ประวตั ิศาสนาอิสลาม
By Suhaila maa
ประวัตศิ าสนาอสิ ลาม
ศาสนาอสิ ลาม เป็นศาสนาสาคญั ศาสนาหน่ึงของโลก เป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยม
นบั ถือพระเจา้ องคเ์ ดียว คอื พระอลั ลอฮ์ โดยมที า่ นนบมี ฮุ มั มดั เป็นศาสดา และเป็นผปู้ ระกาศ
ศาสนา ศาสนาอิสลาม ไม่มพี ระหรือนกั บวชเพื่อทาหนา้ ทีป่ ระกอบพิธีกรรม และเผยแผ่ศาสนา
โดยเฉพาะ เชน่ อิหมา่ มกเ็ ป็นเพียงผนู้ าในการนมสั การพระเจา้ เทา่ น้นั มใิ ชพ่ ระทีท่ าหนา้ ทีเ่ ป็น
กลางระหวา่ งพระเจา้ กบั มนุษย์
ผนู้ บั ถอื ศาสนาอิสลาม เรียกวา่ “ มุสลมิ ” มสุ ลมิ ทุกคนตอ้ งปฏบิ ตั ศิ าสนากจิ เหมือนกนั
หมด จงึ ไมม่ ีนกั บวช และมไิ ดแบง่ แยกแนวทางปฏิบตั ิ ระหวา่ งศาสนิกชนกบั นกั บวช แมแ้ ต่
บคุ คลท่ไี ดร้ บั การยกยอ่ งว่าเป็น อิหมา่ ม หรือ ทา่ นจุฬาราชมนตรี ก็ถือวา่ เป็นผนู้ าทางศาสนกิจ
และผูน้ ามสุ ลมิ ในประเทศไทยเท่าน้นั มไิ ดม้ ฐี านะเป็นผูน้ านกั บวชแต่อยา่ งใด
ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาหน่ึงทม่ี ีผูน้ บั ถอื อยูห่ ลายลา้ นคนทวั่ โลก โดยเฉพาะใน
ประเทศแถบตะวนั ออกกลาง ประชาชนส่วนใหญ่จะนบั ถือ ศาสนาอสิ ลาม ส่วนในภมู ิภาคเอเชีย
ตะวนั ออกเฉียงใต้ เชน่ ในประเทศมาเลเซียมีผนู้ บั ถือ ศาสนาอิสลาม มาก สาหรบั ประเทศไทยมี
ประชาชนทน่ี บั ถือ ศาสนาอสิ ลาม อยูท่ วั่ ไป แตบ่ ริเวณที่มากทส่ี ุด คอื ในพ้นื ที่ ๕ จงั หวดั
ชายแดนภาคใต้ ซ่ึงไดแ้ ก่ จงั หวดั สงขลา ยะลา สตูล ปัตตานี และนราธิวาส
ประวตั ิความเป็ นมา
ศาสนาอสิ ลาม เป็นศาสนาท่ีถอื กาเนิดข้ึนในนครมกั กะฮ์ ประเทศซาอดุ ิอาระเบีย หลงั
พทุ ธศกั ราชประมาณ ๑,๑๑๓ ปี ผทู้ ี่นบั ถือ ศาสนาอิสลาม เรียกว่า มุสลมิ แปลว่า ผแู้ สวงหาสนั ติ
หรือ ผนู้ อบนอ้ มต่อประสงคข์ องพระเจา้
มสุ ลมิ นบั ถือพระผเู้ ป็นเจา้ ท่ยี ่ิงใหญ่ ทรงพระนามว่า พระอลั ลอฮ์ พระอลั ลอฮ์ทรงเลือก
บุคคลท่ีพรอ้ มดว้ ยคณุ ธรรมอนั สูงส่ง ในแต่ละยุคแต่ละสมยั ใหเ้ ป็นศาสนทตู ของพระองค์ มี
หนา้ ท่นี าขอ้ บญั ญตั ิทางศาสนามาเผยแพร่แกม่ วลมนุษย์ ศาสนทูตองคส์ ุดทา้ ย คือ นบมี ฮุ มั มดั
ท่านเป็นอาหรบั กาเนิดทเ่ี มอื งมกั กะฮ์ มารดาชื่อ อามนี ะฮ์ เป็นชนในเผา่ กุร็อยชฺ ท่านศาสดาเป็น
กาพร้าต้งั แตเ่ ยาวว์ ยั ในเวลาตอ่ มาจึงตอ้ งไปอยใู่ นความอปุ การะของอาบฏู อลิบผเู้ ป็นลงุ โดยช่วย
ลุงเล้ียงปศุสัตว์ คา้ ขาย และทางานอื่นๆในครอบครวั เมื่อโตเป็นหนุ่ม ไดไ้ ปทางานกบั นางคอ
ดีญะฮ์ เศรษฐีม่าย โดยทา่ นทาหนา้ ทคี่ วบคุมกองคาราวานสินคา้ ไปขายยงั ประเทศใกลเ้ คียง ซ่ึง
ในเวลาตอ่ มาท้งั สองกไ็ ดแ้ ตง่ งานกนั มีบตุ รธิดาดว้ ยกนั ๖ คน
ในสมยั ทีท่ า่ นศาสดาถือกาเนิดน้นั สงั คมอาหรับอยใู่ นสภาพท่เี สื่อมโทรมมาก ผคู้ นมว่ั สุม
ด่ืมน้าเมาและเลน่ การพนนั การละเมดิ ประเวณีเกิดข้นึ เป็นประจา มีการฝังเดก็ หญงิ ท้งั เป็นเพราะ
ถือวา่ เป็นส่ิงอปั มงคล การแกแ้ คน้ ดว้ ยการประหัตประหารเป็นเรื่องปกตผิ คู้ นงมงายกบั การบชู า
รูปเคารพ และการประกอบพีกรรมตา่ งๆ ทีส่ ิ้นเปลืองและไรส้ าระ ทา่ นศาสดาพยายามหาหนทาง
แกป้ ัญหาในสงั คมทท่ี า่ นพบเหน็ อยเู่ สมอจนกระทงั่ วนั หน่ึงขณะทีท่ า่ นหลบไปหาความสงบ
วเิ วกในถ้าบนภูเขาอริ อฮ์ เทวทูตญิบรออลี ก็ไดน้ าโองการของพระเจา้ (พระอลั ลอฮ)์ มาประทาน
แกท่ ่าน ทา่ นศาสดามุฮมั มดั จงึ เริ่มประกาศศาสนา คนแรกท่ีเขา้ รบั นบั ถือ ศาสนาอสิ ลาม กค็ ือ
นางคอดีญะฮ์ ผเู้ ป็นภรรยา การประกาศศาสนาช่วงแรกเต็มไปดว้ ยความยากลาบากและถูก
ต่อตา้ นเพราะ ศาสนาอิสลาม ทาใหผ้ ูม้ ีอิทธิพลเสียผลประโยชน์ รวมท้งั ใหค้ นทว่ั ไปซ่ึงนบั ถือรูป
เคารพต่างๆ ขดั เคือง
หลงั จากประกาศศาสนาได้ ๑๓ ปี ทา่ นศาสดา และสาวกไดล้ ้ีภยั จากการตามลา้ งผลาญของ
ชาวเมืองมกั กะฮ์ โดยไปอยูท่ เ่ี มืองมะดีนะฮ์ ปี ท่ที า่ นศาสดามุฮมั มดั อพยพมาอยูเ่ มอื งมะดีนะฮ์น้ี
ถือเป็นการเร่ิมตน้ นบั ศกั ราช อิสลาม เรียกว่า ฮิจเราะหศ์ กั ราช (ฮ.ศ.) จนกระทงั่ ถึงปี พ.ศ.๑๑๗๓
ท่านศาสดาก็สามารถรวบรวมผูค้ นกลบั ไปยดึ เมอื งมกั กะฮ์ไวไ้ ด้ โดยปราศจากการสู้รบให้เสีย
เลอื ดเน้ือ ท่านศาสดาให้ทาลายรูปเคารพตา่ งๆ และประกาศนิรโทษกรรมแกช่ าวเมอื งที่เคยเป็น
ปฏปิ ักษต์ อ่ ทา่ น หลงั จากน้นั ท่านศาสดามุฮมั มดั กไ็ ดก้ ลบั ไปเมืองมะดีนะฮ์ ตอ่ มาภายหลงั ชน
อาหรบั เผา่ ต่างๆ และประเทศขา้ งเคียงก็ไดส้ ่งทูตเขา้ มาขอเป็นพนั ธมิตรบา้ ง เพอ่ื ขอรับนบั ถือ
ศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลาม จงึ ไดแ้ พร่ขยายไปทวั่ ดินแดนตะวนั ออกกลาง อินเดีย และทีอ่ น่ื ๆ
นบั ต้งั แต่บดั น้นั
ท่านศาสดามฮุ มั มดั ถึงแก่กรรมเมอื่ พ.ศ. ๑๑๗๕ ตรงกบั ฮ.ศ. ๑๑ ในขณะทีท่ ่านศาสดามี
ชีวิตอยูต่ ้งั แต่เป็นเดก็ เล้ยี งแพะ จนกระทงั่ เป็นศาสดา และเป็นประมุขแห่งประชาชาตอิ าหรบั
ทา่ นไดด้ ารงตนเป็นผเู้ สมอตน้ เสมอปลาย อยงู่ ่าย กินงา่ ย มเี มตตากบั ทุกคน โดยเฉพาะผทู้ ี่ยากไร้
และตา่ ตอ้ ย ทา่ นไมถ่ อื ยศถือศกั ด์ิ มกี าลงั ใจเขม้ แขง็ มคี วามยุติธรรม และความซ่ือสตั ยเ์ ป็นเลิศ
จนไดร้ ับฉายาต้งั แตส่ มยั เป็นหนุ่มว่า “อลั ลามีน” ซ่ึงแปลว่า ผซู้ ื่อสตั ย์
