รายงาน
อารยธรรมตะวนั ออก
จดั ทาโดย
นายบัญญวตั ตง้ั กิตกิ ุล เลขท่ี 2
นายศิวภัทร ชนะอรรถ เลขที่ 8
นายชษิ ณุพงศ์ มากแก้ว เลขท่ี 10
นายธีรภัทร กระต่าย เลขที่ 12
นายภูริทัต พร้งิ พงษ์ เลขที่ 14
นายชยุต สุขสเุ มฆ เลขท่ี 16
นักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ ๖/๔
เสนอ
นางสาวลาวลั ย์ นอ้ ยอยู่
รายงานน้ีเปน็ ส่วนหนึง่ ของวิชาสงั คมศึกษา ส๓๓๑๐๑
ภาคเรยี นที่ ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๓
โรงเรียนวสิ ุทธรังษีจังหวดั กาญจนบรุ ี
สานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต ๘
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร
คำนำ
รายงานฉบับนี้เปน็ สว่ นหน่ึงของวิชาสงั คมศึกษา ส33101 ถกู จดั ทาขนึ้ โดยมีจดุ ประสงค์
เพอื่ ท่จี ะรวบรวมข้อมลู ต่างๆในเนอื้ หาที่ได้บรรยายไว้ ไม่วา่ จะเป็นเร่ือง อารยธรรมตะวนั ออก จนี
อินเดยี เป็นต้น
การจดั ทารายงานคณะผู้จัดทาได้รวบรวมขอ้ มลู ทัง้ หมดจาก หนงั สอื เว็บไซต์ และบทความ
ตา่ งๆมากพอสมควร จึงหวงั เปน็ อย่างยงิ่ ว่ารายงานฉบับนีจ้ ะมปี ระโยชน์ต่อผู้อา่ น ไม่มากก็น้อย
สดุ ทา้ ยนี้ หากมีสง่ิ ใดผิดพลาด คณะผูจ้ ัดทาขอน้อมรับและขออภยั มา ณ โอกาสน้ี
คณะผู้จดั ทำ
1/ส.ค/63
สำรบัญ หนำ้
เรอ่ื ง 1
1.อำรยธรรมตะวนั ออก 1
2.กำรเผยแพร่และกำรถ่ำยทอดอำรยธรรมอนิ เดีย 2
3.อำรยธรรมของอินเดีย 5
4.ศิลปกรรมอนิ เดยี 6
5.อำรยธรรมจนี 6
6.กำรแพร่ขยำยและกำรถ่ำยทอด อำรยธรรมจนี 9
7.ประวัตศิ ำสตร์จนี 18
8.พฒั นำกำรของจีน
20
9.บรรณำนุกรม
อำรยธรรมตะวันออก
อำรยธรรมตะวันออก หมายถงึ อารยธรรมจีนและอารยธรรมอินเดยี ซ่ึงเป็นอารยธรรมเก่าแก่ มี
ความสืบเนอ่ื งต่อกนั มาหลายพันปโี ดยไม่ขาดตอนจนถงึ ปจั จบุ ัน อารยธรรมทั้งสองเป็นพื้นฐานสาคญั ของสังคม
และวฒั นธรรมของชนชาตติ า่ งๆ ในโลกตะวนั ออก โดยเฉพาะในญีป่ นุ่ เกาหลี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ
เอเชียใต้
กำรเผยแพร่และกำรถำ่ ยทอดอำรยธรรมอนิ เดีย
พฒั นาการหลายพันปีของอารยธรรมอินเดียแพรข่ ยายเข้าไปสูภ่ มู ิภาคตา่ งๆท่ัวทวปี เอเชียโดยผา่ นทาง
การค้า ศาสนา การเมือง การทหาร และไดผ้ สมผสานกับอารยธรรมแตล่ ะประเทศจนกลายเป็นส่วนหนึง่ ของ
อารยธรรมนั้นๆในเอเชียตะวันออก พระพุทธศาสนานิกายมหายานของอินเดียมีอทิ ธิพลอย่างลึกซ้ึงตอ่ ชาวจีน
ทงั้ ในฐานะศาสนาสาคัญและในฐานะท่ีมีอิทธพิ ลต่อการสรา้ งสรรค์ศลิ ปะจีนสาหรบั ภมู ภิ าคเอเชียกลางนน้ั กลมุ่
ชนตา่ งๆในภมู ิภาคนม้ี ีพัฒนาการทางประวตั ศิ าสตรแ์ ละวฒั นธรรมร่วมกบั ชาวอนิ เดียมาตงั้ แตย่ ุคสมัยแรกๆ
อิทธิพลของอารยธรรมอนิ เดยี ท่ปี รากฏชัดเจน คอื ศาสนสถาน สง่ิ ก่อสรา้ ง รวมทง้ั ศลิ ปวตั ถุในพุทธศาสนา
นิกายมหายานแต่นบั จากครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 7 เปน็ ตน้ มา เมือ่ อานาจทางการเมืองของพวกมุสลิมจากตะวนั ออก
กลางขยายเข้ามาในเอเชียกลาง อารยธรรมอสิ ลามจึงเข้ามาแทนท่ี และมีอิทธิพลเหนือกลุ่มชนตา่ งๆมาจนถึง
ปจั จุบนั สว่ นดินแดนในตะวันออกกลางมกี ารติดตอ่ กับอนิ เดียมาต้งั แต่อารยธรรมลุ่มน้าสินธุจนกระทั่งถงึ
ศตวรรษที่ 6 ก่อนครสิ ต์ศักราช จกั รวรรดเิ ปอรเ์ ซียแผอ่ านาจทางการเมอื งเขา้ มาปกครองลุ่มน้าสนิ ธุ และพวก
กรกี ได้เขา้ มามีอานาจทางการเมอื งสบื แทน ตอ่ มาอินเดียจึงไดร้ บั อารยธรรมบางอย่างทัง้ ของเปอรเ์ ซยี และของ
กรีกโดยเฉพาะทางดา้ นศิลปกรรม ประติมากรรม เชน่ พระพุทธรปู ศิลปะคนั ธาระ แสดงใหเ้ ห็นถึงอทิ ธิพลของ
กรกี อย่างชดั เจน นอกจากนี้ก็มที างคณติ ศาสตร์ ไดแ้ ก่ พีชคณิต ตรโี กณมิติ ซ่ึงได้รับมาจากกรกี ส่วนอิทธิพล
ของเปอรเ์ ซยี จะปรากฏในรูปของการแกครองและสถาปัตยกรรม เช่น พระราชวัง การเจอะภเู ขาเป็นถ้าเพอ่ื น
สรา้ งศาสนาสถาน สาหรบั อารยธรรมอินเดยี ท่ีถ่ายทอดใหก้ ับดนิ แดนในตะวันออกกลางนาเอาวิทยาการหลาย
อยา่ งของอินเดยี ไปใช้ ได้แก่ การแพทย์ คณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์ภมู ิภาคที่ปรากฏอิทธิพลของอารยธรรม
อนิ เดียเด่นชดั มากท่สี ดุ คือ เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ พ่อคา้ พราหมณ์ และภิกษุสงฆ์ชาวอินเดยี เดินทางมาสู่
เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ และนาอารยธรรมอนิ เดยี มาเผยแพร่ ขณะเดียวกันคนในภูมิภาค
เอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ก็เดนิ ทางไปอนิ เดียด้วยจุดประสงค์ตา่ งๆ ทั้งการจาริกแสวงบญุ และการค้า และได้
นาอารยธรรมอินเดยี กลบั มาเผยแพร่ในดนิ แดนของตนอารยธรรมอินเดียปรากฏชัดอยู่ในวัฒนธรรมเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้แทบทุกด้าน โดยเฉพาะในดา้ นศาสนา ความเชือ่ การปกครอง ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและ
พระพุทธศาสนาได้หลอ่ หลอมจนกลายเป็นรากฐานสาคัญที่สดุ ของประเทศต่างๆในภมู ภาคน้ี ศลิ ปกรรมอินเดยี
ทุกยุคสมยั ไม่วา่ จะเปน็ ศิลปะอมราวดี มถุรา คปุ ตะ ปาละ และเสนะ ปรากฏชัดอยูต่ ามศาสนสถานและ
ศิลปวัตถทุ ั่วดนิ แดนเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ และตวั อักษรอนิ เดียก็นบั เปน็ มรดกสาคญั ที่ตกทอดมาถงึ ภูมภิ าคน้ี
ดว้ ย
อำรยธรรมลุ่มแม่นำ้ สนิ ธุ
ขุดพบเมอื งโบราณท่เี มืองฮารัปปา และเมืองท่โี มเฮนจาดาโร เปน็ พยานสาคัญท่ีแสดงให้เหน็ ถึงความเจรญิ ของ
ชนเผ่าทอี่ าศัยอยู่บรเิ วณล่มุ แม่น้าสนิ ธุ คอื พวกดราวิเดยี น พวกพ้ืนเมอื งของอนิ เดยี ลกั ษณะสง่ิ ก่อสรา้ งของ
อารยธรรมสินธุ : เปน็ อารยธรรมแบบเมือง จดุ เดน่ ของอารยธรรมสินธอุ ยทู่ ่กี ารก่อสรา้ งและวางผังเมืองอย่าง
เป็นระบบ สิ่งก่อสร้างท่ีขดุ พบในเมืองสองเมืองขา้ งต้น มีการแบ่งเขตภายในเมอื งออกเป็นสดั ส่วน เป็นท่ีต้ัง
อาคารสาคญั ๆไว้อยา่ งเปน็ หมวดหมู่การดาเนินชีวิตของประชากร : ทาเกษตรกรรม เลีย้ งสตั ว์ รูจ้ กั ทา
เครอื่ งปัน้ ดินเผา ความเชอ่ื : เช่อื วา่ ชาวสนิ ธุนบั ถือเทพเจา้ หลายองค์ ส่วนใหญเ่ ปน็ เทพผู้หญิงหรือเทพ
มารดา แม่พระธรณี อารยธรรมลุ่มแม่นา้ สนิ ธุบางส่วนคล้ายกับอารยธรรมเมโส พบเคร่ืองปนั้ ดนิ เผาของชน
เผ่าสนิ ธุในแถบเมโส อารยธรรมสินธุเสอื่ มลง อาจเพราะถูกภยั ธรรมชาติ ขณะเดยี วกันเป็นช่วงที่พวกอารยันได้
เข้ามารุกรานอินเดยี ว และขับไล่พวกดราวเิ ดียนให้ถอยร่นไปแถบลมุ่ แม่นา้ คงคา อารยนั บางกลมุ่ ก็ไดป้ ะปนกับ
พวกดราวีเดยี นจนเกิดเปน็ กลุ่มคนใหมเ่ รยี กวา่ ฮินดู
กำรตง้ั ถนิ่ ฐำนและกำรพัฒนำอำรยธรรมของอำรยัน
การต้งั ถิน่ ฐานของพวกอารยนั : แรกเร่มิ ยังไมร่ ้จู ักการต้ังถนิ่ ฐาน เรร่ ่อน แตร่ ู้จักเลย้ี งสตั ว์และเพาะปลกู สังคม
แรกๆประกอบด้วย นกั รบ สามญั ชน พระ และแบ่งแยกเป็นเผา่ การพัฒนาของพวกอารยธรรมอารยัน :
ชว่ งแรกเผา่ อารยันถูกเล่าต่อๆกนั เป็นนทิ าน ตอนหลังเปลย่ี นเปน็ การสวดสรรเสรญิ บรรพบรุ ษุ คาสวดของ
อารยนั ยคุ แรกเรียกว่า พระเวท (Veda) เปน็ คัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์ต่อมาเปน็ ศาสนาฮินดู ประกอบด้วย
คมั ภรี ์ย่อย 3 เลม่
1. ฤคเวท ร้อยกรอง สวดบชู าพระเจ้า มี 1,028 บท
2. ยชุรเวท บูชาและวิธีบชู าเทพเจ้า เปน็ สว่ นประกอบของฤคเวท
3. สามเวท รอ้ ยกรองรวมตง้ั แต่บทบูชาและบทสวด รวมเรียกวา่ ไตรเวท พระเวทนี้ถอื ว่าเป็นวรรณคดี
ยุคพระเวท หนว่ ยการปกครองท่เี ล็กทส่ี ุดคือ ครอบครวั เทพท่ีได้รับการนบั ถือมากท่สี ดุ คอื พระอินทร์
ระบบวรรณะ ได้แก่ พราหมณ์ มาจากสว่ นหัวของพระเจ้า นกั บวช กษัตริย์ มาจากอกพระเจา้ ผปู้ กครอง
ประเทศ และนกั รบ แพศย์ มาจากสว่ นขาของพระเจา้ สามัญชน ชาวนา นายชา่ ง ศูทร มาจากส่วนเทา้ พระเจา้
ทาสชาวอารยนั มกี ารรวมตวั กันเปน็ เผา่ มหี วั หน้าเผ่าเรียกวา่ ราชา (Raja)
ยุคมหำกำพย์ เป็นสมัยการขายตวั ของพวกอารยนั มีหลักฐานที่สาคญั สองเล่มคือ มหากาพย์ภารตะ และมหา
กาพย์รามยณะ การเมือง : ยุคมหากาพย์มีการเมือง 2 ลกั ษณะคอื ราชาธปิ ไตยและสภาอามาตย์ในระบบ
รัฐสภา ด้านเศรษฐกิจ : มีการใช้เหรยี ญทองแดง มกี ารทาเหมอื งโลหะ มีการคา้ กับชาวต่างชาติ ด้านสังคม :
วรรณะพราหมณม์ ีอานาจมากขน้ึ ด้านศาสนา : ศาสนาเชน ศาสนาพทุ ธ(อริยสัจ4)การรุกรานของชาวตา่ งชาติ
ในอารยธรรมอนิ เดีย ไดแ้ ก่ เปอรเ์ ซียและกรกี
กำรเกดิ และกำรเส่อื มของจักรวรรดิในสมัยรำชวงศ์โมริยะ
เมอื่ พระเจ้าอเลก็ ซานเดอรส์ ้นิ พระชนม์ 2 ปี จันทรคปุ ต์ ผเู้ ป็นหัวหนา้ เผ่าโมรยิ ะ ไดร้ วบรวมแควน้ เล็กๆใน
ดนิ แดนล่มุ แม่นา้ คงคาไวท้ ง้ั หมดและขบั ไลช่ าวต่างชาติออกไปจากอนิ เดยี จากนน้ั ขยายอานวจจนสามารถ
ผนวกดินแดนลุ่มแมน่ ้าสินธุเอาไว้ได้ ก่อนจะสถาปนาราชวงศ์โมรยิ ะข้นึ ปกครองอินเดีย สมัยต่อมาคือ พระเจ้า
พนิ ทสุ าร และ พระเจ้าอโศกมหาราชพระเจา้ อโศกมหาราช ทรงเน้นการเผยแพร่ศีลธรรม และพฒั นาทางดา้ น
ศลิ ปกรรมและประติมากรรม
ราชวงศ์สังกะ : ปกครองต่อจากราชวงศ์โมริยะ เปน็ ราชวงศ์ของชาวตา่ งชาติราชวงศแ์ รกท่ีปกครองอินเดยี เปน็
ผสมระหวา่ งกรีกและอนิ เดีย ราชวงศส์ งั กะเจริญทง้ั ทางด้านบรรณคดีและด้านศิลปกรรม
ราชวงศก์ ษุ าณะ กษตั รยิ ์ทมี่ ีชื่อคือ พระเจ้ากนิษกะ ทรงได้รับการยกย่องดา้ นการอุปถมั ป์พทุ ธศาสนา โดยทรง
สนบั สนุนนิยายมหายาน
กำรพัฒนำอำรยธรรมในสมยั คปุ ตะ
รำชวงศค์ ปุ ตะ ถอื วา่ เป็นยุคทองของอารยธรรมอินเดีย เพราะมคี วามเจรญิ สงู สดุ ในทุกดา้ น ไม่วา่ จะ
เป็น ปรชั ญา วรรณคดี ศลิ ปะ ลทั ธฮิ นิ ดู รวมถงึ วิทยาการต่างๆ หลังสมัยพระเจา้ จนั ทรคุปตท์ ี่สอง
