อุณหพลศาสตร
Thermodynamics
สาขาเคมี
คณะศลิ ปศาสตรและวิทยาศาสตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร วิทยาเขตกําแพงแสน
updated Apr 18, 2007
เนือ้ หา
1. งาน ความรอ น พลังงานภายใน
2. กฎขอทห่ี นงึ่
3. เอนทาลป สมการเทอรโ มเคมี
4. ความจุความรอน
5. เอนโทรป
6. กฎขอทีส่ อง
7. กฎขอที่สาม
8. พลงั งานอิสระของกบิ ส
2
เทอมทส่ี ําคัญ
ระบบ และ ส่ิงแวดลอม เอนทาลปมาตรฐาน
ฟง กชนั สภาวะ เอนทาลปของการกอเกดิ
ฟงกช นั วิถี กระบวนการที่เกดิ ขึน้ เองได
สมดุล
ระบบผันกลับได
เอนทาลป
เอนโทรป
3
อณุ หพลศาสตร (Thermodynamics)
การเปลีย่ นแปลงพลังงานของระบบและสิง่ แวดลอ มใน
รูปของความรอ นและงาน และบอกทิศทางการ
เกิดปฏกิ ิรยิ าเคมภี ายใตสภาวะหนง่ึ
4
ระบบและสิ่งแวดลอม
ระบบ (system) ส่งิ ท่เี ราสนใจศกึ ษา
สง่ิ แวดลอม (environment) สว นอื่นๆท่ีมผี ลตอสว นท่เี ราสนใจ
จักรวาล (universe) ระบบและสิ่งแวดลอม
ระบบแบบตา งๆ Closed Isolated
ระบบเปด (Open system)
ระบบปด (Closed system)
ระบบโดดเดย่ี ว (Isolated system) Open
ระบบมฉี นวนความรอ น (adiabatic system)
5
การจําแนกชนดิ ของระบบ
ระบบ ระบบประกอบดวย ขอบเขต ชนิดของระบบ
นาํ้ แขง็ →น้ํา นาํ้ , นํ้าแข็ง บีกเกอร ระบบปด(ไมส นใจการระเหย)
ระบบเปด
น้ํา → ไอนา้ํ นา้ํ , ไอนํา้ บีกเกอร ระบบปด
ระบบเปด
นํ้า, ไอนาํ้ ภาชนะปด ระบบปด
ระบบ adiabatic
Baking Soda + Na2CO3 , CH3COOH บีกเกอร ระบบ isolated
Vinegar ภาชนะปด
Na2CO3 , CH3COOH แคลอริมิเตอร*
+ แคลอริมิเตอร *
+ บอมบแคลอริมเิ ตอร * บอมบแคลอริมิเตอร*
6
การอธบิ ายระบบ
สภาวะของระบบ (State of a system) คอื สมบตั ิมหัพภาค
(macroscopic property) ของระบบใชอ ธบิ ายลักษณะของระบบ เชน
ความดนั อุณหภูมิ ฯลฯ
การระบสุ ภาวะของระบบตอ งใช ชุดของฟง กชันสภาวะ
ถา สมบตั ติ ัวหนงึ่ ตัวใดเปลี่ยนแปลง แสดงวามกี ารเปล่ียนแปลงสภาวะของระบบ
สภาวะสมดุล (Equilibrium) สภาวะทส่ี มบัตมิ หภาคของระบบมคี าคงท่ี
ทุกสวนประกอบของระบบและไมเ ปลยี่ นแปลงขึน้ กบั เวลา
สมดลุ สถติ ย (Static equilibrium)
สมดลุ พลวตั ร (Dynamic equilibrium)
7
ฟงกช นั สภาวะ
ฟง กชันสภาวะ (State function) : ปริมาณตาง ๆ ท่ีอธิบายสภาวะของ
ระบบ เชน ความดัน ปริมาตร อุณหภูมิ จํานวนสถานะ