นกิ ายสาคัญ
ใน ศาสนาอสิ ลาม การแยกนิกาย มไิ ดอ้ ยทู่ ่คี วามขดั แยง้ เกี่ยวกบั ความเช่ือในหลกั คาสอน
หรือในการปฏิบตั ิศาสนกจิ แตอ่ ยูท่ ค่ี วามขดั แยง้ ทางการเมืองเป็นสาคญั กลา่ วคือ ก่อนสิ้นชีวติ
ท่านเป็นศาสดามฮู มั มดั มไิ ดต้ ้งั ใครเป็นทายาทสืบแทน หลงั มรณกรรมของท่าน กม็ ปี ัญหาเร่ือง
การต้งั ผูน้ าโลกมสุ ลมิ ซ่ึงเป็นท้งั ผูน้ าศาสนจกั ร และอาณาจกั รในเวลาเดียวกนั เหมือนกบั ท่ที า่ น
ศาสดาเคยเป็นกลุ่มคอวาริจญเ์ หน็ ว่าควรเลอื กต้งั กล่มุ ชีอะหว์ า่ ควรเอาผูส้ ืบเช้ือสายของทา่ น
ศาสดา
เหตกุ ารณ์ขดั แยง้ เหล่าน้ีทาให้เกดิ กล่มุ ศาสนาข้ึนอกี กลมุ่ หน่ึง ซ่ึงไม่เหน็ ดว้ ยกบั กลุ่ม คอ
วาริจญ์ เรียกวา่ ซุนนะห์ ( คนไทยเรียกสุหนี่ ) กลุม่ น้ีไมเ่ ป็นท้งั พวกคอวาริจญ์ และชีอะห์ แต่เป็น
พวกทีถ่ ือแนวของอลั - กุรอาน และซุนนะห์ ( ซุนนะห์ หมายถึง แบบแผนทีไ่ ดจ้ ากจริยวตั ร และ
โอวาทของท่านศาสดามุฮมั มดั )
นกิ ายต่างๆ ของศาสนาอิสลามมีดังน้ี
1) นิกายซุนนีหรือซุนนะห์ เคร่งครดั การปฏิบตั ติ าม คมั ภรี ์อลั -กุรอาน และซุนนะหเ์ ทา่ น้นั และ
ยอมรับผนู้ า 4 คนแรก ซ่ึงเป็นผใู้ กลช้ ิดทา่ นศาสดา มสุ ลมิ ส่วนใหญใ่ นโลกรวมท้งั ประเทศ
อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยนบั ถือนิกายน้ี
2) นกิ ายชีอะห์ ชีอะห์ แปลวา่ พรรคพวก หมายถงึ พรรคพวกทา่ นอาลนี นั่ เอง นิกายน้ีถอื ว่าท่าน
อาลี บตุ รเขยของศาสดามูฮมั มดั คนเดยี วเทา่ น้นั เป็นผูท้ ี่ถูกตอ้ ง ผถู้ ือนิกายน้ีส่วนใหญอ่ ยใู่ น
ประเทศอหิ ร่าน อริ กั เยเมน อนิ เดีย และประเทศในทวีปแอฟริกาดา้ นตะวนั ออก
คมั ภรี ์ทางศาสนา
คมั ภรี ์ทาง ศาสนาอสิ ลาม เรียกว่า คมั ภรี ์อลั -กุรอาน คมั ภรี ์น้ีถอื ว่าเป็นวจนะของพระเจา้ ที่
ไดป้ ระทานแกม่ วลมนุษยผ์ ่านทางทา่ นศาสดานบีมุฮมั มดั ซ่ึงเป็นบคุ คลทพ่ี ระเจา้ อลั ลอฮท์ รง
เลือกให้ทาหนา้ ทปี่ ระกาศศาสนา และเป็นผนู้ าในการปฏบิ ตั ิศาสนกิจตามคาสอนของพระองค์
พระอลั ลอฮ์ประทานคมั ภีร์แกท่ า่ นศาสดาโดยการดลใจ การทาให้เหน็ ภาพเวลาตกอยูใ่ นภวงั ค์
และการส่งเทวทูตมาพร้อมกบั โองการ ทา่ นศาสดาไดร้ บั โองการจากพระอลั ลอฮ์เป็นระยะๆ
ร่วมเวลาท้งั สิ้น 23 ปี เมอ่ื ไดร้ บั โองการมากใ็ ห้สาวกจดจารึกลงบนหิน หนงั สตั ว์ และอน่ื ๆ เกบ็
ไว้
คมั ภีร์อลั -กุรอาน แปลวา่ คมั ภีร์สาธยายมนต์ มี 30 ภาค 114 บท เป็นแนวทางการปฏิบตั ิ
สาหรบั บุคคลและสังคม มีคาสอนเกีย่ วกบั การทาความดี การดาเนินชีวิตอยรู่ ่วมกนั การแตง่ งาน
ความตาย อาชีพ การทามาหากิน รวมท้งั มีเร่ืองการเมือง เศรษฐกจิ กฎหมาย และสงั คมไวอ้ ยา่ ง
ครบถว้ น
ภาษาทใ่ี ชบ้ นั ทกึ คมั ภีร์อลั -กุรอาน คือ ภาษาอาหรบั ขอ้ ความในคมั ภีร์เป็นภาษาทีไ่ พเราะ
มิใชร่ อ้ ยแกว้ และมิใช่รอ้ ยกรอง แตก่ ็มีสัมผสั ในแบบของตวั เอง คมั ภรี ์แบง่ ออกเป็น 114 บท แต่
ละบทแบ่งเป็นโองการหรือวรรค มที ้งั หมด 6,000 โองการ ปัจจุบนั น้ีไดม้ กี ารแปล คมั ภีร์อลั -กุ
รอาน เป็นภาษาตา่ งๆ ทว่ั โลก ชาว มสุ ลิม ถือว่าคมั ภีร์น้ีเป็นสิ่งศกั ด์ิสิทธ์ิ เพราะทุกคา ทุก
ตวั อกั ษร เกิดจากพระอลั ลอฮ์ และเป็นความจริงท่ีบริสุทธ์ิ และเป็นธรรมนูญสาหรับชีวิต
สัญลักษณ์ ศาสนาอิสลาม"ดาวกบั เดือน"
ในสมยั กอ่ นเมื่อมุสลมิ ออกรบก็ไม่รูว้ า่ จะใชอ้ ะไรเป็นสัญลกั ษณใ์ นการทจ่ี ะรวมพล หรือตอ้ ง
ฐานทพั เพื่อทาใหม้ สุ ลิมรู้วา่ ตนเองอยูท่ ่ีฐานน้ี พวกเขาจงึ คดิ หาสัญลกั ษณเ์ ป็นรูปดาวเดือนนนั่ เอง
จุดเด่นของอสิ ลามหน่ึงท่ีไม่เหมอื นกบั ศาสนาอ่ืนคือ " ศาสนาอิสลามไม่มเี ครื่องหมาย หรือ
สญั ลกั ษณใ์ ดๆ ทเี่ ป็นสิ่งแทนศาสนาอสิ ลาม "แต่ดเู หมอื นว่าศาสนาอนื่ จะมสี ัญลกั ษณ์....แทน
ศาสนากนั ท้งั น้นั
ความเป็นมา : บรรดาแม่ทพั มสุ ลิมตา่ งสรรหาสญั ลกั ษณไ์ วบ้ นธงรบเพื่อให้เกิดความ
แตกตา่ งระหวา่ งรบพ่งุ กบั ศตั รู, แมท่ พั มสุ ลมิ บางคนก็ใชธ้ งสีเขียวเป็นสัญลกั ษณ์บา้ ง, บางคนก็
ใชส้ ีสนั ต่างๆ กนั ออกไป แต่มีแม่ทพั อยคู่ นหน่ึงให้ตวั อกั ษรภาษาอฺรบั ว่า " " نอกั ษรนูน ซ่ึง
หมายถงึ รศั มี คาเตม็ คือ " " نورอ่านว่า นูรฺ, โดยถอื เป็นคายอ่ ของ " " نوراللهอ่านว่า นูรุลลอฮ์
แปลวา่ รัศมีของอลั ลอฮ์, ภายหลงั ที่ใชต้ วั อกั ษรอาหรับวา่ " " نภายหลงั จากน้นั มุสลมิ หลายคน
พากนั พจิ ารณาคาว่า " " نซ่ึงเสน้ โคง้ ของตวั อกั ษร "นูน"คลา้ ยกบั จนั ทร์เส้ียว และจุดทอ่ี ยูต่ รง
กลางคลา้ ยกบั ดวงดาว, มสุ ลมิ ในรุ่นหลงั ๆ ก็ออกแบบจากตวั อกั ษรนูนให้กลายมาเป็นดวงดาวท่ี
ถูกวางไวช้ ว่ งส่วนโคง้ ของจนั ทร์เส้ียวตราบจนปัจจุบนั น้ี, ขา้ งตน้ เป็นตานานหน่ึงที่กล่าวถึงท่มี า
ของสญั ลกั ษณ์ดาวเดือน, มสุ ลิมในยคุ หลงั หรือในยคุ ปัจจบุ นั กเ็ ลยนาดาวเดือนมาเป็นสัญลกั ษณ์
ติดอยบู่ นโดมของมสั ญดิ หรือเป็นสญั ลกั ษณ์ไวต้ ามรา้ นคา้ มุสลมิ หรือเป็นสญั ลกั ษณบ์ นธงชาติ
ของประเทศมุสลมิ ฯลฯ แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามหากสญั ลกั ษณ์ ดาวเดือน ปรากฏ ณ ทใ่ี ด เราเองก็
สามารถแสดงไดล้ าดบั หน่งึ ว่าสถานที่แห่งน้นั ตอ้ งมีมสุ ลมิ อยา่ งแน่นอนนนั่ เอง.....
