ศาสนสถาน
จังหวัดตรัง
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดตรัง
คำนำ
จังหวัดตรังเป็นจังหวัดที่มีความหลายหลายทางวัฒนธรรม
ไม่ว่าจะประเพณี ศาสนา อาหาร และอื่นๆ ด้วยความหลาก
หลายนี้ทางผู้จัดทำจึงตั้งใจทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเป็นหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ทุกๆคนได้เข้าถึงเนื้อหาได้ง่าย โดย
ภายในเล่มเน้นเนื้อหาพร้อมภาพประกอบที่สบายตาเพื่อให้ผู้ที่
สนใจศึกษาประวัติความเป็นมาของศาสนสถานต่างๆ ในตรัง
ได้เข้ามาศึกษาหาข้อมูลและหาความรู้ และสามารถนำไปใช้เป็น
องค์ความรู้ในด้านต่างๆ ซึ่งทางผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้
ที่ได้เข้ามาอ่านจะได้รับความรู้กลับไปไม่มากก็น้อย
ขอบคุณค่ะ
สารบัญ
๑ ศาสนาพุทธ
๒๙ ศาสนาคริสต์
สารบัญ ศาสนาอิสลาม
๔๔
๑
ศาสนาพุ ทธ
วั ด ตั น ต ย า ภิ ร ม พ ร ะ อ า ร า ม ห ล ว ง
ข อ บ คุ ณ ภ า พ ส ว ย ๆ จ า ก B L O G G A N G . C O M คุ ณ S A W K I T T Y
๒
วัดกะพังสุรินทร์
พระอารามหลวง
ขอบคุณภาพสวยๆ จาก iyatrang.blogspot.com
๓
วัดกะพังสุรินทร์
พระอารามหลวง
"วัดกะพังสุรินทร์"
ที่ตั้งต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง ขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๒
สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ เป็นที่ดินบริจาคโดยเจ้าเส คหบดีในละแวกนั้น เดิมชื่อ
วัดกะพัง เนื่องจากพื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ชายเนินเตี้ยๆ ลาดเอียงจากทิศเหนือไปสู่
ทุ่งนาอยู่ใกล้หนองน้ำที่เรียกว่า "สระกะพัง” ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดกะพัง
สุรินทร์ตามชื่อพระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) สมุหเทศาภิบาลมณฑล
ภูเก็ต ผู้ปรับปรุงสระกะพังให้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ อุโบสถที่ขึ้นทะเบียน
เป็นโบราณสถานเป็นสถาปัตยกรรมฝีมือช่างท้องถิ่น โครงสร้างเป็นเสาไม้
ฝาก่อด้วยอิฐโบกปูน หลังคา ๒ ชั้น พระประธานในอุโบสถนำมาจากพุ ทธคยา
ประเทศอินเดีย เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙ วัดกะพังสุรินทร์ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ยกฐานะเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗
๔
วัดกะพังสุรินทร์
พระอารามหลวง
ที่ตั้ง ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง
ประเภท พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ
นิกาย เถรวาท (มหานิกาย)
เจ้าอาวาสพระพรหมจริยาจารย์(สงัด ปญฺญาวุโธ) (เจ้าคณะใหญ่หนใต้)
ภายในวัดมีพระอุโบสถเป็นสถาปัตยกรรม
ท้องถิ่นภาคใต้ เสาไม้ฝาก่ออิฐถือปูน หลังคา
ระดับสองชั้นกว้าง ๙.๕๐ เมตร ยาว ๑๕.๔๐
เมตร วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ
วันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐ เขตวิสุงคามสีมา
กว้าง ๒๔ เมตร ยาว ๓๖ เมตร อุโบสถถูกสร้าง
ขึ้นในสมัยพระอธิการแย้มเป็นเจ้าอาวาส และ
สร้างเรื่อยมาจนถึงพระอธิการเพื่อม ผูกพัทธสีมา
เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ ตรงกับ
วันอาทิตย์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีกุน (ปีนี้เป็น
อธิกมาส)
ภายในพระอุโบสถ
โครงสร้างเสาไม้ฝาผนังหล่อปูนหลังคา ๒ ชั้น
มุงกระเบื้องปูนชนิด ๔ เหลี่ยม ต่อมาชำรุดไป
ตามกาลเวลาซึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ จัดการบูรณะ
เสียใหม่ในส่วนหลังคาในสมัยพระพรหมจริยาจารย์
(ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระปิฎกคุณาภรณ์) เป็นเจ้าอาวาส
พ.ศ.๒๕๒๕ รูปทรงยังคงรูปเดิมไว้กระเบื้องหลังคา
เปลี่ยนเป็นกระเบื้องลอนเล็กใช้มาจนถึงปัจจุบัน
เพราะความเก่าแก่มานาน กรมศิลปากรจึง
ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม
๕
วั ด ก ะ พั ง สุ ริ น ท ร์
พระอารามหลวง
ขอบคุณภาพสวยๆ จาก facebook วัดกะพังสุรินทร์
. .อ เ มื อ ง จ ต รั ง ๖
วัดตั นตยาภิ รม
พระอารามหลวง
ขอบคุณภาพสวยๆ จาก facebook วัดตันตยาภิรม
๗
วัดตันตยาภิรม
พระอารามหลวง
วัดตันตยาภิรม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๐ ใน วัดนี้จึงเป็นที่บำเพ็ญกุศลของประชาชนชาวไทย
รัชกาลที่ ๕ เดิมมีนามว่า “วัดต้นตอ” ภายหลังต่อ – จีนบ้านบางรัก อำเภอเมืองตรัง สืบมา เมื่อทาง
มาประมาณ พ.ศ.๒๔๘๑ พระธรรมวโรด (เซ่ง อุต ราชการได้ย้ายที่ตั้งตัวจังหวัดจากอำเภอกันตัง
ตมเถระ) สถิต ณ วัดราชาธิวาส กรุงเทพฯ เป็น มาตั้งที่ อำเภอบางรัก (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นทับ
เจ้าคณะมณฑลภูเก็ต ได้เปลี่ยนชื่อวัดนี้ใหม่ว่า เที่ยง หรืออำเภอเมืองตรังในปัจจุบัน) ตั้งแต่ปี
"วัดตันตยาภิรม" โดยอาศัยชื่อขุนภิรมสมบัติ พ.ศ.๒๔๖๑ ได้ถือเอาวัดนี้เป็นสถานที่กระทำพิธี
และแซ่ตันของท่าน คงจะให้มีความหมายว่า เป็น ถือน้าพิพัฒน์สัตยา จนถึง พ.ศ. ๒๔๗๐ หลังการ
วัดที่ยินดีในความเป็นระเบียบแบบแผน หรือวัด เปลี่ยนแปลงการปกครองวัดนี้ได้รับพระราชทาน
เป็นที่มีระเบียบแบบแผนอันน่ายินดียิ่งแรกเริ่ม วิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓
สร้างวัด มีพระภิกษุถือรุกขมูลเดินธุดงค์มาพัก เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๒เส้น ยาว ๓ เส้น ผูก
ใต้ต้นสะตอใหญ่ บริเวณที่ตั้งวัดปัจจุบันต่อมา พัทธสีมาครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๗๒ ครั้งหลังเมื่อวัน
