ภาพแสดงวงชวี ติ ของ Zygomycetes , Rhizopus
2. Phylum Ascomycota
ลักษณะ
1. เซลล์เดยี ว ได้แก่ ยสี ต์ นอกนัน้ เป็นพวกมเี ส้นใยมผี นงั กนั้ และเปน็ ราคลา้ ยถว้ ย
(cup fungi)
2. ดารงชีวิตบนบก
3. การสบื พันธ์ุ
- แบบไมอ่ าศัยเพศ สร้างสปอรเ์ รียกว่า conidia ทีป่ ลายไฮฟา
สว่ นยีสต์จะแตกหนอ่
- แบบอาศัยเพศ สร้างสปอร์ ที่มีชอ่ื วา่ ascospore อยใู่ นถุงเรียกว่า ascus
ประโยชน์
1. Saccharomyces cerevisiae ใช้ผลิตแอลกอฮอล์ และมโี ปรตนี สูง
2. Monascus sp. ใช้ผลติ ขา้ วแดงและเตา้ หู้ยี้
โทษ
เกดิ โรคกบั คนและสตั ว์
ภาพแสดงวงชวี ติ ของ Ascomycetes
3. Phylum Basidiomycota
ลกั ษณะ
1. เสน้ ใยมีผนังกั้นและรวมตัวอดั แน่นเป็นแทง่ คล้ายลาต้น เชน่ ดอกเหด็
2. การสืบพันธุ์
- แบบไมอ่ าศยั เพศ สรา้ งสปอร์เรียกวา่ codiospore ใน conidia
- แบบอาศยั เพศ สรา้ งสปอรท์ ีส่ รา้ งโดยอาศยั เพศสร้างบนอวยั วะคลา้ ยกระบอง
หรอื เบสิเดียม (basidium) เรยี กวา่ แบสิดิโอสปอร์ (basidiospore)
ประโยชน์
ใช้เป็นแหลง่ อาหาร
โทษ
1. ทาใหเ้ กดิ โรคในพชื เช่น ราสนมิ ราเขมา่
2. เห็ดรา มีสารพษิ เข้าทาลายระบบประสาท ทางเดนิ อาหาร ตบั หัวใจ
ภาพแสดงวงชวี ติ ของ Basidiomycetes
4. Phylum Deuteromycota
ลกั ษณะ
1. เส้นใยมผี นังก้นั
2. สืบพนั ธ์ไุ ม่แบบอาศัยเพศเทา่ นนั้ โดยสร้างสปอร์ทเ่ี รียกวา่ โคนิเดยี (conidia)
จงึ เรียกราในกล่มุ นีว้ า่ Fungi Imperfecti
3. แต่หากเมื่อใดมีการสบื พนั ธุ์แบบอาศัยเพศจะไปอย่ใู น Ascomycetes
และ Basidiomycetes
ประโยชน์
1. Penicillium chrysogernum ใชผ้ ลติ ยาปฏิชีวนะเพนิซิลลิน
2. Aspergillus wendtii ใช้ผลติ เต้าเจ้ยี ว
3. A. oryzae ใช้ผลิตเหลา้ สาเก
โทษ
1. ทาให้เกดิ โรคในพืช 2. สร้างสารพิษ ทาให้เกดิ โรค
3. ทาใหเ้ กดิ โรคในคน เช่น กลาก เกลื้อน โรคเทา้ เป่ือยหรือฮอ่ งกงฟุต
ภาพแสดงวงชวี ติ ของ Deuteromycota
พชื เป็นส่งิ มชี วี ติ ทมี่ กี าเนดิ ข้นึ มาแล้วไม่ตา่ กวา่ 400 ลา้ นปี มีหลักฐานหลายอย่างท่ี
ทาให้เช่ือว่าพืชมีวิวัฒนาการมาจากสาหร่าย สีเขียว กลุ่ม Charophytes
โดยมีการปรับตัวจากสภาพที่เคยอยู่ในน้าข้ึนมาอยู่บนบก ด้วยการสร้างคุณสมบัติต่าง
