คู่มือการเรียนรู้สำหรับวิทยากรด้านครอบครัว เรื่อง การสื่อสารเชิงบวก เพื่อการดูแลเด็ก ปฐมวัย วัยประถม และวัยรุ่น (แรกเกิด-18 ปี) สนับสนุนโดย กรมกิจการสตรีและครอบครัว ดำเนินการโดย บริษัท ทูลมอโร จำกัด
คู่มือการเรียนรู้สำหรับวิทยากรด้านครอบครัว เรื่องการสื่อสารเชิงบวก พัฒนาและเรียบเรียงคู่มือโดย คุณฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมบทบาทพ่อแม่เพื่อสังคม คุณสกุลรัตน์ จารุสันติกุล นักจิตวิทยาคลินิก จัดทำโดย บริษัท ทูลมอโร จำกัด
คำนำ วัยเด็กคือ ช่วงเวลาทองของการพัฒนาที่ต้องดำเนินไปอย่างรอบด้านสมดุลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและ จิตวิญญาณ ซึ่งพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัยจะเป็นไปตามลำดับขั้น เมื่อผ่านช่วงเวลาที่ควรได้รับการพัฒนาไปแล้ว ก็ไม่ อาจย้อนกลับไปพัฒนาได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือ การพัฒนายอดจากสภาวะที่เด็กแต่ละคนเป็นอยู่ ในกรณีที่พัฒนาการไม่สมวัย ก็ต้องใช้การกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ ซึ่งโดยทั่วไปพัฒนาการด้านร่างกายที่ล่าช้าหรือบกพร่อง มักเป็นสิ่งที่ สังเกตเห็นได้ง่าย ส่วนพัฒนาการด้านสังคม ก็สังเกตได้จากการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับสิ่งแวดล้อม ขณะที่พัฒนาการ ด้านจิตใจและจิตวิญญาณ เป็นสิ่งที่สังเกตได้ยาก ต้องใช้เวลาในการสังเกตและทำความเข้าใจเด็กผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับ เด็กเป็นเวลานานพอสมควร ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อแรกเกิดเด็กทุกคนเกิดมาพร้อมความงามและความดี แต่คุณลักษณะดังกล่าว กลับถูกบดบังจากบาดแผลในชีวิตและการเรียนรู้ที่ผ่านมาก มีการเรียนรู้ที่ไม่เหมาะสม ทำให้เด็กมีพฤติกรรมในการดำเนิน ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น ก้าวร้าว เกเร มีพฤติกรรมรังแกกัน พูดโกหก ลักขโมย รวมถึงการใช้สารเสพติดตั้งแต่อายุยังน้อย โดยที่เด็กเองไม่มิอาจบอกได้ว่าเพราะอะไรจึงต้องทำเช่นนั้น แม้จะทราบว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมก็ตาม และผลจาก การกระทำดังกล่าว ยิ่งทำให้เด็กรู้สึกด้อยค่า รับรู้ตนเองในทางลบ นำมาชึ่งการปรับตัวที่เหมาะสมเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไม่มีที่ สิ้นสุด การดูแลเด็กที่มีบาดแผลในชีวิต ด้วยความเข้าใจบนความรู้ด้านพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย และการฝึก วินัยด้วยการสื่อสารเชิงบวก จึงน่าจะเป็นวิธีการที่เอื้ออำนวยให้เด็กได้ค่อยๆ เรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนตนเองให้ดำเนินชีวิต ไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมได้มากขึ้น ขณะเดียวกันบุคลากรที่ทำงานกับเด็กก็ยังได้ประโยชน์กับตนเอง ผ่านการฝึกฝนให้ตนเองมีความรู้ มีทัศคติเชิงบวก ที่นำไปสู่พฤติกรรมเชิงบวกที่ใช้ได้ทั้งกับตนเอง ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และเด็กในความดูแล คู่มือฉบับนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อเป็นคู่มือการเรียนรู้ให้กับบุคลากรในสังกัดกรมกิจการสตรีและครอบครัว ที่จะทำ หน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้ประเด็นการสื่อสารเชิงบวกและการสร้างวินัยเชิงบวก ให้กับคณะทำงานศูนย์พัฒนาครอบครัวใน ตำบลเพื่อนำไปใช้สร้างการเรียนรู้กับครอบครัวในพื้นที่ เนื้อหาในคู่นี้แบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ คือ 1) แนวทางจัดกิจกรรมหมวดเด็กปฐมวัย แรกเกิด ถึง 6 ขวบ ประกอบด้วย 7 กิจกรรมการเรียนรู้ 2) แนวทางจัดกิจกรรมหมวดเด็กประถม และวัยรุ่นประกอบด้วย 6 กิจกรรมการเรียนรู้ โดยผู้ที่เข้าอบรมเพื่อเป็นวิทยากรในหลักสูตรนี้จำเป็นต้องศึกษาคู่มือจนเข้าใจ ฝึกการใช้ทักษะทั้งหมดจนเกิด ความเข้าใจและใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว จึงจะสามารถนำไปถ่ายทอดให้ผู้อื่นต่อได้อย่างเป็นธรรมชาติ
สารบัญ หน้า บทนำ 1 ส่วนที่ 1 แนวทางจัดกิจกรรมหมวดเด็กปฐมวัย แรกเกิด ถึง 6 ขวบ 3 กิจกรรมที่ 1 ปัจจัยพื้นฐานในการปรับพฤติกรรมเด็ก 3 ใบความรู้กิจกรรมที่ 1 4 ใบงานกิจกรรมที่ 1 12 กิจกรรมที่ 2 เข้าใจพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็ก 13 ใบความรู้กิจกรรมที่ 2 15 ใบงานกิจกรรมที่ 2 20 กิจกรรมที่ 3การส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดี 22 ใบความรู้กิจกรรมที่ 3 23 ใบงานกิจกรรมที่ 3 27 กิจกรรมที่ 4 การรับฟังเด็ก 29 ใบความรู้กิจกรรมที่ 4 31 ใบงานกิจกรรมที่ 4 33 กิจกรรมที่ 5 การพูดคุยกับเด็ก I message 40 ใบความรู้กิจกรรมที่ 5 41 ใบงานกิจกรรมที่ 5 45 กิจกรรมที่ 6 การฝึกวินัย 47 ใบความรู้กิจกรรมที่ 6 48 ใบงานกิจกรรมที่ 6 52 กิจกรรมที่ 7เวลาคุณภาพ 54 ใบความรู้กิจกรรมที่ 7 55 ใบงานกิจกรรมที่ 7 56 อ้างอิง 57
ส่วนที่ 2 แนวทางจัดกิจกรรมหมวดเด็กประถม และวัยรุ่น 58 กิจกรรมที่ 1 ปัจจัยพื้นฐานในการปรับพฤติกรรมเด็ก (พี่จ๋า) 58 ใบความรู้กิจกรรมที่ 1 59 ใบงานกิจกรรมที่ 1 63 กิจกรรมที่ 2 ทักษะพื้นฐานในการสื่อสาร I message (แม่อ้อน) 64 ใบความรู้กิจกรรมที่ 2 65 ใบงานกิจกรรมที่ 2 67 กิจกรรมที่ 3 ทักษะการฟัง และการสะท้อนความรู้สึก (พี่จัน) 70 ใบความรู้กิจกรรมที่ 3 71 ใบงานกิจกรรมที่ 3 73 กิจกรรมที่ 4 เทคนิคคำชม (พ่อช้าง) (แจ๊บ) 75 ใบความรู้กิจกรรมที่ 4 76 ใบงานกิจกรรมที่ 4 80 กิจกรรมที่ 5 เทคนิคการให้ทางเลือก การตั้งกติกา (ชล) 81 ใบความรู้กิจกรรมที่ 5 82 ใบงานกิจกรรมที่ 5 85 กิจกรรมที่ 6 เทคนิคการให้รางวัล การลงโทษ (เด็กประถม) (พ่อเอ) 86 ใบความรู้กิจกรรมที่ 6 87 ใบงานกิจกรรมที่ 6 90 ภาคผนวก ความรู้ที่จำเป็น สำหรับวิทยากรด้านครอบครัว 91 อ้างอิง
1 บทนำ คู่มือการเรียนรู้สำหรับวิทยากรด้านครอบครัวเรื่องการสื่อสารเชิงบวก มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้าง ความรู้และพัฒนาศักยภาพวิทยากรด้านครอบครัวให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับพัฒนาการ ธรรมชาติ และ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็ก ตามช่วงวัย รวมทั้งกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเด็กแต่ละช่วงวัย สามารถทำหน้าที่ในการให้ความรู้ แก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานในพื่นที่ เพื่อให้มีการนำเรื่องการสื่อสารและการสร้าง วินัยเชิงบวกไปใช้ในการให้บริการเด็กในความดูแล รวมถึงสามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ปกครองของเด็กที่มารับ บริการได้ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีของเด็ก และเสริมสร้างการยอมรับซึ่งกันและกันระหว่าง ผู้ปกครองกับเด็ก ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ที่จะรักตนเองและผู้อื่น มีความรับผิดชอบ และสามารถพัฒนาศักยภาพของ ตนเองได้อย่างเต็มที่ เนื้อหาการเรียนรู้ในคู่มือฉบับนี้ เอื้อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างง่าย โดยสรุปหลักการในแต่ละบท และมีคลิปวิดีโอ ที่ตรงกับเนื้อหาในแต่บทให้ได้ทำความเข้าใจที่ตรงกัน วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้นี้ ไม่ต้องการ เน้นการให้ข้อมูลเรื่องการเลี้ยงดูเด็ก แต่ให้ความสำคัญกับความเข้าใจ วิธีคิดเชิงบวกต่อเด็ก รวมทั้งการฝึกทักษะ การสื่อสารเชิงบวก เพื่อการนำไปใช้ได้จริง โดยมุ่งเน้นให้ผู้เข้าอบรมเป็นผู้ส่งเสริมและสนับสนุนให้ศูนย์พัฒนา ครอบครัวในแต่ละพื้นที่ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และฝึกการสื่อสารเชิงบวก เพื่อนำไปใช้กับครอบครัวในพื้นที่ได้ คู่มือเล่มนี้เหมาะสำหรับ ผู้ที่เคยมีประสบการณ์ในการให้ความรู้หรือสร้างการเรียนรู้กับกลไกในพื้นที่หรือ ครอบครัวในพื้นที่รวมทั้งบุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการดูแลเด็กและครอบครัว โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญในการ ทำกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อนำไปขยายผลผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการในการ ส่งเสริม สร้างทัศนคติเชิงบวก ให้ความรู้ และฝึกปฏิบัติในการใช้การสื่อสารเชิงบวก และวินัยเชิงบวกในการเลี้ยงดู เด็ก เพื่อสนับสนุนให้เกิดกระบวนการกลุ่มในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันผ่านประสบการณ์ในการเลี้ยงดูเด็ก รวมทั้งเสริมสร้างความเข้าใจและการปรับทัศนคติเกี่ยวกับการสื่อสารและการสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว ซึ่ง เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของความเข้มแข็งในครอบครัว
