คํานํา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อประกอบการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 1 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อเป็นเป้าหมายใน การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและกระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อเป็นกรอบและทิศทางในการจัดการเรียน การสอน ให้ตรงตามมาตรฐานตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดย พิจารณาตาหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้ความหมาย บูรณา การหลักการ เเนวคิดทฤษฎีของบูรณาการ รูปแบบบูรณาการวิธีการบูรณาการ การบูรณาการ ภายใน ศาสตร์เดียวกันกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ป.1 มาตรฐาน ตัวชี้วัด โครงสร้างรายวิชา ตัวอย่าง การจัดทําหน่วยบูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ป.1 ตัวอย่างบูรณาการภายในศาสตร์ เดียวกันกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ตัวอย่างหน่วยบูรณาการข้ามศาสตร์ตัวอย่างเเผนบูรณา การข้าม ศาสตร์ คณะผู้จัดทําขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาและจัดทาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อ ประกอบการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษฉบับนี้จนสําเร็จลุล่วงเป็นอย่างดีและหวังเป็น อย่างยิ่งว่า จะเกิดประโยชน์ต่อการ จัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนต่อไป หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทํา นางสาวปวันรัตน์ราชสมบัติ ก
สารบัญ เรื่อง หน้า คํานํา ก สารบัญ ข 1.ความหมายของบูรณาการ 1 2.หลักการแนวคิด/ทฤษฎีของบูรณาการ 2-3 3.รูปแบบของบูรณาการ 4-5 4.วิธีการบูรณาการ 6 5.สาระ มาตรฐาน ตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ป.1 7-11 6.ตัวอย่างการจัดทําหน่วยบูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ป.1 12-21 7.การบูรณาการข้ามศาสตร์ 22 7.1ทฤษฎีการบูรณาการข้ามศาสตร์ 22 7.2ตัวอย่างหน่วยบูรณาการข้ามศาสตร์ 23 7.3ตัวอย่างแผนบูรณาการข้ามศาสตร์ 24-39 8.ภาคผนวก 40-51 9.อ้างอิง 52 ข
1.ความหมายการบูรณาการ การบูรณาการมีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายในลักษณะใกล้เคียงกัน ไว้ดังนี้ ความหมายการบูรณาการตรงกับคําภาษาอังกฤษว่า Integration มีรากศัพท์มาจากภาษาลาติ นว่า Integrate คําว่าบูรณาการในความหมายทั่วไป หมายถึง การทําสิ่งที่บกพร่องให้สมบูรณ์ แบบ โดยการเพิ่มเติม บางส่วนที่ขาดอยู่ให้สมบูรณ์หรือการนําส่วนประกอบย่อยมารวมกัน ตั้งแต่สองส่วนเพื่อทําให้เป็นส่วนประกอบ ใหญ่ของทั้งหมด ดังนั้นการบูรณาการเป็นการเชื่อม สิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งเข้ามาเสิ่ ป็นส่วนประกอบกับอีกสิ่งหนึ่ง ให้มีความสมบูรณ์กลายเป็นส่วน หนึ่งของแกนหลักหรือส่วนประกอบที่ใหญ่กว่า (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2546) ราชบัณฑิตยสถาน (2557) ได้ให้ความหมายของการบูรณาการว่าหมายถึง กระบวนการผสมผสาน เชื่อมโยงองค์ความรู้ตั้งแต่ 2 องค์ความรู้ขึ้นไปเข้าด้วยกันอย่าง สอดคล้องเป็นระบบ ชนาธิป พรกุล (2561 : 105) ได้ให้ความหมายของการบูรณาการว่าหมายถึง การเชื่อม โยงความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน, การจัดการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องเดียวกับวิถีชีวิต วิชัย วงษ์ใหญ่และมารุต พัฒผล (2562 : 3) ได้ให้ความหมายของการบูรณาการว่า หมายถึง การผสมผสานองค์ความรู้ตั้งแต่ 2 องค์ความรู้ขึ้นไปเข้าด้วยกันอย่างลงตัวและเป็น ระบบ ช่วยทําให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้Concept ในลักษณะที่เชื่อมโยงกันอย่างบูรณาการ ตอบ สนองธรรมชาติความต้องการและความสนใจของผู้เรียน พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) (2540) ได้ให้ความหมายบูรณาการ หมายถึง การทําให้ หน่วยย่อยที่มีอยู่ทั้งหลายที่สัมพันธ์อิงอาศัยซึ่งกันและกันเข้ามาร่วมทําหน้าที่ประสาน กลมกลืนให้เป็นองค์รวมหนึ่งเดียวที่มีความหมายครบถ้วนสมบูรณ์ในตัว ประเวศ วะสี (2545) ได้ให้ความหมายของการบูรณาการเป็นความเชื่อมโยงขององค์ ประกอบต่างๆ ไปด้วยกัน อย่างลงตัวและอย่างสมดุล ทิศนา แขมณี (2548) ได้ให้นิยามของการบูรณาการ หมายถึงการทาให้สมบูรณ์โดย การนําหน่วย ย่อยๆ ที่มีความสัมพันธ์มาทําหน้าที่อย่างผสมผสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวให้ ครบถ้วนสมบูรณ์ในตัวเองไม่ได้แยกเป็นส่วนๆ บีเน่(Beane, 1991) การบูรณาการเป็นการเชื่อมโยงความรู้ประสบการณ์ในลักษณะ ผสมผสานเข้า ด้วยกันทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องสมบูรณ์โดยรวมกันมากกว่าการแยกส่วน การบูรณาการ (Integration) หมายถึง การประสานกลมกลืนกันของแผนกระบวนการ สารสนเทศ การจัดสรรทรัพยากร การปฏิบัติการผลลัพธ์และการวิเคราะห์เพื่อสนับสนุน เป้าประสงค์ที่สําคัญของสถาบัน (Organization-wide Goal) การบูรณาการที่มีประสิทธิผล เป็นมากกว่าความสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน (Alignment) ซึ่งการดําเนินการของแต่ละ องค์ประกอบภายในระบบการจัดการผลการดาเนินการมีความ เชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียว อย่างสมบูรณ์ (คณะกรรมการการอุดมศึกษา, 2557, หน้า 35) สรุปจากความหมายที่กล่าวมา การบูรณาการหมายถึง กระบวนเชื่อมประสานสิ่งหนึ่ง หรือหลายสิ่ง ผสมผสานสิ่งที่มีอยู่เข้ามารวมกันให้มีความประสานสัมพันธ์แบบองค์รวมเป็น หนึ่งเดียว ครบถ้วน สมบูรณ์เป็น เอกภาพในตัวแบบไม่แยกส่วน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ แกนหลักหรือส่วนประกอบที่ใหญ่ขึ้น 1