ลกั ษณะเฉพาะของฟงกช ันสภาวะ คือ
การเปลี่ยนแปลงของฟงกชนั สภาวะข้ึนกับ สภาวะเรมิ่ ตน และสภาวะ
สุดทา ยเทา นนั้
หากระบบมีการเปลี่ยนแปลงและยอนกลับมาสูสภาวะเดมิ การเปลย่ี นแปลง
ของฟง กชนั สภาวะ มคี า เปน ศนู ย
ฟงกชันสภาวะตา งๆของระบบไมเปน อิสระตอ กนั โดยส้ินเชงิ เชน
y แกสอุดมคติ มีฟง กชนั สภาวะคอื P V T และ n ซ่ึงสมั พันธกนั ตามกฎของแกส
8
ฟง กช ันสภาวะ และ ฟง กช นั วิถี
ฟง กช ันสภาวะ สมบตั ิท่ีขึ้นกับสภาวะของระบบขณะใดขณะหนง่ึ เทา น้ัน
ฟง กชันวถิ ี ปริมาณท่ีเก่ยี วของกบั การเปล่ยี นแปลงของระบบ มีคาขนึ้ กบั
สภาวะเรมิ่ ตน สภาวะสุดทาย และเสนทางทใี่ ช
State B ΔhAB ความสงู เปน ฟง กชันสภาวะ hA, hB, hC
Path+b การเปลี่ยนแปลงฟงกชันสภาวะไมใ ช
−ΔhBA
State C ฟง กชนั สภาวะ
Path a ΔhAB = hB- hA ΔhBA = hA- hB
ระยะทางเปน ฟง กชนั วิถี A →B
State A Sa ≠ Sb
9
กระบวนการผันกลบั ได (Reversible Process)
กระบวนการผันกลับได คือการเปลีย่ นแปลงของระบบที่สามารถ
ยอนกลับไดเ มอื่ มกี ารเปล่ียนแปลงเงื่อนไขเพียงเล็กนอ ย
ระบบเสมอื นวาอยใู นสมดุลยอย ๆ ตลอดเวลา
เกดิ ไดเม่อื การเปล่ียนแปลงเกิดขึ้นชา มาก ๆ
การเปลี่ยนแปลง
สว นใหญเ ปนแบบ
ผันกลับไมไ ด
10
อณุ หพลศาสตรเ ก่ียวขอ งกบั หลักสําคัญ 2 ขอ คอื
1. พลังงานไมส ูญหายไปและเกิดขน้ึ เองไมไ ด แตเปลย่ี นรปู ได
ABC
กระบวนการที่มโี อกาสเปนไปไดค อื กระบวนการที่เปน ไปตามกฎ
อนรุ ักษพ ลงั งาน
2. ระบบพยายามเขา สูสภาวะสมดลุ เสมอ
AB
กระบวนการท่จี ะเกิดขน้ึ ไดจรงิ คอื กระบวนการทนี่ าํ ระบบเขาสสู มดุล
11
กฎขอ ท่หี นึ่งของอุณหพลศาสตร
(Conservation of Energy)
“ กระบวนการใด ๆ พลังงานอาจเปล่ยี นรูป ได แตจ ะไมส ูญหายไป
หรอื เกดิ ข้นึ ใหม”
ΔU = q + w
U คอื พลงั งานภายใน
ΔU คอื การเปลีย่ นแปลงพลงั งานภายใน
q คอื ความรอ น
w คือ งาน
12
พลงั งาน งาน ความรอน
พลังงาน คอื ความสามารถในการทํางาน (work) หรือถายเทความ
รอ น (heat)
Heat Work
13
พลงั งานภายใน (Internal energy; U หรอื E)
พลังงานภายใน(U) คือพลงั งานของระบบ เปนฟงกช นั สภาวะ
พลังงานจลนจากการเคล่ือนที่ การหมนุ การส่ันของโมเลกุล
พลังงานจลนจากการเคล่ือนท่ขี อง e, p, n
พลงั งานศักยจ ากแรงกระทาํ ระหวางโมเลกุล
พลังงานศกั ยจากแรงกระทาํ ระหวางอนุภาค
Etc.