2 แนวคิดหลัก (Core Concept) คือมุ่งเน้นที่การปรับเปลี่ยนมุมมองความคิด (Mindset) และทัศนคติของผู้เข้าอบรม/ผู้ปกครองโดยเน้นการ เปลี่ยนแปลงภายในตนเองให้เป็นผู้ที่สามารถควบคุมและจัดการกับความรู้สึกนึกคิดของตนเองได้ก่อนที่จะไปแก้ไข พฤติกรรมของเด็ก ทั้งนี้เพราะพ่อแม่หรือผู้ปกครอง คือ จุดเริ่มต้นของสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว หากผู้ปกครอง ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองความคิด และเข้าใจในพัฒนาการช่วงนี้ของเด็กจะทำให้ การสื่อสารเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ ภายใต้อารมณ์ที่มั่นคง มีสติ และเป็นแบบอย่างในการจัดการสถานการณ์ต่างๆในครอบครัว อีกทั้ง การเรียนรู้ในรูปแบบกระบวนการกลุ่ม จะส่งผลให้เกิดการแบ่งปัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของแต่ละบ้าน เป็น กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน ให้เกิดการพัฒนาการต่อยอดการเรียนรู้ใหม่ได้อีกด้วย กลุ่มเป้าหมาย ที่เข้าอบรม ได้แก่ บุคลากรในสังกัดกรมกิจการสตรีและครอบครัว ที่สนใจ ที่สมัครใจ อบรมพัฒนา ศักยภาพผู้นำกลุ่ม จำนวน 400 คน วิธีการจัดอบรม เป็นการอบรมผ่านระบบออนไลน์ แบ่งเป็น 10 รุ่น ๆ ละ 40 คน ระยะเวลาการอบรม 1 วัน/ รุ่น เครื่องมือการอบรม ประกอบด้วย 1. คู่มือ ความรู้และแนวทางการจัดกิจกรรสำหรับวิทยากรด้านครอบครัว เรื่องการสื่อสารเชิงบวก 2. คลิปวิดีโอเทคนิคการสื่อสารเชิงบวก 3. แนวปฏิบัติในการสร้างการเรียนรู้กับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ 4. ความรู้ที่จำเป็น เพื่อให้วิทยากรด้านครอบครัว
3 ส่วนที่ 1 แนวทางจัดกิจกรรมหมวดเด็กปฐมวัย แรกเกิด ถึง 6 ขวบ กิจกรรมที่ 1 ปัจจัยพื้นฐานในการปรับพฤติกรรมเด็ก อุปกรณ์ 1. ใบความรู้1 กิจกรรมที่ 1 วงจรการเกิดปัญหาพฤติกรรมเด็ก 2. ใบความรู้2 กิจกรรมที่ 1 ปัจจัยพื้นฐาน 12 ประการ 3. ใบความรู้3 กิจกรรมที่ 1 หลักการปรับพฤติกรรมเด็ก 4. ใบความรู้4 กิจกรรมที่ 1 ธรรมชาติของลูกและการสร้าง “Resilience” ให้กับลูก 5. ใบงาน กิจกรรมที่ 1 การควบคุมเวลาหน้าจอ 6. คลิปเรื่องทำความเข้าใจเรื่องเด็กติดเกม https://youtu.be/YY1llAPzrow 7. กระดาษฟลิปชาตร์ 8. กระดาษ เอ 4 9. ปากกา /ดินสอ /ปากาเคมี 10. กระดาษโพสอิท / กระดาษกาว วัตถุประสงค์ 1.เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจปัจจัยพื้นฐานในการปรับพฤติกรรมเด็ก 2. ตระหนักถึงความสำคัญการสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว เวลาที่ใช้ (1 ชั่วโมง 30 นาที) ก่อนเริ่มกิจกรรม เตรียมสื่อการสอน เตรียมใบงานเท่าจำนวนผู้เข้าอบรม ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม 1.วิทยากรแลกเปลี่ยนพูดคุย โดยตั้งคำถามกับผู้เข้าร่วม “ความสัมพันธ์ในครอบครัวสำคัญอย่างไร จะสร้างได้อย่างไร” ให้เวลา 3 นาที และแลกเปลี่ยน วิทยากรอาจจดขึ้น กระดาน 2.วิทยากรให้ความรู้ ความสำคัญของสัมพันธ์ภาพ 3R (40 นาที) ชี้ให้เห็นถึงสัมพันธภาพที่ดี กฎระเบียบที่ เหมาะสม, ลักษณะของเด็กเลี้ยงยาก, ความสำคัญของการลดหน้าจอ 3. แบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วม (กลุ่มละ 7คน) แลกเปลี่ยนประสบการณ์การสร้างสัมพันธภาพ คำพูดที่เคยทำร้ายเด็ก ผลกระทบที่เกิดขึ้น (30 นาที) 4.สะท้อนการเรียนรู้ (กลุ่มใหญ่) มี 3 คำถาม สิ่งทีได้เรียนรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรม /สิ่งที่จะนำไปใช้/ข้อเสนอแนะ ต่อการเรียนรู้หรือปัญหาอุปสรรคที่คิดว่าจะมีต่อการนำไปใช้ (10 นาที) (อาจใช้กระดาษโพสอิท 3 สี แจกผู้เข้าร่วม ตามหัวข้อ แล้วมาแปะที่กระดาษ)
4 5.วิทยากรสรุปการเรียนรู้จากข้อ 3 และย้ำหลักการ 3R (10 นาที) การประเมินผล 1.จากการสะท้อนการเรียนรู้ 2. ลงพื้นที่ติดตาม เป็นพี่เลี้ยง ใบความรู้1 กิจกรรมที่ 1 วงจรการเกิดปัญหาพฤติกรรมเด็ก สร้าง Resilience ให้กับลูก แม้จะล้มก็พร้อมที่จะลุก และยังคงคุณค่าภายในตนเองไว้ได้เสมอ เด็กเลี้ยงยาก 1 5 2 4 3 ถูกตำหนิลงโทษ อย่างรุนแรง ก่อพฤติกรรมที่ เป็นปัญหา ก่อพฤติกรรมที่เป็นปัญหา มากขึ้น มองตัวเองด้อย ขาดความรู้สึกมีคุณค่าใน ตนเอง
5 ใบความรู้2 กิจกรรมที่ 1 ปัจจัยพื้นฐาน 12 ประการ
6 ใบความรู้3 กิจกรรมที่ 1 หลักการปรับพฤติกรรมเด็ก •เราไม่สามารถเปลี่่ยนพฤติกรรมใครได้ด้วยคำสั่ง คำสอน •เด็กจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป • ถ้าเด็กควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ย่อมใช้เหตุผลไม่ได้เช่นกัน •เมื่อควบคุมอารมณ์ได้ ถึงพูดคุย สื่อสารเพื่อสร้างข้อตกลงเงื่อนไข • การตั้งคำถามฝึกให้เด็กได้คิด จะเป็นการสื่อสารที่ดีกว่าการสอนให้เด็กรู้ ปัจจัยพื้นฐานในการปรับพฤติกรรมเด็ก ปัจจัยพื้นฐานในการปรับพฤติกรรมเด็ก สัมพันธภาพที่ดี (เข้าใจ + พูดดี) 3 ส. กติกาที่เหมาะสม (ความรับผิดชอบ) เหตุผล) สอนง่าย เด็กดี มีเหตุผล 3R Relationship Rule Resilience สัมพันธภาพไม่ดี (ขัดใจ+ พูดเสียงดัง) สร้างกติกา (วินัย +เป็นคนดี) เด็กดื้อด้าน เก็บกด (rebellious) สัมพันธภาพดี (เข้าใจ+ พูดไพเราะ) ไม่สร้างกติกา เด็กเอาแต่ใจ (spoiled child )
7 ใบความรู้4 กิจกรรมที่ 1 ธรรมชาติของลูกและการสร้าง “Resilience" ให้กับลูก ครอบครัวจะเลี้ยงดู ปกป้อง และพัฒนาสมาชิกให้เติบโตขึ้นมาได้ดี ร่วมมือกันสร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง มี ความสุข พึ่งตนเองได้ และมีความสามารถในการเรียนรู้ปรับเปลี่ยนตนเองให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็วได้ จำเป็นที่ผู้ใหญ่ในครอบครัว คือ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเรียนรู้ธรรมชาติของมนุษย์ คือ พัฒนาการตามวัย ของลูกหลาน การทำงานของสมองโดยเฉพาะทักษะสมองส่วนหน้า (EF) ที่เป็นต้นธารของพฤติกรรมที่นำไปสู่นิสัย หน้าต่างแห่งโอกาส และเรื่องการก่อรูปมุมมองต่อตนเองที่นำไปสู่อัตลักษณ์หรือ “ตัวตน” (self) เพื่อเพิ่มความ เข้าใจในพฤติกรรมการแสดงออกของเด็ก ประคับประคองจัดสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดู และการสื่อสารที่จะช่วย พัฒนาลูกหลานให้เติบโต มีความสุขและมีคุณภาพเต็มศักยภาพ Resilience คือ ความสามารถในการฟื้นตัว หรือ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ เมื่อเจออุปสรรคหรือความท้าทาย จะกล้าเผชิญและไม่ยอมแพ้ เมื่อล้มลงหรือพ้ายแพ้ จะลุกขึ้นมาใหม่และพร้อมที่จะเรียนรู้เพื่อเติบโตต่อไปได้โดยยังคงความมั่นใจและคุณค่า ภายในตนเองไว้ได้เสมอ แนวทางสร้าง “Resilience" ให้เกิดขึ้นในตัวเด็ก ต้องเริ่มจากรากฐานที่สำคัญดังต่อไปนี้... ขั้นที่ 1 สร้างสายสัมพันธ์ (Bonding) เป้าหมายในการดูแล เด็ก มีความสุข ดี เก่ง ประสบความสำเร็จ สัมพันธภาพ สร้างวินัย สอนง่าย เก่ง ตามIQ มีความนับถือตนเอง (Self esteem)
8 เด็กวัย 0-3 ปีต้องการการตอบสนองขั้นพื้นฐาน (ปัจจัย 4) และความรักจากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู เมื่อหิวนม ได้กินนม เมื่อเฉอะแฉะ ได้เปลี่ยนผ้าอ้อม เมื่อร้องไห้ ได้รับการโอบอุ้ม กอด ปลอบประโลม เมื่อตื่นขึ้นมา มองไปรอบห้อง เจอใครสักคนที่พร้อมจะอยู่ตรงนั้นเพื่อเขา การตอบสนองเหล่านี้ทำให้เด็ก ๆ รับรู้ว่า ตัวเขาสามารถพึ่งพิงสภาพแวดล้อมได้และสภาพแวดล้อมนั้นปลอดภัย สำหรับเขา เด็กวัย 1-3 ปีต้องการเวลาจากพ่อแม่และผู้เลี้ยงดู เวลาที่จะนั่งลงเล่น อ่านหนังสือ(นิทาน) สอนเขาทำสิ่งต่าง ๆ เวลาที่จะสายสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น สร้าง “ตัวตนที่มีอยู่จริง” ของทั้งผู้เลี้ยงดูและตัวเด็กเอง นอกจากเด็ก ๆ ต้องการพ่อ แม่หรือผู้เลี้ยงดู แล้วพวกเขายังรับรู้ได้ว่า ตัวเขาเป็นที่รักและที่ต้องการเช่นกัน คำถาม “ถ้าหากไม่มีพ่อแม่ หรือ เป็นผู้ใหญ่คนอื่นเลี้ยงดูเด็กจะเป็นอะไรไหม?” คำตอบ "ในขั้นนี้ ไม่จำเป็นต้องมีทั้งพ่อและแม่ หรือ ต้องเป็นพ่อกับแม่เท่านั้น เพราะสำหรับเด็ก ๆ แล้วขอเพียง ผู้ใหญ่สักคนที่พร้อมจะเป็นที่พึ่งพิงทางใจ และเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่มีอยู่จริงสำหรับพวกเขา สายสัมพันธ์สามารถ เกิดขึ้นมาได้ และสายสัมพันธ์ดังกล่าวสามารถสร้างตัวตนที่มีอยู่จริงให้กับเด็ก ๆ ได้เช่นกัน” ขั้นที่ 2 สร้างความไว้วางใจและการยอมรับในกันและกัน