2.หลักการแนวคิดทฤษฏีการบูรณาการ การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ หรือการสอนแบบบูรณาการ มีนักการศึกษา หลายท่านที่ได้ให้ความหมายไว้อย่างชัดเจนดังนี้ สิริพัชร์เจษฎาวิโรจน์ (2564) ได้ให้ความหมายการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ หมาย ถึงการ จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ (Integrated Instruction) เป็นการสอนที่เชื่อมโยงความรู้ ความคิดรวบยอด หรือ ทักษะเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้โดยองค์รวม ทั้งด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัยและทักษะ พิสัย ซึ่งสอดคล้อง ตามแนวการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการ ศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 มาตรา 23 ที่เน้นความสําคัญทั้ง ความรู้คุณธรรม กระบวนการ เรียนรู้และบูรณาการตาม ความเหมาะสม ซึ่งเป็นไปตามสภาพจริงของสังคม การเรียนรู้แบบ บูรณาการเป็นการจัดการเรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ เป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงเนื้อ สาระทั้งหลายเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย และสามารถนําไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง อีกทั้ง การบูรณาการ หลักสูตรยังเป็นวิธีการสร้างการศึกษาให้มีความหมายยิ่งขึ้นด้วย กรมวิชาการ (2546 : 1) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการว่า เป็นการจัดการ เรียนรู้โดยใช้ความรู้ความเข้าใจและทักษะในศาสตร์หรือวิชาความรู้มากกว่า หนึ่งวิชาขึ้นไปรวมเข้าด้วยกัน ภายใต้เรื่องรายโครงการหรือกิจกรรมเดียวกันเพื่อแก้ปัญหา หรือแสวงหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การบูรณาการ เป็นการเชื่อมโยงเนื้อหาสาระในหลักสูตรกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นใน ระดับชั้น เดียวกันซึ่งอาจเป็นทั้งวิธีการสอนและวิธีการจัดโปรแกรมการสอนเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ในหลักสูตรและทักษะ สามารถเชื่อมโยงให้เป็นสิ่งเดียวกันได้ประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของ หัวข้อกิจกรรม โครงการ หรือหัวข้อเรื่อง (Theme) และเป็นหลักสูตรที่จะช่วยขจัดความไม่ สัมพันธ์และความไม่ต่อเนื่องของเนื้อหาวิชาต่างๆ ที่เรียนให้หมดไป โดยหลักสูตรบูรณาการจะ นาความคิดรวบยอด หรือปัญหาที่ เกิดขึ้นในชีวิตจริงของนักเรียนมาใช้เพื่อให้นักเรียนได้รู้จัก ใช้ทักษะต่าง ๆอย่างเหมาะสม และนักเรียนยังสามารถเลือกหรือพัฒนาโครงงาน และ วิธีการ เรียนรู้ที่สัมพันธ์กับการเรียนได้อย่างอิสระด้วยตนเอง วารุณีคงมั่นกลาง (2564: ออนไลน์) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบบูรณ าการ หมายถึง การเชื่อมโยงสาระการเรียนรู้จากศาสตร์ในสาขาต่างๆที่มีความเกี่ยวข้องและ สัมพันธ์กัน โดยจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนตามความสามารถ ความสนใจ และ ความต้องการ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางด้านสติปัญญา ทักษะ และ จิตใจ สามารถนาความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหาใน ชีวิตประจําวันได้ สุพจน์แก้วบุดดี (2551) ได้ให้ความหมายของ การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ หมาย ถึงการจัดการ เรียนรู้ที่เน้นองค์รวมของเนื้อหามากกว่าองค์ความรู้ของแต่ละวิชาและเน้นถึง การเรียนรู้ของผู้เรียนซึ่งมีความสําคัญกว่าการบอกเนื้อหาของครูทําให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และ ปฏิบัติกิจกรรมทั้งรายเดี่ยวและรายกลุ่มสาระการเรียนรู้อาจมีการผสมผสานกันหลายวิชา การ ประเมินผลจะประเมินตามสภาพจริงทั้งในส่วนการสอบ ความรู้และปฏิบัติกิจกรรม สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2547 : 10) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียน รู้แบบบูรณา การว่า เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนเชื่อมโยงความรู้ความคิด ทักษะ และประสบการณ์ที่มีความหมายหลากหลายและสัมพันธ์กันเป็นองค์รวม เพื่อให้ผู้ เรียนเกิดการรู้แจ้งรู้จริงในสิ่งที่ศึกษาสามารถ นําไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ 2
