ระบบนิเวศ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
จัดทำโดย
นางสาวกนกพร ม่วงทอง
นางสาวพรพิมล คำแพงศิริรัตน์
เเบบทดสอบก่อนเรียน
https://bit.ly/3rQ5aT8
ชีวิตกับระบบนิเวศกับสิ่งเเวดล้อม
ทรัพยากรธรรมชาติ
1.ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่รวมกันในบริเวณแหล่งที่อยู่นั้นเรียกว่า
ความสัมพันธ์ทางชีวภาพ
รูปแสดงความสัมพันธ์ทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิต
2.ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสิ่งมีชีวิตกับสภาพแวดล้อมที่ไม่มีชีวิตในบริเวณแหล่งที่อยู่นั้นเรียก
ว่าความสัมพันธ์ทางกายภาพ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับอุณหภูมิ น้ำ อากาศ แร่ธาตุ
แสงสว่าง เช่น ไส้เดือนดินอาศัยอยู่ในดินที่เปียกชื้น แมลงสาบอาศัยอยู่ในที่มืด
รูปแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสิ่งมีชีวิตกับสภาพแวดล้อม
ความสัมพันธ์ทั้งสองลักษณะนี้เกิดขึ้นได้พร้อมๆกันและเกิดขึ้นในระบบนิเวศทุกระบบ เนื่องจาก
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่สามารถอยู่ตามลำพังได้ ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตด้วยกัน
และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสภาพแวดล้อมนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต
แหล่งที่อยู่ (habitat) หมายถึง บริเวณที่กลุ่มสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เช่น ลำคลองเป็นแหล่งที่อยู่ของ
ปลาและกุ้ง ขอนไม้ที่เน่าเปื่อยผุพังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเห็ดและราบางชนิด
รูปแสดงแหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติ รูปแสดงแหล่งที่อยู่ที่มนุษย์สร้างขึ้น
ระดับความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ
สิ่งมีชีวิตมีมากมายหลายชนิดในธรรมชาติ เช่น ผึ้ง ต้นไม้ ปลา กุ้ง จัดเป็นสิ่งมีชีวิตแต่ละ
ชนิดในธรรมชาติจะพบสิ่งมีชีวิตหลายชนิดในลักษณะต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งจัดระดับ
ความสัมพันธ์เป็น 4 ระดับ
ระดับประชากร (population) หมายถึง ระบบที่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมาอยู่
รวมกันในบริเวณหนึ่ง เช่น ผุ้งในรัง ปลาหางนกยุงในขวดน้ำ นก 2 ตัว เกาะบนกิ่งไม้ วัว 10 ตัวใน
ทุ่งหญ้า และแปลงปลูกผักบุ้ง
ระดับชุมนุมสิ่งมีชีวิต (community) หมายถึง ระบบที่มีสิ่งมีชีวิตตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป
อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน เช่น มดและแมลงกระชอนที่อยู่ใต้ค่อนไม้ กุ้งและปลาในคลอง นกเอี้ยง
เกาะอยู่บนหลังควาย
ระดับระบบนิเวศ (ecossytem) หมายถึง ระบบที่รวมความสัมพันธ์ของชุมนุมสิ่งมีชีวิตกับ
สิ่งแวดล้อมบริเวณนั้น มีการหมุนเวียนสารและพลังงานเป็นวัฏจักร เช่น ระบบนิเวศป่าไม้มีหมุนเวียน
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สออกซิเจน มีการถ่ายทอดพลังงาน เช่น หนอนกินใบไม้ นกกินหนอน
ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง ร ะ บ บ นิ เ ว ศ
ระบบนิเวศตามธรรมชาติ เป็นระบบนิเวศที่เกิดขึ้นและเป็นไปตามธรรมชาติ เช่น
ระบบนิเวศป่าไม้ ระบบนิเวศน้ำจืด ระบบนิเวศน้ำกร่อย