หลวงสมานสมัคจีนนิคร นายอำเภอเมืองตรัง ที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ได้รับการยกฐานะ
ต้นสกุล “สมานกุล” และภรรยา ชื่อ หนูเกตุ บุตรี เป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่
ของหลวงยกกระบัตรเมืองตรัง ได้บริจาคที่ดิน ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗
ถวายให้เป็นที่สร้างวัด เรียกว่า “สานักสงฆ์วัดต้น
สะตอ”
๘
วัดตันตยาภิรม
พระอารามหลวง
ตั้งอยู่เลขที่ ๑๕๖ ถนนท่ากลาง (ถนนสายตรัง – สิเกา) ตำบลทับเที่ยง
อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง
วัดตันตยาภิรมเป็นพระอารามหลวงชั้น
ตรีสังกัดนิกายมหานิกาย ชนิดสามัญ
วัดตันตยาภิรมเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของ
จังหวัดตรังสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็น
สถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์
สัตยาของข้าราชการในจังหวัดตรังใน
สมัยปี พ.ศ. ๒๔๖๑ ปัจจุบันวัดตันตยาภิ
รมเป็นพระอารามหลวง มีที่ประดิษฐ์
พระเจดีย์ วัดตันเป็นวัดที่อยู่ในตัวเมือง
ตรังมีเจดีย์ที่สูงสง่า เป็นจุดเด่นของวัด
เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๗
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล
อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระ
นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี
พันปีหลวง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จ
พระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร
มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน
รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี
ได้เสด็จพระราช ดำเนินยกช่อฟ้าอุโบสถและทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทาน
พระนามา ภิไธยย่อ “ภปร” ไว้ที่หน้าบันด้านหน้าอุโบสถ
ติดกันเป็นเจดีย์ทรงบาตรคว่ำเรียงซ้อน ๕ ชั้น
ฐานล่างสุดเป็นสี่เหลี่ยม ภายในยังมีภาพจิตรกรรม
ฝาผนังเรื่องราวพุทธประวัติ ซึ่งถ้าอยากจะไปชม
ความสวยงามภายในต้องไปวันพระเท่านั้น
๙
วัดพระงาม
ขอบคุณภาพสวยๆ จาก na-trang.blogspot.com
๑๐
วัดพระงามอ.เมือง จ.ตรัง
ตั้งอยู่ถนนสายตรัง-พัทลุง หมู่ที่ ๗ ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.ตรัง
พระพุทธรูปพระงาม วัดพระงาม จ.ตรัง
วัดพระงาม ตั้งอยู่ริมถนนสายตรัง-พัทลุง
หมู่ที่ ๗ ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.ตรัง
ปัจจุบันมีที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๗ ไร่ ๑ งาน ๘
ตารางวา ซึ่งในหนังสือ 'พระกัลปนาวัดหัว
เมืองพัทลุง' ระบุว่า มี 'พระมหาเถรสวรรค์'
เป็นเจ้าอธิการวัด และ 'หมื่นศรีศาสนา'
เป็นนายประเพณี มีข้าพระ ๕ หัวงาน นาง
แมะหัวงาน ๑ นางดำหัวงาน ๑ นางคำทอง
หัวงาน ๑ นางหงส์หัวงาน ๑ นางแก้ว
หัวงาน ๑ วัด แห่งนี้เคยเป็นวัดร้างมา
หลายครั้งแล้ว มีคลองนางน้อยไหลผ่าน
ทางทิศตะวันออก แต่เดิมคลองไหลผ่าน
ทางทิศใต้ของวัด ต่อมาได้มีการขุดคลอง
ลัด จึงทำให้คลองสายเดิมตื้นเขินหมด
ภายในศาลาการเปรียญวัดพระงาม
ประดิษฐานพระพุทธรูปประธานปูนปั้ นปาง
มารวิชัย ๓ องค์ องค์กลางชาวบ้านเรียกขาน
นามว่า 'พระงาม' มีหน้าตักกว้าง ๑๔๐
เซนติเมตร แต่ได้ถูกซ่อมแซมมาแล้วหลาย
ครั้งโดยฝีมือของช่างท้องถิ่นอาจารย์ชัยวุฒิ
พิยะกูล นักวิชาการสถาบันทักษิณคดีศึกษา
ได้ศึกษาจากสมุดข่อยโบราณพบว่า พระนาง
เลือดขาว เป็นผู้สร้างวัดพระงาม ในพุทธ
ศตวรรษที่ ๑๕ (พ.ศ.๑๔๙๓) ยุคสุโขทัย แต่
หลักฐานที่ค้นพบจากโบราณสถานและโบราณ
วัตถุ เช่น พระมหาธาตุเจดีย์ วัดเขียนบางแก้ว
จ.พัทลุง กลับระบุว่า อยู่ในพุทธศตวรรษที่
๑๙-๒๐ (พ.ศ.๑๘๐๐) ยุคอยุธยาตอนต้น ขณะ
ที่กรมการศาสนา ระบุว่า วัดแห่งนี้สร้างขึ้นใน
ปี พ.ศ.๒๒๒๔
วัดพระงาม ๑๑
ทั้งนี้เมื่อเจ้าพระยากุมารกับ พระนางเลือด กระทั่งปี พ.ศ.๒๔๖๙ พุ ทธศาสนิกชนชาว
ขาว ได้ทราบข่าวว่า พระเจ้าศรีธรรมาโศก ตรังได้ร่วมกันฟื้ นฟู วัดพระงามขึ้นมาอีก
ราช เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช จะส่งทูตไป ครั้งหนึ่ง ตามหลักฐาน คือ นายรุ่น หวาน
สืบค้นพระบรมสารีริกธาตุ ที่เกาะลังกา จึง ขัน, นายเริ่ม พิรมภ์ และนางทองกิ้ม ไม่
ได้ขี่ช้างเดินทางจากอำเภอบางแก้ว จังหวัด ทราบนามสกุล พร้อมญาติ โดยได้ร่วมกัน
พัทลุง เพื่อจะไปยังปากแม่น้ำกันตัง จังหวัด บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระทั้ง ๓ องค์ใน
ตรัง ระหว่างทางได้สร้างวัดขึ้นจำนวนหลาย อุโบสถ เป็นศิลปะรัตนโกสินทร์ และให้ชื่อว่า
แห่งรวมทั้ง วัดพระงาม ในพื้นที่อำเภอเมือง 'พระพุ ทธาศุภมาศ ราษฎร์บูรณะ' ต่อจาก
ตรังด้วย ขณะที่บันทึกของพระอธิการบุญชู นั้น กลุ่มโจรได้ถูกปราบปรามจนราบคาบ
อดีตเจ้าอาวาส ระบุว่า พระนางเลือดขาว ได้ หมดสิ้น ในขณะที่งานแย่งพระได้เปลี่ยนไป
โปรดให้สร้างพระงาม โดยทองคำที่เหลือ จัดที่วัดควนขันแทน ล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2553
จากการสร้างพระธาตุจังหวัดนครศรีธรรม- วัดพระงาม ถูกลอบวางเพลิงถึง ๒ ครั้ง
ราช แต่ต่อมาได้มีการก่อปูนหุ้มองค์พระเอา แต่ โชคดีที่พระงาม มิได้เกิดความเสียหาย
ไว้ จนกระทั่งสมัยโจรใต้เรืองอิทธิพล รุ่นขุน แต่อย่างใด ยังคงอยู่คู่กับพุ ทธศาสนิกชน
โจรรุ่ง ดอนทราย กับขุนโจรดำ หัวแพร ชาวตรังสืบมา
จากจังหวัดพัทลุงและขุนโจรชู พันทอง จาก
จังหวัดตรัง ได้ปะปนเข้ามากับกลุ่มประสก
และสีกาภายในวัดโดยขณะนั้นวัดกำลังจัด
งานชักพระหรือลากพระหรือแย่งพระอันเป็น
