The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Bud Os, 2022-10-25 05:37:45

D&S 2022 Report

D&S 2022 Report

รายงานสรุปผล
การเข้าร่วมงานสัมมนา D&S 2022

เอกสารสำหรับใช้ภายใน สทป. เท่านั้น

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอก วรเกียรติ รัตนานนท์
นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงกลาโหม
ว่าการกระทรวงกลาโหม

รายงานสรุปผล




การเข้าร่วมงานสัมมนา
Defence & Security 2022







ระหว่าง



วันที่ 29 สิงหาคม - 1 กันยายน 2565







จัดทำโดย



ฝ่ายวิเคราะห์เทคโนโลยีป้องกันประเทศ
สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

สารบัญ

1 รายละเอียดงาน D&S 2022 1

2 รายงานสรุปผล 9
การเข้าร่วมงานสัมมนา D&S2022

3 ข้อเสนอแนะ 74

4 ภาคผนวก 76

1 รายละเอียดงาน D&S 2022

1

2

3

4

5

6

7

6
8

2 รายงานสรุปผล
การเข้าร่วมงานสัมมนา D&S2022
9

2.1 พิธีเปิดงาน D&S 2022
และกิจกรรมของ สทป.

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

2.2 รายงานสรุปผล
การเข้าร่วมสัมมนานานาชาติพิเศษ

22

ทิศทางและแนวทางขับเคลื่อน
การส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

ของไทยในอนาคต

วันที่ 31 สิงหาคม 2565 เวลา 13.00 - 16.00 น.

1. สรุปใจความสำคัญหรือประเด็นน่าสนใจ จากการรับฟังการสัมมนา

Part 1 กรณีศึกษาการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศ โดย Dr.Richard
W. Freer ประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของบริษัท BECHTEL

1.1 Jubail Industrial City เป็นโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ซาอุดิอาระเบีย
ซึ่งได้รับการบริหารจัดการโดยบริษัท BECHTEL นอกจากการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนา
อุตสาหกรรมของซาอุดิอาระเบียแล้ว ประชากรกว่า 150,000 คน ที่อาศัยอยู่ในเมืองดังกล่าวยังมีคุณภาพชีวิต
ที่ดีด้วย เนื่องจากการพัฒนาให้เป็นเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green City) และเมืองอัจฉริยะ (Smart
City) โดยมีการบริหารจัดการน้ำ ระบบพลังงาน ระบบสาธารณูปโภค การศึกษา และการบริหารจัดการสิ่ง
แวดล้อมอย่างยั่งยืน

1.2 Saudi Arabian Military Industries (SAMI) เป็นบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศของ
ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งดำเนินธุรกิจในด้านอากาศยาน ภาคพื้นดิน ภาคทะเล และระบบอาวุธ ด้วยเทคโนโลยีที่ลำ
สมัย ให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง โดยมีเป้ าหมายจะเป็นบริษัทชั้นนำใน 25 อันดับแรกของโลกด้านการ
ป้ องกันประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 50 ในการจัดหายุทโธปกรณ์ให้แก่กองทัพซาอุดิอาระเบีย ทั้งนี้
บริษัทมีการดำเนินการในระยะเริ่มต้นอย่างมีแบบแผน โดยมีเป้ าหมาย การตลาด และการส่งออกที่ชัดเจน มี
การควบรวมกิจการ และการร่วมทุนระหว่างบริษัทในอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศ ซึ่งแต่ละหน่วยจะพัฒนา
ความเชี่ยวชาญ โดยมีศูนย์รวมความเป็นเลิศอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

1.3 ในช่วงแรกเป็นการแนะนำบริษัท Bechtel อันเป็นบริษัทให้คำปรึกษาและให้บริการในการบริหาร
Megaproject ของรัฐบาลแห่งชาติหรือรัฐวิสาหกิจในขอบเขต 5 ด้าน คือ ด้านพลังงาน ด้านโครงสร้างพื้นฐาน
ด้านการทำเหมืองแร่และโลหะ ด้านการผลิตและเทคโนโลยี ด้านนิวเคลียร์ ความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมและมี
ประสบการณ์มากกว่า 125 ปี กรอบการทำงานด้านกิจการทหาร ที่บริษัทกล่าวว่าเคยดำเนินการ มีด้านการ
ปฏิรูปกิจการกลาโหมในส่วนของการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ (ในอังกฤษ สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย) และด้าน
การวางแผนและบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมสองแห่งในซาอุดิอาระเบีย

บริษัทได้นำเสนอกรอบแนวทางการวางแผนและการบริหารจัดการนิคมหรือสวนอุตสาหกรรมที่เคยดำเนิน
การในอดีตที่ชื่อนิคมแห่งแรกที่ชื่อ Jubail อันเป็นนิคมที่ Bechtel เข้าไปทำแผนแม่บทให้เป็นระยะเวลากว่า
30 ปี เมืองนิคม Jubail ถือว่า เป็นเมืองที่วางผังได้ดีที่สุดในประเทศและเป็นหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมชั้นนำ
ของโลก ทั้งยังรักษาสมดุลด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมให้คนเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย เมือง Jubail เป็นเมือง
ที่เรียกได้ว่าเป็น Smart city ของประเทศ และดำเนินอุตสาหกรรมเน้ นไปที่อุตสาหกรรมปิโตรเลียมที่ใหญ่
ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่วนนิคมแห่งที่สองนั้นชื่อ Saudi Arabian Military Industry (SAMI) ที่เพิ่ง
ดำเนินการวางแผนการจัดทำในปี ค.ศ.2017 เมื่อซาอุดิอาระเบียต้องการให้กองทัพได้มีการพึ่งพาตนเองทาง
เทคโนโลยีป้ องกันประเทศ เมืองนิคม SAMI ได้ถูกตั้งเป้ าหมายว่าจะต้องใช้วัตถุดิบภายในประเทศที่ร้อยละ
50 ของงบประมาณทางทหารในประเทศและเป็นอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศชั้นนำ 25 ลำดับแรกของโลกใน
ปี 2030 ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านการป้ องกันประเทศและบริการเพื่อบรรลุการพึ่งพาตนเองได้ผ่าน

23

เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและการดึงดูดบุคคลที่มีความสามารถของประเทศมารวมที่นี่ ใน SAMI แบ่งออกเป็น 4
sector คือ นิคมอุตสาหกรรมทางบก ทางเรือ ทางอากาศและทางการป้ องกันประเทศ ในการดำเนินการมี
อุปสรรคอยู่บ้าง คือ เป้ าหมายการสร้างงานอาจจะสวนทางกับความสามารถในการแข่งขันในการส่งออก และ
SAMI ยังต้องการการยืนยันความต้องการยุทโธปกรณ์ก่อนการลงทุนในขีดความสามารถใหม่ ๆ

1.4 ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ สทป. หรือเทคโนโลยีเป้ าหมายของ สทป.
ด้านความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงในแง่ของความร่วมมือระหว่างไทยและซาอุดิอาระเบียกับ สทป. ยังมีน้ อย
เพราะไทยกับซาอุดิอาระเบียเพิ่งจัดตั้ง diplomatic channel ระหว่างกันได้ในปีที่แล้ว และกรอบความร่วมมือ
ยังอยู่ในรูปแบบการส่งคนงานไทยไปทำงานยังซาอุดิอาระเบียมากกว่าเรื่องอื่น ๆ ทั้งยังไม่มีการแลกเปลี่ยน
สินค้าหรือความร่วมมือทางเทคโนโลยีระหว่างกันมานานแล้ว สิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์จากการบรรยายนี้คือ
ปัจจุบัน กห. และ สทป.กำลังได้รับบทบาทและมีส่วนร่วมในการดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้และแนวทาง
การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศขึ้นในประเทศไทย เป็นโอกาสอันดีที่ สทป. จะเชิญ Bechtel มา
บรรยายให้ข้อคิดเห็น หรือเดินทางไปศึกษาดูงานที่ SAMI เพื่อให้การวางแผนของประเทศไทยด้านต่างๆ ไม่ว่า
จะเป็น การให้สิทธิประโยชน์ การวางผังเมือง การเลือกสถานที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ การบริหารจัดการพื้นที่ การ
สนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติ และการสนับสนุนนักลงทุนไทย มีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น และสร้างโอกาสในการ
ที่นักลงทุนจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น
1.5 ข้อสังเกตหรือข้อคิดเห็นเพิ่มเติมของ น.ต.ดร.บดินทร์ฯ เกี่ยวกับการสัมมนานี้
1.5.1 ในด้านที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ จะเห็นว่า นิคม Jubail นั้นเป็นเมืองท่าอยู่ติดชายทะเล และไม่ไกลจาก
ประเทศเพื่อนบ้าน (ที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ดีนัก) เพื่อประโยชน์ในด้านการขนส่งและลอจิสติกส์
ส่วน SAMI นั้นอยู่ลึกเข้าไปใจกลางของประเทศ
1.5.2 นิคมอุตสาหกรรม SAMI นั้นมีรูปแบบการแบ่งส่วนธุรกิจคล้ายคลึงกับ ST Engineering คือ แบ่ง
เป็นยุทโธปกรณ์ทางบก เรือ อากาศ รูปแบบดังกล่าวน่าจะเป็นรูปแบบที่ได้รับการกลั่นกรองมาแล้วว่าจะได้ผล
สัมฤทธิ์สูงที่สุดในประเทศกำลังพัฒนาที่เป็น newcomers ในอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศ
1.5.3 การตั้งเป้ าหมายว่า “จะต้องใช้วัตถุดิบภายในประเทศที่ร้อยละ 50 ของงบประมาณทางทหารใน
ประเทศ” ดูจะมีความชัดเจนและได้ผลตอบแทนที่ชัดเจนในทางเศรษฐกิจและงบประมาณของรัฐ และมี
สอดคล้องกับสภาพจริงมากกว่า โดยเฉพาะหากประเทศไทยตั้งเป้ าหมายตัวชี้วัดไว้ที่การส่งออกนั้นนับว่ายาก
ต่อการดำเนินการปฏิบัติจริงมากกว่า
1.5.4 นิคมอุตสาหกรรม Jubail และ SAMI ที่ทาง Bechtel เข้าไปเป็นที่ปรึกษาและผู้วางแผนงานแผน
แม่บทให้เป็ นตัวอย่างที่ดีของที่ต้องให้ภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาร่วมดำเนินการนิคม
อุตสาหกรรมตั้งแต่เริ่มต้น



24

Part 2 นโยบาย/ภาพรวมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศ โดย
พล.อ.ชูชาติ บัวขาว (ผอ.สทป.)

ผอ.สทป. ได้นำเสนอแนวทางการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศล่าสุด ที่ประกอบไปด้วยกฎหมาย
และนโยบายหลายระดับตั้งแต่ระดับรัฐบาลจนถึงระดับหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นวิสัยทัศน์ประเทศไทย ค.ศ.

2P03a7r,t พ2.ร.นบ.โเทยคบโนายโล/ยภีป้าอพงกัรนวปมระกเทาศรขพับ.ศเ.ค2ล5ื่6อ2น, อเุทตคสโนาโหลกยีเรป้ราหมมป้ายองSก-ัCนuปrvรeะ1เ2ทรศายโกดารย, เครือข่าย
คพวาลม.รอ่ว.มชูมชือาขตอิงบัวสทขปา.ว ใ(นผภอา.คสรัทฐ ปภ.)าคเอกชน ภาคการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งยังนำเสนอ

เทคโนโลยีเป้ าหมายของ สทป. ทั้ง 8 ด้าน และ Road Map 4 ห้วง เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.2021 – 2037 ว่า
ปัจจุบันมีบางรายการที่ผ่านมาตรฐานทางทหารแล้ว เช่น หุ่นยนต์ไร้คนขับ หรือยานเกราะล้อยาง

เป็นการแถลงแนวทางผู้บริหารและทิศทางการกำหนดความร่วมมือในอนาคตอันใกล้ว่า สทป. จะ focus
ทิศทางหน่วยงานและผลิตภัณฑ์อย่างไรให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในและต่างประเทศ ได้รับทราบ

2.1 แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ และอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศ S-Curve
11 โดยมีความมุ่งหวังว่าจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ และ
เป็นแนวหน้ าในการส่งออกยุทโธปกรณ์ด้านการป้ องกันประเทศ



2.3 ข้อสังเกตหรือข้อคิดเห็นเพิ่มเติมของ น.ต.ดร.บดินทร์ฯ เกี่ยวกับการสัมมนานี้
น.ต.ดร.บดินทร์ฯ มีความเห็นว่า สทป.มีรายการเทคโนโลยีหลายรายการ แต่ละรายการถูกนำเสนอแบบ
แยกส่วน แยกโครงการเป็น Silo ทั้ง ๆ ที่มาจากองค์กรเดียวกัน สิ่งที่ สทป. น่าจะเพิ่มเติมให้การนำเสนอ
ผลิตภัณฑ์นั้นมีมูลค่ามากขึ้น และดึงดูดลูกค้ามากขึ้นคือการนำเสนอ Technology solution ที่สามารถเข้ากัน
ได้ (Compatible) บางรายการ เป็น Package แบบรวมเทคโนโลยีที่เดิมแยกกันให้มารวมกัน (Technology
integration) ดังเช่นในตารางนี้

25

เทคโนโลยีที่









ต่อยอดจาก


Platform




เทคโนโลยี

Platform

พื้นฐาน



ทำระบบ virtual นำ UAV มาบิน



training
ให้กับ
ทำแผ
นที่

UAV สถานการณ์

ทำระบบ virtual




training
ให้กับ



จรวด 122 มม.