ระบบนิเวศป่าไม้ ระบบนิเวศน้ำกร่อย
ระบบนิเวศที่มนุษย์สร้างขึ้น มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เช่น ระบบนิเวศบ้านเรือน ระบบนิเวศตู้ปลา
ระบบนิเวศในบ้านเรือน ระบบนิเวศตู้ปลา
ช นิ ด ข อ ง ร ะ บ บ นิ เ ว ศ
ระบบนิเวศมีหลากหลายชนิดแต่ละระบบนิเวศมีสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันตามสภาพ
แวดล้อมที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นความหลากหลายทางชีวภาพ แต่อาจมีสิ่งมีชีวิต
บางชนิดเหมือนกันได้ในสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่แตกต่างกัน ในระบบนิเวศหนึ่ง ๆ จึง
มีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดทั้งพืชและสัตว์ ซึึ่งมีจำนวนชนิดและจำนวนประชากรต่างกัน เป็นความ
หลากหลายในระบบนิเวศ โดยทั่วไปแบ่งระบบนิเวศเป็น 5 ชนิด
ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด ได้แก่ แม่น้ำ ลำคลอง หนองน้ำ บึง ทะเลสาบ อ่างเก็บน้ำ และคู แหล่งน้ำบริเวณนี้จะมี
สารอินทรีย์ มีพืชน้ำหลายชนิด เช่น ต้นเหงือกปลาหมอ ต้นกก ต้นลำพู ต้นทองหลาง สาหร่าย จอก แหน เป็นที่อยู่
อาศัยของสัตว์น้ำหลายชนิด เช่น หอยขม กุ้ง ปลา สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก เช่น กบ คางคก อึ่งอาง
ระบบนิเวศทะเล ได้แก่ ทะเล มหาสมุทร อ่าว หาดทราย หาดหิน หาดโคลน พื้นทะเล พื้นมหาสมุทร
และแนวปะการัง ซึ่งเป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุ สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศทะเล ได้แก่
แพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์ สาหร่าย ปลาชนิดต่าง ๆ กุ้ง หอย หมึก แมงกะพรุน
ระบบนิเวศป่าชายเลน เป็นป่าบริเวณชายฝั่งทะเลและปากแม่น้ำของประเทศในป่าเขตร้อน เป็นบริเวณน้ำกร่อยใน
ประเทศไทยพบแถบจังหวัดชายฝั่งทะเลทางภาคตะวันออกและภาคใต้สภาพดินเป็นดินเลนระดับน้ำทะเลในช่วงต่าง ๆ
ของแต่ละวันแตกต่างกัน ดินบริเวณป่าชายเลนอุดมไปด้วยแร่ธาตุ สารอาหารต่างๆกลุ่มพืชที่พบ ได้แก่ โกงกาง แสม
ตะบูน และเสม็ด เป็นพืชที่ส่วนใหญ่มีรากค้ำจุนลำต้น มีรากหายใจโผล่พ้นพื้นดินเลน โกงกางเป็นพืชที่นิยมใช้ผลิต
ถ่านไม้ ซึ่งให้ความร้อนสูง ส่วนกลุ่มสัตว์ที่พบมีทั้งสัตวืน้ำ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา สัตว์หน้าดิน สัตว์ในดิน นก มีตัว
อ่อนของสัตว์น้ำหลายชนิด นอกจากนี้ป่าชายเลนยังช่วยลดความรุนแรงของลมพายุก่อนที่จะพัดถึงฝั่งถ้าระบบนิเวศ
ป่าชายเลนถูกทำลายจะมีผลกระทบถึงระบบนิเวศ
ระบบนิเวศป่าไม้ เป็นระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวะภาพเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์หลายชนิด
เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีอินทรีย์สารแร่ธาตุที่สำคัญ ให้ผลผลิตหลายชนิดจากพืชและสัตว์ทั้งที่เป็นยารักษาโรคอาหารที่
อยู่อาศัยช่วยรักษาอุณหภูมิของโลกช่วยให้ฝนตกตามฤดูกาลและควบคุมปริมาณน้ำฝนและการกักเก็บน้ำในดินมีป่าไม้
หลายชนิด ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าพรุ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชึวิตกับสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ
ระบบนิเวศชุมชนเมือง เป็นระบบนิเวศที่มนุษย์สร้างขึ้น ประกอบด้วยอาหาคาร สิ่งก้อสร้างจำนวนมาก เช่น
ถนน สะพานลอย อนุสาวรีย์ น้ำพุ เสาไฟฟ้า รถยนต์ เป็นระบบนิเวศที่มีคนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นส่วนใหญ่
จะพบจำนวนน้อย มีฝุ่นละอองในอากาศมาก การหมุนเวียนของอากาศมีน้อย มีขยะมูลฝอยจำนวนมากมีทั้ง
แหล่งเจริญและแหล่งเสื่อมโทรม
ระบบนิเวศ (ecosystem) หมายถึง ระบบที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่มาอยู่ร่วมกัน
ณ บริเวณใดบริเวณหนึ่ง กับสภาพแวดล้อมโดยรวมของแหล่งที่อยู่อาศัย ซึ่งภายในระบบนิเวศมีความสัมพันธ์
ในแง่ของกิจกรรมระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตและสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น ได้แก่ การถ่ายทอดพลังงาน
ระหว่างสิ่งมีชีวิตกลุ่มต่าง ๆ และมีการหมุนเวียนของสารและแร่ธาตุต่าง ๆ จากสิ่งแวดล้อมสู่ตัวของสิ่งมีชีวิต
และจากตัวของสิ่งมีชีวิตไปสู่สิ่งแวดล้อมด้วย
องค์ประกอบของระบบนิเวศ
ในระบบนิเวศหนึ่ง ๆ จะมีองค์ประกอบ 2 ส่วน คือ องค์ประกอบทางชีวภาพ และ
องค์ประกอบทางกายภาพ
1) องค์ประกอบทางชีวภาพ หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศนั้น
2) องค์ประกอบทางกายภาพ หมายถึง สิ่งไม่มีชีวิตที่มีอยู่ในระบบนิเวศนั้น ๆ จำแนกได้เป็น 3 ส่วน
2.1 อนินทรียสาร (Inorganic Substance) เช่น คาร์บอน คาร์บอนไดออกไซด์ ฟอสฟอรัส
ไนโตรเจน น้ำ ออกซิเจน
2.2อินทรียสาร (Organic Substance) เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ฮิวมัส
2.3 สภาพแวดล้อมทางกายภาพ (Physical Environment) เช่น แสง อุณหภูมิ อากาศ
ความชื้น ความเป็นกรดด่าง
บทบาทและความสำคัญของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ
กลุ่มของสิ่งมีชีวิตภายในระบบนิเวศจะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน อีกทั้งสิ่งมีชีวิตในแต่ละชนิด
ยังแสดงบทบาทและความสำคัญภายในระบบนิเวศแตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้
ผู้ผลิต (producer) เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างอาหารได้เอง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดโดยวิธีสังเคราะห์ด้วยแสง
เนื่องจากมีคลอโรฟีลล์เป็นองค์ประกอบ ได้แก่ พืชสีเขียว สาหร่าย โพรทิสต์ รวมทั้งแบคทีเรียบางชนิด
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้เปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นพลังงานเคมีและเก็บไว้ในโมเลกุลของสารอาหารพวกแป้งและน้ำตาล
จากนั้นจะถ่ายทอดพลังงานนี้ให้กับกลุ่มของผู้บริโภค
ผู้บริโภค (consumer) เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถสร้างอาหารได้เอง ต้องอาศัย
การบริโภคผู้ผลิตหรือผู้บริโภคด้วยกันเป็นอาหารเพื่อการดำรงชีพ ผู้บริโภคยังสามารถ
แบ่งออกตามลักษณะและการกินได้ ดังนี้
- ผู้บริโภคพืช (herbivore) ถือเป็นผู้บริโภคลำดับที่หนึ่ง เช่น กระต่าย วัว ควาย ม้า กวาง ช้าง
- ผู้บริโภคสัตว์ (carnivore) ถือเป็นผู้บริโภคลำดับที่สอง เช่น เหยี่ยว นกฮูก เสือ งู
- ผู้บริโภคทั้งพืชและสัตว์ (omnivore) ถือเป็นผู้บริโภคลำดับที่สาม เช่น ไก่ นก แมว สุนัข คน
