รรณกรรมชมุชนเพอื่การเรียนร้จังหวัดสงขลาู ศูนย์การเรียนรู้ต าบลนาทับ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อ าเภอจะนะ ว กบฏนาซิกราบู
ส านักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดสงขลา ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อ าเภอจะนะ ศูนย์การเรียนรู้ต าบลนาทับ ทีมงานด าเนินเรื่อง ผู้ให้ข้อมูล/บุคคลอ้างอิง : ดร.ปรีชา ร่มบ้านโหล๊ะ ผู้ส ารวจข้อมูล/ผู้เขียนเรื่องราว : นางสาวอาฉ๊ะ หมัดอาด้้า ทีมงานสนับสนุนระดับสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา : นายวิเชียร โชติช่วง ทีมงานสนับสนุนระดับหน่วยงาน ผู้อ านวยการ ส านักงาน.สกร.จังหวัดสงขลา : นางเกษร ธานีรัตน์ รองผู้อ านวยการ ส านักงาน.สกร.จังหวัดสงขลา : นางสาวบุบฝาชาติเรืองกูล
วิเชียร โชติช่วง ผู้อ านวยการ สกร.อ าเภอจะนะ เมืองจะนะมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี มีการตั้งเมืองและย้ายที่ตั้งเมือง หลายครั้ง ตามหลักฐานที่ค้นพบปรากฏมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเมืองที่ส าคัญทางประวัติศาสตร์ มีความหลากหลาย ทางวัฒนธรรม มีภูมิปัญญา แหล่งเรียนรู้ วิถีชีวิต ตลอดจนเรื่องเล่าที่ทรงคุณค่ามากมายให้เยาวชนรุ่นหลัง ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชุมชนเมืองจะนะ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อ าเภอจะนะ ได้ตระหนัก และเห็นคุณค่าความเป็นมาของชุมชนเมืองจะนะ คณะครู และบุคลากร สกร.อ าเภอจะนะ ได้ด าเนินการสืบโยด สาวย่าน สืบค้น สัมภาษณ์ผู้รู้ รวบรวมเป็นองค์ความรู้ ที่ทรงคุณค่าควรแก่การศึกษาได้เล่าขานเป็นต านานจะนะ เมืองประวัติศาสตร์ชายแดนใต้เกิดเป็นวรรณกรรมชุมชน ให้ประชาชนได้ศึกษาความเป็นมาของชุมชน ที่เป็นถิ่นเกิดหรืออยู่อาศัยและขยายต่อ เพิ่มเติมเรื่องราวอื่น ๆ ที่สามารถ น ามาร้อยเรียงเป็นวรรณกรรมชุมชน ที่สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอดชีวิต
กบฏนาซิกราบู
1 ภายใต้การ ปกครอง ของผู้หญิง รายากูนิง ศรีวังสา ปาตานี ถึงคราวปราบ กบฏ ยกทัพตี ศึกครั้งนี้ที่นาทับ สู้รบกัน เป็นผลจาก สงคราม ความขัดแย้ง ความแข็งแกร่ง เมืองสงขลา สมัยนั้น ก่อปัญหา ขาดเสบียง มาแบ่งปัน สิ่งส้าคัญ ปากท้อง ต้องน้าพา ข้าวย้าถูก คิดค้น เพื่อทหาร มีหลักฐาน ฮีกายัต ในเนื้อหา เป็นอาหาร พื้นเมือง สืบต่อมา เพิ่มคุณค่า นามว่า“นาซิกราบู”
2 “นาซิกราบู” มาจากภาษามลายูท้องถิ่นว่า นาซิกเกอราบู(Nasi kerabu) ซึ่งค้าว่า นาซิแปลว่า ข้าว, เกอราบู แปลว่า ย้า หมายถึง ข้าวสุกที่คลุกย้า กับน้้าบูดู มีต้นก้าเนิดขึ้นตามหลักฐานที่บันทึกไว้ใน หนังสือฮีกายัตปัตตานี ในสมัยการปกครองของ รายากูนิง ราชินีองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์ ศรีวังสา (พ.ศ. 2178-2231) ภาพจาก: https://board.postjung.com/665677