นำ UAV ติดตั้ง นำจรวด 122 ทำระบบ Virtual


บเนป็รนถยVาe
นhเicกlรeา-ะ ยมามน.เมการตา
ิะดลต้ัอ้งยบานง พTลraขัinบiแnลg
ะใพห้ลกัยบิง






launch สทป. รถยานเกราะ



ล้อยาง











นำ UAV ที่มี นำจรวด 122 ทำระบบ Virtual ออกแบบเรือให้ พิจารณาความ

สามารถบรรทุก

สมรรถนะขึ้นลง มม. มาติ
ดตั้งบน Traกiาnรinนg
ำเใรหือ้กับ เป็ นไปได้ในการ
ยสานทเปก.รไา
ดะ้ล้หอรยือาง
ทางดิ่งม
าประจำ เรืออเนกประสงค์ (Navigation) ทำแผ
นที่
ปฏิบัติงานร่วม
การบนเรือ กันได้ สถานการณ์ใน

อเนกประสงค์ ทะเล

ทำระบบ Virtual




Trกaาinรiยnิงg
อใาหวุ้ธกับ



ประจำกาย

26

Part 3 สิทธิพิเศษการลงทุนในพื้นที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดย
คุณ Rakcharin Thonghong ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด การนิคมอุตสาหกรรม
แห่งประเทศไทย

3.1 การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นผู้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม เพื่อการจัดสรรพื้นที่

สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมให้เข้าไปอยู่รวมกันอย่างมีระบบ พร้อมการบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่จะเป็น

ประโยชน์ต่อการยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ

เป็นการเพิ่มมูลค่าการลงทุนของภาคอุตสาหกรรม ปัจจุบันดำเนินการอยู่ 67 แห่งทั่วประเทศ ในพื้นที่ 16

จังหวัด ยังมีพื้นที่ให้เช่าได้อีกกว่า 10,000 เอเคอร์

3.2 กล่าวถึงสิทธิประโยชน์สำหรับบริษัทที่เข้าลงทุนในการนิคมฯ แบ่งเป็นสิทธิประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษี

ได้แก่ 1) สิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม 2) ได้รับอนุญาตนำผู้เชี่ยวชาญ ช่างฝีมือต่างชาติ

เข้ามาทำงานในประเทศพร้อมการให้บริการขอวีซ่าและ Work Permit 3) ได้รับอนุญาตนำคู่สมรส บุตรและผู้

อยู่ในอุปการะเข้าพักอาศัยในประเทศ พร้อมการให้บริการขอวีซ่า 4) สามารถนำส่งเงินตราต่างประเทศออก

นอกราชอาณาจักรได้ และ 5) สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจาก BOI ในกรณีขอรับการส่งเสริมการลงทุน ส่วนสิทธิ

ประโยชน์ที่เกี่ยวกับภาษี ได้แก่ 1) ได้รับสิทธิประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษี (Non-Tax Privileges) เช่นเดียว

กับ GIZ 2) ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Privileges) 3) ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษี

สรรพสามิตสำหรับเครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องมือและเครื่องใช้ในการผลิต 4) ได้รับยกเว้นอากรขาออก ภาษี

มูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิต สำหรับของที่นำเข้าเพื่อการผลิตสินค้า หรือเพื่อพาณิชยกรรม และ 5) ได้รับ

ยกเว้นอากรขาออก ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิต สำหรับวัตถุดิบรวมทั้งผลิตภัณฑ์สิ่งพลอยได้และสิ่ง

อื่นที่ได้จากการผลิต

3.3 การนำเสนอได้แสดงให้เห็นภาพรวมของขอบเขตและหน้ าที่หลักของการนิคมอุตสาหกรรมว่าได้มีการ

ดำเนินการด้านการพัฒนา การบริหารจัดการ การกำกับดูแลและการสนับสนุนการลงทุนแก่ผู้เล่นอุตสาหกรรม

ทั้งในและต่างประเทศ ในประเทศไทยนั้นมีทั้งพื้ นที่นิคมที่การนิคมเป็ นเจ้าของแล้วปล่อยให้เช่าเก็บค่า

ธรรมเนียมจำนวน 15 แห่งและบริหารจัดการร่วมกับเอกชนจำนวน 67 แห่ง นอกจากนี้ยังรวมไปถึงท่าเรือ

ต่างๆ ด้วย พื้นที่นิคมส่วนใหญ่จะถูกใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับยานยนต์

ปิโตรเลียม อิเล็กทรอนิกส์ ยาง เสื้อผ้าและสิ่งทอ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกของ

ประเทศ กลุ่มทุนต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดคือ ญี่ปุ่น รองลงมาคือ จีน สหรัฐ ไต้หวัน และอื่นๆ ตามลำดับ

3.4 ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ สทป. หรือเทคโนโลยีเป้ าหมายของ สทป.

การนิคมอุตสาหกรรมฯ ได้บ่งชี้ว่า อุตสาหกรรมป้ องกันประเทศเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้ าหมายของ

รัฐบาล อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศอย่างชัดเจน และได้มีการดำเนินการใน

ปัจจุบัน คืออุตสาหกรรมการบิน (Aerospace Industry) ที่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ EEC ของภาคตะวันออกของ

ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นโรงงานรับจ้างผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน ชิ้นส่วนเครื่องยนต์อากาศยาน รวมทั้งคอมโพสิท

หรือส่วนพลาสติกที่ใช้ในอากาศยาน สทป.อาจแสวงหาโอกาสนี้ในการหา supplier ด้าน composite material

สำหรับการออกแบบและการวิจัยพัฒนาของ สทป. ในอนาคต

3.5 ข้อสังเกตหรือข้อคิดเห็นเพิ่มเติมของ น.ต.ดร.บดินทร์ฯ เกี่ยวกับการสัมมนานี้

3.5.1 ในด้านกฎหมาย ก่อน สทป. จะออกกฎหมาย/ ระเบียบที่ต่อเนื่องมาจาก พรบ.เทคโนโลยีป้ องกัน

ประเทศ พ.ศ.2562 โดยเฉพาะในบริบทเกี่ยวกับการสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมตามพันธกิจหน้ าที่ของ

สทป. สทป. อาจจะต้องศึกษาหรือปรึกษาไม่ให้ทับซ้อนหรือขัดแย้งกับกลไกทางกฎหมายหรือสิทธิประโยชน์ที่

มีมาอยู่ก่อนของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เช่น การจัดทำ One-stop service มาตรการหรือ

สิทธิประโยชน์ทางภาษี

3.5.2 สิทธิประโยชน์ทางภาษีในพื้นที่ ความง่ายในการดำเนินธุรกิจ และขีดความสามารถอุตสาหกรรม

เกี่ยวเนื่อง ที่จะสามารถเชื่อมโยงอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศ เป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่าการดำเนินการการจัด

ตั้งนิคมอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศควรจะดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวในพื้นที่ภาคกลางหรือภาคตะวันออก

ตามที่วางแผนมาแล้ว โดยการนิคมอุตสาหกรรมฯ


27

3.5.3 ผลิตภัณฑ์บริการหลักในการนำเสนอครั้งนี้คือ One-stop service (ด้านการใช้ที่ดิน การอนุญาต
ก่อสร้าง การอนุญาตการจ้างงาน การยกเว้นภาษีนำเข้าและส่งออก) และการยืนยันอำนาจหน้ าที่ของการนิคม
อุตสาหกรรมว่าเป็นหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจเต็มในการสนับสนุนอุตสาหกรรมและการลงทุน มีกระบวนการ
ทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม เขตอุตสาหกรรมทั้งสองแบบ (General Industrial Zone
และ Free Zone) มีขอบเขตของประโยชน์ที่เอื้อต่อบริษัทและผู้ลงทุนต่างชาติเป็นหลัก เช่น การเป็นเจ้าของ
ในที่ดิน การนำผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคจากต่างประเทศรวมทั้งผู้ติดตามหรือครอบครัวเข้ามายังประเทศ สิทธิ
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา รวมทั้งการยกเว้นภาษีปกป้ อง ภาษีนำเข้าส่งออก ภาษีเกี่ยวกับเครื่องจักร ชิ้นส่วน
วัตถุดิบ ที่นำเข้ามาผลิตสินค้า แต่ไม่ได้ทำให้ผู้มีสัญชาติไทยที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ได้รับสิทธิประโยชน์
ใดๆ เพิ่มมากกว่าเดิม ผู้มีสัญชาติไทยจะได้รับสิทธินั้นด้วยการต้องย้ายเข้าพื้นที่ดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่
ต้องใช้ทุนสูงมาก

3.5.4 ปัจจุบัน สทป. ยังไม่ได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลขีดความสามารถบริษัทในไทยที่ดำเนินการในด้าน
อุตสาหกรรมการบินในพื้นที่ EEC ดังรายนามบริษัทด้านล่าง สทป. ที่มีโครงการวิจัยพัฒนาและทดสอบด้าน
อากาศยานไร้คนขับ สมควรดำเนินการสนับสนุนและส่งเสริมผ่านมาตรการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการ
เข้าไปสำรวจระดับขีดความสามารถของบริษัทเหล่านี้ว่า สทป. จะทำการจ้างผลิตชิ้นส่วนได้ในสัดส่วนมาก
น้ อยเท่าใด บริษัทเหล่านี้มี Technology gap ด้านใดที่ยังต้องการพัฒนา โดย สทป. เข้าร่วมสนับสนุน หรือ
บริษัทเหล่านี้ทำอย่างไรจะทำให้เชื่อมต่อให้เข้าสู่ Supply chain หรือ Production line ของบริษัทระดับโลกได้
บ้าง

28

Part 4 สิทธิพิเศษการลงทุนด้านอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศในพื้นที่ EEC โดย

คุณ Patsalin เจ้าหน้ าที่อาวุโส จากเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

4.1 โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นโครงการพัฒนาพื้นที่โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อ
ต่อยอดการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา โดย
พัฒนาพื้นที่ ทั้งทางกายภาพและทางสังคม เพื่อเป็นการยกระดับ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

4.2 โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมได้เชื่อมโยงการเดินทางให้ครอบคลุมทั้งทางบก ทางเรือ และทาง
อากาศ โดยมี 1) ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 สามารถรองรับตู้สินค้าได้ 18 ล้านตู้ต่อปี และรถยนต์ 3 ล้านค้น
ต่อปี พร้อมติดตั้งระบบจัดการตู้สินค้าแบบอัตโนมัติ สามารถให้บริการได้ในปี 2568 2) ท่าเรืออุตสาหกรรม
มาบตาพุดระยะที่ 3 เพิ่มขีดความสามารถและความจุในการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและสินค้าเหลว สำหรับกลุ่ม
อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ จะสามารถรองรับการขนส่งได้ 31
ล้านตันต่อปี สามารถให้บริการได้ในปี 2569 3) สนามบินอู่ตะเภา รองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี
สามารถให้บริการได้ในปี 2568 และ 4) รถไฟความเร็วสูง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะทาง 220 กิโลเมตร
เชื่อมต่อ 3 สนามบิน ได้แก่ สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา สามารถให้บริการ
ได้ในปี 2569