หลกั คาสอนพ้นื ฐาน
หลักการของอิสลาม แบ่งออกเป็ นส่วนใหญ่ๆ ได้ 2 ส่วน คือ
1.หลกั การอนั เป็ นข้อบังคบั สาหรับบคุ คล (ฟัรดอู ยั นยี ์) ไดแ้ ก่ หลกั การพ้ืนฐานอนั จาเป็น
สาหรบั มุสลมิ ทกุ คนจะตอ้ งรู้ ตอ้ งประพฤติ เริ่มต้งั แต่อายุ 3 ขวบเป็นตน้ ไป แบง่ ออกเป็น 3 ส่วน
ดงั น้ี
1.หลกั ศรัทธา หรือ ความเชื่อในศาสนา เรียกวา่ อมี าน
2.หลกั ปฏบิ ตั ิ หรือ หนา้ ทีใ่ นศาสนา เรียกวา่ อิบาดะห์
3.หลกั คุณธรรม หรือ หลกั ความดี เรียกว่า อิหซ์ าน
หลกั การท้งั 3 ส่วนน้ี ผนู้ บั ถือศาสนาอิสลามท้งั ทส่ี ืบทอดจากบิดามารดามาแตเ่ ดิม หรือ
เพ่ิงเขา้ รบั ใหมก่ ็ตาม จะตอ้ งศกึ ษาใหเ้ ขา้ ใจโดยถอ่ งแทแ้ ละสามารถประพฤตปิ ฏบิ ตั ิอยา่ งตอ่ เนื่อง
ตลอดไป
2 หลักการอันเป็ นข้อบังคบั สาหรับสังคม(ฟัรดูกฟิ ายะฮ์) ไดแ้ ก่ หนา้ ทตี่ า่ งๆ ทางสังคม ซ่ึง
นบั ต้งั แต่สังคมหน่วยเลก็ สุด คอื ครอบครวั จนถงึ สงั คมท่ใี หญท่สี ุดคือประเทศชาติ
บคุ คลจะตอ้ งรับผิดชอบสังคมดา้ นตา่ งๆ มากมาย ซ่ึงอิสลามไดม้ ีบญั ญตั ใิ หท้ ุกคนไดแ้ สดง
ความรับผิดชอบน้นั อยา่ งสมา่ เสมอในทุกๆ ดา้ น ทกุ คนตอ้ งเสียสละเพ่อื ครอบครัว เพอื่ สงั คม
เพ่อื ประเทศชาติ และเพื่อศาสนา สาหรับมุสลิมแห่งสยามกค็ อื ตอ้ งเสียสละเพอ่ื ชาติ ศาสนา
พระมหากษตั ริย์ อนั เป็นสถาบนั หลกั ของชาตไิ ทยเรา
โดยหลกั การน้ี ศาสนาอิสลามจงึ มิไดว้ างบทบญั ญตั แิ ตเ่ ฉพาะในดา้ นการปฏิบตั ศิ าสนาอยา่ ง
เดียว แตไ่ ดว้ างบทบญั ญตั แิ ละขอ้ กาหนดตา่ งๆ ท่ีเกี่ยวกบั ประเทศชาติเอาไวด้ ว้ ย ในอิสลามจึงมี
บทบญั ญตั ิเก่ียวกบั การเกบ็ ภาษี การจดั กองทพั การบริหารประเทศ การทตู เป็นอาทิ เป็นอกี ส่วน
หน่ึงแห่งคาสอน
1 ) หลักศรัทธา 6 ประการ ได้แก่
( 1 ) ศรัทธาต่อพระอลั ลอฮ์ มุสลิม เช่ือวา่ มพี ระเจา้ องคเ์ ดียวเป็นผูส้ รา้ งสรรพส่ิง ผเู้ ป็น มุสลิม
จะตอ้ งศรัทธาต่อพระอลั ลอฮเ์ พียงพระองคเ์ ดียวศรทั ธาในพระผเู้ ป็นเจา้ หมายถงึ ตอ้ งเชื่อมน่ั
และศรทั ธาในพระเจา้ ซ่ึงเรียกว่า "อลั ลอฮ์ พระองคท์ รงเป็นพระเจา้ และมีอยจู่ ริง มสุ ลมิ ทุกคน
ตอ้ งศรัทธาในอลั ลอฮ์ ว่าเป็นพระเจา้ องคเ์ ดียว" และเป็นผทู้ รงคุณลกั ษณะดงั น้ี คือ ทรงมีอยา่ ง
แน่นอน ไมม่ ีขอ้ สงสยั ทรงมีมากอ่ นสรรพส่ิงท้งั ปวง ทรงเป็นผสู้ รา้ งทกุ ส่ิงทกุ อยา่ งในเอกภพ
ทรงดารงอยูไ่ ดโ้ ดยพระองคเ์ อง ไมม่ ีใครสร้างพระองค์ ทรงเป็นผูม้ ีอยตู่ ลอดกาล ไมม่ จี ุดเริ่มตน้
และไม่มีจดุ จบทรงเอกานุภาพ ไมม่ สี ิ่งใดเป็นภาคี ทรงสรรพเดช ทรงเป็นสพั พญั ญู ทรงความ
ยุติธรรม ทรงพระเมตตา ทรงเป็นผพู้ พิ ากษาในการตดั สินชีวิตมนุษยใ์ นวนั สุดทา้ ยที่เรียกว่า วนั
พพิ ากษา
ศรัทธาท่ีแทจ้ ริงของมสุ ลมิ ตอ่ อลั ลอฮ์น้นั หมายถึงการถวายท้งั กายและใจใหแ้ ก่พระองค์
การปฏบิ ตั ผิ ิดไปจากน้ี เช่น การยอมรับนบั ถือพระเจา้ องคอ์ นื่ ดว้ ย หรือการนบั ถือสิ่งอน่ื ใด
เทียบเทา่ พระองคถ์ อื วา่ เป็นบาปมหันตท์ ีม่ ิอาจยกโทษใหไ้ ด้ มุสลิมทีศ่ รัทธาตอ่ อลั ลอฮ์อยา่ ง
แทจ้ ริงจะทาให้เขาละเวน้ จากการทาชว่ั ทาแต่ความดี มพี ลงั ใจทจี่ ะเผชิญกบั เหตุการณ์ตา่ งๆ ไม่
ว่าจะดีหรือรา้ ย การศรัทธาตอ่ อลั ลอฮจ์ ึงเป็นหัวใจของการเป็นมสุ ลิม
( 2 ) ศรัทธาต่อเทพบริวารของพระอัลลอฮ์ (เทวทตู ) คอื ผรู้ บั ใชพ้ ระเจา้ ซ่ึงมจี านวนมากมีหนา้ ท่ี
ตา่ งๆ กนั เทวทตู เป็นคนกลางทาหนา้ ทีส่ ่ือสาร ระหวา่ งท่านนบมี ฮุ มั มดั กบั พระเจา้ กล่าวคือ
ท่านนบมี ฮู มั มดั ไดร้ บั โองการจากพระเจา้ โดยทางเทวทตู ซ่ึงเรียกวา่ “ มลาอีกะฮ์ ” เป็นวิญญาณ
ที่มองไมเ่ หน็ แต่สามารถแปลงร่างเป็นมนุษยไ์ ดต้ ามบญั ชาของพระอลั ลอฮ์
คณุ ลกั ษณะของมลาอกิ ะห์มีดงั น้ี
- เป็นส่ิงทีอ่ ลั เลาะฮท์ รงสรา้ งข้ึนเพอ่ื ทาหนา้ ทต่ี า่ งๆ ตามทีพ่ ระองคก์ าหนด
- ไมต่ อ้ งการหลบั นอน
- จาแลงเป็นรูปร่างตา่ งๆ ได้
- ไม่มีบิดา มารดา บุตร ภรรยา
- ปฏิบตั คิ ุณธรรมลว้ น
- ไม่ละเมดิ ฝ่าฝื นบญั ชาของอลั ลอฮฺเลย
- ไม่กิน ดื่ม ขบั ถา่ ย ไมม่ ีกิเลสตณั หา