เด็กวัย 2-3 ปีขึ้นไป ต้องการใช้ร่างกายของตัวเองเพื่อสำรวจโลกและเรียนรู้ศักยภาพของตัวเอง เด็ก ๆ วัยนี้อยากที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง แต่พวกเขายังเพิ่งเริ่มหัดทำ ผนวกกับร่างกายที่เพิ่งเริ่มพัฒนาและ เติบโต ความแข็งแรงคงทน และวุฒิภาวะของเด็ก ๆ จึงยังไม่เทียบเท่าผู้ใหญ่ ส่งผลให้พวกเขาทำสิ่งต่าง ๆ ได้ไม่ เรียบร้อยหรือดีเท่ากับเรา แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะหัวใจสำคัญของขั้นนี้ คือ การสร้างความไว้วางใจและการ ยอมรับในกันและกัน หากพ่อแม่และผู้ใหญ่ควรมอบความไว้วางใจให้กับเด็ก ๆ โดยการให้พวกเขาฝึกช่วยเหลือตัวเองตามวัย และได้ทำ สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองมากขึ้น และ ให้การยอมรับในสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ เด็ก ๆ จะค่อย ๆ รับรู้ถึง ความสามารถที่เขามี เพื่อพัฒนาไปสู่การมีความมั่นใจในตนเองต่อไป นอกจากนี้ การที่พ่อแม่มุ่งเน้นที่ “ความพยายาม” และ “กระบวนการเรียนรู้” มากกว่ามุ่งเน้น “ผลลัพธ์” เป็น สำคัญ จะทำให้เด็ก ๆ มีแนวโน้มยอมรับและมองเห็นความสามารถของตัวเองเพื่อพัฒนาต่อไปได้มากกว่า ดังนั้น แม้ว่าเด็ก ๆ จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ไม่ดีเยี่ยม แต่พวกเขาสามารถฝึกฝน เรียนรู้ และพัฒนาต่อไปได้ ขั้นที่ 3 สร้างการรับรู้คุณค่าภายในตนเอง (Self-value)
9 เด็กวัย 3-5 ปี สามารถสร้างการรับรู้คุณค่าภายในตนเองผ่านรูปธรรม กล่าวคือ เมื่อเด็กลงมือทำบางอย่าง แล้วสิ่งนั้นมีคุณค่าต่อตัวเองและผู้อื่น พวกเขาจะค่อย ๆ รับรู้ถึงคุณค่าที่เกิดขึ้นจากภายนอก เพื่อนำสู่คุณค่าภายในตนเอง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเด็ก ๆ ช่วยทำงานบางอย่างที่เป็นประโยชน์ ผู้ใหญ่ให้การชื่นชมเขา ทำให้เด็ก ๆ รับรู้ว่า สิ่งที่เขาทำนั้นมีคุณค่าต่อผู้อื่น แม้การชื่นชมจะเป็นการยืนยันจากบุคคลภายนอก แต่ก็เป็นสิ่งที่ ทำให้เด็ก ๆ มองเห็นคุณค่าภายในตัวเขาอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเด็ก ๆ รับรู้ว่าตนเองสามารถทำสิ่งที่มีคุณค่าได้ และตัวเขามีคุณค่าต่อตนเองและผู้อื่น พวกเขาไม่จำเป็นต้องรอ การยืนยันจากสังคม เพราะพวกเขาได้ตระหนักรู้ถึงคุณค่านั้นภายในตนเองแล้ว คุณค่าภายในตนเอง แม้ช่วงแรกจะเกิดขึ้นจากการกระทำที่เป็นรูปธรรมเนื่องจากความสามารถในการเข้าใจของ เด็กวัย 3-5 ปียังถูกจำกัดไว้เพียงสิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้แต่เมื่อเด็ก ๆ โตพอจะเข้าใจนามธรรมคุณค่าภายในตัว เขาจะแผ่ขยายไปมากกว่าสิ่งที่เขาทำเพราะคุณค่าภายหมายรวมถึงสิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่เขาเชื่อ สิ่งที่เขาทำ ดังนั้น สำหรับพ่อแม่และผู้ใหญ่ควรให้การสนับสนุนและยอมรับในตัวตนของเด็ก ๆที่สำคัญเราควรเปิดโอกาสให้ เด็ก ๆ ได้ทำ ได้เป็น ในสิ่งที่เขาต้องการโดยให้คำแนะนำและการสอนสิ่งพื้นฐานที่จะทำให้เด็ก ๆ ไม่ทำให้ตัวเอง หรือว่าผู้อื่นเดือดร้อน คำแนะนำ (1) คุยกับลูกถึงสิ่งที่เขาทำได้ดี และสิ่งที่เขาต้องพัฒนาต่อไป อย่างตรงไปตรงมา ผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องพูดแต่ด้านดี ของเด็ก แต่เราสามารถพูดถึงด้านที่เขายังต้องเรียนรู้ และให้คำแนะนำเด็ก ๆ ว่าเขาจะพัฒนาจากจุดนั้นได้อย่างไร (2) ให้การชื่นชมและขอบคุณเมื่อลูกทำสิ่งต่าง ๆ ให้กับเรา แม้จะเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม เพื่อให้เด็ก ๆ รับรู้ถึง คุณค่าที่เกิดขึ้นในทุก ๆ สิ่งที่เขาลงมือทำ ขั้นที่ 4 สร้างการควบคุมตนเอง (Self-control) เด็กวัย 5-6 ปีพวกเขาเต็มไปด้วยพลังอันล้นเหลือ และพร้อมจะเรียนรู้ และทำสิ่งต่าง ๆ มากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้พวกเขาไปได้ถึงเป้าหมายโดยไม่ไขว้เขวไปเสียก่อน คือ ความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ หรือ การควบคุมตนเองความสามารถในการควบคุมตนเอง สามารถเกิดขึ้นได้จากการปลูกฝังและฝึกฝนตั้งแต่วัยเยาว์ ผ่านการ... ให้เด็ก ๆ เรียนรู้ที่จะทำสิ่งที่สำคัญและมีความจำเป็น (Needs) ก่อนสิ่งที่อยากทำ (Wants) แม้สิ่งนั้นเด็ก ๆ จะไม่ชอบ ไม่อยากทำ หรือ ไม่เคยทำ แต่เด็ก ๆ ต้องฝึกฝนที่จะทำสิ่งนั้นจนเสร็จ ก่อนจะไปทำใน สิ่งที่ตัวเองอยากทำ เช่น ทำการบ้านก่อนไปเล่น ทำงานบ้านก่อนไปกินขนม เป็นต้น
10 ให้เด็ก ๆ ได้ฝึกการรอคอยตามวัย เพื่อให้เด็ก ๆ มีความอดทนต่อสิ่งเร้า (Delayed gratification) เช่น อยากเล่นชิงช้า แต่ต้องต่อแถวรอถึงตาตัวเองถึงจะได้เล่น อยากได้ของเล่น แต่ต้องเก็บเงินซื้อด้วยตนเอง เป็นต้น (3) ให้เด็ก ๆ ได้เจอสิ่งที่ท้าทาย และให้พวกเขาได้ฝึกแก้ปัญหาด้วยตนเอง เมื่อเด็ก ๆ เจอปัญหาและอุปสรรค ผู้ใหญ่อย่าเพิ่งรีบเร่งเข้าไปช่วยพวกเขาทันที เพราะเด็ก ๆ จะขาดโอกาสในการจัดการอารมณ์ และเผชิญปัญหา ด้วยตนเอง แต่เมื่อพวกเขาพยายามอย่างเต็มที่แล้ว ผู้ใหญ่สามารถเข้าไปแนะนำและสอนวิธีการให้พวกเขาได้ (4) ให้เด็ก ๆ รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองเสมอ เมื่อเด็ก ๆ ทำผิดพวกเขาต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น โดยมีผู้ใหญ่ให้การสอนและเคียงข้าง เผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้น 5) ให้เด็ก ๆ รู้ว่า ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอแม้เราจะพยายามควบคุมตัวเองอย่างเต็มที่แล้ว แต่บางครั้ง ความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้ ไม่เป็นไรที่จะผิดพลาด แต่ให้เรียนรู้และนำความผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียน การควบคุมตัวเองเมื่อเผชิญกับอารมณ์ทางลบ “ผู้ใหญ่ควรอนุญาตให้เด็กมีอารมณ์โกรธและเสียใจได้ แต่สิ่งที่เราไม่อนุญาตคือการทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ต่างหาก” เด็กที่ควบคุมอารมณ์ได้ ไม่ได้แปลว่าพวกเขาต้องไม่มีอารมณ์ทางลบเลย นั่นผิดมหันต์ เด็กที่ควบคุมอารมณ์ได้ คือ เด็กที่สามารถจัดการกับอารมณ์ต่าง ๆ ทั้งดีและไม่ดีได้อย่างเหมาะสมต่างหาก ดังนั้น ผู้ใหญ่ควรสอนให้เขาให้รับมือกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ห้ามไม่ให้เขาแสดงออกถึงความรู้สึก หรือ เร่งรัดให้เขาหาย จากอารมณ์ทางลบเร็ว ๆ บางครั้งในวันที่เรารู้สึกแย่ เราอาจจะอยากได้เพียงใครสักคนที่ไม่ตัดสินเรามาเคียงข้าง เด็กๆ ก็เช่นกัน ในวันที่เขารู้สึกไม่ดี เขาอาจจะต้องการการโอบกอดและการเคียงข้างจากพ่อแม่ที่เขารัก ที่สำคัญ การเคียงข้างของเราในวันที่เด็ก ๆ มีอารมณ์ทางลบ จะทำให้เด็ก ๆ รับรู้ว่า ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเช่นไร พ่อ แม่หรือผู้ใหญ่พร้อมจะยอมรับเขาในแบบที่เขาเป็นเสมอ คำแนะนำ (1) สอนลูกเรื่องการระบุอารมณ์ เริ่มตั้งแต่อารมณ์พื้นฐาน เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธ กลัว (2) พูดคุยเรื่องความรู้สึกกับลูกอย่างตรงไปตรงมา ขั้นที่ 5 สร้างประสบการณ์ “ล้มแล้วลุก” ปล่อยให้เด็ก ๆ ที่ลงมือทำและเผชิญปัญหาตามวัยของเขายิ่งลงมือทำมาก ยิ่งเผชิญบ่อย เด็ก ๆ จะพัฒนาทักษะที่ สำคัญในการสร้าง Resilienceประสบการณ์ที่พวกเขาได้รับอาจจะมีทั้งประสบการณ์ที่เขาได้รับชัยชนะ สมหวัง และประสบความสำเร็จแต่ในขณะเดียวกันประสบการณ์ที่พวกเขาได้รับความพ่ายแพ้ ผิดหวัง และทำไม่สำเร็จก็ ล้วนเป็นประสบการณ์ที่สำคัญที่ทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้“ความยืดหยุ่น” “การปรับตัว” และ “การเติบโต”
11 สิ่งสำคัญของขั้นนี้ คือ การมีพ่อแม่หรือบุคคลที่เด็ก ๆ รักให้การสนับสนุน โดยเฉพาะทางใจผ่านการเคียงข้างใน ยามที่เด็ก ๆ ต้องการเมื่อผ่านประสบการณ์ไปได้ เด็ก ๆ จะเกิดภูมิคุ้มกันทางใจที่นำไปสู่การเกิด Resilienceภาย ภาคหน้า หากเขาล้มอีกครั้ง พ่ายแพ้อีกหลายหน พวกเขาจะสามารถลุกขึ้นมาใหม่ และเรียนรู้ที่จะเติบโตต่อไป คำแนะนำ (1) พ่อแม่ควรให้การเคียงข้างและการสนับสนุนลูก แต่ไม่เข้าไปแก้ปัญหา หรือ ทำสิ่งต่าง ๆ ให้กับลูก (2) ปัญหาที่ยาก หรือ เป้าหมายที่อยู่ไกล เราสามารถแบ่งเป้าหมายนั้นเป็นขั้นย่อย ๆ และให้ลูกค่อย ๆ ทำให้ สำเร็จไปทีละขั้น เพื่อให้เขารับรู้ถึงความสำเร็จบ้าง ไม่เช่นนั้น ลูกอาจจะล้าและถอดใจไปก่อน สุดท้าย พ่อแม่และผู้ใหญ่ไม่สามารถปกป้องเด็ก ๆ ได้ไปตลอดชีวิต แต่เราสามารถสร้างสายสัมพันธ์และสอนสิ่ง สำคัญที่จะติดตัวลูกไปตลอดชีวิตของเขาได้ Resilience คือหนึ่งสิ่งสำคัญที่พ่อแม่สามารถสร้างให้กับลูก เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันทางใจที่ช่วยให้เด็ก ๆ เติบโตเป็น ตัวเองและยังคงคุณค่าภายในตัวเขาไว้ได้ แม้พวกเขาจะต้องเผชิญกับปัญหาและความท้าทายอีกมากมายในชีวิต