4.3 โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล สามารถใช้อินเตอร์เน็ตความเร็ว 5G ในพื้นที่ และมีพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่
จะเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุนด้านอุตสาหกรรม และนวัตกรรมดิจิทัลของภูมิภาค มุ่งเน้ นให้เกิดการ
ลงทุนในธุรกิจดิจิทัลควบคู่กับการสร้างสรรค์ นวัตกรรมดิจิทัลเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ
อุตสาหกรรมดิจิทัลไทย (EECd Digital)

4.4 โครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย 1) เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจ
พิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor of Innovation (EECi) ระบบนิเวศนวัตกรรมชั้นนำ
ระดับโลก เป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และสมบูรณ์ รองรับการทำวิจัยและพัฒนา ต่อยอดไปสู่การใช้งาน
จริง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ด้วยนวัตกรรม และ 2) EECg เป็นศูนย์บริการทดสอบ
ทางการแพทย์จีโนมิกส์ใน อีอีซี มีเป้ าหมายเพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์

4.5 กล่าวถึงสิทธิประโยชน์สำหรับบริษัทที่เข้าลงทุนใน EEC ได้แก่ 1) การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
และการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 2) ยกเว้นอากรขาเข้า เครื่องจักร วัตถุดิบ 3) สิทธิ์การเช่าที่ดิน ราช
พัสดุ 4) ระบบ One-stop Service ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนให้บริการข้อมูลข่าวสารการขอ
อนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการประกอบการการค้าการส่งออกนำเข้าในจุดเดียว 5) อนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ ที่ดิน
6) เงินสนับสนุนค่าใช้จ่าย ในการลงทุน การวิจัย 7) วีซ่าทำงาน 5 ปี และ 8) อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
17% ต่ำสุดในอาเซียน

4.6 EEC เป็นการให้ภาพรวมโครงการการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ต่อยอดจาก Eastern Seaboard ที่มีระยะ
เวลานานมากกว่า 30 ปี ในพื้นที่เขตจังหวัดชลบุรี ระยองและฉะเชิงเทรา มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาขีด
ความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง พร้อมด้วยระบบการคมนาคม
ทางบก ทางเรือ และทางอากาศที่ครบวงจรที่สร้างไว้รองรับ โครงการใหญ่ ๆ ดังเช่น รถไฟความเร็วสูง สนาม
บินนานาชาติอู่ตะเภา ท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังเฟส 3 เป็นต้น EEC โดยมีตัวย่อ
โครงการการพัฒนารายการเทคโนโลยีที่เข้าใจง่าย สื่อถึงรายการเทคโนโลยีที่ชัดเจน เช่น EECh, EECg,
EECmd

4.7 ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ สทป. หรือเทคโนโลยีเป้ าหมายของ สทป.
4.7.1 ในแง่กฎหมาย ประเมินว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับ สทป. มากนัก เพราะปัจจุบัน EEC ถืออำนาจ
กฎหมายของตนเอง (พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561) และไม่มีการอ้างอิงหรือเกี่ยวพันกับ
กฎหมายที่ สทป. ใช้อยู่ (พ.ร.บ.เทคโนโลยีป้ องกันประเทศ พ.ศ. 2562)
4.7.2 สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของ EEC เป็นสิทธิประโยชน์ที่ EEC เอื้อให้นักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก จึงมี
ความเกี่ยวข้องกับ สทป. น้ อย ดังนั้น สทป. อาจจะต้องประเมินหามาตรการอื่น เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรม
ป้ องกันประเทศของไทยที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น




29

Part 5 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศ โดย คุณ
Wut Sudthsathien ผู้ชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

5.1 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือและส่งเสริมการ
ลงทุนให้กับกิจการที่อยู่ใน BOI เพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทย โดยการ
ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นในการลงทุนและเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน
ช่วยให้คำปรึกษาและบริการในการลงทุน เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน รวมทั้ง
ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งบริษัทที่จะเข้าร่วม BOI ได้ต้องผ่านหลักเกณฑ์
และตรงตามเงื่อนไขของ BOI

5.2 การสนับสนุนกิจการอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศ มีรายละเอียดดังนี้
5.2.1 กิจการกิจการผลิตและ/หรือซ่อมยานพาหนะ และระบบอาวุธ เพื่อการป้ องกันประเทศ (A2)
5.2.2 กิจการผลิตและ/หรือซ่อมยานไร้คนขับเพื่อการป้ องกันประเทศและชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิตและ/หรือ
ซ่อม (A1)
5.2.3 กิจการผลิตและ/หรือซ่อมอาวุธและเครื่องช่วยฝึกเพื่อการป้ องกันประเทศและชิ้นส่วน ด้านการผลิต
และ/หรือซ่อมอาวุธ (A2 หากเป็นระบบจำลองฝึกเสมือนจริงได้สิทธิ A1)
5.2.4 กิจการผลิตและ/หรือซ่อมอุปกรณ์ช่วยรบ (A2)
โดยสิทธิการช่วยเหลือ A1 ได้แก่ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี โดยไม่กำหนดวงเงินสูงสุด ยกเว้น
อากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบสำหรับการผลิตเพื่อส่งออก ส่วนสิทธิการช่วยเหลือ A2
ได้แก่ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี เป็นสัดส่วน 100% ของเงินลงทุนไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน
ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบสำหรับการผลิตเพื่อส่งออก
5.3 BOI มีลักษณะคล้ายกับ EEC คือ เป็นการให้สิทธิพิเศษและลดเงื่อนไขอุปสรรค (Deregulation) ให้
กับนักลงทุนผ่านมาตรการด้านภาษีและไม่ใช้ภาษี โดยแบ่งเป็น Incentives ด้านต่าง ๆ แต่ไม่มีการเจาะจง
พื้นที่แบบ EEC



2. ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ สทป. หรือเทคโนโลยีเป้าหมายของ สทป.

2.1 ได้เห็นแนวทางการพัฒนาโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ
แล้ว ซึ่ง สทป. อาจจะนำบางส่วนมาปรับใช้ในเป็นแนวทางในการควบรวมกิจการ การร่วมทุน และการบริหาร
กิจการได้ในอนาคต

2.2 ได้รับทราบสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากทั้งการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เขตพัฒนาพิเศษภาค
ตะวันออก (EEC) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อบริษัทร่วมทุน
ของ สทป. ที่สามารถได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากหน่วยงานข้างต้น และเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้า
ร่วมลงทุนในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในด้านความ
มั่นคง และอาจต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้ในระยะยาว



3. ข้อสังเกต หรือข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสัมมนาฯ ครั้งนี้

3.1 การจัดสัมมนาในครั้งนี้ หากมีการเชิญบริษัทที่เกี่ยวข้องด้านอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศให้มาเข้าร่วม
รับฟัง เพื่อให้รับทราบถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากทั้งการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เขตพัฒนาพิเศษ
ภาคตะวันออก (EEC) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบ
การไทยเป็ นอย่างยิ่ง

30

3.2 ข้อสังเกตหรือข้อคิดเห็นเพิ่มเติมของ น.ต.ดร.บดินทร์ฯ เกี่ยวกับการสัมมนานี้ โดยเฉพาะในส่วนของ
EEC และ BOI

การดำเนินการให้สิทธิประโยชน์ของ EEC มีแนวทางให้สิทธิประโยชน์นักลงทุนจากต่างประเทศที่มี
เทคโนโลยีอุตสาหกรรมเป้ าหมาย 12 รายการเป็นหลัก ผลลัพธ์จะเป็นการที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนใน
ประเทศไทยด้วยต้นทุนที่ต่ำลง แม้ว่าอาจจะเป็นหนทางหนึ่งในการที่ประเทศไทยจะมีโอกาสได้รับการลงทุน
จากต่างชาติได้บ้าง แต่สุดท้ายบริษัทต่างชาติจะหวงแหนเทคโนโลยี ปัจจุบันยังไม่เห็นว่ามีแนวทางที่ชัดเจนที่
EEC จะทำให้นักลงทุนไทย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศจะเพิ่มขีดความสามารถในการ
แข่งขันได้มากขึ้น ลดต้นทุนการผลิตจากวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าได้มากขึ้น (จากการลดภาษีนำเข้า) หรือการ
พัฒนา Supply chain ภายในประเทศให้มีความแข็งแรงขึ้น หรือแม้กระทั่งการที่ต้องย้ายฐานการผลิตเข้า
มายังพื้นที่ดังกล่าว ก็ถือเป็นต้นทุนที่มหาศาล กล่าวในอีกแง่หนึ่ง EEC อาจเป็นดาบสองคมแบบเดียวกับ
Eastern Seaboard ที่ทำให้ประเทศไทยเป็นฐานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ให้ต่างชาติมากว่า 50-60 ปี
แต่จนปัจจุบันประเทศไทยเป็นเพียงประเทศผลิตชิ้นส่วนเหมือนเดิม ยังไม่มี National car brand เป็นของ
ตนเองแม้แต่ตราสินค้าเดียว สิ่งนี้นับเป็นสัญญาณที่อันตรายที่ต้องหาทางแก้ไข เพราะจะทำให้ขีดความ
สามารถนักลงทุนและอุตสาหกรรมไทยตามหลังต่างชาติไปเรื่อย ๆ

ในส่วนของ BOI ก็มีลักษณะที่คล้ายกันกับ EEC คือ การให้ต่างชาติถือครองทรัพย์สินได้ 100% การ
ยกเลิกข้อกำหนดการที่บริษัทต่างชาติต้องจ้างหรือสร้างหรือซื้อวัตถุดิบภายในประเทศ หรือไม่มี Local
content requirement มาตรการทางภาษีก็ยิ่งทำให้อุตสาหกรรมป้ องกันประเทศของไทยเสียเปรียบ เพราะ
นักลงทุนต่างชาติได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนสำคัญ ยกเว้น
ภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าที่ส่งออกสำหรับงานวิจัยและพัฒนา ยกเว้นภาษีเงินได้หน่วยงานถึง 13 ปี ส่วน
มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีก็สามารถทำให้ต่างชาติเป็ นเจ้าของที่ดินได้และได้รับการอำนวยความสะดวกในการให้ใบ
อนุญาติทำงานด้วย ในขณะที่อุตสาหกรรมป้ องกันประเทศของคนไทยไม่ได้รับสิทธิเหล่านี้เลย

สิ่งที่ควรดำเนินการเพื่อการลดต้นทุนของอุตสาหกรรมไทยมีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการขอ
ขยายระยะเวลาการเก็บวัตถุดิบและสินค้าในคลังทัณฑ์บน หรือการขอลดภาษีอากรในการนำเข้าวัตถุดิบและ
เครื่องจักร หรือการพิจารณายกเว้นการเก็บภาษีตามมาตรการปกป้ องให้กับการนำสินค้าหรือวัตถุดิบ ที่นำเข้า
มาเพื่อผลิตยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในราชการทหาร ของกรมศุลกากร หากอุตสาหกรรมป้ องกันประเทศของไทยได้รับ
การยกเว้นรายการดังกล่าว ก็จะทำให้สินค้าปลายน้ำมีราคาที่แข่งขันได้ดีขึ้นและมีโอกาสส่งออกทำกำไรได้
มากขึ้น



31

การพัฒนาอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุง
ของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม

การซ่อมบำรุงแห่งอาเซียน

วันที่ 1 กันยายน 2565 เวลา 13.00 - 16.00 น.

1. สรุปใจความสำคัญหรือประเด็นน่าสนใจ จากการรับฟังการสัมมนา
Part 1 บรรยายโดย Paul Burton กรรมการผู้จัดการ ของบริษัท Aviation Week
Network

1.1 จำนวนอากาศยานมีแนวโน้ มเพิ่มขึ้นจาก 54,497 ลำ ในปี 2564 เป็น 57,266 ลำ ในปี 2574 คิดเป็น
ร้อยละ 5.1 ภายในระยะเวลา 10 ปี โดยในเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2 เอเชียใต้เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.8

1.2 เฮลิคอปเตอร์ S-70/H-60 (Black Hawk) เป็นอากาศยานที่มีใช้มากที่สุดในโลกจำนวน 3,982 ลำ คิด
เป็นร้อยละ 7.3 ของอากาศยานทั้งหมด โดยอากาศยานที่มีใช้มากที่สุดใน 3 ลำดับถัดไป ได้แก่ เครื่องบินขับ
ไล่ F-16 เครื่องบินขับไล่ Mi-8 และเฮลิคอปเตอร์ Huey ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 5.1 ร้อยละ 4.4 และร้อยละ 4.1
ตามลำดับ (ข้อมูลปี 2564) ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ในปี 2574 เครื่องบินขับไล่ F-35 จะมีจำนวนมากที่สุดเป็น
อันดับที่ 3 เป็นจำนวน 2,356 ลำ

1.3 มูลค่าตลาดสำหรับการซ่อมบำรุงอากาศยานทางทหาร (MRO) อยู่ที่ 1.16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้ า ซึ่งคิดเป็นค่าเฉลี่ย 110.1 – 122.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

32

Part 2 บรรยายโดย พล.ร.อ.ดร.สมัย ใจอินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือและ
รองประธาน กพอ.ทร.