เราไมสามารถคํานวณหา U ของระบบไดแ ต ΔU ระหวางสอง
สภาวะสามารถหาได
ΔU = Uf - Ui
ไมใช State function State function
14
งาน (work; w)
งานคือการถา ยเทพลังงานในรปู ท่ีกอใหเกดิ การเคลอ่ื นที่ของวัตถุ
ทางอุณหพลศาสตร : สนใจเฉพาะงานที่เกดิ จากการเปลี่ยนแปลง
ปรมิ าตรของระบบเน่อื งจากความดันภายนอก
งานเน่ืองจากการขยายตวั ของระบบ (Expansion work)
∫x wsys = − Fextdx
Fext Fext Adx
∫A =− A
ระบบ y fext คอื แรงภายนอก ∫= − PextdV
y Pext คือความดันภายนอก
= −PextΔV ถา ความดนั ภายนอกคงที่
y ΔV คือปริมาตรของระบบท่เี ปลยี่ นแปลงไป
15
งานจากการเปลยี่ นแปลงปรมิ าตรของระบบเนือ่ งจากความดันภายนอก
1. สิ่งแวดลอ มทํางานใหร ะบบ(งานอดั ตัว; ΔV<0) ทาํ ใหระบบมีปริมาตร
ลดลง งานจะมคี าเปน บวก
P = Pi Pext V ↓ P ↑ P = Pf Pext
Pi < Pext Pf = Pext (สมดุล)
2. ระบบทํางานใหส ิ่งแวดลอม (งานขยายตวั ; ΔV>0)ทาํ ใหร ะบบมี
ปรมิ าตรเพิ่มขึ้น งานจะมีคา เปน ลบ
P = Pi Pext V↑ P↓ P = Pi Pext
Pi < Pext Pf = Pext (สมดลุ ) 16
งานเน่อื งจากกระบวนการทต่ี า งกัน
พจิ ารณางานเนอ่ื งจากการเปลีย่ นแปลงปรมิ าตรของกระบอกสบู ที่
เง่ือนไขตางๆ
y ขยายตัว (Pext < Psys) Psys ↑ Pext (หดตัว)
y ขยายตัวเร็วๆ (Pext << Psys)
y หดตวั (Pext > Psys) Pext
y หดตัวเร็วๆ (Pext >> Psys)
↓ Pext (ขยายตัว)
w ไมเปน state function เพราะงานข้นึ กบั ความดันภายนอก (Pext
ไมใ ชสมบตั ขิ องระบบ)!
17
การคํานวณหางาน
ถาความดนั ภายนอกคงที่ wsys ∫= − PextdV
= −PextΔV
ถา ความดนั ภายนอกเปน ศูนย (Free Expansion) ∫wsys = − 0dV
(ขยายตวั ในสุญญากาศ)
=0
ถา ความดันภายนอกมีขนาดใกลเคียงกับความดันภายใน (Pext ≈ P)
ระบบจะหดหรอื ขยายตวั อยางชา ๆ
∫ ∫wsys = − PextdV ≈ − PdV
= −∫ nRT dV = −nRT ∫ dV สมมติวาเปน Ideal gas
V V
18
= −nRT lnV Vf = −nRT ln Vf
Vi Vi
การขยายตัวแบบผันกลบั ได
งานเนื่องจากการขยายตวั แบบผนั กลับไดจะมีคามากที่สดุ
ความดนั ภายนอกใกลเ คียงกับความดนั ภายใน
(แตนอ ยกวา จึงเกิดการขยายตัวได) ตลอด
กระบวนการขยายตวั
มีการขยายตวั อยา งชามากๆ
Pext จะตองมคี า ∫w = − PextdV
ใกลเ คียงกับ
Psys ตลอด ∫wexp,max = − Pexp,maxdV
กระบวนการ
Pexp,max ≈ Psys
Pext ≈ Psys = nRT
V
19
การพิสูจนว างานไมเปนฟง กช ันสภาวะ
pressure A→x→B pressure A→y→B
P1 A P1 A
x
P2 B P2 y B
volume volume