ๆ ท่ีเหมาะสมขึ้นมา เช่น มกี ารสร้างคิวติน (cutin) ขึ้นมาปกคลุมผิวของลาต้นและใบ
เรียกว่า คิวทิเคิล (cuticle) เพื่อป้องกันการสูญเสียน้า และการเกิด สโทมาตา
(stomata) เพือ่ ทาหน้าทีร่ ะบายน้าและแลกเปล่ยี นกา๊ ซ เป็นต้น
อาณาจกั รพืชแบ่งเป็น 2 กลุม่ ใหญๆ่ คอื
- พืชไมม่ ีท่อลาเลยี ง ไดแ้ ก่ Division Bryophyta
- พืชที่มีท่อลาเลียง ได้แก่ Division Psilophyta , Division Lycophyta , Division
Sphenophyta , Division Pterophyta , Division Coniferophyta , Division
Cycadophyta , Division Ginkophyta , Division Gnetophyta , Division
Anthophyta
1. Division Bryophyta
พชื ท่ีไม่มรี ะบบท่อลาเลยี ง มีขนาดเลก็ ไดแ้ ก่ มอส ลิเวอรเ์ วิรต์ และฮอรน์ เวริ ด์
2. Division Psilophyta
พชื ที่มที อ่ ลาเลียงช้ันตา่ ไม่มใี บและรากที่แทจ้ ริง ไดแ้ ก่ หวายทะนอย (Psilotum)
3. Division Lycophyta
พชื ท่ีมีทอ่ ลาเลยี งท่มี ีลาตน้ ใบ และรากท่ีแท้จริงแตย่ งั มใี บขนาดเลก็ ไดแ้ ก่
ชอ้ งนางคล่ี (Lycopodium) และ ตีนตกุ๊ แก (Sellaginella)
4. Division Sphenophyta
พชื ท่มี ที อ่ ลาเลียง ลาต้นลกั ษณะเปน็ ข้อและปลอ้ ง มีการสร้างสปอร์ ไดแ้ ก่
สนหางมา้ หรอื หญ้าถอดปลอ้ ง (Equisetum)
5. Division Pterophyta
พชื ทีม่ ีทอ่ ลาเลียง มหี ลายชนดิ แตกต่างกัน ไดแ้ ก่ เฟริ น์ (Fern)
แหนแดง (Azolla) และจอกหูหนู (Salvinia)
6. Division Coniferophyta
พชื ที่สรา้ งเมลด็ เปอื ย ส่วนใหญเ่ ป็นไมย้ นื ต้นขนาดใหญ่ ไดแ้ ก่ สน (Pinus)
เช่น สนสองใบ และสนสามใบ
7. Division Cycadophyta
พชื ทส่ี ร้างเมลด็ เปลือย ไดแ้ ก่ ปรง ( Cycad )
8. Division Ginkgophyta
พืชทีส่ ร้างเมล็ดเปลอื ย ได้แก่ แปะกว๊ ย (Ginkgo biloba)
9. Division Gnetophyta
พชื ทส่ี ร้างเมล็ดเปอื ย ไดแ้ ก่ มะเม่อื ย (Gnetum)
10. Division Anthophyta
พชื ที่สรา้ งเมลด็ มสี ิ่งหอ่ หมุ้ ถอื ว่ามีววิ ฒั นาการสงู สุด พบมากที่สดุ ไดแ้ ก่
พืชดอก (Flowering plant)
สิ่งมีชีวิตที่จัดอยู่ในอาณาจักรมีมากกว่า 1.7 ล้านสปีชีส์ ในจานวนน้ีเป็นแมลง
ประมาณ 6 แสนชนิด สัตว์ถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสาคัญต่อระบบนิเวศในแง่ของ
