The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พุทธประวัติและหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tinnakorn.w28, 2023-08-21 08:39:20

พุทธประวัติและหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา

พุทธประวัติและหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา

พุทธประวัติและหลักคำสอนของ พระพุทธศาสนา


คำนำ หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวมเนื้อหาน่ารู้บางส่วนของรายวิชา พระพุทธศาสนา ม.2 กลุ่มสาระเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรมโดยมี เป้าหมายเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความรู้ความเข้าใจในพุทธศาสนา หนังสือ เล่มนี้รวบรวมพุทธประวัติ คำสอน และ สถานที่สำคัญต่างๆในทาง พุทธศาสนา คณะผู้จัดทำหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ผู้อ่านได้ความรู้ และเข้าใจหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา แล้วนำไปปรับใช้ใน ชีวิตประจำวัน คณะผู้จัดทำ ตฤนกร วชัรภัทรสิริ เลขที่ 15 50875 หน้าที่ ทำ E book บุญบุณย์ วัดอิ่ม เลขที่ 24 51001 หน้าที่ ร่าง กนกพล สบาย เลขที่ 31 51314 หน้าที่ รวบรวมข้อมูล


สารบัญ หัวข้อ หน้า พุทธประวัติ -การประสูติ -ตรัสรู้ -ปรินิพพาน 1-2 คําสอน -ศีล 5 -โอวาท 3 -อริยสัจ 4 -เบณจธรรม 3-7 สถานที่สำคัญ -ลุมพินีวัน -พุทธคยา -ธัมเมกขสถูป -กุสินารา 8-13


ประวัติพระพุทธเจ้า 14 -15 บุคคลสำคัญ พระอัญญาโกณฑัญญเถระ พระมหาปชาบดีโคตรมีเถรี 16 -20


พุทธประวัติ พระพุทธเจ้าประสูติเมื่อวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ณ สวนลุมพินีวัน ใต้ต้นสาละ มีพระนามเดิมว่า สิทธัตถะ เป�นพระโอรสของพระ เจ้าสุทโธทนะกับพระนางสิริมหามายา เมื่อพระองค์ประสูติ พระองค์ทรงเจ้าชายสิทธัตถะทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว และมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท พร้อมเปล่งพระวาจาว่า "เราเป�นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป�น ครั้งสุดท้ายของเรา" แต่หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะประสูติกาลได้ แล้ว 7 วัน พระนางสิริมหามายาก็สิ้นพระชนย์ เมื่อพระองค์มี อายุได้ 8 พรรษาพระองค์ได้เรียนจบทุกหลักสูตรในสำนักครูวิ ศวามิตร แล้วก็ทรงอยู่ในปราสาท 3ฤดูที่พระบิดาทรงสร้างไว้ ให้ เมื่อพระองค์อายุได้ 16 พรรษาพระองค์ได้อภิเษกสมรสกับ พระนางพิมพาจนเมื่อมีพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพา ได้ให้ประสูติพระราชโอรส มีพระนามว่า "ราหุล" ซึ่งหมายถึง "บ่วง" พระองค์ทรงเบื่อในปราสาทสามฤดูจึงชวนสารถีพา ออกไปเที่ยวที่อุทธยานและพระองค์ทรงได้พบกับเทวฑูตทั้ง 4 หน้า1


คือเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช พระองค์จึงคิดว่านี้ แหละคือธรรมชาติของโลก พระองค์จึงออกผนวชเพื่อหาทาง พ้นทุกข์ พระองค์เริ่มการพ้นทุกข์จากการอดอาหาร กลั้นหาย ใน กัดลิ้น แต่พระองค์ก็พบว่าไม่ใช่ทางดับทุกข์พระองค์จึงเลิก ทำแล้วบำเพ็ญเพียรจนเห็นธรรม 4 หมวดหรืออริยสัจ4แล้ว พระองค์จึงตรัสรู้แล้สแสดงธรรมเทศนากัณฑ์แรกคือ "ธัมมจัก กัปปวัตตนสูตร"ตลอดระยะเวลา 45 พรรษา ที่พระองค์ก็ได้ แสดงธรรมให้กับสาวกของพระองค์และทรงปรินิพพานเมื่อวัน ขึ้น15ค่ำเดือน6รวมพระชนม์ 80 พรรษา และวันนี้ถือเป�นการ เริ่มต้นของพุทธศักราช หน้า2