ประเพณีโบราณเก่าแก่ที่อยู่คู่กับชาวเมือง
ตรังผู้มีจิตศรัทธาและได้ปฏิบัติสืบทอดกันมา
อย่างยาวนานแล้ว โดยเฉพาะในวันขึ้น ๑ ค่ำ
เดือน ๕ และมีจำเพาะในพื้นที่ตรังทุ่ง-ตรัง
ด้วยการลากเรือพระที่มีพระพุ ทธรูปประดิษ-
ฐานไว้บริเวณด้านบน ออกไปกลางทุ่งนา
จากนั้นจะให้พุ ทธบริษัทรวมกลุ่มกันเพื่อแย่ง
เรือพระ คล้ายกับการชักเย่อ อย่าง ไรก็ตาม
เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๘ สามขุนโจรชื่อดัง ได้เข้า
มาร่วมกันแย่งพระด้วย และสามารถนำพระ
งาม ไปทุบตีประหนึ่งกับการแล่เนื้อเพื่อหา
ทองคำตามที่มีตำนานบันทึกเอาไว้ ก่อนที่จะ
ทิ้งองค์พระเอาไว้กลางทุ่งนาหน้าวัดใน
สภาพเสื่อม โทรม เนื่องจากนิ้วพระหัตถ์
เบื้องซ้ายหายไป ๑นิ้ว ส่วนอังสา (ไหล่) ศอ
(คอ) ปฤษฎางค์ (ส่วนหลัง) และทั่วทั้ง
พระองค์ ก็มีแต่รอยแตกร้าว รอยแหว่ง
หรือรอยแตกหัก
๑๒
วัดกุฏยาราม
ตั้งอยู่เลขที่ ๓๐ ถนนเพลินพิทักษ์ ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง
พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบ สภาพแวดล้อมมีถนน ชาวบ้านเรียก “กุฏิพ่อแก่สังข์” ต่อมา นางแป้น
หนทาง อาคารบ้านเรือนและย่านการค้าของ บุญเจริญ เจ้าของครอบครองที่ดินอยู่ก่อนมี
ประชาชนโดยรอบ โดยส่วนกลางของพื้นที่เป็น จิตศรัทธายกที่ดินให้พระอธิการสังข์ อินฺทสุว-
ที่ตั้ง อุโบสถ ศาลาการเปรียญ หอระฆัง ด้าน ณฺโณ จึงมีการปรับปรุงบำรุงสร้างกุฏิที่พัก
ทิศเหนือมีหอฉัน ศาลาอเนกประสงค์และกุฏิเจ้า สงฆ์ขึ้น เปลี่ยนจากสานักสงฆ์เป็นวัด ชาวบ้าน
อาวาสส่วนทิศตะวันออกเป็นเขตสังฆาวาสมีกุฏิ เรียกว่า “วัดกุฏิ” เมื่อมีการขึ้นทะเบียนเป็นวัด
พระภิกษุสามเณรทิศใต้ติดกับถนนเพลินพิทักษ์ ต่อทางการจึงชื่อ“วัดกุฏยาราม”ได้รับพระราช
มีกาแพงและซุ้มประตูเมรุ ฌาปนสถานตั้งอยู่ ทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน
ทางทิศเหนือวัดกุฏยารามสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. พ.ศ. ๒๕๑๔ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐
๒๔๘๑ โดยมีอุบาสิกาแป้น บุญเจริญ บริจาค เมตร ยาว๘๐ เมตร เปิดสอนพระปริยัติธรรม
ที่ดิน ถวายแด่พระอธิการสังข์ อินฺทสุวณฺโณ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม
ให้เป็นที่สร้างวัด เนื่องจาก พระอธิการสังข์ พ.ศ. ๒๔๗๖ พระอธิการสังข์ อินฺทสุวณฺโณ ได้
อินฺทสุวณฺโณ ซึ่งอุปสมบทจาพรรษาอยู่ที่วัดนิ สร้างโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในบริเวณ
โครธาราม (วัดกุฏิใน) ห่างออกไปประมาณ วัดกุฎยาราม (โรงเรียนเทศบาล 1 สังขวิทย์ ใน
๑กิโลเมตร ได้มาสร้างกุฏิในที่ดินที่ตั้งวัดกุฏยา ปัจจุบัน)
ราม และมาพานักอยู่ตามลาพังเพื่อความวิเวก
๑๓
วัดนิโครธาราม
ตั้งอยู่เลขที่ 23 บ้านสวนจันทร์ ถนนวัดนิโครธ ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง
วัดนิโครธาราม สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๙๒ แต่เดิมวัดตั้งอยู่บนที่โคกสูงกลาง
ทุ่ง มีนามเดิมว่า “วัดไทรขนุน” หลังจากย้ายเสนาสนะมาสร้างขึ้นในที่ตั้งปัจจุบันแล้ว ได้
รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง
๘๐ เมตร ยาว ๑๑๒ เมตร ได้ผูกพัทธสีมาประมาณพ.ศ. ๒๔๗๖ นอกจากนี้ยังเป็นสำนัก
ปฏิบัติธรรมดีเด่นประจาจังหวัดตรัง เนื่องจากมีรั้วรอบขอบชิดโดยรอบและมีการแบ่ง
พื้นที่เป็นเขตปฏิบัติธรรมไว้อย่างชัดเจน
๑๔
วัดคลองน้ำเจ็ด
ที่ตั้ง ๖๓ บ้านคลองน้ำเจ็ด ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง
วัดคลองน้ำเจ็ด เป็นวัดเก่าแก่และยังเป็นที่ ตามร่างกายท่านเพื่อเป็นการแก้บนชาวบ้านยังเชื่อ
พระครูโอภาสวุฒิคุณ (หลวงพ่อแสง) เป็นพระ กันว่าท่านมีญาณวิเศษ สามารถรับรู้วาระจิตและ
เกจิอาจารย์ชื่อดังสายปักษ์ใต้ที่ชาวเมืองตรังให้
ความเลื่อมใสศรัทธา และรู้จักชื่อเสียงของท่าน การบนบานอธิษฐานขอความช่วยเหลือของลูกศิษย์
เป็นอย่างดี พ่อท่านแสงเป็นพระสงฆ์ที่มีเมตตา จากที่ไกล ถึงต่างจังหวัดหรือต่างประเทศได้
ต่อบุคคลโดยไม่เลือกชั้นวรรณะสมัยที่ท่านมีชีวิต พ่อท่านแสง เคยปรารภกับชาวบ้านว่าหากจะบนบาน
อยู่นั้นจะมีผู้คนจากทั่วสารทิศไม่ว่าจะเป็นชาวไทย ต่อท่านให้บนบานกับเหรียญของท่านก็ได้ เพราะ
มาเลเซีย และสิงคโปร์ มากราบนมัสการไม่เคย ท่านสามารถรับรู้ได้เช่นกัน ซึ่งนับได้ว่ากระแสพลังจิต
ขาด บ้างก็มาขอวัตถุมงคล บ้างก็มาขอรดน้ำ หรือญาณของท่านสูงส่งยิ่ง เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๒๗
มนต์ หรือบ้างก็มาขอพร ซึ่งท่านก็จะเมตตา หลวงปู่แสงได้มรณภาพลงอย่างสงบด้วยโรคชรา
อนุเคราะห์ให้ตามที่ขอมา ท่านยังเป็นพระสงฆ์รูป สิริอายุ ๙๙ พรรษา ๗๗
หนึ่งของภาคใต้ที่ชาวบ้านเอาแผ่นทองไปปิดตาม
ร่างกายทั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ทั้งนี้เนื่องจากชาว
บ้านมักจะบนบานขอให้ช่วยเหลือเมื่อสมปรารถนาจึง
จึงเอาแผ่นทองมาปิด
๑๕
วัดควนขัน
ตั้งอยู่เลขที่ ๘ บ้านควนขัน ถนนนางน้อย ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง
วัดควนขัน ตั้งอยู่ที่บ้านควนขัน เลขที่ ๘ วัดควนขันสร้างเมื่อประมาณปีพ.ศ. ๒๒๕๕
ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัด ชาวบ้านเรียกนามว่า“วัดควนขัน” ตามชื่อ
ตรัง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างเมื่อ บ้านมาแต่เดิม ได้รับวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่
พ.ศ. ๒๒๕๕ ได้รับวิสุงคามสีมาเมือ่ วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๗ เขต
๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๗ พื้นที่ตั้ง วิสุงคามสีมา กว้าง ๑๖ เมตรยาว ๒๓
วัดเป็นที่ราบมีเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๑ งาน ๖ เมตรเจ้าอาวาสรูปแรก คือท่านบัวศรีเจ้า
ตารางวา มีธรณีสงฆ์ เนื้อที่ ๒๐ตารางวา อาวาสปัจจุบัน คือ พระมหานุกูล นารโท
ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปปูนปั้ นหลวง
พ่อนฤนารถ”ขนาดพระเพลากว้าง๑ เมตร
อายุประมาณ ๑๐๐ ปี เป็นวัดแรกที่จัดให้
มีประเพณีลากพระ ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงมี
เรือพระแบบโบราณ เก็บไว้ให้ผู้สนใจชม
๑๖
วัดควนวิเศษ
ตั้งอยู่เลขที่ ๑๕๖ ถนนวิเศษกุล ตาบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง
วัดควนวิเศษ สร้างขึ้น เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๖๗ สมัยพระยาสุรินทร์ ราชา (นกยูง วิเศษกุล)
เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต และที่ตั้งโรงเรียนมัธยมวัดควนวิเศษมูลนิธิ โรงเรียนวัดควนวิเศษ
และศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัดควนวิเศษ (อยู่ในความดูแลของเทศบาลนครตรัง) ได้รับ
พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๔๐ เมตร
ยาว ๘๐ เมตร ได้ผูกพัทธสีมาเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๙๓
๑๗
วัดประสิทธิชัย(วัดท่าจีน)
ตั้งอยู่เลขที่ ๓๐๐ บ้านท่ากลาง ถนนท่ากลาง ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือตรัง
วัดแห่งนี้เดิม ชื่อว่า "วัดปอร์น" เนื่องจากมี สำหรับการก่อสร้างวัดแห่งนี้เท่าที่เล่าสืบต่อกัน
คลองแห่งหนึ่งชื่อว่า คลองปอร์น ไหลผ่าน มาพบว่าเมื่อปีพ.ศ.๒๓๒๖ ครั้งที่มีการก่อสร้าง
ตลาดทับเที่ยง ในตัวเมืองตรัง แล้วยังไหลผ่าน พระเจดีย์บรรจุ"พระบรมสารีริกธาตุ" ที่จังหวัด
วัดประสิทธิชัย ลงสู่แม่น้าตรังส่วนอีกชื่อหนึ่งที่ นครศรีธรรมราช ได้มีชาวต่างประเทศและนัก
ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดท่าจีน เนื่องจากบริเวณ แสวงบุญ ให้ความสนใจที่จะร่วมทำบุญกันเป็น
ชุมชนท่าจีน โดยรอบวัดเป็นที่อยู่อาศัยของชาว จำนวนมาก จึงเดินทางด้วยทางเรือผ่านเข้ามา
จีนเป็นจำนวนมากซึ่งสมัยก่อนนั้นการคมนาคม ตามแม่น้ำตรัง หรือสมัยนั้นเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า
ไม่สะดวก ไม่มีทางรถไฟ ขณะที่ทางรถยนต์ก็ แม่น้ำท่าจีน ระหว่างทางจะมาแวะพักอยู่ที่ชุมชน
ยังยากลำบาก ดังนั้นการสัญจรไปมาจึงต้อง ท่าจีนจึงคิดว่าควรสร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์ ร่วม
อาศัยแม่น้ำตรังเป็นหลัก ต่อจากนั้นเมื่อมีชาว กันกับชาวจีนที่อยู่ในพื้นที่ ปรากฏหลักฐานที่พอ
จีนที่อพยพมาตั้งหลักแหล่งทำมาค้าขายเป็นล่ำ จะยืนยันได้ คือ หินปะการัง ซึ่งเป็นชนิดที่มีอยู่
เป็นสัน ทำให้มีเรือสินค้าจากต่างประเทศและ ทั่วไปตามทะเล และตามพื้นที่ของวัดบางส่วน
เกาะต่างๆ ทางประเทศตะวันตก บรรทุกสินค้า หากขุดลงไปก็จะพบกับหินดังกล่าว
เข้าออกไปมาที่ชุมชนแห่งนี้อยู่เป็นประจำ จึงได้
มีการจัดทำท่าเรือโดยใช้ชื่อว่า ท่าจีน ต่อมาเมื่อ
มีการสร้างวัดขึ้นจึงเรียกกันว่า "วัดท่าจีน"
๑๘
วัดมัชฌิมภูมิ
ตั้งอยู่เลขที่ ๘๖ บ้านบางรัก ถนนบ้านหนองยวน ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง
วัดมัชฌิมภูมิ ได้รับอนุญาตให้สร้างขึ้นตาม เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๘
เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๓๐เมตร ยาว ๖๐
หนังสือเลขที่ ๑๑๙ วันที่ ๒๐ ตุลาคม เมตร ได้ผูกพัทธสีมาเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม
พ.ศ.๒๔๘๒ เริ่มเปิดสอนปริยัติธรรม ตั้งแต่
พ.ศ.๒๔๗๐ โดยมีขุนสมัครอนุดิษฏ์จับจองที่ ปีพ.ศ.๒๔๗๗ โรงเรียนพุ ทธศาสนาวัน
อาทิตย์ เปิดสอน พ.ศ. ๒๔๑๘ และอนุญาต
ดินว่างเปล่า และบริจาคให้เป็นที่สร้างวัดตาม ให้ทางราชการสร้างโรงเรียนในที่วัดคือ
โรงเรียนการช่าง(ชาย) ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘
ดำริของพระธรรมวโรดม วัดราชาธิวาส โรงเรียนทักษิณวิทยา และ โรงเรียนประถม
ศึกษาของเทศบาล(โรงเรียนเทศบาล ๔ ใน
กรุงเทพมหานคร ซึ่งท่านเป็นเจ้าคณะมณฑล ปัจจุบัน) ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม
พ.ศ. ๒๔๗๙
นครศรีธรรมราชและภูเก็ต อยู่ในขณะนั้นเดิม
ชาวบ้านเรียกกันว่า “วัดหน้าเขา” หรือ “วัด
หนองยวน” ตามภูมิประเทศที่ตั้งวัดต่อมาเมื่อ
ปี พ.ศ.๒๔๘๐ พระธรรมวโรดม ได้เปลี่ยนนาม
วัดเป็น “วัดมัชฌิมภูมิ” เพราะเห็นว่าเป็นวัดที่
เจริญขึ้นมากและตั้งอยู่ท่ามกลางเมืองตรังได้
รับพระราช ทานวิสุงคามสีมา
๑๙
วัดควนสวรรค์
ตั้งอยู่เลขที่ ๗๒ บ้านควนสวรรค์ หมู่ ๘ ตำบลนาหมื่นศรี อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง
วัดควนสวรรค์ ตั้งอยู่เลขที่ ๗๒ บ้านควน ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอปะเหลียน
สวรรค์ หมู่ ๘ ตำบลนาหมื่นศรี อำเภอนาโยง สถานที่ก่อสร้างหลวงพ่อ- ขุนจา กว้าง ๗
จังหวัดตรัง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่่ดิน เมตร ยาว ๗ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๒
ตั้งวัดเนื้อที่ทั้งหมด ๒๘ ไร่ ๓ งาน ทิศเหนือ โดย พระครูศรัทธาวรวัฒ เจ้าอาวาส วัด
ติดต่อกับสวนนายผอม ทิศใต้ติดต่อกับที่นา ควนสวรรค์ กุฏิสงฆ์จำนวน ๖ รูป กว้าง
ของนายเเจ้ง ทิศตะวันออกติดต่อกับสวนของ ๑๒ เมตร ยาว ๓๖ เมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ.