มลาอิกะหป์ ฏิบตั ิหนา้ ทีต่ ามคาส่ังของพระเจา้ อยา่ งเคร่งครดั ซ่ึงมจี านวนมากมาย
มหาศาล เท่าทม่ี รี ะบุช่ือและหนา้ ทเี่ ฉพาะกม็ อี ยู่ 10 มลาอกิ ะห์ คือ
1. ยิบรออลี ทาหนา้ ทส่ี ่ือโองการพระเจา้ กบั ศาสดา
2. มีกาฮีล ทาหนา้ ทนี่ าโชคลาภจากพระเจา้ สู่โลก
3. อิมรอพีล ทาหนา้ ทเี่ ป่ าสังขใ์ นวนั สิ้นโลก
4. อสิ รออลี ทาหนา้ ที่ถอดวญิ ญาณของมนุษยแ์ ละสัตว์
5. รอกีบ ทาหนา้ ทบ่ี นั ทกึ ความดีและความชวั่ ของมนุษย์
6. อะติด ทาหนา้ ทบี่ นั ทกึ ความดีและความชวั่ ของมนุษย์
7. มงุ กรั ทาหนา้ ทีส่ อบถามคนตายในกบุ ูร (หลมุ ฝังศพ)
8. นะกีร ทาหนา้ ทีส่ อบถามคนตายในกุบรู (หลมุ ฝังศพ)
9. ริดวาน ทาหนา้ ทดี่ ูแลกิจการของสวรรค์
10.มาลิก ทาหนา้ ที่ดแู ลกิจการของขมุ นรก
ผูท้ ีจ่ ะเป็นมุสลิมอยา่ งสมบูรณไ์ ดต้ อ้ งศรทั ธาวา่ เทวทตู เหลา่ น้ีมีจริงอนั จะเป็นผลดีแกผ่ ู้
ศรัทธาเอง คือจะทาใหเ้ ขาทาแตค่ วามดี ละเวน้ ความชวั่ เพราะแตล่ ะคนมเี ทวทูตคอยบนั ทกึ ผล
ความดีและความชว่ั อยตู่ ลอดเวลา
(3 ) ศรัทธาในพระคมั ภีร์ท้งั หลาย คอื คมั ภรี ์ทีพ่ ระเจา้ ไดป้ ระทานมาก่อนหนา้ น้ี 104 คมั ภรี ์ ซ่ึง
รวมท้งั คมั ภรี ์ของศาสนายดู าย และศาสนาคริสต์ แต่ใหถ้ อื ว่าคมั ภีร์อลั -กุรอาน เป็นคมั ภีร์สุดทา้ ย
และสมบูรณท์ ส่ี ุด ทีพ่ ระเจา้ ไดป้ ระทานพรลงมาให้แกม่ นุษยชาติ โดยผา่ นทางศาสดามฮุ มั มดั
คมั ภรี ์ทวี่ ่าน้ีหมายถงึ คมั ภรี ์จานวน 104 เลม่ ทอ่ี ลั เลาะฮ์ไดป้ ระทานแก่เหล่าศาสนทตู ของ
พระองค์ เพอ่ื นามาประกาศเผยแผแ่ ก่ปวงประชาชาตใิ หเ้ หินห่างจากความมืดมนไปสู่ทางอนั
สวา่ งไสวและเทีย่ งตรง ซ่ึงคมั ภรี ์ทส่ี าคญั มีอยู่ 4 คมั ภรี ์ คอื
1. คมั ภรี ์โตราห์ หรือเตารอต (Torah) ประทานแกน่ บมี ูซาหรือโมเสส (Moses) เป็นภาษา
ฮีบรู
2. คมั ภรี ์ซะบูร์ (Zaboor) ประทานแก่นบดี าวูดหรือดาวดิ (David) เป็นภาษาอยี ิปตโ์ บราณ
3. คมั ภรี ์อนิ ญีล (Injeel or Gospel) ประทานแก่นบอี ีซาหรือเยซู (Jesus) เป็นภาษาซีเรีย
โบราณ
4. คมั ภรี ์อลั -กุรอาน (Al-Quran) ประทานแกน่ บมี ฮุ มั มดั (Muhammad) เป็นภาษาอาหรับ
อลั กุรอาน เป็นคมั ภรี ์ฉบบั สุดทา้ ยทีส่ มบูรณ์ทีส่ ุดและมุสลมิ เชื่อว่าท่านนบีมฮุ มั มดั เป็นนบีคน
สุดทา้ ย
คัมภรี ์ต่างๆ ท้ังหมดนสี้ รุปคาสอนได้เป็ น 2 ประการ คอื
1. สอนถึงความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งมนุษยก์ บั พระเจา้
2. สอนถงึ ความสัมพนั ธร์ ะหว่างมนุษยก์ บั มนุษยด์ ว้ ยกนั
( 4 ) ศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูต ศาสนทตู เป็นมนุษยธ์ รรมดา แต่พระเจา้ ไดเ้ ลอื กสรรว่าเป็นคนดี
เหมาะแกก่ ารทจ่ี ะเป็นผปู้ ระกาศศาสนา ซ่ึงท่านนบีมุฮมั มดั เป็นศาสนทตู องคส์ ุดทา้ ย
มสุ ลิมเชื่อวา่ ศรัทธา โลกมนุษยใ์ นแตล่ ะยุคทผ่ี า่ นมานบั จากยคุ แรก คือ อาดมั น้นั ตอ้ งมีศาสดา
หรือ ศาสนทตู เป็นผรู้ ับบทบญั ญตั ขิ องพระเจา้ มาประกาศเพือ่ เผยแผ่โองการของพระเจา้ ซ่ึงศา
สนทตู น้นั มจี านวนมากมาย ลกั ษณะคาประกาศของแตล่ ะศาสดายอ่ มผดิ แปลกไปตามยคุ สมยั
แตส่ ่ิงหน่ึงท่ที ุกศาสดาประกาศออกมาเหมอื นกนั คอื ความเชื่อในพระเจา้ องคเ์ ดียวกนั และหา้ ม
กราบไหวบ้ ูชาวตั ถโุ ดยส้ินเชิง บรรดาศาสดาท่รี บั โองการพระเจา้ ามาเผยแผ่เทา่ ท่ีมีปรากฏใน
คมั ภรี ์อลั กุรอานมที ้งั ส้ิน 25 ทา่ น คอื 1.นบีอาดมั (อ.ล. ) 14. นบอี ซี า (อ.ล.)
2.นบอี ิบรอฮีม(อ.ล.) 15. นบีอนิ ยาส (อ.ล.)
3. นบอี ิสฮากร (อ.ล.) 16. นบอี ิสมาอลี (อ.ล.)
4. นบียากฟู (อ.ล.) 17.นบีอลั ยา่ ซะอ์ (อ.ล.)
5. นบนี วั ฮ์ (อ.ล.) 18. นบยี ูนุส (อ.ล.)
6.นบดี าลูด (อ.ล.) 19. นบีลูด (อ.ล.)
7. นบสี ุไลมาน(อ.ล.) 20. นบอี ิดรีส (อ.ล.)
8. นบีไอยบู (อ.ล.) 21. นบีฮดู (อ.ล.)
9.นบียูซูบ (อ.ล.) 22. นบีซู่ไอบ (อ.ล.)
10. นบีมูซา (อ.ล.) 23. นบีซอและซ์ (อ.ล.)
11. นบฮี ารูน (อ.ล.) 24. นบีซุลกิฟลี่ (อ.ล.)
12. นบซี าการีบา (อ.ล.) 25.นบีมฮุ มั มดั (ศอ็ ลฯ)
13. นบยี าหยา่ (อ.ล.)
