ส่ิงปกคลุมตัวปลา ได้แก่ ผิวหนัง และเกล็ด ปลาบางชนิดเกล็ดได้
เปลี่ยนรูปไปอาจมลี กั ษณะเป็นเกราะหุ้มหรือเปน็ แผ่นกระดูกเช่ือมติดกัน
เปน็ กล่อง หรอื เป็นหนามแหลม เปน็ ตน้
Skin Scales
ผวิ หนงั (Skin)
ผิวหนังเป็นเกราะป้องกันตัวปลาให้ปราศจากภยันตรายท้ังปวง
ได้แก่ ป้องกันเช้ือโรค ป้องกันผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม มีหน้าท่ีช่วยใน
การหายใจ ขับถา่ ยของเสีย ควบคุมการขับและรับน้า นอกจากน้ียังเป็นที่
อยู่ของต่อมสร้างสี ต่อมเรืองแสง ต่อมพิษ ต่อมเมือก และอวัยวะรับ
ความรสู้ กึ สมั ผสั ตา่ งๆ
โครงสร้างของผิวหนัง
โครงสรา้ งของผวิ หนังประกอบดว้ ยเนอ้ื เยอื่ 2 ช้ัน คือ
1. ผิวหนงั ชน้ั นอกหรือหนงั กา้ พรา้ (Epidermis) ชน้ั หนงั กา้ พรา้ เจรญิ มาจาก
เยื่อเอก็ โตเดิรม์ (Extoderm) ซึ่งมีเซลล์หลายช้ัน ชั้นที่อยลู่ ึกลงไปจะเป็นช้ันท่ีมีชีวิต
สามารถแบ่งเซลล์เพิ่มจ้านวนได้ เรียกชั้นน้ีว่า สตราตัม เจอร์มินาทิวัม (Stratum
germinativum) ซ่ึงจะสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์ช้ันนอกที่ตายและหลุด
ลอกออกไป
2. ผวิ หนังชน้ั ในหรือหนังแท้ (Dermis) เจรญิ มาจากเยอื่ มโี ซเดิร์ม
(Mesoderm) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เป็นชั้นท่ีหนา มีเส้นเลือด
เส้นประสาท อวัยวะรับความรู้สึกสัมผัส เป็นช้ันท่ีสร้างเกล็ดและส่วนประกอบอื่นๆ
ของผวิ หนงั ชนั้ น้จี ะมีเยอ่ื หลวมๆ อยู่ตอนบน และตอนล่างเปน็ ส่วนทห่ี นาแนน่
ในชนั้ ผวิ หนังมีอวยั วะซึ่งท้าหนา้ ท่ีส้าคัญตอ่ ร่างกายหลายอยา่ ง ไดแ้ ก่
1. ตอ่ มเมือก อยูใ่ นชนั้ หนังกา้ พรา้ สรา้ งเมือก
2. ต่อมพษิ อยู่ในชน้ั หนงั กา้ พร้า สรา้ งนา้ พษิ
3. เซลล์ใหแ้ สงเรอื ง อย่ใู นชั้นหนังก้าพรา้ สร้างแสงเรอื ง
4. เซลล์สร้างสี อยู่ในชน้ั หนงั ก้าพรา้ และหนงั แท้ สรา้ งสี
5. ไอริโตฟอร์ สรา้ งผลกึ เงนิ สะท้อนแสง
6. เกลด็ อย่ใู นช้นั หนงั แท้
เกล็ด (Scales)
เกลด็ ปลามีก้าเนิดอยใู่ นชนั้ ของหนังแท้ ปลาบางชนิดมีเกล็ดปกคลุมอยทู่ วั่ ตัว
ท้งั หวั ลา้ ตวั และหาง บางชนิดกม็ ีเฉพาะทีล่ ้าตวั และหาง หรือบางชนิดก็มเี ฉพาะ
ดา้ นข้างล้าตัวเท่าน้ัน ปลาบางชนดิ เกล็ดเปลี่ยนรปู ไป หลายชนิดไมม่ เี กลด็ เลย เชน่
ปลาดกุ ปลาสวาย
เกลด็ ถอื วา่ เปน็ โครงกระดกู ภายนอก แบ่งชนดิ ของเกลด็ ตามลกั ษณะโครงสรา้ ง