V1 V2 V1 V2
wx = wA→x + wx→B wy = wA→ y + wy→B
∫( )= −P1 V2 −V1− V2 PdV −∫= V1 PdV − P2 (V2 − V 1)
V1
V2
= −P1ΔV = −P2ΔV
wx ≠ wy 20
ตัวอยาง จงคาํ นวณหางานเมอ่ื นา้ํ แขง็ 100 g ละลายหมดทอ่ี ณุ หภูมิ 0 °C และ
ความดนั 1 atm ความหนาแนน ของนํา้ แขง็ และนาํ้ ที่ 0 °C เทา กบั 0.91 และ 1.0
g/cm3 ตามลาํ ดับ
w = - Pext ΔV
น้าํ แขง็ 100 g → นา้ํ 100 g ΔV = Vwater - Vice
Vice = 100 g / 0.91 g/cm3 = 109.9 cm3
Vwater = 100 g / 1.00 g/cm3 = 100 cm3
w = -1 atm ( 100.0 cm3 -109.9 cm3)
= 0.0099 L⋅atm
1 L⋅atm = 101.3 J
w = (0.0099 L⋅atm) (101.3 J/L⋅atm)
= 0.100 J
21
ความรอ น (Heat; q)
ความรอ น คือ พลังงานทถ่ี ายเทระหวา งระบบกบั สงิ่ แวดลอ ม
เน่ืองจากมีอณุ หภมู ติ า งกัน
สมดุลทางความรอนจะเกิดเมอ่ื ท้งั ระบบและสง่ิ แวดลอมมีอุณหภูมิ
เทา กนั (สมดุลพลวัตร)
q ไมเปน ฟงกช ันสภาวะ
เคร่อื งหมายของความรอน
ระบบดูดความรอนจะมี q เปนบวก (รับพลงั งาน)
คายความรอน q เปนลบ (คายพลังงาน)
22
การหาคาการเปลย่ี นแปลงพลงั งานภายใน (ΔU)
การคํานวณหาคาการเปลีย่ นแปลงพลังภายในไมสามารถหาโดยตรง
จากคา U ได แตห าไดจากกฎขอ ท่ี 1 และเงือ่ นไขอน่ื ๆ
กฎขอ ที่ 1
เงอ่ื นไขอื่น ๆ
y ปรมิ าตรคงที่
y ความดนั คงที่
y อณุ หภมู คิ งท่ี
y ไมม กี ารถา ยเทความรอ น
23
ประเภทของกระบวนการ
กระบวนการ Isochoric (V คงท)่ี เชน บอมบคาลอรมิ เิ ตอร
ΔV = 0 → w=0 → ΔU = qv
กระบวนการ adiabatic (q = 0) เชน ภาชนะที่มีฉนวนหมุ
q = 0 → ΔU = w → ΔU =PΔV
กระบวนการ Isothermal (T คงท่ี) เชน ในอา งควบคมุ อณุ หภูมิ
สําหรับแกส ΔU = 0 → q = -w → q =PΔV
water Tw Tsys = Tw
Rxn Tw จะคงที่ (เปลี่ยนแปลงนอยมาก)
24
ตวั อยาง นา้ํ 1 โมล 100 °C กลายเปนไอน้ําที่อณุ หภูมิเดยี วกันที่ 1 atm
ความรอนทท่ี ําใหน ํ้า 1 mol เปนไอท่ี 100 °C เทากับ 40.7 kJ จงหา
ΔU (พิจารณาวาไอน้าํ เปนแกสสมบูรณแ บบ)
ΔU = q + w = q - PΔV
Vน้ํา = 0.018 L Vไอน้าํ = nRT/p = 30.6 L (กฏของแกส )
W = -PΔV = -1 atm × (30.6 L - 0.018 L)
= -30.6 L⋅atm = -30.6 × 101.3 × 10-3 kJ
= -3.1 kJ
ΔU = q - PΔV
= 40.7kJ +(-3.1 kJ)
= 37.6 kJ
25
แบบฝก หดั
1. แกสอดุ มคตชิ นิดหน่ึง 1 mol ขยายตวั จากปรมิ าตร 0.01 m3 เปน 0.10
m3 ที่ 25 °C จงหาปรมิ าณงานที่เกิดข้นึ เม่ือ
ความดนั ภายนอกคงที่ P = 0.1 atm