คุณสมบัตขิ องศาสนทูตมี 4 ประการคือ
1.ศิดกนุ คือ วาจาสตั ย์ ไมพ่ ูดเทจ็
2.อะมานะฮ์ คอื ไวว้ างใจได้ ซ่ือสตั ยส์ ุจริต ไมก่ ระทาความชวั่ ฝ่าฝืนบทบญั ญตั ิ
ของอลั ลอฮ์
3.ตบั ลิค คอื นาศาสนามาเผยแผแ่ กม่ นุษยโ์ ดยทว่ั ถึงไมป่ ิ ดบงั แมแ้ ตน่ อ้ ย
4.ฟะตอนะฮ์ คอื เฉลยี วฉลาด
บรรดาศาสดาทกุ ทา่ น เป็นมนุษยธ์ รรมดาน่ีเอง จงึ ดารงชีวติ แบบสามญั ชนทว่ั ไป มกี าร
กินอยหู่ ลบั นอน แตง่ งานและประกอบอาชีพ
( 5 ) ศรัทธาในวันพพิ ากษา คอื วนั สุดทา้ ยของโลก ชาว มสุ ลิม เชื่อว่าโลกมีวนั แตกดบั เมอื่ ถึงวนั
น้นั มนุษยท์ ุกคนตอ้ งตาย และจะถกู ทาให้ฟ้ืนข้ึนมา เพอ่ื พจิ ารณาโทษ ดว้ ยการสอบสวนพพิ ากษา
ตามความดีความชวั่ ท่ตี นไดก้ ระทาไว้
ศาสนาอิสลามเรียกโลกในปัจจบุ นั ว่า "โลกดนุ ยา" และอธิบายว่า ดุนยาเป็นโลกแห่งการทดลอง
ไม่จีรงั ยงั่ ยืน รอวนั แห่งความพนิ าศแตกสลายเรียกวา่ "วนั กียามะฮฺ" ซ่ึงเป็นวนั พิพากษาหรือวนั
กาเนิดปรโลก โลกใหมท่ เี่ กิดข้นึ ในวนั ดงั กล่าวเป็นโลกอมตะ เรียกว่า "โลกอาคีรตั " มนุษยแ์ ละ
สรรพสิ่งท้งั หลายทีเ่ กิดข้ึนในโลกน้ีจะมชี ีวิตเป็นนิรันดรในวนั กียามะฮ์ น้ี ทุกชีวิตทตี่ ายไปแลว้
จะกลบั ฟ้ืนคืนชีพอกี คร้ังหน่ึง เพ่ือชาระผลกรรมทท่ี าไวส้ มยั ทีม่ ชี ีวติ อยู่ มุสลมิ ผศู้ รัทธาในวนั
พพิ ากษาและสรา้ งสมความดีไวม้ ากจะไดไ้ ปสู่ปรโลกพบกบั ชีวติ นิรนั ดร
( 6 ) ศรัทธาในการกาหนดสภาวะของโลก และชีวติ ว่าเป็ นไปตามเจตจานงของพระอัลลอฮ์
มสุ ลิมทกุ คนจะตอ้ งศรทั ธาวา่ กาหนดการตา่ งๆ ในโลก และชีวติ ของบคุ คลแตล่ ะคนเป็นไปโดย
อานาจของพระเจา้ ท้งั สิ้น มนุษยต์ อ้ งปฏบิ ตั ิตามครรลองทถี่ กู กาหนดไวแ้ ลว้ การดิ้นรนขวนขวาย
และวริ ิยภาพของมนุษยด์ าเนินไปจะอยภู่ ายใตข้ อ้ กาหนดดงั กล่าวน้ีท้งั ส้ิน
ความเช่ือในอานาจการลขิ ติ ของพระเจา้ น้ี มไิ ดห้ มายถึงการตดั ทอนในดา้ นสรา้ งสรรค์
ของมนุษยแ์ ตอ่ ยา่ งใด ซ่ึงจะทาให้มนุษยเ์ กียจครา้ นและไม่คิดจะทาหนา้ ท่อี ะไรโดยทกุ สิ่งเป็น
กาหนดของพระเจา้
ความเชื่อขอ้ น้ีนามาประกอบในการดาเนินชีวติ ของมนุษยไ์ ดเ้ ป็นอยา่ งดีและสุขมุ มีสติ
และไม่ประมาท ให้มสี ติ ต้งั มน่ั วา่ ทกุ ส่ิงทุกอยา่ งดาเนนิ ไปโดยการลิขิตของพระเจา้ ซ่ึงมนุษยเ์ อง
ก็ดิน้ รนพยายามและมุ่งมนั่ อยูเ่ สมอ มคี วามขยนั ขนั แขง็ และเร่ิมบกุ เบิกการงานความคิดทกุ
ประการ ดว้ ยจติ ใจทส่ี านึกอยเู่ สมอวา่ อยภู่ ายใตข้ อ้ กาหนดของพระเจา้ อยเู่ ป็นนิตย์ ดงั น้นั ผลของ
การกระทากิจการท้งั หลายไม่ว่าจะสาเร็จหรือไมส่ าเร็จกต็ าม มนุษยก์ ็จะมีสตสิ ัมปชญั ญะมน่ั คง
เสมอ
(2 ) หลกั ปฏบิ ตั ิ 5 ประการ
หลกั ปฏบิ ตั ิหรือหนา้ ทใ่ี นศาสนา (อบิ าดะห)์ ศาสนาอสิ ลามเป็นศาสนาประเภท "เอก
เทวนิยม" (Monotheism) คอื นบั ถือพระเจา้ องคเ์ ดียวว่าสูงสุดคือ พระอลั ลอฮ์ มีคณุ ลกั ษณะที่
สมบรู ณท์ ส่ี ุด สรา้ งทุกส่ิงทกุ อยา่ งไดแ้ ละสามารถทาลายทุกสิ่งทกุ อยา่ งได้ ในส่วนท่ีเกี่ยวกบั การ
ปฏบิ ตั นิ ้นั มสุ ลิมทุกคนจะตอ้ งถือเป็นหนา้ ท่แี ละเป็นกิจวตั รอนั จะขาดมไิ ด้
การปฏิบตั ิพิธีกรรมทางศาสนาของ ศาสนาอสิ ลาม จะปฏิบตั ิในสถานที่ที่
เรียกว่า “ มสั ยดิ ” หรือ “ สุเหร่า ” ชาว มุสลมิ จะตอ้ งปฏิบตั ิศาสนกิจให้พรอ้ มท้งั 3 ทาง คอื กาย
วาจา และใจ หลกั ปฏบิ ตั สิ าคญั ใน ศาสนาอสิ ลาม 5 ประการ ไดแ้ ก่
(1 ) การปฏญิ าณตน มสุ ลมิ ต้องกล่าวปฏิญาณว่า “ ข้าพเจ้า ขอปฏญิ าณว่า ไม่มีพระเจ้าอืน่ ใด
นอกจากอลั ลอฮ์ และแท้จริงมุฮัมมัดเป็ นศาสนทตู ( รอซูล ) ของอลั ลอฮ์ “ การปฏญิ าณน้ี
เปรียบเสมือนหัวใจของ ศาสนาอสิ ลาม ตอ้ งทาดว้ ยความบริสุทธ์ิใจ และมิใชท่ าคร้งั เดียว แตต่ อ้ ง
ทาเสมอเม่ือนมสั การพระเจา้ (ละหมาด) "ขา้ พเจา้ ขอปฏญิ าณตนว่า ไม่มพี ระเจา้ องคอ์ นื่ ใด
นอกจากพระอลั ลอฮ"์ และ "ขา้ พเจา้ ของปฏิญาณตนว่า นบีมะหะหมดั เป็นศาสนทูตแห่ง
พระอลั ลอฮ์" โดยประโยคท่ปี ฏญิ าณดงั กลา่ วน้ี เมอื่ ผใู้ ดกลา่ วดว้ ยความสานกึ อนั จริงใจและดว้ ย
ความศรทั ธามนั่ คงและพรอ้ มทจี่ ะปฏิบตั ิตามบทบญั ญตั อิ สิ ลามกถ็ ือว่าเป็นมุสลิมแลว้ หรือจะเพ่ิม
คาปฏิญาณเขา้ อีกเพอ่ื ความต้งั มน่ั อยา่ งแทจ้ ริง ไมค่ ลอนแคลนในการนบั ถอื ศาสนาอิสลาม โดย
กล่าวว่า
1. จะไม่เคารพบูชารูปใดๆ นอกจากพระอลั ลอฮ์
2. จะประพฤตติ นในทางบริสุทธ์ิและเป็นธรรมเป็นนิตย์
3. จะยอมเชื่อฟังถอ้ ยคาในทางทถี่ กู ทค่ี วรของทา่ นนบีทกุ ประการ
( 2 ) การละหมาด คือ การนมสั การ หรือ การแสดงความเคารพต่อพระเจา้ ท้งั ทางร่างกาย และ
จิตใจ ชาว มสุ ลิม ทุกคนจะตอ้ งปฏิบตั ิละหมาดวนั ละ 5 เวลา คือ ย่ารุ่ง กลางวนั เยน็ พลบคา่ และ
กลางคืน ซ่ึงก่อนทาละหมาดจะตอ้ งชาระร่างกายให้สะอาด และสารวมจิตใจให้สงบ
การละหมาด หรือ สวด (นมาซ หรือ นมสั การ) การละหมาดหรือการนมสั การพระเจา้ คอื การ
แสดงความเคารพต่อพระเจา้ เป็นการปฏิบตั เิ พื่อแสดงความภกั ดีตอ่ พระเจา้ เป็นการปฏบิ ตั เิ พือ่
