The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือ E-book คู่มือภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่๖

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by กิ๊ก' กั๊ก., 2022-10-15 08:03:16

หนังสือ E-book คู่มือภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่๖

หนังสือ E-book คู่มือภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่๖

๗.กาวดั การประเมนิ ผล

ส่ิงท่ีต้องการวัด วธิ ีวัด เคร่อื งมือวดั เกณฑก์ ารวดั และผล
ประเมนิ
นักเรียนสามารถอา่ นเขียน สงั เกตกุ ารประเมิน แบบทักษะการอา่ นและ
บอกคำและพยางค์ได้ (K) ทักษะการอ่านและการ การเขียน นกั เรยี นทุกคนจะต้องผา่ นเกณฑ์
เขียน แบบประเมินทักษะตาม อยา่ งน้อย 80 %
นกั เรียนสามารถสื่อสารรบั สังเกตพฤตกิ รรมและ ศตวรรษท่ี ๒๑ นกั เรียนทุกคนจะต้องผ่านเกณฑ์
และส่งสารความรูส้ กึ ของ การตอบคำถามทักษะ อย่างน้อย 80%
ตนเองเพื่อแลกเปล่ียน การปฏิบตั งิ าน แบบประเมนิ ทักษะตาม
ข้อมูลขา่ วสารและ ศตวรรษท่ี ๒๑ นักเรยี นทกุ คนจะต้องผา่ นเกณฑ์
สามารถคิดวิเคราะห์ สังเกตพฤตกิ รรมและ แบบประเมนิ ทักษะตาม อยา่ งนอ้ ย 80%
สังเคราะห์ คดิ อยา่ ง การตอบคำถามทักษะ ศตวรรษท่ี ๒๑
สรา้ งสรรค์ คดิ อยา่ งมี การปฏบิ ตั งิ าน นักเรยี นทกุ คนจะต้องผา่ นเกณฑ์
วิจารณญาณ และคิดอยา่ ง อยา่ งน้อย 80%
เป็นระบบ และสามารถ สงั เกตพฤตกิ รรมและ
แก้ไขปัญหาและอปุ สรรค การตอบคำถามทักษะ
ตา่ งๆ (P) การปฏิบตั ิงาน
นักเรยี นสามารถ ใช้
เทคโนโลยี ในการสืบ
คน้ หาความรดู้ ว้ ยตนเองได้
(A)
นักเรียนมีความรับผิดชอบ
ในการทำงานกลุ่ม ใฝ่หา
ความร้แู ละกลา้ แสดงออก
(A)

ครปู ระเมนิ นกั เรยี นโดย

๑.การสังเกตการณท์ ำกิจกรรมทกุ ขนั้ ตอน
๒.สงั เกตกระบวนการเรียนรูก้ ารทำงานกลมุ่ การทำแผนภาพความคดิ
๓.สงั เกตกระบวนการสอ่ื สาร การเจรจาการตอ่ รองการอภปิ รายการยอมรบั
ฟังความคิดเห็น
๔.ผลงานกลุ่มและช้ินงานเดียว

ครูประเมนิ ตนเองโดย

๑.รวบรวมข้อมูลเก่ยี วกับหลักเกณฑ์การวเิ คราะหป์ ระเดน็ สาระสำคญั การ
อา่ นจบั ใจความการสรปุ ประเดน็ สำคัญของเร่ืองรวบรวมขอ้ มลู เกย่ี วกบั
หลกั เกณฑ์การวเิ คราะหเ์ กย่ี วกบั การสรา้ งและเกดิ ความคดิ รวบยอด
๒.สะท้อนบทบาทครูในการกระตนุ้ และการสง่ เสริมการเรยี นรู้

๘.ประเมินหลังการสอน

๑.ประเมินนักเรียน
๑.นกั เรยี นมีการเรยี นร้ทู ี่เข้าใจมากนอ้ ยเพียงใด
๒.นักเรยี นแลกเปลีย่ นความรู้ ทำงานเป็นค่หู รือเปน็ กลมุ่ ได้หรือไม่

๒.ประเมินครู

๑.ครมู กี ารเตรยี มการสอน
๒.การจดั บรรยากาศหอ้ งเรยี นเอือ้ ต่อการเรียนการสอน
๓.เนื้อหาทส่ี อนทันสมัยนำไปใชไ้ ดจ้ รงิ
๔.ครูแจง้ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ชดั เจน
๕.ครสู ่งเสริมใหน้ ักเรยี นทำงานรว่ มกันเปน็ กลมุ่ และรายบคุ คล
๖.ครสู ่งเสริมให้นักเรยี นมคี วามคดิ รเิ รม่ิ สรา้ งสรรคแ์ ละร่วมกันอภิปราย
๗.ครใู หโ้ อกาสนักเรียนซักถามปญั หา
๘.ครูใช้วธิ ีการสอนและใช้สือ่ อยา่ งหลากหลายครใู หค้ วามสนใจแกน่ ักเรียน
อยา่ งทั่วถงึ ขณะสอน

แบบฝกึ หดั ท่ี ๑

แบบฝกึ หดั ท่๒ี

รูปแบบการจดั การเรยี นรูโ้ ดยการใชแ้ ผนภาพความคิด

แผนท่คี วามคิด (Mind Mapping) เป็นวิธกี ารช่วยบันทกึ ความคดิ เพอื่ ให้
เห็นภาพความคิดท่ีหลากหลายมุมมองทีก่ วา้ งและชัดเจนกวา่ การบันทึกท่เี รา
คุ้นเคยโดยยงั ไม่จดั ระบบระเบยี บความคดิ ใด ๆ ท้ังสิ้นเปน็ วธิ ีการทส่ี อดคล้อง
กบั โครงสร้างการคดิ ของมนษุ ยท์ ่ีบางชว่ งสมองจะกระโดดออกนอกทางขณะ
ท่กี ำลังคิดเร่ืองใดเรอื่ งหนง่ึ การทำให้สมองได้คดิ ไดท้ ำงานตามธรรมชาตนิ ม้ั ี
ลักษณะเหมือนตน้ ไม้ทแี่ ตกกิ่งกา้ นออกไปเรอ่ื ยๆ (สำนกั งานกองทุนสนบั สนนุ
การวิจยั , 2548)การใชส้ มองจดบนั ทึก ถา้ ตอ้ งการทำใหส้ มองโยงใยใชข้ ้อมลู
อยา่ งมีประสิทธภิ าพมากทสี่ ดุ กค็ วรจะจดั รปู แบบการบรรจุข้อมลู ใหง้ ่ายท่ีสุด
เทา่ ท่ีจะทำได้ โดยการจัดในลกั ษณะ “จบั ใส่กลอ่ ง” หรือ “หยอดหลุม” ซ่ึง
จะเปน็ ไปตามทว่ี ่า ถา้ หากสมองทำงาน ขัน้ ตอนกับคำสำคญั ในการเช่ือมโยง
และประสานรวมกนั แลว้ ความสมั พนั ธข์ องการจดบันทึกและคำของเราก็ควร
จะไดร้ บั การจดั ในรูปแบบเดยี วกันแทนที่จะเปน็ แบบ “เส้นตรง” อยา่ งที่เคย

ทำกนั มา (สมชัยปัน้ งาม, 2548)

แผนท่ีความคดิ (Mind Map) เปน็ การนำเอาทฤษฎที ่เี กีย่ วกับสมองไป
ใชใ้ ห้เกิดประโยชน์อย่างสงู สุด การเขยี นแผนท่ีความคิด (MIND MAP) น้ัน
เกิดจากการใชท้ กั ษะท้งั หมดของสมองหรอื เปน็ การทำงานร่วมกันของสมอง
ทง้ั 2 ซกี คือสองซกี ซา้ ยและซกี ขวา ซง่ึ สมองซีกซ้ายจะทำหน้าทใ่ี นการ
วิเคราะห์ คำ ภาษา สญั ลักษณ์ ระบบ ลำดบั ความเป็นเหตผุ ล ตรรกวิทยา
ส่วนสมองซกี ขวาจะทำหนา้ ท่ีสงั เคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ จินตนาการ ความ