12 ใบงาน กิจกรรมที่1 การควบคุมเวลาหน้าจอ คำชี้แจง ให้ผู้เข้าอบรมตอบคำถามต่อไปนี้ โดยบันทึกคำตอบในกระดาษ 1. ครอบครัวมีการควบคุมเวลาหน้าจอหรือไม่ หากมีการควบคุมทำอย่างไร 2.การใช้หน้าจอส่งผลต่อกิจกรรมครอบครัวหรือไม่ส่งผลอย่างไร 3.การใช้หน้าจอรบกวนการนอนของลูกหรือไม่ อย่างไร 4.ในครอบครัวพ่อแม่สามารถควบคุมการกินระหว่างการใช้หน้าจอได้หรือไม่
13 กิจกรรมที่ 2 เข้าใจพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็ก (เวลา 60นาที) อุปกรณ์ 1.ใบความรู้1 กิจกรรมที่ 2 การจัดการอารมณ์ /การรับมือกับอารมณ์ 2.ใบความรู้2 กิจกรรมที่ 2 สาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม 3.คลิปวิดีโอการรับมือกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม (สำหรับเด็กอายุ 0-6ปี) https://youtu.be/nxhbZ0t6i7w 4.ใบงาน 1 กิจกรรมที่ 2 สำรวจความรู้สึกของตนเอง 5.ใบงาน 2 กิจกรรมที่ 2 การจัดการอารมณ์ 6.กระดาษฟลิบชาร์ท 7.ปากกาเคมี วัตถุประสงค์ • ผู้รับการอบรมเข้าใจถึงสาเหตุที่เด็กมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม • ผู้รับการอบรมเท่าทันอารมณ์ของตนเองเมื่อเห็นเด็กมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ก่อนเริ่มกิจกรรม • เตรียมใบงานจำนวนเท่ากับผู้เรียนเพื่อใช้แจกในกิจกรรม ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม 1. ผู้ดำเนินกิจกรรมชวนผู้รับการอบรมคุยถึงพฤติกรรมของเด็กในบ้านที่ทำให้หงุดหงิด อารมณ์เสีย โดยให้ ระดมความเห็นกันว่ามีอะไรบ้าง เขียนความเห็นที่ระดมไว้ขึ้นบนกระดาษฟลิบชาร์ท (ใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที) 2. อธิบายว่าต่อไปนี้จะแจกใบงาน 1 สำรวจความรู้สึกของตนเอง โดยให้ทุกคนอ่าน เพื่อทำความเข้าใจถึง คำสั่งในใบงานที่แต่ละคนได้รับ (ผู้ดำเนินกิจกรรมสามารถอ่านให้ทุกคนฟังก่อนเริ่มกิจกรรม) ให้เวลาใน การทำใบงาน 10 นาที 3. เมื่อหมดเวลา ให้แบ่งผู้รับการอบรมเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มละ 4 – 6 คน และให้ในกลุ่มแลกเปลี่ยนกันว่าแต่ละ คนตอบว่าอย่างไร ขอให้อธิบายเพิ่มเติมว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้น เราแสดงออกกับเด็กอย่างไรทั้งการใช้ คำพูด กริยาท่าทาง สีหน้าของเรา (เช่น โกรธ เวลาโกรธทำอย่างไร เสียใจ แสดงออกอย่างไร หงุดหงิด เราแสดงออกอย่างไร)
14 4. หลังจากทุกคนแลกเปลี่ยนกันครบแล้ว ผู้ดำเนินกิจกรรมชวนคุยในกลุ่มใหญ่ถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในใบ งาน และขออาสาสมัครตอบตามความเห็นของตนเองที่บันทึกไว้ใบงาน(ไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนตอบ ขอ อาสาสมัครกลุ่มละ 1-2 คน) 5. ผู้ดำเนินกิจกรรมเชื่อมโยงพฤติกรรมต่างๆ ที่อาสาสมัครยกขึ้นมา และอธิบายถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กมี พฤติกรรมไม่เหมาะสมโดยใช้คำอธิบายจากหัวข้อ สาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม 6. ผู้ดำเนินกิจกรรมแจกใบงาน 2 การรับมือกับอารมณ์ตัวเอง (กลุ่มเดิม) และให้แลกเปลี่ยนในกลุ่ม (15 นาที) 7. ผู้ดำเนินกิจกรรมสรุปประเด็นสำคัญของการเรียนรู้กิจกรรมนี้ว่า ทั้ง 4 พฤติกรรมของเด็กในใบงานที่ทุกคน ได้รับนั้น เป็นตัวแทนของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมซึ่งมาจากสาเหตุสำคัญ 4 ข้อตามที่กล่าวมาแล้ว การทำ แบบฝึกหัดนี้เพื่อให้เราเรียนรู้อารมณ์ของตัวเองเมื่อพบเห็นพฤติกรรมของเด็กว่าเรามีอารมณ์อย่างไร ก่อน จะลงมือแก้ปัญหา โดยไม่เป็นการทำร้ายจิตใจเด็ก และไม่ทำให้เราหงุดหงิด อารมณ์เสียใส่เด็ก เชื่อมโยง กับการรับมือกับอารมณ์ตัวเอง 8. สะท้อนการเรียนรู้ และการนำไปใช้ โดยใช้คำถาม 3 ข้อ ได้เรียนรู้อะไร / สิ่งที่จะนำไปใช้ ต่อยอด / ข้อเสนอแนะ หรือปัญหาอุปสรรคของการนำไปใช้ 9. การประเมินผล จากการสะท้อนการเรียนรู้ ติดตามลงพื้นที่
15 ใบความรู้1 กิจกรรมที่ 2 การจัดการอารมณ์ /การรับมือกับอารมณ์ 1.ความสำคัญของการควบคุมอารมณ์ตนเอง • ทำไมต้องรู้เท่าทันและจัดการอารมณ์ตัวเอง ความสามารถในการรู้เท่าทัน และจัดการอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น (อีคิว) 1.ตระหนักรู้อารมณ์ เช่นโกรธ สาเหตุอารมณ์โกรธเกิดจากอะไร 2.ควบคุมอารมณ์ เพื่อจัดการและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่ออารมณ์ติดลบ อย่าปล่อยให้อารมณ์พุ่งหรือดำดิ่ง เปลี่ยนเป็นควบคุมอารมณ์ของตนเองให้กลับสู่ภาวะปกติ 3.จัดการอารมณ์ตนเองและผู้อื่น โดยคาดการณ์สถานการณ์ต่างๆ หรือควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน นั้นให้ได้ เพื่อการตัดสินใจ การจัดการอย่างรอบคอบ ส่งผลต่อสัมพันธภาพที่ดีทั้งกับตนเองและคนรอบข้าง ทำความรู้จักประเภทของอารมณ์ 1. Interest-Excitement (สนใจตื่นเต้น) เป็นอารมณ์ที่ช่วยทำให้บุคคลเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้และใช้ ความพยายามในเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น เช่น อยากเรียนสูง ๆ อยากประดิษฐ์ข้าวของเครื่องใช้สำหรับใช้เอง 2. Joy (รื่นเริง) เป็นอารมณ์ที่ก่อให้เกิดสภาวะของความเชื่อมั่น มองว่าโลกนี้ช่างน่าอยู่ รู้สึกว่าตนยังเป็นที่ รักของบุคคลอื่น ๆ อยู่ 3. Surprise (ประหลาดใจ) เป็นอารมณ์ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งเร้าในระบบประสาทอย่าง ฉับพลัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็พร้อมรับมือในทุกสถานการณ์ 4. Distress-Anguish (เสียใจ-เจ็บปวด) เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลต้องประสบกับความพลัดพราก หรือเผชิญกับความล้มเหลวในชีวิต 5. Anger-Rage (โกรธ-เดือดดาล) เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลพบการขัดขวางหรืออุปสรรคทางด้าน ร่างกายหรือด้านจิตใจ 6. Disgust (รังเกียจ) เป็นอารมณ์อันเกิดจากการกระทบกับที่ไม่พึงปรารถนา 7. Contempt-Scorn (ดูถูกเหยียดหยาม) เป็นอารมณ์ที่อาจเกิดการผสมกับอารมณ์โกรธหรืออารมณ์ รังเกียจ จัดเป็นอารมณ์ที่มีลักษณะเย็นชา 8. Fear-Terror (กลัว-สยองขวัญ) เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลกำลังเผชิญอยู่กับสิ่งที่ตนไม่สามารถจะ เข้าใจได้หรือเกิดความไม่แน่ใจในภัยอันตรายที่กำลังจะมาถึง
16 9. Shame Sin Shyness-Humiliation (อับอายขายหน้า) เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลถูกลงโทษ เพราะไม่ประพฤติตามกฎเกณฑ์ของสังคม 10. Guilt (รู้สึกผิด) เป็นอารมณ์ที่มีความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับความวิตกกังวลและความอาย เป็นความ สำนึกผิดชอบชั่วดี บางครั้งอารมณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะมีหลาย ๆ อารมณ์เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันจนแยกไม่ออกว่าเป็นอารมณ์ อะไรบ้าง ดังนั้นจึงต้องคอยสังเกตและทำความเข้าใจอารมณ์ของตนเองเพื่อการแสดงออกทางอารมณ์ที่ เหมาะสม ที่มา https://www.thaihealth.or.th/ 2.วิธีการรับมือกับความเครียด การจัดการกับอารมณ์ วิธีรับมือ 1.รู้ทันอารมณ์ตนเอง เมื่อมีสิ่งมากระทบ ให้กลับมาที่ตัวเอง รู้ตัว โกรธ รู้ว่าโกรธ ความรู้สึก ที่เกิดขึ้น ที่มี ผลกระทบกับร่างกาย เช่น หน้าแดง ใจสั่น กำมือแน่น เป็นต้น ถามตัวเองว่ารู้สึกอย่างไรกับความรู้สึกและ ความคิดขณะนั้น (อาจใช้การนับเลข เพื่อผ่อนคลายให้อารมณ์ลดลง หรือดูลมหายใจของตัวเอง) และออกจาก สถานการณ์นั้น เพื่อจัดการอารมณ์ตนเอง 2.จัดการกับอารมณ์ตนเอง (ความสามารถในการควบคุมและแสดงออกอย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ) ทบทวน สิ่งที่ทำ ฝึกสั่งตัวเองว่าจะทำอะไร ควรทำอะไร และจะไม่ทำอะไร ฝึกรับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น ในด้านดี ที่ทำให้ อารมณ์แจ่มใส เปลี่ยนมุมมอง ให้เป็นความท้าทาย ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข ความเข้าใจ ไม่คาดหวัง หรือลด ความคาดหวัง ฝึกผ่อนคลายความเครียด เช่น ออกกำลังกาย ปลูกต้นไม้ฟังเพลง 3.สร้างแรงจูงใจให้ตนเอง ทบทวน จัดลำดับ ตั้งเป้าหมาย ที่จะทำ ลดความสมบูรณ์แบบ ยอมรับในความ ผิดพลาด ความไม่ได้ดั่งใจ สร้างทัศนคติที่ดีการรู้สึกดีกับตัวเอง กับคนรอบข้าง 4.รู้อารมณ์ผู้อื่น ให้ความสนใจในการแสดงออกของอารมณ์คนอื่น สังเกต สีหน้า แววตา ท่าทาง น้ำเสียง เพื่อ รับรู้ เข้าใจ (เอาใจเขามาใส่ใจเรา) 5.รักษาสัมพันธภาพที่ดี ให้เกียรติ ยอมรับ แสดงความชื่นชม ให้กำลังใจผู้อื่น