ปรมิ าตรจาก 0.01 m3 เปน 0.05 m3 ท่ี P = 0.05 atm แลว ขยายตัวตอ เปน 0.1 m3 ที่
ความดนั 0.01 atm
2. ระบบมปี ริมาตร10.0 L ดูดความรอน 1000 J จงคํานวณ ΔU เม่ือ
ปรมิ าตรคงที่
ถา ปริมาตรเพิ่มขึ้นเปน 15.0 L P = 1 atm
3. แกสชนิดหน่งึ 1 โมลมีปรมิ าตร 1 L บรรจุในกระบอกสูบท่ีมีฉนวนหมุ ถา
แกส ขยายตวั เปน 5 L จงหา w, q, ΔUsys และ ΔUsurr เมื่อ
ใหค วามดันภายนอกคงท่เี ทา กับ 1 atm
ใหแ กสขยายตัวชา มากๆ
26
เอนทาลป (Enthalpy; H)
เอนทาลป คือผลรวมของพลงั งานภายในและผลคูณของความดนั
กบั ปรมิ าตรและเปน state function
H = U + PV
การเปลยี่ นแปลงเอนทาลป คือปริมาณความรอนท่รี ะบบ
ดดู กลนื หรือคายภายใตค วามดันคงท่ี
ΔH = ΔU + Δ(PV)
ΔH = [q - PΔV] + [VΔP + PΔV]
= q + VΔP
ΔH = qp (เมอ่ื ความดันคงท่ี) + ดดู ความรอน
– คายความรอน
27
สําหรับระบบทม่ี ี gas อาจพจิ ารณาวาปริมาตรของระบบที่
เปล่ียนแปลงไปขนึ้ กับปริมาตรของแกส เทาน้ัน และสามารถใช
กฎของแกส อุดมคติในการประมาณได
จากสมการ ΔH = ΔU + ΔPV
PV = nRT
Δ(PV) = Δ(nRT )
Δ(PV) = (Δn) RT เมือ่ T คงท่ี
ΔH = ΔU + (Δn) RT
เม่ือ Δn = Σng(P) - Σng(R)
จํานวนโมลของ จํานวนโมลของ 28
แกสในผลติ ภัณฑ แกสในสารตั้งตน
สาํ หรับระบบที่ประกอบดวยของแขง็ หรือของเหลวในบางกรณีเรา
อาจใชการประมาณ
Δ(PV) ≅ 0 x ΔH ≅ ΔU
การเปล่ียนสถานะ เชน การหลอมเหลว การกลายเปน ไอ จะเกดิ ที่
ความดนั คงทีด่ ังน้ัน ΔH = qp
ΔHfus (fusion หลอมเหลว)
ΔHvap (vaporization กลายเปน ไอ)
29
ตวั อยาง เผา C2H5OH ในบอมบคาลอริมิเตอรใ หพลงั งาน 1364.34 kJ ท่ี
298 K จงหาคา ΔH ของปฏกิ ิริยา
C2H5OH (l) + 3O2(g) → 2CO2(g) + 3H2O (l)
ΔU = qv = 1364.34 kJ
ΔH = ΔU + Δ(PV)
พจิ ารณาวา เปนแกส อุดมคติ PV=nRT → Δ(PV) = (Δn) RT
Δ(PV) = ( 2- 3 mol) (8.314 J.K-1) (298 K)
= 2477.57 J = -2.48 kJ
ΔH = 1364.34 kJ – 2.48 kJ
= 1361.86 kJ
30
ตัวอยา ง ปฏกิ ริ ยิ า H2(g) + ½ O2(g) → H2O(l) คายความรอน 285 kJ
ที่ 25 °C 1 atm จงหา ΔU
ΔH = ΔU + Δ(PV)
คิดเปนแกส สมบูรณแบบ Δ(PV) = ( Δn) RT
Δn = nproduct - nreactant (พจิ ารณาเฉพาะแกส)
Δn = 0 –(1+1/2) = -3/2
Δ(PV) = (-3/2mol)(8.314 J.K-1) (298 K)
= - 3716.4 J = - 3.72 kJ
ΔH = ΔU + ( Δn) RT
ΔU = ΔH - ( Δn) RT
ΔU = -285 kJ – (- 3.72 kJ)
= 281.28 kJ
31
ความรอ นและอุณหภูมิ
การถายเทความรอนเกยี่ วขอ งกบั อณุ หภูมิท่ีเปลย่ี นแปลงไป