อาณาจักรคปุ ตะเร่มิ เสื่อมและสิน้ สุดลง โดยอยูใ่ ต้อานาจของพวกเรร่ อ่ นทรี่ ุกรานคอื พวกฮั่น
รำชวงศ์หรรษำ มีกษตั ริย์ชอ่ื พระเจา้ หรรษาวฒั นา ทรงรวบรวมแคว้นใหเ้ หมือนสมัยคุปตะและขบั ไล่
ฮ่ันออกไป ทรงอปุ ถัมปพ์ ุทธศาสนา หลังจากพระเจา้ หรรษาสิน้ พระชนม์อาณาจักรกแ็ ตกและถูกมุสลิม
รุกราน ไดแ้ ก่พวกเตอร์กและมองโกล ภายใต้การนาของจักรพรรดิดบิ าบรู ์ หลังจากนน้ั จงึ ต้ังราชวงศโ์ ม
กลุ ข้ึนและเผนแผ่ศาสนาอิสลาม
รำชวงศ์โมกลุ เปน็ ราชวงศส์ ดุ ทา้ ยของอินเดยี ก่อนตกเปน็ อาณานิคมของอังกฤษ จักรพรรดิบาบูรเ์ ป็น
ผกู้ อ่ ตงั้ ต่อมากลายเป็นจักวรรดทิ ่ีใหญท่ ส่ี ดุ ของอินเดีย มีนครเดลฮี (เดลลี) เป็นเมอื งหลวง หลงั จาก
นั้นเรม่ิ เสือ่ มลงจากความกดข่ีทางดา้ นเชอื้ ชาติและศาสนา เกิดสงครามระหวา่ งรัฐบ่อย การปกครอง
อ่อนแอ เศรษฐกิจกเ็ สื่อม องั กฤษจึงอาศยั ความอ่อนแอดงั กล่าวเข้ายดึ อินเดีย
ศลิ ปกรรมอินเดยี
งานสร้างสรรคศ์ ิลปกรรมแขนงตา่ งๆของอารยธรรมอนิ เดียมคี วามเกย่ี วข้องสมั พนั ธอ์ ยา่ งใกล้ชิดกับความเชื่อ
ทางศาสนา ศิลปกรรมแขนงต่างๆของอินเดียจงึ มักปรากฏนับเน่ืองในศาสนา ทัง้ ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู
พระพทุ ธศาสนา และศาสนาเชนความศรทั ธาและความเคารพตอ่ ศาสนาของชาวอนิ เดยี ทาให้มกี ารสร้าง
กฎเกณฑเ์ กี่ยวกบั ลักษณะของงานศลิ ปะต่างๆมีลักษณะรว่ มกนั อย่างมาก อิทธิพลศิลปะจากภายนอก เช่น
เปอรเ์ ซีย กรีก แม้จะมผี ลสาคัญตอ่ พัฒนาการทางศิลปะอินเดยี แตภ่ ายในเวลาไม่นานก็จะถกู กลมกลนื เข้ากับ
ศิลปะอินเดียศิลปกรรมของอินเดียเร่ิมปรากฏหลกั ฐานในอารยธรรมลุ่มนา้ สนิ ธุ ราว 2,500 ปกี ่อนคริสต์ศักราช
ในสมัยต่อมาชาวอารยนั เขา้ มาในอินเดยี แต่ไม่ปรากฏหลกั ฐานงานทางศิลปะของพวกอารยันววิ ัฒนาการทาง
ศลิ ปะของอินเดยี จงึ ขาดชว่ งเปน็ เวลาเกอื บพนั ปี จนกระทั่งถึงสมยั พุทธกาลจึงได้ปรากฏหลกั ฐานทางศลิ ปะท่ี
ชัดเจนขึน้ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนอื แถบลุ่มนา้ สินธุ เป็นศิลปะทไี่ ดร้ บั อทิ ธิพลจากจกั รวรรดิเปอรเ์ ซยี และ
ศิลปะแบบเฮลเลนสิ ตกิ ของกรีกอิทธิพลของศลิ ปะภายนอกดงั กล่าวได้พฒั นามาสศู่ ิลปกรรมสมัยราชวงศ์เมา
รยะ ซง่ึ เป็นศลิ ปะสมยั แรกที่มีหลกั ฐานปรากฏชดั เจน ในช่วงสมัยนีพ้ ระพทุ ธศาสนาเป็นแรงบันดาลใจสาคัญใน
การสร้างสรรค์ศลิ ปกรรม และยงั มีความสาคญั ต่อสกุลศิลปะในสมัยต่อมา ในสมัยราชวงศ์คปุ ตะ ศิลปะแขนง
ตา่ งๆได้พฒั นาไปมากจนกระท่ังได้ก่อกาเนิดยุคทองทางศลิ ปะของอนิ เดีย จนกระท่ังหลงั ศตวรรษที่ 12-13
แบบอยา่ งของศลิ ปะอสิ ลามแพรข่ ยายอย่างกวา้ งขวาง ขณะที่ศิลปะในพระพทุ ธศาสนาสูญส้นิ ไปและศลิ ปะใน
ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดูเสือ่ มโทรมเปน็ เวลานานหลายศตวรรษ
อำรยธรรมจนี
กำรแพร่ขยำยและกำรถ่ำยทอด อำรยธรรมจนี
อารยธรรมจนี แผ่ขยายขอบข่ายออกไปอยา่ ง กว้างขวางทัง้ ในเอเชียและยุโรป อันเปน็ ผลมา
จากการติดต่อทางการทูต การค้า การศึกษา ตลอดจนการเผยแผ่ศาสนา อยา่ งไรก็ตาม ลักษณะการถ่ายทอด
แตกตา่ งกันออกไป ดนิ แดนที่เคยตกอยภู่ ายใต้การปกครองของจีนเปน็ เวลานาน เช่น เกาหลี และเวียดนาม
จะได้รบั อารยธรรมจีนอยา่ งสมบรู ณ์ ท้ังในด้าน วัฒนธรรม การเมือง ขนบธรรมเนยี มประเพณี การสรา้ งสรรค์
และการแสดงออกทางศลิ ปะ ทั้งนี้เพราะราชสานกั จนี จะเป็นผู้กาหนด อารยธรรมจีนแผข่ ยายขอบข่ายออกไป
ย่างกว้างขวางท้ัง ในเอเชยี และ ยโุ รป อนั เป็นผลมาจากการตดติ อท่ างการทูต การค้า การศึกษา ตลอดจน การ
เผยแผศ่ าสนา อยา่ งไรก็ตามลักษณะการถ่ายทอดแตกตา่ง่ กนั ออกไป ดินแดนที่เคยตกอยู่ภายใตก้ ารปกครอง
ของจนี เปน็ เวลานาน เช่น เกาหลี และเวียดนาม จะได้รบั อารยธรรมจนี อยา่ งสมบรู ณ์ ท้ังในดา้ นวัฒนธรรม
การเมือง ขนบธรรมเนยี มประเพณี การสรา้ งสรรค์ และการแสดงออกทาง ศลิ ปะ ทั้งนี้เพราะราชสานักจีนจะ
เป็นผูก้ าหนดนโยบายและบังคับใหป้ ระเทศ ทัง้ สองรบั วฒั นธรรมจีนโดยตรง
กำรแพรข่ ยำยและกำรถำ่ ยทอด อำรยธรรมจีน ในเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้
อารยธรรมจนี ได้ รบั การยอมรับใน ขอบเขตจาากัดมาก ทเ่ี ห็น อยา่ งชัดเจนคือ การยอมรับระบบ
บรรณาการ ของจีน ระบบบรรณาการ หรือ จม้ิ ก้อง ใน เอเชยี ใต้ ประเทศท่แี ลกเปล่ียนวัฒนธรรมกับจนี อย่าง
ใกลช้ ิด คอื อนิ เดีย พระพุทธศาสนา มหายานของอินเดยี แพร่หลายเขา้ มาในจีน จน กระทงั่ เป็นศาสนาสา่า
คัญทชี่ าวจนี นบั ถือ นอกจากน้ี ผศู้ ลิ ปะอินเดยี ยังมอี ิทธพิ ลต่อการ สร้างสรรค์ศลิ ปะบางอย่างของจีน เช่น
ประตมิ ากรรมท่ีเปน็ พระพุทธรปู ในเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้ อารยธรรมจีนได้ รบั การยอมรบั ใน ขอบเขตจาา