2.1 ประเทศจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นจัดเป็นผู้นำ 3 อันดับแรกในอุตสาหกรรมการต่อเรือในเอเชีย ซึ่งกุญแจ
ที่ทำให้เกิดความสำเร็จในอุตสาหกรรมนี้ ได้แก่ 1) การมีวัตถุดิบในประเทศ โดยมณฑลเหอเป่ย์ของจีน
สามารถผลิตเหล็กได้มากถึง 80 ล้านตันต่อปี และการพัฒนาชิ้นส่วนที่สำคัญของเรือจะสามารถเพิ่มมูลค่าให้
กับผลิตภัณฑ์ได้ 2) ความเชี่ยวชาญของแรงงานที่ทำให้สามารถออกแบบและต่อเรือที่มีคุณภาพ และเพิ่มขีด
ความสามารถในการแข่งขัน และ 3) การสนับสนุนของภาครัฐ เช่น การอัดฉีดงบประมาณ และสิทธิพิเศษทาง
ภาษี รวมถึงระเบียบข้อบังคับและข้อจำกัดต่าง ๆ ของภาครัฐ

2.2 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีหลายประเทศที่มีศักยภาพในการต่อเรือและการซ่อมบำรุง ได้แก่
1) เวียดนามได้ร่วมทุนกับบริษัท Hyundai ของเกาหลีใต้ โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล 2) อินโดนีเซียมี
อู่ต่อเรือในประเทศประมาณ 200 แห่ง ซึ่งมีความสามารถในการต่อเรือและซ่อมบำรุงเรือขนาด 50,000 และ
70,000 DWT พร้อมการสนับสนุนจากรัฐบาล และ 3) ไทย มีความสามารถในการต่อเรือขนาด 4,000 –
5,000 ตัน ซึ่งมีความยาวประมาณ 120 เมตร โดยมีวิศวกรที่เกี่ยวข้องอยู่ 2,000 คน ซึ่งไม่เพียงพอ และการ
ดำเนินการต่าง ๆ ต้องอาศัยงบประมาณจากภาครัฐ

2.3 ประเทศไทยควรจะเน้ นการซ่อมบำรุงให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการพัฒนาทักษะและฝีมือของแรงงานด้าน
การต่อเรือและการซ่อมบำรุง อีกทั้งควรจะเน้ นการต่อเรือที่มีความจำเป็นต้องใช้งาน ได้แก่ เรือสนับสนุนไกล
ฝั่ง (Offshore Support Vessel : OSV) หรือเรือบรรทุกน้ำมัน (Coastal Tanker) แต่เนื่องจากมีข้อจำกัดที่
ต้องนำเข้าวัสดุจากต่างประเทศ ซึ่งไม่มีเทคโนโลยีสำหรับกระบวนการผลิตได้เองอย่างเต็มรูปแบบในประเทศ
นอกจากนี้ นวัตกรรมการออกแบบทางวิศวกรรม (Engineering Design Innovation) ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ
สำหรับอุตสาหกรรมการต่อเรือ

2.4 กองทัพเรือไทย มีศูนย์ Naval and Maritime Innovation Center เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรม S-
Curve 11 โดยจะจัดทำโครงการ Harbor Defense System and Smart Port ในปี 2566 โดยมีโครงการ
นำร่อง 2 โครงการ ได้แก่ โครงการเครื่องบินทะเล (Sea Plane Project) และโครงการ Marine Material
Engineering and Propeller Excellent Center โดยก่อนหน้ านี้ กองทัพเรือมีผลงานใบพัดเรือสำหรับเรือ
หลวงเจ้าพระยาที่ออกแบบและผลิตได้เอง ซึ่งใช้วัสดุ Nickel Aluminium Bronze ตามมาตรฐาน C98500



33

Part 3 บรรยายโดย น.ต.คัคนิน บุนนาค ผู้ชำนาญการด้านอุตสาหกรรมการซ่อม

บำรุงอากาศยาน

3.1 การซ่อมบำรุงอากาศยานในไทย สามารถทำได้สำหรับเครื่องบินฝึกขนาดเล็ก เครื่องบินขนส่งบางรุ่น
และเฮลิคอปเตอร์บางรุ่น

3.2 ปัจจัยที่จะทำให้อุตสาหกรรมการซ่อมบำรุงอากาศยานของไทยประสบความสำเร็จได้แก่ 1) การ
สนับสนุนจากภาครัฐด้านนโยบาย เช่น นโยบาย 4.0 ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรม S-Curve 11
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) 2) เงินทุน เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก เนื่องจากอุตสาหกรรม
ซ่อมบำรุงอากาศยานต้องลงทุนสูง และใช้ระยะเวลาคืนทุนนานประมาณ 5-10 ปี ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ
อีกทั้งการปรับปรุงอากาศยานให้ทันสมัยอยู่เสมอ จึงต้องลงทุนเครื่องมือสำหรับการซ่อมอากาศยานทุก ๆ 10
ปี โดยประมาณ จึงจะหาบริษัทเอกชนเข้ามาลงทุนยาก ซึ่งหากต้องการให้อุตสาหกรรมการซ่อมบำรุง
อากาศยานเกิดขึ้นในประเทศ อาจจะต้องเริ่มต้นลงทุนจากภาครัฐก่อน แล้วค่อย ๆ ดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วม
ในภายหลัง โดยอาจจะเป็นในรูปแบบของการร่วมทุน ซึ่งควรจะมาจากการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่
เกี่ยวข้อง 3) การจัดหาทรัพยากร ได้แก่ อาคารสถานที่ที่ต้องมีโรงเก็บอากาศยาน เครื่องมืออุปกรณ์ในการ
ซ่อมบำรุง บุคลากรชำนาญการที่มีความรู้ความสามารถในการซ่อมบำรุงอากาศยาน การจัดทำคู่มือ และการ
ติดตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป

3.3 ปัญหาด้านบุคลากรที่สำคัญในอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุงอากาศยาน คือ บุคลากรจากหน่วยงานภาค
รัฐจะมีการปรับตำแหน่ง การโยกย้าย ซึ่งจะทำให้ขาดแคลนบุคลากรอยู่เรื่อย ๆ จึงต้องให้มีภาคเอกชนเข้า
ร่วมด้วย โดยแรงงานจากภาคเอกชนก็จะทำงานและพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญนั้น ๆ ไปได้ตลอดระยะเวลา
การทำงาน

P
art 4 บรรยายโดย คุณกานต์ กุลหิรัญ ผู้แทนสมาคมอุตสาหกรรมป้ องกัน

ประเทศ

4.1 กล่าวถึงการให้บริการของบริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด ตั้งแต่เริ่มการออกแบบ การ
ผลิต การวิจัยและพัฒนา การวิเคราะห์ประมวลผล ซึ่งมีความสามารถในการผลิตยานพาหนะทางบกได้เอง

4.2 การให้บริการซ่อมบำรุง ได้แก่ การปรับปรุงยานพาหนะ เปลี่ยนยางอะไหล่ ตีนตะขาบ พร้อมทั้งการให้
บริการหลังการซ่อม โดยยานพาหนะที่เคยได้ให้บริการปรับปรุงและซ่อมแซมแล้ว ได้แก่ M151A1 M37B1
M1026A1 M1038A1 M977 HMMWV M35A2 LMTV2 M813 M816 M911 FMTV M1070 M543
M931A2 M113 V150 T85 BV206 AAVP7A1 RPZ Condor PT-76

4.3 บริษัทสามารถวิจัยและพัฒนายาง Runflat ได้เอง โดยขึ้นรูปจากยางชิ้นเดียว ทำให้ทนทานต่อการถูก
ยิงกว่าระบบอื่นที่ใช้โลหะ และเมื่อยางแบนยังสามารถวิ่งต่อได้ไกลถึง 150 กิโลเมตร ซึ่งผ่านมาตรฐาน
FINABEL A.20A


2. ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ สทป. หรือเทคโนโลยีเป้าหมายของ สทป.

ได้รับทราบข้อมูลภาพรวมของอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุงทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ ซึ่งเป็น
แนวทางในการนำมาวิเคราะห์ เพื่อหากระบวนการในการดำเนินงาน หรือสนับสนุนงานซ่อมบำรุงสำหรับ สทป.
หรือประเทศไทยในอนาคต

3. ข้อสังเกต หรือข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสัมมนาฯ ครั้งนี้

การจัดสัมมนาในครั้งนี้ ได้เชิญวิทยาการมาบรรยายในด้านอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุงได้ครบถ้วนทั้งทาง

บก ทางเรือ และทางอากาศ โดยประเทศไทยน่าจะมีความพร้อมในการซ่อมบำรุงทางบกมากที่สุด เนื่องจากมี

ภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์อยู่แล้ว ซึ่งอาจจะศึกษาและพัฒนาต่อยอดได้ ส่วนทางเรือ

และทางอากาศต้องใช้งบประมาณในการลงทุนมาก จึงต้องพึ่งนโยบายและงบประมาณจากรัฐบาลในการ

ดำเนินการ

34

Importance of Integrated Air
Defence System in Modern Conflict

วันที่ 30 สิงหาคม 2565 เวลา 11.00 - 11.45 น.

1. สรุปใจความสำคัญหรือประเด็นน่าสนใจ จากการรับฟังการสัมมนา

1.1 การโจมตีทางอากาศเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินผลของสงครามในยุคปัจจุบัน ดังนั้นระบบการป้ องกัน

ภัยทางอากาศจึงจำเป็ นต้องพัฒนาตามรูปแบบของระบบการโจมตีทางอากาศให้ทัน

1.2 หัวใจสำคัญของระบบป้ องกันภัยทางอากาศ คือ

1.2.1 ความสามารถในการตรวจจับภัยทางอากาศ

1.2.2 ความสามารถในการบ่งชี้ชนิดของภัยทางอากาศ เช่น แยกแยะเครื่องโจมตีออกจากเป้ าลวงให้ถูกต้อง

ระบุชนิดได้ว่าเป็นอากาศยานไร้คนขับ หรือเครื่องบินจู่โจม

1.2.3 ความสามารถให้ข้อมูลที่จำเป็นในการสกัดกั้นภัยทางอากาศ เช่น ระบุประเภทของภัยคุกคามได้ชัดเจน

เพื่อให้เลือกใช้ระบบอาวุธให้เหมาะสมกับประเภทของภัยคุมคามทางอากาศ

1.3 เพื่อให้ระบบตรวจจับภัยทางอากาศมีประสิทธิภาพสูงสุด ควรใช้ระบบตรวจจับทั้งแบบสถานีภาคพื้น และ

แบบเคลื่อนที่ได้ทั้งจากยานเกราะ และอากาศยาน

1.3.1 ระบบป้ องกันภัยทางอากาศแบบสถานีภาคพื้นมีข้อดีที่มีความสามารถในการทำงานครอบคลุมในทุก ๆ

ด้าน แต่มีข้อเสียที่ถูกระบุตำแหน่งได้ง่าย ทำให้เป็นเป้ าหมายหลักของการโจมตี ทั้งด้วยขีปนาวุธ และสงครา

มอิเล็กโทรนิค อีกทั้งมีจุดบิดในการตรวจจับจากภูมิประเทศ และภัยคุกครามที่ความสูงต่ำ

1.3.2 ดังนั้นระบบป้ องกันภัยทางอากาศแบบเคลื่อนที่ได้ จะสามารถมาชดเชยจุดบอดของสถานีภาคพื้นได้

ทำให้สามารถขยายขอบเขตของการตรวจจับภัยคุกคามทางอากาศได้ อีกทั้งยังมีความคล่องตัวสูงทำให้

สามารถนำมาใช้งานในพื้นที่ห่างไกลที่ได้อีกด้วย




2. ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ สทป. หรือเทคโนโลยีเป้าหมายของ สทป.