นายนอบ ตอนนี้ติดต่อกับถนนสาธารณะ ทิศ ๒๕๑๕ และต่อเติมใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒
ตะวันตกติดต่อกับสวนของนายทับ มีที่ธรณี ปัจจุบัน รูปปั้ นหลวงพ่อขุนจาเป็นที่เคารพ
สงฆ์ ๑ เเปลง มีเนื้อที่ ๔ ไร่ ๓ งาน ตั้งอยู่ ศรัทธาของประชาชนในพื้นที่นักท่องเที่ยวทั้ง
บ้านใสสอม หมู่ที่ ๓ ต.นาหมื่นศรี อ.นาโยง ในและต่างประเทศ เมื่อเข้ามาท่องเที่ยวใน
จ.ตรัง พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบสูงสภาพแวดล้อม ชุมชนท่องเที่ยวบ้านนาหมื่นศรีจะเข้ามากราบ
มีที่นาของชาวบ้านโดยรอบบริเวณที่ตั้งวัด สักการะหลวงพ่อ-ขุนจา เป็นประจำนับว่า
อาคารเสนาสนะต่างๆมีอุโบสถกว้าง ๑๒ เมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญ
สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๙ ศาลาเปรียญ กว้าง อย่างหนึ่งของชุมชนบ้านนาหมื่นศรี
๑๒ เมตรา ยาว ๒๔ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.
๒๕๓0 กว้าง ๓ เมตร ยาว ๖ เมตร สร้างเมื่อ
พ.ศ.๒๕๗๐ โดยพระครูวิมลบรรณกิจ
๒๐
วัดภูเขาทอง เพื่อเทิดพระเกียรติและเพื่อเป็นศิริมงคล
ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่ตั้ง ม.๑ ต.น้ำผุด อ.เมืองตรัง จ.ตรัง ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๖ รอบ
๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๒ ด้านบนของพระ
ขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘ มี อุโบสถ ทำเป็นเจดีย์ประดิษฐานพระพุ ทธ
เรื่องเล่าว่า พระพุทธรูปสร้างขึ้นเมื่อครั้ง รูปประจำวัน และขออนุญาตอัญเชิญตรา
บูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเจดีย์นคร- สัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาท
ศรีธรรมราช หมู่พุทธบริษัทที่ไปไม่ทันได้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระ
ฝังทรัพย์สมบัติไว้ใต้เพิงผา และสร้าง ราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖
พระพุ ทธรูปปิดทับในขณะที่บางกลุ่มกล่าว รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ประดิษฐานที่
ว่า เป็นพระพุทธรูปที่นางเลือดขาวสร้าง ฐานพระปางสีหไสยาสน์ ซึ่งอยู่ด้านหน้า
ไว้ องค์พระยาว ๙ เมตร ฝ่าพระบาทมี พระอุโบสถ และพระนาคปรกซึ่งอยู่ด้าน
ลวดลายนูนคล้ายดอกบัว พระเศียรทรง หลัง
เทริดมโนห์รา มีผู้พบโครงกระดูกใต้ฐาน
พระพุทธรูปอายุมากกว่า ๓,๐๐๐ปีมีพระ
อุโบสถอันงดงาม ทางวัดภูเขาทองพร้อม
ด้วยอุบาสก อุบาสิการ่วมกันจัดสร้างขึ้น
๒๑
วัดเขาหลักจันทร์ ก่อนยุคก่อนประวัติศาสตร์และกระจาย
อยู่ทั่วไปตามถ้ำในภูเขาแถบนี้ต่อมากรม
ที่ตั้ง ม.๑๒ ต.น้ำผุด อ.เมืองตรัง จ.ตรัง รมศิลปากรได้เข้ามาสำรวจและแนะนำให้
องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำผุด กำนัน
อายุราว ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว ยุคก่อน ผู้ใหญ่บ้านและประชาชนใกล้เคียงให้ช่วย
ประวัติศาสตร์สมัยยุคหินใหม่ ถ้ำภูเขาหลัก กันรักษาหลักฐานเหล่านี้ไว้ในสภาพเดิม
จันทร์ แห่งนี้บนเพิงผาสูงจะมีพระพุทธรูป เพราะการขุดหรือโยกย้ายเปลี่ยนแปลง
โบราณอีกทั้งเคยมีผู้พบเครื่องมือหิน เศษ
ภาชนะดินเผาในถ้ำอีกด้วย โบราณวัตถุดัง จะทำให้หลักฐานทางประวัติศาสตร์สูญหาย
กล่าวผู้พบได้นำไปฝากไว้ที่หอจดหมายเหตุ ได้ง่ายปัจจุบันที่ภูเขาหลักจันทร์มีผู้สร้าง
แห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนาง พระพุ ทธรูปใหม่มาไว้ที่ปากถ้ำพร้อม
เจ้าฯ ตรัง เพื่อเป็นประโยชน์ทางการศึกษา ทำ บั น ไ ด ท า ง ขึ้ น แ ล ะ ก่ อ ตั้ ง เ ป็ น สำ นั ก
ของคนรุ่นหลังต่อไป ส่วนพระพุทธรูป ส ง ฆ์ อ ยู่ ต ร ง เ ชิ ง เ ข า
โบราณถูกทำลายไปนานแล้ว จนไม่เหลือ
รอยจึงขาดหลักฐานที่จะบ่งบอกถึงพัฒนา
การ และความเป็นมาของชุมชนแห่งนี้เมื่อ
ปี พ.ศ.๒๕๕๓ มีข่าวการพบโครงกระดูก
มนุษย์ในถ้ำของภูเขาอีกลูกหนึ่งซึ่งอยู่ใน
เทือกเขาเดียวกันกับภูเขาหลักจันซึ่งแสดง
ให้เห็นว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นแหล่งที่อยู่
อาศัยของบรรพบุรุษชาวตรังมาตั้งแต่ก่อน
๒๒
วัดนิคมประทีป (วัดโคกหล่อ)
ตั้งอยู่บ้านโคกหล่อ เลขที่ ๑๘ หมู่ที่ ๖ ถ.ควนขัน ต.โคกหล่อ อ.เมือง จังหวัดตรัง
สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ภาค ๑๗ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดเขต
สร้างเมื่อพ.ศ.๒๔๒๓เป็นวัดที่ได้รับ ประมาณ ๒ งาน ๕๐ ตารางวา และเจ้า
พระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๐ อาวาสคือ พระครูอดุลคุณาธาร ซึ่งมีลูก
พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๘ ภายในวัด ศิษย์มากมาย เป็นที่เคารพนับถือมาก
ประกอบด้วยพระอุโบสถ ลักษณะทาง ของชาวตรังและจังหวัดใกล้เคียง ท่าน
สถาปัตยกรรม ศิลปกรรมอุโบสถ เป็นพระเถระที่ตั้งมั่นอยู่ในพระธรรมวินัย
หลังคาทรงไทยลดหลั่นลงมา ๓ ชั้น และบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม ปฏิบัติ
๑ หลัง มีพระพุทธรูปไม้ลักษณะยืน ตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด มี
สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๑ จำนวน ๓ องค์ จริยาวัตรอันงดงาม ประกอบกับความ
และพระพุทธรูปปูนปางสมาธิ สร้าง เมตตา เอื้ออาทรต่อประชาชนอย่างเท่า
เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔ ปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียน เทียมกัน
โบราณสถาน และกำหนดเขตที่ดิน
โบราณสถานระบุเล่มที่ ๑๑๖ ตอนที่
๑๗ วันที่ประกาศ
๒๓
วัดตรังคภูมิพุทธาวาส
ที่ตั้ง ต.กันตัง อ.กันตัง จ.ตรัง
ขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๔ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖
โดยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี๊ ณ ระนอง) เจ้าเมืองตรังในขณะนั้น
โดยให้ชื่อว่า "วัดกันตัง”ต่อมา พ.ศ. ๒๔๕๕ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิร
ญาณวโรรส ได้เสด็จตรวจการคณะสงฆ์ และประทับที่วัดกันตัง เห็นว่าเป็นวัดที่มี
ภูมิประเทศเหมาะสมดี จึงได้พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดตรังคภูมิพุทธาวาส”
พระประธานในพระอุโบสถเป็นหินอ่อนแกะสลัก หน้าตักกว้าง ๔๓ นิ้ว ปางมารวิชัย
ซึ่งพระยารัษฎาฯ นำมาจากประเทศพม่า พร้อมกับพระสาวก ๒ องค์ มีช้างและสิงห์
อย่างละคู่
๒๔
วัดจอมไตร
ที่ตั้ง ม.๗ บ้านเจาะ ต.นาโยงเหนือ อ.นาโยง จ.ตรัง
ขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๒ เดิมชื่อ วัดเจาะหรือกระเจาะ สร้างเมื่อ
ประมาณ พ.ศ. ๒๓๙๓ และได้เปลี่ยนชื่อจากวัดกระเจาะเป็นวัดจอมไตร เมื่อ พ.ศ.