กดั มาก ทเี่ ห็นอยา่ งชัดเจนคอื การยอมรบั ระบบ บรรณาการ ของจีน ระบบบรรณาการ หรือ จ้ิมก้อง ในเอเชยี
ใต้ ประเทศที่แลกเปลยี่ นวัฒนธรรมกับจีนอยา่่งใกลช้ ดิ คือ อนิ เดยี พระพุทธศาสนามหายานของอินเดีย
แพรห่ ลายเขา้ มาในจนี จน กระท่ังเป็นศาสนาสาคญั ทชี่ าวจนี นับถอื นอกจากน้ี ผู้ศลิ ปะ อินเดยี ยงั มีอิทธิพลต่อ
การสรา้ งสรรคศ์ ลิ ปะบางอยา่ งของจีน เชน่ ประติมากรรมท่ีเปน็ พระพทุ ธรปู
กำรแพรข่ ยำยและกำรถำ่ ยทอด อำรยธรรมจีน สว่ นภูมภิ ำคเอเชยี กลำงและตะวนั ออกกลำง
การแพร่ขยายและการถา่ ยทอด อารยธรรมจนี สว่ นภูมิภาคเอเชียกลางและตะวนั ออกกลางนัน้
เนือ่ งจากบริเวณที่ ถนนสายการคา้ คือเส้นทางสายไหมผา่ นนนั้ ทาหน้าทเ่ี ปน็ ส่อื กลางนา อารยธรรมตะวนั ตก
และจีนมาพบกัน อารยธรรม จนี ท่เี ผยแพรไ่ ป เช่น การแพทย์ การเล้ียงไหม กระดาษ การพมิ พ์ และดินปืน
เป็นต้น ซึ่งชาว อาหรบั จะนาไปเผยแพร่แก่ชาวยโุ รปอีกตอ่ หนึ่ง
จมิ้ กอ้ ง
จิ้มก้อง เปน็ ประเพณีสัมพนั ธไมตรีของจีนกับประเทศอน่ื ๆ ในสมัยโบราณท้งั นี้ เพราะจนี มีความเช่อื มา
นานตามอิทธิพลทางความคิดของลทั ธขิ งจือ้ ที่ว่าจีน เปน็ อาณาจักรกลาง เป็นศูนยกล์ างของอานาจและอารย
ธรรมโลก เนอ่ื งจากมีความเจริญมาช้านาน ดงั นัน้ จนี จึงมักมองดนิ แดนอ่ืนท่อี ยโู่ ดย รอบวา่ ดอ้ ยกวา่ และจะต้อง
ยอมรับสวามภิ กั ด์ิกบั จีนโดยการส่งเคร่อื ง บรรณาการแก่จักรพรรดจิ ีนตามกาหนดส่วนจนี ซึง่ เปน็ ประเทศท่ีใหญ่
กวา่ และเจริญกวา่ จะให้ความชว่ ยเหลอื คุ้มครองประเทศเล็กๆ เหลา่ น้ี อีกท้งั ยงั ให้ผลประโยชน์อนื่ ๆทั้งทาง
การเมืองโดยยอมรบั ฐานะกษัตรยิ ์และทาง เศรษฐกิจโดยอนุญาตใหค้ า้ ขายได้อยา่ งเสรี
กำรแพร่ขยำยและกำรถำ่ ยทอด อำรยธรรมอินเดีย
พัฒนาการหลายพนั ปขี องอารยธรรมอนิ เดยี แพร่ ขยายออกไปสู่ภูมภิ าคต่างๆ ท่ัวทวปี เอเชียโดยผา่ น
ทางการค้า ศาสนา การเมอื ง การทหาร และไดผ้ สม ผสานกบั อารยธรรมของแต่ละประเทศจนกลายเป็น ส่วน
หนง่ึ ของอารยธรรมสังคมนนั้ ๆ ในเอเชยี ตะวันออก พระพุทธศาสนานิกาย มหายานของอนิ เดียมีอิทธิพลอยา่ ง
ลึกซึ้งตอ่ ชาวจีน ทัง้ ในฐานะศาสนาสาคัญและในฐานะท่ีมอี ิทธพลตอ่ การสร้างสรรค์ศิลปะของจนี การแพร่
ขยายและการถ่ายทอด อารยธรรมอินเดยี สาหรบั ภูมิภาคเอเชยี กลางนน้ั กลมุ่ ชนตา่ งๆ ในภูมภิ าคนม้ี ี
พัฒนาการทางประวตั ศิ าสตร์ และวัฒนธรรมร่วมกับชาวอนิ เดยี มาตง้ั แตย่ ุคสมยั แรกๆ อิทธิพลของอารยธรรม
อินเดยี ทป่ี รากฏชดั เจน คือ ศาสนสถาน ส่งิ กอ่ สร้าง รวม ท้ังศิลปะวัตถุในพระพุทธศาสนานิกายมหายานแต่นับ
จาก คริสต์ศตวรรษท่ี 7 เป็นต้นมา เมอ่ื อานาจทางการเมืองของ พวกมุสลมิจากตะวันออกกลางขยายเข้ามาใน
เอเชียกลาง อารยธรรมอสิ ลามจงึ เข้ามาแทนท่ี และมีอิทธิพลเหนอื กลุ่ม ชนต่างๆมา จนถึงปัจจบุ ันการแพร่
ขยายและการถา่ ยทอด อารยธรรมอินเดยี อินเดียจงึ ได้รับอารยธรรมบางอยา่ งท้ังของเปอรเ์ ชียและของกรีก
โดยเฉพาะทางดา้ นศลิ ปกรรม ประตมิ ากรรม เช่น พระพุทธรปู ศลิ ปะ คนั ธาระ แสดงให้เห็นถงึ อิทธพลิ ของกรีก
อยา่ งชัดเจน ทางคณิตศาสตร์ ไดแ่้ก่ พีชคณิต ตรโี กณมติ ิ ซงึ่ รับมาจากกรกี อิทธพิลของเปอร์เซียจะปรากฏ
ในการปกครองและสถาปตั ยกรรม เช่น พระราชวงั การเจาะภเู ขาเปน็ ถ้าเพอืส่ ร้างศาสนสถาน สาหรบั อารย
ธรรมอนิ เดยี ที่ถ่ายทอดให้กับดนิ แดนในตะวนั ออกกลาง นา่าวิทยาการหลายอยา่ งขออนิ เดยีไปใช้ ได้แก่
การแพทย์ คณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์การแพร่ขยายและการถา่ ยทอด อารยธรรมอนิ เดยี ภมู ิภาคทีป่ รากฏ
อิทธิพลของอารยธรรมอนิ เดียเด่นชัดมากที่สุด คือ เอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ พอ่ ค้า พราหมณ์ และภิกษุสงฆ์ชาว
อินเดยี เดินทางมาสอู่ เชียตะวันออกเฉยี งใต้ และนาอารยธรรมอินเดียมาเผยแพร่ ขณะเดียวกนั คนในภมู ิภาค
เอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้กเ็ ดนิ ทางไปอินเดียดว้ ยจุดประสงค์ต่างๆ ทัง้ การจาริกแสวงบญุ และการค้า และได้ นา
อารยธรรมอนิ เดียกลบั มาเผยแพรใ่ นดินแดนของตน การแพรข่ ยายและการถา่ ยทอด อารยธรรมอินเดยี อารย
ธรรมอนิ เดยี ปรากฏชัดอยู่ในวฒั นธรรมเอเชียตะวนั ออก เฉียงใตแ้ ทบทุกดา้ น โดยเฉพาะในดา้ นศาสนา ความ
เชื่อ การ ปกครอง ศาสนาพรามรณ์ – ฮนิ ดู และพระพทธุ ศาสนา ได้ หล่อหลอมจนกลายเปน็ รากฐานสาคัญ
ทส่ี ุ่ ด่ ของประเทศตา่ งๆ ในภมู ภิ าค ศลิ ปกรรมอินเดียทุกยคุ สมยั ไมว่ า่ ่่จะเปน็ ศิลปะ อมราวดี มถรุ า คปุ ตะ
ปาละ และเสนะ ปรากฏชัดอยู่ตามศาสน สถานและศลิ ปวัตถทุ ั่วดินแดนเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้และตัวอักษร
อนิ เดียกน็ ับเปน็ มรดกสาคญั ที่ตกทอดมาถงึ ภมู ภิ าคน้ดี ้วย