ผบู้ รโิ ภค ซึ่งเปน็ ผลทาให้มกี ารถ่ายทอดพลงั งานไปยังผบู้ ริโภคระดบั ต่างๆ นอกจากน้ี
สัตว์ยังเป็นตัวทาให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีความสาคัญในการสังเคราะห์
ด้วยแสงของพืช และกอ่ ให้เกิดความสมดุลในธรรมชาติ
สัตว์เปน็ ส่งิ มชี วี ติ หลายเซลล์ ไม่มีคลอโรฟิลล์จึงไม่สามารถสร้างอาหารได้เอง
และมีระยะตวั ออ่ น (EMBRYO)
1. PHYLUM PORIFERA
สตั ว์ที่ลาตัวเป็นรพู รนุ ไดแ้ ก่ ฟองนา้
ลกั ษณะสาคัญของสัตวใ์ น Phylum Porifera
- เป็นสตั วท์ ่มี ีววิ ฒั นาการต่าสดุ และ ไม่มีเนื้อเยื่อแทจ้ รงิ (Parazoa)
- ตัวเต็มวัยเกาะกบั ที่ จึงไม่มี nervous system และ sense organ
- มที ัง้ อาศยั ในนา้ จืดและนา้ เคม็
- มสี ีสดใส (แดง สม้ เหลือง ม่วง) เกิดจากรงควตั ถุท่อี ยู่ในเซลล์ผิว
- ฟองน้าที่มีรปู รา่ งซบั ซอ้ นน้อยท่สี ุดจะมสี มมาตรรัศมี แต่ฟองน้าส่วนใหญไ่ มม่ สี มมาตร
- จะสรา้ ง Gemmule (แตกหนอ่ )เวลาสภาวะแวดลอ้ มไม่เหมาะสม
- มโี ครงร่างแข็งค้าจนุ (Spicule ท่เี ปน็ หนิ หรือแก้ว , Spongin ท่ีเปน็ เสน้ ใยโปรตนี )
2. PHYLUM COELENTERATA
ไดแ้ ก่ แมงกะพรุน ดอกไมท้ ะเล ปะการัง กลั ปังหา และไฮดรา
ลักษณะสาคญั ของสตั ว์ใน Phylum Coelenterata
- ร่างกายประกอบดว้ ย เน้อื เยอื่ 2 ชนั้ คอื Epidermis เเละ Gastrodermis
- ระหว่างชั้นเนอ้ื เย่อื มีสารคลา้ ยว้นุ เรยี กว่า Mesoglea เเทรกอยู่
- ลาตัวกลวงลกั ษณะเป็นถงุ ตันมชี อ่ งเปดิ ช่องเดยี วเรยี กว่า gastrovascula cavity
ทาหนา้ ทเ่ี ปน็ ทางเดนิ อาหารอาหารเขา้ เเละกากอาหารออกทางชอ่ งเปดิ เดยี วกัน
- มีหนวดอยูร่ อบปากเรยี กวา่ เทนทาเคลิ ( tentacle )ใชส้ าหรบั จับเหยือ่
- ทีห่ นวดมเี ซลลส์ าหรับตอ่ ยเรียกว่า cnidocyte เเละมเี ข็มสาหรบั ต่อย เรียกว่า
nematocyst
- มวี งจรชีพสลับ
- สบื พนั ธ์แุ บบไมอ่ าศยั เพศ โดยการแตกหน่อ
- มี 2 เพศในตวั เดยี วกัน
3. PHYLUM PLATYHELMINTHES
ได้แก่ พยาธิใบไม้ พยาธติ ัวตดื และพลานาเรีย
ลกั ษณะสาคญั ของสตั ว์ใน Phylum Platyhelminthes
- มสี มมาตรเป็นแบบคร่ึงซกี (Bilateral symmetry)
- ไมม่ ชี อ่ งวา่ งในลาตวั (Acoelomate animal) เนอ่ื งจากเน้อื เยือ่ ชนั้ กลางมเี น้ือเย่อื
หยนุ่ ๆบรรจุอยู่เตม็ ไปหมด