๒๔๘๔ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ สิ่ง
สำคัญภายในวัด คือ อุโบสถซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน สร้างเมื่อ พ.ศ.
๒๔๘๕ เป็นสถาปัตยกรรมฝีมือช่างท้องถิ่น โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคา
๓ ชั้น เครื่องบนเป็นไม้ทั้งหมด ในอุโบสถมีพระพุ ทธรูป ชื่อ พระพุ ทธจอมไตร สร้าง
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นพระพุ ทธรูปที่ทำพิธีหล่อด้วยโลหะองค์แรกของจังหวัดตรัง
๒๕
วัดถ้ำคีรีวิหาร
ที่ตั้ง บ้านหาน ม.๗ ต.เขากอบ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง
ประวัติความเป็นมา
วัดถ้ำคีรีวิหาร หรือ วัดคีรีวิหาร สร้างขึ้น
ประมาณ พ.ศ. ๒๓๗๔ เดิมมีชื่อว่า "วัดหาน”
หรือ "วัดหาร” เนื่องจากมีห่านปั้ นไว้ ๒ ตัว
เป็นกระเบื้องตั้งอยู่บนภูเขา และมีการเรียก
เสียงเพียนกันมา เชื่อกันว่า วัดถ้ำคีรีวิหารนี้
สร้างขึ้นพร้อมกับพระธาตุจังหวัดนครศรี-
ธรรมราช เพราะมีโบราณวัตถุที่วัดนี้หลาย
อย่าง เคยขาดการบูรณะมาระยะหนึ่ง มีการ
พบพระพิพม์ดินดิบในถ้ำบริเวณวัด ซึ่งถือว่า
เป็นกรุเก่าตัวถ้ำปัจจุบันประดิษฐานพระพุทธ
รูปสามารถเข้าไปกราบไหว้ได้ สาเหตุที่มีการ
สร้างถาวรวัตถุไว้ที่ย่านแห่งนี้ เนื่องจากใน
สมัยก่อนแม่น้ำตรังเป็นแม่น้ำที่ใช้เดินทาง
สัญจรไปถึง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรี
ธรรมราช
ช่วงหน้าแล้งน้ำน้อยมีบางตอนที่ไม่สามารถ
ล่องเรือไป งต้องหยุดพักการเดินทางเพื่อ
รอให้ล่องเรือต่อไปได้จึงเกิดชุมชนขึ้น และ
สร้างวัดเพื่อทำศาสนกิจ ณ บริเวณที่อยู่ใกล้
แม่น้ำ จึงได้มาสร้างพระพุทธรูปไว้ในถ้ำวัด
หาน หรือวัดถ้ำคีรีวิหาร นี้ เมื่อมาถึง วัดถ้ำ
คีรีวิหารจะเห็นบริเวณที่เป็นภูเขาเล็กๆ
สามารถเดินได้โดยรอบ ปากถ้ำมีพระพุทธ
รูปและประตูเข้าอยู่เป็นสถานที่เก็บพระพิมพ์
ดินดิบ ภายในถ้ำห้องที่ 5 มีพระพิมพ์ดินดิบ
วางซ้อนทับไว้บนพื้นจำนวนมาก
๒๖
วัดถ้ำเขาปินะ
ที่ตั้ง หมู่ ๗ ตำบลนาวง อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
ประวัติความเป็นมา
ในอดีตคาดว่าเขาปินะน่าจะเป็นที่ราบ
ไปจดทะเลและคงมีป่าชายเลนมาจรด
เชิงเขา เนื่องจากเคยขุดพบสมอเรือ
โบราณในทุ่งบริเวณเขาลูกนี้ เขาปินะ
ประกอบด้วยถ้ำหลายถ้ำ ลักษณะภายใน
เป็นโพรงสามารถเดินทะลุถึงกันและ
ทะลุออกหน้าผาชันหลายช่อง มีบันได
คอนกรีตลัดเลาะไปตามระดับความสูง
ของถ้ำ มีการติดไฟฟลูออเรสเซนต์และ
เดินสายไฟโยงไปตามที่ต่างๆ ในถ้ำ บาง
ถ้ำมีการปรับระดับพื้นและทำพื้นปูนซี-
เมนต์
ตำนานความเชื่อ
ตำนาน/ความเชื่อ : มีตำนานกล่าวถึงการ
สร้างพระพทุธรูปว่า พระภิกษุสงฆ์และ
อุ บาสกจากเมืองไทรบุรีที่เลื่ อมใสในพระ-
พุทธศาสนาได้โดยทางโดยเรือมาบูชาและ
บูรณะพระบรมธาตุเมือนครศรีธรรมราช
แต่เมื่อมาถึงตำบลนี้ได้ทราบข่าวว่าพระ
เจ้าจันทรภาณุได้บูรณะพระบรมธาตุเสร็จ
แล้ว จึงได้หยุดพักแรมที่บริเวณเขาปินะ
และได้รวมกันสร้างพระพุทธรูปขึ้น๕ องค์
พร้อมทั้งนำทรัพย์สินบรรจุไว้ภายในเพื่อ
เป็นพุทธบูชา
๒๗
วัดเขาแก้ว
ต.นาเมืองเพชร อ.สิเกา จ.ตรัง
พระครูศรีรัตนาภิวุฒิ เจ้าอาวาสวัดเขาแก้ว
มีแนวคิดที่จะสร้างวัดให้เหมือนรีสอร์ทสวย
สะอาด สงบ ร่มรื่น ซึ่งเหมาะแก่การมาปฏิบัติธรรม
วัดเขาแก้วมีสิ่งที่เป็นจุดดึงดูดให้พุทธศาสนิกชน
เข้ามาปฏิบัติธรรมเรียนรู้ธรรมะ และCheck-in
กับ ฆ้องใหญ่ ระฆังยักษ์ และอุโบสถมหาอุด
ลานธรรมะ ที่สวยงามร่มรื่นไปด้วยต้นไม้
น้อยใหญ่นานาชนิดที่ถูกจัดวางไว้อย่างลงตัว
สถานที่ปฏิบัติธรรมมีความพร้อมสามารถรองรับ
พุทธศาสนิกชน ได้กว่า ๒๐๐ คน มีที่พัก ที่อาบน้ำ
สะอาด ปลอดภัย และมีพระอาจารย์ชื่อดังให้ความรู้
ตลอดหลักสูตร ตอนนี้พระครูศรีรัตนาภิวุฒิ เจ้าอาวาส
สร้างฆ้องใหญ่ ระฆังยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ เพื่อ
หวังดึงดูดความสนใจให้เยาวชน ประชาชน และ
นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเที่ยวได้เข้ามาเที่ยวชมวัด
และได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับพระและให้พุ ทธ
ศาสนิกชนนักท่องเที่ยวแวะเที่ยวชมและสนทนาธรรม
กับพระก่อนเดินทางไปหาดชื่อดังอย่างหาดปากเมง
หาดราชมงคล เป็นต้น
๒๘
วัดทุ่งหลวง
ที่ตั้งเลขที่๒๓๘ หมู่ที่ ๗ ตำบลวังมะปราง อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง
ศ า ส น า ค ริ ส ต์ ๒๙
๓๐
แรกเริ่มศาสนาคริสต์ในตรัง
ราว พ.ศ.๒๔๔๘ (ค.ศ.๑๙๐๕) ศาสนาจารย์จอห์น แคริงตัน(Rev.John Carrington)
แห่งสมาคมพระคริสตธรรมอเมริกัน เดินทางมาเผยแพร่คริสต์ศาสนาที่จังหวัดตรัง
และในครั้งนั้นท่านได้มอบหนังสือเล่มหนึ่งแก่หลวงเพชรสงคราม (นายบุญนารถ ไชยสอน)
ซึ่งทำให้หลวงเพชรสงครามหันมานับถือคริสต์ศาสนาในเวลาต่อมา แต่เนื่องจากเมืองตรัง
ในขณะนั้นไม่มีหมอสอนศาสนาประจำอยู่ จึงทำให้ยังไม่มีโอกาสเข้าพิธีรับบัพติศมา(พิธีรับศีล