ประเทศจีนเปน็ ประเทศท่ีมอี ารยธรรมยาวนานที่สดุ ประเทศหนึง่ โดยหลักฐานทางประวัติศาสตรท์ ่ี สามารถ
ค้นควา้ ไดบ้ ่งชี้ว่าอารยธรรมจีนมีอายุถึง 5,000 ปี รากฐานทีส่ าคญั ของอารยธรรมจนี คือ การสรา้ งระบบภาษา
เขยี น และการพัฒนาแนวคิดลัทธขิ งจอื๊ เมื่อประมาณ ศตวรรษที่ 2 ก่อน ค.ศ. ประวตั ศิ าสตรจ์ ีนมีท้งั ชว่ งที่เปน็
ปกึ แผ่นและแตกเป็นหลายอาณาจกั รสลับกนั ไป ในบางครงั้ ก็ถูกปกครองโดยชนชาติอืน่ วฒั นธรรมของจีนมี
อิทธิพลอยา่ งสงู ต่อชาตอิ น่ื ๆ ในทวีปเอเชยี ซึ่งถ่ายทอดไปท้ังการอพยพ การคา้ และการยึดครอง
อำรยธรรมจีนสมัยก่อนประวัตศิ ำสตร์ มีแหลง่ อารยธรรมที่สาคญั 2 แหล่ง คือ
ลุ่มแมน่ ำ้ ฮวงโห พบความเจริญท่เี รียกวา่ วัฒนธรรมหยำงเชำ ( Yang Shao Culture ) พบหลกั ฐานทีเ่ ปน็
เคร่อื งปั้นดนิ เผามลี กั ษณะสาคัญคือ เครอื่ งปน้ั ดนิ เผาเป็นลายเขยี นสี มักเปน็ ลายเรขาคณติ พืช นก สัตวต์ ่างๆ
และพบใบหนา้ มนุษย์ สีท่ใี ช้เป็นสดี าหรอื สีม่วงเขม้ นอกจากน้ยี ังมีการพิมพ์ลายหรือขูดสลกั ลายเป็นรปู ลายจกั
สาน ลายเชือกทาบ
ลุ่มนำ้ แยงซี ( Yangtze ) บรเิ วณมณฑลชานตงุ พบ วัฒนธรรมหลงซำน ( Lung Shan Culture ) พบ
หลกั ฐานท่เี ปน็ เครื่องปนั้ ดินเผามลี ักษณะสาคัญคือ เคร่ืองป้ันดินเผามีเนอื้ ละเอียดสดี าขดั มันเงา คุณภาพดเี น้ือ
บางและแกรง่ เปน็ ภาชนะ 3ขา
สมัยประวัติศำสตรข์ องจีนแบ่งได้ 4ยุค
ประวตั ิศาสตรส์ มัยโบราณ เริ่มตัง้ แตส่ มัยราชวงศช์ าง สน้ิ สุดสมัยราชวงศโ์ จว
ประวตั ิศาสตร์กลาง เร่ิมตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิน๋ จนถึงปลายราชวงศ์ชิงหรอื เชง็
ประวัติศาสตร์สมยั ใหม่ เร่ิมปลายราชวงศเ์ ช็งจนถึงการปฏวิ ตั เิ ขา้ ส่รู ะบอบสงั คมนยิ ม
ประวัตศิ าสตร์ปจั จุบัน เรม่ิ ตั้งแตจ่ ีนปฏวิ ัตเิ ปล่ียนแปลงการปกครองเขา้ สรู่ ะบอบสงั คมนยิ มหรอื คอมมวิ นสิ ต์
จนถงึ ปัจจุบนั
ประวตั ิศำสตร์สมยั โบรำณ
ช่วงเวลำกำรเร่ิมต้นจำกรำกฐำนอำรยธรรมจีน ตัง้ แต่สมัยประวตั ศิ ำสตร์ท่ีมีกำรสร้ำงสรรคว์ ฒั นธรรมห
ยำงเซำ (Yang Shao) วฒั นธรรมหลงซำน (Lung Shan) อันเป็นวัฒนธรรมเครอ่ื งป้ันดนิ เผำและโลหะ
สำริด ต่อมำเขำ้ สสู่ มยั ประวัตศิ ำสตร์ รำชวงศต์ ่ำง ๆ ได้ปกครองประเทศ ได้แก่ รำชวงศ์เซียะ ประมำณ
2,205 – 1,766 ปีกอ่ นครสิ ต์ศักรำช และรำชวงศ์ชำงประมำณ 1,767 – 1,122 ปกี ่อนคริสตศ์ ักรำช
ชว่ งเวลำทีจ่ นี เริ่มก่อตวั เปน็ รัฐที่มรี ำกฐำนกำรปกครอง เศรษฐกจิ และสังคม รำชวงศโ์ จว ประมำณ 1,122
– 256 ปีก่อนครสิ ตศ์ กั รำช ซึ่งแบ่งออกเปน็ รำชวงศ์โจวตะวนั ตก และรำชวงศ์โจวตะวันออก เม่ือ
รำชวงศโ์ จวตะวนั ออกเส่ือมลง เกดิ สงครำมระหว่ำงเจำ้ ผคู้ รองรัฐต่ำง ๆ ในทส่ี ดุ รำชวงศ์ฉิน รวบรวมด่อต้ัง
รำชวงศ์ช่วงเวลำ 221 – 206 ปกี ่อนครสิ ตศ์ ักรำช และสมยั รำชวงศ์ฮ่นั 206 ปกี ่อนคริสตศ์ ักรำช – ค.ศง
220) เป็นสมัยทร่ี วมศูนย์อำนำจจนเป็นจักรพรรดิ
ประวตั ิศำสตร์กลำง
อำรยธรรมมกี ำรปรับตวั เพื่อรบั อทิ ธพิ ลต่ำงชำตเิ ขำ้ มำผสมผสำนในสงั คมจนี ที่สำคัญคือพระพุทธศำสนำ
แระวัตศิ ำสตรจ์ นี สมยั กลำงเริ่มสมัยดว้ ยควำมวุ่นวำยจำกกำรลม่ สลำยของรำชวงศ์ฮ่ัน เรียกว่ำสมัยควำม
แตกแยกทำงกำรเมอื ง (ค.ศ. 220 – ค.ศ. 589) เปน็ ช่วงเวลำกำรยึดครอบของชำวต่ำงชำติ กำรแบ่งแยก
ดินแดน กอ่ นทจี่ ะมีกำรรวมประเทศในสมยั รำชวงศส์ ุย (ค.ศ. 581 – ค.ศ. 618) สมยั รำชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618
– ค.ศ. 907) ช่วงเวลำนปี้ ระเทศจนี เจรญิ รงุ่ เรืองสูงสดุ ก่อนทจี่ ะแตกแยกอกี ครง้ั ในสมัยหำ้ รำชวงศก์ ับสิบ
รฐั (ค.ศ. 907 – ค.ศ. 979) ตอ่ มำสมยั รำชวงศซ์ ่ง (ค.ศ. 960 – ค.ศ. 1279) สำมำรถรวบรวมประเทศจนี
ไดอ้ ีกครัง้ และมีควำมเจรญิ รุ่งเรืองทำงศิลปวัฒนธรรม จนกระทั่งชำวมองโกลสำมำรถยดึ ครองประเทศจีน
และสถำปนำรำชวงศ์หยวน (ค.ศ. 1260 – ค.ศ. 1368)
ประวัตศิ ำสตรส์ มยั ใหม่
ประวัติศำสตรจ์ นี สมัยใหมเ่ ร่ิมใน ค.ศ. 1368 เม่อื ชำวจนี ขับไล่พวกมองโกลออกไป แลว้ สถำปนำรำชวงศห์
มิง (ค.ศ. 1368 – ค.ศ. 1644) ข้นึ ปกครองประเทศจนี และถูกโคน่ ลม้ อีกครั้งโดยรำชวงศซ์ ิง (ค.ศ. 1664 –
ค.ศ. 1911) ในชว่ งปลำยสมัยรำชวงศช์ ิงเป็นเวลำท่ีประเทศจนี ถกู คกุ คำมจำกชำติตะวันตก และจนี พ่ำย
แพแ้ ก่อังกฤษในสงครำมฝน่ิ (ค.ศ. 1839 – ค.ศ. 1842) จนสิ้นสุดรำชวงศใ์ น ค.ศ. 1911
ประวตั ิศาสตร์ปจั จุบนั
ประวัติศำสตรจ์ นี สมัยปจั จบุ ันเริ่มตน้ ใน ค.ศ. 1911 เมื่อจนี ปฏวิ ัตเิ ปล่ียนแปลงกำรปกครองจำกระบอบ
สมบรู ณำญำสิทธริ ำชย์มำเป็นระบอบสำธำรณรฐั โดย ดร.ซุน ยัตเซน (ค.ศ. 1911 – ค.ศ. 1949) ต่อมำ
พรรคคอมมิวนิสตไ์ ดป้ ฏิวตั ิและไดป้ กครองจนี จึงเปลย่ี นแปลงกำรปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ตง้ั แต่ ค.ศ.