- ไม่มรี ะบบหมนุ เวียนโลหิต ไม่มีเสน้ เลือด ไม่มหี ัวใจ สารอาหารไปเลีย้ งเซลล์
โดยการแพรจ่ ากทางเดินอาหารเข้าส่เู ซลลโ์ ดยตรง
- มรี ะบบทางเดินอาหารเปน็ แบบไม่สมบูรณม์ ปี ากแต่ไม่มที วารหนกั
และในพวกพยาธติ ัวตืดไมม่ ที างเดนิ อาหาร
- มรี ะบบประสาทอยูท่ างดา้ นหน้าและแตกแขนงออกไปทางด้านขา้ งของลาตวั
- มที งั้ สองเพศในตัวเดยี วกนั สามารถผสมพันธุไ์ ด้ภายในตัวเอง (Self fertilization)
และผสมพนั ธ์ขุ า้ มตวั (Cross fertilization)
4. PHYLUM NEMATOD
ได้แก่ พยาธติ ัวกลมตา่ งๆ เชน่ พยาธไิ สเ้ ดือน ไส้เดือนฝอย และหนอนในน้าสม้ สายชู
ลกั ษณะสาคญั ของสัตว์ใน Phylum Nemetoda
- ลาตวั กลมยาวหัวทา้ ยเเหลม ไมม่ ีรยางค์
- มเี ปลือกเป็นคิวติเคิลหนาปกคลุม
- สมมาตรครง่ึ ซกี
- มที างเดนิ อาหารสมบรู ณ์ มที ัง้ ปากเเละทวารหนัก
- รา่ งกายมเี น้อื เยื่อ 3 ชั้น
- มีชอ่ งลาตัวเทียม ( pseudocoelom )อย่รู ะหวา่ งมโี ซเดิร์มเเละเอนโดเดิรม์
ซึ่งมขี องเหลวบรรจุอยูเ่ ต็ม
- ระบบประสาท เป็นวงเเหวนรอบคอ ต่อกบั เส้นประสาทท่ยี าวตลอดลาตวั
- ไมม่ รี ะบบไหลเวยี นเลือดเเละระบบหายใจ
- การสืบพนั ธุ์เเบบอาศยั เพศ มตี วั ผตู้ ัวเมยี คนละตวั กนั ไข่มีสารไคตินหมุ้ จึงทนทาน
ตอ่ สภาพเเวดล้อมไดด้ ี
5. PHYLUM ANNILIDA
ได้แก่ ไสเ้ ดอื นดิน แม่เพรยี ง ทากดดู เลือด และปลิงนา้ จืด
ลกั ษณะสาคญั ของสตั ว์ใน Phylum Annilida
- มีลาตัวกลมยาวเป็นปล้องๆ มองเหน็ ภายนอกเป็นวงเเละภายในมเี นอ้ื เยือ่ กัน้ ระหวา่ ง
ปล้องเรียกวา่ เซปตา ( septa )
- เเตล่ ะปล้องมีอวยั วะ คอื เดือย ( saeta ) 4 คู่ เนฟรเิ ดยี ( อวัยวะขับถ่าย ) 1 คู่
เสน้ ประสาท 3 คู่ ทางเดินอาหารเเละช่องลาตัวสว่ นหน่ึง ยกเว้นปลอ้ ง
- ทมี่ หี ัวทซ่ี ึ่งมีอวัยวะสาคญั ( สมอง คอหอย หวั ใจ )
- รา่ งกายมีสมมาตรคร่งึ ซีก
- มเี นือ้ เยื่อ 3 ช้ัน
- มีช่องลาตวั เเทจ้ ริง ( coelom ) ซ่ึงเปน็ ชอ่ งลาตวั ในเน้อื เยื่อมโี ซเดิร์ม
- ระบบประสาทประกอบด้วย ปมสมองทห่ี ัว 1 คู่ และ เส้นประสาทใหญ่ด้านท้อง
6. PHYLUM ECHINODERMATA
ไดแ้ ก่ สัตว์ท่ผี วิ หนังมีหนามขรุ ขระ ไดแ้ ก่ ดาวทะเล เม่นทะเล เหรียญทะเล ปลิงทะเล
ดาวเปราะ
ลกั ษณะสาคญั ของสตั ว์ใน Phylum Echinoderm