17 การจัดการกับอารมณ์ ทำได้ 2วิธีใหญ่ๆ ดังนี้ 1. การหลีกหนี กับการเผชิญหน้า (Avoidance versus confrontation) การหลีกหนีเป็นการลดการเผชิญกับสิ่ง เร้า บางครั้งมีประโยชน์เพราะลดการปะทะทางอารมณ์บางครั้งไม่มีประโยชน์เพราะทำให้ไม่สามารถค้นหาสาเหตุ และความเป็นมาของปัญหาได้ส่วนการเผชิญหน้ามีข้อดีคือทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด แต่บางครั้งทำให้ เกิดผลกระทบที่รุนแรง ซึ่งการเผชิญหน้าต้องอาศัยความกล้าหาญเป็นสำคัญ 2. การต่อสู้กับการป้องกัน (Combative versuspreventive) การต่อสู้เป็นการแสดงปฎิกิริยาตอบโต้ต่อสิ่งเร้า หรือสถานการณ์ตรงหน้า เช่น ขยันทำงาน เพื่อเอาชนะคำสบประมาทของผู้อื่น หรือการต่อสู้กับโรคร้ายด้วยการ อดทนต่อ ความเจ็บปวดจากการฉายแสง ฯลฯส่วนการป้องกันเป็นการเตรียมความพร้อมไม่ให้เกิดสถานการณ์ ความเครียด เช่น ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้มีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง เป็นต้น
18 ใบความรู้2 กิจกรรมที่ 2 สาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยปกติ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมไม่ใช่สิ่งที่เด็กตั้งใจทำ แต่จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ หรือรู้สึก ว่าตนเองไม่ดี มีสาเหตุมาจาก 4 เรื่อง คือ 1. เพื่อเรียกร้องความสนใจ ทำให้คุณวุ่นวายอยู่กับเขา เช่น ไม่ยอมกินอาหาร ไม่ยอมนอน 2. เพื่อต่อต้าน บางทีการไม่ยอมกินอาหาร หรือไม่ยอมนอน อาจเป็นวิธีการพยายามต่อต้านกฎระเบียบของ ผู้ปกครองที่เลี้ยงดู 3. เพื่อเอาชนะ ในเรื่องที่คุณ “ชนะ” แล้วเด็กรู้สึกว่า “แพ้” เด็กจะหาทางเอาชนะคุณ เช่น ตะโกนว่า “ไปให้พ้น หนูเกลียดปู่/แม่” เป็นต้น การหาทำงเอาชนะนี้ จะเริ่มเมื่อเด็กอายุได้ 18 เดือน หรือขวบครึ่งเป็นต้นไป 4. เพื่อแสดงความรู้สึกสิ้นหวัง เด็กที่รู้สึกสิ้นหวังท้อแท้มักคิดว่าตนเองไม่มีความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นการว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือติดกระดุมเสื้อผ้าด้วยตัวเอง จึงไม่ยอมลงมือทำ แต่ผลที่ได้คือ การได้รับความสนใจมากขึ้น และ ไม่ยอมทำตามคำสั่งมากขึ้นอีก การแสดงความท้อแท้แบบนี้จะเกิดขึ้นกับเด็กที่อายุมากกว่า 3 ปี และมัก เกิดขึ้นหลังจากเด็กเจอเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกท้อแท้
19 ใบงาน 1 กิจกรรมที่ 2 สำรวจความรู้สึกของตนเอง คำชี้แจง เมื่อท่านเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็กตามตาราง ท่านรู้สึกอย่างไร ทำเครื่องหมาย / ในช่องที่ตรง กับความรู้สึกของท่านมากที่สุด พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็ก ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับฉัน และคุณจะตอบสนองต่อพฤติกรรมของเด็กอย่างไร โกรธ เบื่อ / เหนื่อย กังวลใจ /หงุดหงิด 1.แอน อายุ 4 ขวบ กับ อั้ม 5 ขวบ พี่ น้องทะเลาะเสียงดังทุกวัน ถาม เด็กรู้สึกอย่างไรถึงแสดง พฤติกรรมนี้....................... 2.ทุกคืน บอม อายุ 2 ขวบ กว่าจะ หลับ ต้องร้องไห้งอแงเป็นชั่วโมง ถาม เด็กรู้สึกอย่างไรถึงแสด พฤติกรรมนี้....................... 3.นีน่าอายุ 3 ขวบ กรีดร้องดังลั่นทุก ครั้งเวลาไม่ได้ดั่งใจ ไม่ว่าจะอยู่ในบ้าน หรือนอกบ้าน ถาม เด็กรู้สึกอย่างไรถึงแสดง พฤติกรรมนี้ ....................... 4.ปอม อายุ 5 ขวบ ไม่ยอมหัดขี่ จักรยาน เพราะกลัวเจ็บและคิดว่า ตัวเองไม่มีทางขี่เป็น ถาม เด็กรู้สึกอย่างไรถึงแสดง พฤติกรรมนี้....................... เสียใจ
20 ใบงาน 2 กิจกรรมที่ 2การจัดการอารมณ์ คำชี้แจง ให้ตอบคำถามต่อไปนี้ 1.เพราะอะไรต้องรู้เท่าทันและจัดการอารมณ์ตนเอง ............................................................................................................. ................................................................ ................................................... 2. ที่ผ่านมา คุณมีวิธีจัดการ รับมือ หรือควบคุม อารมณ์ ความรู้สึก ของตนเองที่ส่งผลดี ต่อ คุณ ลูก และ ครอบครัวหรือไม่ ถ้ามี ยกตัวอย่าง 1 กรณี .......................................................................................................................................................... .................................................................... วิธีการรับมือกับความเครียด ลองให้เวลาดูแลตัวเอง ลองดูประโยคข้างล่างนี้ว่ามีประโยคไหนที่คุณอยากทำเพื่อลดความเครียด ใส่ เครื่องหมาย / ไว้หน้าข้อที่คุณอยากลองทำ -------พูดกับตัวเองว่า “ผ่อนคลาย” “สงบลงหน่อย” “ฉันสบายดี” -------หากคุณไม่สามารถปลีกเวลาอยู่คนเดียวได้ตอนนี้ ให้วางแผนผ่อนคลายตัวเองทีหลัง ------เมื่อคุณรู้สึกรำคาญใจให้ออกไปข้างนอกห้อง หรือ นับในใจ 1-10 ก่อนที่จะตอบโต้ ------ขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง เพื่อให้คุณได้พักผ่อนสักหน่อยก็ยังดี ------ออกไปเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกบ้าง ออกไปเดิน หรือเล่นกับลูกๆเมื่อมีโอกาส -----ระบายอารมณ์ในที่ส่วนตัวอาจกรีดร้อง หรือทุบตีหมอนในที่ลูกๆไม่ได้ยินเสียง ------นั่งลง หลับตา เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย อาจกำหนดลมหายใจ หรือนึกถึงทิวทัศน์ ที่สวยงามสัก 2-3 นาที ------ พบปะ หรือคุยโทรศัพท์กับเพื่อนบ้าง -------ผ่อนคลายตัวเองโดยการหายใจเข้าออกลึกๆ และช้าๆ -------โทรหาสายด่วนสุขภาพจิต 1667 หรือ 1323 (ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง) เพื่อขอรับคำปรึกษา
21 ------ทำกิจกรรมที่คุณชื่นชอบ เช่นว่ายน้ำ อ่านหนังสือ เดินเล่น ฯลฯ -----หาผู้ช่วยเหลือที่มีทักษะและประสบการณ์ -----มีวิธีการอื่นในการดูแลตัวเองอีกหรือไม่
22 กิจกรรมที่3 การส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดี(เวลา 60 นาที) อุปกรณ์ 1.ใบความรู้ เรื่องการคำชม และ การส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดี 2.คลิปวิดีโอ การส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดี (สำหรับเด็กอายุ 0-6 ปี) https://youtu.be/6dzlWjpwnKY 3.ใบงานกิจกรรมที่ 3 การส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดี 4.เฉลยกิจกรรมที่ 3 การส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดี 5.กระดาษฟลิบชาร์ท 6.ปากกาเคมี วัตถุประสงค์ • ผู้รับการอบรมเห็นถึงวิธีการแสดงออกของเด็กเพื่อรับมือกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนั้นและส่งเสริม พฤติกรรมที่ดีของเด็ก • ผู้รับการอบรมฝึกทักษะการชมและให้กำลังใจเด็กเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมที่ดี ก่อนเริ่มกิจกรรม • เตรียมใบงานจำนวนเท่ากับผู้เรียนไว้เพื่อใช้แจกในกิจกรรม ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม 1. ผู้ดำเนินกิจกรรมขอให้ทุกคนอยู่ในกลุ่มย่อยกลุ่มเดิม ชวนคุยต่อว่า “ การให้ความสนใจทางบวกคืออะไร ทำ ได้อย่างไร” (10 นาที) ผู้ดำเนินกิจกรรมให้ความรู้ตามใบความรู้ เรื่องการคำชม และ การส่งเสริมให้เด็กมี พฤติกรรมที่ดี(เวลา 20 นาที) 2. ผู้ดำเนินกิจกรรมชวนผู้เข้าอบรมฝึก การสื่อสารประโยคคำชม โดย แจกใบงาน กิจกรรมที่ 3 การส่งเสริมให้ เด็กมีพฤติกรรมที่ดีให้เวลา 20 นาทีและแลกเปลี่ยนในกลุ่ม 3. เมื่อหมดเวลา ผู้ดำเนินกิจกรรมสุ่มถามความเห็นที่ได้จากบางคนในแต่ละกลุ่มว่าเป็นอย่างไร (กลุ่มละ 1-2 คน) 4. สุ่มถามผู้รับการอบรมถึงการทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับการการส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีว่า ได้เรียนรู้อะไรบ้างและจะ นำไปใช้อย่างไร