ได้ 4 แบบ
1. เกล็ดแบบพลาคอยด์ (Placoid)
เกล็ดแบบพลาคอยด์มีลักษณะเป็นปุ่ม เป็นซี่เล็กๆ รูปกรวยจ้านวนมากเรียง
เปน็ แถวเหล่ือมกนั ไปเรื่อยๆ ไมท่ ับซ้อนกัน เกล็ดประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนแรกฝัง
อยใู่ ตผ้ ิวหนงั เรียกวา่ เบซอล เพลต (Basal plate) สว่ นท่สี องเปน็ หนามแหลมยื่น
ยาวออกมาและช้ีไปทางด้านหลัง มีสารเคลือบผิวคล้ายเคลือบฟัน เรียกว่า
ชนั้ ไวโทรเดนทีน ชนั้ ในเรียกวา่ เดนทีน ซ่ึงพบในปลากระดูกอ่อน เช่น ปลาฉลาม
ปลากระเบน ปลาฉลามผี (Ratfish, Rabbit fish) เป็นตน้
ปลาฉลามขาว ปลากระเบนราหู
ปลาฉลามวาฬ
ปลาโรนัน ปลาฉลามผี
Ratfish
Rabbit fish
เปรยี บเทยี บฟนั ของฉลามเมกาโลดอนและฉลามขาว
2. เกล็ดแบบคอสมอยด์ (Cosmoid)
พบในปลาโบราณ
Australian Lungfish
Coelacanth
3. เกล็ดแบบกานอยด์ (Ganoid)
ปลาบิเชียร์ (Bichir)
ปลาปากจระเข้ (Gar)
4. เกล็ดแบบอลี าสมอยด์ (Elasmoid)
เกล็ดแบบอีลาสมอยด์ (Elasmoid) เป็นเกล็ดที่พบในปลากระดูกแข็ง
ชน้ั สงู ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจบุ ัน โดยท่ัวไปมลี ักษณะบางในยดื หย่นุ มี 2 ชนดิ คอื
เกลด็ แบบไซคลอยด์ (Cycloid) และเกล็ดแบบทนี อยด์ (Ctenoid)
4.1 เกล็ดแบบไซคลอยด์ (Cycloid) เกล็ดจะเรียบไม่มีหนาม พบใน
ปลาตะเพียน ปลานิล ปลาไน ปลาย่สี กเทศ เป็นต้น
4.2 เกลด็ แบบทนี อยด์ (Ctenoid) เกลด็ จะสากขรขุ ระ เนือ่ งจากมหี นาม
ตรงขอบหลงั ของเกล็ด พบในปลาหมอไทย ปลาสลดิ เป็นตน้
เกลด็ ที่เปล่ยี นรูปไป (Modified scale)
สีบนตวั ปลา (Coloration)
ปลาตา่ งชนิดกนั มีสบี นลาตวั แตกตา่ งกนั ทง้ั นข้ี นึ้ อย่กู ับชนิด
อปุ นิสัย และถนิ่ ทอ่ี ยอู่ าศัย การเปลยี่ นแลงของสบี นตวั ปลาอาจเกดิ ข้ึน
อย่างถาวรหรอื ชว่ั คราว ขน้ึ อยกู่ ับระบบประสาท ระบบฮอร์โมน และ
พนั ธุกรรมในร่างกาย สีบนตวั ปลามปี ระโยชน์ คือ
1. ทาใหศ้ ตั รูหรือเหย่ือเกดิ การไขวเ้ ขว เช่น การใช้สีทาเปน็ ลูก
ตาปลอมในส่วนหางในปลาผีเสอ้ื
2. ทาให้ปลากลมกลนื กับสภาพแวดล้อม
3. ทาให้ปลาเกิดความเดน่ ชดั ในการรวมกลุม่ และสืบพนั ธุ์
สขี องปลามีความสมั พันธ์กับถ่นิ ทอ่ี ยู่อาศยั ของปลา
1. ปลาท่ีอาศัยในนา้ จืด ส่วนท้องจะมีสขี าวเงนิ หรือสีซดี ส่วนหลังจะมี
สนี ้าเงินเข้ม เขียว หรอื นา้ ตาล ซ่ึงช่วยพรางตวั ได้ดี