รปู แบบการจดั การเรียนรโู้ ดยใช้ Open Approach

Open Learning Environments : OLEs

• เนน้ การคดิ แบบอเนกนยั (Divergent thinking)

• เปน็ ความสามารถท่ีตอบสนองตอ่ สิ่งเรา้ แลว้ แสดงออกได้หลายวิธแี ละมี
แนวคดิ ที่ หลากหลาย

• เหมาะกบั การเรยี นรแู้ บบแก้ปญั หา ที่มีโครงสร้างซบั ซอ้ น

หลักการของสง่ิ แวดล้อมทางการเรยี นรแู้ บบเปดิ

1. การเขา้ สู่บริบท (Enabling_contexts) : แนะแนวผู้เรยี น กำหนดปัญหา
หรอื สรา้ งกรอบความต้องการในการเรยี นรู้ ผเู้ รียนจะได้รับแนวคดิ และบรบิ ท
ชว่ ยกระต้นุ ความรเู้ ดมิ ประสบการณท์ ม่ี มี าก่อนและทักษะทเี่ ก่ียวขอ้ งกับ
ปญั หา

2. แหลง่ ทรพั ยากร (Resources) : แหล่งรวมความรทู้ ีจ่ ะช่วยสนับสนุนการ
เรยี นรู้ จดั แหล่งทรพั ยากรเป็น Link เชอ่ื มโยงไปยงั เว็บไซต์ต่างๆ

3. เคร่ืองมอื (Tools) : ต้องมีเครอ่ื งมอื ใหผ้ ู้เรียนไดจ้ ดั หมวดหมู่ความรูแ้ ละ
สรา้ งแผนท่คี วามคดิ

4. ฐานการชว่ ยเหลอื (Scaffolding) : มีการใหค้ วามช่วยเหลือแบบตา่ งๆ
เพอื่ อธิบาย แนะนำวธิ ีการเรียนรู้ ใหค้ วามหมาย

การออกแบบส่ิงแวดล้อมการเรียนรแู้ บบเปดิ ของ Hannafin เป็นหลกั การ ท่ี
มีรากฐานมาจากปรชั ญาการเรยี นรคู้ อนสตรคั ติวสิ ต์ ที่มหี ลักการเก่ยี วกบั การ
จดั สภาพการเรียนรทู้ ม่ี ีอยใู่ นบริบท และผเู้ รยี นจะสรา้ งความรู้ ความเข้าใจ
ด้วยตนเอง ขอ้ สนั นิษฐาน เกยี่ วกบั การจดั การเรียนรนู้ ี้ Yu Chang ไดส้ รปุ ไว้
วา่ เปน็ ทฤษฎเี กย่ี วกับ social cognitive ท่ีเกดิ จากบคุ คล พฤติกรรม และ
สิ่งแวดล้อม ทีม่ กี ารปฏสิ มั พันธก์ นั และ การท่ี มนุษย์ จะตอ้ งเป็นผเู้ รียนลง
มือปฏบิ ตั ิ และสร้างความรดู้ ้วยตวั เขาเอง

รปู แบบการจดั การเรียนรแู้ บบบรู ณาการตามแนว

ทฤษฎคี อนสตรคั ติวิสริซมึ แนวคดิ ทฤษฎคี อนสตรัคติวิสต์

จากแนวคดิ ทเ่ี ปน็ รากฐานสำคญั ซง่ึ ปรากฏจากรายงานของนักจติ วทิ ยาและ
นกั การศกึ ษา ไดแ้ ก่ Jean Piaget และ Lev Vygotsky แบ่งเปน็ 2 ประเภท
คอื Cognitive Constructivism และ Social Constructivism ดังที่ สุมาลี
ชยั เจริญ (2551) กล่าวว่า

1)Cognitive Constructivism มพี ้ืนฐานมาจากแนวคดิ ของ Piaget แนวคิด
ของทฤษฎีน้ี เนน้ ผู้เรยี นเปน็ ผสู้ รา้ งความรู้โดยการลงมอื กระทำ Piaget เช่ือ
วา่ ถา้ ผู้เรยี นถูกกระตุ้นดว้ ยปญั หาท่ีกอ่ ให้เกิดความขัดแย้งทางปญั ญา
(Cognitive conflict) หรือเรยี กว่าการเสยี สมดลุ ทางปัญญา
(Disequilibrium) ผูเ้ รียนตอ้ งพยายามปรบั โครงสร้างทางปญั ญา (Cognitive
Structuring) ให้เขา้ สภู่ าวะสมดลุ (Equilibrium) โดยวิธีการดูดซมึ
(Assimilation) ไดแ้ ก่ การรวบรวมขอ้ มลู ใหม่จากส่ิงแวดลอ้ ม เขา้ ไปไว้ใน
โครงสรา้ งทางปัญญาและการปรับเปลี่ยนโครงสรา้ งทางปัญญา
(Assimilation) คอื การเชื่อมโยงโครงสร้างทางปัญญาเดมิ หรอื
ความรู้เดิมท่ีมีมากอ่ นกับขอ้ มูลขา่ วสารใหม่ จนกระทั่งผเู้ รียนสามารถปรับ
โครงสรา้ งทางปญั ญาเขา้ สสู่ ภาพสมดลุ หรือสามารถทจ่ี ะสร้างความรู้ใหม่
ขึ้นมาไดห้ รือเกดิ การเรยี นรู้นั้นเอง

2)Social Constructivism เป็นทฤษฎีทมี่ รี ากฐานมาจาก Vygotsky ซึ่ง
แนวคิดทีส่ ำคญั ทวี่ า่ “ปฏสิ มั พันธท์ างสงั คมมบี ทบาทสำคญั ในการพฒั นาด้าน

พุทธิปญั ญา” รวมทง้ั แนวคิดเก่ียวกบั ศักยภาพในการพัฒนาดา้ นพุทธปิ ัญญาท่ี
อาจมขี ้อจำกัดเกย่ี วกบั ช่วงของการพัฒนาที่เรยี กว่า Zone of Proximal
Development ถา้ ผเู้ รยี นอยูต่ ่ำกวา่ Zone of Proximal Development
จำเป็นท่ีจะต้องได้รบั การชว่ ยเหลอื ในการเรียนรู้ ทเี่ รียกวา่ Scaffolding
และ Vygotsky เช่อื ว่า ผูเ้ รียนสรา้ งความรโู้ ดยผา่ นการมีปฏสิ มั พันธ์ทางสังคม
กบั ผ้อู น่ื ได้แก่ เดก็ กบั ผูใ้ หญ่ พ่อแม่ ครแู ละเพอ่ื น ในขณะที่เด็กอยใู่ นบรบิ ท
ของสังคมและวัฒนธรรม (Sociocultural context)

สำหรบั แนวคดิ สำคญั ของทฤษฎีคอนสตรคั ตวิ สิ ต์ มีดงั นี้

(1)ความรู้ คือ โครงสรา้ งทางปญั ญาทสี่ ามารถคล่ีคลายสถานการณป์ ัญหา
และใช้เป็นเคร่ืองมอื ในการแกป้ ัญหาหรืออธิบายสถานการณ์อ่ืน ๆ ท่ี
เกย่ี วขอ้ งได้

(2)นักเรยี นเป็นผสู้ รา้ งความร้ดู ้วยวธิ ตี ่าง ๆ กันโดยอาศยั ประสบการณเ์ ดมิ
โครงสรา้ งทางปญั ญาท่ีมีอยเู่ ดิม ความสนใจและแรงจูงใจภายในตนเองเปน็
จุดเรม่ิ ตน้