3 การปกครองของรายากูนิงแห่งเมืองปาตานี ในสมัยนั้นเริ่มอ่อนแอลง น้าไปสู่การประกาศแยกตัว เป็นอิสระของกลันตันและสงขลาเพื่อออกจากเครือ สหพันธ์ นอกจากนี้ยังมีเมืองสาย เมืองรามัน ต่างแสดงพฤติกรรมต่อต้าน กระด้างกระเดื่อง และ มีใจออกห่างเมืองปาตานีเช่นกัน ภาพจาก : https://shorturl.asia/8yuek
4 เมืองปาตานีเลือกที่ จะจัดการปัญหาภายใน กับเมืองกลันตันเป็น ล้ า ดั บ แ ร ก แ ต่ก็ไ ม่ ประสบผลส้าเร็จ ส่ ว น ท า ง ด้ า น เมืองสงขลาก็มีกา ร สร้างป้อมปราการ และ การค้าขายกับต่างชาติ มีความมุ่งมั่นที่จะปกครอง ตนเอง มีการประกาศอิสระของสงขลา จึงนับว่าเป็น สัญญานอันตรายที่อาจบานปลายไปยังเมืองบริวาร อื่นๆ เมืองปาตานีภายใต้การปกครองของรายากูนิง จึงต้องการปราบเมืองสงขลา ที่เคยเป็นเมืองหมั้น หมายกัน แต่กลับผิดสัญญา จึงได้ส่งกองทัพมาโจมตี เมืองสงขลา และยกเลิกการประกาศแยกตัวเป็นอิสระ แต่กองทัพของสงขลามีความแข็งแกร่ง มา ก ภาพจาก: https://shorturl.asia/uECtA
5 เมืองปาตานีไม่อาจท้าลายและตีเมืองสงขลาได้ ท้าให้ สงครามยืดเยื้อกินเวลานานถึง 4 เดือน โดยแนวการสู้ รบ จะอยู่บริเวณบ้านท่ายาง หมู่ที่ 3 ต้าบลนาทับ การ ยกทัพของเมืองปาตานี มาตั้งบริเวณนี้ถือเป็นทัพหน้า ของแนวรบ จึงขนานนามบริเวณนี้ ว่า“หน้าทัพ” หรือ ชุมชนหน้าทัพ ต่อมาจึงเพี้ยนเป็น “นาทับ” ใน ปัจจุบัน ภาพจาก: https://shorturl.asia/VEQUR
6 สงครามครั้งนี้ท้าให้กองทัพปาตานีเริ่มอ่อนล้า และขาดเสบียงอาหาร อย่างหนัก ฝ่ายกองเสบียง อาหารของปาตานีที่กรือเซะก็มีขาดเสบียงเช่นกัน ผู้ คุมค่ายจึงแก้ปัญหาด้วยการ เรี่ยไรข้าวสารจากเมือง จะนะ (ที่บ้านวังโต้) และคิดค้นอาหารส้าหรับทหารปา ตานีขึ้น กล่าวคือ ต้มน้้าบูดูและคลุกเคล้ากับ มะพร้าวแห้งกับข้าวสวย ตั้งชื่อเรียกว่า นาซิกราบู เพื่อเป็นอาหารให้กับ ทหาร ดังนั้นต้นก้าเนิด ข้าวย้าหรือนาซิกราบู มาจา กตร งนี้ ค้าว่า “กบฏนาซิกราบู”ซึ่งมี บันทึกไว้ในหนังสือ ฮีกายัตปัตตานี (Hikayat Patani) และเอกสารชาว เปอร์เซียไว้เป็นร่องรอยหลักฐาน ภาพจาก: : https://shorturl.asia/z93Hv
7 หลังจากนั้นมา บ้านท่ายาง นอกจากเป็น ต้นก้าเนิดข้าวย้า (นาซิกราบู) ก็ยังมีเหตุการณ์ส้าคัญ ยาวนานกว่า 400 ปีได้แก่ เป็นที่ตั้งค่ายใหญ่ของ เมืองปาตานี เป็นวังหลวงศูนย์กลางการปกครองของ ปัตตานี ในสมัยรายาลักษณามาดายัง กษัตริย์องค์ ที่ 6 แห่งราชวงศ์กลันตัน และสงครามศักดิ์สิทธิ์ ระหว่างปาตานีกับสยาม ของนักรบผู้ที่มีความรู้ผู้น้า ศาสนาจากหลายประเทศ ซึ่งได้เสียชีวิตเป็นจ้านวน มากและได้ฝังไว้ที่กุโบร์แห่งนี้