แสดงความภกั ดีต่อพระเจา้ การสารวมจิตระลึกถึงพระเจา้ การละหมาดเป็นการขดั เกลาจติ ให้
สะอาดบริสุทธ์ิอยตู่ ลอดเวลา นอกจากน้ียงั เป็นการสรา้ งพลงั ใหแ้ ขม้ แขง็ การสารวมจติ หรือการ
ทาสมาธิเพ่ือมใิ ห้จติ ใจวอกแวกไปในเร่ืองต่างๆ เป็นภาวะที่จิตใจไดเ้ ขา้ ไปสมั ผสั กบั ความเป็น
เอกภาพกบั พระเจา้ ทาใหจ้ ติ สงบ ต้งั มนั่ อดทน ผูท้ ีม่ คี วามทุกขแ์ ละประสบปัญหาชีวติ ในดา้ น
ต่างๆ การละหมาดเป็นเคร่ืองชว่ ยท่ดี ีทส่ี ุด ท้งั ยงั ฝึกตนเองใหต้ รงตอ่ เวลา มีความรบั ผดิ ชอบใน
หนา้ ท่ี ใหอ้ ยูใ่ นระเบยี บวนิ ยั รักษาความสะอาด และยงั เป็นการบริหารร่างกายอยา่ งดียิ่ง หากเป็น
การละหมาดรวมยงั เป็นการแสดงออกถึงความสามคั คพี รอ้ มเพรียง ความเสมอภาค และภราดร
ภาพอกี ดว้ ยการทาละหมาด เป็นกิจท่ตี อ้ งทาเป็นประจาในหลายวาระ คอื
วิธีทาละหมาด ใหเ้ ริ่มดว้ ยการชาระร่างกายใหส้ ะอาด และอาบน้าละหมาดตามแบบดงั น้ี
1. ต้งั เจตนาว่าจะอาบน้าละหมาด
2. ลา้ งมอื ท้งั สองขา้ งจนถงึ ขอ้ มอื
3. บว้ นปากและลา้ งรูจมกู 3 คร้งั ใหส้ ะอาด
4. ลา้ งหนา้ 3 คร้ัง ใหท้ วั่ บริเวณหนา้ ให้สะอาด
5. ลา้ งแขนท้งั สองขา้ ง 3 คร้งั ต้งั แต่ปลายน้ิวมอื ถึงขอ้ ศอกโดยลา้ งขา้ งขวากอ่ นขา้ งซ้าย
6. เอามือขวาชุบน้าลูบศรีษะ 3 คร้ัง ต้งั แต่ดา้ นหนา้ ถึงดา้ นหลงั
7. เอามือท้งั สองชุบน้าเชด็ ใบหูท้งั สองขา้ ง 3 คร้งั ใหเ้ ปี ยกทวั่ ท้งั ภายนอกและภายใน
โดยเช็ดพรอ้ มกนั ท้งั สองขา้ ง
8. ลา้ งเทา้ ท้งั 2 ขา้ ง 3 คร้งั ให้ทวั่ จากปลายเทา้ ถงึ เลยตาตมุ่ โดยลา้ งเทา้ ขวาก่อนเทา้ ซา้ ย
เม่อื เสร็จจากการอาบน้าละหมาดก็ให้สวมเส้ือผา้ ที่สะอาด และปิ ดอวยั วะสงวนโดย
- ผชู้ ายตอ้ งปิ ดระหวา่ งสะดือกบั หัวเข่า
- ผหู้ ญงิ ปิ ดท้งั ร่าง ยกเวน้ ใบหนา้ และฝ่ามือ
แลว้ หนั หนา้ ไปทาง "กิบละฮ"์ (กะอบ์ ะฮ์ บยั ตบุ เบาะห)์ ดว้ ยจิตใจอนั สงบ มีสมาธิและม่งุ
ต่อพระเจา้ แลว้ ปฏิบตั ิ ดงั น้ี
1. ต้งั เจตนาแน่วแน่ในการปฏิบตั ิ
2. ยกมือจดระดบั บา่ พร้อมท้งั กลา่ วตกั บรี กล่าวอลั ลอฮูกกั บรั ซ่ึงแปลว่า อลั ลอฮ์ ทรง
ยงิ่ ใหญ่ แลว้ ยกมือลงมากอดอก
3. ยนื ตรงในทา่ เดิม พร้อมกบั อ่าน "บางบทจากคมั ภรี ์อลั กรุ อาน" หรือบทฟาตีฮะห์
หรือบทอน่ื ๆ ตามตอ้ งการ
4. กม้ ลง ใชม้ อื ท้งั สองจบั เขา่ ไว้ ศีรษะทาแนวตรงกบั สนั หลงั ไม่หอ้ ยลงและไมเ่ งยข้นึ
พร้อมท้งั อ่านว่า "ซุบฮานะริบบยิ นั อะซีวะบิฮมั ดิฮฺ" 3 คร้ังเป็นอยา่ งนอ้ ย
5. เงยข้นึ มาสู่ทยี่ นื ตรง พรอ้ มท้งั กลา่ วว่า "สมิอลั ลฮุลมิ นั ฮะมิดะฮ์ รอบบะนาละกลั ฮ้มั
ดุ"
6. กม้ ลงกราบโดยใหห้ นา้ ผากและจมกู จดพ้นื มอื วางแนบพ้นื ในระดบั เขา่ หัวเข่าท้งั
สองวางบนพ้นื และปลายนิ้วสมั ผสั พ้นื พรอ้ มกบั อา่ นว่า "ซุบฮานะรอบบิยลั อะฮฺลาวะบฮิ มั ดิ
ฮี" 3 คร้ังเป็นอยา่ งนอ้ ย
7. ลกุ ข้ึนมานงั่ พกั พรอ้ มกบั อา่ นบทขอพร
8. กม้ ลงกราบคร้งั ท่ีสองแบบเดียวกบั คร้ังแรก การกระทาตามลาดบั ดงั กล่าวน้นั ถือว่า
"หน่ึงร็อกอะฮ"์
9. จากน้นั ข้ึนมายนื ตรง แลว้ ยอ้ นกลบั ไปเร่ิมตน้ ปฏบิ ตั ิตามลาดบั ตามท่ีกล่าวไวแ้ ลว้
และในร็อกอะฮ์ท่สี องใหท้ าอยา่ งน้ี
10. เม่ือข้นึ จากการกราบคร้งั ท่สี อง พรอ้ มกบั อา่ นตะฮียะฮ์ คอื "อตั ตะฮียาตุลมบู ารอกา
ตุสซอลาตตุ ตอยยปิ ิ ตลุ ิลลาฮ์ อสั ลามุอาลยั กะอยั ยฮุ นั นะปิ ยวุ ะ เราหมะตลุ ลอฮิวะบะรอกาตุฮ
อสั สะลามุอาลยั นาวะอะลาอบิ าติซซอลิฮีนอซั ฮะดอุ ลั า
ฮะอลิ ลลั ดอฮุวะอซั ฮะดุอนั นะมุฮมั มะดรั รอซูลลุ ลอฮิ อลั ลอฮ์ฮุมมะซอลลอิ ะลามฮุ ามดั อะลาอะ
ลีมฮุ มั มดั "
หากละหมาดน้นั มีเพยี งสองร็อกอะฮ์ กไ็ มต่ อ้ งข้ึนใหก้ ระทาร็อกอะฮต์ อ่ ไป แตถ่ า้ เป็น
ละหมาดทม่ี รี ็อกอะฮ์ทม่ี ี 3-4 กใ็ ห้ข้ึนกระทาตามลาดบั ดงั กลา่ วจนครบจานวนโดย
- ถา้ เป็นละหมาด 3 ร็อกอะฮ์ ถึงการกราบคร้งั ที่ 2 ของร็อกอะฮท์ ี่ 3 ลุกมาอา่ นตะฮียะฮ์
- ถา้ เป็นละหมาด 4 ร็อกอะฮ์ ก็ลกุ จากการกราบคร้ังที่ 2 ของร็อกอะฮ์ ข้นึ มายนื ตรงทา
ต่อในร็อกอะฮ์ท่ี 4 ตามลาดบั จนถึงการนง่ั อา่ นตะฮียะฮ์สุดทา้ ย
11. ใหส้ ลาม คือ อ่านว่า "อสั ลามุอะลยั กมุ วะเราะหม์ ะตลุ ลอฮ"์ ทาพรอ้ มกบั เหลยี วไป
ทางขวาและว่าอกี คร้งั พรอ้ มกบั เหลยี วไปทางซ้าย จากน้นั กย็ กมอื ข้ึนลบู หนา้ เป็นอนั เสร็จพธิ ี
อน่ึงก่อนพิธีละหมาดจะเริ่มข้ึนจะมผี บู้ อกโดยใชว้ ิธีตะโกนจากหอสูง เม่ือทกุ คนมาประชุม
พรอ้ มกนั แลว้ หัวหนา้ ในพิธีการน้นั กจ็ ะเป็นผนู้ า วนั สวดมนตใ์ หญ่ คือ วนั ศุกร์
( 3) การถือศีลอ การถอื ศีลอด คือ งดเวน้ จากการกระทาต่างๆ ดงั ตอ่ ไปน้ีต้งั แต่แสงอรุณข้ึน
จนถงึ ตะวนั ตกในเดือนรอมะฎอน (เดือนที่ 9 ของ ฮิจเราะห์ศกั ราช) เป็นเวลา 1 เดือน คอื
1. งดการกินและการดื่ม
2. งดการมีเพศสมั พนั ธ์
3. งดการใชว้ ตั ถุภายนอกเขา้ ไปในอวยั วะภายใน