ความจคุ วามรอน (Heat capacity; C) : ปริมาณความรอนท่ตี องใชใ น
การทําใหสารปรมิ าณหนง่ึ มอี ุณหภูมสิ ูงขน้ึ 1 ºC (มีหนวย J/ ºC)
C = Dq ≈ q
dT ΔT
ความรอนจําเพาะ (Specific heat; s) หรอื ความรอนจําเพาะโมลาร
(Molar Heat Capacity; Cm) : ปรมิ าณความรอ นที่ตองใชในการทาํ ให
สาร 1 กรัม หรือ 1 โมล มีอุณหภูมสิ งู ขึน้ 1 ºC (มีหนวย J/g. ºC หรอื
J/mol. ºC)
32
Water Capacity & Water Transfer
ปรมิ าณน้าํ ≡ ความรอ น
ความสงู ของระดับนํา้ ≡ อณุ หภูมิ
ความกวา งของถงั ≡ ความจคุ วามรอ น
Δh equilibrium
hB
hA
• การถายเทน้าํ จะเกดิ เมอื่ นํา้ มรี ะดบั ตา งกัน
• การถายเทความรอ นจะเกดิ ขึ้นเมอ่ื อณุ หภมู ติ างกนั
33
ความจุความรอ น
C = Dq ≈ q
dT ΔT
เมอื่ ความดันคงท*ี่ เมอ่ื ปริมาตรคงที่
Cp = DqP = dH CV = DqV = dU
dT dT dT dT
dH = CPdT dU = CV dT
ΔH = qP = CPΔT ΔU = qV = CV ΔT
ถา ΔT เปน บวก พลังงานภายใน (เม่ือ V คงท)ี่ หรือเอนทาลป
(เมอ่ื P คงท่ี) จะเพม่ิ ขนึ้ เปน กระบวนการดดู ความรอน
34
การแปลงคา ความจคุ วามรอน
พจิ ารณาหนวยของความจุความรอน
ความจุความรอน (C) = J⋅ ºC-1
= J⋅mol-1⋅ ºC-1
ความจคุ วามรอ นโมลาร (Cm) = J⋅g-1⋅ ºC-1
ความรอนจาํ เพาะ (S)
นา้ํ หนักโมเลกลุ (MW) = g⋅mol-1
C = S → J⋅o C−1
m g
Cm = S → J ⋅ mol−1⋅o C−1 = J⋅o C−1
MW g ⋅ mol−1 g
Cm = S × MW → J⋅o C−1 × g ⋅ mol−1 = J⋅o C−1mol−1
g
35
Calorimeter
แคลอรมิ ิเตอร คอื อปุ กรณท ใี่ ชเพื่อวัด
ปรมิ าณความรอ นทม่ี กี ารถายเทระหวา ง
สสารหรอื ปฏิกิรยิ ากับส่ิงแวดลอ ม
calorimeter bomb calorimeter
(P คงที่) (V คงที่)
36
ตวั อยา ง จงคาํ นวณหาความรอ นท่คี ายออกมาเมอื่ ทําใหแทงเหลก็
869 กรมั เย็นลงจาก 94 °C ลดลงเหลอื อุณหภูมิ 5 °C
ความจคุ วามรอนของเหล็ก 0.444 J/g °C
ΔH = qp = Cp ΔT
Cp ของเหลก็ = 869 g × 0.444 J/g ºC
= 385.8 J/ºC
qp = Cp ΔT
= ( 385.8 J/ºC) × (5 ºC - 94 ºC)
= - 34339 J
= - 34.3 kJ
37
แบบฝก หดั จงคํานวณหาความรอนท่ีตองใชเพ่ือใหโ ลหะอลูมิเนียม
40 g มีอุณหภมู ิเพม่ิ ขึ้นจาก 20.0 °C เปน 30.0 °C เมอ่ื ความ
ดันคงท่ี ความจคุ วามรอนโมลาร = 24 J⋅mol-1⋅ °C-1 (Al = 27 )
ความจคุ วามรอ น (Cp) = จาํ นวนโมล × ความจุความรอ นโมลาร
38
แบบฝก หดั ผสม HCl 0.2 M 50 ml และ NaOH 0.2 M 50 ml ท่ี
อณุ หภมู ิ 30 °C เขา ดว ยกนั ในแคลอริมเิ ตอร พบวา อุณหภูมขิ อง