อาภรณ์ใจเที่ยง (2553 : 129) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบ บูรณาการว่าหมายถึง การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงหัวข้อ หรือเนื้อหาสาขาวิชาต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมา ผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้แบบองค์รวม และ สามารถนําไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวันได้ บุญเลี้ยงทุมทอง(2559 : 146) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการว่า เป็น กระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยนาศาสตร์สาขาวิชาต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกันมา ผสมผสานให้เกิดความสมบูรณ์มีความหมาย มีความหลากหลาย สอดคล้อง เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง ของชีวิต ทําให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์รอบด้าน เพื่อการพัฒนา สู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์สามารถนําไปใช้เพื่อการดํารงชีวิตให้เป็นสุขได้ทั้งในสังคมปัจจุบัน และอนาคต ทิศนา แขมณี (2562 : 147) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการว่า หมายถึง การนําเนื้อหาสาระที่มีความเกี่ยวข้องกันมาสัมพันธ์ให้เป็นเรื่องเดียวกัน และจัดกิจกรรม การเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิด ความรู้ความเข้าใจในลักษณะที่เป็นองค์รวม และสามารถนําความรู้ความ เข้าใจไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวันได้ จากที่กล่าวมาในข้างต้น สามารถสรุปความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการได้ ว่าหมายถึง กระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศาสตร์สาขาวิชาต่าง ๆ หรือเนื้อหา ที่มีความสัมพันธ์กันเข้า มาไว้ด้วยกัน และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ ในลักษณะที่เป็นองค์รวม สามารถนําไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ 3
3.รูปแบบบูรณาการ การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และ ความเหมาะสมของตัว ผู้เรียนและสาระการเรียนรู้มีผู้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับรูป แบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการไว้หลาย แนวคิด ซึ่ง กรมวิชาการ (อ้างถึงใน กุลิสรา จิตร ชญาวณิช, 2562 : 86) ได้สรุปเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบ บูรณาการโดยใช้เกณฑ์ในการจา แนกดังนี้ 3.1 จําแนกตามจํานวนผู้สอน แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ 3.1.1 การบูรณาการแบบผู้สอนคนเดียว การบูรณาการแบบสอดแทรก (Infusion) การเรียนรู้แบบนี้ผู้สอนจะนาเนื้อหาของวิชา ต่าง ๆมาสอดแทรกในรายวิชาของตนเอง โดยเชื่อมโยงเนื้อหาวิชาต่างๆ ให้สอดคล้องกับหัว เรื่องกําหนด ขึ้นมา เป็นการวางแผนการสอนและทําการสอนโดยผู้สอนเพียงคนเดียว ลักษณะการสอนรูปแบบนี้เป็นการสอนบูรณาการแบบหลอมรวมโดยผู้สอนคนเดียวแต่บูรณา การความรู้และเนื้อหาวิชาที่เกี่ยวข้อง ทําให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมองเห็นความสัมพันธ์ เชื่อมโยง กันระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้เป็นการสอนแบบ Student-Centered (สุคนธ์สินธพ านนท์, 2558 : 103) 3.1.2 การบูรณาการแบบคู่ขนาน การเรียนรู้แบบนี้ผู้สอนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปต่างคนต่างสอนวิชาของตนเองแต่จะมา วางแผน ตัดสินใจร่วมกันว่าจะจัดแผนการเรียนรู้และจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยมุ่งสอนในหัว เรื่อง (Theme) ความคิดรวบยอด (Concept) และปัญหา (Problem) เดียวกันในส่วนหนึ่ง 3.1.3 การบูรณาการแบบโครงการ การบูรณาการแบบสหวิทยาการ (Multidiscipline) การเรียนรู้แบบนี้คล้ายกับแบบคู่ ขนาน ผู้สอนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปต่างคนต่างสอนวิชาของตน จัดกิจกรรมการเรียนรู้ของตนเอง เป็นส่วนใหญ่ ผู้สอนมาวางแผนการสอนร่วมกัน สอนหัวเรื่อง (Theme) ความคิดรวบยอด (Concept) และปัญหา (Problem) เดียวกัน กําหนดโครงงานให้ผู้เรียนปฏิบัติร่วมกันเพียง โครงการเดียว ประเมินความสําเร็จ ของผู้เรียนจากโครงงาน 3.2 จําแนกตามกลุ่มสาระการเรียนรู้แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้ 3.2.1 การบูรณาการภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ เป็นการนําเนื้อหาสาระการเรียนรู้ในวิชาเดียวกันหรือกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกัน มา เชื่อมโยงหรือสัมพันธ์กันภายใต้หัวเรื่อง (Theme) เดียวกันในการจัดการเรียนรู้ทาให้ผู้เรียนได้ ประยุกต์ความรู้และทักษะไปใช้ในชีวิตจริง เป็นการเรียนรู้ที่มีความหมายตัวอย่าง เช่น การบูรณาการในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จะเป็นการเชื่อมโยงสาระ การอ่าน การเขียน การฟัง การดูการพูด หลักการใช้ภาษาไทย โดยใช้วรรณคดีหรือวรรณกรรมเป็นแกน ในการจัด หน่วยการเรียนรู้ 3.2.2 การบูรณาการระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ เป็นการนําเนื้อหาสาระการเรียนรู้ตั้งแต่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ขึ้นไปหรือระหว่างศาสตร์ มา เชื่อมโยงหรือสัมพันธ์เป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อจัดการเรียนรู้ภายใต้หัวเรื่อง (Theme) เดียวกัน ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและใกล้เคียงกับชีวิตจริง 4