ล้างบาป) จนกระทั่งศาสนาจารย์ ดร.ยูจีน เพรสลี ดันแลป (Rev.Dr. Eugene Pressly Dunlap)
เดินทางมายังจังหวัดตรังจึงได้เข้ารับบัพติศมา และถือได้ว่าหลวงเพชรสงครามเป็น
คริสเตียนคนแรกของจังหวัดตรัง
๓๑
นิ ก า ย โ ป ร เ ต ส แ ต น ส์
นิกายโปรเตสแตนต์ เป็นนิกายที่ยึดพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นหลัก และไม่ผูกพัน
กับอำนาจของพระสันตปาปาความเป็นมาของคริสตจักรในจังหวัดตรังจาก
คำบอกเล่ากล่าวว่าเริ่มจาก Mr.John Carrington จากคณะ American
Bible Society เข้ามาเป็นคนแรก ต่อมาในวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๔๕๓
Dr.Eugene P.Dunlap และDr.I.C.Bulkley ได้ก่อตั้งสถานีประกาศขึ้นโดย
ใช้สถานที่โรงพยาบาลทับเที่ยง แล้วตั้งเป็นคริสตจักรตรังในอีก 2 ปีต่อมา
มีสมาชิกแรกเริ่ม ๑๐๐ คนเศษใน พ.ศ. ๒๔๕๖ คริสตจักรตรังสร้างโบสถ์
แห่งแรกที่ทับเที่ยง ในที่ดินซึ่งซื้อไว้ในคราวเดียวกับการจัดซื้อที่ทำสุสาน
คริสเตียน โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอนุญาตให้ทาง
คริสตจักรซื้อที่ดินและสร้างโบสถ์ขึ้นตัวโบสถ์สร้างด้วย ไม้ไผ่ หลังคามุง
จากต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๘ จึงได้สร้างวิหารเป็นอาคารถาวรก่ออิฐถือปูน
พร้อมหอระฆัง หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ คริสตจักรตรังได้รับโอน
กรรมสิทธิ์ที่ดินที่ตั้งโบสถ์จากคณะอเมริกันเพรสไปเทอเรียนมิชชั่น แล้วตั้ง
เป็นคริสตจักรภาคที่ ๑๗ ต่อมาในปีพ.ศ.๒๕๓๓ มีการสร้างอาคารนมัสการ
หลังใหม่แต่วิหารหลังนี้ยังคงใช้ในการประกอบพิธีกรรมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
๓๒
คริสต์จักรตรัง
๓๓
โบสถ์คริสต์จักรตรัง ตั้งอยู่ เลขที่ ๒๔ ถ.ห้วยยอด ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง ๙๒๐๐๐
โบสถ์คริสต์เก่าแก่ อายุเกือบร้อยปี ที่คริสตจักรตรัง มีอักษรจารึกไว้เหนือบันไดทางเข้า
ข้างหน้าว่า “วิหารคริสตศาสนา สร้าง ค.ศ. ๑๙๑๕ ” แต่เดิมนั้นหอระฆังเป็นเพียงดาดฟ้า
มีลักษณะคล้ายกับป้อมทหารสมัยโบราณ หลังจากนั้นมีปรับปรุงใหม่ เนื่องจากระฆังที่อยู่
ในหอระฆังชั้นที่สอง ดังก้องมากเกินไป จึงเพิ่มชั้นบนขึ้นเช่นที่เห็นในปัจจุบัน วิหารหลังนี้
เปลี่ยนหลังคาจากกระเบื้องซีเมนต์แบบเก่าทรงสี่เหลี่ยม กลายเป็นกระเบื้องใยสังเคราะห์
ยางอัลฟัลทาสีภายนอกและภายใน เพดานบุกระเบื้องยิบซัม พื้นปูคอมปานาสีขาวครีม
ซ่อมแซมเมื่อ กันยายน – ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๘๕ ต่อมาเมื่อเริ่มสร้างโบสถ์หลังใหม่ จึง
เปลี่ยนกระเบื้องใยสังเคราะห์เป็นแผ่นไลสาด เพราะกระเบื้องใยสังเคราะห์เมื่อโดนแดดมาก
จะบิดเสียรูปทำให้น้ำรั่วหน้าฝนและทำเวทีใหม่ลดต่ำลงมา และหลังจากนั้นได้มีการ บูรณะฯ
ใหม่ทั้งหลัง เมื่อปี ๒๐๐๗ จนถึงปัจจุบัน
นับจากวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๑๕ มี ๓๔
พิธีถวายอาคารโบสถ์ถาวรของคริสตจักรตรัง
มีอักษรจารึกไว้เหนือบันไดทางเข้าข้างหน้าว่า
“วิหารคริสตศาสนา สร้าง ค.ศ. ๑๙๑๕” แต่
เดิมนั้นหอระฆังเป็นเพียงดาดฟ้ามีลักษณะ
คล้ายกับป้อมทหารสมัยโบราณหลังจากนั้นมี
ปรับปรุงใหม่ เนื่องจากระฆังที่อยู่ในหอระฆัง
ชั้นที่สองดังก้องมากเกินไปจึงเพิ่มชั้นบนขึ้น
เช่นที่เห็นในปัจจุบัน
๓๕
คริสจักรตรัง
ตั้งอยู่ เลขที่ ๒๔ ถ.ห้วยยอด ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง
๓๖
คริสจักรตรัง ๓๗
๓๘
คริสตจักรตรัง
พ.ศ.๒๕๕๒ วิหารคริสตจักรตรัง ได้รับ
การคัดเลือกจากสมาคมสถาปนิกสยาม
ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ได้รับรางวัล
อนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภท
ปูชนียสถานและวัดวาอาราม
๓๙
คริสจักรตรัง
๔๐
คริสจักรย่านตาขาว
ตั้งอยู่เลขที่ ๑๐๑/๑ ถนนตรัง –ปะเหลียน หมู่ที่ ๑ ตำบลย่านตาขาว
อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง
ประวัติความเป็นมา
เป็นสถานที่ประกอบศาสนาของชาวคริสต์นิกาย
โปรแตสแตนท์ คริสตจักรย่านตาขาวเริ่มจากกลุ่่ม
คริสเตียน ซึ่งเดิมทีเป็นสมาชิกคริสตจักรตรังได้มา
ตั้งรกรากอยู่ที่เมืองย่านตาขาวประมาณปีพ.ศ. ๒๕๐๔
ความจริงเวลานั้นได้มีคริสเตียนกลุ่มเพนเทอคอส
กลุ่มหนึ่งได้ก่อตั้งคริสตจักรอยู่ก่อนแล้ว แต่เนื่อง
ความเคยชินกับรูปแบบนมัสการ ที่คริสตจักรตรัง
สมาชิกกลุ่มนี้ยังคงมาร่วมนมัสการพระเจ้าที่
คริสตจักรตรังซึ่งเวลานั้นการเดินทางจากย่านตาขาว
มาร่วมประชุมที่คริสตจักรตรังค่อนข้างลำบาก ดังนั้น
ในปีพ.ศ. ๒๕๐๕ กลุ่มคริสเตียนกลุ่มนี้ประมาณ
๒-๓ ครอบครัวก็เริ่มประชุมกันในบ้านโดยใช้ร้าน
หมอไพบูลย์ซึ่งเป็นที่ทำงานของท่านหลังจาก
นมัสการในบ้านสักระยะหนึ่งคริสเตียน
กลุ่มนี้จึงมีใจอยากจะสร้างศาลาธรรม
เพื่อใช้ประชุมออกพระนามพระ เจ้าร่วม
กัน เวลาผ่านไปตัวอาคารหลังเก่าทรุด
โทรมลงทางคณะกรรมการฯ จึงมีมติที่