(3)ครูมหี นา้ ท่ีจดั การให้นกั เรียนไดป้ รบั ขยายโครงสร้างทางปัญญาของ
นกั เรยี นเองภายใตส้ มมตฐิ านดังนี้

- สถานการณ์ท่เี ปน็ ปัญหาและปฏสิ ัมพนั ธ์ทางสังคมกอ่ ใหเ้ กดิ ความขดั แย้ง
ทางปัญญา

- ความขัดแย้งทางปัญญาเปน็ แรงจงู ใจภายใน ทำให้เกดิ กจิ กรรมการ
ไตรต่ รองเพอื่ ขจัดความขดั แย้งน้นั

- การไตรต่ รองบนฐานแหง่ ประสบการณแ์ ละโครงสรา้ งทางปญั ญาทม่ี ีอยู่
ภายใตป้ ฏสิ ัมพนั ธ์ทางสงั คม กระตนุ้ ให้มีการสร้างโครงสรา้ งใหมท่ างปัญญา

สำหรับการเรียนรตู้ ามแนวคอนสตรคั ติวิสตจ์ ะเกิดไดต้ ามเง่อื นไข ดงั ตอ่ ไปน้ี
Bednaretal

(1995 อ้างถึงใน ดวงใจ สอนนำ, 2546)

(1)การสรา้ งการเรยี นรู้ (Learning Constructed) ความรตู้ า่ ง ๆ จะถูก
สร้างขนึ้ ด้วยตวั ของผูเ้ รยี นเอง โดยใช้ข้อมลู ทไี่ ดร้ บั มาใหมร่ ่วมกับขอ้ มูลหรือ
ความรู้เดิมทม่ี อี ยแู่ ลว้ รวมท้งั ประสบการณเ์ ดมิ มาสร้างความรู้ใหมใ่ นการ
เรยี นรขู้ องตน

(2)การเรียนรเู้ ป็นผลที่เกดิ จากการแปลความหมายตามประสบการณข์ องแต่
ละคน

(3)การเรียนรเู้ กิดจากการลงมือกระทำ (Active Learning) การท่ีผู้เรียนไดล้ ง
มือกระทำจะชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นไดส้ ร้างความหมายในสิง่ ทต่ี นรู้ ทพ่ี ัฒนาโดยอาศัย
พืน้ ฐานจากประสบการณ์ตนเอง

(4)การเรียนรเู้ กิดจากการร่วมมือ (Collaboration Learning) ความหมายใน
การเรยี นร้เู ปน็ การตอ่ รองจากแนวคดิ ที่หลากหลาย การพัฒนาความคิดรวบ
ยอดของตนเองไดม้ าจากการรว่ มแบ่งปันแนวคดิ ท่หี ลากหลายในกลมุ่ และใน
ขณะเดียวกันกป็ รับเปล่ยี น การสรา้ งส่ิงที่แทนความรใู้ นสมอง (Knowledge
Representation) ทตี่ อบสนองตอ่ แนวคิดท่ี หลากหลายนั้นหรืออาจจะกล่าว
ได้ว่าในขณะทมี่ ีการแลกเปล่ยี นเรยี นรู้ โดยการอภิปรายเสนอความคดิ เห็นที่

หลากหลายของแตล่ ะคน ผเู้ รยี นจะมกี ารปรับเปลีย่ นโครงสรา้ งความรู้ของ
ตนเองดว้ ยและสรา้ งความหมายของตนเองข้ึนมาใหม่

(5)การเรยี นรเู้ หมาะสม (Situated Learning) การเรยี นรู้ควรเกดิ ขน้ึ ใน
สภาพจรงิ หรอื ตอ้ งเหมาะสมหรอื สะทอ้ นบริบทของสภาพจรงิ จะนำไปสกู่ าร
เชือ่ มโยงความรไู้ ปใช้ในชีวิตประจำวัน

กระบวนการจดั การเรียนรู้ทเ่ี น้นผ้เู รยี นเปน็ สำคญั

หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั ฐาน พ.ศ ๒๕๕๑

การจดั การเรยี นรู้ การจดั การเรยี นรู้เป็นกระบวนการสำคญั ใน การ
นำหลักสตู รสู่การปฏบิ ตั ิ หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน เป็น
หลักสตู รทีม่ มี าตรฐานการเรยี นรู้ สมรรถนะสำคญั และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ
ประสงคข์ องผเู้ รยี น เปน็ เปา้ หมายสำหรบั พัฒนาเด็กและเยาวชน ในการ
พัฒนาผ้เู รยี นใหม้ คี ณุ สมบตั ิตาม เปา้ หมายหลกั สตู ร ผสู้ อนพยายามคัดสรร
กระบวนการเรยี นรู้ จดั การเรยี นรโู้ ดยชว่ ยให้ผเู้ รียนเรียนร้ผู ่านสาระท่กี ำหนด
ไวใ้ น หลกั สตู ร 8 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ รวมทัง้ ปลูกฝังเสริมสรา้ ง คณุ ลักษณะ
อนั พึงประสงค์ พัฒนาทักษะตา่ งๆอันเปน็ สมรรถนะ สําคญั ใหผ้ เู้ รียนบรรลุ
ตามเป้าหมาย 1 หลกั การจดั การเรยี นรู้ การจัดการเรยี นรเู้ พื่อใหผ้ เู้ รยี นมี
ความ สามารถตามมาตรฐานการเรยี นรสู้ มรรถนะสำคัญ และ คณุ ลกั ษณะอนั
พึงประสงค์ตามท่กี ำหนดไว้ในหลกั สูตรแกน กลางการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน โดย
ยึดหลกั ว่าผเู้ รียนมคี วามสำคญั ทส่ี ดุ เช่อื ว่าทุกคนมีความสามารถเรยี นรู้และ
พัฒนาตวั เองได้ ยดึ ประโยชนท์ ี่เกดิ กับผ้เู รียน กระบวนการจดั การเรยี นรตู้ อ้ ง
ส่ง เสรมิ ให้ผเู้ รยี น สามารถพฒั นาตามธรรมชาตแิ ละเตม็ ศกั ยภาพ คาํ นงึ ถงึ
ความแตกตา่ งระหว่างบคุ คลและพฒั นาการทางสมอง เน้นให้ความสำคัญทง้ั
ความรแู้ ละคณุ ธรรม 2 กระบวนการเรยี นรู้ การจดั การเรยี นรู้ท่ีเนน้ ผเู้ รยี น
เป็นสำคญั ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรยี นร้ทู ่หี ลากหลาย เปน็ เคร่อื ง
มือทจี่ ะนำพาตนเองไปสเู่ ปา้ หมายของหลกั สตู ร กระบวนการ เรียนรทู้ ี่จำเป็น
สำหรับผ้เู รยี น อาทิ กระบวนการเรยี นรูแ้ บบบรู ณ าการ กระบวนการสรา้ ง

ความรู้ กระบวนการคดิ กระบวนการ ทางสังคม กระบวนการเผชิญ
สถานการณ์และแกป้ ัญหา กระบวนการเรยี นรู้จากประสบการณจ์ ริง
กระบวนการปฏิบตั ิ ลงมือกา่ จรงิ กระบวนการจดั การ กระบวนการวจิ ยั
กระบวนการเรยี นร้กู ารเรยี นรู้ของตนเอง กระบวนการพัฒนา ลักษณะนสิ ยั
กระบวนการเหล่านเี้ ป็นแนวทางในการจดั การเรยี น รู้ท่ีผเู้ รยี นควรได้รับการ
ฝึกฝนพัฒนา พอ่ จะสามารถชว่ ยให้ผู้ เรยี นเกิดการเรยี นรไู้ ดด้ ี บรรลเุ ป้าหมาย
ของหลักสูตร ดังน้นั ผู้ เรยี นจงึ ตอ้ งศึกษาทำความเข้าใจกระบวนการเรียนรู้
ตา่ งๆเพ่ือให้ สามารถเลอื กมาใช้ในการจัดกระบวนการเรยี นรู้ไดอ้ ยา่ งมี
ประสทิ ธภิ าพ