3.3 จําแนกตามประเภทของการบูรณาการ แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้ 3.3.1 การบูรณาการแบบสหวิทยาการ การเรียนรู้แบบนี้ผู้สอนในรายวิชาต่างๆ จะมาร่วมกันสอนเป็นคณะร่วมกันวางแผน กําหนด หัวเรื่อง ความคิดรวบยอดและปัญหาเดียวกัน จัดทําแผนการสอนร่วมกัน รวมชั่วโมงที่เคยแยก สอนมา ไว้ด้วยกันสอนผู้เรียนกลุ่มเดียวกัน มอบหมายงาน โครงการให้ผู้เรียนร่วมกัน รวมทั้งกา หนดเกณฑ์ประเมินผลงานของผู้เรียนด้วยกัน *** สอนเป็นทีม เรียนเป็นทีม ผู้เรียนนําความรู้และทักษะจากวิชาต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ใน การแก้ ปัญหา หรือทําโครงงาน 3.3.2 การบูรณาการแบบพหุวิทยาการ เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ผู้สอนนําเรื่องหรือสาระการเรียนรู้ที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ไป สอดแทรกในสาระการเรียนรู้หรือวิชาที่ตนเองรับผิดชอบ (วิชาแกนหลัก) ตัวอย่างเช่น ผู้สอน ต้องการสอนเรื่อง “การอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม” โดยการนําไป สอดแทรกในวิชาภาษา ไทย ซึ่งเป็นแกนหลัก โดยแทรกอยู่ในทักษะทางภาษาทั้ง 4 ทักษะ ได้แก่ ทักษะการฟัง : ฟังเรื่องเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ทักษะการพูด : ฝึกพูดเล่าเรื่องการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ทักษะการอ่าน : อ่านบทความเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ทักษะการเขียน : แต่งเรียนความเรื่องการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม (บูรชัย ศิริมหานคร, 2546 : 16) 5
4.วิธีการบูรณาการ 4.1 การบูรณาการภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ เป็นการนําเนื้อหาสาระการเรียนรู้ในวิชาเดียวกันหรือกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกัน มา เชื่อมโยงหรือ สัมพันธ์กันภายใต้หัวเรื่อง (Theme) เดียวกันในการจัดการเรียนรู้ทําให้ผู้เรียนได้ ประยุกต์ความรู้และทักษะไปใช้ใน ชีวิตจริงเป็นการเรียนรู้ที่มีความหมาย ตัวอย่างเช่น การบูรณาการในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จะเป็นการเชื่อมโยงสาระ การอ่าน การ เขียน การฟัง การดูการพูด หลักการใช้ภาษาไทย โดยใช้วรรณคดีหรือวรรณกรรม เป็นแกนในการจัดหน่วยการ เรียนรู้ 4.2 การบูรณาการระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ เป็นการนําเนื้อหาสาระการเรียนรู้ตั้งแต่2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ขึ้นไปหรือระหว่างศาสตร์ มาเชื่อมโยงหรือ สัมพันธ์เป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อจัดการเรียนรู้ภายใต้หัวเรื่อง (Theme) เดียวกัน ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและ ใกล้เคียงกับชีวิตจริง 6
5.สาระ มาตรฐาน ตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ป.1 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดง ความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดง ความรู้สึก และความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ต 1.3 นําเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่อง ต่างๆ โดยการพูดและการเขียน สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม มาตร ฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และนําไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรม ของเจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนํามาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้ อื่น และเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้และเปิดโลกทัศน์ของตน สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และสังคม มาตรฐาน ต 4.2 ใช้กายาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ การ ประกอบอาชีพ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก 7
สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคิด เห็นอย่างมีเหตุผล ชั้น รหัสตัวชี้วัด ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป. 1 ต 1.1 ป.1/1 ปฎิบัติตามคําสั่งง่ายๆ ที่ฟัง •คําสั่งที่ใช้ในห้องเรียน เช่น Stand up./Sit down./Listen./Repeat./ Quiet!/Stop! etc ต 1.1 ป.1/2 ระบุตัวอักษรและเสียง อ่านออก เสียงและสะกดคําง่ายๆ ถูกต้อง ตามหลักการอ่าน •ตัวอักษร (Ietter names) เสียงตัว อักษร (Ietter sounds) และการ สะกดคําหลักการอ่านออกเสียง เช่น -การอ่านออกเสียงพยัญชนะต้นคํา และพยัญชนะท้ายคํา -การออกเสียงเน้นหนัก-เบา (stress) ในคําและกลุ่มคํา -การออกเสียงตามระดับเสียงสูงต่า (intonation) ต 1.1 ป.1/3 เลือกภาพตรงตามความหมายของ คําและกลุ่มคําที่ฟัง •คํา กลุ่มคํา และความหมายเกี่ยว กับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งสิ่ แวดล้อมใกล้ตัว อาการ เครื่องดื่ม และนันทนาการ ภายในวงคําศัพท์ ประมาณ 150-200 คํา (คําศัพท์ที่ เป็นรูปธรรม) ต 1.1 ป.1/4 ตอบคําถามจากการฟังเรื่องใกล้ตัว •บทอ่านเกี่ยวกับเรื่องใกล้ตัวหรือ นิทานที่มีภาพประกอบ •ประโยคคําถามและคําตอบ -Yes/No Question เช่น Is it a/an…? Yes,it is./ No,it is not. etc. -Wh-Question เช่น What is it? lt isa/an…etc. 8
มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร แสดงความรู้สึก และความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ ชั้น รหัสตัวชี้วัด ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.1 ต 1.2 ป.1/1 พูดโต้ตอบด้วยคําสั้นๆ ง่ายๆ ใน การสื่อสารระหว่างบุคคลตามแบบ ที่ฟัง •บทสนทนาที่ใช้ในการทักทาย กล่าวลา ขอบคุณ ขอโทษ และ ประโยค/ข้อความที่ใช้แนะนํา ตนเอง เช่น Hi/Hello/Good morning/Good afternoon/Good evening/I am…./Goodbye./Bye./ Thank you./I am sorry./How are you?/I am fine. etc. ต 1.2 ป.1/2 ใช้คําสั่งง่าย ๆ ตามแบบที่ฟัง •คําที่ใช้ในห้องเรียน ต 1.2 ป.1/3 บอกความต้องการง่าย ๆ ของ ตนเอง ตามแบบที่ฟัง •คําศัพท์สํานวนภาษา และประโยค ที่ใช้บอกความต้องการ เช่น I want.../Please,... etc. ต 1.2 ป.1/4 พูดขอและให้ข้อมูลง่าย ๆ เกี่ยวกับ ตนเองตามแบบที่ฟัง •คําศัพท์สํานวนภาษา และประโยค ที่ใช้ขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เช่น What’s your name?/My name is.../ I am... etc. มาตรฐาน ต 1.3 นําเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดย การพูดและการเขียน ชั้น รหัสตัวชี้วัด ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.1 ต 1.3 ป.1/1 พูดให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง และ เรื่องใกล้ตัว •คําและประโยคที่ใช้ในการพูดให้ ข้อมูล เกี่ยวกับตนเอง บุคคลใกล้ ตัว และเรื่องใกล้ตัว เช่น บอกชื่อ อายุรูปร่าง ส่วนสูง สิ่งต่าง ๆ จํานวน 1-20 สีขนาด ตําแหน่ง ของสิ่งของ 9
สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม มาตร ฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของ ภาษา และนําไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ ชั้น รหัสตัวชี้วัด ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.1 ต 2.1 ป.1/1 พูดและทําท่าประกอบ ตาม วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา •วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา เช่น การใช้สีหน้าท่าทางประกอบการ พูด ขณะแนะนําตนเอง การสัมผัส มือ การโบกมือ การแสดงอาการ ตอบรับ หรือปฏิเสธ ต 2.1 ป.1/2 บอกชื่อและคําศัพท์เกี่ยวกับ เทศกาลสําคัญของเจ้าของภาษา •คําศัพท์เกี่ยวกับเทศกาลสําคัญ ของ เจ้าของภาษา เช่น วัน คริสต์มาส วันขึ้นปีใหม่ ต 2.1 ป.1/3 เข้าร่วมกิจกรรมทางภาษาและ วัฒนธรรมที่เหมาะกับวัย •กิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรม เช่น การเล่นเกม การร้องเพลง การเล่านิทาน ประกอบท่าทาง วัน คริสต์มาส วันขึ้นปีใหม่ วัน วาเลนไทน์ มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของ เจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนํามาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ชั้น รหัสตัวชี้วัด ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.1 ต 2.2 ป.1/1 ระบุตัวอักษรและเสียงตัวอักษรของ ภาษาต่างประเทศและภาษาไทย •ตัวอักษรและเสียงตัวอักษรของ ภาษาต่างประเทศและภาษาไทย สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้และเปิดโลกทัศน์ของตน ชั้น รหัสตัวชี้วัด ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.1 ต 3.1 ป.1/1 บอกคําศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม สาระการเรียนรู้อื่น •คําศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระ การเรียนรู้อื่น 10
สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตร ฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และสังคม ชั้น รหัสตัวชี้วัด ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.1 ต 4.1 ป.1/1 ฟัง/พูดในสถานการณ์ง่าย ๆ ที่เกิด ขึ้นในห้องเรียน •การใช้ภาษาในการฟัง/พูดใน สถานการณ์ง่าย ๆ ที่เกิดขึ้นใน ห้องเรียน มาตรฐาน ต 4.2 ใช้กายาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ การประกอบ อาชีพ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก ชั้น รหัสตัวชี้วัด ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.1 ต 4.2 ป.1/1 ใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อรวบรวม คําศัพท์ที่เกี่ยวข้องใกล้ตัว •การใช้ภาษาต่างประเทศในการ รวบรวมคําศัพท์ที่เกี่ยวข้องใกล้ตัว จากสื่อต่าง ๆ 11
6.ตัวอย่างหน่วยบูรณาการภายในกลุ่มสาระเดียวกัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษา อังกฤษ ป.1 12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
7.การบูรณาการข้ามศาสตร์ 7.1 ทฤษฎีการบูรณาการข้ามศาสตร์ 22