23 ใบความรู้กิจกรรมที่ 3 การคำชม และ การส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดี ให้ความสนใจในทางบวกหรือให้ความสนใจในพฤติกรรมที่ดี อะไรคือการให้ความสนใจทางบวก คือ การสื่อสารถึงความรักของคุณในรูปแบบของการสัมผัส โอบกอด การ พูดจา การยิ้มแย้ม การรับฟังลูกของคุณ เด็กรับรู้ได้ถึงความยินดี รับรู้ผ่านน้ำเสียง การสัมผัสที่อบอุ่น ในขวบปีแรก สิ่งที่ต้องพัฒนามากที่สุด คือ ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อได้รับการตอบสนองความ ต้องการขั้นพื้นฐาน ได้รับการสื่อสารในเชิงบวก ความอบอุ่นใกล้ชิด การสัมผัส การพูด การ้องเพลง เมื่อคุณใช้เวลา สั่นๆเพียงไม่กี่นาที ลูกจะรับรู้ได้ว่าเขาได้รับความรัก การชื่นชม แตกต่างจากการให้กำลังใจอย่างไร ? ในขณะที่เด็กโตขึ้น การให้กำลังใจในทางบวก คือการสังเกตเห็นถึงความพยายาม ให้คุณลืมเรื่องความสำเร็จ และความสมบูรณ์แบบ แม้ว่าลูกของคุณยังติดกระดุมเสื้อเองไม่ได้ แต่ขอให้คุณยินดีและ ให้กำลังใจในความพยายามที่เขาทำมัน เช่น “ดีมากเลย มันยากมากจริงๆ และแม่เห็นหนูพยามยาม ดูลองทำมาดูอีกนะ” “ แม่เห็นหนู พยายามจัดของเล่นให้เรียบร้อย ขอบใจมากนะจ๊ะ หนูช่วยแม่ได้มากเลย” เช่นเดียวกัน แทนที่คุณจะสนใจกับการตีโพย ตีพาย ที่วันนี้ลูกคุณขอเล่นโทรศัพท์ แล้วคุณไม่ให้ ลูกจึงมาเล่นของ เล่น และกำลังเก็บของเล่นที่เกลี่ยนกลาดบนพื้น “ แม่เห็นหนูกำลังพยายามเก็บของเล่น แม่ชอบจังเลย ขอบใจมากนะลูกที่หนูช่วยแม่” การให้กำลังใจ มีความสำคัญมาก มันคือความสนใจในตัวลูกมากกว่าพฤติกรรม การให้กำลังใจ คือการมองเห็นความพยายามมากกว่าสำเร็จ และการชื่นชมกับการให้กำลังใจ สามารถทำได้โดย การชมที่พฤติกรรม ชมในความพยายาม (คือการให้กำลังใจ) และหลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นของเรา เด็กจะไม่กดดัน และเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมที่ดี หลักการชมโดยให้กำลังใจเพื่อการส่งเสริมพฤติกรรมที่ดี
24 • หลักการชม 1. ชมด้วยความตั้งใจจริง ระหว่างหรือทันทีที่เด็กทำพฤติกรรมที่คุณต้องการ 2. ชมเวลาที่เด็กทำดีเท่านั้น 3. ชมส่วนดีของเด็กในทุกๆด้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 4. ชมและให้ความสำคัญทั้ง ความพยายาม ที่เด็กทำ และ ความสำเร็จ ที่เด็กได้รับ 5. บอกความรู้สึกของคุณ (เช่น พอใจ ชื่นชม) และใช้คำชมที่เฉพาะเจาะจงกับพฤติกรรมนั้น 6. ให้แน่ใจว่าไม่มีคำวิจารณ์ คำตำหนิ หรือคำประชดประชัน รวมอยู่ในคำชมของคุณ 7. สบตา โอบกอด หรือสัมผัสเด็กขณะที่ชม 8. ฝึกชมด้วยสีหน้า หรือ ลักษณะท่าทาง (เช่น ส่งสายตา ขยิบตา ผงกศรีษะ ชูนิ้วโป้ง จับมือ โอบไหล่ ตบ เบาที่หลัง) เพื่อแสดงความรู้สึกชื่นชม แสดงออกว่าเห็นในพฤติกรรมดี 9. ชมด้วยการเขียนเป็นบางครั้ง 10. ชมด้วยความจริงใจ ด้วยความรู้สึกยอมรับและเห็นคุณค่าในความพยายามของลูกที่ทำพฤติกรรมที่คุณ ต้องการ • รูปประโยคประกอบด้วย 1. บอกพฤติกรรมที่เกิดขึ้น 2. บอกความรู้สึกที่เห็นพฤติกรรม 3. บอกคุณลักษณะที่อยากเห็น • ตัวอย่างคำชม “ แม่พอใจมาก ที่ลูกเก็บเสื้อผ้าที่ใช้แล้วใส่ตะกร้าเรียบร้อย ลูกช่วยให้บ้านเราเป็นระเบียบ ขึ้นเยอะเลย” “ วันนี้เห็นหนูตั้งใจอ่านหนังสือ แม่รู้สึกภูมิใจมากเลยลูก เห็นหนูขยันแบบนี้ แม่ดีใจ” “ พ่อดีใจ ที่แพรรับผิดชอบทำการบ้านเสร็จเรียบร้อยได้ก่อน 2 ทุ่ม” “ แม่ชอบนะที่ปุ๊ก รู้จักเกรงใจคนอื่น โดยเปิดทีวีเบาๆ ไม่ให้เสียงไปรบกวนคนอื่น แม่ชอบจัง ขอบใจนะ ลูก ” • ตัวอย่างที่ไม่ควรใช้ในการชม “ ดีมากที่ปูช่วยแม่ล้างจาน แต่คราวหน้าต้องล้างให้สะอาดกว่านี้หน่อยนะ” “เก่งมากที่พลสอบได้เกรดดีขึ้น แต่ทำไมเกรดวิชาสังคม ถึงแย่ลง คราวหน้าพยายามให้มากกว่านี้จะได้ คะแนนดีทุกวิชา” “ดีมากที่ป้อมพูดความจริงกับแม่ อย่างไปเอาอย่างพี่นิด ชอบโกหกติดเป็นนิสัย”
25 • ตัวอย่างสิ่งดีๆ ในตัวลูก - ด้านบุคลิกภาพ เช่น ร่าเริงแจ่มใส ใจดี กล้าแสดงออก สงสารเห็นใจผู้อื่น เป็นต้น - ด้านพฤติกรรมกับบุคคลในครอบครัว เช่น พูดเพราะ ช่วยงานบ้าน แบ่งของให้น้อง ให้เกียรติผู้อื่น เข้า กับผู้ใหญ่ได้ดี เป็นต้น - ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน เช่น มีน้ำใจแบ่งปัน สุภาพ เอื้ออาทร ห่วงใยเพื่อน รับฟังความคิดเห็นคน อื่น เป็นต้น - ด้าน นิสัยการทำงาน/การเรียน เช่น ตั้งใจ มีความพยายาม ช่างสังเกต รอบคอบ ตรงเวลา เป็นต้น - ด้านความสนใจและงานอดิเรก เช่น ชอบเล่นกีฬา ชอบเล่นดนตรี วาดรูปสวย ร้องเพลงเพราะ เต้น เก่ง ชอบค้นคว้าหาความรู้ รักสัตว์ เป็นต้น สาระสำคัญ การส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดี เข้าใจ ความแตกต่างระหว่างการชื่นชม กับ การให้กำลังใจ - การให้กำลังใจในทางบวกคือการเห็นถึงความพยายาม - ความสนใจทางบวก คือ การสื่อสารถึงความรักของคุณในรูปแบบของการสัมผัส โอบกอด การพูดจา การยิ้มแย้ม การรับฟังลูกของคุณ - การชมควรเป็นการให้กำลังใจหลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็น - การให้กำลังใจ คือการมองเห็นความพยายามมากกว่าสำเร็จ ที่สำคัญที่สุด วิธีการให้กำลังใจนี้จะส่งผลดีกลับมาที่ตัวคุณเอง เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายตนเอง ดูแลตนเอง เด็กจะมีความรับผิดชอบมากขึ้น ผู้ปกครองสามารถปล่อยให้ลูกเรียนรู้เองและให้กำลังใจลูกเพื่อให้เขาพัฒนา ตนเอง มี 3ขั้น 1.คุณทำมันเกือบทั้งหมด ช่วยลูกจับช้อน ป้อนข้าวลูก แต่งตัว 2.คุณช่วยเหลือน้อยลง ให้กำลังใจให้ลูกทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเองทีละนิด โดยสังเกตถึงพัฒนาการและความพยายาม และให้กำลังใจลูก 3.คุณถอยออกมาอยู่เบื้องหลัง สังเกตพัฒนาการเป็นครั้งคราว ถ้าการให้กำลังใจของคุณนั้นจริงใจ ลูกของคุณจะไม่ รู้สึกว่ามันมากเกินไป
26
27 ใบงาน กิจกรรมที่ 3 การส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดี โจทย์ คุณคิดว่าจะทำหรือพูดอะไร เพื่อเป็นการให้กำลังใจลูกของคุณในสถานการณ์ต่อไปนี้ (อย่าลืมว่าการให้เด็กได้เรียนรู้ข้อจำกัดของความสามารถ ก็ถือเป็นการให้กำลังใจรูปแบบหนึ่ง แม้ว่าลูกจะร้องไห้ หรือมีปฎิกิริยาต่อต้านในขณะนั้น) 1.ลูกของคุณร้องไห้ เพราะติดกระดุมเสื้อไม่ได้ และคุณก็เร่งให้ลูกแต่งตัวเนื่องจากกลัวไปโรงเรียนสาย คุณจะพูดหรือทำอย่างไร? ................................................................................................................................................ .................................... ................................................................................... 2.ลูกของคุณตกใจกลัวเสียงดัง คุณจะพูดหรือทำอย่างไร? ........................................................................................................................ ............................................................ ..................................................................................... 3. ลูกกำลังเก็บของเล่น เพราะคุณให้ลูกเก็บให้เรียบร้อยเพื่อจะอนุญาตให้เล่นโทรศัพท์ได้ครึ่งชั่วโมง แต่ลูกเก็บไป ร้องไห้ไป เพราะไม่อยากเก็บและอยากไปเล่นโทรศัพท์มากกว่า คุณจะพูดหรือทำอย่างไร? ................................................................................................................................................ .................................... ................................................................................... 4.ลูกร้องไห้งอแงเพราะอยากให้คุณเล่นด้วย แต่คุณกำลังยุ่งอยู่กับการทำอาหารเพราะใกล้มื้ออาหารแล้ว คุณจะพูดหรือทำอย่างไร? .................................................................................................................................................................................... ................................................................................... 5.ลูกของคุณกำลังเก็บกวาดขยะบนพื้น แต่ยังไม่สะอาด และไม่เรียบร้อย มากนัก คุณจะพูดหรือทำอย่างไร? ........................................................................................................................................................................... ......... ...................................................................................