- สมมาตรรา่ งกาย ตัวออ่ นเปน็ เเบบครึง่ ซกี ตวั เต็มวัยมีเมตามอร์โฟซิส
กลายเป็นสมมาตรเเบบรัศมี
- ลาตวั เเบ่งเป็น 5 สว่ นหรือ ทวคี ณู ของ 5 ย่นื ออกมาจากเเผน่ กลมท่เี ปน็ ศนู ยก์ ลาง
- มีโครงร่างเเขง็ ภายใน มีเเผ่นหินปนู เล็กๆ ทย่ี ึดติดกันดว้ ยกล้ามเน้อื หรอื ผวิ หนัง
ท่ปี กคลมุ อยู่บางชนิด
- มเี ส้นประสาทเปน็ วงเเหวนรอบปาก เเละเเยกเเขนงไปตามเเขน
- การเคลือ่ นไหวใชร้ ะบบท่อน้า ( water vascula system ) ภายในร่างกาย
- การสืบพันธ์ุ แบ่งเปน็ เเบบอาศยั เพศโดยมีการปฎิสนธิภายนอก และเเบบไม่อาศยั เพศ
บางชนิด เชน่ การขาดของเเขนใดเเขนหน่งึ สว่ นท่ขี าดกจ็ ะเจรญิ ไปเปน็ ตวั เต็มอกี ทีหนงึ่
7. PHYLUM ARTHROPODA
ไดแ้ ก่ ก้งุ กั้ง ปู แมลง เหบ็ ไร ตะขาบ ก้ิงกือ แมงมุม แมงดาทะเล
ลกั ษณะสาคญั ของสัตว์ใน Phylum Arthropoda
- มีลาตวั เป็นปลอ้ งและมรี ยางคเ์ ปน็ ข้อๆต่อกัน (jointed appendage) ยน่ื ออกมา
จากแต่ละปล้องของลาตวั
- มีจานวนชนิดมากทีส่ ดุ ในอาณาจกั รสตั ว์ ประมาณวา่ มีถึงกวา่ 9 แสนชนดิ
- สามารถอาศัยอย่ไู ดใ้ นแทบทุกสภาพภมู ปิ ระเทศบนโลก นับวา่ ประสบความสาเร็จ
ในการดารงชีวติ บนโลกเป็นอย่างมาก เหน็ ไดจ้ ากการทีเ่ ราพบสัตวเ์ หล่านีไ้ ดแ้ ทบทกุ
หนทกุ แหง่ ทุกฤดูกาล และพบเป็นจานวนมาก
- มโี ครงสรา้ งของรา่ งกายทแ่ี ขง็ แรง
- มีระบบประสาทที่เจริญดี มีอวัยวะรับความรู้สกึ หลายชนดิ
- มกี ารแบ่งสดั สว่ นของร่างกายเป็นขอ้ ปล้องชดั เจน 3ส่วน คอื หวั (Head)
อก (Thorax) และ ทอ้ ง(Abdomen)
- ระบบหมนุ เวียนเป็นระบบเปิด ประกอบไปดว้ ยหัวใจ เลือด และแอง่ เลอื ด
8. PHYLUM MOLLUSCA
ได้แก่ หมกึ และหอยชนดิ ต่างๆ
ลักษณะสาคญั ของสตั วใ์ น Phylum Mollusca
- รา่ งกายจะแบง่ เป็น 3 สว่ นหลกั ได้แก่ 1. head and foot 2. visceral mass
3. mantle, palium เกดิ mantle cavity มีเหงือกภายใน
- สตั ว์ในไฟลมั น้ีมีลาตัวอ่อนนมุ่ บางชนิดอาจมีเปลอื กแขง็ หุม้ ลาตัวเปน็ CaCO3
- แยกเพศผู้-เมีย
- ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในน้าทัง้ นา้ จืดและนา้ ทะเล มีอาศยั อยู่บนบกบา้ ง
- อวัยวะในการแลกเปลี่ยนแก๊สประกอบด้วย
1. เหงอื ก (gill) อยู่ภายในช่องแมนเตลิ พบในมอลลัสทวั่ ไป
