบวก ระบบจะแจ้งเตือนไปที่ Line กลุ่ม แต่ยังคงพบว่า มีปัญหาและโอกาสพัฒนาอยู่ 3 ประเด็น ได้แก่ 1. ระบบที่ไม่เสถียร 2. ข้อมูลที่แจ้งเตือนยังมีความจ ากัด 3. เจ้าหน้าที่ยังคงต้องลงบันทึกในสมุด และการพัฒนาครั้งที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2565 พัฒนาระบบ HIV Alert เป็นการแจ้งเตือนแบบอัตโนม ัติผ่านระบบ google form เมื่อมีผล Anti-HIV ที่เป็นบวก จากผลการด าเนินงาน พบว่า 1. ผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ได้รับยาต้านไวรัสในเวลาเหมาะสมร้อยละ 100 2. ผล Anti-HIV เป็นบวก สามารถแจ้งเตือนภายในเวลา 60 นาทีได้ร้อยละ 96 3. แพทย์และพยาบาลมีความพึงพอใจร้อยละ 100 4. Paperless ค าส าคัญ: HIV Positive, Anti-HIV, Lab alert, Line alert


DMSc R2R Forum 2023 42 R2R to Health for Wealth 42 O3-7 การศึกษาการเปลี่ยนแปลงของค่าการทดสอบความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID–19 ในโรงพยาบาลค าม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ Changing of Complete Blood Count (CBC) in COVID-19 patients at Khammuang Hospital Kalasin Province เชาวลิต แจ่มพิจิตร*, เบญญา จตุเทน และธนธน กานตอาภา โรงพยาบาลค าม่วง ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์กระทรวงสาธารณสุข บทคัดย่อ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID–19) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัสโคโรนากลุ่มอาการ ทางเดินทางหายใจเฉียบพลันรุนแรง 2 (SARS-CoV-2) โดยจะก่อให้เกิดปอดอักเสบรุนแรงอย่างเฉียบพลัน พยาธิสรีรวิทยาของการติดเชื้อจะเด่นชัดในระบบทางเดินหายใจและการอักเสบจากโรคดังกล่าวจะส่งผล กระทบต่อระบบอวัยวะอื่น รวมถึงระบบเลือดเป็นระบบหนึ่งที่จะมีการเปลี่ยนแปลงและพบมากในผู้ป่วย COVID-19 ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกราย จะมีการตรวจ Complete Blood Count (CBC) งานวิจัย ครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อศึกษาภาวะการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรทางโลหิตวิทยาโดยการวิเคราะห์ค่า CBC ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19 จากคนไข้ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลค าม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ในปี พ.ศ. 2564 จ านวน 100 ราย ท าการวิเคราะห์ผลด้วยโปรแกรม SPSS พบค่าที่มีการเปลี่ยนแปลงทางโลหิตวิทยาที่มีค่าต่ า อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ Covid-19 คือ พารามิเตอร์ตัวค่า white blood cells (WBCs, lymphocytes) ต่ าลง (P-value) โดยค่า white blood cells (WBCs) มีแนวโน้มต่ าร้อยละ 20 และค่า lymphocyte มีแนวโน้มต่ าร้อยละ 29 ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19 ส่วนค่าพารามิเตอร์ตัวอื่นพบว่าไม่มี ความแตกต่างนัยส าคัญทางสถิต ดังนั้นจะพบว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19 จะมีค่าพารามิเตอร์ทางโลหิตวิทยา ที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงที่ส าคัญคือ white blood cells (WBCs) และ lymphocytes ซึ่งมีความส าคัญมากที่สุด ในการพยากรณ์การติดเชื้อและบ่งบอกถึงระดับความรุนแรงของโรคได้ พารามิเตอร์ดังกล่าวสามารถน ามา พัฒนาใช้ในการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยในอนาคตต่อไป ค าส าคัญ: CBC, WBC, lymphocytes


DMSc R2R Forum 2023 R2R to Health for Wealth 43 43 O3-8 การลดอุบัติการณ์ในการเจาะเลือดผิดในคลินิกหมอครอบครัว Incident Wrong Venipunction เสาวนีย์ แปลกล ายอง* คลินิกหมอครอบครัวหนองตาหมู่ โรงพยาบาลนางรอง อ าเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เบอร์โทรศัพท์ 084 251 6155 E-Mail: [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเจาะเลือดผิดคน ผิดชนิดของสิ่งส่งตรวจ ให้ผล เลือดออกตามเวลา ช่วยแพทย์ให้ได้ผลตรวจเพื่อการรักษาอย่างถูกต้อง ลดการเจาะเลือดซ้ า ลดความไม่พึงพอใจ ในการเจาะเลือด ผู้ป่วยได้รับการรักษารวดเร็ว เกิดความพึงพอใจในการมารับบริการ น าไปด าเนินการที่คลินิก หมอครอบครัวหนองตาหมู่ โรงพยาบาลนางรอง อ าเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2565 – 31 พฤษภาคม 2566 ในผู้มารับบริการ 1,837 คน รวมทั้งสิ้น 2,791 ครั้ง เก็บข้อมูลการด าเนินงานและผล การด าเนินงาน ด้วยแบบบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แบบบันทึกการประชุม แบบสังเกต การปฏิบัติงาน/กิจกรรม และแบบสัมภาษณ์ Key persons วิเคราะห์และเปรียบเทียบผลการด าเนินงานด้วยสถิติพรรณนาและการ วิเคราะห์เนื้อหา พบว่า อัตราความผิดพลาด ลดลงจาก 3.11% เป็น 0% ได้น ากระบวนการ PDCA มาประยุกต์ เป็นแกนหลักในกระบวนการพัฒนา เริ่มจากการเก็บข้อมูลความเสี่ยงที่เกิดจากการเจาะเลือดผิดทุกประเภท หาสาเหตุ น ามาวิเคราะห์และวางแผนออกแบบวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง เหมาะสม รวดเร็ว ใช้การเรียนรู้โดยใช้ PBL ด้วย FILA ในการจัดการปัญหาอย่างครบวงจรและต่อเนื่อง สรุปได้ ว่า ใช้ จนท. 2 คน คนที่ 1 เขียนสติกเกอร์ ติด Tube lab/HN โดยเช็คชื่อจากใบนัดและสอบถามจากผู้ป่วยให้ถูกต้อง คนที่ 2 ตรวจเช็ค Tube lab ให้ครบ และตรงประเภทที่สั่งเจาะ แล้วจึงเจาะเลือด ใช้งบประมาณในการพัฒนา ไม่เกิน 500 บาท ค าส าคัญ : เจาะเลือดผิด, PDCA, PBL, คลินิกหมอครอบครัว, วิจัยและพัฒนา.


DMSc R2R Forum 2023 44 R2R to Health for Wealth 44 O3-9 การพัฒนาวัสดุทดสอบชนิดแห้งจากน้ าเพาะเลี้ยงเซลล์ 8E5 ส าหรับตรวจหาปริมาณ เชื้อเอชไอวีในกระแสเลือดด้วยเครื่องตรวจวิเคราะห์อัตโนมัติ Development of dried tube material from 8E5 Cell supernatant for HIV Viral Load detection using the automated analyzer กนกวรรณ เงื่อนจันทร์ทอง*, สุภาพร สุภารักษ์, เพทาย อุ่นผล, สิริไพลิน จอมจันยวง และ อาชวินทร์ โรจนวิวัฒน์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เบอร์โทรศัพท์ 029510000 ต่อ 99190 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ วัสดุควบคุมคุณภาพมีความส าคัญในการควบคุณคุณภาพการตรวจทางอณูชีววิทยาส าหรับตรวจติดตาม การรักษา ตรวจคัดกรองโลหิตบริจาค และวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี ปัจจุบันวัสดุทดสอบส าหรับควบคุมคุณภาพ ห้องปฏิบัติการยังไม่มีการผลิตในประเทศเนื่องจากการผลิตวัสดุทดสอบจากพลาสมาผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีข้อจ ากัด เรื่องปริมาณการผลิต ความคงตัวต่ า ต้องควบคุมอุณหภูมิการขนส่งและการเก็บรักษาและต้องผ่านการรับรอง มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง การวิจัยในครั้งนี้จึงพัฒนาวิธีการเตรียมวัสดุทดสอบจากน้ าเพาะเลี้ยงเซลล์ 8E5 เพื่อลด การใช้สารชีวภาพจากมนุษย์ ควบคุมปริมาณการผลิต และพัฒนาให้ขนส่งอุณหภูมิห้องได้ การศึกษาแสดงให้เห็นว่า การเตรียมวัสดุจากการเพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องทดลอง สามารถเตรียมเอชไอวีอาร์เอ็นเอ (HIV RNA) ได้ปริมาณสูง และการพัฒนาวัสดุทดสอบในรูปแบบแห้งยังสามารถขนส่งอุณหภูมิห้องได้เป็นระยะเวลา 22 วัน วัสดุทดสอบ ที่ผลิตได้น าร่องใช้เป็นวัสดุทดสอบความช านาญทางอณูชีววิทยาให้กับห้องปฏิบัติการในสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว จ านวน 12 แห่งทั่วประเทศ พบว่าห้องปฏิบัติการรายงานผลถูกต้องมากกว่าร้อยละ 83 องค์ความรู้ จากงานวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับหน่วยงาน National Center for Laboratory and Epidemiology สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ส าหรับผลิตเป็นวัสดุทดสอบความช านาญฯ และในประเทศได้จด อนุสิทธิบัตรกระบวนผลิตเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับภาคเอกชน ด าเนินการขอรับรองมาตรฐานและต่อยอด การผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม เป้าหมายคือผลิตวัสดุควบคุมคุณภาพที่มีคุณภาพ ส าหรับน าไปใช้ควบคุมคุณภาพ ตรวจด้านอณูชีววิทยา เป็นประโยชน์ในการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี และตรวจคัดกรองโลหิตบริจาค ให้มีความปลอดภัย ค าส าคัญ: เซลล์แขวนลอย, วัสดุควบคุมคุณภาพ, เอชไอวีอาร์เอ็นเอ


DMSc R2R Forum 2023 R2R to Health for Wealth 45 45 O3-10 การจัดการความเสี่ยงทางชีวภาพในห้องปฏิบัติการอณูชีววิทยา ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 6 ชลบุรี Biorisk Management Systems in Biomolecular Laboratory, Regional Medical Sciences Center 6 Chonburi รดา เตร์ยาซิงห์* ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 6 ชลบุรี กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เบอร์โทรศัพท์ 086 151 7979 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ ห้องปฏิบัติการอณูชีววิทยา ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 6 ชลบุรี ได้ด าเนินการพัฒนาระบบการจัดการ ความเสี่ยงทางห้องปฏิบัติการชีวภาพ (Bio risk management) ตามแนวทางของส านักความปลอดภัยบุคลากร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อให้ห้องปฏิบัติการอณูชีววิทยา ซึ่งปฏิบัติงาน กับเชื้ออันตราย มีแผนปฏิบัติการพัฒนาระบบจัดการความเสี่ยงด้านชีวภาพ และมีการด าเนินการจัดการ ความเสี่ยงภายในห้องปฏิบัติการ ในปี พ.ศ. 2563 ของห้องปฏิบัติการอณูชีววิทยา ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่ 6 ชลบุรี พบว่ามีความเสี่ยงสูงสุดจ านวน 2 เรื่อง คือ 1. ห้องปฏิบัติการอณูชีววิทยา ไม่มีการกั้นสัดส่วน เพื่อแบ่งพื้นที่ในการปฏิบัติงาน (พื้นที่สะอาดและพื้นที่ปนเปื้อน) และ 2. ไม่มีอุปกรณ์รองรับการกระชาก ของไฟฟ้าที่ใช้กับตู้ชีวนิรภัย ซึ่งต้องปฏิบัติงานกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ โดยทั้งสองเรื่องนี้ ได้รับการปรับปรุง และแก้ไขแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2564 โดยด าเนินการประเมินความเสี่ยงก่อนและหลังด าเนินการปรับปรุง ห้องปฏิบัติการ โดยก่อนปรับปรุงมีค่าความเสี่ยงเป็น Extremely Hight (15) และหลังปรับปรุงมีค่าความเสี่ยง เป็น Hight (10) ทั้ง 2 เรื่อง มีค่าความเสี่ยงลดลงหลังจากการปรับปรุงห้องปฏิบัติการ ซึ่งมีการแบ่งพื้นที่ ที่อันตรายสูงและอันตรายต่ าแยกออกจากกัน และนอกจากนี้ ยังมีการจัดซื้ออุปกรณ์ส ารองไฟ ที่จะช่วยให้ มั่นใจว่าเครื่องมือ มีความพร้อมใช้งานตลอดการปฏิบัติงานภายในห้องปฏิบัติการเชื้ออันตราย ปัจจัยเสริม ที่มีส่วนช่วยในการจัดระบบความปลอดภัยให้ส าเร็จลุล่วงคือการพัฒนาหรือทบทวนองค์ความรู้ด้านการประเมิน ความเสี่ยงทางชีวภาพให้กับบุคคลากรเป็นประจ าทุกปี จะช่วยให้บุคคลากรตระหนักถึงอันตรายได้อย่างสม่ าเสมอ และมีส่วนร่วมในการค้นหา เฝ้าระวังและติดตามความเสี่ยงและร่วมกันสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย ขององค์กรให้เกิดขึ้น ค าส าคัญ: การจัดการความเสี่ยงทางชีวภาพ