2. ปลาท่วี ่ายนา้ อสิ ระในทะเลเปดิ ทั่วไป มกั มีส่วนทอ้ งสขี าวเงิน ด้านหลัง
เป็นสีนา้ เงนิ หรือเขยี ว เช่น ปลาทู และปลาฉลาม เปน็ ต้น
3. ปลาทอ่ี ยูต่ ามพืน้ ทอ้ งน้ากับปลาทีอ่ าศยั อยู่ตามสาหร่ายทะเล มกั จะมี
สเี ข้มบนสว่ นหลงั และสซี ีดบรเิ วณสว่ นทอ้ ง
4. ปลาทห่ี ากินตามแนวหนิ ปะการังมักมสี ีสันสวยงามฉดู ฉาด
5. ปลาทอ่ี ยใู่ นทะเลเปดิ ถ้าเป็นปลาผวิ น้าจะมีสเี งิน ปลากลางน้าจะมี
สีแดง และปลาทอ่ี ยบู่ รเิ วณลึกมากๆ ซึง่ มแี สงนอ้ ยจะมสี ีมว่ งหรอื ดา
แหล่งกา้ เนดิ สขี องปลา
สขี องปลาเกดิ จากสีทผี่ ิวหนงั แหล่งที่มาของสมี ี 2 แบบ คอื สที ี่เหน็
เนือ่ งจากแสง (Schemachrome) และสที ป่ี ลาสรา้ งขึ้น (Biochrome)
จากเซลล์สร้างสีซ่งึ เปน็ สีจรงิ มลี ักษณะเป็นถงุ เลก็ ๆ ภายในมเี ซลล์สี
(Pigment cells) โดยสีพ้นื ฐานทพ่ี บในเซลลส์ ร้างสขี ึน้ อยกู่ บั เมด็ สี เช่น
สแี ดง และสีสม้ เกิดจากอรี โี ทรฟอร์ (Erythrophore)
สีเหลอื ง เกิดจากแซนโทฟอร์ (Xanthophore)
สดี า้ เกิดจากเมลาโนฟอร์ (Melanophore)
ส่วนสอี ่ืนๆ เกิดจากการรวมตวั กนั ของเมด็ สที ง้ั 3 ชนดิ นี้ นอกจาน้ยี ังมีสี
เกดิ จากไอริโตฟอร์ ซงึ่ เป็นเซลลส์ ะทอ้ นแสง เชน่ สีขาว (Leucophore)
สเี หลือบเงนิ สะท้อนแสง (Guanophore)
การเรอื งแสงของปลาพบไดน้ อ้ ย โดยอาจพบในปลาทะเลนา้ ลกึ บางชนิด
ลักษณะเปน็ จุดเรียงเป็นแถวหรือเปน็ เส้น การเรอื งแสงเกดิ ได้ 2 ลักษณะ คอื
1. เกิดจากแบคทีเรยี ทเ่ี รอื งแสงได้ อาศัยอยบู่ นตวั ปลาแบบพ่งึ พาอาศยั ซึ่ง
กนั และกนั โดยปลาไดป้ ระโยชน์จากแสง ส่วนแบคทเี รยี ได้ทอ่ี ยแู่ ละอาหาร
ตาแหนง่ การเกดิ แสงไม่แน่นอน เชน่ ปลาคอด (Cod)
2. เกดิ จากเซลลส์ รา้ งแสงภายในตวั ปลา ซ่งึ เปล่ียนมาจากตอ่ มเมือก
เซลล์สรา้ งแสงเรอื งนถ้ี ูกควบคุโดยระบบประสาทและต่อมไรท้ ่อ แสงจะเกิดใน
ตาแหนง่ ท่แี นน่ อนในปลาแต่ละชนดิ ใชจ้ าแนกชนดิ ได้ เซลล์เหลา่ น้ีอยู่ใน
ผิวหนังชัน้ นอก
ประโยชน์ของแสงเรือง 1. ใชล้ อ่ เหยือ่ 2. ใช้ในการจดจาพวกพอ้ ง
3. ชว่ ยในการจดจาเพศ 4. ช่วยในการปอ้ งกนั ตวั
ตอ่ มเมือก (Mucous Gland)
ต่อมเมือกพบในปลาโดยทัว่ ไป โดยเฉพาะปลาไมม่ เี กล็ด ผิวหนัง
ช้นั นอกมหี น้าท่ใี นการสรา้ งนา้ เมือก ประโยชน์ของเมือก คือ
1. เปน็ เกราะป้องกนั อนั ตรายใหก้ ับปลา
2. ความลืน่ ของเมือกทาให้ปลาเคลื่อนทใ่ี นน้าไดด้ ี