1949 จนถงึ ปัจจบุ นั
อำรยธรรมจนี ในสมยั รำชวงศต์ ำ่ งๆ มดี งั นี้
รำชวงศ์ชำง เป็นราชวงศแ์ รกของจนี มีการปกครองแบบนครรัฐ มกี ารประดษิ ฐ์ตวั อักษรขึ้นใช้เปน็ ครั้งแรก พบ
จำรึกบนกระดองเต่ำ และกระดกู วัว เรอ่ื งทจ่ี ารึกสว่ นใหญ่เปน็ การทานายโชคชะตาจึงเรียกว่า “กระดกู เสี่ยง
ทำย” มคี วามเช่ือเร่ืองการบชู าบรรพบุรุษ
รำชวงศ์โจว
แนวความคิดดา้ นการปกครอง เชอ่ื เรือ่ งกษัตรยิ ์เปน็ “โอรสแหง่ สวรรค์ สวรรคม์ อบอานาจให้มาปกครอง
มนุษย์เรยี กว่า “อำณตั แห่งสวรรค์ เริ่มตน้ ยคุ ศักดินาของจีน เกิดลทั ธขิ งจอ๊ื ทม่ี ีแนวทาง เปน็ แนวคดิ แบบ
อนรุ ักษ์นยิ ม เนน้ ความสัมพันธแ์ ละการทาหนา้ ที่ของผคู้ นในสงั คม ระหวา่ งจกั รพรรดิกับราษฎร บิดากับบตุ ร
พช่ี ายกับน้องชาย สามีกับภรรยา เพ่อื นกบั เพ่ือน เนน้ ความกตญั ญู เคารพผอู้ าวโุ ส ใหค้ วามสาคัญกับครอบครวั
เนน้ ความสาคัญของการศึกษาเกิดลทั ธิเต๋ำ โดยเลา่ จ๊ือ ท่ีมแี นวทาง เน้นการดาเนนิ ชีวิตท่ีเรยี บงา่ ย ไม่ต้องมี
ระเบยี บแบบแผนพิธีรตี องใดใด เนน้ ปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ ลทั ธนิ ี้มอี ทิ ธิพลต่อศิลปิน กวี และจติ รกรจีน คา
สอนทั้งสองลัทธเิ ป็นท่ีพึ่งทางใจของผูค้ น
รำชวงศ์จน๋ิ หรอื ฉิน
จกั รพรรดทิ ยี่ ิง่ ใหญส่ ามารถรวมดนิ แดนของจนี ใหเ้ ปน็ จักรวรรดิ เปน็ ครัง้ แรกคอื พระเจำ้ ชวิ ่งั ตี่ หรอื จิ๋นซี
ฮ่องเต้ เป็นผู้ให้สร้าง กำแพงเมอื งจีน มกี ารใชเ้ หรยี ญกษาปณ์ มาตราชั่ง ตวง วัด
รำชวงศ์ฮ่ัน
เป็นยคุ ทองดา้ นการคา้ ของจีน มกี ารค้าขายกบั อาณาจักรโรมนั อาหรบั และอินเดีย โดยเส้นทางการค้าท่ี
เรยี กวา่ เส้นทำงสำยไหม ( Silk Rood ) ลัทธขิ งจื๊อ คาสอนถูกนามาใชเ้ ป็นหลกั ในการปกครองประเทศ มี
การสอบคัดเลอื กบคุ คลเขา้ รับราชการเรยี กวา่ จอหงวน
รำชวงศ์สุย
เป็นยุคแตกแยกแบ่งเปน็ สามก๊ก มีการขดุ คลองเชื่อมแม่น้าฮวงโหกับแม่น้าแยงซี เพื่อประโยชน์ในด้านการ
คมนาคม
รำชวงศ์ถงั
ได้ช่อื ว่าเป็นยุคทองของอารยธรรมจีน นครฉางอานเปน็ ศูนย์กลางของซกี โลกตะวนั ออกในสมยั นน้ั
พระพทุ ธศาสนามีความเจรญิ รุ่งเรอื ง พระภิกษุ (ถงั ซำจ๋งั ) เดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎก ในชมพทู วปี เป็นยุค
ทองของกวีนพิ นธ์จนี กวีคนสาคัญ เช่น หวางเหว่ย หลีไ่ ป๋ ตู้ฝู้ ศิลปะแขนงต่างๆมีความรุ่งเรือง
รำชวงศซ์ ้อง
มีความก้าวหน้าด้านการเดนิ เรือสาเภา ร้จู กั การใช้เข็มทิศ รูจ้ กั การใช้ลูกคดิ ประดิษฐแ์ ทน่ พิมพห์ นงั สอื รักษา
โรคดว้ ยการฝังเข็ม
รำชวงศ์หยวน
เป็นราชวงศช์ าวมองโกลทเ่ี ข้ามาปกครองจีน ฮ่องเตอ้ งค์แรกคือ กบุ ไลขำ่ น หรอื หงวนสีโจ๊วฮอ่ งเต้
ชาวตะวันตกเขา้ มาตดิ ต่อคา้ ขายมาก เช่น มาร์โคโปโล พอ่ ค้าชาวเมืองเวนสี อติ าลี
รำชวงศห์ มิงหรือเหม็ง
วรรณกรรม นิยมการเขียนนวนยิ ายทใ่ี ช้ภาษาพูดมากกวา่ การใช้ภาษาเขยี น มนี วนิยายท่ีสาคัญ ไดแ้ ก่ สำมก๊ก
ไซอิ๋ว สง่ เสรมิ การสารวจเสน้ ทางเดินเรือทางทะเล สร้างพระราชวงั หลวงปกั กง่ิ (วงั ต้องห้าม)
รำชวงศ์ชงิ หรือเช็ง
เปน็ ราชวงศเ์ ผ่าแมนจู เป็นยุคท่จี นี เส่ือมถอยความเจรญิ ทุกดา้ น เรม่ิ ถูกรุกรานจากชาตติ ะวนั ตก เชน่ สงคราม
ฝนิ่ ซ่งึ จีนรบแพ้องั กฤษ ทาให้ตอ้ งลงนามในสนธิสญั ญานานกงิ ปลายยคุ ราชวงศ์ชิง พระนางซูสีไทเฮาเข้า
มามอี ิทธพิ ลในการบริหารประเทศมาก
จนี ยคุ สำธำรณรฐั และยคุ คอมมิวนสิ ต์ปลายยคุ ราชวงศ์ชิง
ดร.ซนุ ยตั เซ็น จัดตัง้ สมาคมสันนิบาต เพอื่ ล้มล้างราชวงศช์ ิง โดยประกาศ ลัทธไิ ตรรำษฎร์ ประกอบดว้ ย
1.หลักเอกราช
2.หลักแห่งอานาจอธปิ ไตยของประชาชน
3.หลกั ความยตุ ธิ รรมในการครองชพี สว่ นนโยบายปฏิวตั ิ คือ โค่นล้มราชวงศแ์ มนจู และจดั ต้งั รฐั บาลประชาชน
จดั ต้ังรฐั บาลตามระบอบสาธารณรัฐ จัดสรรทีด่ นิ ใหแ้ ก่ประชาชน และก่อตงั้ พรรคชาตนิ ยิ ม หรอื พรรคก๊ก
มินต๋งั ขนึ้ ในท่สี ุด ต่อมา ซนุ ยัตเซ็นไดร้ ่วมมือกับ ยวน ซีไข ทาการปฏวิ ัตลิ ้มราชวงศช์ ิงไดส้ าเร็จเปล่ยี นการ
ปกครองเขา้ สู่ระบอบสาธารณรฐั (จกั รพรรดิปยู ี เป็นกษัตรยิ ์องค์สดุ ท้ายของจนี ) มีการแย่งชิงอานาจของผนู้ า
ทางทหารเรยี กวา่ ยุคขุนศึก ซุนยัตเซน็ ได้เสนอให้ ยวน ซไี ข เปน็ ประธานาธิบดีของสาธารณรัฐจนี ยวน ซไี ข
คิดสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดแิ ละร้ือฟืน้ ระบบศักดินา ดร.ซนุ ยัตเซน็ ตงั้ พรรคก๊กมนิ ต๋ัง เม่อื ยวน ซไี ข
เสียชีวติ ลง ดร.ซนุ ยัตเซน็ เปน็ ประธานาธิบดี แต่เป็นได้ไม่นานก็เสียชวี ติ หลังจาก ดร. ซุนยัตเซ็น เสียชวี ติ เจยี ง
ไคเชค็ ขึน้ เป็นผู้นาพรรคก๊กมินต๋งั และผ้นู าจีน แต่รฐั บาลเจียงไคเชค็ ประสบปัญหาฉ้อราษฎร์บงั หลวง กดขี่
ราษฎร จนี เกิดกาปฏิวัติอีกครั้ง โดยพรรคคอมมวิ นสิ ต์จนี ภายใตก้ ารนาของ เหมา เจ๋อตงุ รฐั บาลเจียงไคเชค็
ตอ่ สู้กบั พรรคคอมมวิ นิสตแ์ ต่แพ้ เหมา เจ๋อตงุ สถาปนา “สาธารณรัฐประชาชนจนี ”ปกครองด้วยระบอบ
คอมมวิ นิสต์ มกี ารจดั ระเบยี บสังคมใหม่ เรยี กวา่ กำรปฏวิ ัติทำงวัฒนธรรม เพ่ือต่อต้านจารตี ศักดินาแบง่ ชน
ช้ัน หลังจาก เหมา เจอ๋ ตุง เสียชีวติ เตงิ้ เส่ยี วผงิ ขึน้ เปน็ ผนู้ าจนี แทน ประกาศพฒั นาประเทศดว้ ย นโยบำยส่ี
ทนั สมยั คอื ด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การทหาร วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โดยอนุญาตให้ตา่ งชาตเิ ข้า
มาลงทนุ ภายในประเทศ รวมทัง้ ผ่อนปรนวถิ ีการดาเนนิ ชีวติ ของประชาชนให้คลายความเข้มงวดลง
จิตรกรรม
มวี วิ ฒั นาการมาจากการเขยี นตวั อกั ษรจนี จารึกบนกระดูกเสยี่ งทายเพราะตัวอักษรจีนมีลักษณะเหมือนรูปภาพ