DMSc R2R Forum 2023 46 R2R to Health for Wealth 46 O3-11 การศึกษาปริมาณโลหิตส ารองที่เหมาะสมของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช Blood inventory levels in Chulaborn Hospital Nakorn sri thammarat กัตติกา ราชนิยม* โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เบอร์โทรศัพท์084 745 0205 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อก าหนดปริมาณโลหิตส ารองที่เหมาะสมของโรงพยาบาล จุฬาภรณ์จ.นครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ปริมาณโลหิตที่ใช้ในผู้ป่วยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ย้อนหลัง ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2565 จ าแนกข้อมูลการใช้โลหิตตามชนิด ส่วนประกอบ โลหิตและหมู่โลหิต ABO วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ จ านวนร้อยละและวิธี Average Weekly Use Estimate ตามมาตรฐาน American Association of Blood Banks (AABB) ผลการศึกษา พบว่าปริมาณ โลหิตส ารองที่เหมาะสมต่อการให้บริการแก่ผู้ป่วย ในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ประกอบด้วย หมู่โลหิต A3 ยูนิต หมู่โลหิต B4 ยูนิต หมู่โลหิต O3 ยูนิต แล ะหมู่โ ลหิต AB1 ยูนิต ด้ าน ดัชนี วัด ก า รเต รี ยมโลหิ ต และส่วนประกอบโลหิตที่เหมาะสม (Blood utilization index) พบว่ามีความเหมาะสมตามเกณฑ์ที่ก าหนด พบว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 - 2565 Crossmatch to transfusion (C:T ratio) = 1.03, 1.14 และ 1.12 ตามล าดับ (ค่าเป้าหมายที่ก าหนด ≤ 2.0) Transfusion probability (%T) = 97.10, 90.53 และ 92.55 ตามล าดับ ≥ 30) Transfusion index (Ti) = 0.97, 0.88 และ 0.89 ตามล าดับ (ค่าเป้าหมายที่ก าหนด ≥ 0.5 ยูนิต ต่อราย) ปริมาณโลหิตส ารองหมดอายุ พบว่ามีค่าสูงสุด ในปี 2563 คิดเป็นร้อยละ 48.96 และร้อยละ 36.62 ในปี 2564 ร้อยละ 36.92 ในปี 2565 สูญเสียงบประมาณจ านวน 88,020 บาท ตลอดระยะเวลา 3 ปี จึงต้องมีพัฒนาแนวทางด้านการบริหารจัดการธนาคารเลือดร่วมกับสหวิชาชีพ เพื่อให้มีปริมาณโลหิตหมดอายุ ที่ลดลง งานวิจัยครั้งนี้สามารถน าข้อมูลที่ได้ไปพัฒนางานธนาคารเลือดโดยน าเสนอต่อผู้บริหารให้มีการจัดซื้อ เครื่องมือ เช่น ตู้เย็นธนาคารเลือด ที่สามารถส ารองโลหิตได้ตามปริมาณที่เหมาะสม ลดปัญหาข้อร้องเรียน เกี่ยวกับการขาดแคลนโลหิตเมื่อมีการร้องขอใช้โลหิตจากแพทย์ พัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับเลือด ในโรงพยาบาล (Patient blood management: PBM) ตามแผนปฏิบัติการด้านงานบริการโลหิตของประเทศไทย พ.ศ. 2565 - 2570 และพัฒนาระบบบริการทางธนาคารเลือดของโรงพยาบาลชุมชน สร้างเครือข่าย งานธนาคารเลือดระดับจังหวัด และลดความแออัดของในการรับบริการโลหิตที่โรงพยาบาลศูนย์ ค าส าคัญ: ปริมาณโลหิตส ารองที่เหมาะสม


DMSc R2R Forum 2023 R2R to Health for Wealth 47 47 O3-12 การพัฒนากระบวนงานตรวจวิเคราะห์ Methamphetamine ในปัสสาวะ The development of analytical procedures for detection Methamphetamine in urine นิตยา สอาด*, อนุสรณ์ ดิษฐสวรรค์, โชติกา อุ่นใจ, ราเมศ กรณีย์ และจินตนา ว่องวิไลรัตน์ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 3 นครสวรรค์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ E-mail: [email protected] บทคัดย่อ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 3 นครสวรรค์ ในฐานะห้องปฏิบัติการตรวจยืนยันสารเสพติด Methamphetamine ในปัสสาวะเขตสุขภาพที่ 3 แต่ละปีได้รับตัวอย่างจ านวนมาก ปี 2563 - 2565 ได้รับ ตัวอย่าง 5,186, 3,984 และ 4,101 ตัวอย่าง ตามล าดับ รายงานผลภายใน 7 วันท าการ เพื่อให้การตรวจ มีประสิทธิภาพสูงสุด จึงน าวงจร PDCA มาใช้พัฒนากระบวนงาน เริ่มเดือนมกราคม 2565 โดยทบทวน ลดขั้นตอนการเตรียมสารละลายมาตรฐาน จากนั้นทดสอบความใช้ได้ของวิธีจาก Selectivity, Carry over, Linearity and range, LOD and LOQ, Accuracy and Precision, Matrix effect และ Dilution integrity พบทุกค่าอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้ ลดเวลาการปฏิบัติงานลง 50 นาที ลดตัวท าละลายและอุปกรณ์เครื่องแก้ว ร้อยละ 50 ต่อรอบการเตรียม ต่อมาเดือนกันยายน 2565 พบความเสี่ยงเครื่อง GC-MS ที่ใช้มีอายุเกิน 10 ปี และตรวจสูงสุดได้ 40 ตัวอย่างต่อวัน ซึ่งบางครั้งได้รับตัวอย่างเกินความสามารถของเครื่อง จึงพิจารณาเครื่อง GC-MS อีกเครื่องที่ใช้ตรวจระดับแอลกอฮอล์ในเลือดซึ่งตัวอย่างมากช่วงเทศกาลเท่านั้น ทดสอบความใช้ได้ ของเครื่องมือทั้งสองโดยใช้ตัวอย่าง PT, QC sample และตัวอย่างจริง จากนั้นใช้สถิติ F-test และ t-test เพื่อยืนยันความใช้ได้ พบสามารถใช้แทนกันได้ (tstat < tcrit) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ท าให้ใช้งานเครื่องมือ ได้เต็มประสิทธิภาพทั้งสองเครื่อง เพิ่มศักยภาพการตรวจวิเคราะห์ได้ 80 ตัวอย่างต่อวัน สรุปภาพรวมของการ พัฒนากระบวนงานสามารถให้บริการตรวจวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้อง แม่นย า รวดเร็ว เป็นไปตามคู่มือให้บริการ และมีมาตรฐานตาม ISO/IEC 17025 ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ไม่หยุดนิ่งการปรับปรุงพัฒนากระบวนงาน มีการใช้วงจร PDCA อย่างต่อเนื่อง และน าไปประยุกต์ใช้กับกระบวนงานตรวจวิเคราะห์อื่นๆ อีกด้วย ค าส าคัญ : Methamphetamine ปัสสาวะ วงจร PDCA


DMSc R2R Forum 2023 48 R2R to Health for Wealth 48 O3-13 พัฒนาการตรวจไวรัสชิคุนกุนยาวิธีเรียล-ไทม์ อาร์ที-พีซีอาร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการตรวจวิเคราะห์ Development of Chikugunya virus detection by real-time RT-PCR to improve the quality of diagnostic service. ภัทร วงษ์เจริญ*, ลัดดาวัลย์ มีแผนดี, วรารัตน์ แจ่มฟ้า, ศิริรัตน์ แนมขุนทด, สุมาลี ชะนะมา, อาชวินทร์ โรจนวิวัฒน์ และคณะ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เบอร์โทรศัพท์ 02-5899850 ต่อ 99219 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ ไวรัสชิคุนกุนยา เป็นสาเหตุของโรคไข้ปวดข้อยุงลาย ในประเทศไทยพบการระบาดใหญ่มากกว่าหนึ่งครั้ง อาการส าคัญคือ มีไข้ ผื่น ตาแดง ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น อาการเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกับโรคอื่น ๆ ที่มียุงเป็นพาหะ เช่น โรคไข้เลือดออก และโรคติดเชื้อไวรัสซิกา การตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงมีความส าคัญ ในการช่วยวินิจฉัยโรค โดยเฉพาะการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ ซึ่งมีความแม่นย าสูง สามารถตรวจได้ ตั้งแต่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการ ฝ่ายอาโบไวรัส สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ได้เปิดบริการตรวจสารพันธุกรรม ไวรัสชิคุนกุนยาด้วยวิธีอาร์ที-พีซีอาร์ มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2552 ในระยะหลังพบว่าผลการเข้าร่วมทดสอบ ความช านาญจากหน่วยงานภายนอก (EQA) ได้ผลไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพความสอดคล้องร้อยละ 80 แสดงให้เห็นว่า วิธีการตรวจที่ใช้อยู่มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอกับยุคปัจจุบัน ทางฝ่ายอาโบไวรัสจึงได้พัฒนาการตรวจสารพันธุกรรม ไวรัสชิคุนกุนยาวิธี เรียล-ไทม์ อาร์ที-พีซีอาร์ ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและขั้นตอนการตรวจน้อยกว่า ขึ้นมาทดแทน โดยใช้พื้นฐานจากการตรวจจ าแนกสารพันธุกรรมไวรัสเดงกี ชิคุนกุนยา และซิกา ที่เปิดให้บริการอยู่ก่อนแล้ว โดยแยกตรวจเฉพาะไพรเมอร์และโพรบที่จ าเพาะต่อไวรัสชิคุนกุนยาและยีน Human GAPDH เพื่อควบคุม คุณภาพ วิธีการตรวจที่พัฒนาขึ้นสามารถตรวจสารพันธุกรรมเป้าหมายได้ถึง 0.67125 ก๊อปปี้ต่อไมโครลิตร ที่ค่าความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลทดสอบกับตัวอย่างผู้ป่วยได้ค่าความไวและความจ าเพาะร้อยละ 100 ปัจจุบัน ได้น าวิธีการตรวจที่พัฒนาขึ้นมาเปิดให้บริการแล้ว และอยู่ระหว่างการขอรับรองคุณภาพ ISO 15189 :2022 ค าส าคัญ: ไวรัสชิคุนกุนยา, เรียล-ไทม์ อาร์ที-พีซีอาร์, งานบริการ


DMSc R2R Forum 2023 R2R to Health for Wealth 49 49 O3-14 การประเมินภาวะความดันโลหิตสูง และ Thai CV risk score ของบุคลากรที่เข้ารับบริการตรวจ สุขภาพที่สถานพยาบาล กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ช่วงปี 2563-2566 Evaluation of Blood Pressure and Thai CV risk score among personnel attending health check-up services at the Department of Medical Sciences during 2020-2023 คณิศร ลาภอดิศร*, กิตติยา เรืองประค า, พิชานี วัฒนศิริ, จิรัฐติกมล ชัยประทุม, วรางลักษณ์ พิมพาภัย และคณะ ศูนย์วิจัยทางคลินิก สถาบันชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เบอร์โทรศัพท์ 087-104-9655 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การตรวจสุขภาพประจ าปีสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ในระยะเริ่มแรก เพื่อป้องกันการเกิด โรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินภาวะความดันโลหิตสูง และความเสี่ยง ต่อการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้าด้วย Thai CV risk score ของบุคลากรที่เข้ารับบริการตรวจสุขภาพที่สถานพยาบาล กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ การศึกษานี้ใช้วิธีการ เก็บข้อมูลแบบภาคตัดขวางระหว่างปี พ.ศ. 2563 - 2566 จ านวน 1,497 คน และวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา จ าแนกเป็นภาวะความดันโลหิตสูง และ Thai CV risk score ค านวณจากเพศ อายุ การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน และค่าคอเรสเตอรอลในเลือด จากแนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2562 ภาวะความดันโลหิตสูงสามารถวินิจฉัยได้จากช่วงความดันโลหิต 130/80-180/110 mmHg ร่วมกับ Thai CV risk score มากกว่าร้อยละ 10 หรือเป็นผู้ที่มีค่าความดันโลหิต ≥180/110 mmHg ซึ่งในระหว่างปี พ.ศ. 2563 - 2566 พบแนวโน้มลดลง โดยมีจ านวน 24 (8%), 21 (7%), 28 (7%) และ 19 (5%) รายตามล าดับ เมื่อพิจารณา ค่า Thai CV risk score ผลคะแนนในปี 2566 พบว่าบุคลากรส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ า (score <10%) จ านวน 388 รายคิดเป็นร้อยละ 85 ความเสี่ยงปานกลาง (score 10 - 20%) จ านวน 17 รายคิดเป็นร้อยละ 4 และความเสี่ยงสูง (score >20%) จ านวน 6 รายคิดเป็นร้อยละ 1 เมื่อแยกวิเคราะห์กลุ่มที่มี Thai CV risk score >10% พบมีอายุเฉลี่ย 57 ปี และค่าคอเรสเตอรอลในเลือดเฉลี่ย 235 mg/dl เป็นกลุ่มที่ควรได้รับ การติดตามเพื่อให้ค าแนะน าการรักษา และการลดความเสี่ยงที่เหมาะสมในแต่ละคนต่อไป ค าส าคัญ: ตรวจสุขภาพ, ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจและหลอดเลือด, Thai CV risk score