2.1 เทคโนโลยียานไร้คนขับ
2.2 เทคโนโลยียานรบและระบบอาวุธ
2.3 เทคโนโลยีสารสนเทศ ไซเบอร์ และการสื่อสาร
2.4 เทคโนโลยีจรวดและอาวุธนำวิถี



35

AI Image Recognition in Crime
Investigation

วันที่ 30 สิงหาคม 2565 เวลา 13.00 - 13.45 น.

1. สรุปใจความสำคัญหรือประเด็นน่าสนใจ จากการรับฟังการสัมมนา

1.1 NtechLab คือ บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์วิดีโอและเทคโนโลยี
รู้จำใบหน้ า โดยก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2015 ปัจจุบัน NtechLab มีสาขาอยู่ตามมุมเมืองของโลกกว่า 23 ประเทศ
แล้วทั้งในโซนตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ แอฟริกาใต้ ยุโรป รวมทั้งในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรานี้
ด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังมีกล้องที่เชื่อมโยงกับระบบรู้จำใบหน้ าของทาง NtechLab อยู่ทั่วโลกกว่าสี่หมื่นตัว
1.2 Financial Times ได้มีการจัดลำดับ FT 1000 หรือหนึ่งพันบริษัทที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในยุโรปประจำปี
เป็นครั้งที่ 6 ประจำปี 2022 นี้ ซึ่ง NtechLab ได้มีชื่ออยู่ในลิสต์นี้ด้วยในลำดับที่ 102 ตามที่บริษัทมีอัตราการ
เติบโตต่อปีทบต้นถึง 122% ในช่วงปี 2017 – 2020 ที่ผ่านมา โดยในปีที่ผ่านมานั้นส่วนที่เติบโตโดดเด่นที่สุด
คือส่วนตลาดการค้าระหว่างธุรกิจ (Business to Business : B2B) ที่โตขึ้นถึง 202% เมื่อเทียบกับปีก่อน
หน้ า
1.3 อัลกอริธึมรู้จำใบหน้ าของ NtechLab ยังได้รับการจัดอันดับในการทดสอบรู้จำใบหน้ า (Face
Recognition Vendor Test) ที่ดำเนินการโดยสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ (National Institute
of Standards : NIST) ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกาหรือ FRVT 1:1 Verification ที่แข่งกันตรวจสอบ
ว่า 2 ภาพนั้นเป็นบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ โดยการแข่งขันในปี 2021 ที่ผ่านมานั้นโมเดล AI ของ NtechLab
ก็ได้ถูกจัดลำดับไว้เป็น Top-3
1.4 ผลิตภัณฑ์อันโดดเด่นคือ FindFace Multi ที่สามารถรู้จำใบหน้ า ท่าทางของมนุษย์ และวัตถุโดยเฉพาะ
รถยนต์และป้ ายทะเบียนจากวิดีโอหรือภาพได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ สามารถตรวจจับได้เร็วระดับ 0.1 วินาที
และสามารถรู้จำใบหน้ าได้แม่นยำถึง 99.99% โดยระบบรู้จำใบหน้ าของ NtechLab ยังสามารถ “คาดการณ์”
คุณลักษณะของบุคคลนั้น ๆ ออกมาได้ทันที
1.5 ระบบมีการทำงานในลักษณะของ Cloud-based ไม่ใช่การฝังระบบไว้ที่กล้อง ซึ่งส่วนของทรัพยากรต่าง
ๆ อย่างเช่น เครื่องเซิร์ฟเวอร์ คลาวด์ ฐานข้อมูล หรือว่ากล้องต่าง ๆ นั้นจะขึ้นอยู่กับผู้ใช้เองว่าจะวางระบบไว้
แบบ On Premises หรือว่าบน Private Cloud ซึ่งส่วนนี้จะถูกดูแลจัดการโดยผู้ใช้งานเองทั้งหมด ดังนั้น
NtechLab จะไม่ได้มีข้อมูลของผู้ใช้ไปแต่อย่างใดทั้งสิ้น
1.6 NtechLab ได้แต่งตั้งตัวแทนในประเทศไทยผ่านบริษัท “Braiven” ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติสิงคโปร์ผู้พัฒนา
แพลตฟอร์ม AI & IoT Orchestration สาขาประเทศไทยเพื่อให้บริการ ปัจจุบันระบบรู้จำใบหน้ ายังไม่มีการนำ
ไปใช้งานในทางปฏิบัติอย่างเป็นวงกว้าง แต่ก็เริ่มมีลูกค้าในประเทศไทยบ้างแล้ว และกำลังวางแผนการตลาด
ไปยังกลุ่มหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งการเข้ามาลุยตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้



2. ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ สทป. หรือเทคโนโลยีเป้าหมายของ สทป.

การนำเสนอของบริษัท มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาระบบความปลอดภัยสาธารณะ และ
เทคโนโลยีเป้ าหมายของ สทป. ซึ่งอาจจะพิจารณาประสานความร่วมมือเพื่อนำจุดแข็งทางเทคนิคของระบบ
มากประยุกต์ใช้ ผ่านทางตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย

36

Maritime Surveillance in a Complex
Littoral Environment

วันที่ 31 สิงหาคม 2565 เวลา 10.00 - 10.45 น.

1. สรุปใจความสำคัญหรือประเด็นน่าสนใจ จากการรับฟังการสัมมนา

1.1 บริษัท Thales Nederland เป็นบริษัทผู้ผลิตระบบเซ็นเซอร์และระบบอำนวยการรบทางทะเลที่มี

ประสบการณ์ในการให้บริการแก่กองทัพเรือไทยมากว่า 50 ปี โดยบริษัทฯ มีขีดความสามารถที่โดดเด่นใน 4

ด้าน ได้แก่

1.1.1 ระบบอำนวยการรบและการบูรณาการระบบ (Combat Management System & Integration)

1.1.2 ระบบเรดาร์ตรวจการณ์และเรดาร์หลากหลายภารกิจ (Surveillance & Multi Mission Radar)

1.1.3 ระบบควบคุมการยิง (Fire Control)

1.1.4 ระบบเรดาร์ตรวจการณ์และเรดาร์หลากหลายภารกิจสำหรับสถานีบก (Surveillance & Multi Mission

Radar Ground)

1.2 ในสภาวะแวดล้อมทางทะเลใกล้ชายฝั่ง (Littoral Environment) การตรวจการณ์ทางทะเลมักประสบ

ปัญหาในการแยกแยะและจำแนกประเภทเป้ าหมาย เนื่องมาจากสภาวะแวดล้อมที่อาจมีเกาะแก่ง มีภูเขาสูง

ขวางกั้นการแพร่คลื่นของเรดาร์ รวมถึงการมีการจราจรทางทะเลที่คับคั่ง การใช้เรดาร์ในการตรวจการณ์จึง

แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่

1.2.1 การตรวจการณ์เป้ าหมายทางทะเลและทางอากาศที่เคลื่อนที่ช้าในกลุ่มเป้ าที่หนาแน่น (Heavy Clutter)

ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาการสังเกตการณ์ที่นาน (Longer Observation Time)

1.2.2 การตรวจการณ์เป้ าหมายที่มีความเร็วสูง คล่องตัวสูง และเป้ าหมายที่แสดงขึ้นอย่างกะทันหัน (Pop-up

Targets) เป้ าหมายเหล่านี้ต้องการการตอบสนองอย่างรวดเร็ว การตรวจการณ์ของเรดาร์จึงมีระยะเวลาในการ

ตอบสนองที่สั้น (Shorter Reaction Time)

1.3 บริษัท Thales Nederland นำเสนอระบบอุปกรณ์ทางทะเลที่สามารถนำมาใช้ในการปฏิบัติการของเรือรบ

ในสภาวะแวดล้อมทางทะเลใกล้ชายฝั่งที่มีความซับซ้อน ดังนี้

1.3.1 เรดาร์ 4D AESA Dual Axis Multi-beam ซึ่งมีขีดความสามารถที่ครอบคลุมความต้องการในการ

ปฏิบัติการของเรดาร์ทั้งสองลักษณะข้างต้น (Longer Observation Time & Shorter Reaction Time) และ

สามารถแยกแยะ จำแนกเป้ าหมาย ในสภาวะแวดล้อมทางทะเลใกล้ชายฝั่งที่มีความซับซ้อนได้ด้วยการหมุน

กวาดคลื่นเรดาร์เพียง 1 รอบเท่านั้น เรดาร์ดังกล่าวสามารถช่วยในการระบุประเภทของเป้ าหมาย รวมทั้ง

ความสูง และสามารถช่วยให้เรือรบได้รับภาพสถานการณ์ในการปฏิบัติการที่ชัดเจนขึ้น

1.3.2 ระบบอำนวยการรบ TACTICOS ซึ่งบูรณาการข้อมูลที่ได้รับการระบบเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ของเรือเพื่อนำ

มาประมวลผลสำหรับสนับสนุนการอำนวยการรบบนเรือ ผ่าน Operating Consoles ที่เชื่อมต่อควบคุมระบบ

อาวุธและระบบป้ องกันตนเองของเรือ โดยระบบ TACTICOS สามารถช่วยสนับสนุนในการปฏิบัติการในพื้นที่

ใกล้ชายฝั่ง และมีขีดความสามารถในการอำนวยการรบในการป้ องกันเรือตนเองจากการถูกโจมตีจากภัย

คุกคามที่หลากหลายในเวลาเดียวกัน (Swarm Attack) ในปัจจุบันระบบ TACTICOS นี้ มีใช้บนเรือรบ

จำนวน 204 ลำ จาก 25 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย

1.3.3 ระบบควบคุมการยิงและการบูรณาการระบบอาวุธ ซึ่งบริษัท Thales Nederland มีประสบการณ์

มากกว่า 100 ปี โดยในปัจจุบันบริษัทฯ กำลังวิจัยพัฒนาระบบ Next Level Fire Control ที่ใช้เทคโนโลยี




37

ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาปฏิบัติการในการควบคุมการยิงอย่างอัตโนมัติ และสามารถโจมตีเป้ าหมายได้มากกว่า 1
เป้ าหมายต่อระบบเซ็นเซอร์ 1 ระบบ

2. ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ สทป. หรือเทคโนโลยีเป้าหมายของ สทป.

2.1 ในปัจจุบัน สทป.มีขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีทางทะเล รวมถึงเทคโนโลยีระบบเซ็นเซอร์

ตรวจการณ์ที่จำกัด อย่างไรก็ตาม แนวโน้ มการพัฒนาเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ ระบบอำนวยการรบ และระบบ

ควบคุมการยิงของบริษัท Thales Nederland แสดงให้เห็นถึงความต้องการในการปฏิบัติการอย่างเป็น

อัตโนมัติ โดยการบริหารจัดการข้อมูลอย่างเป็ นระบบและใช้เทคโนโลยีปั ญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยในการ

ดำเนินการ ดังนั้น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จึงถือเป็น Key Enabler สำหรับการวิจัย พัฒนา และผลิต

เทคโนโลยีป้ องกันประเทศสำหรับอนาคต เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการในการใช้งานในสภาวะ

แวดล้อมที่เทคโนโลยีมีวิวัฒนาการอย่างก้าวกระโดด

2.2 ที่ผ่านมา สทป.มีความร่วมมือกับบริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด และบริษัท ช ทวี จำกัด มหาชน ในการผลักดัน

โครงการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (OPV) สำหรับกองทัพเรือฟิลิปปินส์ การคัดเลือกระบบอำนวยการรบ ระบบ

เซ็นเซอร์ ระบบอาวุธ และการบูรณาการระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกันถือเป็นสิ่งสำคัญในการยกระดับมาตรฐานของ

เรือ เพื่อตอบสนองความต้องการและดึงดูดความสนใจของลูกค้า อีกทั้งมีผลอย่างมากต่อราคาต้นทุนในการต่อ

เรือ ดังนั้น ในการผลักดันการส่งออกเรือรบให้ต่างประเทศจึงควรพิจารณาถึงขีดความสามารถของระบบต่าง ๆ

และความเข้ากันได้ของระบบ รวมถึงราคาต้นทุนของระบบอุปกรณ์ต่าง ๆ และการบูรณาการเชื่อมโยงระบบ

ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ให้มีความสอดคล้องเหมาะสมกับงบประมาณและราคาที่เสนอขาย




3. ข้อสังเกต หรือข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการสัมมนาฯ ครั้งนี้

การสัมมนานี้จัดขึ้นในเวลา 10.00 น. ซึ่งเป็นเวลาเริ่มต้นเปิดให้ผู้ร่วมงานเข้าชมการจัดแสดงอาวุธ
ยุทโธปกรณ์ภายในงาน Defence & Security 2022 ได้ จึงมีผู้เข้าร่วมรับฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นไม่มาก
นัก ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมรับฟังส่วนใหญ่เป็นข้าราชการทหารบกชั้นยศจ่าเอกลงมา ซึ่งผู้ฟังมิได้มีความเชี่ยวชาญใน
ด้านยุทโธปกรณ์และระบบทางทะเล การสัมมนาจึงเป็นไปในลักษณะการบรรยายเผยแพร่องค์ความรู้ โดยมิได้
มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความคิดเห็นระหว่างผู้บรรยายและผู้รับฟัง ดังนั้น เมื่อพิจารณาในด้าน
ประสิทธิผลของการสัมมนา จึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

38

2.3 รายงานวิเคราะห์ 8 เทคโนโลยี
เป้าหมายของ สทป.