การออกแบบการจดั การเรียนรู้ (อา้ งองิ จากกระทรวงศึกษาธกิ าร๒๕๕๑)

ผู้สอนต้องศึกษาหลักสตู รสถานศกึ ษาให้เขา้ ใจถงึ มาตรฐานการ
เรียนรู้ ตวั ชี้วดั สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี นคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์และ
สาระการเรยี นรู้ทเี่ หมาะสมกบั ผู้เรยี นแลว้ จึง พจิ ารณาออกแบบการจัดการ
เรยี นรโู้ ดยเลอื กใชว้ ธิ กี ารสอนและ เทคนคิ การสอน ส่อื และแหล่งเรยี นรู้ การ
วดั และการประเมนิ ผล เพื่อใหผ้ เู้ รยี นไดพ้ ฒั นาเตม็ ตามศักยภาพและบรรลุ
เป้าหมายที่ กำหนด

บทบาทของผสู้ อนและผเู้ รียน

การจดั การเรยี นรู้เพอื่ ใหผ้ เู้ รยี นมคี ณุ ภาพตามเปา้ หมายของ
หลักสตู ร ทง้ั ผสู้ อนและผ้เู รยี นควรมบี ทบาท ดงั น้ี บทบาทของผู้สอน 1.ศกึ ษา
วิเคราะหผ์ ้เู รียนเป็นรายบคุ คล แลว้ นำขอ้ มูลมาใช้ในการ วางแผนการจัดการ
เรยี นรู้ ที่ท้าทายความสามารถของผู้เรยี น 2.กำหนดเปา้ หมายที่ตอ้ งการให้
เกิดขึ้นกบั ผเู้ รยี นดา้ นความรูแ้ ละ ทักษะกระบวนการทเ่ี ปน็ ความคดิ รวบยอด
หลกั การและความ สัมพันธร์ วมทง้ั คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 3.ออกแบบการ
เรยี นร้แู ละจัดการเรยี นรทู้ ี่ตอบสนองความ แตก ต่างระหว่างบคุ คลและ
พัฒนาการทางสมอง เพ่ือนำผูเ้ รยี นไปสู่ เป้าหมาย 4.อากาศที่เอ้อื ตอ่ การ
เรยี นรู้ และดแู ลชว่ ยเหลือผเู้ รียนใหเ้ กดิ การเรยี นรู้ 5.จัดเตรยี มและเลอื กใช้
สื่อใหเ้ หมาะสมกับกจิ กรรม นำ ภมู ิปัญญาทอ้ งถ่นิ เทคโนโลยที เ่ี หมาะสมมา
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นการ จดั การเรยี นการสอน 6. ประเมนิ ความกา้ วหนา้ ของผเู้ รียน
ด้วยวิธกี ารหลากหลาย เหมาะสมกับธรรมชาติของวชิ าและระดับพฒั นาของ
ผู้เรยี น 7. วิเคราะหผ์ ลการประเมนิ มาใช้ในการซ่อมเสรมิ และพัฒนาผู้ เรยี น
รวมทั้งปรับปรุงและการจัดการเรยี นการสอนของตนเอง

บทบาทของผเู้ รียน

1.กำหนดเปา้ หมายวางแผนและรบั ผดิ ชอบการเรยี นรู้ ของตนเอง

2.แสวงหาความรู้ เขา้ ถึงแหลง่ เรียนร้วู ิเคราะห์ สงั เคราะห์ข้อความรู้ ต้ัง
คำถาม คิดหาคำตอบหรือหา แนวทางแกป้ ัญหาดว้ ยวธิ ตี ่างๆ

3.ลงมอื ปฎิบัติจรงิ สรุปส่งิ ที่ไดเ้ รียนรู้ด้วยตนเองและ นำความรไู้ ปประยกุ ตใ์ ช้
ในสถานการณ์ตา่ งๆ

4.มปี ฎิสมั พนั ธท์ ำงาน ทำกจิ กรรมรว่ มกบั กลมุ่ และครู

5.ประเมินการพฒั นากระบวนการเรยี นรขู้ องตนเอง อยา่ งตอ่ เนอื่ ง

การวดั และการประเมนิ ผลการเรียนรู้

หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ ฐาน พ.ศ ๒๕๕๑

การวดั และประเมินผลการเรียนรขู้ องผู้เรียนตอ้ งอย่บู นหลักการ
พ้ืนฐาน 2 ประการคอื การประเมนิ เพ่ือ พัฒนาผเู้ รยี นและเพื่อ ตดั สนิ ผลการ
เรียน ในการพัฒนาคณุ ภาพการเรยี นร้ขู องผเู้ รยี น ให้ประสบผลสำเรจ็ นัน้
ผู้เรยี นจะต้องไดร้ บั การพฒั นาและ ประเมนิ ตามตัวชวี้ ดั เพือ่ ให้บรรลตุ าม
มาตรฐานการเรียนรสู้ ะทอ้ น สมรรถนะสำคญั และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
ของผูเ้ รียนซ่ึง เปน็ เปา้ หมายหลักในการวดั และประเมินผลการเรียนรใู้ นทกุ
ระดบั ไมว่ า่ จะเป็นระดบั ชัน้ เรยี น ระดับสถานศกึ ษา ระดบั เขตพนื้ ทกี่ าร
ศกึ ษา และระดับชาติ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้เป็นกระ บวนการ
พฒั นาคุณภาพผูเ้ รยี นโดยใชผ้ ลการประเมนิ เปน็ ข้อมลู และสารสนเทศที่
แสดงพฒั นาการ ความกา้ วหนา้ และความ สําเรจ็ ทางการเรียนของผเู้ รยี น
ตลอดจนข้อมลู ท่เี ป็นประโยชน์ ต่อการส่งเสรมิ ใหผ้ ้เู รยี นเกดิ การพฒั นาและ
เรียนร้อู ย่างเตม็ ศักยภาพ การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ แบง่ ออกเป็น 4
ระดับได้แก่ ระดับช้นั เรียน ระดบั สถานศกึ ษา ระดับเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษา และ
ระดับประเทศ มรี ายละเอียดดงั นี้

1 การประเมนิ ระดบั ชั้นเรียน เปน็ การวดั และประเมนิ ผลทีอ่ ยใู่ น
กระบวนการจดั การเรียนรผู้ สู้ อนดำเนินการเป็นปกติและ สม่ำเสมอในการ
จดั การเรียนการสอน ใชเ้ ทคนคิ การประเมิน อย่างหลากหลาย การซกั ถาม

การสังเกต การตรวจการบา้ นการ ประเมินโครงงาน การประเมนิ ช้นิ งาน
แฟ้มสะสมงาน การใช้ แบบทดสอบ อ่ืนๆ หรอื ผสู้ อนเป็นผปู้ ระเมนิ เองหรอื
เปิดโอกาสให้ ผเู้ รียนประเมนิ ตนเอง ในกรณีท่ไี ม่ผา่ นตวั ช้ีวดั ใหม้ ีการสอน
ซ่อม เสรมิ การประเมินระดบั ชัน้ เรยี นเป็นการตรวจสอบว่า ผเู้ รียนมี
พัฒนาการความก้าวหน้าในการเรยี นรู้ อนั เป็นผลมาจากการจดั กิจกรรมการ
เรียนการสอนหรือไมแ่ ละมากนอ้ ยเพยี งใด มีสงิ่ ทีจ่ ะ ตอ้ งไดร้ บั การพัฒนา
ปรบั ปรงุ และสง่ เสรมิ ในดา้ นใด นอกจากน้ี ยงั เป็นขอ้ มลู ใหผ้ สู้ อนใชป้ รบั ปรุง
การเรยี นการสอนของตัวเอง ด้วย ทั้งนีโ้ ดยสอดคลอ้ งกับมาตรฐานการเรยี นรู้
และตวั ช้วี ัด