DMSc R2R Forum 2023 50 R2R to Health for Wealth 50 O3-15 การใช้ Monocyte distribution width (MDW) เพื่อบ่งชี้การติดเชื้อในกระแสเลือด Monocyte distribution width (MDW) for indicated in patient sepsis วรวิทย์ ไชยชอุ่ม* กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์และพยาธิวิทยาคลินิก โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ เบอร์โทรศัพท์ 081-6707390 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) และภาวะช็อคจากการติดเชื้อ (Septic shock) เป็นสาเหตุการเสียชีวิต ที่ส าคัญในโรงพยาบาล การวินิจฉัยและให้การรักษาอย่างรวดเร็วสามารถลดอัตราตายของผู้ป่วย Biomarker ที่ใช้ในการวินิจฉัย Sepsis เช่น C-reactive protein White blood cell count และการเพิ่มขึ้นของ Monocyte distribution width: MDW ใช้เป็นตัวบ่งชี้ภาวะ Sepsis วัตถุประสงค์ของงานวิจัยครั้งนี้เพื่อประเมิน ความสามารถ MDW ในการวินิจฉัย Sepsis โดยเก็บข้อมูลผู้ป่วยที่มีการตรวจ CBC MDW CRP และ Hemoculture ระหว่างตุลาคม 2564 ถึงกันยายน 2565 วิเคราะห์ด้วยสถิติ Diagnostic test และพื้นที่ใต้กราฟ (AUROC) จ านวน 508 ราย พบ Hemoculture ผลบวก 295 ราย ผลลบ 213 รายคิดเป็นร้อยละ 58.1 และ 41.9 กลุ่ม Hemoculture ผ ล บ ว ก มี ค่ า เ ฉ ลี่ ย CRP 138.4±135.9 mg/dl WBC 15,592.9±9,952.9 x103 /ul MDW 30.7±10.9 AUROC ของ MDW CRP และ WBC เท่ากับ 0.910, 0.770 และ 0.762 ตามล าดับ Cut-off MDW 21.66 มีความไวร้อยละ 87.46 ความจ าเพาะร้อยละ 80.28 ค่าท านายผลบวกร้อยละ 86.00 และค่าท านายผล ลบร้อยละ 82.21 พื้นที่ใต้กราฟระหว่าง MDW และ WBC พบว่า MDW มีความไวในการวินิจฉัย Sepsis มากกว่า WBC อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p<0.001) MDW เป็นพารามิเตอร์ที่มีประโยชน์ใช้วินิจฉัย Sepsis ได้ จากการตรวจวิเคราะห์พื้นฐานทางห้องปฏิบัติการ การน าค่า MDW ประเมินร่วมกับข้อมูลผู้ป่วย ทางคลินิกสามารถเพิ่มความไวและความแม่นย าในการวินิจฉัย Sepsis ค าส าคัญ: ติดเชื้อในกระแสเลือด, โมโนไซด์, ความไว, ความจ าเพาะ


DMSc R2R Forum 2023 R2R to Health for Wealth 51 51 O3-16 การเพิ่มฤทธิ์การฆ่าเชื้อ Methicillin-resistance staphylococcus aureus ของเซลล์ต้นก าเนิด mesenchymal stem cell โดยวิธี 3D culture Enhancing Mesenchymal Stem Cells Anti-Bacterial Activity Against Methicillin Resistance Staphylococcus Aureus Using 3D Culture กอบแก้ว บ ารุงไทย*, ชลลดา ยอดทัพ, สุดารัตน์ วงศ์กิดาการ, พนาพัฒน์ ไพเราะ, ดนัย จันทพลาบูรณ์ ศูนย์ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง สถาบันชีววิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เบอร์โทรศัพท์: 0953290320 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาเป็นปัญหาใหญ่ทางสาธารณสุขและเป็นสาเหตุการตายของประชากรทั่วโลก เซลล์ต้นก าเนิด Mesenchymal stem cell (MSC) สามารถสร้างสารเปปไทด์ต้านเชื้อจุลชีพ (Antimicrobial peptides (AMP) ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อได้โดยตรงโดยการท าลายเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรีย คณะผู้วิจัยเพาะเลี้ยง เซลล์ต้นก าเนิด MSC แบบ 3D culture hanging drop method เพื่อทดสอบการเพิ่มประสิทธิภาพการฆ่า เชื้อดื้อยาชนิด Methicillin-resistance staphylococcus aureus; MRSA) เปรียบเทียบกับการเพาะเลี้ยง แบบดั้งเดิม (2D culture) โดยทดสอบการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งสาร AMP ด้วยวิธี RT-PCR และทดสอบคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียด้วยวิธี direct bacterial killing และ Bacteria colonyforming unit (CFU) จากการทดลองเพาะเลี้ยงMSC ด้วยวิธี 3D culture พบว่า MSC มีการแสดงออกของยีน ที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งสาร AMP ชนิด Cathelicidin และ Hepcidin เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะส าคัญ (t-test, p<0.05) เมื่อเทียบกับเซลล์ที่เพาะเลี้ยงด้วยวิธีดั้งเดิม จากนั้นเปรียบเทียบคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ MRSA ระหว่างน้ าเลี้ยงเซลล์ (supernatant) เพียงอย่างเดียวและเซลล์ MSC พร้อมน้ าเลี้ยงที่เพาะเลี้ยงด้วยวิธีทั้ง 2 รูปแบบ พบว่า MSC ที่เพาะเลี้ยงด้วยวิธี 3D culture พร้อมน้ าเลี้ยงมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อสูงสุด (ANOVA, P<0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับน้ าเลี้ยงเซลล์เพียงอย่างเดียว และ MSC ที่เพาะเลี้ยงด้วยวิธี 2D culture โดยมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ สูงสุดที่ 60 นาที ดังนั้นการเพาะเลี้ยง MSC ด้วยวิธี 3D culture สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อดื้อยา ชนิด MRSA ผลที่ได้สามารถน าไปขยายผลท าการทดลองทางคลินิกเพื่อเป็นทางเลือกในการรักษาแทนการใช้ ยาปฏิชีวนะซึ่งเป็นทางออกส าคัญในการแก้ปัญหาการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาในอนาคต ค าส าคัญ: เซลล์ต้นก าเนิด mesenchymal stem cell (MSC), สารเปปไทด์ต้านเชื้อจุลชีพ (Antimicrobial peptides; AMP), เพาะเลี้ยงเซลล์แบบ 3D culture, เชื้อดื้อยาชนิด Methicillin-resistance staphylococcus aureus (MRSA)


DMSc R2R Forum 2023 52 R2R to Health for Wealth 52 O3-17 การลดอุบัติการณ์การเตรียมวัคซีนโควิดผิด โดยใช้หลัก 10 R เสาวนีย์ แปลกล ายอง* คลินิกหมอครอบครัวหนองตาหมู่ โรงพยาบาลนางรอง อ าเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เบอร์โทรศัพท์ 084 251 6155 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ จากสถานการณ์ปัจจุบันนี้การแพร่ระบาดโรคไวรัสโคโรนายังมีอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการรณรงค์การฉีด วัคซีนป้องกันที่มีอยู่หลายชนิด เช่น Moderna/Pfizer ตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุขที่ก าหนดกลุ่มเป้าหมาย ในการรับวัคซีน กลุ่ม 608 ปัญหาที่พบ คือ จนท. ผสมวัคซีนและเตรียมวัคซีนผิดบ่อยครั้ง ต้องทิ้งยา เก็บข้อมูล ตั้งแต่วันที่ 1 ตค. 65 – 31 พค. 66 ในผู้มารับบริการ 1,483 คน รวมทั้งสิ้น 2,493 ครั้ง เก็บข้อมูลการ ด าเนินงานและผลการด าเนินงาน ด้วยแบบบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แบบบันทึกการประชุม แบบสังเกต การปฏิบัติงาน/กิจกรรม วิเคราะห์และเปรียบเทียบผลการด าเนินงานด้วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ได้น ากระบวนการ PDCA พบว่า อัตราความผิดพลาดลดลงจาก 50% เป็น 0% ไม่เกิน 500 บาท วัตถุประสงค์ เพื่อป้องกันการเตรียมวัคซีนผิด และให้ผู้รับบริการได้รับยาถูกต้องตามหลักการ 10 R วิธีการศึกษา การเตรียมวัคซีน จนท. 1 คน (ทุกครั้ง) และ 2 คน (สลับ) ฉีดเดือนละ 2 ครั้ง 1 มิย. 65 - 31 กค. 65 เตรียมผิด 2 ครั้ง เป็น 50% 1 กค. 65 - 31 ตค. 65 เตรียมผิด 1 ครั้ง เป็น 12.5% 1 พ.ย. 65 - 31 พ.ค. 66 เตรียมผิด 0 ครั้งเป็น 0% ผลการศึกษา พบว่าอุบัติการณ์เตรียมยาผิดลดลงจาก 50% เป็น 0% ทบทวนความรู้ทักษะและเทคนิคการ เตรียมวัคซีน จนท. 1 - 2 คน ท าได้เร็วเตรียมวัคซีนได้ถูกต้อง อภิปรายผล จนท. ทุกคนเรียนรู้ร่วมกันและศึกษาวิธีเตรียมยาที่ถูกต้อง สามารถเปลี่ยนหน้าที่ในการเตรียมยา และการฉีดได้ ท าป้ายสีของวัคซีน สีม่วง เทา ส้ม และวิธีเตรียมวัคซีนติดที่ Tray ค าส าคัญ : วัคซีนถูกต้องปลอดภัย, 10 R, PBL, FILA.


DMSc R2R Forum 2023 54 R2R to Health for Wealth 54 O4-1 การตรวจจับและประเมินท่าทางการออกก าลังกายท่าร าไทเก๊กที่ถูกต้องส าหรับผู้สูงอายุ Tai Chi Exercise Posture Detection and Assessment for the Elderly ปรวัฒน์ วิสูตรศักดิ์,* ศราวิน กาญจนแพทย์นุกูล, รุ่งอรุณ อุ่นแก้ว และกอบเกียรติ สระอุบล ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กรุงเทพมหานคร เบอร์โทรศัพท์ 089 777 1777 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การออกก าลังกาย และสันทนาการ ถือว่าเป็นประโยชน์ส าหรับคนทุกเพศ ทุกวัย เพื่อช่วยให้ร่างกาย แข็งแรงและลดความเครียด การออกก าลังส าหรับผู้สูงอายุที่มีข้อจ ากัดในเรื่องการเคลื่อนไหวของร่างกาย จ าเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เช่น การออกก าลังที่ลดการกระแทก การเดิน การวิ่งช้าๆ การร าไท เก๊กในสวนสาธารณะ ซึ่งการร าไทเก๊กนอกจากจะช่วยในเรื่องระบบไหลเวียนโลหิต ป้องกันโรคสมองเสื่อมแล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้เกิดการพบปะ พูดคุยกันในสังคมของผู้สูงอายุ แต่ในภาวะปัญหาโควิด 19 ในปัจจุบัน ท าให้ ประชาชนทุกคนต้องอาศัยอยู่ในบ้านมากขึ้น กิจกรรมต่างๆ ที่เคยปฏิบัตินอกบ้านต้องถูกจ ากัดลง จึงเกิด แนวคิดของการพัฒนาโปรแกรมการตรวจจับและประเมินท่าทางการร าไทเก๊กที่ถูกต้องส าหรับผู้สูงอายุขึ้น เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้ฝึกปฏิบัติได้ด้วยตนเองระหว่างอยู่ที่บ้าน โดยโปรแกรมจะมีคลิปท่าร าไทเก๊กในท่าต่างๆ ให้ ปฏิบัติตาม พร้อมกับหน้าจอแสดงท่าทางขณะร าของผู้สูงอายุ และมีการประเมินท่าทางของการร าไทเก๊กที่ ถูกต้อง โดยโปรแกรมจะแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบว่าผู้สูงอายุเคลื่อนไหวไม่ตรงกับท่าร าที่ปรากฏในคลิป การตรวจจับและประเมินท่าทางการร าไทเก๊กที่ถูกต้องใช้กล้อง Kinect จ านวน 2 ตัว เพื่อหาต าแหน่งจุดข้อต่อ ของผู้สูงอายุ และน าไปเปรียบเทียบกับท่าทางการร าไทเก๊กที่ถูกต้องที่บันทึกไว้ในโปรแกรม ในส่วนของการ ประเมินผล ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามในการประเมินผลด้านประสบการณ์ผู้ใช้ และการประเมินผลด้านการใช้งาน ของโปรแกรมตามมาตรฐาน ISO 9241-11 ค าส าคัญ: การออกก าลังกายในผู้สูงอายุ, ปัญญาประดิษฐ์, ไทเก๊ก, การเคลื่อนไหว, โควิด 19