สารละลายเปลย่ี นแปลงเปน 42 °C จงคาํ นวณความรอนของ
ปสาฏริกลริ ะยิ ลาาเมยื่อ=กํา1ห.0น0ดgให⋅m slส-า1รลแะลลาะย = 1.00 J⋅g-1⋅ °C-1 และ d
Ccal = 5 J⋅ °C-1
qsys = ΔH rxn + qsoln + qcal
( )ΔH rxn = − qsoln + qcal
( )= − msoln ⋅ ssoln ⋅ ΔT + Ccal ⋅ ΔT
39
เทอรโ มเคมี (Thermochemistry)
เทอรโมเคมี คอื การศึกษาการเปลี่ยนแปลงพลังงานใน
ปฏกิ ริ ิยาเคมใี นรปู ของความรอ น
ΔH ของปฏกิ ริ ิยาเคมี: ปรมิ าณความรอ นที่ถกู ดดู หรอื คาย
ออกมาเมอื่ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี
ΔH° 298 = ΔH° = qp ← เกิดขึ้นทีส่ ภาวะมาตรฐาน
สภาวะมาตรฐาน (°, Standard State) ความดนั 1 bar อณุ หภูมิ
ทก่ี ําหนด (โดยทวั่ ไป 25 °C)
40
กระบวนการคายความรอ นจะเกิดไดดขี ้ึนถา ลดความรอน
กระบวนการดูดความรอ นจะเกิดไดด ขี ้ึนถา ใหค วามรอน
41
สมการเทอรโมเคมี
C(s) + O2(g) → CO2(g) ΔH°298 = -393 kJ
ΔH เปน + ปฏิกิรยิ าดดู ความรอน
ΔH เปน - ปฏกิ ริ ยิ าคายความรอน
ΔH เปน State function
ΔH = Hproducts - Hreactants
C 1 โมล และ O2 1โมล ทาํ ปฏิกิรยิ าเกิดเปน CO2 1 โมล คาย
ความรอ น 393 kJ ท่ี 1 atm 298.15 K
42
กฎของเฮสส (Hess' Law)
“การเปลีย่ นแปลงเอนทาลปของปฏกิ ิริยารวม เทากับผลรวมของ
การเปล่ียนแปลงเอนทาลป ในปฏิกริ ยิ ายอ ยแตละขน้ั ตอน”
H2O (g) CH4(g) + 2O2(g)
ΔH1 = +44 kJ ?ΔH2 = −802 kJ
ΔH1 = −890 kJ
H2O (l) ΔH2 = +50 kJ
ΔH2 = +6 kJ ?CO2(g) + 2H2O(g)
H2O (s)
ΔH3 = −88 kJ
Physical change
CO2(g) + 2H2O(l)
Chemical change
43
การใชก ฎของเฮสสหาคา ΔH
1. สมการเคมีของทุกปฏิกิริยาตอ งดลุ
2. ตอ งบอกสถานะทางกายภาพของสารทุกชนดิ ตัวที่มีอยใู น
ปฏกิ ิรยิ า
3. การเปลี่ยนทศิ ทางของปฏกิ ิรยิ า เครือ่ งหมายของ ΔH จะตอ ง
เปลยี่ นเปนเคร่อื งหมายตรงขา ม
4. ถาคณู สมการของปฏิกริ ยิ าดวยจํานวนใด ตอ งคณู คา ΔH ดว ย
จํานวนน้ัน
44
ขั้นตอนการหาคา ΔH โดยใชก ฎของเฮสสอยา งงาย*
พจิ ารณาปฏิกริ ยิ าเคมที ่ีสนใจ
1. ตรวจดวู าสารทุกตวั ในปฏกิ ิริยาเคมที ส่ี นใจจะตอ งปรากฎอยา งนอ ยหนงึ่ ครง้ั
ในชุดปฏิกริ ิยาเคมีทใี่ หม า
2. พิจารณาสารแตล ะตัวของปฏกิ ิรยิ าเคมที ส่ี นใจ (สารตง้ั ตน หรอื สาร
ผลิตภัณฑ และจาํ นวนโมลทต่ี อ งการ)
• เลอื กสมการเคมีทม่ี ีสารที่สนใจ จากชุดสมการทใ่ี หม า
• ปรับจาํ นวนโมลใหเทา กับท่ีตองการโดยคูณ สปส.