4. งดการแสดงอารมณ์รา้ ยและความผดิ ตา่ งๆ พรอ้ มท้งั กระทาในสิ่งตา่ งๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ทานมสั การพระเจา้ ใหม้ ากกวา่ วนั ธรรมดาถา้ เป็นการถอื ศีลรอมะฎอนใหท้ าละหมาด
ตะรอวีห์จานวน 20 ร็อกอะฮ์
2. อา่ นคมั ภรี ์อลั กรุ อานให้มาก
3. สารวมอารมณแ์ ละจิตใจใหด้ ี
4. ทาทานแกผ่ ยู้ ากไรแ้ ละบริจาคเพื่อการกศุ ล
5. กลา่ ว "ซิกิร" อนั เป็นบทราลึกถงึ พระเจา้
6. ให้นงั่ สงบสตสิ งบจติ "อติ ติกาฟ" ในมสั ยดิ
การถอื ศีลอดมเี ป้าหมายเพอ่ื เป็นการฝึกฝนใหต้ วั เองมจี ติ ผูกพนั และยาเกรงตอ่ พระเจา้ เพอ่ื
การดาเนินชีวติ ในทุกดา้ นตามคาบญั ชาของพระองค์ อนั เป็นผลดีทาให้เกิดปกติสุขท้งั ส่วนตวั
และส่วนสงั คม
นอกจากน้นั ประโยชน์ของการถือศลี อดยงั อานวยในดว้ นสุขภาพอนามยั อกี ดว้ ย เพราะการ
ถอื ศีลอดเป็นการอดอาหารในช่วงเวลาทถ่ี ูกกาหนดไวอ้ ยา่ งตายตวั น้นั จะทาใหร้ ่างกายไดล้ ะลาย
ส่วนเกินของไขมนั ทสี่ ะสมเอาไว้ อนั เป็นบ่อเกิดของโรครา้ ยหลายประการดว้ ยกนั ดงั ทท่ี ราบๆ
กนั อยแู่ ลว้
การถอื ศลี อดเป็นการเพิ่มพูนภมู ิตา้ นทานแกร่ ่างกาย ทาให้ร่างกายเคยชินกบั ความหิวดว้ ย
และการรบั ประทานอาหารตรงตามเวลา เพราะใน 24 ชวั่ โมง ผูถ้ ือศีลอดจะรับประทานอาหาร
สองม้อื คอื ม้อื ตอนดึกกอ่ นฟ้ารุ่งสางและม้อื คา่ เมอื่ อาทิตยล์ บั ขอบฟ้า
การถอื ศลี อดทาใหเ้ กิดการประหยดั ท้งั อาหารของโลก และสิ่งฟ่ มุ เฟือยสิ่งตา่ งๆ อกี
มากมาย สมมุติท้งั โลกมมี สุ ลิมท้งั หมดในหน่ึงเดือนที่ถอื ศีลอด เม่ือนามาจา่ ยคา่ อาหารทีล่ ดลงจะ
เป็นจานวนมหาศาล เทา่ กบั เดือนถอื ศีลอดน้นั มสุ ลิมช่วยทาใหโ้ ลกประหยดั โดยตรง
สาเหตุทาให้เสียศีลอด
1. รบั ประทานอาหารหรือเคร่ืองดื่ม
2. อาเจยี นโดยเจตนา
3. ร่วมประเวณี
4. เสียสติ
5. นาวตั ถุเขา้ ไปในช่องภายในของร่างกาย เชน่ รูหู ทวาร เป็นตน้
6. มเี ลอื ดประจาเดือนหรือเลอื ดหลงั คลอด
7. ทาให้อสุจเิ คลือ่ น
8. ส้ินสภาพอิสลาม
จุดมงุ่ หมายของการถือศีลอดเพือ่ ฝึกฝนทางดา้ นร่างกายและจิตใจ ใหม้ คี วามหนกั แน่นต่อไป
โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในหลกั ชะกาต
มุสลมิ ที่บรรลนุ ิตภิ าวะทางร่างกายดงั ทีก่ ล่าวมาแลว้ ในเรื่องละหมาด ทกุ คนจะตอ้ งถอื ศลี อด
ยกเวน้ สาหรับบคุ คลบางประเภทตอ่ ไปน้ี
1. คนชรา
2. คนป่ วยหรือสุขภาพไม่ดี
3. หญงิ ทม่ี ีครรภท์ ่ีเกรงว่าจะเป็นอนั ตรายแก่บุตร
4. บุคคลทท่ี างานหนกั เชน่ กรรมกรแบกหาม
5. บุคคลที่อยใู่ นระหว่างเดินทาง
6. หญงิ ขณะมรี อบเดือนและหลงั คลอด
บุคคลท่ไี ดร้ บั การผอ่ นผนั ใหล้ ะเวน้ การถือศีลอดท้งั 6 ประเภทน้ี หากพน้ ภาวะความจาเป็น
ดงั กล่าวแลว้ เชน่ หมดรอบเดือน เม่ือสิ้นสุดการเดินทาง หายจากการเจบ็ ไข้ ฯลฯ ให้ถือศลี อด
ชดใชต้ ามจานวนวนั ทข่ี าดโดยจะตอ้ งถือในชว่ งระยะ 11 เดือนกอ่ นท่จี ะถงึ เดือนรอมะฎอนของ
ปี ตอ่ ไป ยกเวน้ ผทู้ ่ีจะถือศีลอดไดโ้ ดยลาบาก เชน่ คนชรา คนป่ วย ซ่ึงบคุ คล ดงั กล่าวน้ีตอ้ งใช้
ชดเชยโดยบริจาคอาหารแกค่ นยากจน 1 คน ในวนั ทีข่ าด โดยอาหารน้นั ตอ้ งเหมอื นกบั ท่ตี น
รับประทาน
( 4 ) การบริจาคซะกาต หมายถึง การบริจาคทานให้แกค่ นทเี่ หมาะสม ตามท่ีศาสนากาหนด เชน่
คนอนาถา เด็กกาพร้า คนขดั สน ผเู้ ผยแผศ่ าสนา การบริจาคซะกาต เป็นขอ้ บงั คบั ที่ตอ้ งปฏิบตั ิ
ชาว มสุ ลมิ หรือว่าเป็นหนา้ ท่ีท่ีจะตอ้ งสละทรัพยข์ องตนในอตั รารอ้ ยละ ๒.๕ เพอื่ แบ่งปันใหแ้ ก่
ผอู้ ื่น เป็นการกล่อมเกลาจติ ใจใหเ้ ป็นคนเอ้อื เฟ้ือเผอ่ื แผ่ ชว่ ยเหลอื ซ่ึงกนั และกนั
การบริจาคศาสนาทาน ศาสนาอสิ ลามเรียกวา่ "ซะกาต" (Sakat) มาจากคาเดิมในภาษา
อาหรบั วา่ "ซะกาฮฺ " แปลวา่ การทาใหบ้ ริสุทธ์ิ ความเจริญงอกงาม
ซะกาต ในศาสนาอิสลาม หมายถึง การบริจาคซ่ึงศาสนาบงั คบั ใหผ้ มู้ ีทรพั ยส์ ินมากเกิน
จานวนทีก่ าหนดไว้ (ในศาสนา) จ่ายแก่ผคู้ วรไดร้ ับ (ตามอตั ราที่ศาสนากาหนด)
ทม่ี าของการบริจาคซะกาต
1. คาสอนในศาสนาทใ่ี หม้ ุสลิมทกุ คนถือว่า บรรดาทรัพยส์ ินท้งั หลายทหี่ ามาไดน้ ้นั คือ
ของฝากจากอลั เลาะหเ์ จา้ ใหจ้ ่ายส่วนหน่ึงแกค่ นยากคนจน
2. ชีวิตจริงของพระศาสดามะหะหมดั เคยผ่านความยากจนมาก่อน
วตั ถุประสงค์ของการบริจาคซะกาต
1. เพอื่ ชาระจิตใจของผบู้ ริจาคใหบ้ ริสุทธ์ิไม่ตกเป็นทาสแห่งวตั ถดุ ว้ ยความโลภและเห็น
แกต่ วั
2. เพอื่ ปลูกฝังให้มุสลมิ ท้งั หลายเป็นผมู้ ีจติ ใจเมตตา กรุณา เอ้ือเฟ้ือเผ่อื แผซ่ ่ึงกนั และกนั
3. เพื่อลดชอ่ งว่างระหว่างชนช้นั ในสังคมดว้ ยวธิ ีการสงั คมสงเคราะห์
ลักษณะของการบริจาคซะกาตท่ถี ือได้ว่าได้บญุ กุศลตามความมุ่งหมาย
1. ทรัพยส์ ินท่บี ริจาคตอ้ งไดม้ าดว้ ยความสุจริต
2. ตอ้ งเตม็ ใจในการบริจาค ไมห่ วงั ส่ิงตอบแทน ไมเ่ จตนาเพ่อื อวดความมง่ั มีและไม่ลาเลกิ
บุญคณุ
( 5 ) การประกอบพิธฮี ัจญ์ หมายถึง การไปประกอบศาสนกจิ ณ ศาสนสถานบยั ตลุ ลอฮ์ เมืองมกั
กะฮ์ ประเทศซาอดุ ีอาระเบยี การประกอบพิธีฮจั ญไ์ ม่ไดบ้ งั คบั ใหช้ าว มุสลิม ตอ้ งกระทา แต่ให้