DMSc R2R Forum 2023 R2R to Health for Wealth 55 55 O4-2 สถานปฏิบัติการที่ด าเนินงานกับเชื้อโรค กลุ่มที่ 3 ในประเทศไทย Operational Sites used to operate Group 3 Pathogens in Thailand สุธาริณี จันทร,* จุฑามาศ ศิริปาณี และ ภัทรวีร์ สร้อยสังวาลย์ ส านักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เบอร์โทรศัพท์ 099 349 5552 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การอนุญาตให้หน่วยงานหรือผู้ประกอบการด าเนินงานกับเชื้อโรคได้ จ าเป็นต้องค านึงถึง สถานปฏิบัติการที่มีความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานและการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคจาก สถานปฏิบัติการสู่สิ่งแวดล้อม ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ พ.ศ. 2558 เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยและป้องกันอันตรายต่อสาธารณชนที่เกิดจากการใช้เชื้อโรคและพิษจากสัตว์ กรณี ประสงค์จะด าเนินการกับเชื้อโรค กลุ่มที่ 3 ให้ยื่นค าขอรับใบอนุญาตต่ออธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และต้องได้รับใบอนุญาตก่อนด าเนินการ วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลของ สถานปฏิบัติการที่ด าเนินการกับเชื้อโรค กลุ่มที่ 3 ในเรื่องความปลอดภัยตามหลักการความปลอดภัย ทางชีวภาพ (Biosafety) และการรักษาความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) และความพร้อมรองรับ สถานการณ์โรคระบาดและโรคอุบัติใหม่อุบัติซ้ า วิธีการศึกษา น าข้อมูลสถานปฏิบัติการที่ยื่นค าขอในระหว่างปี 2563-2566 มาศึกษาย้อนหลัง โดยอ้างอิงการด าเนินงานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ลักษณะของ สถานที่ผลิตหรือมีไว้ในครอบครอง และการด าเนินการเกี่ยวกับเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ พ.ศ. 2563 ผลการศึกษา หน่วยงานที่ด าเนินการกับเชื้อโรค กลุ่มที่ 3 ที่มีใบอนุญาตจ านวน 70 หน่วยงาน เป็นหน่วยงาน ภาครัฐ 44 หน่วยงาน หน่วยงานเอกชน 7 หน่วยงาน และมหาวิทยาลัย 19 หน่วยงาน มีสถานปฏิบัติการรวม 102 แห่ง แบ่งตามระดับของสถานปฏิบัติการ เป็นสถานปฏิบัติการระดับ 3 จ านวน 29 แห่ง สถานปฏิบัติการ ระดับ 2 เสริมสมรรถนะ จ านวน 28 แห่ง และสถานปฏิบัติการระดับ 2 จ านวน 43 แห่ง สถานปฏิบัติการทุก แห่งด าเนินการตามหลักการความปลอดภัยทางชีวภาพ และการรักษาความปลอดภัยทางชีวภาพ ถูกต้องตาม กฎหมาย การศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ของสถานปฏิบัติการของประเทศไทยที่มีความพร้อมรองรับ สถานการณ์โรคระบาดและโรคอุบัติใหม่อุบัติซ้ า ค าส าคัญ: สถานปฏิบัติการที่ด าเนินงานกับเชื้อโรค, เชื้อโรค กลุ่มที่ 3


DMSc R2R Forum 2023 56 R2R to Health for Wealth 56 O4-3 ใบประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์ E-Certificate E-Certificate สุพิสิฐ วงศ์พุทธิสิน* ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 สุราษฎร์ธานีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เบอร์โทรศัพท์ 0-7735-53016 ต่อ 911115 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ท าให้รูปแบบการท างานในหลายๆ ด้าน เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการจัดประชุม อบรม สัมมนามีการด าเนินการในรูปแบบออนไลน์เพิ่มมากขึ้น การจัด อบรมในหลายๆ หลักสูตรที่เป็นการพัฒนาทักษะความรู้ จ าเป็นต้องมีหลักฐานใบประกาศนียบัตรผ่านการ อบรม เพื่อให้ผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมน าไปใช้ประโยชน์ต่อ ตามนโยบาย e-Government ที่ต้องการให้หน่วยงาน ภาครัฐน าเทคโนโลยีมาใช้ รวมถึงมาตรการลดใช้กระดาษ การจัดท าใบประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์ให้กับผู้ ผ่านการอบรมจึงตอบโจทย์แนวทางนโยบายดังกล่าว ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 สุราษฎร์ธานี จึงได้น าระบบสารสนเทศเข้าเข้ามาบริหารจัดการ โดยพัฒนาระบบ E-Certificate ส าหรับ ออกใบประกาศนียบัตรทดแทนการออกใบประกาศนียบัตรในรูปแบบกระดาษ สนับสนุนการท างานให้มี ประสิทธิภาพ รวดเร็ว ลดระยะเวลาการจัดท า ลดการใช้กระดาษ และค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยจัดท าโปรแกรม E-Certificate ในรูปแบบ Web Application โปรแกรมนี้สามารถใช้งานได้บนคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน เก็บข้อมูลไว้ที่ Server ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ท าให้ข้อมูลมีความปลอดภัยตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001: 2013 ปัจจุบันมีหน่วยงานมีการจัดท า E-Certificate ไปแล้ว 2 หลักสูตรรวม 2,062 ฉบับ มอบให้กับบุคลากรภายในหน่วยงานจ านวน 40 ฉบับ และหน่วยงานอื่น 2,022 ฉบับ ใบประกาศนียบัตร ทั้งหมดนี้จะถูกจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลรวม และสามารถทวนสอบกลับได้โดยใช้ QR-Code ทั้งนี้ผู้จัดท าได้ส ารวจ ความพึงพอใจผู้ที่ได้รับ E-Certificate พบว่าผู้เข้าอบรมที่ได้รับใบประกาศในรูปแบบ E-Certificate มีความพึง พอใจอยู่ที่ร้อยละ 88.94 อยู่ในระดับพึงพอใจมาก เนื่องจากมีความทันสมัย สะดวก และรวดเร็ว สามารถกลับมาดูภายหลังโดยไม่ต้องจัดพิมพ์ ค าส าคัญ: ระบบสารสนเทศ, E-Certificate, ใบประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์, Web Application


DMSc R2R Forum 2023 R2R to Health for Wealth 57 57 O4-4 การวิเคราะห์ข้อมูลการแนบเอกสารหลักฐานประกอบการขอรับหนังสือรับรองการแจ้ง และใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ พ.ศ. 2558 Analysis of information attached to supporting documents for person receiving a certificate of notification and license According to the Pathogens and Animal Toxins Act B.E. 2558 พัชรี มีอนันต์,* จุฑามาศ ศิริปาณี และภัทรวีร์ สร้อยสังวาลย์ ส านักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เบอร์โทรศัพท์ 089 602 6580 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ ระบบสนับสนุนพระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ออนไลน์ (PAT ACT ONLINE) เป็นระบบที่ อ านวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการที่ด าเนินงานเกี่ยวกับเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ในการยื่นเอกสารหลักฐาน ประกอบการขอรับหนังสือรับรองการแจ้งและใบอนุญาต การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการ แนบเอกสารหลักฐานประกอบการขอรับหนังสือรับรองการแจ้งและใบอนุญาตโดยเลือกข้อมูลการแนบเอกสาร หลักฐานประกอบการยื่นค าขอรับหนังสือรับรองการแจ้งและใบอนุญาต (ขอใหม่) ในปี 2565 จ านวน 80 แห่ง และวิเคราะห์ข้อมูลจากการแนบเอกสารตามแบบตรวจลักษณะของสถานที่ผลิตหรือมีไว้ในครอบครองและการ ด าเนินการเกี่ยวกับเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ ผลการวิเคราะห์จากแบบตรวจทั้งหมด 8 ส่วน พบว่าในส่วนที่ 8 เรื่องระบบความปลอดภัยและระบบคุณภาพ ผู้ประกอบการทุกแห่งแนบเอกสารหลักฐานไม่ถูกต้อง 4 หัวข้อ ดังนี้ การรักษาความปลอดภัยของสถานที่ผลิตหรือสถานที่มีไว้ในครอบครอง จ านวน 66 แห่ง (ร้อยละ 52.8) การท าความสะอาดวัสดุ อุปกรณ์ สิ่งปนเปื้อนเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ จ านวน 49 แห่ง (ร้อยละ 39.2) การ ท าลายมูลฝอยติดเชื้อ จ านวน 48 แห่ง (ร้อยละ 38.4) และมาตรการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคและพิษ จากสัตว์ จ านวน 40 แห่ง (ร้อยละ 32) โดยมีสาเหตุจากผู้ประกอบการยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ ข้อก าหนดตามประกาศกระทรวงฯ เรื่อง ลักษณะของสถานที่ผลิตหรือมีไว้ในครอบครอง และการด าเนินการ เกี่ยวกับเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ พ.ศ. 2563 สรุปและวิจารณ์ผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวสามารถน าไปใช้ใน การวางแผนการจัดอบรมให้ความรู้และจัดท าคู่มือแนวทางการแนบเอกสารเพื่อสร้างความเข้าใจ และลด ข้อผิดพลาด ลดระยะเวลาของผู้ประกอบการในการขอรับหนังสือรับรองการแจ้งและใบอนุญาต ค าส าคัญ: หนังสือรับรองการแจ้งและใบอนุญาต, ข้อมูลการแนบเอกสารหลักฐานประกอบการขอรับหนังสือ รับรองการแจ้งและใบอนุญาต


DMSc R2R Forum 2023 58 R2R to Health for Wealth 58 O4-5 โครงการพัฒนาระบบคลินิกตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลราชบุรี Check-up clinic project of Ratchaburi hospital ปรมินทร์ตรา จิตมณี* ศูนย์รังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลราชบุรี เบอร์โทรศัพท์ 099 246 9554 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ คลินิกตรวจสุขภาพรูปแบบใหม่ได้ถูกพัฒนาภายหลังจากการเกิดการระบาดของ Covid-19 ซึ่งลด ขั้นตอนในการรับบริการ ลดระยะเวลาการอยู่ในโรงพยาบาล ตั้งแต่เจาะเลือด เอกซเรย์ อัลตราซาวน์ ช าระเงิน จนกระทั่งพบแพทย์กลับบ้าน ภายในระยะเวลา 2-3 ชั่วโมง ซึ่งผู้ศึกษาได้มีการประสานงานเพื่อลดขั้นตอน (Lean management) ในทุกจุดที่รับบริการ ดังนั้นจึงได้มีวัตถุประสงค์เพื่อส ารวจความพึงพอใจจากการใช้ บริการคลินิกตรวจสุขภาพรูปแบบใหม่ วิธีการศึกษา สแกน QR code เพื่อตอบแบบสอบถามความพึงพอใจผล การศึกษา ระยะเวลาตั้งแต่กุมภาพันธ์ - มิถุนายน 2566 มีผู้ตอบแบบสอบถาม 49 ราย เป็นผู้หญิง 67.3% ผู้ชาย 32.7% อาศัยอยู่ในจังหวัดราชบุรี 91.8% เหตุผลที่มาตรวจสุขภาพ คือ 64.6% ตรวจสุขภาพประจ าปี 18.8% ตรวจสุขภาพก่อนท างาน ความพึงพอใจในภาพรวม 79.6% มากที่สุด, เจ้าหน้าที่ประสานงานกันเป็น อย่างดี 73.5% มากที่สุด, เจ้าหน้าที่มีความกระตือรือร้น 91.8% มากที่สุด โดยจุดเด่นที่ประทับใจ คือ พยาบาล ประจ าคลินิกที่ให้บริการดี จุดที่ควรปรับปรุง คือ บางจุดยังมีความล่าช้า เช่น การรับยา และห้องตรวจเล็ก เกินไป ซึ่ง 81.6% จะมารับบริการอีก และ 83.7% จะแนะน าให้ผู้อื่นมารับบริการต่อ ซึ่งสอดคล้องกับจ านวน ผู้รับบริการที่เพิ่มขึ้น มีผู้มาตรวจสุขภาพคัดกรองโรคมากขึ้น ข้อเสนอแนะ การพัฒนาระบบบริการใน โรงพยาบาลของรัฐต้องอาศัยความร่วมมือจากทีมบุคลากร เพราะความเคยชินจากการปฏิบัติงานมาหลายปี อาจท าให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา รวมถึงค่าตอบแทนต้องมีความเหมาะสม ท าให้มีแรงจูงใจที่จะท างาน ต่อไป ค าส าคัญ: ตรวจสุขภาพ, lean management