8 สุดท้าย กองทัพของปาตานีเป็นฝ่ายปราชัย พ่ายแพ้และถอยทัพกลับไปยังเมืองปาตานี เรื่องราว ของประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น จึงเป็นต้นก้าเนิดอาหารที่ มีชื่อว่า ข้าวย้า หรือ นาซิกราบู จนกลายเป็นอาหาร พื้นบ้านของต้าบลนาทับ และได้ขยายไปอย่าง แพร่หลายไปทั้งพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และแหลม มาลายูเนื่องจากเป็นอาหารที่ท้าได้ง่าย และสามารถ ประยุกต์วัตถุดิบต่างๆใส่เข้าไปเพื่อเพิ่มรสชาติให้ถูก ปาก ถูกใจของคนแต่ละท้องถิ่น
9 ข้าวย้า หรือ นาซิกราบูต้าบลนาทับมีรสชาติ เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่อื่น ซึ่งเป็นการสืบต่อกันมา จากรุ่นสู่รุ่นจวบจนปัจจุบัน นิยมรับประทานเป็น อาหารเช้า จุดเด่นที่ส้าคัญที่สุด คือน้้าบูดูหรือน้้าเคย ที่เข้มข้น เคี้ยวจนเป็นสีน้้าตาลเข้ม และมีกลิ่นหอม เนื่องจากในพื้นต้าบลนาทับ มีวัตถุดิบทางทะเล ได้แก่ ปลามาว ปลาทู ปลาข้างเหลือง เมื่อน้ามาหมักท้าให้มี รสชาติอร่อย
10 ในอดีตข้าวย้า หรือ นาซิกราบูต้าบลนาทับ มีส่วนผสมไม่มากนัก มีเพียง ข้าวสุก น้้าบูดู หรือ น้้าเคย มะพร้าวคั่ว และผักพื้นบ้านที่พอจะหาได้ใน ท้องถิ่น แต่ปัจจุบัน ข้าวย้า ต้าบลนาทับ มีส่วนผสม เพิ่มขึ้น และมีการปรุงแต่งรสชาติและสีสันให้ น่ารับประทาน ประกอบด้วย ข้าวสุกสีม่วง (บางพื้นที่ หุงด้วยใบยอจะเป็นสีน้้าเงินเข้ม) น้้าบูดูหรือน้้าเคย มะพร้าวคั่ว กุ้งแห้งป่น ปลาป่น หมี่ผัดกะทิ และผักสด หลายชนิดหั่นรวมกัน คลุกเคล้ากัน ผักบางชนิดมี เฉพาะในภาคใต้เช่น ใบกระพังโหม ใบหมุย มีสมุนไพรต่างๆเป็นส่วนประกอบมากมาย
11 ได้แก่ ตะไคร้ ใบมะกรูด ใบชะพลู ใบยอ ใบขมิ้น ใบบัวบก ถั่วงอก ดอกดาหลา ถั่วฝักยาว นอกจากนี้ ยังมีมะนาว ส้มโอ มะม่วงเปรี้ยว ตะลิงปลิง เพื่อเพิ่ม รสเปรี้ยวเล็กน้อย และเพิ่มรสชาติด้วยพริกไทย พริกป่น ในปัจจุบันนิยมรับประทานกับไข่ต้มด้วย จึงถือเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ อย่างครบถ้วน
12 ข้าวย้า หรือ นาซิกราบู ต้าบลนาทับ อาจ กล่าวได้ว่า เป็นมากกว่าอาหารประจ้าถิ่น ยังคงกลิ่น อายของเรื่องราวประวัติศาสตร์ในอดีต ความอุดม สมบูรณ์ของทรัพยากรในพื้นที่ วิถีชีวิตและวัฒนธรรม ของคนในพื้นที่ต้าบลนาทับ ที่ฝังลึกยาวนาน จากรุ่นสู่ รุ่นจนถึงปัจจุบัน
13 ส านักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดสงขลา ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อ าเภอจะนะ บรรณาธิการ นายมู่ห้าหมัด บินล่าเต๊ะ ครู นายขเจน เทพยา ครูอาสาฯศรช. ค าประพันธ์/ออกแบบและตรวจทานเนื้อหา นายวิเชียร โชติช่วง ผู้อ้านวยการ สกร.อ้าเภอจะนะ นางสาวอาฉ๊ะ หมัดอาด้้า ครู รูปเล่มและภาพประกอบ นายอิสมะแอน ถวดีกุล ครู ว่าที่ ร.ต.ฤทธา ภารา ครู จัดพิมพ์ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อ้าเภอจะนะ ส้านักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดสงขลา พ.ศ. 2567
14 “เรื่องราว ต านาน ควรค่าเล่าขาน ผ่านหนังสือ” ส านักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