39

เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ

1. ภาพรวมของเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับในงาน D&S 2022

1.1 เทคโนโลยียานไร้คนขับ ที่จัดแสดงในงาน D&S 2022 ส่วนใหญ่เป็นอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned

Aerial Vehicles : UAVs) และมีการจัดแสดงเทคโนโลยียานไร้คนขับภาคพื้น (Unmanned Ground

Vehicles : UGVs) ในบางส่วน แต่ไม่มีการจัดแสดงเทคโนโลยียานไร้คนขับทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นยานผิวน้ำ

ไร้คนขับ (Unmanned Surface Vehicles : USVs) หรือยานใต้น้ำไร้คนขับ (Unmanned Underwater

Vehicles : UUVs) ภายในงานในครั้งนี้ แม้ว่ากลุ่มประเทศเป้ าหมายซึ่งคือ ประเทศเทศในอาเซียนส่วนใหญ่

จะมีอาณาเขตติดทะเลและมีแนวโน้ มของภัยคุกคามจากทางทะเลเพิ่มมากขึ้น

1.2 อากาศยานไร้คนขับ ที่จัดแสดงภายในงานเป็นอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็กถึงขนาดกลางหลากหลาย

ประเภท ทั้งที่เป็น Rotary-Wing UAVs, Fixed-Wing UAVs รวมถึง Hybrid Vertical Take-off and

Landing (VTOL) UAVs ซึ่งมีขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจหลัก ได้แก่ การลาดตระเวน ตรวจการณ์

หาข่าว และการโจมตีด้วยอาวุธที่บรรทุกไปกับอากาศยาน อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมไทยได้มีการนำ

เสนอขีดความสามารถของอากาศยานไร้คนขับในภารกิจสายแพทย์ ทั้งการลำเลียงเวชภัณฑ์ การลำเลียงผู้

ป่วยในกรณีฉุกเฉิน รวมถึงการลำเลียงบุคลากรสายแพทย์ในการปฏิบัติภารกิจ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ร่วม

งานเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ บริษัท ALIT ของจีนยังได้จัดแสดง Loitering Munition ซึ่งเป็นเทคโนโลยี

อากาศยานไร้คนขับผสมกับเทคโนโลยีอาวุธนำวิถีที่กำลังได้รับความสนใจในปั จจุบัน ด้วยประสิทธิภาพ

ประสิทธิผล และความคุ้มค่าในการใช้งาน ดังที่มีตัวอย่างเชิงประจักษ์แล้วจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

ระหว่างรัสเซียและยูเครน ทั้งนี้ การจัดแสดง Loitering Munition ของบริษัท ALIT จึงอาจเป็นความพยายาม

ของจีนในการเปิดตลาด Loitering Munitions ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีงบประมาณในการวิจัยพัฒนา และงบ

ประมาณในการจัดหายุทโธปกรณ์จำกัด แต่กำลังพยายามที่จะปรับปรุงขีดความสามารถ

กำลังรบให้ทันสมัย

1.3 ยานไร้คนขับภาคพื้น ที่จัดแสดงภายในงานเป็นยานไร้คนขับภาคพื้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ซึ่งมีขีด

ความสามารถที่ค่อนข้างหลากหลายขึ้นอยู่กับการติดตั้งอุปกรณ์บนแพลตฟอร์มฐานขับเคลื่อน ทั้งนี้ โดยส่วน

มากจะเป็นยานไร้คนขับที่ติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการลาดตระเวน ตรวจการณ์ และหาข่าว รวมถึงอุปกรณ์

สำหรับการปฏิบัติภารกิจเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด ซึ่งตอบสนองต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่สำคัญของ

ประเทศในภูมิภาคอาเซียน อันได้แก่ การก่อการร้าย ความขัดแย้งภายในประเทศ และปัญหาความขัดแย้ง

บริเวณเขตชายแดน

1.4 แนวโน้ มการใช้ยานยนต์ไร้คนขับ UGV ในการรบหรือในทางยุทธวิธี ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญใน

อนาคต มีระบบขับเคลื่อนแบบเครื่องยนต์สันดาป มอเตอร์ไฟฟ้ ฟาหรือแบบ Hybrid ที่ช่วยประหยัดพลังงาน

และลดเสียงในระหว่างปฏิบัติภารกิจ ในขณะที่แนวโน้ มของเทคโนโลยีของหุ่นยนต์ขนาดเล็กยังคงใช้ใน

ภารกิจเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดเป็นหลัก ทั้งนี้เป็นเทคโนโลยีไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาก แต่มุมมองของ

การพึ่งพาตนเองนั้น ประเทศไทยโดย สทป. มีขีดความสามารถในการวิจัย พัฒนาและผลิต เพื่อตอบสนอง

ความต้องการภายในประเทศและภูมิภาคได้อย่างสมบูรณ์และได้รับความสนใจจากต่างประเทศ

1.5 แนวโน้ มการใช้อากาศยานไร้คนขับกับภารกิจการโจมตีเป้ าหมาย ที่ปรากฎให้เห็นได้จากอากาศยานไร้

คนขับขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่สามารถติดตั้งและพกพาอาวุธ ทั้งที่เป็นอาวุธปืนและอาวุธปล่อย

แบบนำวิถีและไม่นำวิถี




40

1.6 การพัฒนาอากาศยานไร้คนขับในสำนังานวิจัยและสถาบันการศึกษาของเหล่าทัพมีการพัฒนาทาง

เทคโนโลยีที่ก้าวไปอย่างหน้ ามาก โดยเฉพาะในกลุ่มอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็กแบบขึ้นลงทางดิ่ง ซึ่งมี

ปั จจัยเสริมมาจากการเปิ ดกว้างทางด้านเทคโนโลยีและการขยายตัวการใช้งานภาคพลเรือน ส่งผลให้การ

พัฒนาเป็นไปได้สะดวกยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ

ผลิตและพัฒนา

1.7 มีการจัดแสดงอากาศยานไร้คนขับเพื่อใช้งานในทางพลเรือนหรือ Enterprise UAV System และ

อุปกรณ์ Payload มากยิ่งขึ้น

1.8 มีผู้ประกอบการในประเทศไทยที่นำอากาศยานไร้คนขับมาจัดแสดงหลายราย เช่น บริษัท Datagate

DRC และ Systronics ทั้งที่ผลิตได้เองและเป็นตัวแทนจำหน่าย เป็นสัญญาณแสดงให้เห็นถึงแข่งขันทาง

ตลาดของยุทโธปกรณ์ในกลุ่มนี้

1.9 เป็นครั้งแรกที่มีการจัดแสดงอากาศยานไร้คนขับขนาดใหญ่ภายในงาน ซึ่งเป็นการจัดแสดงของบริษัท

ร่วมทุนของ สทป. โดยได้นำอากาศยานไร้คนขับรุ่น DP20 สำหรับการลาดตระเวนและตรวจการณ์ รุ่น

DP20-A แบบติดอาวุธ รวมถึงรุ่นที่มีขนาดเล็กกว่าอย่าง DP16 ที่สามารถติดอาวุธได้เช่นกัน รวมถึงโดรน

ลำเลียง DP26 สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ ที่ได้นำมาจัดแสดง มีขีดความสามารถในการติดตั้งอาวุธปล่อยแบบนำ

วิถีและไม่นำวิถี รวมถึงระบบ Datalink แบบ SATCOM




2. ประเทศที่มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยียานไร้คนขับในงาน D&S 2022

2.1 ประเทศจีน เหตุผลที่ทำให้ประเทศนี้มีความโดดเด่นในการผลิตระบบอากาศยานไร้คนขับและจรวดเป้ า
และ Loitering UAV System ได้อย่างสมบูรณ์ในทุกมิติ เช่น อากาศยานไร้คนขับขนาดใหญ่แบบ CH-4 รวม
ถึงอากาศยานไร้คนขับของบริษัทร่วมทุน ATIL นอกจากนี้ประเทศจีนยังมีขีดความสามารถในการต่อยอด
แนวคิดจากยุทโธปกรณ์ของผู้ผลิตรายอื่น ได้อย่างรวดเร็ว โดยจะเห็นได้จากอากาศยานไร้คนขับประเภท
FH-901 Loitering UAV System ของบริษัท ALIT ที่มีความคล้ายคลึงกับ Switchblade ของบริษัท
Aerovironment สหรัฐอเมริกา

2.2 ประเทศอิสราเอล เหตุผลที่ทำให้ประเทศนี้มีความโดดเด่นเพราะเป็นประเทศผู้นำเทคโนโลยีด้าน
อากาศยานไร้คนขับ ที่มีประจำการในกองทัพไทยและในกองทัพหลายประเทศ โดยภายในงาน ได้นำ
อากาศยานไร้คนขับขนาดเล็กทางยุทธวิธีมาจัดแสดงอาทิ Orbitor4 ของบริษัท Aeronautics Group และ
Skylark 3 และ Bird of Prey ของบริษัท Elbit Systems

2.3 ประเทศตุรเคีย มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับแบบเพดานบินปานกลางและบินได้
นาน (Medium Altitude Long Endurance UAV: MALE UAV) โดยบริษัท Turkish Aerospace มีการนำ
เสนออากาศยานไร้คนขับ Aksungur ที่สามารถบรรทุกน้ำหนักได้ถึง 750 กิโลกรัม และมีการออกแบบมาเป็น
3 รุ่นตามภารกิจการปฏิบัติการ ได้แก่ รุ่นสำหรับภารกิจ ISR รุ่นสำหรับการโจมตีภาคพื้นดิน และรุ่นสำหรับ
การตรวจการณ์ทางทะเล นอกจากนี้ยังการนำเสนออากาศยานไร้คนขับอเนกประสงค์ Anka Multirole UAS
ซึ่งมีประสบการณ์ใช้งานทางการรบ (Combat Proven) และมีชั่วโมงบินแล้วมากกว่า 90,000 ชั่วโมง

2.4 ประเทศสเปน มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยียานไร้คนขับภาคพื้นขนาดกลาง ที่สามารถปฏิบัติภารกิจ
เก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดแบบ Heavy Duty และสามารถปฏิบัติภารกิจนิวเคลียร์ ชีวะ รังสี และเคมี
(CBRN) ได้ โดยบริษัท Aunav ได้จัดแสดงหุ่นยนต์ Aunav.NEXT ที่มีแขนกลที่รองรับน้ำหนักได้ถึง 250
กิโลกรัม



3. บริษัทที่มีความโดดเด่น หรือน่าสนใจด้านเทคโนโลยียานไร้คนขับในงาน D&S 2022

3.1 บริษัท ALIT ของประเทศจีน สามารถออกแบบและผลิตระบบอากาศยานไร้คนขับได้ทุกขนาดได้อย่าง
ครบวงจร เหตุผลที่ทำให้บริษัทนี้มีความน่าสนใจ คือ การมีขีดความสามารถในการผลิตระบบ Loitering
Munition โดยภายในงาน D&S 2022 บริษัท ALIT ได้จัดแสดงระบบ FH901 Loitering Munition พร้อมด้วย

41

ระบบท่อยิง ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถนำมาใช้ในการปฏิบัติภารกิจที่หลากหลายทั้งในการปฏิบัติการพิเศษ
และการต่อต้านการก่อการร้าย

ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ สทป. หรือโอกาสที่อาจจะมีความร่วมมือกับ สทป. ได้แก่ การที่ สทป.และ
บริษัท ALIT มีความร่วมมือในโครงการพัฒนาเทคโนโลยีจรวด DTI-1G อยู่แล้ว ประกอบกับ สทป.มีองค์
ความรู้ด้านอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็กถึงขนาดกลาง จึงมีแนวโน้ มที่จะสามารถขยายกรอบความร่วมมือไป
ยังการโครงการวิจัยและพัฒนา Loitering Munition ร่วมกันได้