DMSc R2R Forum 2023 R2R to Health for Wealth 59 59 O4-6 ผลการพัฒนารูปแบบการบริการพยาบาลดูแลผู้สูงอายุในชุมชน: Seamless Care Model ต าบลหนองนาก อ าเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี The development of nursing service care for elderly in community: Seamless Care Model พนิดา สมนันท์* โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหนองนาก จังหวัดสระบุรี เบอร์โทรศัพท์ 090 984 4424 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การเตรียมความพร้อมการดูแลผู้สูงอายูทุกมิติของบริการปฐมภูมิพบว่าการเข้าถึงบริการส่งเสริม ป้องกันรักษาฟื้นฟู ไม่ครบทุกมิติขั้นตอนซับซ้อนแบ่งหน้าที่และภาระงานเป็นส่วนๆ การบริการพยาบาลดูแล สุขภาพผู้สูงอายุมีด าเนินการประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายุ แต่การจัดโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพไม่ทั่วถึงทุกคนที่ มีความเสี่ยงสูงท าให้น าไปสู่การเจ็บป่วยเรื้อรังพิการ ผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดของโดนาบีเดียนร่วมกับทฤษฎีแบบ แผนสุขภาพของ Marjory Gordon มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลลัพธ์รูปแบบการบริการพยาบาล ดูแลผู้สูงอายุในชุมชน วิธีการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มอย่างง่ายโดยมีเกณฑ์คัด เข้าประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปได้ประเมินภาวะสุขภาพถดถอย 9 ด้าน จ านวน 300 รายผู้มีภาวะพึ่งพิงคะแนน ADL ≤ 11 คะแนนจ านวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ 1) แบบประเมินรูปแบบการบริการพยาบาลดูแลผู้สูงอายุใน ชุมชน 2) แบบประเมินภาวะสุขภาพถดถอย 9 ด้าน 3) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้รับบริการและผู้ ให้บริการ การวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ จ านวนร้อยละและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยรูปแบบการบริการ พยาบาลดูแลผู้สูงอายุในชุมชน การเตรียมความพร้อมผู้สูงอายุทั้ง 3 กลุ่มได้แก่ Healthy Elderly, Illness Elderly, Dependent Elderly โดยกระบวนการพยาบาล การมีส่วนร่วมของทีมสหวิชาชีพ ท้องถิ่น ภาคี เครือข่าย เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลทุกมิติสุขภาพของบริการปฐมภูมิ พยาบาลมีบทบาทบริการการพยาบาล ส่งเสริม การพยาบาลป้องกัน การพยาบาลฟื้นฟู การรักษาพยาบาลเบื้องต้น เชื่อมประสานทีมสหสาขาชีพชีพ ภาคีเครือข่ายท าให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพทั่วถึงเท่า ค าส าคัญ: รูปแบบบริการพยาบาล, ดูแลผู้สูงอายุ, ชุมชน


DMSc R2R Forum 2023 60 R2R to Health for Wealth 60 O4-7 การพัฒนาแนวทางการลดต้นทุนค่าวัสดุวิทยาศาสตร์ Developing guidelines to reduce the cost of medical laboratory materials สุรสิทธิ์ คุ้มสุวรรณ* กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลพยัคฆภูมิพิสัย เบอร์โทรศัพท์ 926-9147 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ ต้นทุนค่าวัสดุวิทยาศาสตร์เป็นปัจจัยที่ส าคัญของการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่มีมูลค่าสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะปี 2562 โรงพยาบาลพยัคฆภูมิพิสัยมีค่าวัสดุวิทยาศาสตร์สูงขึ้นร้อยละ 66.43 ในขณะที่มีผู้รับบริการ ตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 25.54 การเพิ่มขึ้นที่ไม่สอดคล้องกันนี้ ท าให้ผู้วิจัยมีความสนใจ ศึกษาแนวทางการลดต้นทุนค่าวัสดุวิทยาศาสตร์ การพัฒนาแนวทางการลดต้นทุนค่าวัสดุวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูล ปี 2560 -2562 ในการวิเคราะห์ปัญหาและใช้แนวคิด LEAN ในการวางแผนแก้ไขและพัฒนา ผู้มีส่วนร่วมใน การวิจัยนี้ได้แก่คณะกรรมการพัฒนาประสิทธิภาพระบบบริหารเวชภัณฑ์ คณะกรรมการพัฒนาการตรวจทาง ห้องปฏิบัติการอย่างสมเหตุผล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ด าเนินการวิจัย 2 วงรอบการพัฒนาในปี 2563-2564 ผลการศึกษาพบว่า แนวทางการลดต้นทุนค่าวัสดุวิทยาศาสตร์ถูกพัฒนา 2 ประเด็นคือ 1.แนวทางการจัดซื้อ วัสดุวิทยาศาสตร์โดยการจัดซื้อแบบราคาต่อการรายงานผล (Reportable) และไม่เกินราคาอ้างอิงจังหวัดซึ่งจะ ช่วยลดต้นทุนแฝงลงได้ 2.แนวทางการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ก าหนดให้ส่งตรวจไขมันในเลือด LDL Cholesterol แบบ direct แทนการสั่งไขมันแบบชุดเพื่อค านวณ LDL และการส่งตรวจเพื่อติดตามการรักษา ก าหนดให้ส่งเฉพาะรายการที่ผิดปกติแทนการสั่งแบบชุด ซึ่งช่วยลดมูลค่าการส่งตรวจที่เกินความจ าเป็นลงได้ แนวทางทั้ง 2 ประเด็นได้รับการประเมินโดยพิจารณาจากข้อมูลจัดซื้อและข้อมูลผู้รับบริการปีงบประมาณ 2564 พบว่าในขณะที่ผู้รับบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.87 กลับมีการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มขึ้นเพียงร้อย ละ 0.65 และที่ส าคัญค่าวัสดุวิทยาศาสตร์ลดลงร้อยละ 6.99 แสดงให้เห็นว่าแนวทางที่พัฒนาขึ้นนั้นสามารถลด ต้นทุนค่าวัสดุวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ : การลดต้นทุนค่าวัสดุวิทยาศาสตร์, การตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างสมเหตุผล


DMSc R2R Forum 2023 R2R to Health for Wealth 61 61 O4-8 ประสิทธิผลของโปรแกรมการพัฒนาก่อนการจ่ายยาฉีดผู้ป่วย ในของโรงพยาบาลบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี The effectiveness of the inpatient pre-dispensing for injection drug development program of Buntharik Hospital, UbonRatchathani. กอบกาญจน์ ชูปาน1 *, ประคอง พอบาล2 และพัชรา สาภิราช3 กลุ่มงานเภสัชกรรมและคุ้มครองผู้บริโภค1 , หอผู้ป่วยหญิง2 , หอผู้ป่วยชาย3 โรงพยาบาลบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี เบอร์โทรศัพท์ 081 548 2628 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ ความคลาดเคลื่อนทางยาเป็นความเสี่ยงที่สามารถป้องกันได้ ข้อมูลความคลาดเคลื่อนการจ่ายยา ผู้ป่วยในโดยเฉพาะยาฉีดของโรงพยาบาลบุณฑริกปี 2565 ยังเกินเกณฑ์ที่ก าหนด กลุ่มงานเภสัชกรรมร่วมกับ หอผู้ป่วยหญิงและชายแก้ไขปัญหาให้มีระบบสารสนเทศที่ดีเป็นจุดเริ่มต้นของโปรแกรมความปลอดภัยด้านยา เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ของข้อมูลการบริหารยาฉีดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความคลาดเคลื่อนทางยา เพื่อศึกษา ประสิทธิภาพของการใช้โปรแกรมการพัฒนาก่อนการจ่ายยาฉีดผู้ป่วยในและประเมินความพึงพอใจของ บุคลากรผู้ใช้ เป็นการศึกษากึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวระหว่างวันที่ 1-28 ก.พ.2566 ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ พัฒนาขึ้น มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาหลังใช้โปรแกรม 111 ราย สามารถลดความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยาผู้ป่วย ในโดยเฉพาะรายการยาฉีดที่ต้องจ่ายน้ าเกลือส าหรับผสมยาจากเดือนต.ค. (17 ครั้ง), พ.ย. (17 ครั้ง), ธ.ค.2565 (4 ครั้ง), ม.ค. (6 ครั้ง) และหลังใช้โปรแกรมเดือนก.พ.2566 เหลือ 4 ครั้ง เพิ่มความสมบูรณ์ของข้อมูลการ บริหารยาฉีดช่วยให้พยาบาลสามารถตรวจสอบการผสมและบริหารยาได้จากฉลากที่จ่ายพร้อมยา สามารถลด ระยะเวลาการกรอกข้อมูลยาลงอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p<0.05) จาก 5.32 นาที เป็น 1.15 นาที เพิ่มความ สมบูรณ์ของการคิดค่าใช้จ่ายด้านยาได้ 4,157.61 บาท โดยพยาบาลส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อโปรแกรม ระดับปานกลาง (75%) เภสัชกรและเจ้าพนักงานเภสัชกรรมส่วนใหญ่มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด (71.4%) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นช่วยให้สามารถปฏิบัติงานได้สะดวกรวดเร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพ เพิ่มความ ปลอดภัยในการบริหารยาของผู้ป่วย โดยเฉพาะรายการยาฉีด ตั้งแต่กระบวนการกรอกข้อมูลยาของเภสัชกร การจัดยาของเจ้าพนักงานเภสัชกรรม และการเตรียมยาเพื่อบริหารให้ผู้ป่วยของพยาบาล อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการศึกษาท าเพียงช่วงเวลาอันสั้น ดังนั้นทีมสหวิชาชีพควรน าข้อมูลไปทบทวนการปฏิบัติงาน วาง ระบบและติดตามประเมินผล เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนทางยาให้รอบด้าน น าไปสู่ระบบการพัฒนา โปรแกรมความปลอดภัยด้านยาผู้ป่วยในที่สมบูรณ์ต่อไป ค าส าคัญ: โปรแกรมความปลอดภัยด้านยา, ความคลาดเคลื่อนทางยา, ความคลาดเคลื่อนการจ่ายยา, การบริหารยาฉีด


DMSc R2R Forum 2023 62 R2R to Health for Wealth 62 O4-9 แวะหาหนูสักนิด เมื่อท่านคิดใช้เงิน Stop by and see me. When you think about spending money. อริญาภรณ์ พัฒนสิงห์* ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 สุราษฎร์ธานีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เบอร์โทรศัพท์ 087 626 3352 E-mail : [email protected] บทคัดย่อ การด าเนินงานของหน่วยงานภายใต้เงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรประจ าปีงบประมาณ ซึ่ง ได้รับจัดสรรจากส่วนกลางทั้งเงินงบประมาณและเงินบ ารุง และฝ่ายบริหารทั่วไป ซึ่งรับผิดชอบงานสนับสนุน ภารกิจหลักของหน่วยงานทั้งในด้านงานธุรการ งานการเงินการบัญชี และงานพัสดุ และเพื่อสนับสนุนการใช้ จ่ายเงินที่ได้รับจัดสรรตามแผนงานหรือวัตถุประสงค์ที่ได้วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นค่าวัสดุ สารเคมี ค่าบ ารุงรักษา เครื่องมือ ค่าใช้สอย ค่าใช้จ่ายพื้นฐานต่าง ๆ เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา รวมถึงค่าสาธารณูปโภค ค่าจ้าง เหมาต่างๆ ของหน่วยงาน ซึ่งรายจ่ายต่าง ๆ เหล่านี้ มาจากความต้องการซื้อ/จ้าง จากทุกห้องปฏิบัติการ ดังนั้น เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการควบคุมจ านวนเงินที่ได้รับจัดสรรมาเพื่อใช้จ่ายตามแผนงาน งานบัญชีจึงได้ จัดท าตารางรายงานการใช้จ่ายเงินงบประมาณและเงินบ ารุง โดยใช้โปรแกรม Excel เพื่อแสดงฐานะทาง การเงินของหน่วยงานแบบ Real time ซึ่งในตารางฯ จะแสดงรายละเอียดของเงินที่ได้รับจัดสรรตามโครงการ ยอดค่าใช้จ่ายสะสมของแต่ละโครงการตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงปัจจุบัน รวมถึงยอดเงินคงเหลือที่จะ สามารถใช้จ่ายได้ตามรายโครงการ เพื่อให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการสามารถน าไปใช้ ประโยชน์ประกอบการตัดสินใจในการขอซื้อ จ้าง หรือใช้จ่ายเงินตามความประสงค์หรือตามแผนที่ก าหนดไว้ โดยตารางดังกล่าว จัดวางไว้ที่ Server ของหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานทุกท่านสามารถเข้าถึงและใช้ ประโยชน์ได้ที่ \\surat-SV2\M_Report_Data\2 รายงานการใช้จ่ายงบประมาณ66 ซึ่งผู้จัดท าหวังเป็นอย่าง ยิ่งว่า ตารางแสดงผลการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานดังกล่าวจะมีประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ทุกท่าน และหากท่านใดมี ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง ผู้จัดท าก็ยินดีรับฟังและปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและตอบสนอง ความต้องการของท่านได้ในโอกาสต่อไป ค าส าคัญ : หนู, เงินงบประมาณ, วัสดุ