- ผู้บริโภคซากพืชซากสัตว์ (scavenger) ถือว่าเป็นผู้บริโภคลำดับสุดท้าย เช่น แร้ง ไส้เดือนดิน
ผู้ย่อยสลาย (decomposer) เป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารเองไม่ได้ ดำรงชีพอยู่ได้โดยการ
ย่อยสลายซากพืชซสัตว์ใช้เป็นพลังงานดังนั้น ผู้ย่อยสลาย จึงเป็นผู้ที่ย่อยสลายสารอินทรีย์เป็นสาร
อนินทรีย์หรือแร่ธาตุต่าง ๆ หมุนเวียนกลับคืนสู่ระบบนิเวศ และผู้ผลิตสามารถนำไปใช้ในการเจริญ
เติบโต
กลุ่มของสิ่งมีชีวิตภายในระบบนิเวศ
ความสัมพันธ์แบบพึ่งพา (Mutualism : +,)
1.ความสัมพันธ์แบบพึ่งพา (Mutualism : +,+) หมายถึง การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด โดยต่างก็ได้รับ
ประโยชน์ซึ่งกันและกัน หากแยกกันอยู่จะไม่สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ เช่น
- ไลเคนส์ ( Lichens) : สาหร่ายอยู่ร่วมกับรา สาหร่ายได้รับความชื้นและแร่ธาตุจากรา ราได้รับอาหารและ
ออกซิเจนจากสาหร่าย
- โพรโทซัวในลำไส้ปลวก
- แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์
- แบคทีเรียในปมรากพืชตระกูลถั่ว
- ราในรากพืชตระกูลสน
ความสัมพันธ์แบบได้ประโยชน์ร่วมกัน (Protocooperation : + ,+ )
2.ความสัมพันธ์แบบได้ประโยชน์ร่วมกัน (Protocooperation : + ,+ ) หมายถึง การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด
โดยก็ได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกัน แม้แยกกันอยู่ก็สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ เช่น
- แมลงกับดอกไม้
- ปูเสฉวนกับดอกไม้ทะเล (sea anemone)
- มดดำกับเพลี้ย
- นกเอี้ยงกับควาย
ความสัมพันธ์แบบอิงอาศัยหรือความสั
มพันธ์แบบเกื้อกูล (Commensalism : + , 0)
3.ความสัมพันธ์แบบอิงอาศัยหรือความสัมพันธ์แบบเกื้อกูล (Commensalism : + , 0)
การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด โดยฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้และไม่เสียประโยชน์
- ปลาฉลามกับเหาฉลาม
- พืชอิงอาศัย (epiphyte) บนต้นไม้ใหญ่ เช่น กล้วยไม้ที่อยู่บนต้นมะม่วง
- นก ต่อ แตน ผึ้ง ทำรังบนต้นไม้
ความสัมพันธ์แบบปรสิต (Parasitism : + , -)
การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด โดยฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ เรียกว่า ปรสิต (parasite) อีกฝ่ายหนึ่งเสีย
ประโยชน์เรียกว่าผู้ถูกอาศัย (host) เช่น
- เห็บ เหา ไร หมัด บนร่างกายสัตว์
- พยาธิ ในร่างกายสัตว์
ความสัมพันธ์แบบล่าเหยื่อ (Predation : + , -)
การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตโดยฝ่ายหนึ่งจับอีกฝ่ายหนึ่งเป็นอาหาร เรียกว่า ผู้ล่า (predator) ส่วนฝ่าย
ที่ถูกจับเป็นอาหารหรือถูกล่า เรียกว่า เหยื่อ (prey)
ความสัมพันธ์แบบแข่งขัน (Competition : - ,-)
การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตที่มีการแย่งปัจจัยในการดำรงชีพเหมือนกันจึงทำให้เสียประโยชน์
ทั้งสองฝ่าย เช่น เสือ , สิงโต , สุนัขป่าแย่งชิงกันครอบครองที่อยู่อาศัยหรืออาหารพืชหลายชนิดที่
เจริญอยู่ในบริเวณเดียวกัน
ความสัมพันธ์แบบเป็นกลางต่อกัน (Neutralism : 0 , 0)
เป็นการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตที่เป็นอิสระต่อกันจึงไม่มีฝ่ายหนึ่ง