7.2ตัวอย่างแผนบูรณาการข้ามศาสตร์ 23
24
25
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 รายวิชา ฟิสิกส์ 3 รหัสวิชา 232203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้บูรณาการแบบสะเต็ม เรื่อง เสียง เวลา 18 คาบ เรื่อง มาทําความรู้จักกับเสียง เวลา 2 คาบ วิทยาศาสตร์ สาระสําคัญ เสียงเกิดจากการสั่นของแหล่งกําเนิดเสียง และถ่ายโอนพลังงานการสั่นไปยังอนุภาค ตัวกลางที่อยู่ ติดกับแหล่งกําเนิดเสียง ทําให้อนุภาคของตัวกลางสั่นและเกิดการถ่ายโอนพลังงาน ต่อไปยังอนุภาคที่อยู่ ถัดกันไปเรื่อย ๆ จนถึงหูผู้ฟัง หากไม่มีตัวกลางเพื่อการถ่ายโอนพลังงานจาก แหล่งกําเนิดเสียง เราจะไม่ สามารถได้ยินเสียงได้ ความสอดคล้องกับตัวชี้วัด 2 5.1 ม.4-6/2, ว 5.1 ม.4-6/3, 2 8.1 ม.4-6/4 เทคโนโลยี สาระสําคัญ การใช้เทคโนโลยีช่วยในการบันทึกข้อมูลผลการทดลองการมองเห็นคลื่นเสียง เป็น สิ่งจําเป็น เพราะลักษณะการสั่นอนุภาคของเสียงจากแหล่งกําเนิดที่ต่างกัน จะได้ลักษณะของ คลื่นเสียงที่ต่างกัน และการใช้เทคโนโลยีในการบันทึกภาพ จะช่วยให้เห็นการเปรียบเทียบรูปร่าง ของคลื่นเสียงได้ชัดเจน และ เป็นการสร้างจิตสํานึกที่ดีในการใช้งานอย่างมีคุณธรรม ความสอดคล้องกับตัวชี้วัด ง 3.1 ม.4-6/6 คณิตศาสตร์ สาระสําคัญ การมองเห็นคลื่นเสียง ต้องมีการออกแบบการทดลองโดยใช้วัสดุที่ช่วยทําให้เห็นเป็นภาพ คลื่น เสียงออกมา โดยวัสดุต้องมีการวัดขนาด และคํานวณพื้นที่ของวัสดุให้มีพื้นที่เพียงพอสําหรับ ภาพคลื่น เสียงที่ตกกระทบลงมา ความสอดคล้องกับตัวชี้วัด ค 6.1 ม.4-6/2 วิศวกรรม สาระสําคัญ การนําความรู้เรื่องเสียงมาใช้ในการแก้ปัญหาสถานการณ์ปัญหาเรื่องเสียงใน ชีวิตประจําวัน อาศัยหลักการออกแบบเชิงวิศวกรรม โดยเริ่มริ่ขั้นตอนการระบุปัญหา (Identify a challenge) เป็นขั้น ตอนผู้แก้ปัญหาทําความเข้าใจสิ่งที่เป็นปัญหาในชีวิตประจําวันโดยใช้ความรู้ที่ศึกษามาแล้ว ความสอดคล้องกับตัวชี้วัด ตัวชี้วัดเพิ่มเติม 1 26
ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายการเกิดเสียง ลักษณะของคลื่นเสียงและการถ่ายโอนพลังงานของเสียงได้ 2. ใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆได้ความรู้เดิมที่ต้องมีมาก่อน สมบัติของเสียง การได้ยินเสียง จุดประสงค์การเรียน ด้านความรู้(K) นักเรียนสามารถ 1) อธิบายการเกิดเสียงและการถ่ายโอนพลังงานของเสียงผ่านอากาศได้ (วิทยาศาสตร์) 2) นําความรู้ด้านเทคโนโลยีแอพพลิเคชัน slow motion มาใช้ในการทดลอง เสียงที่ มองเห็น (เทคโนโลยี) 3) นําความรู้ด้านคณิตศาสตร์มาใช้ในการคํานวณเกี่ยวกับการออกแบบชุดการทดลอง เรื่อง เสียงที่มองเห็น (คณิตศาสตร์) 4) ใช้หลักการออกแบบเชิงวิศวกรรมในขั้นตอน ระบุปัญหา (Identify a challenge) และการ ค้นหาแนวคิดที่เกี่ยวข้อง (Explore Ideas) ในการออกแบบห้องเก็บเสียง (วิศวกรรม) ด้านทักษะ / กระบวนการ (P) มีความสามารถ ออกแบบและเลือกใช้วัสดุในการสร้างชุดทดลองเรื่อง เสียงที่มองเห็น ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์(A) มีความรับผิดชอบทํางานที่ได้รับมอบหมายได้สมบูรณ์ตรงตามที่กําหนดและตรงต่อเวลา สิ่งสิ่ที่ต้องการวัดและ ประเมินผล วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การวัดและประเมิน ผล ด้านความรู้(K) นักเรียน สามารถ 1. อธิบายการโอนพลังงาน ของเสียง ผ่านอากาศได้ 2. นําความรู้ด้าน เทคโนโลยีโดยใช้ แอพพลิเคชัน slow motion สําหรับ นํามาใช้ใน การทดลอง เสียงที่ มอง เห็น 3. นําความรู้ด้าน คณิตศาสตร์มาใช้ใน การ คํานวณเกี่ยวกับการ ออกแบบ ชุดการทดลอง เรื่อง เสียงที่มองเห็น 4. ใช้หลักการออกแบบเชิง วิศวกรรม ในขั้นตอน ระบุ ปัญหา ในการ ออกแบบ ห้องเก็บเสียง - การตอบปัญหา และ อภิปรายในชั้น เรียน - ตรวจการตรวจใบ กิจกรรมที 1.1 และ1.2 - ใบกิจกรรมที่ 1.1 เรื่อง เสียงที่ มองเห็น - ใบกิจกรรมที่ 1.2 เรื่อง ปัญหาที่ เกิดขึ้นจากเสียง ระดับคุณภาพ ดีขึ้นไป ด้านทักษะ / กระบวนการ (P) มีความสามารถ 1. ออกแบบและเลือกใช้ วัสดุในการ สร้างชุดทดลอง เรื่อง เสียงที่ มองเห็น การตรวจใบ กิจกรรมที่ 1.1 - ใบกิจกรรมที่ 1.1 เรื่อง เสียงที่ มองเห็น ระดับคุณภาพ ดีขึ้นไป 27
สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. วิดิทัศน์เกี่ยวกับการตีระฆัง จาก https://www.youtube.com/watch? v=VBMINEII9mA 2. ใบกิจกรรมที่ 1.1 เรื่องเสียงที่มองเห็น 3. ใบกิจกรรมที่ 1.2 เรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นจากเสียง 4. ใบความรู้ที่ 1 เรื่อง มาทําความรู้จักกับเสียง กิจกรรมการเรียนรู้ ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มละ 5 คน โดยแบ่งเป็นเด็กกลุ่มเก่ง กลาง อ่อน ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) (10 นาที) 1. ครูถามนักเรียนว่าเสียงที่เราได้ยินในชีวิตประจําวันนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร โดย ยก ตัวอย่างเช่น การนําไม้บรรทัดไว้ข้างโต๊ะแล้วกดไม้บรรทัดเพื่อให้เกิดการสั่น และ เปิดวีดีโอ การเคาะระฆัง HTTPS://WWW.YOUTUBE.COM/WATCH?V=VBMLNEII9MA แล้วถาม