3.2 บริษัท Elbit Systems สามารถออกแบบและผลิต
ระบบอากาศยานไร้คนขับได้ทุกขนาดได้อย่างครบวงจร มี

ประจำการในประเทศไทยและในอีกหลาย ๆ ประเทศ
เหตุผลที่ทำให้บริษัทนี้มีความน่าสนใจ คือ การมีขีดความ

สามารถในการบูรณาการติดตั้งอาวุธปื นบนอากาศยานไร้คน
ขับขนาดเล็ก โดยบริษัท Elbit Systems ได้จัดแสดง

อากาศยานไร้คนขับขนาดเล็กแบบ Multi-Rotor ที่มีชื่อว่า

Thor ซึ่งได้บูรณาการติดตั้งอาวุธปื นเล็กยาวให้แก่

อากาศยานไร้คนขับดังกล่าว เพื่อใช้ในภารกิจการโจมตีเป้ า
หมาย

ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ สทป. หรือโอกาสที่อาจจะมี
ความร่วมมือกับ สทป. ได้แก่ การที่ สทป.มีองค์ความรู้ใน

การวิจัยและพัฒนาอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็กแบบ
Multi-Rotor จากโครงการ D-eyes 01 อยู่แล้ว การได้มา

ซึ่งองค์ความรู้ในการบูรณาการติดตั้งอาวุธปื นให้แก่
อากาศยานไร้คนขับประเภทดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพ

ในการใช้งานทางการทหารให้แก่ผลิตภัณฑ์ของ สทป. นอกจากนี้ สทป.ยังมีความร่วมมือกับบริษัท Emtan
ประเทศอิสราเอลในการผลิตอาวุธปืน จึงมีโอกาสที่จะนำองค์ความรู้ที่มีมาบูรณาการร่วมกันในการดำเนินการ

วิจัยพัฒนาอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็กติดอาวุธ ภายใต้การช่วยเหลือ การสนับสนุน และการถ่ายทอดองค์
ความรู้จากบริษัท Elbit Systems หากมีความร่วมมือกันในอนาคต




3.3 บริษัท Aunav ของประเทศสเปน เหตุผลที่ทำให้บริษัทนี้มีความน่าสนใจ คือ การมีขีดความสามารถใน
ผลิตหุ่นยนต์เก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดขนาดกลาง ที่สามารถปฏิบัติภารกิจเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดแบบ
Heavy Duty และสามารถปฏิบัติภารกิจนิวเคลียร์ ชีวะ รังสี และเคมี (CBRN) ได้

ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ สทป. หรือโอกาสที่อาจจะมีความร่วมมือกับ สทป. ได้แก่ การที่ สทป.มีองค์
ความรู้ในการวิจัยและพัฒนาเก็บกู้วัตถุระเบิดขนาดเล็กอยู่แล้ว การได้มาซึ่งองค์ความรู้ในการวิจัยพัฒนาหุ่น
ยนต์เก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดขนาดกลาง ที่สามารถปฏิบัติภารกิจเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดแบบ Heavy

42

Duty และสามารถปฏิบัติภารกิจนิวเคลียร์ ชีวะ

รังสี และเคมี (CBRN) ได้นั้น จะช่วยเพิ่มความ

หลากหลายของขีดความสามารถในการรองรับ

ภารกิจของผลิตภัณฑ์ สทป. อาทิ การเพิ่มขนาด

หุ่นยนต์ให้รองรับภารกิจหนักได้มากขึ้น และการ

เพิ่มขีดความสามารถด้าน CBRN ให้แก่หุ่นยนต์

ของ สทป.

3.3 บริษัท ATIL ของประเทศไทย จัดแสดง

ระบบอากาศยานไร้คนขับขนาดกลางและขนาด

ใหญ่แบบติดอาวุธ

3.4 บริษัท Aeronautics Group ของประเทศ

อิสราเอล สามารถออกแบบและผลิตระบบ

อากาศยานไร้คนขับขนาดเล็กทางยุทธวิธี ที่มี

ประจำการในประเทศไทยและในอีกหลาย ๆ

ประเทศ




4. ผลงานและผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่น หรือน่
าสนใจเป็นพิเศษในงาน D&S 2022

4.1 ผลงาน M-Pseudo SAT พัฒนาโดย โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช

M-Pseudo SAT เป็นระบบอากาศยานกึ่งดาวเทียมเพดานบินสูง (HAPS: High-Altitude Pseudo-

Satellite) ที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานแสงอาทิตย์ และออกแบบเพื่อทำการบินในระดับชั้นบรรยากาศ

stratosphere ที่ความสูง 15-18 กิโลเมตร โดย M-Pseudo SAT ได้รับการออกแบบสำหรับการทวนสัญญาณ

สื่อสารและกู้คืนการเชื่อมต่อแบบเคลื่อนที่ระหว่างการเกิดภัยพิบัติต่างๆ

นอกจากนี้ระบบอากาศยานกึ่งดาวเทียมเพดานบินสูง M-Pseudo SAT สามารถดำเนินภารกิจข่าวกรอง,

ตรวจการณ์, ตรวจจับเป้ าหมาย, และลาดตระเวน (ISTAR: Intelligence, Surveillance, Target

Acquisition, and Reconnaissance), การประยุกต์ใช้เพื่อการลาดตระเวนทางทะเล, การบรรเทาภัยพิบัติ,

การลาดตระเวนตรวจตราพรมแดน, การตรวจจับจากระยะไกล และการป้ องกันไฟป่า

M-Pseudo SAT เป็นความพยายามภายในหน่วยงานที่เริ่มต้นในปี พ.ศ.2565 ระบบต้นแบบเครื่องแรก

ขนาดครึ่งหนึ่งของเครื่องจริงมีแผนจะเปิดตัวในปี พ.ศ.2566 โครงการทดสอบและทำการบินที่จำเป็นเพื่อให้

ระบบเสร็จสมบูรณ์จะใช้เวลาอย่างน้ อย 5 ปี โดยต้นแบบเครื่องในระยะสุดท้ายของโครงการ จะมีความยาว 8

เมตร และจะมีปีกกว้าง 25 เมตร โดยระบุว่าจะมีระยะเวลาการทำการบินได้นานถึง 14 วัน พลังงานแสง

อาทิตย์ถูกควบคุมโดยแผง solar cell ที่ติดตั้งในตำแหน่งด้านบนสุดของปีกจะบรรจุ battery จำนวน 12 ชุด

ซึ่งแปลงไปเป็นพลังงานเพื่อขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้ าสองเครื่อง ที่ติดตั้งในชายปีกด้านหน้ าของส่วนปีก ด้วย

น้ำหนักบินขึ้นสูงสุดที่ 75 กิโลกรัม และน้ำหนักบรรทุกที่ 5 กิโลกรัม จะสามารถที่ไต่ระดับเพดานบินได้สูงสุด

ที่ 20 กิโลเมตร ขณะที่คงความเร็วเดินทางที่ 55 - 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง




43

4.2 ผลงาน Maritime Aerial Reconnaissance Craft Unmanned System : MARCUS Type B พัฒนา

โดย สวพ.ทร.

MARCUS-B ผลงานของสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ ได้เสร็จสิ้นการทดสอบขั้น

สุดท้ายในการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากมอเตอร์ไฟฟ้ าเป็นเครื่องยนต์น้ำมันเชื้อเพลิง (โดยใช้โครงสร้างเดิม)

ทำให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการขั้นต่ำของกองทัพเรือได้ คือการมีระยะเวลาบินปฏิบัติการไม่ต่ำกว่า

2 ชั่วโมง โดยถึงแม้อาจจะดูว่าบินได้ไม่นานนักหากนำไปเทียบกับ UAV โดยทั่วๆไปในระดับขนาดใกล้เคียง

กัน แต่จุดเด่นของ MARCUS-B แลกมาด้วยความสามารถในการเป็น UAV แบบปีกนิ่งที่สามารถขึ้นลงทาง

ดิ่งจากทุกสถานที่ด้วยความแม่นยำ มีความเร็วในการบินปฏิบัติการประมาณ 100 กิโลเมตร/ชม. ทนต่อแรง

ลมตามแนวชายฝั่งและในทะเล

ในปี งป. 66 โครงการจะได้รับการสนับสนุนให้ผลิตเข้าทดลองใช้งานก่อนอย่างน้ อย 1 ระบบเพื่อเก็บข้อมูล

ผลการใช้งานก่อนการผลิตระบบต่อไป โดย MARCUS-B รุ่นที่จะผลิตจริงนั้น จะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 30

ล้านบาทเศษ ซึ่งนับว่ามีราคาถูกมาก ประกอบไปด้วยตัวอากาศยาน 2 ลำ และชุดควบคุมภาคพื้นสำหรับควคุม

จากฝั่ง 1 ชุด ควบคุมจากเรือ 1 ชุด โดยจะมีคุณลักษณะเบื้องต้นคือ เป็นอากาศยานไร้คนขับแบบปีกนิ่งขึ้นลง

ทางดิ่งจากพื้นที่จำกัดด้วยความแม่นยำ ใช้ระบบพลังงานแบบผสมผสาน (Hybrid) ระหว่างไฟฟ้ าและน้ำมัน

เชื้อเพลิง มีระยะเวลาบินปฏิบัติการไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงที่ความเร็วบินเดินทางประมาณ 100 กิโลเมตร/ชม.

(ระยะบินปฏิบัติการ 300 กิโลเมตร) มีน้ำหนักขึ้นบินสูงสุดเกือบ 65 กิโลกรัม ในปัจจุบันจึงได้มีการเริ่มศึกษา

ความเป็นไปได้ในการติดสัมภาระอื่นแล้ว เช่นการติดตั้งอาวุธปล่อยแบบนำวิถีขนาดเล็ก (Light Weight

Guided Missile) เพื่อเป็น UAV ติดอาวุธในอนาคต

MARCUS ลำแรกได้รับสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติระหว่าง 2562-2563 โดยในห้วง

2564 ได้มีการนำไปทดสอบทดลองและสาธิตให้แก่หน่วยผู้ใช้และผู้บังคับบัญชาระดับสูงในกองทัพเรือได้รับ

ชมอยู่หลายครั้ง และได้นำเสนอเข้ารับพิจารณารับรองมาตรฐานงานวิจัยจากคณะกรรมการมาตรฐาน

ยุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือหรือ กมย.ทร. ซึ่งก็ได้รับการรับรองมาตรฐาน กมย.ทร. ปี 2564 แต่มีข้อเสนอ

แนะว่า หากจะนำเข้าสู่สายการผลิตน่าจะต้องมีการพัฒนาปรับปรุงให้มีระยะเวลาการบินได้นานมากขึ้น อย่าง

น้ อยเป็นเวลาประมาณ 2 ชม. นั่นจึงเป็นที่มาของโครงการต่อเนื่อง ซึ่งกองทัพเรือก็ได้เสนอขอรับการ

สนับสนุนทุนวิจัยจาก วช. ในการพัฒนาโครงการ MARCUS-B ดังนั้นหาก MARCUS-B สามารถบินได้นาน

ขึ้นกว่า MARCUS แบบแรกก็จะสามารถเสนอเข้าสู่สายการผลิตได้

ในส่วนของพันธมิตรกับเอกชนนั้น สวพ.ทร. ร่วมมือกับบริษัท SDT Composites และ Oceanus R&D ที่

เป็นบริษัทไทย โดยทั้งสามองค์กรทำงานร่วมกันในทุกขั้นตอน ด้วยการแบ่งหน้ าที่การทำงานให้สอดคล้องกับ

สาขาความเชี่ยวชาญ โดยในการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมภายในส่วนใหญ่แล้วเป็นหน้ าที่ความรับผิดชอบของ

สวพ.ทร. โดยมี SDT Composites ทำในด้านการดัดแปลงหรือทำชิ้นงานเพิ่มเติมเพื่อการติดตั้งอุปกรณ์ วัสดุ

ส่วนใหญ่จะเป็น Pre-Preg Carbon Fiber หรือ Dry Carbon ที่ต้องใช้เทคนิคและความชำนาญพิเศษในการ

ขึ้นรูป เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่มีน้ำหนักเบาและมีความคงทนแข็งแรงมากกว่าการใช้ใยผ้า Carbon แบบธรรมดาที่

จะพอพบเห็นใช้งานในอากาศยานไร้คนขับโดยทั่วไป หรือส่วนใหญ่ก็มักใช้เพียงใยแก้วเป็นวัสดุหลัก และ