ฝ่ายใดได้หรือเสียประโยชน์ เช่น นกกับกระต่ายในทุ่งหญ้า
สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
ทรัพยากรธรรมชาติ ( natural resources ) หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
และมนุษย์สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ ดิน แร่ธาตุ ป่าไม้ สัตว์ป่า น้ำ และอากาศ
ทรัพยากรธรรมชาติจึงเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสิ่งแวดล้อมหนึ่งอาจจะประกอบ
ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมีทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ดังนั้น จึง
อาจจำแนกสิ่งแวดล้อมได้เป็น 2 ประเภท
A
สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ( physical environment ) คือ สิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิต
เช่น อุณหภูมิ ความชื้น กระแสลม กระแสน้ำ อากาศ แร่ธาตุ ความเป็นกรด-เบส ภูเขา ก้อน
หิน แม่น้ำ รวมทั้งอาคารบ้านเรือนที่มนุษย์สร้างขึ้น
สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ ( biological environment ) คือ สิ่งแวดล้อมที่มีชีวิต เช่น
พืช สัตว์ มนุษย์
ความสำคัญของสิ่งแวดล้อมทาง
กายภาพ
แสงสว่าง มีความสำคัญต่อพืชและสัตว์ พืชสีเขียวมีคลอโรฟิลล์ ได้รับพลังงานแสงจากดวง
อาทิตย์ เพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง พืชแต่ละชนิดต้องการปริมาณแสงแตกต่างกัน
เช่น ต้นมะลิต้องการแสงปริมาณมาก แต่ต้นพลูด่างต้องการแสงเพียงเล็กน้อย สัตว์ที่อาศัยอยู่ใน
บริเวณที่มีพืชดังกล่าวจึงมีความแตกต่างกัน นอกจากนี้แสงสว่างยังมีผลต่อสัตว์บางชนิด เช่น นก
ฮูก นกค้างคาว ซึ่งชอบออกหากิน ในเวลากลางคืน เนื่องจากมีแสงสว่างน้อย ส่วนสัตว์หลายชนิด
ออกหากินในเวลากลางวัน เช่น นก ไก่ ผีเสื้อ วัว
อุณหภูมิ สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ดำรงชีวิตอย่างปกติในช่วงอุณหภูมิประมาณ 10-30
องศาเซสเซียส ในระบบนิเวศที่มีอุณหภูมิสูงมาก มีสัตว์อาศัยอยู่น้อยทั้งจำนวน ชนิด และ
ปริมาณ เช่น ระบบนิเวศทะเลทราย มีอูฐ นกกระจอกเทศ แมลง งู บางชนิดที่เคลื่อนที่ได้
เร็วมาก พืชที่ขึ้นในทะเลทรายจะมีใบเปลี่ยนไปเป็นหนามเพื่อลดอัตราการคายน้ำ เช่น
ต้นกระบองเพชร การงอกของเมล็ดพืชจะงอกได้ดีที่อุณหภูมิเหมาะสม
น้ำหรือความชื้น ความชื้นในบรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ซึ่งมีผลต่อ
สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ ในเขตร้อนฝนตกชุกจะมีพันธุ์พืชและสัตว์หลายชนิด
ซึ่งมากกว่าในเขตหนาวที่อากาศแห้งแล้ง
แร่ธาตุและแก๊ส แร่ธาตุที่อยู่ในดินมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช สัตว์บางชนิดกินแร่ธาตุในดินเพื่อการ
ดำรงชีวิต แร่ธาตุและแก๊สที่สำคัญ ได้แก่ ออกซิเจน ไนโตรเจน คาร์บอน ฟอสฟอรัส โซเดียม และ
โพแทสเซียม ในระบบนิเวศที่ต่างกันจะมีปริมาณแร่ธาตุต่างกัน ปริมาณแร่ธาตุที่เหมาะสมจะช่วยให้สิ่งมีชีวิต
เจริญเติบโตได้ดี แต่บางครั้งถ้ามีแร่ธาตุมากเกินไปจะมีผลไปทำลายสิ่งมีชีวิตชนิดนั้น เช่น ในทะเลสาบบาง
แห่งมีแร่ธาตุโคบอลต์มากเกินไป ทำให้แพลงตอนพืชหยุดการเจริญเติบโตและไม่สามารถแพร่พันธุ์ได้
เเบบทดสอบหลังเรียน
https://bit.ly/3xK6vi2
Thank you