DMSc R2R Forum 2023 R2R to Health for Wealth 63 63 O4-10 การพัฒนากระบวนการระบบการส่งสิ่งส่งตรวจในขั้นตอน Pre analytical งานห้องฉุกเฉิน ศูนย์แพทย์ชุมชนเมือง 3 วัดบูรพ์ สังกัดโรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา Development of handling system in emergency room at watboon medical center Nakhonratchasima Province ภัทรีญา ชุมชิต* และ ทองยุ่น ม่วงกลาง ศูนย์แพทย์ชุมชนเมือง 3 วัดบูรพ์ สังกัดโรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา เบอร์โทรศัพท์ 099 461 9219 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ ศูนย์แพทย์ชุมชนเมือง 3 วัดบูรพ์ ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเทศบาลนครนครราชสีมา มีระบบการให้บริการ ภายใต้สังกัดโรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา แต่ด้วยข้อจ ากัดของระยะห่างระหว่างศูนย์แพทย์ชุมชนเมือง 3 วัดบูรพ์กับโรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา จึงท าให้ทางศูนย์แพทย์ชุมชนเมือง 3 วัดบูรพ์ต้องพัฒนา กระบวนการระบบการส่งสิ่งส่งตรวจให้เป็นมาตรฐาน ซึ่งพบปัญหาอุบัติการณ์ปฏิเสธสิ่งส่งตรวจคิดเป็นร้อยละ 1.04,1.34,1.6,1.74,2.5 ในปี 2561,2562,2563,2564 และ2565 ตามล าดับ ซึ่งจากข้อมูลพบว่าการถูกปฏิเสธ สิ่งส่งตรวจมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.ร้อยละการถูกปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ < 2% 2.ร้อยละ ความพึงพอใจผู้รับบริการ > 80 % ซึ่งใช้รูปแบบการศึกษาเชิงพรรณนา ในลักษณะ model development โดยใช้วงล้อ P-D-C-A วิธีวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้คือร้อยละ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จ านวน 922 ราย โดยก าหนดช่วงระยะเวลาศึกษาวิจัย คือ 1 ก.ย. 2565 – 28 ก.พ. 2566 รวม 6 เดือน ได้ทบทวนข้อมูลเพื่อจัดท าแนวทางการเจาะเลือดที่เป็นมาตรฐานตามบริบทปฐมภูมิ ช่วยแก้ปัญหาการถูก ปฏิเสธสิ่งส่งตรวจซึ่งผ่านเกณฑ์ เกิดขั้นตอนการเจาะเลือดที่ชัดเจน เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานการ เจาะเลือดคิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งท าให้ผู้ป่วยมีความพึงพอใจในระดับผ่านเกณฑ์มาตรฐาน คิดเป็นร้อยละ 82.5 ค าส าคัญ : การพัฒนากระบวนการระบบการส่งสิ่งส่งตรวจ,ขั้นตอน Pre analytical


DMSc R2R Forum 2023 64 R2R to Health for Wealth 64 O4-11 การวิเคราะห์ข่าวกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อสื่อสารประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ประชาชน News Analysis of the medical science department for communication and public relations to create public perception กิตติพร อิงคนินันท์* ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ส านักงานเลขานุการกรม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เบอร์โทรศัพท์ 087 4444 8506 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ ปัจจุบัน Social media มีอิทธิพลต่อการสร้างการรับรู้และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนเป็น อย่างมาก ฝ่ายประชาสัมพันธ์ได้ตระหนักถึงคุณภาพของข่าวที่เผยแพร่สู่ประชาชน จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะน า ข่าวที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน และSocial media จากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ มาวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อ เกาะติดข่าว แจ้งเตือนให้ทันเวลากับสถานการณ์ และไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในการรับรู้ของประชาชน จากการศึกษาข่าวที่เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนในปี พ.ศ. 2565 และผลส ารวจการรับรู้และความพึงพอใจต่อการ เผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ รวมถึงข้อมูลข่าวสารผ่าน Social media ในหน่วยงาน พบว่ามีการเผยแพร่ข่าวจาก สื่อมวลชน จ านวน 3,016 ครั้ง ได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และส านักข่าวออนไลน์ต่างๆ เป็นต้น ส่วน ช่องทาง facebook กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีผลต่อการรับรู้สูงสุดและมีผู้เข้าชมมากที่สุด จ านวน 671,315 ครั้ง สอดคล้องกับผลส ารวจการรับรู้และความพึงพอใจต่อการสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร ของกรมวิทย์ฯ จากข้อมูลดังกล่าวจึงสามารถน าไปวางแผน ก าหนดรูปแบบ และออกแบบกิจกรรมการสื่อสาร ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อการเผยแพร่ข่าวที่มีคุณภาพ ถูกต้อง ตรงประเด็น สืบค้นแหล่งที่มาได้และทันต่อ เหตุการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่ดีของกรมวิทย์ฯ และเกิดประโยชน์ต่อการรับรู้ ข่าวสารของประชาชนต่อไป ค าส าคัญ : วิเคราะห์ข่าว, การสื่อสารประชาสัมพันธ์


DMSc R2R Forum 2023 R2R to Health for Wealth 65 65 O4-12 การพัฒนาระบบงาน Routine to Research (R2R) กองโรคจากการประกอบอาชีพ และสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค The Development of Routine to Research (R2R) System in Division of Occupational and Environmental Diseases, Department of Disease Control ธนะวรรธน์ รัตนวิทูรย์* , 1 อรอุมา กาฬหว้า1 , กฤษฎา โพธิดารา2 , สุนันท์ นาคกร1 , ภัทรวดี ขาวจันทร์1 และ ทศพล เธียรวิภาสวงศ์1 1 กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 2 ศูนย์บริการสาธารณสุข 2 เทศบาลนครปากเกร็ด กระทรวงสาธารณสุข เบอร์โทรศัพท์: 063 682 9164 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม มีภารกิจศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และพัฒนาองค์ความรู้ และเทคโนโลยีด้านการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคและภัยที่คุกคามสุขภาพ แต่ที่ผ่านมาผลงานวิจัย R2R มีน้อยมาก เพื่อพัฒนาระบบงาน R2R และพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านวิจัย R2R เพื่อการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) นี้ ด าเนินการช่วง พฤษภาคม 2565 ถึง เมษายน 2566 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ บุคลากร 137 คน แบ่งการศึกษา เป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) การวิเคราะห์สถานการณ์งานวิจัย R2R และจัดท าหัวข้อ โจทย์การท าวิจัยและนวัตกรรม 2) การพัฒนาแนวทาง/กลไกขับเคลื่อนงานวิชาการ 3) การปฏิบัติตามกลไกที่วางไว้ ได้แก่ 3.1) การจัดประชุม เชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากรงาน R2R 3.2) การจัดตั้งและบริการ CoP วิจัย เพื่อสนับสนุนการ ด าเนินงาน 4) การติดตาม ประเมินผล สะท้อนปัญหา ผู้บริหารให้การสนับสนุนงานวิชาการ แต่บุคลากรส่วน ใหญ่ยังขาดความรู้และประสบการณ์การวิจัย R2R จึงได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ R2R ซึ่งผู้ผ่านการอบรมมี ความรู้และทักษะเพิ่มขึ้น จากคะแนนเฉลี่ย 7.20 คะแนน (S.D.= 1.86) เพิ่มขึ้นเป็น 9.27 คะแนน (S.D.=0.94) เกิดโครงร่าง R2R จ านวน 7 เรื่อง มีผู้ขอรับค าปรึกษา CoP วิจัย 17 คน และเกิดผลงานวิชาการที่เผยแพร่ได้ 17 เรื่อง และจากการติดตามกับกลุ่ม/ศูนย์อย่างต่อเนื่อง ท าให้กองฯ สามารถส่งโครงร่างวิจัยเพื่อขอรับทุน สนับสนุนงานวิจัย ประจ าปีงบประมาณ 2568 จ านวน 3 เรื่อง ควรพัฒนางาน วิจัย R2R อย่างต่อเนื่อง โดยให้ บุคลากรมีส่วนร่วมทุกคน เน้นให้บุคลากรเกิดความรู้และความเข้าใจในงาน R2R เพื่อพัฒนางานวิชาการต่อไป ในอนาคตได้ ค าส าคัญ Routine to Research (R2R), SWOT Analysis, การอบรมเชิงปฏิบัติการ, CoP วิจัย


DMSc R2R Forum 2023 66 R2R to Health for Wealth 66 O4-13 การพัฒนารูปแบบกระบวนการติดตามหนี้ค้างช าระเชิงรุก พรทิพย์ หลวงวิชา*, ธัญยรัตน์ ประศาสตร์ศิลป์ และจินตนา ว่องวิไลรัตน์ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 3 นครสวรรค์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เบอร์โทรศัพท์ 085 602 4605 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การติดตามหนี้ค้างช าระเป็นกระบวนการหนึ่งในการบริหารจัดการหนี้ค้างช าระของหน่วยงาน หากด าเนินการแจ้งหนี้แต่ไม่มีการติดตามอย่างเป็นระบบและเป็นปัจจุบัน เมื่อเวลาผ่านไปหนี้ค้างช าระเหล่านี้ อาจกลายเป็นหนี้สูญในที่สุด ส่งผลให้หน่วยงานไม่สามารถรักษาความมั่นคงของสถานะเงินบ ารุงฝากคลังได้ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2564 พบว่าศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 3 นครสวรรค์ มีหนี้ค้างช าระสะสมระหว่าง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ถึง พ.ศ. 2564 จ านวน 1,863,430.00 บาท และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จึงเล็งเห็น โอกาสในการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการท างานให้ดียิ่งขึ้นบนพื้นฐานที่ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม จึงน า กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis & McTaggart มาใช้ในการด าเนินการพัฒนารูปแบบ กระบวนการติดตามหนี้ค้างช าระเชิงรุก โดยระยะที่ 1 ระหว่างเดือนมีนาคม 2565 ถึงกันยายน 2565 ด าเนินการ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) เก็บรวบรวมข้อมูล ปัญหา อุปสรรค ระหว่างปฏิบัติงาน 2) ศึกษาสภาพปัญหา วางแผน และก าหนดแนวทาง 3) ติดตามหนี้ค้างช าระเชิงรุกโดยสร้างตารางก ากับ เพิ่มความถี่การตามจาก รายไตรมาสเป็นทุก 15 วัน 4) รวบรวมข้อมูลวิเคราะห์และประเมินผล และ 5) สะท้อนกลับข้อมูลให้ผู้บริหาร ทราบส าหรับวางแผนการปฏิบัติงานต่อไป ผลพบว่าก่อนการพัฒนามีหนี้ค้างช าระระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ถึง พ.ศ. 2564 ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2565 จ านวน 1,336,730 บาท และหลังการพัฒนา พบว่า ณ สิ้น เดือนกันยายน 2565 หนี้ค้างช าระลดลงคงเหลือ 655,830 บาท เมื่อถอดบทเรียนจากการพัฒนาระยะที่1 พบประเด็นส าคัญน าสู่การพัฒนา ระยะที่ 2 ระหว่างเดือนตุลาคม 2565 ถึงเดือนมีนาคม 2566 ด าเนินการ 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาสภาพปัญหา วางแผน ก าหนดแนวทาง และพัฒนารูปแบบกระบวนการติดตามหนี้ 2) น ารูปแบบกระบวนการฯ สู่การปฏิบัติ โดยปรับรอบระยะเวลาการสรุปข้อมูลและการจัดท าหนังสือแจ้งหนี้ จากทุก 15 วัน เป็น 1 เดือน และเปลี่ยนชื่อเรื่องของหนังสือเป็นติดตามหนี้ค้างช าระ 3) รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และประเมินผล และ 4) สะท้อนกลับข้อมูลให้ผู้บริหารทราบส าหรับวางแผนการปฏิบัติงานต่อไป ผลพบว่าหลังการพัฒนา ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2566 หนี้ค้างช าระลดลงเหลือ 121,700 บาท จะเห็นได้ว่าผลการ พัฒนารูปแบบกระบวนการติดตามหนี้ค้างช าระเชิงรุก ท าให้ประสิทธิภาพการติดตามหนี้ค้างช าระเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่องและชัดเจน เกิดเป็นต้นแบบให้หน่วยงานอื่นสามารถน าไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ต่อไป ค าส าคัญ : หนี้ค้างช าระ, ลูกหนี้การค้าภาครัฐ, หนี้สูญ, การบริหารจัดการหนี้ค้างช าระ