2. ผิวตวั ในทากทะเล (sea slug, nudibranch) ผิวตัวจะเปลย่ี นรปู ไปเปน็ แขนง
อยู่บนลาตวั เรียกว่า เซอราตา (cerata) หรอื บางชนิดมอี ยรู่ อบทวารหนกั (anal gill)
3. ชอ่ งแมนเติลหรือปอด หอยฝาเดยี วท่ีขึน้ มาอยบู่ นบกจะมีช่องแมนเตลิ ที่มีผนังย่นื
ลงมาก้ันเปน็ ห้อง มีของเหลวหลอ่ เลีย้ งในชอ่ งนท้ี าใหส้ ามารถแลกเปลี่ยนแก๊สได้
9. PHYLUM CHORDATA
คุณสมบตั เิ ฉพาะของ Phylum Chordata
- มโี นโตคอรด์ (Notochord) ซ่งึ เป็นแกนค้าจุนหรือพยงุ กายเกดิ ขน้ึ ในระยะใด
ระยะหน่งึ ของชวี ิต หรอื ตลอดชีวิต ในพวกสตั วช์ ั้นสูงมกี ระดกู อ่อนหรอื กระดูกแข็ง
แทนโนโตคอรด์
- มีไขสันหลงั เปน็ หลอดยาวกลวงอยู่ทางด้านหลัง (Dorsal hollow nerve tube)
เหลอื ทางเดินอาหารซ่ึงแตกต่างจากสตั ว์พวกไม่มกี ระดูกสันหลงั ซ่งึ มรี ะบบประสาท
อย่ทู างดา้ นทอ้ ง(Ventral nerve cord) ใต้ทางเดินอาหารและเปน็ เสน้ ตัน
- มชี อ่ งเหงอื ก (Gill slit) ในระยะใดระยะหนึง่ ของชีวติ หรือตลอดชวี ติ ในพวกสตั ว์
มกี ระดกู สนั หลังช้นั สงู เชน่ สตั วป์ ีก สตั วเ์ ล้ียงลกู ดว้ ยนา้ นมจะมชี ่องเหงือก
ตอนเปน็ ตวั อ่อนเทา่ นนั้ เม่อื โตข้นึ ช่องเหงือกจะปดิ สว่ นปลามชี อ่ งเหงือกตลอดชีวิต
- มีหางเปน็ กล้ามเนอ้ื (Muscular post anal tail)
อา้ งองิ
https://sites.google.com/site/gfopjrtigdioitwoirnlkfgoi/xanacakr-sing-mi-chiwit/xanacakr-satw
1. การจาแนกสิ่งมชี วี ติ มคี วามสาคญั อย่างไร
2. ใครคอื บดิ าทางชีววิทยา
3. ใครคอื บดิ าทางสัตวศาสตร์
4. ใครคอื บดิ าแหง่ อนุกรมวิธานของพืชและสตั ว์
5. ใครคอื ผู้เขียนคมู่ อื การการจาแนกชนิดของเพรียง
6. วตั ถุประสงคใ์ นการจาแนกสง่ิ มชี ีวิต คอื อะไร
7. จงบอกหลกั เกณฑ์ที่ใชใ้ นการจาแนกสง่ิ มีชีวิตมาพอสงั เขป
8. จงบอกลาดบั การจดั หมวดหมขู่ องสิง่ มีชีวิตมาพอสงั เขป
(คานึงถึงทน่ี ิยมใช้กนั โดยทั่วไป)
9. จงอธบิ ายวิธีการเขยี นช่อื วิทยาศาสตร์ของสงิ่ มีชวี ติ มาพอเข้าใจ
และเขยี นช่ือวิทยาศาสตรข์ องสตั วน์ ้ามาอยา่ งนอ้ ย 5 ชนดิ
(พร้อมทัง้ ระบุช่อื ไทย ช่อื สามญั และชือ่ วทิ ยาศาสตร์)
10. ในปจั จบุ ันมีการจาแนกส่งิ มีชวี ิตเป็นกอ่ี าณาจกั ร อะไรบ้าง
พร้อมยกตวั อย่างมาพอสังเขป