ถอื เป็นหลกั ปฏบิ ตั ิสาหรับผทู้ พ่ี รอ้ ม และมีความสามารถ คือ บรรลุนิตภิ าวะ มสี ุขภาพดี มีทนุ
ทรัพยเ์ พียงพอ และมคี วามรู้ความเขา้ ใจเก่ียวกบั การประกอบพธิ ีฮจั ญเ์ ป็นอยา่ งดี
การประกอบพิธีฮจั ญ์ คอื การเดินทางไปประกอบศาสนกิจ ณ เมืองเมกกะฮ์ ประเทศ
ซาอุดิอาระเบีย คาวา่ ฮจั ญ์ หมายถงึ "การเดินทางไปยงั จุดมุ่งหมายเฉพาะอนั หน่ึงในแงก่ ฎหมาย
ของอสิ ลาม คาน้ีมคี วามหมายว่า ออกเดินทางไปกะบะหห์ รือบยั ดุลลอฮ์ และประกอบพธิ ีฮจั ญ"์
ในชีวติ หน่ึง มสุ ลมิ จะเดินทางไปประกอบพธิ ีฮจั ญ์ ณ มหานครเมกกะฮ์ ประเทศ
ซาอุดิอาระเบยี อยา่ งนอ้ ย 1 คร้ัง เป็นขอ้ บงั คบั สาหรบั ทกุ คนที่มีความสามารถพอจะเดินทาง ไป
ไดแ้ ละไมท่ าให้ครอบครวั เดือดรอ้ นระหว่างเดินทาง
บทบญั ญตั ิพธิ ีฮจั ญน์ ้ีกาหนดใหม้ สุ ลิมจากทวั่ ทุกมุมโลกไดเ้ ดินทางไปร่วมชุมนุมเพอื่
แสดงพลงั ศรทั ธา พลงั เศรษฐกิจ พลงั สงั คม และไดม้ ีการแลกเปล่ยี นทางดา้ นตา่ งๆ อนั เป็น
ประโยชน์ตอ่ สงั คมมสุ ลิม เช่น การแลกเปลยี่ นทางวิชาการ ทางเศรษฐกิจ ทางความคดิ ทาง
ข่าวสาร เป็นตน้
การรวมตวั กนั ในสถานทเ่ี ดียวกนั เป็นจานวนหลายลา้ นคนเช่นน้ี ทาใหท้ ุกคนได้
ตระหนกั ถงึ ภราดรภาพ เสมอภาพ และความเป็นอนั หน่ึงอนั เดียวกนั ทางสังคม ซ่ึงจะทาให้ทกุ
คนรกั กนั ย่งิ ๆ ข้นึ ท่ไี มเ่ คยรูจ้ กั กนั กจ็ ะไดร้ ูจ้ กั กนั และจะทาใหส้ นิทสนมสมคั รสมานกนั
สถานท่ีในการประกอบพิธฮี ัจญ์
สถานทีใ่ นการประกอบพธิ ีฮจั ญม์ เี พียงแห่งเดียวโลกมุสลิม ไมส่ ามารถจะไปประกอบพธิ ี
ฮจั ญท์ ไี่ หนก็ไดต้ ามใจชอบ เช่น การทอ่ งเท่ยี ว
สถานทีข่ องการประกอบพธิ ีฮจั ญอ์ ยทู่ ีก่ ะอบ์ ะฮ์ หรือบยั ตุลลอหใ์ นนครเมกกะ ประเทศ
ซาอุดิอาระเบีย
กะอ์บะฮ์ คอื ส่ิงก่อสรา้ งรูปทรงเหล่ยี ม (มาจากรากศพั ทว์ ่า กะอะบะ แปลว่า นูนข้นึ หรือ
พองข้นึ ) ที่ท่านนบี (ศาสดา) อบิ รอฮีมและนบอี สิ มาอิล บตุ รชายช่วยกนั สรา้ งข้นึ จากรากเดิมทีม่ ี
อยตู่ ามที่ไดร้ ับบญั ชาจากพระผเู้ ป็นเจา้ อลั เลาะห์ (ซุบห)์ เมอ่ื ประมาณ 200 ปี กอ่ นคริสตกาล
กะอบ์ ะฮน์ ้ีมชี ื่อเรียกอยหู่ ลายอยา่ งท่ปี รากฏอยใู่ นคมั ภรี ์อลั กรุ อาน อาทิ อลั -บยั ตลุ หะรอมอลั -
มสิ ญิดุลหะรอม บยั ตลุ อตีก แตน่ ามที่เป็นท่รี ูจ้ กั กนั มากที่สุด คือ "บยั ตุลลอห"์ ซ่ึงแปลว่า บา้ น
ของอลั ลอฮ์
ฉะน้นั อลั -กะอบ์ ะฮ์ หรือ บยั ตุลลอห์ จึงเป็นเคหะหลงั แรกท่ถี ูกสรา้ งข้นึ เพอื่ ใหเ้ ป็น ศนู ย์
รวมแห่งความเคารพภกั ดีต่อองคพ์ ระอลั เลาะห์ (ซุบห์)
ท่งุ อะเราะฟะฮ์ อะเราะฟะฮ์มีลกั ษณะเป็นทุง่ กวา้ งในหินผาที่กวา้ งใหญ่สูงประมาณ 200 ฟตุ
อยหู่ ่างจากนครเมกกะประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นสถานที่ท่ีผูป้ ระกอบพธิ ีฮจั ญท์ ้งั หมด (ฮจุ ญาด)
จะไปร่วมชุมนุมกนั ในวนั ที่ 9 ของเดือนซุลฮิจญะฮ์ ต้งั แตเ่ ชา้ ก่อนถงึ พระอาทติ ยต์ กเป็นท่ี
เร่ิมแรกของพธิ ีฮจั ญ์ หลงั จากครองผา้ อิหร์ อมแลว้ (ชุดขาวจากผา้ 2 ผนื )
สถานท่ใี นการประกอบพธิ ีฮัจญ์
สถานท่ใี นการประกอบพิธีฮจั ญม์ เี พียงแห่งเดียวโลกมุสลิม ไมส่ ามารถจะไปประกอบพิธี
ฮจั ญท์ ไ่ี หนกไ็ ดต้ ามใจชอบ เชน่ การท่องเทยี่ ว
สถานท่ีของการประกอบพิธีฮจั ญอ์ ยทู่ ่ีกะอบ์ ะฮ์ หรือบยั ตลุ ลอหใ์ นนครเมกกะ ประเทศ
ซาอุดิอาระเบีย
กะอ์บะฮ์ คือ สิ่งกอ่ สรา้ งรูปทรงเหลี่ยม (มาจากรากศพั ทว์ ่า กะอะบะ แปลว่า นูนข้นึ หรือ
พองข้นึ ) ทที่ า่ นนบี (ศาสดา) อิบรอฮีมและนบอี ิสมาอิล บุตรชายช่วยกนั สรา้ งข้นึ จากรากเดิมทม่ี ี
อยตู่ ามทีไ่ ดร้ บั บญั ชาจากพระผเู้ ป็นเจา้ อลั เลาะห์ (ซุบห)์ เม่ือประมาณ 200 ปี กอ่ นคริสตกาล
กะอบ์ ะฮน์ ้ีมีชื่อเรียกอยูห่ ลายอยา่ งทปี่ รากฏอยใู่ นคมั ภรี ์อลั กุรอาน อาทิ อลั -บยั ตุลหะรอมอลั -
มิสญดิ ุลหะรอม บยั ตลุ อตกี แตน่ ามท่เี ป็นที่รู้จกั กนั มากท่ีสุด คอื "บยั ตุลลอห"์ ซ่ึงแปลว่า บา้ น
ของอลั ลอฮ์
ฉะน้นั อลั -กะอบ์ ะฮ์ หรือ บยั ตลุ ลอห์ จงึ เป็นเคหะหลงั แรกท่ถี ูกสรา้ งข้ึนเพ่ือใหเ้ ป็น ศนู ย์
รวมแห่งความเคารพภกั ดีตอ่ องคพ์ ระอลั เลาะห์ (ซุบห์)
ท่งุ อะเราะฟะฮ์ อะเราะฟะฮ์มลี กั ษณะเป็นทงุ่ กวา้ งในหินผาทก่ี วา้ งใหญ่สูงประมาณ 200 ฟตุ
อยหู่ ่างจากนครเมกกะประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นสถานทีท่ ่ีผปู้ ระกอบพธิ ีฮจั ญท์ ้งั หมด (ฮจุ ญาด)
จะไปร่วมชุมนุมกนั ในวนั ที่ 9 ของเดือนซุลฮิจญะฮ์ ต้งั แต่เชา้ ก่อนถงึ พระอาทิตยต์ กเป็นที่
เร่ิมแรกของพิธีฮจั ญ์ หลงั จากครองผา้ อหิ ร์ อมแลว้ (ชุดขาวจากผา้ 2 ผืน)
อ้างอิง
อาจารย์สมศกั ดิ์ (มนู ีร) มหู ะหมดั . ค่มู อื มุสลิมเบอื้ งต้น:หนังสือเก่ยี วกบั ประวตั ิของ
ศาสนาอสิ ลาม.สานกั งานเผยแพร่และสอนอสิ ลาม.กรุงริยาด.สบื ค้นเม่ือ 15 มนี าคม
2006 จาก www.islamicriyat .or.th
ะกอบศาสนกจิ ขอ้ อื่นๆ่่เอโอม้ งั่ คง่ั ขอการไปเพ่อื