นักเรียนต่อว่าจากวีดีโอ ถ้าเณรไม่ได้นําไม้ไปกระทบกับระฆัง นักเรียนจะได้ยินเสียงหรือไม่ (แนวคําตอบ ไม่ได้ยินเสียง) เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า เสียงเกิดจากการ สั่นสะเทือนของวัตถุวัตถุ ที่มีการสั่นแล้วทําให้เกิดเสียง เรียกว่า แหล่งกําเนิดเสียง 2. ครูถามนักเรียนว่าเสียงของระฆังที่ได้ยิน เดินทางไปยังหูของเราได้อย่างไร และรู้ ได้อย่างไรว่าเสียงเดินทางไปถึงนักเรียนแล้ว (แนวคําตอบ นักเรียนได้ยินจากหูของ นักเรียน) 3. ครูถามนักเรียนว่าองค์ประกอบของการได้ยินมีอะไรบ้าง (แนวคําตอบ แหล่ง กําเนิด เสียง ตัวกลาง หู) 4. ครูถามนักเรียนว่า แล้วนักเรียนทราบหรือไม่ว่าคลื่นเสียงที่ได้ยินมีลักษณะรูปร่าง เป็น อย่างไร ขั้นสํารวจและค้นหา (Exploration) (20 นาที) 5. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาใบกิจกรรมที่ 1.1 เรื่องเสียงที่มองเห็น โดยครูชี้แจงจุด ประสงค์กิจกรรม คือให้นักเรียนสามารถเห็นรูปร่างของคลื่นเสียงได้ให้นักเรียนออกแบบ การ ทดลอง และทําการทดลองตามที่กําหนดไว้ ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) (20 นาที) 6. นักเรียนแต่ละกลุ่มนําเสนอผลการทดลอง โดยให้ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปราย แสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการทํากิจกรรม ครูถามนักเรียนว่า จากกิจกรรมการทดลองที่ นักเรียนออกแบบขึ้น นักเรียนสามารถปรับปรุงหรือพัฒนาการทดลองเพื่อให้เห็นผลที่ดีขึ้น ได้ 28
เห็นส่วนที่คลื่นมีลักษณะชิดกันมาก เกิดจากความดันอากาศสูงกว่าปกติเรียกว่า ส่วนอัด และส่วนที่คลื่นมีลักษณะห่างกันเกิดจากความดันอากาศต่ากว่าปกติเรียกว่า ส่วนขยาย ขั้นขยายความรู้(Elaboration) (35 นาที) 8. นักเรียนศึกษาสถานการณ์ปัญหาเรื่องเสียงในใบกิจกรรมที่ 1.2 ให้นักเรียนนําความรู้ เรื่อง เสียงบอกปัญหาและสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นให้มากที่สุด 9. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมา นําเสนอปัญหาและสาเหตุปัญหาที่เกิดขึ้น โดยให้ครูและ นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น และ ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาที่ควรแก้มากที่สุด และมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติจริง (การสร้างผนัง กั้นเสียง) 10. ครูตั้งคําถามนักเรียนเพื่อนําไปสู่ขั้นตอนการค้นหาแนวคิดที่เกี่ยวข้องนักเรียนคิดว่า ผนัง ของห้องนอกจากมีหน้าที่ในการกั้นระหว่างห้องหรือภายในตัวบ้านและนอกบ้านแล้ว มี ความสําคัญอย่างไรบ้าง (ช่วยกั้นเสียงไม่ให้เกิดเสียงรบกวนจากภายนอกหรือภายในห้อง) 11. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยในการวัสดุที่ช่วยกันเสียงรบกวนที่ สามารถสร้างเป็นผนังกันเสียงได้ 12. ให้นักเรียนเลือกวัสดุที่จะนํามาสร้างเป็นผนังห้องเก็บเสียงพร้อมบอกคุณสมบัติ ขั้นประเมิน (Evaluation) (10 นาที) 13. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มบอกสิ่งที่ได้เรียนรู้จากในคาบเรียนนี้กลุ่มละ 1 ข้อ 14. ครูประเมินผลการทํากิจกรรมของนักเรียนในภาพรวม เช่น การตอบคําถามในชั้น เรียน การทํากิจกรรม ความถูกต้องของการตอบคําถามในใบกิจกรรม การมอบหมายงาน 1. นักเรียนทําใบกิจกรรมที่ 1.1 การทดลองเรื่อง เสียงที่มองเห็น 2. นักเรียนทําใบกิจกรรมที่ 1.2 ปัญหาที่เกิดขึ้นจากเสียง 3. ให้นักเรียนออกมานําเสนอปัญหาที่พบจากสถานการณ์ที่กําหนดให้ในใบกิจกรรมที่ 1.2 29
บันทึกหลังการสอน ผลการสอน ……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………….……………………………………………………………………………………….……………………… ……………………………………………………………….……………………………………………………………… ……………………….……………………………………………………………………………………….……………… ปัญหาและอุปสรรค ……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………….……………………………………………………………………………………….……………………… ……………………………………………………………….……………………………………………………………… ……………………….……………………………………………………………………………………….……………… แนวทางแก้ไข ……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………….……………………………………………………………………………………….……………………… ……………………………………………………………….……………………………………………………………… ……………………….……………………………………………………………………………………….……………… 30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
ภาคผนวก
แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้รูปแบบการสอนแผนภาพความคิด (Mind Mapping) โรงเรียนประถม NEU ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย รหัสวิชา ๑๖๑๐๑ รายวิชา ภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ วรรณกรรมน่ารู้ ภาคเรียนที่ ๑ วันที่ เดือน พ.ศ. ๒๕๖๗ แผนการเรียนรู้ที่๗ เรื่อง คําประสม เวลา ๑ ชั่วโมง ผู้สอน : นางสาวปวันรัตน์ราชสมบัติ อาจารย์พี่เลี้ยง : ผศ.สมหวัง นิลพันธ์ อาจารย์ที่ปรึกษา : ผศ.สมหวัง นิลพันธ์ ------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ๑.สาระ มาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด สาระที่๒ การเขียน มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่อง ราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมี ประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด ป.๖/๒ เขียนสื่อสารโดยใช้คําได้ถูกต้องชัดเจน และเหมาะสม ป.๖/๓ เขียนแผนภาพโครงเรื่องและแผนภาพความคิดเพื่อใช้พัฒนางานเขียน ป.๖/๙ มีมารยาทในการเขียน สาระที่๔ หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ตัวชี้วัด ป.๖/๑ วิเคราะห์ชนิดและหน้าที่ของคําในประโยค ๒.สาระสําคัญ/จุดเน้นของคาบนี้ คําและหน้าที่ของคําประสม สร้างคําใหม่เพื่อพัฒนางานเขียนและการสื่อสารโดยใช้คําได้ถูก ต้องและเหมาะสม ๓.จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑.นักเรียนสามารถวิเคราะห์คําและหน้าที่ของคําประสมได้(K) ๒.สร้างคําใหม่เพื่อพัฒนางานเขียนและการสื่อสารคําได้ถูกต้องและเหมาะสมโดยใช้ แผนภาพความคิดได้(P) ๓.ทักษะทางภาษา ทักษะการอ่าน เขียน ฟังดูพูด ทักษะการคิดและคิดสร้างสรรค์โดยใช้ แผนภาพความคิดและแสวงหาการเรียนรู้(A) 41
๔.สาระการเรียน สามารถวิเคราะห์คําและหน้าที่ของคําประสม สร้างคําใหม่เพื่อพัฒนางานเขียนและการสื่อสาร โดยใช้คําได้ถูกต้องและเหมาะสม ๕.กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นที่๑ เตรียมความพร้อม กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เพื่อแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น กลุ่มๆละ ๕-๖ คน และแนะนํากติกาการ เรียนขั้นตอนการทํางาน และใบกิจกรรมที่ ๑ เรื่อง คําประสม ที่กําหนดให้เป็นสถานการณ์ประเด็น ปัญหา ขั้นที่๒ ขั้นกําหนดสถานการณ์ 1.ครูอธิบายความรู้เรื่อง และหน้าที่ของ คําประสม ว่ามีความหมายอย่างไร 2.ให้นักเรียนส่งตัวแทนกลุ่มออกมารับ ใบกิจกรรมที่ 1 พร้อมกระดาษชาร์จ แล้วปฎิบัติกิจกรรม ตามลําดับจากสถานการณ์ปัญหา เพื่อให้นักเรียนคิดวิเคราะห์สรุปประเด็นสาระสําคัญของ คําประสม 42
ขั้นที่๓ ขั้นทํากิจกรรมกลุ่มแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ 1.ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ระดมการคิดวิเคราะห์สรุปสาระสําคัญของหลักเกณฑ์ คําประสม โดยให้นักเรียนทุกคนช่วยกันวิเคราะห์ประเด็นสําคัญ ร่วมกันกําหนดหัวข้อเรื่องที่จะทําจัดทํา เป็นแผนภาพความคิดกลุ่ม ขั้นที่๔ นําเสนอผลงานหน้าชั้น ให้แต่ละกลุ่มนําเสนอผลงานจากแผนภาพความคิดกลุ่มที่เขียนลงในกระดาษชาร์จ 43
ขั้นที่๕ อภิปรายแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ทั้งชั้น 1.ครูกระตุ้นให้นักเรียนร่วมกัน แสดงข้อคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์อย่างมีเหตุผล จากประเด็นที่ได้ เพื่อร่วมกันเพิ่มเติมรายละเอียดของข้อมูลในแต่ละประเด็นให้ได้องค์ความรู้ที่ชัดเจนขึ้น ขั้นที่๖ ขั้นสรุป 1.ให้นักเรียนร่วมกันสรุปความรู้และสาระสําคัญที่ได้แล้วเขียนเป็นแผนภาพความคิดเป็นของ ตนเอง 44
45 วัดและประเมิน (ตามจุดประสงค์) วิธีการประเมิน เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ๑.นักเรียนสามารถ วิเคราะห์คําและ หน้าที่ของคํา ประสมได้(K) • ตรวจใบ กิจกรรมที่ ๑ • ถาม-ตอบ • การสังเกต พฤติกรรม • แบบสังเกต พฤติกรรม ผ่านเกณฑ์ร้อยละ ๘๐ ๒.สร้างคําใหม่เพื่อ พัฒนางานเขียน และการสื่อสารคํา ได้ถูกต้องและ เหมาะสมโดยใช้ แผนภาพความคิด ได้(P) • ตรวจใบ กิจกรรมที่ ๑ • ใบกิจกรรมที่ ๑ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ ๘๐ ๓.ทักษะทางภาษา ทักษะการอ่าน เขียน ฟัง ดูพูด ทักษะการคิดและ คิดสร้างสรรค์โดย ใช้แผนภาพความ คิดและแสวงหา การเรียนรู้(A) • ถาม-ตอบ • การทํางาน กลุ่มและนํา เสนอ • แบบสังเกต พฤติกรรม ผ่านเกณฑ์ร้อยละ ๘๐ 6.การวัดและการประเมิน
๗.สื่อและแหล่งการเรียนรู้ สื่อหลัก ๑. ใบกิจกรรมที่ ๒. บัตรคํา สื่อเสริม ๑. แผนภาพความคิด ๘.บันทึกหลังสอน .................................................................................................................................................................. ........................……………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ……………………………ผู้บันทึก ( ……………………) …/……./...... 46
ใบงานที่๑ เรื่องคําประสม หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ วรรณกรรมน่ารู้ เรื่อง คําประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่๖/๔ คําชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทํากิจกรรมตามขั้นตอนต่อไปนี้ ๑.ให้นักเรียนทําภาระกิจจากสถานการณ์ปัญหา สถานการณ์ปัญหา “ให้แต่ละกลุ่ม คิดวิเคราะห์สาระสําคัญและหลักเกณฑ์ของคําและหน้าที่ของคําประสม ให้ได้ อย่างน้อย ๑๐ ประเด็น” โดยเขียน เป็นแผนภาพความคิดลงในกระดาษชาร์ดที่แจกให้ ๒. แต่ละกลุ่มนําเสนอผลงานตามขั้นตอนดังนี้ ๒.๑ อธิบายขั้นตอนของกระบวนการคิดและการทํางานกลุ่ม ๒.๒ สรุปประเด็นสาระสําคัญของเรื่องคําประสม ๓. สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มเขียนสรุปประเด็นสาระสําคัญของเรื่องคําประสม โดย เขียนเป็นแผนภาพความคิดของตนเอง 47