2 การประเมนิ ระดบั สถานศกึ ษา เปน็ การประเมนิ ทส่ี ถานศกึ ษา ดำเนินการ
เพอ่ื ตดั สินผล การเรยี นของผ้เู รยี นเปน็ รายปี รายภาค ผลการประเมนิ การ
อา่ น คดิ วิเคราะห์และเขยี น คณุ ลกั ษณะอันพึง ประสงค์ และกจิ กรรมพฒั นา
ผู้เรยี นนอกจากน้ีเพ่ือให้ไดข้ ้อมลู เก่ียวกับการจัดการศกึ ษาของสถานศกึ ษาว่า
สง่ ผลตอ่ การเรยี นรู้ ของผู้เรยี นตามเป้าหมายหรอื ไมผ่ ้เู รยี นมจี ุดพัฒนาในดา้ น
ใดรวม ท้ังสามารถนำผลการเรยี นของผู้เรยี นในสถานศึกษาเปรยี บเทยี บ กบั
เกณฑร์ ะดบั ชาติ ผลการประเมินระดับสถานศกึ ษาจะเป็นข้อมลู และ
สารสนเทศเพื่อการปรับปรุงนโยบาย โครงการ หรอื วธิ ีการ จัดการเรยี นการ
สอน ตลอดจนเพือ่ การจดั ทำแผนพัฒนา คณุ ภาพการศึกษาของสถานศึกษา
ตามแนวทางการปรบั ปรงุ คณุ ภาพการศกึ ษาและการรายงานผลการจดั การ
เรียนต่อคณะ กรรมการการสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษา
สำนักงานคณะกรรมการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน ผูป้ กครองและชุมชน

3 การประเมินระดบั เขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษา เปน็ การประเมินคณุ ภาพ ผเู้ รยี นใน
ระดบั เขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาตามมาตรฐานการเรยี นรตู้ าม หลักสตู รแกนกลาง
การศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน เพื่อใหเ้ ปน็ ขอ้ มูลพื้น ฐานในการพฒั นาคุณภาพ
การศึกษาของเขตพื้นทกี่ ารศึกษา ตาม ภาระความรบั ผดิ ชอบสามารถ
ดำเนนิ การโดยประเมินคณุ ภาพผล สมั ฤทธข์ิ องผเู้ รยี น ด้วยข้อสอบมาตรฐาน
ทจี่ ดั ทำและดำเนนิ การ โดยเขตพน้ื ที่การศกึ ษา หรอื ดว้ ยความรว่ มมอื กบั
หน่วยงานตน้ สงั กัดในการดำเนนิ การจดั สอบ นอกจากนย้ี ังไดจ้ ากการตรวจ
สอบทบทวนขอ้ มลู จากการประเมนิ ระดับสถานศกึ ษาในเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษา

4 การประเมนิ ระดับชาติ เป็นการประเมนิ คุณภาพผเู้ รียนในระดับ ชาติตาม
มาตรฐานการเรยี นรตู้ ามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษา ข้ันพื้นฐาน
สถานศึกษาต้องจัดใหผ้ ูเ้ รยี นทกุ คนทเ่ี รียนในระดับชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 ชัน้
ประถมศึกษาปีที่ 6 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6 เข้ารบั การ
ประเมินผลจากการประเมนิ ใช้เปน็ ข้อมลู ในการเทียบเคยี งคุณภาพการศกึ ษา
ในระดับต่างๆ เพื่อนำ ไปใช้ในการวางแผนยกระดับผลการจัดการศกึ ษา
ตลอดจนเป็น ขอ้ มลู การสนบั สนุนการตัดสินใจในระดบั นโยบายของประเทศ

สือ่ และแหล่งการเรียนรู้

หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ ฐาน พ.ศ ๒๕๕๑

สือ่ การเรียนรเู้ ปน็ เครอื่ งมือสง่ เสรมิ สนับสนนุ การจัดการ
กระบวนการเรียนรู้ ให้ผเู้ รียนเข้าถงึ ความรู้ ทกั ษะกระบวนการ และ
คุณลักษณะตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลกั สตู รไดอ้ ยา่ ง มปี ระสิทธิภาพ
ส่อื การเรียนรู้วา่ มหี ลากหลายประเภท หนงั สือ ธรรมชาติ สือ่ สิ่งพิมพ์ และ
เครือข่ายการเรยี นรู้ต่างๆ ที่มใี น ทอ้ งถิ่น การเลือกใชส้ ่ือควรเลอื กให้มคี วาม
เหมาะสมกับระดบั พฒั นาการ และลีลาการเรยี นรู้ท่หี ลากหลายของผูเ้ รยี น
การจัดหาส่อื การเรยี นรู้ ผเู้ รียนและผูส้ อนสามารถจัดทำและ พัฒนาขึ้นเอง
หรอื ปรับปรงุ เลือกใช้อย่างมคี ณุ ภาพจากสงิ่ ตา่ งๆ ที่มอี ยู่รอบตัวเพอื่ นำมาใช้
ประกอบในการจดั การเรียนรูท้ ่ี สามารถสง่ เสรมิ และส่ือสารใหผ้ ู้เรยี นเกดิ การ
เรยี นรู้ โดยสถาน ศึกษาควรจดั ใหม้ ีอย่างพอเพยี งเพ่อื พัฒนาใหผ้ ้เู รียนเกิดการ
เรียนรอู้ ย่างแท้จรงิ สถานศกึ ษา หนว่ ยงานทเ่ี ก่ียวขอ้ งและผู้ มีหนา้ ทจ่ี ัด
การศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน ควรดำเนินการ ดังนี้ 1.จัดใหม้ แี หล่งการเรยี นรู้ ศูนยส์ ่ือ
การเรยี นรู้ ระบบสารสนเทศ การเรยี นรู้ และเครอื ข่ายการเรยี นรูท้ ่มี ี
ประสิทธภิ าพท้ังในสถาน ศึกษาและในชมุ ชน สงั คมโลก 2.จัดทำและจดั หา
สื่อการเรยี นรสู้ ำหรบั การศกึ ษาค้นควา้ ของผู้ เรยี น เสรมิ ความรู้ใหผ้ สู้ อน
รวมท้ังจัดหาสิ่งทีม่ อี ยูใ่ นทอ้ งถิ่น มาประยกุ ต์ใช้เปน็ ส่อื การเรียนรู้ 3.เลอื กและ
ใชส้ ่ือการเรียนรู้ทมี่ คี ณุ ภาพ มคี วามเหมาะสม มี ความหลากหลาย สอดคลอ้ ง
กบั วิธีการเรยี นรู้ ธรรมชาติของ สาระการเรยี นรู้ และความแตกตา่ งระหว่าง
บคุ คลของผเู้ รยี น 4.ประเมินคณุ ภาพของสือ่ การเรียนรู้ทีเ่ ลอื กใชอ้ ยา่ งเป็น

ระบบ 5.ศกึ ษาค้นควา้ วจิ ัย เพ่ือพฒั นาสอ่ื การเรียนรู้ใหส้ อดคลอ้ งกับ
กระบวนการเรยี นรู้ของผูเ้ รยี น 6.จดั ให้มีการกำกับ ตดิ ตาม ประเมนิ คุณภาพ
และประสทิ ธิภาพ เกี่ยวกบั ส่ือและการใชส้ ่ือการเรยี นรเู้ ป็นระยะๆและ
สมำ่ เสมอ ในการจดั ทาํ การเลือกใช้ และการประเมินคุณภาพสือ่ การเรียน รู้
ท่ีใชใ้ นสถานศกึ ษา ควรคำนึงถงึ หลักการสำคญั ของส่ือการ เรียนรู้ เช่น ความ
สอดคลอ้ งกับหลกั สตู รและวัตถุประสงค์