28 เฉลยกิจกรรมที่ 3 การส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดี 1.ลูกของคุณร้องไห้ เพราะติดกระดุมเสื้อไม่ได้ และคุณก็เร่งให้ลูกแต่งตัวเนื่องจากกลัวไปโรงเรียนสาย คุณจะพูดหรือทำอย่างไร? เฉลย แม่รู้ว่ามันยาก และแม่เห็นหนูกำลังพยายามที่ติดกระดุมเอง วันนี้เราอาจรีบกันหน่อย มาจ๊ะ เดี่ยวแม่ช่วย ทำให้หนูดู เม็ดที่หนูติดได้เองก็ยอดเยี่ยมมากๆเลยลูก (บางครั้งอาจต้องช่วยเหลือ เล็กน้อย และให้กำลังใจในความพยายาม) 2.ลูกของคุณตกใจกลัวเสียงดัง คุณจะพูดหรือทำอย่างไร? เฉลย เข้าไปกอด และพูดว่า “ หนูตกใจกลัวเสียงดังใช่มั้ยลูก แม่เข้าใจ แม่จะอยู่เป็นเพื่อนนะจ๊ะ” 3. ลูกกำลังเก็บของเล่น เพราะคุณให้ลูกเก็บให้เรียบร้อยเพื่อจะอนุญาตให้เล่นโทรศัพท์ได้ครึ่งชั่วโมง แต่ลูกเก็บไป ร้องไห้ไป เพราะไม่อยากเก็บและอยากไปเล่นโทรศัพท์มากกว่า คุณจะพูดหรือทำอย่างไร? เฉลย “ แม่ดีใจมาก ที่เห็นหนูพยายามอย่างมากที่จะเก็บของเล่น และหนูเก็บของเล่นเสร็จด้วยตัวคนเดียว ยอด เยี่ยมมากจ้า ” 4.ลูกร้องไห้งอแงเพราะอยากให้คุณเล่นด้วย แต่คุณกำลังยุ่งอยู่กับการทำอาหารเพราะใกล้มื้ออาหารแล้ว คุณจะพูดหรือทำอย่างไร? เฉลย “ หนูพยายามอย่างมากที่จะอดทนรอแม่ แม่กำลังรีบทำกับข้าวนะจ๊ะ เพื่อจะมาเล่นกับหนู “ หมายเหตุ และไม่ควรให้ลูกรอนานนัก (พิจารณาตามอายุของเด็ก ) 5.ลูกของคุณกำลังเก็บกวาดขยะบนพื้น แต่ยังไม่สะอาด และไม่เรียบร้อย มากนัก คุณจะพูดหรือทำอย่างไร? เฉลย “ ขอบใจมากลูกที่หนูช่วยแม่กวดขยะ แม่ชอบจัง ” หมายเหตุ ทั้งนี้ทั้งนั้น ใช้วิธีการพูดคุยแลเปลี่ยน วิธีใหม่ๆ ที่เป็นเชิงบวก คำนึงถึงอายุ และความสามารถ ตามวัย
29 กิจกรรมที่ 4 การรับฟังเด็ก (เวลา 60 นาที) อุปกรณ์ 1. ใบความรู้กิจกรรมที่ 4 การรับฟังเด็ก 2. ใบงาน 1 กิจกรรมที่ 4 ภาพสีหน้าของเด็กสำหรับแสดงให้ผู้รับการอบรมดู 3. ใบงาน 2 กิจกรรมที่ 4 ฝึกการรับฟัง 4. คลิปวิดีโอการรับฟังเป็นการให้ความสนใจ (สำหรับเด็กอายุ 0-6 ปี) : https://youtu.be/WRvWm51Ib_A 5. กระดาษฟลิบชาร์ท 6. ปากกา และปากกาเคมี วัตถุประสงค์ 1.ผู้รับการอบรมเข้าใจความหมายของการรับฟัง 2.ผู้รับการอบรมรู้วิธีการแสดงออกว่ารับฟังเด็ก ก่อนเริ่มกิจกรรม เตรียมใบงาน และภาพสีหน้าเด็กจำนวนเท่ากับผู้รับการอบรมไว้เพื่อใช้แจกในกิจกรรมดังนี้ ใบงาน ภาพสีหน้าของเด็ก และ ใบงาน 8 วิธีในการรับฟังเด็ก ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม 1.ผู้ดำเนินกิจกรรมยกตัวอย่างคำที่บอกความรู้สึกเพื่อให้ผู้รับการอบรมได้นึกออกมากขึ้น เช่น กลัว เสียใจ หงุดหงิด เบื่อ กังวล สบายใจ สนุก โกรธ เขิน อายรัก กระวนกระวาย มีความหวัง เหงา ภูมิใจ หมดความอดทน เหนื่อย แปลกใจประหม่าเศร้า โดยเขียนไว้บนกระดานและขอให้ทุกคนช่วยเพิ่มเติมว่ามีคำที่แสดงถึงความรู้สึก อะไรได้อีกบ้าง (2 นาที) 2. จากนั้น ผู้ดำเนินกิจกรรมแสดงภาพสีหน้าของเด็กที่เป็นการ์ตูน ให้กลุ่มใหญ่ดูทีละภาพ และให้ผู้เข้าร่วมระบุว่า แต่ละภาพ เด็กกำลังแสดงความรู้สึกอะไร โดยขอให้ระบุอย่างชัดเจนใกล้เคียงกับสีหน้าเด็กมากที่สุดระหว่างที่ผู้รับ การอบรมเอ่ยถึงความรู้สึกออกมา ให้วงคำที่แสดงความรู้สึกไว้บนกระดาษฟลิบชาร์ท 3.หลังจากนั้น ให้ผู้รับการอบรมรวมกลุ่มย่อย กลุ่มละ 4-6 คน แจก ใบงาน ภาพสีหน้าของเด็ก ให้กลุ่มละ 1 ภาพ เพื่อให้ทุกคนช่วยกันจินตนาการถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และแต่งประโยคตามสีหน้าภาพนั้น นำคำที่บอกความรู้สึก ซึ่งระดมไว้มาใช้สร้างประโยค โดยต้องเริ่มต้นประโยคว่า “หนูรู้สึก……. เพราะ…….” (ให้เวลา 10 นาที) 4.เมื่อหมดเวลา ให้แต่ละกลุ่มนำเสนอสถานการณ์ตามภาพที่ได้รับพร้อมประโยคคำพูดที่ช่วยกันแต่ง 5.เมื่อนำเสนอครบทุกกลุ่มแล้ว ผู้ดำเนินกิจกรรมชวนผู้รับการอบรมคุยถึงวิธีการรับฟังที่ได้เรียนรู้
30 6.เมื่อนำเสนอครบทุกกลุ่มแล้ว ผู้ดำเนินกิจกรรมชวนผู้รับการอบรมคุยถึงวิธีการรับฟังที่ได้เรียนรู้จากใบงาน โดย ถามว่าได้เรียนรู้อะไรบ้าง 7.จากนั้น อธิบายถึงสาระสำคัญของการทำกิจกรรมนี้ว่า เพื่อให้เรารู้จักสังเกตสีหน้าอารมณ์ของเด็ก ซึ่งถือเป็นการ รับฟังที่สำคัญ จากนี้เราจะมาเรียนรู้วิธีการรับฟังเด็กซึ่งมีหลายรูปแบบ แต่ละแบบก็เหมาะกับสถานการณ์ที่ต่างกัน ออกไป 8.ผู้ดำเนินกิจกรรมแจกใบงาน 8 วิธีในการรับฟังเด็ก ให้ผู้รับการอบรมทุกคนทำ โดยให้จับคู่สถานการณ์ตามใบงาน (ให้ เวลา 20 นาที) 9. เมื่อหมดเวลาผู้ดำเนินกิจกรรมชวนคุยเพื่อสรุปการเรียนรู้ โดยให้ผู้รับการอบรมแลกเปลี่ยนถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จาก กิจกรรมนี้ และแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน
31 ใบความรู้กิจกรรมที่ 4 การรับฟังเด็ก 1.การให้ความสนใจ วางทุกอย่างรอบตัวคุณลงแล้วให้ความสนใจสังเกตลูกของคุณสัก 2-3 นาที คุณ ต้องนิ่ง มอง และรับฟังลูกของคุณจริงๆ คุณอาจต้องนั่งลงกับพื้น หรืออุ้มลูกไว้บนตักนั่งระดับสายตา เดียวกับคุณ อย่าลืมว่าการรับฟัง สายตาสำคัญกว่าหู การสัมผัสมีส่วนช่วยได้ลูกนั่งบนตักพร้อมอยู่ ในอ้อมกอดของคุณ ลูกจะรู้สึกมั่นคงปลอดภัยและรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น 2.ระบุชัดความรู้สึก เมื่อสังเกตว่าลูกรู้สึกอย่างไร ลองพยายามให้คำจำกัดความกับความรู้สึกนั้น ข้างล่างเป็นคำศัพท์ความรู้สึกเบื้องต้น ที่อาจช่วยคุณให้นึกง่ายขึ้น การเรียนรู้ทักษะการระบุความรู้สึกนั้น ให้เริ่มต้นง่ายๆด้วยการพูด “หนูรู้สึก.....เพราะ....” เช่น “ตอนนี้หนูรู้สึกหงุดหงิด เพราะแม่ไม่ให้หนูเล่นโทรศัพท์” โกรธ รำคาญ วิตกกังวล กลัว เบื่อ สบายใจ มั่นใจ ยินดี ผิดหวัง หดหู่ ขยะแขยง เขินอาย ตื่นเต้น เหนื่อย โกรธจัด ดีใจ พอใจ มีความสุข รู้สึกผิด สิ้นหวัง เจ็ดปวด โดดเดี่ยว บ้าคลั่ง ทุกข์ทรมาน ดีใจจนตัวลอย ภูมิใจ ผ่อนคลาย คลายกังวล เศร้า พึงพอใจ อาย เหลวไหล โกรธแค้น โง่ ซาบซึ้งใจ หงุดหงิดง่าย ไร้ประโยชน์ มุ่งมั่น วิตกกังวล
32 สาระสำคัญ การรับฟังเป็นการให้ความสนใจ 1.ให้ลูกรู้สึกว่าตนเองเป็นคนพิเศษ ด้วยการจัดเวลาแห่งการฟัง 2.ให้คุณได้ฝึกทักษะการสังเกตความรู้สึกของลูก และลองพยายามให้คำจำกัดความกับความรู้สึกนั้น จะทำให้คุณฟัง และรับรู้ความรู้สึกของลูกได้อย่างแท้จริงและสามารถพูดสะท้อนความรู้สึกของลูกได้ ตรง จะทำให้ลูกสัมผัสและรู้สึกได้ว่าคุณเข้าใจเขา 3.การฟังด้วยหูไม่เพียงพอ คุณจำเป็นต้องฟังด้วยสายตา ด้วยการโอบกอด ด้วยท่าทางของร่างกาย และจากสิ่งที่เราพูดออกไป 8 วิธีการในการรับฟังเด็ก 1. ให้ความสนใจ วางทุกสิ่งที่กำลังอยู่ตรงหน้าแล้วสังเกตเด็กอย่างจริงใจ แม้เด็กไม่ได้เรียกร้อง 2. รับฟังด้วยสายตา ด้วยการก้มลงสบตากับเด็ก ให้ใบหน้าของคุณกับใบหน้าเด็กอยู่ในระดับเดียวกัน เพื่อ สังเกตว่าเด็กกำลังรู้สึกอย่างไร 3. รับฟังผ่านการสัมผัส การโอบกอด สวมกอดเด็กสามารถช่วยให้เด็กแสดงอารมณ์ออกมาที่ไม่สามารถพูด ออกมาได้ชัดเจนขึ้นเช่น ความกลัว ความโกรธ ความรัก 4. รับฟังผ่านการเล่น หมายถึงการให้ความสนใจและทำให้เด็กรับรู้ว่าเราเฝ้าดูการเล่นของเขาอย่างเงียบๆ และสังเกตเห็นว่าเด็กกำลังทำอะไร เช่น “หนูให้ตุ๊กตานั่งบนรถคันโปรดซะด้วย” “โอ้โห หนูหาเจอแล้ว” “อืม หนูใช้มันไป 3 อันแล้วนะ” 5. การเงียบ บางที คุณต้องปิดปาก ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับเด็กที่กำลังโมโห เพราะเด็กไม่ได้ต้องการคำอธิบาย แค่ต้องการระบายความรู้สึกออกมา หลังจากสงบลงแล้ว ค่อยคุยกับเด็ก 6. พูดสั้นๆ เพียงคำสองคำ เพื่อแสดงให้เด็กรับรู้ว่าคุณยังฟังและเข้าใจอารมณ์ของเด็ก เช่น อืม โอ้ จริง เหรอ แล้วไงต่อ เข้าใจแล้ว อืม น่าเห็นใจนะ เป็นต้น 7. ทวนความ พูดซ้ำในสิ่งที่เด็กพูดบ้าง หรือพูดสรุปในสิ่งที่เด็กพูดช่วงที่มีช่องว่างของบทสนทนาเพื่อเด็กได้ รับรู้ว่าคุณให้ความสนใจและเข้าใจ 8. สะท้อนความรู้สึกของเด็ก สังเกตและสอบถามความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นในตัวเด็ก เพื่อให้เด็กเท่าทัน ความรู้สึกของตัวเอง เช่น “หนูกำลังโกรธที่แม่ไม่ให้หนูไปเล่นข้างนอกใช่ไหม” “หนูเสียใจที่ตุ๊กตาขาหัก สินะ”
33 ใบงานกิจกรรมที่ 4 ภาพสีหน้าของเด็กสำหรับแสดงให้ผู้รับการอบรมดู “หนูรู้สึก....................................... เพราะ.................................”
34 ภาพสีหน้าของเด็กสำหรับแสดงให้ผู้รับการอบรมดู “หนูรู้สึก....................................... เพราะ.................................”
35 ภาพสีหน้าของเด็กสำหรับแสดงให้ผู้รับการอบรมดู “หนูรู้สึก....................................... เพราะ.................................”
36 ภาพสีหน้าของเด็กสำหรับแสดงให้ผู้รับการอบรมดู “หนูรู้สึก....................................... เพราะ.................................”
37 ภาพสีหน้าของเด็กสำหรับแสดงให้ผู้รับการอบรมดู “หนูรู้สึก....................................... เพราะ.................................”
38 ภาพสีหน้าของเด็กสำหรับแสดงให้ผู้รับการอบรมดู “หนูรู้สึก....................................... เพราะ.................................”