งานจิตรกรรมจีนรงุ่ เรืองมากในสมัยราชวงศ์ฮน่ั มีการเขียนภาพและแกะสลักบนแผ่นหนิ ทน่ี ยิ มมากคือ การ
เขยี นภาพบนผา้ ไหม ภาพวาดเปน็ เรอื่ งเลา่ ในตาราขงจ๊ือพระพุทธศาสนาและภาพธรรมชาติ สมัยราชวงศ์ถงั มี
การพฒั นาการใช้พู่กนั สแี ละกระดาษภาพสว่ นใหญไ่ ด้รบั อทิ ธิพลจากพุทธศาสนาและลัทธิเตา๋ สมยั ราชวงศซ์ ้อง
จติ รกรรมจัดวา่ เดน่ มาก ภาพวาดมักเปน็ ภาพมนุษย์กบั ธรรมชาติ ทิวทศั น์ ดอกไม้
ประติมำกรรม
สว่ นใหญเ่ ป็นเครื่องป้ันดนิ เผามีอายุเก่าแก่ตง้ั แต่กอ่ นประวัติศาสตร์ ทาจากดินสแี ดง มีลวดลาย แดง ดา และ
ขาวเป็นลวดลายเรขาคณิต สมยั ราชวงศ์ชาง มีการแกะสลักงาชา้ ง หินอ่อน และหยกตามความเชอื่ และความ
นยิ มของชาวจีน ทเี่ ช่อื ว่า หยก ทาให้เกดิ ความเป็นสิรมิ งคล ความสุขสงบ ความรอบรู้ ความกล้าหาญ ภาชนะ
สาริดเป็นหม้อสามขา สมยั ราชวงศถ์ งั มีการพัฒนาเครื่องเคลือบดนิ เผาเป็นเคลือบ 3 สีคอื เหลือง นา้ เงิน เขียว
ส่วนสเี ขียวไขก่ ามชี ื่อเสยี งมากในสมยั ราชวงศ์ซ้อง สว่ นพระพทุ ธรปู นิยมสรำ้ งในสมัยรำชวงศถ์ ัง ทั้งงานหล่อ
สาริดและแกะสลกั จากหนิ ซ่ึงมีสดั สว่ นงดงาม เปน็ การผสมผสานระหว่างศลิ ปะอินเดยี และจีนท่ีมลี กั ษณะเปน็
มนุษยม์ ากกวา่ เทพเจ้า นอกจากนีม้ กี ารปั้นรูปพระโพธสิ ัตว์กวนอมิ สมยั ราชวงศ์เหม็ง เครื่องเคลือบได้พฒั นา
จนกลายเป็นสินค้าออก คือ เคร่ืองลายครามและลายสีแดง ถงึ ราชวงศ์ชงิ เครอ่ื งเคลอื บจะนยิ มสีสันสดใส เช่น
เขยี ว แดง ชมพู
สถำปตั ยกรรม
กาแพงเมืองจนี สรา้ งในสมยั ราชวงศ์จน๋ิ เพ่ือป้องกันการรุกรานของมองโกล มืองปักกง่ิ สรา้ งในสมัยราชวงศ์หง
วน โดยกบุ ไลขา่ น ซ่ึงได้รับการยกยอ่ งทางด้านการวางผังเมือง สว่ นพระราชวงั ปักกง่ิ สรา้ งในสมัยราชวงศเ์ หม็ง
พระราชวังฤดูร้อน สร้างในสมัยราชวงศ์เช็ง โดยพระนางซสู ีไทเฮา ซง่ึ เปน็ สถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหวา่ ง
ยุโรปและจีนโบราณ
วรรณกรรม
สำมก๊ก สันนษิ ฐานวา่ เขียนในคริสตศ์ ตวรรษที่ 14 เป็นเรอื่ งราวของความแตกแยกในจีนต้ังแต่ปลายสมัยราช
วงศจ๋ินจนถึงราชวงศฮ์ นั่
ซอ้ งกงั๋ เป็นเรอ่ื งประทว้ งสังคม เรื่องราวความทกุ ข์ของผ้คู นในมือชนชน้ั ผปู้ กครอง สะท้อนความทุกข์ของชาว
จีนภายใต้การปกครองของพวกมองโกล
ไซอวิ๋ เปน็ เร่อื งราวการเดินทางไปนาพระสูตรจากสวรรค์ทางตะวันตกมายังประเทศจนี จินผิงเหมย หรือ
ดอกบวั ทอง แต่งขนึ้ ในราวคริสต์ศตวรรษท่ี 16-17 เป็นนยิ ายเก่ยี วกับสังคมและชีวติ ครอบครัว เปน็ เรอ่ื งของ
ชวี ติ ทีร่ า่ รวย มีอานาจขนึ้ มาด้วยเล่ห์เหลย่ี ม แตด่ ้วยการทาช่วั และผิดศลี ธรรมในทสี่ ุดต้องดร้ ับกรรม หงโหลว
เม่งิ หรือ ควำมฝนั ในหอแดง เด่นท่ีสุดในครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 18เรือ่ งราวเตม็ ไปดว้ ยการแก่งแย่งชิงดี อิจฉาริษยา
กัน ผอู้ ่านจะรสู้ ึกเศร้าสลดต่อชะตาชีวิตของพระเอกนางเอกเนือ้ เรื่องสะทอ้ นใหเ้ หน็ สงั คมศักดินาของจนี ท่กี าลัง
เส่ือมโทรมก่อนการเปล่ียนแปลงสังคมเขา้ สู่ยุคใหม่บนั ทกึ ประวตั ิศำสตร์ ของ สือ่ หมา่ เฉียน
กำรถ่ำยทอดอำรยธรรมจีนสู่ดนิ แดนตำ่ งๆ
อารยธรรมจนี แผ่ขยายขอบขา่ ยออกไปอยา่ งกวา้ งขวางท้ังในเอเชียและยโุ รป อนั เปน็ ผลมาจากการติดต่อ
ทางการทูต การค้า การศึกษา ตลอดจนการเผยแผศ่ าสนา อยา่ งไรกต็ ามลักษณะการถ่ายทอดแตกตา่ งกัน
ออกไป ดินแดนท่เี คยตกอยภู่ ายใต้การปกครองของจนี เปน็ เวลานาน เช่น เกาหลี และเวยี ดนาม จะไดร้ ับอารย
ธรรมจนี อยา่ งสมบูรณ์ ทั้งในด้านวฒั นธรรม การเมอื ง ขนบธรรมเนยี มประเพณี การสร้างสรรค์ และการ
แสดงออกทางศิลปะ ท้งั น้ีเพราะราชสานักจีนจะเป็นผู้กาหนดนโยบายและบังคับใหป้ ระเทศทงั้ สองรับ
วัฒนธรรมจนี โดยตรง
ในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ อารยธรรมจีนได้รบั การยอมรบั ในขอบเขตจากดั มาก ที่เหน็ อย่างชดั เจนคือ การ
ยอมรับระบบบรรณาการของจีนในเอเชียใต้ ประเทศทแ่ี ลกเปลยี่ นวัฒนธรรมกบั จีนอยา่ งใกลช้ ิด คือ อินเดยี
พระพุทธศาสนามหายานของอนิ เดียแพรห่ ลายเข้ามาในจนี จนกระทัง่ เป็นศาสนาสาคัญท่ีชาวจีนนับถอื
นอกจากนศ้ี ลิ ปะอินเดียยังมอี ิทธพิ ลตอ่ การสร้างสรรค์ศิลปะบางอยา่ งของจีน เช่น ประติมากรรมท่ีเป็น
พระพทุ ธรปู ส่วนภูมภิ าคเอเชียกลางและตะวนั ออกกลางน้ัน เน่ืองจากบริเวณทเ่ี ส้นทางการคา้ สานแพรไหม
ผ่านจึงทาหน้าทเี่ ป็นสื่อกลางนาอารยธรรมตะวนั ตกและจีนมาพบกัน อารยธรรมจนี ที่เผยแพร่ไป เช่น
การแพทย์ การเลี้ยงไหม กระดาษ การพมิ พ์ และดนิ ปนื เป็นต้น ซึ่งชาวอาหรบั จะนาไปเผยแพร่แก่ชาวยุโรป
อีกต่อหนึ่ง
พฒั นำกำรอำรยธรรมจนี ดา้ นการเมืองการปกครอง มีการเปลย่ี นแปลงตามลาดบั ดงั นี้
1. ระบบกษัตริย์ เชือ่ ว่าจักรพรรดิเป็น “โอรสแห่งสวรรค์ ” มีอานาจเด็ดขาด แต่พระมหากษัตริยท์ ่ีไม่อาจ
ปกครองให้เกิดความสงบสุข เที่ยงธรรม กอ็ าจมีการยึด อานาจเปลีย่ นผู้ปกครองได้
2. ระบบศกั ดินาเรม่ิ ต้นใน “ ราชวงศโ์ จว ”จกั รพรรดิเปน็ โอรสแห่งสวรรค์ แตต่ อบแทนขนุ นางดว้ ยการมอบ
ทดี่ ินให้แต่ขนุ นางต้องนาผลผลิตมาถวายกษัตริย์ และช่วยเหลอื เมอ่ื เกิดสงคราม
3. สมยั จกั รวรรดเิ ร่มิ ต้นใน “ ราชวงศ์ฉนิ ”จิ๋นซฮี ่องเต้ ทรงรวบรวมจีนเปน็ จักรวรรดิมีอานาจเดด็ ขาด
ควบคุมดแู ลดินแดนโดยตรง แตป่ กครองด้วยการยึดหลักกฎหมาย
4. ระบบสาธารณรัฐชาตติ ะวนั ตกต้องการขยายอิทธพิ ลในจีน ทาใหเ้ กิด ความกดดันการเมอื งภายในการเกิด
สงครามฝิ่น ระหว่างจนี กบั อังกฤษ จนี แพต้ ้องทา “ สนธสิ ญั ญานานกิง ” จีนต้องเปดิ เมืองทา่ ให้ชาวตา่ งชาติ
เข้าอยู่อาศยั และทาการค้า จนี ตอ้ งยอมยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษทาการเช่า และยงั เกิดปัญหามากมาย ดร.