ภาคผนวก

อภธิ านศพั ท์

กระบวนการเขียน

กระบวนการเขยี นเปน็ การคิดเรอ่ื งท่จี ะเขียนและรวบรวมความรใู้ น
การเขยี น กระบวนการเขยี น มี ๕ ขนั้ ดงั นี้

๑. การเตรียมการเขยี น เปน็ ขนั้ เตรียมพร้อมทจี่ ะเขียนโดยเลอื ก
หัวข้อเรอ่ื งทจี่ ะเขียนบนพืน้ ฐานของประสบการณ์ กำหนดรูปแบบการเขยี น
รวบรวมความคิดในการเขยี น อาจใช้วิธกี ารอา่ นหนังสอื สนทนา จัด
หมวดหม่คู วามคิด โดยเขียนเปน็ แผนภาพความคดิ จดบันทกึ ความคิดท่ีจะ
เขยี นเปน็ รปู หวั ขอ้ เรอื่ งใหญ่ หัวขอ้ ย่อย และรายละเอยี ดครา่ วๆ

๒. การยกรา่ งขอ้ เขยี น เมื่อเตรียมหัวข้อเรือ่ งและความคิดรปู แบบ
การเขยี นแล้ว ให้นำความคดิ มาเขยี นตามรปู แบบทกี่ ำหนดเป็นการยกรา่ ง
ขอ้ เขยี น โดยคำนงึ ถึงวา่ จะเขยี นให้ใครอา่ น จะใช้ภาษาอย่างไรให้เหมาะสม
กับเรอ่ื งและเหมาะกับผู้อืน่ จะเรม่ิ ต้นเขยี นอยา่ งไร มีหัวขอ้ เรอื่ งอยา่ งไร
ลำดับความคิดอย่างไร เช่ือมโยงความคดิ อย่างไร

๓. การปรับปรุงขอ้ เขียน เมื่อเขยี นยกร่างแลว้ อา่ นทบทวนเร่อื งท่ี
เขยี น ปรับปรุงเรื่องทเ่ี ขยี นเพิ่มเตมิ ความคิดใหส้ มบรู ณ์ แกไ้ ขภาษา สำนวน
โวหาร นำไปใหเ้ พ่อื นหรอื ผู้อน่ื อา่ น นำข้อเสนอแนะมาปรบั ปรุงอีกครั้ง

๔. การบรรณาธกิ ารกจิ นำข้อเขียนท่ปี รับปรุงแล้วมาตรวจทาน
คำผดิ แกไ้ ขใหถ้ ูกตอ้ ง แลว้ อา่ นตรวจทานแกไ้ ขข้อเขยี นอกี คร้งั แก้ไข
ขอ้ ผดิ พลาดท้ังภาษา ความคดิ และการเวน้ วรรคตอน

๕. การเขยี นให้สมบรู ณ์ นำเร่ืองทแี่ ก้ไขปรบั ปรงุ แล้วมาเขียนเรอ่ื ง
ให้สมบูรณ์ จดั พมิ พ์ วาดรูปประกอบ เขียนใหส้ มบรู ณด์ ้วยลายมอื ท่ี
สวยงามเปน็ ระเบยี บ เม่ือพิมพห์ รอื เขียนแล้วตรวจทานอีกครั้งให้สมบรู ณ์
กอ่ นจัดทำรปู เลม่

กระบวนการอ่าน

การอา่ นเป็นกระบวนการซ่งึ ผู้อา่ นสรา้ งความหมายหรอื พัฒนา การ
ตีความระหว่างการอ่านผอู้ ่านจะตอ้ งร้หู ัวขอ้ เรอ่ื ง รจู้ ดุ ประสงค์ของการอา่ น
มคี วามรทู้ างภาษาที่ใกลเ้ คยี งกบั ภาษาทใ่ี ช้ในหนงั สอื ท่ีอา่ น โดยใช้
ประสบการณ์เดมิ เป็นประสบการณท์ ำความเขา้ ใจกับเรอ่ื งทอี่ ่าน
กระบวนการอ่านมีดงั น้ี

๑. การเตรียมการอา่ น ผ้อู า่ นจะตอ้ งอ่านชอื่ เร่ือง หัวขอ้ ย่อยจาก
สารบญั

เร่ืองอ่านคำนำ ให้ทราบจุดมงุ่ หมายของหนงั สือ ตง้ั จุดประสงคข์ องการอ่าน
จะอา่ นเพือ่ ความเพลดิ เพลนิ หรอื อา่ นเพือ่ หาความรู้ วางแผนการอา่ นโดย
อา่ นหนงั สือตอนใดตอนหนง่ึ ว่าความยากงา่ ยอย่างไร หนงั สือมคี วามยากมาก
นอ้ ยเพียงใด รปู แบบของหนงั สอื เปน็ อย่างไร เหมาะกับผ้อู า่ นประเภทใด
เดาความว่าเป็นเร่อื งเกี่ยวกับอะไร เตรยี มสมดุ ดินสอ สำหรับจดบนั ทึก
ขอ้ ความหรอื เนอ้ื เร่อื งที่สำคญั ขณะอา่ น

๒. การอ่าน ผูอ้ า่ นจะอา่ นหนังสอื ให้ตลอดเล่มหรอื เฉพาะตอนท่ี
ตอ้ งการอ่าน ขณะอา่ นผูอ้ า่ นจะใช้ความรู้จากการอา่ นคำ ความหมายของ

คำมาใช้ในการอา่ น รวมท้ังการรจู้ กั แบ่งวรรคตอนดว้ ย การอ่านเรว็ จะมีส่วน
ช่วยให้ผอู้ ่านเข้าใจเร่ืองไดด้ ีกว่าผอู้ า่ นช้าซงึ่ จะสะกดคำอ่านหรืออา่ นยอ้ นไป
ย้อนมา ผูอ้ า่ นจะใช้บริบทหรือคำแวดลอ้ มช่วยในการตีความหมายของคำ
เพ่ือทำความเขา้ ใจเร่อื งท่ีอ่าน

๓. การแสดงความคดิ เหน็ ผ้อู า่ นจะจดบนั ทกึ ขอ้ ความทมี่ ี
ความสำคญั หรือเขียนแสดงความคดิ เห็น ตีความขอ้ ความท่ีอา่ น อ่านซำ้ ใน
ตอนท่ีไม่เข้าใจเพ่อื ทำความเขา้ ใจให้ถกู ต้อง ขยายความคดิ จากการอา่ น
จับคู่กับเพอื่ นสนทนาแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ ต้ังขอ้ สังเกตจากเรือ่ งท่อี ่าน
ถ้าเปน็ การอ่านบทกลอนจะตอ้ งอ่านทำนองเสนาะดงั ๆ เพ่ือฟงั เสยี งการอ่าน
และเกดิ จนิ ตนาการ

๔. การอา่ นสำรวจ ผู้อา่ นจะอา่ นซำ้ โดยเลือกอ่านตอนใดตอนหนึง่
ตรวจสอบคำและภาษา ที่ใช้ สำรวจโครงเรือ่ งของหนงั สือเปรียบเทยี บ
หนังสือท่อี ่านกบั หนังสอื ทเ่ี คยอา่ น สำรวจและเชื่อมโยงเหตกุ ารณ์ในเรอ่ื ง
และการลำดบั เรื่อง และสำรวจคำสำคัญทใ่ี ช้ในหนังสอื