เสริมด้วยใย Carbon หรือ Kevlar เป็นส่วนประกอบเพียงเล็กน้ อยเท่านั้น เพราะมีต้นทุนที่ถูกกว่าและมีวิธี

การขึ้นรูปที่ง่ายกว่า แต่จะมีน้ำหนักมากกว่าและมีความแข็งแรงน้ อยกว่า

แนวความคิดในการออกแบบของ MARCUS-B มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง เป็นอากาศยานแบบปีกนิ่งที่

ถูกออกแบบมาเป็นการเฉพาะให้ขึ้นลงทางดิ่ง บินเกาะอากาศได้ในย่านความเร็วไม่สูงมาก รองรับลมกระโชก

แรงที่เป็นสภาวะปกติตามแนวชายฝั่งและในทะเล แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องการแสดงให้เห็นว่าเป็นผลงานการ

ออกแบบและการสร้างทั้งหมดทุกขั้นตอนภายในประเทศไทยโดยคนไทย ในด้านของการพัฒนาระบบ

โปรแกรมควบคุมการปฏิบัติงานนั้น ออกแบบให้ติดตั้งระบบประมวลผลขนาดเล็ก ทำงานควบคู่กับชุดอุปกรณ์

ควบคุมการบินอัตโนมัติ (Autopilot) ทำให้สามารถพัฒนาระบบโปรแกรมของตัวเองเพื่อการควบคุมการปฏิบัติ

งานในเชิงยุทธการ/ยุทธวิธีที่เป็นของตนเอง โดยใช้ชื่อว่า TBACCS หรือ Tactical-Based Aerial

Command and Control System เพื่อควบคุม MARCUS ให้ปฏิบัติต่อไปได้ด้วยตัวเองแม้อยู่นอกพื้นที่หรือ




44

ขอบเขตระยะการสื่อสารของชุดควบคุมภาคพื้น (GCS) และสามารถสลับเปลี่ยนการควบคุมกับชุดควบคุม

ภาคพื้นอื่นที่อยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการ (Handover) เช่นการปล่อยอากาศยานจากฐานที่ตั้งชายฝั่ง และบินเดินทาง

จนออกนอกระยะควบคุม เพื่อเดินทางไปขึ้นการบังคับบัญชากับเรือที่กำลังปฏิบัติการอยู่ในทะเล และเมื่อเสร็จ

สิ้นภารกิจเรือก็สามารถสั่งการให้บินกลับเพื่อมาขึ้นการควบคุมจากชุดปล่อยหรือรับอากาศยานเพื่อนำกลับลง

จอด ณ ที่ตั้งบนฝั่ง

สำหรับโอกาสในการเข้าประจำการนั้น เป็นการพิจารณาของกรมยุทธการทหารเรือ แต่โดยรวมแล้ว

MARCUS-B สามารถนำไปทดแทนอากาศยานไร้คนขับทางยุทธวิธีของต่างประเทศที่มีประจำการในกองทัพ

เรือได้หลายแบบ สามารถใช้งานทั้งบนเรือรบและตามเกาะแก่งต่าง ๆ ซึ่งถ้ามีการจัดหาเข้าประจำการ ก็จะมี

บริษัทภาคเอกชนของไทยเข้ามาเป็ นผู้แทนให้กับทีมงานนักวิจัยในการเข้ามาเป็ นคู่สัญญากับกองทัพเรือหรือ

แม้แต่หน่วยงานอื่นที่มีความสนใจ

MARCUS และ MARCUS-B ไม่ได้อ้างอิงถึงมาตรฐานทางทหารหรือ Military Standard เพราะการขอรับ

รองนั้นเป็นการใช้กระบวนการทดสอบรับรองจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เป้ าหมาย

เบื้องต้นของ MARCUS-B คือการผลิตใช้งานได้เองภายในประเทศ มีกลุ่มลูกค้าเป้ าหมายคือหน่วยงาน

ภายในประเทศไทย ดังนั้นคิดว่าการได้รับการรับรองมาตรฐานของ กมย.ทร. จึงเพียงพอแล้ว โดยได้อ้างอิง

มาตรฐาน UAV ขนาดต่ำกว่า 150 กิโลกรัม ของกระทรวงกลาโหมเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่จะกำหนดให้มีหลัก

ฐานประกอบว่ามีคุณลักษณะหรือประสิทธิภาพเป็นไปตามเอกสารการออกแบบหรือไม่เท่านั้น แต่ในส่วนของ

วัสดุหรือชิ้นงานก็จะได้รับการทดสอบจากห้องทดลองเพื่อให้ได้ค่าที่สอดคล้องกับที่ผู้ผลิตวัสดุกำหนดมา ที่ผ่าน

มาบริษัท SDT Composites ได้มีความร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI) และกำลังดำเนินการ

ขอรับรองมาตรฐานการตรวจวัดเพิ่มเติมในด้านของวัสดุจากหน่วยงานภาครัฐที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น ศูนย์

พัฒนาและวิเคราะห์คุณสมบัติวัสดุอากาศยาน ภายใต้สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

เป็ นต้น


4.3 ผลงาน MERT-R ของกรมแพทย์ทหารบก

MERT-R โดรนช่วยเหลือทางการแพทย์ ในการค้นหา

และกู้ภัยช่วยเหลือทางการแพทย์สำหรับภารกิจทาง

ทหาร เพื่อการลำเลียงนำส่งกลับรักษา สำหรับผู้ประสบ

ภัยในแนวหน้ าหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน MERT-R เป็น

โดรนลำเลียงผู้ป่ วยหรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บส่งกลับสายการ

แพทย์เพื่อการรักษา ออกแบบวิจัยพัฒนาและประกอบ

สร้างโดยกรมแพทย์ทหารบกและบริษัท Pulse

Science Co.,Ltd. ทำการผลิตในประเทศไทย นับเป็น

ครั้งแรกที่มีโดรนประเภทนี้ในประเทศไทย เพื่อการ

ลำเลียงทางอากาศ โดยเฉพาะการบรรทุกผู้ป่วยไปด้วย

เปลที่ติดตั้งอยู่ใต้ลำตัว โดยมีระบบขับเคลื่อนด้วย

โรเตอร์แบบ 8 ใบพัด และมอเตอร์ 8 ตัว โครงลำตัวทำ

ด้วยไฟเบอร์คาร์บอนและไททาเนียม ทำให้มีน้ำหนักเบา

สามารถขึ้นลงในแนวดิ่งทำให้สะดวกในการบินขึ้น-ลง

ได้อย่างสะดวกในทุกภูมิประเทศ โดยใช้พื้นที่เพียงเล็ก

น้ อย สามารถบรรทุกผู้ป่วยได้ 1 คน หรืออุปกรณ์ที่มีน้ำ

หนักเทียบเคียง นอกจากนี้ยังมีโดรนอีก 2 แบบ คือ

RAPID MERT ที่ใช้ในการบินสำรวจเพื่อรายงาน

สถานการณ์ สามารถบรรทุกน้ำหนักได้ 15 กิโลกรัม

สำหรับขนเวชภัณฑ์และยา และแบบ MERT-P ซึ่งเป็น

โดรนที่มีคนขับได้ บรรทุกน้ำหนักได้ 100 กิโลกรัมโดย

จะใช้บรรทุกแพทย์เพื่อไปทำการรักษาในพื้นที่




45

4.4 A5000 และ Aerosonde ของ Barzan Holdings
Barzan Holdings มีสถานะบริษัทเอกชน ที่เป็นหน่วยงานภาครัฐคือกระทรวงกลาโหมแห่งรัฐกาตาร์เป็น
เจ้าของ มีนโยบายที่จะขยายการลงทุนด้านยุทโธปกรณ์ป้ องกันความมั่นคงของประเทศมายังตลาดอาเซียน
ซึ่งบริษัทมีความร่วมมือทางการตลาดและเป็นการพัฒนาวิจัยร่วมกันกับบริษัทชั้นนำของโลกต่าง ๆ อาทิ
สหรัฐอเมริกา, อิตาลี ในลักษณะ Project by Project เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ยุทโธปกรณ์ ตามความต้องการ
หรือ Demand ของตลาดและประเทศต่าง ๆ โดยจะมุ่งที่จะเป็นกลุ่มการลงทุนชั้นนำในภาคการป้ องกัน
ประเทศและสร้างความสามารถทางเทคโนโลยีให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก มีการขยายสาขาการลงทุนไปยัง
15 ประเทศทั่วโลก อาทิ ออสเตรเลีย นอร์เวย์ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา มาซิโดเนียเหนือ ตุรกี ปากีสถาน
ไนจีเรีย แอฟริกา ฯลฯ โดยเป็นการลงทุนทั้งรูปแบบที่เป็นการวิจัยร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือตั้งโรงงาน
ผลิตโดยภายในงาน Barzan Holdings ได้ร่วมมือกับบริษัท Textron ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้จัดแสดง
อากาศยานไร้คนขับขนาดเล็กและแบบยุทธวิธีจำนวน 2 ลำ คือ Aerosonde และ A5000 (จำหน่ายโดยบริษัท
Textron ภายใต้ชื่อสินค้า Shadow M2)

4.5 DP 16 DP 20 และ DP 20A ของบริษัท ATLI
ATIL เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท Beihang UAS Technology ประเทศจีน กับสถาบันเทคโนโลยี
ป้ องกันประเทศและบริษัท พีวายเอ็น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้นำอากาศยานไร้คนขับรุ่น DP 16 DP 20A
และแบบจำลอง DP 20 มาจัดแสดง
DP 16 Combat Tactical UAV ใช้ปฏิบัติการได้หลายภารกิจเช่น ด้านการข่าว เฝ้ าระวัง ลาดตระเวน และ
ตรวจการณ์เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถติดอาวุธนำวิถีขนาดเล็กสำหรับการโจมตี DP 16 น้ำหนักบินขึ้น
สูงสุด 360 กิโลกรัม ปีกกาง 10 เมตร ยาว 6 เมตร ความเร็วเดินทาง 120 -150 กิโลเมตร/ชม. ความเร็ว
สูงสุด 180 กิโลเมตร/ชม. บินได้นาน 10 ชม. (เมื่อมีน้ำหนักสูงสุด 6 ชม.) เพดานบินสูงสุด 5,500 เมตร รัศมี
ในการควบคุม 100 กิโลเมตร (200 กิโลเมตร Obtional) อุปกรณ์มาตรฐาน กล้อง EO/IR บรรทุกน้ำหนักได้
60 กิโลกรัม มีจุดติดอาวุธ 3 จุด โดยสามารถติดอาวุธจรวดนำวิถีได้



DP 20 Medium Altitude Long Endurance (MALE) ปฏิบัติการได้ทั้งทางบกและทางทะเล มีน้ำหนักบิน
ขึ้นสูงสุด 750 กิโลกรัม ปีกกาง 13.4 เมตร ยาว 5.75 เมตร สูง 2.75 เมตร ความเร็วเดินทาง 140-180
กิโลเมตร/ชม. ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง บินได้นาน 20 ชั่วโมง เพดานบิน 7,500 เมตร ระยะ
ปฏิบัติการ 250 กิโลเมตร (LOS) 2,500 กิโลเมตร (SATCOM) อุปกรณ์มาตรฐาน กล้อง EO/IR บรรทุกน้ำ
หนักได้ 150 กิโลกรัม มีจุดติดอาวุธ 4 จุด โดยสามารถติดลูกระเบิด หรืออาวุธจรวดนำวิถีได้ สามารถติด
อุปกรณ์ได้หลายแบบเช่นกล้อง EO/IR ,MSAR, SIGINT และ Comm.Relay

DP 20A มีน้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 1,500 กิโลกรัม ปีกกาง 18 เมตร ยาว 10.63 เมตร สูง 2.28 เมตร
ความเร็วเดินทาง 150-180 กิโลเมตร/ชั่วโมง ความเร็วสูงสุด 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง บินได้นานมากกว่า 40
ชั่วโมง เพดานบิน 7,500 เมตร ระยะปฏิบัติการ 250 กิโลเมตร (LOS) 2,000 กิโลเมตร (SATCOM)
อุปกรณ์มาตรฐาน กล้อง EO/IR บรรทุกน้ำหนักได้ 370 กิโลกรัม มีจุดติดอาวุธ 4 จุด โดยสามารถติดลูก
ระเบิดหรืออาวุธจรวดนำวิถีได้ 8 ลูก



46


Click to View FlipBook Version