DMSc R2R Forum 2023 R2R to Health for Wealth 67 67 O4-14 การพัฒนาระบบลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (E-Signature) ส าหรับการขออนุญาตการเผยแพร่ข้อมูลวิชาการ การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ครั้งที่ 31 (Development of an electronic signature (E-Signature) system for permission to disseminate academic knowledge of the 31th annual medical sciences conference) สีหนาท ศิวเสน*1 , ปัทมา อยู่สิน2 , ชุติมา โพธิ์ป้อม2 , สมศักดิ์ พัดพรม2 , ปนิสภ์ วณิชชานนท์2 และ คทายุทธ นิกาพฤกษ์2 2 ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ 1 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย เบอร์โทรศัพท์ 086 164 4511 E-mail : [email protected] บทคัดย่อ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ภายใต้การน าของนายปนิสภ์ วณิชชานนท์ ผู้อ านวยการ รับหน้าที่เป็น คณะท างานฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ ในการประชุมวิชาการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 31 รับผิดชอบตรวจสอบ และติดตามการจัดเตรียมอุปกรณ์ด้านโสตทัศนูปกรณ์และทดสอบความพร้อมของเอกสารที่น าเสนอ โดยผู้น าเสนอ ต้องน าไฟล์อิเล็กทรอนิกส์มาทดสอบก่อนการน าเสนอและมีความจ าเป็นต้องลงนามอนุญาตให้มีการเผยแพร่ข้อมูล วิชาการ เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมาการลงนามอนุญาตให้ เผยแพร่ข้อมูลใช้วิธีการลงนามในกระดาษ ซึ่งผู้น าเสนอต้องใช้เวลาในการกรอกข้อมูลนานเพราะรายละเอียดเยอะ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ จึงประชุมปรึกษาหารือแนวทางการลงนามผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อขับเคลื่อน หน่วยงานสู่การปฏิบัติงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่มุ่งเน้นอ านวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน ลดต้นทุน กระดาษและวัสดุสิ้นเปลือง รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูลได้ง่าย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ จึงน าแนวทางลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (E-Signature) มาใช้ในการลงนาม อนุญาตให้เผยแพร่ข้อมูลวิชาการของผู้น าเสนอ ซึ่งเริ่มจากศึกษาระบบงานที่เกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ ความเป็นไปได้ จากนั้นออกแบบ พัฒนาระบบ ทดลองใช้งานเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ โดยปรับปรุงข้อบกพร่องที่ พบระหว่างการทดสอบให้ระบบสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และน าระบบมาใช้งานจริงในการประชุม วิ ช า ก า ร วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ก า ร แ พ ท ย์ ค รั้ง ที่ 31 ภ า ย ห ลัง ก า ร ป ร ะ ชุ ม พ บ ว่ า ร ะ บ บ e-Sign DMSc สามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี ข้อมูลถูกต้องครบถ้วน เพิ่มความสะดวกให้กับผู้น าเสนอ สถิติที่เก็บได้จากระบบ มีผู้น าเสนอ Oral Present ที่ลงนามอนุญาตให้เผยแพร่ข้อมูลวิชาการ จ านวน 38 ท่าน จากทั้งหมด 39 ท่านและ ลงนามอนุญาตการบรรยายโดยวิทยากรรับเชิญ จ านวน 13 เรื่อง จากทั้งหมด 44 เรื่อง ค าส าคัญ : E-Signature, ระบบสารสนเทศ


DMSc R2R Forum 2023 68 R2R to Health for Wealth 68 O4-15 การจัดการเอกสารการบันทึกสภาวะแวดล้อมห้องคลีนรูมในรูปแบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ Electronic document management development for cleanroom environment monitoring อัจฉราพร ด าบัว*, สิริภากร แสงกิจพร, พัชราภรณ์ บุญชู และ พัชราภรณ์ นพปรางค์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เบอร์โทรศัพท์ 02-5910000 ต่อ 99394 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ ปัจจุบันอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการใช้ชีวิตประจ าวัน เพื่อสนองตอบความต้องการใช้งาน คณะผู้วิจัยจึงได้พัฒนาการบันทึกข้อมูลสภาวะแวดล้อมห้องคลีนรูมในรูปแบบ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ด้วย smart phone เพื่อน ามาช่วยอ านวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน ลดการใช้ทรัพยากร กระดาษคลีนรูม รวมถึง autoclave bag ที่ต้องใช้ในการแพคส าหรับการนึ่งฆ่าเชื้อ ในปี 2566 ได้มีการน าระบบนี้ ใช้ในการบันทึกความดัน อุณหภูมิ และความชื้น ในการเข้าปฏิบัติงานในห้องคลีนรูม class 100 ส าหรับการเตรียม เซลล์ต้นก าเนิดชนิด Mesenchymal Stem Cells (MSC) จ านวน 5ราย พบว่าการบันทึกสภาวะแวดล้อมห้องคลีนรูม ในรูปแบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ สามารถช่วยในการบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ สืบค้นได้ตามต้องการ อย่างรวดเร็ว แบบอย่างไร้ขีดจ ากัดด้านสถานที่และเวลา ประหยัดเวลาในการบันทึก ช่วยลดการใช้กระดาษลง มากกว่า 100 แผ่น สามารถน าข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ แสดงเป็นกราฟเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของพารามิเตอร์ต่าง ๆ และประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ช่วยลดโอกาสการปนเปื้อนเชื้อจุลชีพจากสิ่งแวดล้อมในห้องสะอาดที่อาจเข้าสู่ ผลิตภัณฑ์ได้ ค าส าคัญ: เอกสารอิเล็กทรอนิกส์, สภาวะแวดล้อมห้องคลีนรูม


DMSc R2R Forum 2023 R2R to Health for Wealth 69 69 O4-16 การจัดท า Web Application เพื่อจัดการวัสดุสิ้นเปลืองของ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 นครราชสีมา Web Application Creation for consumable parts management of Regional Medical Sciences Center 9 Nakhon Ratchasima ขวัญเรือน ทองรักษ์* ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 นครราชสีมา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เบอร์โทรศัพท์ 082 869 3659 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 นครราชสีมา มีระบบการบริหารจัดการวัสดุที่ใช้ในหน่วยงาน โดยการ จัดท าบัญชีลงในสมุดบันทึก ซึ่งไม่สะดวกและยุ่งยากในการบริหารจัดการข้อมูลและการตรวจสอบ ผู้วิจัยจึงเล็งเห็น ปัญหาดังกล่าว จึงจัดท า Web Application ขึ้น เพื่อบริหารจัดการวัสดุสิ้นเปลืองให้มีการลงบัญชีได้อย่างถูกต้อง สะดวกรวดเร็ว มีข้อมูลประกอบการวางแผนการจัดซื้อ รวมถึงสามารถบริหารจัดการวัสดุคงคลังในภาพรวม เพื่อให้มีการจัดซื้อและเบิกจ่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารสามารถตรวจสอบข้อมูลเพื่อประกอบการ พิจารณาอนุมัติได้ โดยมีวิธีการด าเนินงาน ดังนี้ เก็บข้อมูลวัสดุสิ้นเปลือง วิเคราะห์ข้อมูล ออกแบบโปรแกรม เขียนโปรแกรม ทดสอบโปรแกรม ทดลองใช้โปรแกรม ส ารวจความพึงพอใจของผู้ใช้งาน สรุปผลและติดตั้ง โปรแกรม หลังจากติดตั้งโปรแกรม ได้ประเมินประสิทธิภาพการใช้งาน โดยส ารวจจากผู้ใช้งาน 2 ระดับ จ านวน 9 คน ระดับหัวหน้างาน 3 คน ระดับปฏิบัติงาน 6 คน โดยแบ่งข้อค าถามเป็น 2 ประเด็น 10 ข้อค าถาม ดังนี้1) ประสิทธิภาพ ของระบบด้านตรงตามความต้องการ (จ านวน 5 ข้อ) และ 2) ประสิทธิภาพของระบบด้านการใช้งาน (จ านวน 5 ข้อ) พบว่า ร้อยละความพึงใจระดับหัวหน้างานเท่ากับ 99.39 และระดับปฏิบัติงานเท่ากับ 86.00 เมื่อพิจารณาคะแนน ต่ าสุดของระดับปฏิบัติงาน พบว่า มีทั้งหมด 3 ข้อที่มีค่าคะแนนเท่ากัน ได้แก่ ช่องทางการเข้าใช้งาน ความชัดเจน ของข้อความที่แสดงบนจอภาพ หน้าต่างการใช้งานเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน พบว่าได้คะแนนร้อยละ 83.40 ซึ่งผู้วิจัย จะได้น าข้อเสนอแนะดังกล่าวไปท าการปรับปรุงต่อไป ค าส าคัญ : Web Application, วัสดุสิ้นเปลือง, โปรแกรม


DMSc R2R Forum 2023 70 R2R to Health for Wealth 70 O4-17 การปรับปรุงกระบวนงานการแจ้งหนี้ ของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 10 อุบลราชธานี Improvements to the invoicing process of the Regional Medical Sciences Center 10, Ubon Ratchathani วิภาวดี รากแก่น*, อรุโณทัย มนัสธรรมกุล และ ณัฐธิดา แก่นสา ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 10 อุบลราชธานี เบอร์โทรศัพท์ 086-6520340 E-mail [email protected] บทคัดย่อ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 10 อุบลราชธานี เป็นหน่วยงานที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์ด้านผลิตภัณฑ์ สุขภาพและการชันสูตรโรค ผู้รับบริการเป็นหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในและนอกเขตสุขภาพที่ 10ซึ่งค่าบริการ ตรวจวิเคราะห์จัดเก็บตามอัตราค่าบ ารุงการตรวจวิเคราะห์และการให้บริการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แม้ว่า การแจ้งหนี้ของศูนย์ฯ จะใช้โปรแกรม DMSC payment ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แต่กระบวนการออก ใบแจ้งหนี้ก็ยังมีความยุ่งยากในการตรวจสอบข้อมูล มีความล่าช้าใช้เวลานานเพื่อเรียกเก็บค่าบริการและการทวงหนี้ จากข้อมูลการด าเนินงานในปี 2565 - 2566 มีการออกใบแจ้งหนี้จ านวน 8,937 ฉบับ เป็นเงิน 3,205,020 บาท เมื่อแบ่งตามประเภทหน่วยงานพบว่าสถานพยาบาลเป็นหน่วยงานที่มีการแจ้งหนี้มากที่สุด รองลงมาเป็นสถานีต ารวจ เมื่อวิเคราะห์กระบวนงานเดิมและปรับปรุงกระบวนงานใหม่ โดยการก าหนดขั้นตอน ผู้รับผิดชอบและระยะเวลา แล้วเสร็จ รวมทั้งมีการก ากับ ตรวจสอบ พบว่า ในปี 2565 การแจ้งหนี้แบบทั่วไป คือ แจ้งหนี้ไปที่หน่วยงานผู้ส่งตัวอย่าง ใช้เวลาภายใน 30 วัน ร้อยละ 40.05 หลังปรับปรุงกระบวนงาน สามารถด าเนินการได้เร็วขึ้นคิดเป็นร้อยละ 78.78 ส่วนการแจ้งหนี้โดยหน่วยงานผู้จ่ายเงิน (ไม่ใช่ผู้ส่งตัวอย่าง) ได้แก่ ส านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกรมควบคุมโรค ใช้เวลาภายใน 30 วัน ร้อยละ 48.21 หลังปรับปรุงกระบวนงาน สามารถด าเนินการได้เร็วขึ้น คิดเป็นร้อยละ 64.72 แสดงให้เห็นว่าหลังจากการปรับปรุงกระบวนงานสามารถแจ้งหนี้ได้เร็วขึ้น แต่ผู้เกี่ยวข้อง ในการติดตามหนี้จะต้องด าเนินการปรับปรุงกระบวนการติดตามหนี้และตรวจสอบการช าระหนี้ให้รวดเร็วขึ้นด้วย เช่นกัน ค าส าคัญ: แจ้งหนี้, กระบวนงาน, Invoice


DMSc R2R Forum 2023 R2R to Health for Wealth 71 71 O4-18 การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของนักวิจัยรุ่นใหม่ในการด าเนินงานโครงการวิจัย ของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 นครราชสีมา The development of participatory models for new researchers on the operation of the research project of the Regional Medical Sciences Center 9, Nakhon Ratchasima จิระเดช นาสุข* และ สุรศักดิ์ หมื่นพล ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 นครราชสีมา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เบอร์โทรศัพท์ 096 887 4702 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของนักวิจัยรุ่นใหม่ในการด าเนินงาน โครงการวิจัยของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 นครราชสีมา การศึกษามี 2 ขั้นตอน คือ 1) การวิเคราะห์ ปัญหาและพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักวิชาการระดับปฏิบัติการ จ านวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน (ร้อยละ) และเลือกใช้รูปแบบการมีส่วน ร่วมในการปฏิบัติการ (Implementation) ในทุกกิจกรรมการด าเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพนักวิจัย รุ่นใหม่ 2) การประเมินรูปแบบการมีส่วนร่วม เพื่อตรวจสอบผลการพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของนักวิจัย รุ่นใหม่ในการด าเนินงานโครงการวิจัยในการประมวลความรู้เขียนโครงร่างวิจัย เพื่อเข้ารับการวิพากษ์ โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) นักวิจัยรุ่นใหม่ มีความรู้ ความเข้าใจ หลักการเขียนโครงร่างการวิจัย ก่อนและหลักเข้ารับการพัฒนาศักยภาพฯ อยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 75.3 และ 87.5 ตามล าดับ) และการ ออกแบบโครงการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยฯ โดยเน้นรูปแบบการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการของนักวิจัยรุ่นใหม่ ในการด าเนินโครงการฯ จ านวน 4 ครั้ง พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด (ร้อยละ 93.5) 2) ผลการประเมินรูปแบบ การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการของนักวิจัยรุ่นใหม่ พบว่านักวิจัยรุ่นใหม่ สามารถประมวลความรู้เขียนโครงร่าง วิจัยน าเสนอผ่านการวิพากษ์จากผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความถูกต้องสมบูรณ์ จ านวน 15 เรื่อง และนักวิจัยรุ่นใหม่ 5 คน (ร้อยละ 33) สามารถน าความรู้และข้อแนะน าจากวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญมาใช้ในการด าเนินงาน โครงการวิจัยได้อย่างเหมาะสมมีประสิทธิภาพ โดยมีความก้าวหน้ามากกว่าร้อยละ 50 ของแผนงาน โครงการวิจัย ค าส าคัญ: รูปแบบการมีส่วนร่วม, การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ, โครงการวิจัย