39 ใบงาน 2 กิจกรรมที่ 4 ฝึกการรับฟัง ตอบค ำถำมต่อไปนี้โดยระบุควำมร้สูึกของเดก ็ และวิธีกำรรับฟังของคุณ คิดว่ำเดก ็ กำ ลงัร้สูึกอย่ำงไร คุณจะเลือกรับฟังด้วยวิธีไหน เพรำะอะไร เด็กถามเสียงสั่นเครือว่า “ท าไมหมาถึงเห่า” เด็กตะโกนเสียงลั่นว่า “หนูเกลียดปู่ / ย่า / พ่อ / แม่” เด็กยังฉี่รดที่นอน อึราด แม้จะถูกฝึกให้นั่งส้วมเป็นแล้ว เด็กร้องไห้งอแง ให้ขวดนมก็โยนทิ้ง เด็กเล่าเรื่องต่างๆ มากมายให้คุณฟังโดยไม่หยุด เด็กก าลังเล่นแต่งตัวให้ตุ๊กตาและคุยกับตุ๊กตา เด็กขอเล่นเกมต่อ ไม่ยอมไปอาบน ้าทั้งที่ได้เวลาแล้ว เด็กนั่งเงียบ ถามอะไรก็ไม่ตอบ
40 กิจกรรมที่ 5 ฝึกทักษะพูดคุยกับเด็กด้วยภาษาฉัน I message (เวลา 60 นาที) อุปกรณ์ 1.ใบความรู้ กิจกรรมที่ 5 ภาษาฉัน (I Message) 2.ใบงาน กิจกรรมที่ 5 ฝึกทักษะการพูดโดยใช้คำขึ้นต้นว่า “ภาษาฉัน” (I message) 3.คลิปวิดีโอการพูดคุยกับลูก (สำหรับเด็กอายุ 0-6 ปี) https://youtu.be/PyPndWZc2YU 4.ใบการบ้าน 5.กระดาษฟลิบชาร์ท 6.ปากกาเคมี วัตถุประสงค์ • ผู้รับการอบรมรู้วิธีการสื่อสารโดยเลือกใช้คำที่มีความหมายด้านบวก ก่อนเริ่มกิจกรรม • เตรียมใบความรู้และใบงานกิจกรรมสำหรับผู้รับการอบรมทุกคน ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม 1. ผู้ดำเนินกิจกรรมทบทวนถึงรูปแบบในการรับฟังที่ได้เรียนรู้มาว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสาร และในการ สื่อสารต้องมีทั้งการฟังและการพูด กิจกรรมนี้จะเป็นการชวนผู้เข้าอบรมมาฝึกวิธีการพูดโดยใช้สรรพนาม ของตัวเองขึ้นต้น ซึ่งเรียกกันว่าวิธีการพูดแบบ “ภาษาฉัน” (I Message) 2. ผู้ดำเนินกิจกรรมแจกใบความรู้ “การใช้ ภาษาฉัน” (I Message)” ให้ทุกคน เพื่ออ่านและทำความเข้าใจ (ให้เวลา 5 นาที) 3. หลังจากหมดเวลา ผู้ดำเนินกิจกรรมชวนผู้รับการอบรมคุย โดยถามถึงความแตกต่างที่สังเกตเห็นจากการ ใช้ประโยคสองแบบคือ “ภาษาแก” (You message) และ “ไอ แมสเสจ” โดยเริ่มถามจากการใช้ ประโยคแบบ “ภาษาแก” ก่อน • คิดว่าผู้ที่พูดโดยใช้ประโยคแบบ “ภาษาแก” กำลังต้องการสื่อสารอะไร • คิดว่าผู้ที่ฟังประโยคแบบ “ภาษาแก” รู้สึกอย่างไร • คิดว่าผู้ที่พูดโดยใช้ประโยคแบบ “ภาษาฉัน” กำลังต้องการสื่อสารอะไร • คิดว่าผู้ที่ฟังประโยคแบบ “ภาษาฉัน” รู้สึกอย่างไร • ประโยคแบบไหนส่งผลให้ให้ผู้ฟังอยากปฏิบัติตามมากกว่า เพราะอะไร หลังจากนั้น ให้ผู้รับการอบรมจับคู่กัน แจกใบงาน ฝึกทักษะการพูดโดยใช้คำขึ้นต้นว่า “ภาษาฉัน” (I message) 4. ประโยคให้กับแต่ละคู่ เพื่อให้แต่งประโยคจากสถานการณ์ในใบงาน โดยให้เป็นประโยคที่ขึ้นต้นด้วย “ภาษาฉัน” (ให้เวลาฝึก 20 นาที)
41 5. (สำหรับผู้เข้าอบรมที่เป็นผู้ปกครอง) *** ผู้ดำเนินกิจกรรมถามผู้รับการอบรมถึงเรื่องที่อยากทดลอง นำไปใช้ทันทีเมื่อถึงบ้านในวันนี้ว่าคือเรื่องอะไร จากนั้น แจกใบการบ้านให้แต่ละคนเลือกมา 1 - 3 เรื่อง สำหรับทำในวันนี้เมื่อกลับบ้านถึงบ้าน และขอให้นำใบการบ้านกลับมาในการพบกันครั้งต่อไป ใบความรู้กิจกรรมที่ 5 ภาษาฉัน (I Message) การขึ้นต้นประโยคด้วยคำว่า “ ฉัน” I Message ทำความเข้าใจประโยคที่ใช้สื่อในชีวิตประจำวัน มี 3 ลักษณะ 1.I Message เป็นวิธีการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพรูปแบบหนึ่ง เป็นการสื่อสารที่ทำให้คนฟังสามารถ “รับฟัง” และลดการ “ต่อต้าน” ด้วยอารมณ์ได้เป็นอย่างดี หลักการ คือ การสื่อสารที่พูดถึง “ความคิดและความรู้สึก” ของ “ตัวผู้พูดเอง” ต่อ “พฤติกรรม” ของคนฟัง โดย หลีกเลี่ยงการตำหนิ การหาคนผิด เพื่อลดการใช้อารมณ์และการปกป้องตนเอง ที่มักทำให้สิ่งที่ต้องการสื่อ เข้าไปได้ ไม่ถึงใจ ด้วยการใช้สรรพนามแทนตัวเอง ตัวอย่าง “ทำไมพูดไม่รู้จักฟัง บอกให้ไปอาบน้ำก่อนมาดูการ์ตูนไง” You message กับ - ผู้พูดเข้าใจ สามารถแยกแยะความรู้สึกของตนเองได้ชัดเจน - ผู้ฟังเกิดความเข้าใจในอารมณ์และความต้องการของผู้พูด - หลีกเลี่ยงผลกระทบทางลบ I Message “แม่เป็นห่วง / หนูยังไม่อาบน้ำ/ แม่อยากให้หนูไปอาบน้ำก่อนมาดูการ์ตูนนะลูก” รูปประโยคพูดถึงความรู้สึกของคุณ / ระบุพฤติกรรมของลูกที่เห็นขณะนั้น / บอกความต้องการของคุณ
42 หลีกเลี่ยง You Message และ He or They Message 2. You Message เป็นลักษณะการสื่อสารที่ผู้พูดไม่สามารถสื่อความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของตนเองให้กับ ผู้ฟังได้อย่างชัดเจน โดยมักใช้สรรพนามขึ้นต้น เช่น “ เรื่องง่ายๆแค่นี้ก็ทำไม่ได้ ” “ ไปทำอะไรมานะ ถึงมาช้าเอาป่านนี้ ” การสื่อสารลักษณะนี้ทำให้ - ผู้ฟังมีความลำบากใจที่จะเข้าใจความรู้สึกนึกคิด ความต้องการของผู้พูด - ผู้ฟังรู้สึกว่าตนเองถูกตำหนิ ถูกดูถูก ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และถูกบังคับ - ผู้ฟังรู้สึกถูกตอกย้ำถึงความไม่ดีและเสียคุณค่าในตัวเอง 3. He or They Messageเป็นลักษณะการสื่อสารที่ผู้พูดไม่สามารถสื่อความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของ ตนเองอย่างตรงไปตรงมา โอยมักอ้างผู้อื่น บุคคลที่ 3 แทน เช่น “ ใครๆก็ทำแบบนี้ทั้งนั้น ” “ ดูลูกข้างบ้านซิ อายุท่าหนู เขาเรียนเก่งกว่าหนูอีก” การสื่อสารลักษณะนี้ทำให้ - ผู้ฟังเกิดความรู้สึกถูกเปรียบเทียบ - ผู้ฟังมีความลำบากใจที่จะเข้าใจ ความรู้สึกนึกคิดของผู้พูด และนำไปสู่การตีความหมายผิดได้ง่าย เคล็ดลับสำคัญในการใช้ I Message • ควบคุมน้ำเสียง สีหน้า แววตาให้เป็นปกติในเวลาที่คุณกำลังมีอารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิด โมโห • พูดเฉพาะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น ไม่พูดถึงเรื่องที่ผ่านมา • อย่าใช้คำว่า “เสมอ “ ไม่เคยเลย” เช่น “หนูน่ะไม่เคยทำตามที่แม่บอกเลยนะ” • อย่าใช้น้ำเสียงข่มขู่หรือทำให้เด็กรู้สึกกลัว • ควรระวังว่า การใช้ “ไอ” แมสเสจบ่อยเกินไป จะทำให้เด็กรู้สึกว่าความรู้สึกของเขานั้นไม่สำคัญ • หากคุณโกรธและต้องการปลดปล่อยอารมณ์ออกมา ท่องไว้ในใจเสมอว่าความโกรธเป็นเรื่องรอง สิ่งที่ สำคัญกว่าและได้ผลกว่า คือ การบอกความรู้สึกที่ทำให้โกรธ เช่น เพราะเป็นห่วงถึงโกรธ เพราะกังวล เพราะรักถึงโกรธ และเตือนตัวเองว่าการโกรธบ่อย ๆ จะทำให้เกิดการต่อต้านและก้าวร้าวตามมา
43 I Message เป็นเพียงบันไดขั้นแรก I Message เป็นการเริ่มต้นก้าวแรก และเป็นก้าวที่ดีในการทำความเข้าใจให้ชัดเจนกับเด็กถึงความรู้สึก ของคุณ แต่ไม่ได้แปลว่า ใช้แค่ I Message แล้วสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กได้แล้ว หลายครั้ง คุณอาจต้อง ใช้วิธีการอื่นตามมาหลังจากที่เริ่มต้นสื่อสารด้วย I Message เพื่อสนับสนุนให้เด็กทำพฤติกรรมตามที่คุณคาดหวัง เช่น เพื่อให้ทำตามกติกา “เวลาที่แม่เห็นลูกยังนั่งเล่นของเล่นอยู่เมื่อแม่บอกว่าหมดเวลาแล้ว แม่หงุดหงิด เพราะแม่ไม่อยากให้ลูก ไปโรงเรียนสาย แม่อยากให้ลูกลุกขึ้นเก็บของเมื่อได้ยินแม่บอกว่าได้เวลาไปโรงเรียนแล้ว” เพื่อให้ทางเลือก “เวลาที่แม่เห็นลูกยังนั่งเล่นของเล่นอยู่เมื่อแม่บอกว่าหมดเวลาแล้ว แม่หงุดหงิด เพราะแม่ไม่อยากให้ลูก ไปโรงเรียนสาย ลูกจะเอาของเล่นไปเล่นต่อในรถได้ถ้าลูกลุกขึ้นตอนนี้ หรือว่าจะไปขึ้นรถโดยทิ้งของเล่นเอาไว้ ลูก เลือกเอาเองแล้วกัน” เพื่อบอกว่าคุณอยากให้ทำอะไร “เวลาที่แม่เห็นลูกยังนั่งเล่นของเล่นอยู่เมื่อแม่บอกว่าหมดเวลาแล้ว แม่หงุดหงิด เพราะแม่ไม่อยากให้ลูก ไปโรงเรียนสาย แม่อยากให้ลูกเก็บของเล่นให้เข้าที่ แล้วหยิบกระเป๋าเดินไปที่รถ” เพื่อบอกว่าจะเกิดผลอะไรตามมา “เวลาที่แม่เห็นลูกยังนั่งเล่นของเล่นอยู่เมื่อแม่บอกว่าหมดเวลาแล้ว แม่หงุดหงิด เพราะแม่ไม่อยากให้ลูก ไปโรงเรียนสาย ถ้าไม่ออกไปขึ้นรถตอนนี้ งั้นลูกก็ต้องยอมรับเวลาที่โดนครูทำโทษว่ามาสายนะ” ใช้วิธีการฟังสะท้อนความรู้สึกของเด็กหลังจากจบประโยค I Message หากลูกรู้สึกหงุดหงิด โมโห “เวลาที่แม่เห็นลูกยังนั่งเล่นของเล่นอยู่เมื่อแม่บอกว่าหมดเวลาแล้ว แม่หงุดหงิด เพราะแม่ไม่อยากให้ลูก ไปโรงเรียนสาย แม่รู้ว่าลูกก็หงุดหงิด โกรธที่รู้สึกว่ายังเล่นไม่พออย่างที่ต้องการ”
44
45 ใบงาน กิจกรรมที่ 5 ฝึกทักษะการพูดโดยใช้คำขึ้นต้นว่า “ภาษาฉัน” (I message) คำชี้แจง ให้ผู้เข้าอบรมจับคู่ แต่ละคู่ฝึกใช้ภาษาฉัน ตามโจทย์ที่ได้รับ (คู่ละ 1 โจทย์) เด็กไม่ยอมเข้านอนทั้งที่สัญญากันไว้ว่าเมื่อดูการ์ตูนจบจะเข้านอน คุณจะพูดหรือทำอย่างไร ? เด็กไม่ยอมกินข้าว แต่เรียกร้องจะกินไอศกรีม คุณจะพูดหรือทำอย่างไร ? คุณอยากช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะเก็บของเล่นหลังเล่นเสร็จ คุณจะพูดหรือทำอย่างไร ?