๕. การขยายความคดิ ผู้อา่ นจะสะทอ้ นความเข้าใจในการอา่ น
บันทึกข้อคิดเห็น คณุ ค่าของเรอ่ื ง เชอ่ื มโยงเรอื่ งราวในเรอื่ งกับชีวติ จรงิ
ความรสู้ ึกจากการอา่ น จัดทำโครงงานหลักการอ่าน เชน่ วาดภาพ เขยี น
บทละคร เขียนบันทึกรายงานการอ่าน อ่านเรอ่ื งอ่ืนๆ ที่ผู้เขียนคนเดยี วกนั
แต่ง อา่ นเรอื่ งเพิ่มเติม เร่อื งท่ีเกีย่ วโยงกับเรื่องทีอ่ า่ น เพ่อื ใหไ้ ดค้ วามรทู้ ี่
ชัดเจนและกว้างขวางขึน้

กระบวนการดู

การดูเป็นการรบั สารจากสอื่ ภาพและเสียง และแสดงทรรศนะได้
จากการรบั ร้สู าร ตีความ แปลความ วเิ คราะห์ และประเมนิ คณุ ค่าสาร
จากสอ่ื เชน่ การดูโทรทัศน์ การดคู อมพิวเตอร์ การดลู ะคร การดู
ภาพยนตร์ การดหู นงั สือการต์ ูน (แม้ไมม่ เี สยี งแต่มีถ้อยคำอ่านแทนเสียงพูด)
ผู้ดูจะต้องรบั รสู้ าร จากการดแู ละนำมาวเิ คราะห์ ตคี วาม และประเมิน
คณุ คา่ ของสารทเ่ี ปน็ เน้อื เรือ่ งโดยใช้หลักการพจิ ารณาวรรณคดีหรอื การ
วิเคราะห์วรรณคดเี บือ้ งตน้ เชน่ แนวคิดของเรื่อง ฉากที่ประกอบเรอ่ื ง
สมเหตสุ มผล กิริยาท่าทาง และการแสดงออกของตัวละครมคี วามสมจริง
กบั บทบาท โครงเรอ่ื ง เพลง แสง สี เสียง ทใี่ ชป้ ระกอบการแสดงให้
อารมณแ์ กผ่ ดู้ สู มจรงิ และสอดคล้องกับยุคสมยั ของเหตุการณ์ที่จำลองสบู่ ท
ละคร คณุ ค่าทางจรยิ ธรรม คุณธรรม และคุณค่าทางสงั คมทีม่ อี ิทธพิ ลตอ่ ผู้
ดูหรอื ผู้ชม ถา้ เป็นการดูข่าวและเหตุการณ์ หรือการอภิปราย การใช้
ความรู้หรอื เรือ่ งท่เี ป็นสารคดี การโฆษณาทางสอ่ื จะต้องพิจารณาเนอ้ื หา
สาระวา่ สมควรเชอื่ ถือไดห้ รือไม่ เป็นการโฆษณาชวนเชอ่ื หรอื ไม่ ความคดิ
สำคัญและมอี ิทธิพลต่อการเรยี นรมู้ าก และการดลู ะครเวที ละครโทรทัศน์
ดขู า่ วทางโทรทัศน์จะเปน็ ประโยชนไ์ ด้รับความสนุกสนาน ตอ้ งดแู ละ
วิเคราะห์ ประเมินคา่ สามารถแสดงทรรศนะของตนไดอ้ ย่างมีเหตผุ ล

การฟงั การดู และการพดู

การฟังและดูอยา่ งมีวจิ ารณญาณ การพดู แสดงความคดิ เหน็ ความรสู้ กึ
พูดลำดบั เรือ่ งราวต่างๆ อยา่ งเป็นเหตเุ ปน็ ผล การพดู ในโอกาสตา่ งๆ ทง้ั เป็น
ทางการและไม่เปน็ ทางการ และการพูดเพอื่ โน้มนา้ วใจ

หลักการใชภ้ าษาไทย

ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาใหถ้ ูกต้องเหมาะสม
กับโอกาสและบคุ คล การแตง่ บทประพันธป์ ระเภทตา่ งๆ และอิทธพิ ลของ
ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย

คุณค่าของงานประพนั ธ์

เม่ือผู้อา่ นอา่ นวรรณคดหี รือวรรณกรรมแลว้ จะต้องประเมนิ งานประพันธ์ ให้
เหน็ คณุ คา่ ของงานประพนั ธ์ ทำให้ผูอ้ ่านอ่านอย่างสนุก และได้รบั ประโยชน์
จาการอา่ นงานประพันธ์ คณุ คา่ ของงานประพนั ธ์แบง่ ได้เปน็ 2 ประการ
คือ

๑.คุณค่าดา้ นวรรณศลิ ป์ ถ้าอา่ นบทรอ้ ยกรองก็จะพิจารณากลวิธกี ารแต่ง
การเลือกเฟ้นถ้อยคำมาใชไ้ ดไ้ พเราะ มีความคดิ สรา้ งสรรค์ และใหค้ วาม
สะเทอื นอารมณ์ ถา้ เป็นบทร้อยแกว้ ประเภทสารคดี รูปแบบการเขยี นจะ
เหมาะสมกับเน้ือเรอ่ื ง วธิ กี ารนำเสนอน่าสนใจ เนอื้ หามคี วามถกู ตอ้ ง ใช้
ภาษาสละสลวยชดั เจน การนำเสนอมคี วามคดิ สร้างสรรค์ ถ้าเป็นรอ้ ยแกว้
ประเภทบันเทิงคดี องคป์ ระกอบของเรอ่ื งไมว่ า่ เรอื่ งสัน้ นวนยิ าย นทิ าน
จะมแี ก่นเร่ือง โครงเรอื่ ง ตัวละครมีความสมั พันธก์ นั กลวธิ ีการแตง่ แปลก

ใหม่ นา่ สนใจ ปมขัดแยง้ ในการแตง่ สรา้ งความสะเทอื นอารมณ์ การใช้
ถอ้ ยคำสรา้ งภาพไดช้ ดั เจน คำพูดในเรอ่ื งเหมาะสมกบั บุคลกิ ของ ตวั ละครมี
ความคดิ สรา้ งสรรคเ์ กีย่ วกบั ชวี ติ และสงั คม

๒.คุณคา่ ด้านสังคม เป็นคณุ ค่าทางดา้ นวฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี ม
ประเพณี ศิลปะ ชวี ติ ความเป็นอยู่ของมนุษย์ และคุณค่าทางจรยิ ธรรม
คณุ คา่ ดา้ นสงั คม เปน็ คณุ ค่าทผี่ ู้อา่ นจะ เข้าใจชวี ติ ทัง้ ในโลกทศั น์และชวี
ทศั น์ เขา้ ใจการดำเนนิ ชีวติ และเขา้ ใจเพ่ือนมนุษย์ดีขน้ึ เนือ้ หาย่อมเกย่ี วขอ้ ง
กับการชว่ ยจรรโลงใจแกผ่ อู้ า่ น ชว่ ยพฒั นาสงั คม ชว่ ยอนุรกั ษ์สง่ิ มคี ณุ คา่ ของ
ชาตบิ ้านเมอื ง และสนบั สนนุ คา่ นยิ มอนั ดีงาม

ทักษะการส่ือสาร

ทกั ษะการส่อื สาร ได้แก่ ทกั ษะการพูด การฟัง การอ่าน และ
การเขียน ซงึ่ เปน็ เครอื่ งมือของการส่งสารและการรบั สาร การส่งสาร ได้แก่
การสง่ ความรู้ ความเช่ือ ความคดิ ความรสู้ กึ ดว้ ยการพูด และการเขียน
สว่ นการรับสาร ไดแ้ ก่ การรบั ความรู้ ความเชอื่ ความคิด ด้วยการอา่ น
และการฟัง การฝึกทักษะการสื่อสารจึงเปน็ การฝกึ ทกั ษะการพดู การฟัง
การอา่ น และการเขียน ใหส้ ามารถ รับสารและสง่ สารอย่างมีประสิทธิภาพ