• ยา ยขางสมการเพ่ือใหส ารท่ีสนใจอยูขางเดียวกนั กับในปฏกิ ิรยิ าทสี่ นใจ
• คูณคา ΔH ดวย สปส. และคูณ -1 ถา มกี ารยายขางสมการ
3. รวมสมการเคมที ่ไี ดจ ากขอ 2. เขาดว ยกนั (ดุลสมการดวย)และรวม ΔH
4. สมการสทุ ธทิ ีไ่ ดจ ากขอ 3. จะตอ งเหมอื นกบั ปฏิกริ ยิ าเคมที ่ีเราสนใจ
*ในหลายๆ กรณีทม่ี ีความซบั ซอนจะตองอาศัยการสงั เกตในการแกปญหา
45
ตวั อยาง จงหา Δ H ํ ของปฏกิ ริ ิยา
C(s) + ½ O2(g) → CO(g)
จากปฏกิ ริ ยิ ายอ ยดงั ตอไปน้ี
1. C(s) + O2(g) → CO2(g) ΔH°1 = -393 kJ
2. CO(g) + ½ O2(g) → CO2(g) ΔH°2 = -283 kJ
C(s) + O2(g) → CO2(g) c ΔH°1 = -393 kJ
−d CO2(g) → CO(g) + ½ O2(g) e ΔH°3 = 283 kJ
c+e C(s) + ½ O2(g) → CO(g)
ΔH° = ΔH°1 − ΔH°2 = ΔH°1 + ΔH°3
= −393 + 283 kJ
46
แบบฝกหดั
1. จากปฏิกิริยายอยตอไปนี้
c H2(g) + O2(g) → H2O(l) ΔH1 = -285.8 kJ
d H2(g) + O2(g) → H2O(g) ΔH2 = -241.8 kJ
จงหา ΔH ของ H2O(g)
° → H2O(l) –
+c -d
ΔH = ΔH1 ΔH2
c H2(g) + O2(g) → H2O(l) ΔH ํ1 = –285.8 kJ
−d H2O(g) → H2(g) + O2(g) −ΔH ํ2 = +241.8 kJ
H2(g) + O2(g)+ H2O(g) → H2O(l) + H2(g) + O2(g)
ΔH = –285.8 +241.8 kJ
47
2. จงหา ΔH ของการเกดิ แกส มเี ทน
C(s) + 2H2(g) → CH4(g)
กําหนด
c C(s) + O2(g) → CO2(g) ΔH1 = -393 kJ
d H2(g) + O2(g) → H2O(l) ΔH2 = -285 kJ
e CH4(g) + 2O2(g) → CO2(g) + 2H2O(l) ΔH3 = -890 kJ
+c+ (2xd)-e
–ΔH = ΔH1 + 2ΔH2 ΔH3
48
แบบฝกหดั
จงหาคาการเปล่ยี นแปลงเอนทาลปโ ดยใชขอมูลที่ใหมา
C2H6(g) → C2H4(g) + H2(g) ΔH =?
c 2C2H6(g) + 7O2(g) → 4CO2(g) + 6H2O(l) ΔH = -3119.71 kJ
ΔH = -1411.15 kJ
d C2H4(g) + 3O2(g) → 2CO2(g) + 2H2O(l) ΔH = -571.68 kJ
e 2H2(g) + O2(g) → 2H2O(l)
49
แบบฝกหดั
จงหาคาการเปลี่ยนแปลงเอนทาลปโดยใชขอมูลท่ีใหมา
CaCO3(s) → CaO(s) + CO2(g) ΔH =?
c Ca(s) + C(graphite) + 3/2 O2(g) → CaCO3(s) ΔH = 1206.9 kJ
d Ca(s) + ½ O2(g) → CaO(s) ΔH = -635.1 kJ
e C(graphite) + O2(g) → CO2(g) ΔH = -393.5 kJ
50