ซนุ ยตั เซ็น ก่อการปฏิวตั ิล้มล้างราชวงศแ์ มนจู จัดตัง้ ระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ โดยให้ ยวน ซไี ข ขน้ึ
เปน็ ประธานาธิบดี ตอ่ มามกี ารเปลย่ี นแปลงเปน็ ระบอบคอมมิวนิสต์ โดย เหมา เจอ๋ ตุง ใช้นโยบาย “ ก้าว
กระโดดไกล” ผ้นู าคนต่อมาคือ เติง้ เสยี่ ว ผงิ ใช้นโยบายพัฒนาประเทศ ทีเ่ รียกว่า “ นโยบายสีท่ ันสมัย ” ซง่ึ
จีนได้เปิดเสรีทางเศรษฐกิจมากข้ึน
ดำ้ นเศรษฐกจิ
1. พนื้ ฐานเศรษฐกิจจีนโบราณ เป็นเกษตรกรรม
2. สมยั ราชวงศ์ฮัน่ เร่มิ มีการตดิ ต่อค้าขายกับชาตติ ะวันตก ทาใหเ้ กิด “ เสน้ ทางสายไหม ” ซ่งึ เปน็ เสน้ ทาง
การคา้ จากจีน ไปอินเดีย อียิปต์ และโรม
3. ครสิ ต์ศตวรรษท่ี 19 เหมา เจอ๋ ตุง ใชน้ โยบาย “ กา้ วกระโดดไกล ” แต่ไม่ประสบผลสาเรจ็
4. ยุค เตงิ้ เสี่ยว ผิง ใช้นโยบาย “ สท่ี ันสมยั ” คือ ดา้ นเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การทหาร วทิ ยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยี โดยอนญุ าตให้ตา่ งชาติเข้ามาลงทนุ ภายใน ประเทศ มลี กั ษณะผ่อนปรนมากขึ้นทาใหจ้ ีนเจรญิ ขึ้น
อยา่ งรวดเรว็
ด้ำนสงั คมวัฒนธรรม
1.สังคมจนี ประกอบด้วยกลุ่มบุคคลแยกเปน็ ชนช้นั ดงั น้ี
* ชนชน้ั ขนุ นาง ปัญญาชน เปน็ กลมุ่ ผู้มาจากการสอบผา่ นเข้ารบั ราชการเพื่อให้ไดผ้ มู้ ีความรแู้ ละมคี ุณธรรมเมื่อ
ผู้ใดได้เป็นขนุ นาง จะได้รับสิทธยิ กเว้นการเกณฑแ์ รงงาน ยกเว้นภาษี มีชีวิตสะดวกสบาย
* ชนชั้นชาวนา มีจานวนมากกวา่ ชนช้นั อ่ืนสังคมจนี เป็นสังคมเกษตรกรรม สมัยราชวงศโ์ จว ชนชั้นชาวนาได้รับ
การยกย่องว่าเปน็ ผ้ผู ลิต แต่กลบั ถกู เรียกเก็บภาษี ถูกเกณฑ์แรงงานและเกณฑ์ทหาร
* ชนชน้ั พ่อคา้ และทหารตามความคดิ ของขงจ๊อื ชนช้ันน้ไี ม่นา่ ยกยอ่ งเพราะมิใช่เป็นผผู้ ลิต แต่พ่อคา้ เป็นกลุ่มท่ี
รา่ รวย และการทาสงครามระหวา่ งเจา้ ผู้ครองนคร ในสมยั ราชวงศโ์ จวทาใหท้ หารมีความสาคัญในการป้องกัน
สังคมให้ปลอดภยั
2. ครอบครวั จีน สงั คมจนี ยุคแรกสร้างอารยธรรม ถอื ว่าครอบครวั เป็นหน่วยทางสงั คมทีเ่ ล็กทสี่ ุด ผูน้ า
ครอบครวั คือ บิดา ผ้นู าครอบครวั เปน็ ผู้รบั ผดิ ชอบต่อการดารงชวี ติ ของครอบครัว และรับผดิ ชอบตอ่ ราชการ
เชน่ การเกณฑท์ หาร การเสียภาษี คนในครอบครัวจึงต้องใหค้ วามเคารพยาเกรงผู้นาครอบครวั นอกจากนี้คน
ในครอบครัวผนู้ อ้ ยต้องเคารพผูอ้ าวุโส
3. ประเพณีและความเช่อื คนจนี แต่โบราณจะเคารพบชู าบรรพบุรษุ ซ่ึงเป็นคนในตระกลู ทีเ่ สียชีวิตไปแล้ว
นอกจากน้ยี งั นบั ถือเทพเจ้าธรรมชาติ ในสมยั ราชวงศ์ชาง มีประเพณีการใช้ “ กระดูกเส่ยี งทาย ” โดยการ
เขยี นตวั อกั ษรบนกระดกู วัวหรือสัตวช์ นดิ อืน่ หรือบนกระดองเตา่ เพื่อทานายเก่ยี วกบั การสร้างเมอื ง การ
สงคราม และเรื่องอ่ืน ๆขงจ๊ือ ไดว้ างหลกั ปฏิบัตติ อ่ ครอบครวั พิธีกรรม ปรชั ญาและจริยศาสตร์ เช่น การใฝห่ า
ความรู้ ความกตัญญู ความจงรักภกั ดี คุณธรรมเหล่านม้ี ีอิทธิพลตอ่ ชาวจนี อย่างลึกซ้ึง
4. ศิลปะและหตั ถกรรม ภาชนะสารดิ ท่เี ก่าแก่ทสี่ ุด พบในสมยั ราชวงศ์ชาง ตอนปลายของราชวงศ์ชาง ถอื วา่
เป็นยคุ ทองของเครื่องสารดิ
ช่างจนี มีฝมี ือในการแกะสลักหยก
5. ภาษาและวรรณกรรม การพบกระดูกเส่ยี งทายท่ีมีตวั อกั ษรจารึก ทาให้ทราบว่าในสมัยราชวงศช์ างมี
ภาษาเขยี นใชแ้ ล้ว เรียกวา่ อักษรภาพ วรรณกรรมทสี่ าคัญ ได้แก่ คมั ภีร์ท้ัง 5 ของขงจื๊อ วรรณกรรมทสี่ าคัญอีก
เลม่ คือ ส่ือจี้ (บนั ทกึ ประวัตศิ าสตร)์ บนั ทกึ โดยสอ่ื หม่าเฉยี น ในสมัยราชวงศ์ฮ่ัน
บรรณำนุกรม
หทัยณัฐ แกว้ บัวด.ี (2563). ประวตั ศิ ำสตร์สำกล. สบื ค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2563,จาก
https://s ites.google.com/site/historyinter123/home
พงศธร ทองชื่น และ คณะ. (2563). อำรำยธรรมจนี . สืบค้นเมื่อ 1 สิงหาคม 2563,จาก
https://sites.google.com/site/xarythrrmsmayboran/xa-ray-thrrm-cin
พงศธร ทองชนื่ และ คณะ. (2563). อำรยธรรมอนิ เดีย. สบื คน้ เม่ือ 1 สิงหาคม 2563,จาก
https://sites.google.com/site/xarythrrmsmayboran/xary