จะก่อสร้างตัวอาคารพระวิหารหลังใหม่
ขึ้นและได้เริ่มวางรากพระวิหารเมื่อวันที่
๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ และสร้าง
เสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๐ ปัจจุบันคริสตจักร
ย่านตาขาวมีสมาชิกสมบูรณ์ ประมาณ
๗๐ คนและมีผู้ที่มาประชุมเฉลี่ยอาทิตย์
ละประมาณ ๕๐ คน
๔๑
นิกายคาทอลิก
นิกายคาทอลิกในตรังเริ่มขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๙๕ หลังจากสงครามคอมมิวนิสต์ใน
ประเทศจีนคณะบาทหลวงมิชชันนารีสติกมาตินชาวอิตาเลียนจำนวน ๕ คนเดิน
ทางจากประเทศจีน เนื่องจากถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนขับไล่ออกจากประเทศ
ทางคณะบาทหลวงได้เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในเชตมิสซังโรมันคาทอลิก
ราชบุรี และได้รับมอบหมายให้ทางานเผยแผ่ในเขต ๕ จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต
ระนอง ตรัง กระบี่ และพังงา โดยจัดให้มีกิจการโบสถ์และโรงเรียนขึ้นในพื้นที่ที่
มีคณะทำงานในแต่ละจังหวัด ปัจจุบันที่จังหวัดตรังนั้นมีโบสถ์คาทอลิกนักบุญ
ฟรังซิสเซเวียร์และโรงเรียนดรุโณทัยอยู่ในสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี
๔๒
โบสถ์คาทอลิกนักบุญฟรังซิสเซเวียร์
๔๓
โบสถ์คาทอลิกนักบุญฟรังซิสเซเวียร์
ถ.เจิมปัญญา ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง
ความเป็นมา
บาทหลวงยอห์น เซเรซัตโต หนึ่งใน
จำนวน ๕ คนแรก ของมิชชันนารีสติ
คาทอลิกสุราษฎร์ธานี ได้เข้ามาบุกเบิก
งานเผยแผ่ในจังหวัดตรัง ได้เริ่มจาก
ครอบครัวคาทอลิกในพื้นที่จำนวน
เพียงไม่กี่คน จนปัจจุบันมีคริสตชน
คาทอลิกในจังหวัดตรังประมาณ ๒๐๐
คน และยังมีงานบริการทางการศึกษา
แก่ชุมชน คือ โรงเรียนดรุโณทัย อยู่ใน
อำเภอเมืองตรัง ซึ่งเปิดสอนมาตั้งแต่
พ.ศ.๒๕๑๐ (ค.ศ.๑๙๖๗) กิจการของ
ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกเจริญขึ้น
เรื่อยมาตามลำดับจนปัจจุบัน
ศ า ส น า อิ ส ล า ม ๔๔
ขอบคุณภาพสวยๆ จาก Facebook มัสยิดมะดีนะตุลอิสลาม
๔๕
ศาสนาอิสลามในจังหวัดตรัง
ศาสนาอิสลามเข้ามาในจังหวัดตรัง ราวๆ ต้น รวมทั้งกรมการเมืองฝ่ายอิสลาม ซึ่งมีด่านทะเล
พุ ทธศตวรรษที่ ๑๙ ศาสนาอิสลามเข้ามาใน ฝ่ายไทยอิสลามมีด้านเกาะลิบง ด่านชายฝั่ ง
แหลมมลายูพร้อมกับการค้าของชาวอาหรับ และประวัติบอกเล่าของกลุ่มคนในตระกูลเก่า
และแพร่หลายไปทั่วในกลุ่มคนพื้นเมืองมลายู อำเภอปะเหลียนกล่าวว่า เมื่อบ้านหยงสตาร์
ต่อเนื่องมาจนถึงทางภาคใต้ของไทยและเมืองตรัง และบริเวณใกล้เคียง มีกลุ่มไทยมุสลิมอาศัย
ที่เมืองตรังจะแพร่หลายอยู่ในชุมชนชายฝั่ งทะเล อยู่หนาแน่น ทางการได้แต่งตั้งหลวงจางวาง
เป็นส่วนมาก ประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามใน ราชสมบัติ(จอมซินตรี) ดูแลกลุ่มมุสลิมแถบ
จังหวัดตรังส่วนใหญ่จึงเป็นหมู่บ้านชาวทะเล ชายทะเลปัจจุบัน ตรังเป็นจังหวัดหนึ่งที่
ที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอสิเกา กันตัง ปะเหลียน ราชการกำหนด ให้มีคณะกรรมการอิสลาม
ย่านตาขาวและกิ่งอำเภอหาดสาราญหลักฐาน ประจำจังหวัด ดูแลกลุ่มชนมุสลิมตรังในด้าน
ที่ปรากฏชัดถึงการมีอยู่ และเป็นที่ยอมรับว่า การปฏิบัติกิจทางศาสนาและพิธีกรรมให้เกิด
ศาสนาอิสลามและมุสลิมเป็นส่วนหนึ่งที่สาคัญ ความสะดวก และเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ของเมืองตรังคือในทำเนียบกรมการเมืองของเก่า
พ.ศ.๒๓๕๕ กล่าวถึงตำแหน่งกรมการเมืองต่างๆ
๔๖
ศาสนาอิสลามในจังหวัดตรัง
ชาวตรังที่นับถือศาสนาอิสลามได้ชื่อว่าเป็นมุสลิมผู้มีสันติ นอบน้อม
และมีแนวการดำเนินชีวิตโดยยึดถือหลักศรัทธาทั้ง ๖ หลักปฏิบัติทั้ง ๕
ประการแห่งศาสนา เช่นเดียวกับมุสลิมทั่วไป ความคิดความเชื่อ ตลอด
จนวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ที่ประพฤติตามครรลองแห่งหลักธรรมของ
ศาสนายังปรากฏเป็นวัฒนธรรมอิสลามอยู่ในการดำเนินชีวิตของมุสลิม
ตรังโดยรวมคติความเชื่อต่างๆ ของมุสลิมประยุกต์ปรับเปลี่ยน ด้านการ
จัดการศึกษาเพื่อสืบทอดศาสนาในจังหวัดตรังนั้น ในส่วนการศึกษา
หลักศาสนา ได้มีมัสยิดต่างๆ จัดให้มีการสอนศาสนาภาคพิเศษ โดยใช้
เวลาตอนเย็นหรือวันเสาร์อาทิตย์ สอนคัมภีร์อัล-กุรอ่าน หรือการ
บรรยายธรรม (คุฏบะฮ์) ในพิธีละหมาดโดยอิหม่ามที่จังหวัดตรังยังไม่มี
โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามที่ให้การศึกษาเบื้องต้นมุสลิมที่ประสงค์จะให้
บุตรหลานได้เรียนศาสนาควบคู่กับวิชาสามัญ ๑๙ จึงส่งบุตรหลานไป
เรียนต่างจังหวัด เช่น จังหวัดสตูล ยะลา ปัตตานี มุสลิมโดยทั่วไปจะเน้น
ให้ครอบครัวเป็นสถาบันหลักในการสืบทอดศาสนา แต่สำหรับในจังหวัด
ตรัง สถาบันครอบครัวยังปฏิบัติได้น้อย ซึ่งอาจเป็นเพราะพ่อแม่ผู้เฒ่าผู้
แก่ยังมีความรู้ในหลักศาสนาไม่เพียงพอจึงมีสถาบันอื่นทำหน้าที่ให้การ
ศึกษาแก่บุตรหลานของตน