DMSc R2R Forum 2023 72 R2R to Health for Wealth 72 O4-19 โปรแกรม Smart TB DOT โดยการมีส่วนร่วมของผู้ป่วย โรงพยาบาลสันก าแพง จังหวัดเชียงใหม่ Smart TB DOT Program with Patient Participation in San Kamphaeng Hospital, Chiang Mai Province ทับทรวง ยอดเมือง* โรงพยาบาลสันก าแพง จังหวัดเชียงใหม่ เบอร์โทรศัพท์ 096 685 9559 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ จากข้อจ ากัดในการก ากับการกินยาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ของผู้ป่วยวัณโรคที่มีอยู่เดิม ได้ปรับกระบวนการโดย ใช้เทคโนโลยีมาช่วย วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการดูแลที่ครบถ้วนต่อเนื่อง และศึกษาความเป็นไปได้การใช้งาน โปรแกรม วิธีการศึกษาเป็นการศึกษาวิจัยเชิงพัฒนา แบ่งวิธีด าเนินการเป็น 3 ระยะคือ 1. วิเคราะห์สถานการณ์ 2. พัฒนาระบบโปรแกรม Smart TB DOT และ 3. การน าไปใช้งานและประเมินผลการใช้โปรแกรม เลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วยผู้ป่วยวัณโรคจ านวน 20 คน และบุคลากรทางสาธารณสุขจ านวน 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่างานวิจัยสามารถน ามาใช้พัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยวัณ โรค โดยการรายงานตนเองจากผู้ป่วยและผู้ดูแลในครอบครัวได้จริง การประเมินความเป็นไปได้ในการใช้โปรแกรม อยู่ในระดับมากทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการใช้งาน (̅=2.92, SD=0.16) ด้านความปลอดภัยของข้อมูล (̅=2.93, SD=0.13) และด้านประสิทธิภาพการท างาน (̅=2.83, SD=0.3) ประโยชน์ที่ได้รับ ผู้ป่วยมีช่องทางการสื่อสาร ระบบเรียลไทม์ มั่นใจในระบบการพยาบาล ลดภาระและค่าใช้จ่ายในการเดินทางพบแพทย์เมื่อเกิดปัญหา เจ้าหน้าที่ได้พัฒนาคุณภาพงานประจ า มีระบบแจ้งเตือนเมื่อเกิดอาการไม่พึงประสงค์และเมื่อขาดยา สามารถให้ ค า แ น ะ น า เ บื้ อ ง ต้ น ล ด ภ า ว ะ แ ท ร ก ซ้ อ น ที่ รุ น แ ร ง ผ ล ต่ อ อ ง ค์ ก ร คื อ ล ด ค่ า ใ ช้ จ่ า ย ลดความแออัด สอดคล้องกับนโยบาย Homeward ในปัจจุบัน สรุปและข้อเสนอแนะ เป็นการพัฒนางาน โดยใช้เทคโนโลยีปัจจุบันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เหมาะส าหรับผู้ป่วยและครอบครัวที่มีความพร้อม สามารถขยายผลใช้ กับผู้ป่วยโรคอื่นที่ต้องติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ค าส าคัญ : โปรแกรม Smart DOT


DMSc R2R Forum 2023 R2R to Health for Wealth 73 73 O4-20 การน าเสนอโปรแกรม “ระบบสืนค้นน าส่งทางไปรษณีย์” “Postal search system” web application จุฑาภรณ์ หมอนสีหา* นาวิน ชุมแวงวาปีและพรทิพย์ ลัภนะกุล ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 7 ขอนแก่น เบอร์โทรศัพท์ 043-240800 ต่อ 120 E-mail : [email protected] บทคัดย่อ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 7 ขอนแก่น เปิดให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ พร้อมให้บริการรับ รายงานผลการตรวจวิเคราะห์ ได้ 3 ช่องทาง ได้แก่ 1) การรับด้วยตนเอง 2) ทางออนไลน์ (E-report) และ3) ทาง ไปรษณีย์ โดยพบว่าการรับผลทางไปรษณีย์ จะมีผู้รับบริการสอบถามสถานะการจัดส่งรายงานเป็นประจ า เนื่องจากความ ล่าช้าของการน าส่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ของศูนย์จะต้องตรวจสอบเวลาที่จัดส่ง โดยการสืบค้นหาเลขลงทะเบียน/EMS ที่น าส่ง จากนั้นท าการตรวจสอบสถานะในเว็บไซต์ของไปรษณีย์ไทย เพื่อแจ้งแก่ผู้รับบริการทราบ ซึ่งต้องใช้เวลาในการด าเนินการ ดังกล่าวมากกว่า 10 นาทีต่อราย ศูนย์จึงมีการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส าหรับค้นหาสถานะการจัดส่งรายงานผล การตรวจวิเคราะห์ทางไปรษณีย์ ในรูปแบบ web application “ระบบสืบค้นน าส่งทางไปรษณีย์” ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 โดยการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบรับส่งตัวอย่าง (iLab Plus) กับไปรษณีย์ไทย โดยเจ้าหน้าที่สามารถ ระบุค าค้นหาได้หลากหลาย เช่น ชื่อหน่วยงานน าส่ง/ผู้รับบริการ ชนิด-ชื่อตัวอย่าง และหมายเลขตัวอย่าง ท าให้ทราบ วันที่ไปรษณีย์รับเข้าระบบ วันที่น าจ่ายส าเร็จ รวมทั้งชื่อผู้รับได้อย่างถูกต้อง รวดเร็วและลดเวลาการค้นหามากกว่า แบบเดิมถึง 10 เท่า ทั้งนี้ศูนย์ก าลังด าเนินการพัฒนาต่อยอดให้ผู้รับบริการสามารถตรวจสอบสถานะได้ด้วยตนเอง โดยจะน า “ระบบสืบค้นน าส่งทางไปรษณีย์” เผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ของศูนย์ฯ ต่อไป ค าส าคัญ: รายงานผลการตรวจวิเคราะห์, ไปรษณีย์ออนไลน์, iLab Plus


DMSc R2R Forum 2023 74 R2R to Health for Wealth 74 O4-21 การประยุกต์ใช้Google Workspace apps และ Line notify ในการควบคุมคุณภาพภายใน ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา Application of Google Workspace apps and Line notify in quality control within microbiology laboratories วชิราภา เขียวรอด*, พัชรีย์จิตตพิทักษ์ชัย, นุชจรีร่วมชาติและ วิลาสินีเหมเนียม ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 5 สมุทรสงคราม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เบอร์โทร 083 974 7415 E-mail : [email protected] บทคัดย่อ ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาอาหาร ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 5 สมุทรสงคราม ได้รับการรับรอง ความสามารถห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025:2017 จ าเป็นต้องด าเนินการควบคุมคุณภาพ ภายในห้องปฏิบัติการอย่างเป็นระบบโดยก าหนดกิจกรรมในการด าเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับตัวอย่างเข้ามาในห้องปฏิบัติการ การทดสอบ จนถึงการรายงานผลการทดสอบเป็นไปตามแผนที่ก าหนด มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ มีการจัดท าแผนปฏิบัติการควบคุมคุณภาพภายในห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาประจ าปี การติดตามผลตามแผนพบว่าไม่ได้ด าเนินการบางกิจกรรมตามแผนที่ก าหนด และการจัดเก็บข้อมูลไม่เป็นระบบ ในปีงบประมาณ 2566 จึงได้น าเอา Google Workspace apps มาประยุกต์ใช้ในการด าเนินงานทั้งระบบ โดยน า ข้อมูลทั้งหมดจัดเก็บใน google drive ข้อมูลบุคลากร การควบคุมสถานที่และสภาวะแวดล้อม ฐานข้อมูลเครื่องมือ บันทึกการใช้งาน บันทึกการควบคุมอุณหภูมิสารมาตรฐาน เชื้อมาตรฐาน การจัดซื้อสินค้า และบริการ ข้อมูล คลังสินค้าของวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ การควบคุมคุณภาพสารเคมีและอาหารเลี้ยงเชื้อ คู่มือการให้บริการ มาตรฐานวิธีการทดสอบ ข้อมูลการทวนสอบความใช้ได้ของวิธีทดสอบ การรับตัวอย่าง บันทึกทางวิชาการ การ ประมาณค่าความไม่แน่นอนของการวัด กิจกรรมการควบคุมคุณภาพภายใน การประกันคุณภาพผลการทดสอบ ข้อมูลผลการทดสอบความช านาญ การเปรียบเทียบผลระหว่างห้องปฏิบัติการ การรายงานผล ข้อร้องเรียน การ ควบคุมงานที่ไม่เป็นไปตามข้อก าหนด บันทึกกิจกรรมที่จ าเป็นทั้งหมดใน Google calendar ใช้Line notify แจ้ง เตือนผู้รับผิดชอบผ่านไลน์กลุ่ม ผลที่ได้กิจกรรมทุกกิจกรรมได้ด าเนินงานในช่วงเวลาที่ก าหนดไว้ตามแผน ท าให้เกิด ความเชื่อมั่นในผลการทดสอบ สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับได้ในทุกกิจกรรมของห้องปฏิบัติการ ข้อมูลทั้งหมด จะน ามาวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาส เพื่อการพัฒนาคุณภาพห้องปฏิบัติการต่อไป ค าส าคัญ : Google Workspace apps, Line notify, การควบคุมคุณภาพ, ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา


DMSc R2R Forum 2023 R2R to Health for Wealth 75 75 O4-22 การศึกษาเปรียบเทียบซอฟต์แวร์ส าหรับการประชุมทางไกล (Comparative Study of Software for Teleconferencing) กนกพิชญ์จันทร์สุวรณ* ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เบอร์โทรศัพท์063 998 9978 E-mail : [email protected] บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ของการศึกษาการเปรียบเทียบซอฟต์แวร์ส าหรับการประชุมทางไกลในกรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้แพร่อย่างรวดเร็วและหลาย ประเทศทั่วโลกซึ่งมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเป็นจ านวนมาก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีภารกิจที่ต้องประชุม การด าเนินงานกับเครือข่าย ลูกค้า ประชาชน เช่นงานห้องปฏิบัติการตรวจโควิด 19 งานตรวจสอบระบบ คุณภาพและให้การรับรองห้องปฏิบัติการด้านการแพทย์เป็นต้น และในหน่วยงานภายในกรมวิทยาศาสตร์ แพทย์ส่วนกลาง และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์มีก าหนดการประชุมระดับผู้บริหาร ประชุมคณะกรรมการ ประชุมหัวหน้าฝ่าย ในแต่ละเดือน บุคลากรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดต่อของโรค ดังกล่าว ที่มากับผู้ติดเชื้อเดินทางมาประชุมร่วมกันในสถานที่เดียวกันจ านวนมาก จึงท าให้เกิดปัญหาในด้าน ขีดจ ากัดของการประชุมดังนั้นจึงมีแนวความคิดจัดท าการเปรียบเทียบเพื่อหาความเหมาะสมและคุณภาพที่ดี ส าหรับการประชุมทางไกล โดยการเปรียบเทียบคุณสมบัติและผลการทดสอบการใช้งาน ซอฟต์แวร์ที่ใช้ใน การศึกษาและเปรียบเทียบ คือ Poly RealPresence Desktop, Zoom Desktop Client, Cisco Webex, Line Video call, Microsoft Team, Google Meet เป็นซอฟต์แวร์ที่ท าให้ผู้ใช้สามารถสนทนาผ่านเครือข่าย อินเทอร์เน็ตกับคนอื่นๆได้มากขึ้น ประโยชน์ของการศึกษาครั้งนี้สามารถน าไปใช้แนะน าให้บุคลากร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เลือกใช้ซอฟต์แวร์ให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ที่มีอยู่ ซึ่งช่วยแก้ไขปัญหาภาพและเสียง ในการใช้งานของบุคลากรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในระหว่างการประชุมทางไกล ผลจากการทดสอบใช้ โปรแกรมพบว่า Zoom Desktop Client ถูกเลือกน ามาใช้งานมากที่สุดเพราะใช้งานง่ายภาพชัดเสียงชัดเจน รองรับการเชื่อมต่อแบบ Session Initiation Protocol (SIP) นอกจากนี้ยังรองรับหลายระบบปฏิบัติการและ ยังสามารถใช้Bandwidth ต่ าในการรับส่งข้อมูลได้ ค าส าคัญ : การประชุมทางไกล, การเปรียบเทียบซอฟต์แวร์, เครือข่ายไร้สาย


Click to View FlipBook Version