ธรรมชาติของภาษา

ธรรมชาติของภาษาเป็นคุณสมบตั ขิ องภาษาทีส่ ำคญั มีคณุ สมบัติพอสรุปได้
คอื ประการที่หนง่ึ ทกุ ภาษาจะประกอบดว้ ยเสยี งและความหมาย โดยมี
ระเบียบแบบแผนหรือกฎเกณฑใ์ นการใช้ อยา่ งเป็นระบบ ประการที่สอง
ภาษามีพลงั ในการงอกงามมริ ูส้ ิ้นสดุ หมายถงึ มนุษยส์ ามารถใชภ้ าษา สอ่ื
ความหมายไดโ้ ดยไมส่ ้ินสดุ

ประการทสี่ าม ภาษาเป็นเรอื่ งของการใช้สัญลักษณ์ร่วมกันหรอื สมมติร่วมกนั
และมกี ารรบั รู้สญั ลกั ษณห์ รอื สมมติรว่ มกัน เพอื่ สร้างความเขา้ ใจตรงกัน
ประการทส่ี ่ี ภาษาสามารถใชภ้ าษาพูดใน

การตดิ ต่อสื่อสาร

ไม่จำกดั เพศของผสู้ ง่ สาร ไมว่ ่าหญงิ ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ สามารถผลดั
กันในการส่งสารและรับสารได้ ประการทีห่ ้า ภาษาพดู ย่อมใช้ได้ทัง้ ใน
ปัจจบุ ัน อดตี และอนาคต ไมจ่ ำกัดเวลาและสถานท่ี ประการทหี่ ก ภาษา
เปน็ เครอ่ื งมือการถา่ ยทอดวฒั นธรรม และวชิ าความรูน้ านาประการ ทำให้
เกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมและการสรา้ งสรรคส์ ิ่งใหม่

แนวคิดในวรรณกรรม

แนวคดิ ในวรรณกรรมหรอื แนวเรือ่ งในวรรณกรรมเป็นความคดิ สำคญั ใน
การผูกเร่ืองให้ ดำเนนิ เรื่องไปตามแนวคดิ หรอื เปน็ ความคดิ ทส่ี อดแทรกใน
เร่อื งใหญ่ แนวคิดยอ่ มเกย่ี วข้องกับมนษุ ย์และสังคม เป็นสารทผี่ ู้เขียนสง่ ให้
ผ้อู ่าน เชน่ ความดยี อ่ มชนะความชวั่ ทำดไี ดด้ ีทำชว่ั ได้ช่ัว ความยตุ ิธรรม
ทำใหโ้ ลกสันตสิ ุข คนเราพ้นความตายไปไมไ่ ด้ เป็นตน้ ฉะน้ันแนวคดิ เปน็
สารทีผ่ เู้ ขียนตอ้ งการสง่ ให้ผอู้ นื่ ทราบ เชน่ ความดี ความยตุ ธิ รรม ความรกั
เปน็ ต้น

วรรณคดแี ละวรรณกรรม

วเิ คราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพือ่ ศึกษาขอ้ มูล แนวความคิด
คณุ ค่าของงานประพนั ธ์ และความเพลดิ เพลนิ การเรียนรูแ้ ละทำความเขา้ ใจ
บทเห่บทรอ้ งเลน่ ของเดก็ เพลงพนื้ บา้ นที่เปน็ ภมู ิปญั ญาที่มคี ณุ คา่ ของไทย ซงึ่
ได้ถา่ ยทอดความรสู้ ึกนึกคิด ค่านยิ ม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของ
สังคมในอดตี และความงดงามของภาษา เพ่อื ใหเ้ กดิ ความซาบซ้ึงและภมู ิใจ
ในบรรพบรุ ษุ ที่ไดส้ ง่ั สมสืบทอดมาจนถึงปัจจบุ นั

บริบท

บรบิ ทเปน็ คำทแี่ วดลอ้ มข้อความทอ่ี า่ น ผู้อา่ นจะใชค้ วามรสู้ กึ และ
ประสบการณม์ ากำหนดความหมายหรือความเขา้ ใจ โดยนำคำแวดล้อมมา
ชว่ ยประกอบความรแู้ ละประสบการณ์ เพือ่ ทำ ความเขา้ ใจหรือความหมาย
ของคำ

วจิ ารณญาณ

วิจารณญาณ หมายถึง การใช้ความรู้ ความคดิ ทำความเขา้ ใจเรื่อง
ใดเรื่องหน่งึ อย่างมีเหตผุ ล การมวี จิ ารณญาณต้องอาศัยประสบการณใ์ นการ
พิจารณาตัดสินสารด้วยความรอบคอบ และอย่างชาญฉลาดเป็นเหตุเปน็

อ้างองิ

กรมวิชาการ. (๒๕๔๖), พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ.
๒๕๔๒ และท่ีแก้ไขเพม่ิ เติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๕ และ
พระราชบญั ญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. ๒๕๔๕. กรงุ เทพฯ: โรง
พมิ พ์อักษรไทย

กระทรวงศึกษาธกิ าร. (๒๕๔๔), หลกั สูตรการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน
พุทธศักราช ๒๕๔๔. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ครุ สุ ภาลาดพร้าว.

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ (๒๕๔๔), แผนพฒั นา
เศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาตฉิ บับท่ี ๑๐.

สำนกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา (๒๕๔๗), ขอ้ เสนอยุทธศาสตร์
การปฏริ ปู การศึกษา, กรุงเทพฯ: เซ็นจูร่ี.

สํานกั นายกรฐั มนตรสี ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
(๒๕๔๒), พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒.
กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์องค์การรับส่งสินคา้ และพสั ดุภณั ฑ์ (ร.ส.พ. ).

สำนกั ผตู้ รวจราชการและติดตามประเมินผล. (๒๕๔๔), การติดตาม
ปญั หาอุปสรรคการใชห้ ลักสตู รการศึกษาข้ันพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๔๔.
บนั ทกึ ที่ศ ธ ๐๒๐๗/๒๖๙๒ ลงวันท่ี ๑๙ กนั ยายน ๒๕๔๘.

สำนกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษา (๒๕๔๖ ก.), สรปุ ผลการ
ประชุมวิเคราะหห์ ลักสตู รการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๒๗-๒๘ ตลุ าคม
๒๕๕๖ โรงแรมตรงั กรงุ เทพฯ (เอกสารอดั สำเนา)

การจดั การเรยี นรทู้ ่ีเน้นกระบวนการ Mind mapping

http://www.prachasan.com/mindmapknowledge/plearn
mindmap.htm

สถาบนั บณั ฑติ พฒั นบริหารศาสตร์

http://www.km.nida.ac.th/home/index.php

มหาวิทยาลัยธุรกจิ บัณฑติ ย์

http://www.dpu.ac.th/techno/page.php?id=3334

http://www.unigang.com/Article/1428

อาจารยท์ ป่ี รกึ ษา
ผศ.สมหวัง นิลพนั ธ์

คณะผจู้ ดั ทำ
นางสาวศริ ภัสสร สูงแขง็ รหัสนกั ศึกษา 6594110009
นางสาวภคั วลญั ชญ์ ชัยสิม รหสั นักศกึ ษา 6594110025
นางสาวปาริชาติ ประทุมชุมภู รหัสนักศกึ ษา 6594110058
นางสาวสุพรรษา ทนุวรรณ์ รหัสนักศึกษา 6594110059
นางสาว ปยิ ะนชุ ทองออ่ น รหสั นกั ศกึ ษา 6594110060

คณะศกึ ษาศาสตร์
สาขาวิชาการประถมศึกษา
มหาวิทยาลัยภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื


Click to View FlipBook Version