3. ทาใหป้ ลาเกดิ การเน่าเสยี ชา้ ลง
4. เมอื กปลาเป็นสารเหลวขน้ ชว่ ยในการจับตะกอน ทาให้นา้ ใสได้
5. เมอื กปลามีสารทาหน้าทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับการปรบั สมดลุ รา่ งกายปลา
ต่อมพษิ
ต่อมพิษพบในปลาหลายชนิด มีต้นก้าเนิดมาจากผิวหนัง จัดเป็นพวก
เดียวกับตอ่ มเมือก ตอ่ มเหลา่ นข้ี ับพษิ ท่ี เรยี กวา่ อกิ๊ ทิโอท็อกซิน (Ichthyotoxin)
เม่ือเง่ยี งต้าหรอื แทงท้าให้เกิดความเจ็บปวดถึงตายได้
การบรโิ ภคปลาแลว้ เกิดพษิ น้ันเนอื่ งจากพษิ ท่แี ฝงอยู่ในเน้ือ ผิวหนัง เมือก
และอวัยวะภายใน พิษแบบน้ีไม่ได้เกิดจากต่อมพิษ ส้าหรับพิษที่เกิดจากต่อมพิษ
น้ันจะเกิดจากการถูกเงี่ยงต้าและปล่อยสารพิษเข้าสู่ร่างกาย โดยสารพิษจะถูก
สร้างข้ึนในต่อมที่อยู่ใต้ฐานของเง่ียง ลักษณะของพิษจะมีผลต่อระบบประสาท
และเส้นเลือดเช่นเดียวกับพิษของงู เม่ือถูกแทงหรือต้า พิษจะไหลมาตามร่อง
ภายในเงีย่ งเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล
1. ปลากระเบน วงศ์ ดาซิอาทิดี้ (Dasyatidae) และไมลิโอบาทิดี้
(Myliobatidae) เช่น สกุล ดาซิอาทีส (Dasyatis) ไมลิโอบาทีส
(Myliobatis) พวกน้ีมีเง่ียงขนาดใหญ่อยู่ท่ีโคนหาง (Caudal spine)
ต่อมพิษอยู่ใต้ผิวหนัง น้าพิษมีสีเทาซีดๆ หรือใส มีความเป็นกรด-ด่าง
(pH) ประมาณ 6 มพี ิษรนุ แรงมาก
สกุล ดาซอิ าทีส (Dasyatis) สกลุ ไมลโิ อบาทสี (Myliobatis)
2. ปลาฉลามสไปนดี ็อกฟิช (Spiny dogfish) จะมตี อ่ มพิษท่เี งี่ยงของครบี หลงั
3. ปลาดุก ปลากด และปลาแขยงทุกชนิดจะมตี ่อมพิษใกลฐ้ านของเง่ยี งท่ีครบี หลงั
และครบี อก
4. ปลาข้ตี งั เป็ด มหี นามแหลมตรงคอดหาง มีต่อมพษิ ภายในเย่อื หุม้
5. ปลาสลิดหนิ วงศ์ ซิกะนดิ ี (Siganidae) มีตอ่ มพษิ ทเ่ี งี่ยงของครีบหลัง
ครบี ก้น และครีบทอ้ ง
6. ปลาสิงโต ปลากะรังหวั โขน ปลาหนิ ในวงศ์สคอรพ์ นี ิดี้ (Scorpaenidae)
เป็นวงศท์ ่ีมีพิษร้ายแรงมาก อาจทา้ ใหถ้ งึ ชีวิตในเวลาอนั รวดเรว็ มตี อ่ มพษิ
ในทกุ เง่ยี งท่ีพบในตวั ปลา
ปลากะรงั หัวโขน
Synanceia horrida.
ปลาสงิ โต
(Family Scorpaenidae)
7. ปลาคางคก ปลากบ ในวงศบ์ าทราซอยดดิ ้ี (Batrachoididae)
จะมตี ่อมพษิ ท่โี คนเงี่ยงของครบี หลัง และหนามแหลมตรงกระดกู ปดิ เหงอื ก
ปลาคางคก
Allenbatrachus grunniens.
ปลากบ (Frog fish) ปลากบ (Frog fish)
Antennarius striatus.