คำสอน ศีล5 1.ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิข้าพเจ้าสมาทาน ซึ่งสิกขาบท โดยเว้นจากการฆ่าสัตว์ 2.อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิข้าพเจ้า สมาทานซึ่งสิกขาบท โดยเว้นจากการลักของผู้อื่น 3.กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิข้าพเจ้า สมาทานซึ่งสิกขาบท โดยเว้นจากการประพฤติผิดในกาม 4.มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิข้าพเจ้าสมาทานซึ่ง สิกขาบทโดยเว้นจากการพูดเท็จ 5.สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิ ยามิข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท โดยเว้นจากการดื่มสุรา ของมึน เมา หน้า3


เบญจธรรม 5 ประกำร ได้แก่ 1.เมตตากรุณา คือ ความรัก ความปรารถนาดี 2.สัมมาอาชีวะ คือ การประกอบสัมมาอาชีวะ การประกอบอาชีพ สุจริต 3.กามสังวร คือ การระมัดระวังในเรื่องความรัก 4.สัจจะ คือ การพูดความจริง ไม่หักรานประโยชน์ผู้อื่น 5.สติสัมปชัญญะ คือ ความระลึกได้และความรู้ตัวคุณส่ง หน้า4


อริยสัจ4 1.ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคั้น ได้แก่ ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก่ การเก่า) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น) การประสบกับสิ่งอันไม่เป�นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป�นที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่สมหวัง ในสิ่งนั้น กล่าวโดยย่อ ทุกข์ก็คืออุปาทานขันธ์ หรือขันธ์ 5 2.สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหาความทะยานอยากในกาม ความอยากได้ทางกามารมณ์, ภวตัณหาความทะยานอยากในภพ ความอยากเป�นโน่นเป�นนี่ ความอยากที่ ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และ วิภวตัณหา-ความทะยาน อยากในความปราศจากภพ ความอยากไม่เป�นโน่นเป�นนี่ ความ อยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ 3.นิโรธ คือ ความดับทุกข์ (ก็ข้อนี้แลเป�นความดับทุกข์) (ความดับ โดยสิ้นกำหนัด) (โดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละใด ) จาโค ความสละตัณหานั้น , ปะฏินิสสัคโค ความวางตัณหานั้น , มุตติ การ ปล่อยตัณหานั้น , อะนาละโย ความไม่พัวพันแห่งตัณหานั้น [1] หน้า5


4.มรรค คือ แนวปฏิบัติที่นำไปสู่นิโรธหรือนำไปถึงความดับทุกข์ มี องค์ประกอบอยู่แปดประการ คือ 1. สัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ 2. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ 3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ 4. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ 5. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ 6. สัมมาวายามะ พยายามชอบ 7. สัมมาสติ ระลึกชอบ และ 8. สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือทางสายกลาง หน้า6


โอวาท3 หลักธรรมเรื่องโอวาท -ปาฏิโมกข์ เป�นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัส ครั้งแรกแก่พระสงฆ์ 1,250 รูป ในวันมาฆบูชา มี 3 ประการ คือ 1. การไม่ทำความชั่ว หมายถึงการละเว้นการทำสิ่งที่ไม่ดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ ซึ่งหลักธรรมที่สนับสนุนการไม่ทำความชั่ว 2. การทำความดี หมายถึง การประพฤติปฏิบัติที่ดีทางกาย ทาง วาจาและทางใจ ซึ่งหลักธรรมที่สนับสนุนการทำความดี 3. การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส หมายถึง การทำจิตใจของตนให้ สะอาด สงบ และสว่าง หน้า7


สถานที่สำคัญ ลุมพินีวัน เป�นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญแห่งที่ 1 ใน 4 สังเวชนีย สถานของชาวพุทธ เป�นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ซึ่ง ต่อมาตรัสรู้เป�นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ที่อำเภอไภร วา แคว้นอูธ ประเทศเนปาล เป�นพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบลเพียง แห่งเดียวที่อยู่นอกประเทศอินเดีย ลุมพินีวัน เดิมเป�นสวนป่า สาธารณะหรือวโนทยานที่ร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน ในสมัย พุทธกาลลุมพินีวันตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับเมือง เทวทหะ ในแคว้นสักกะ บนฝ��งแม่น้ำโรหิณี หลังจากพระพุทธเจ้า ปรินิพพานแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชได้โปรดให้สร้างเสาหินขนาด ใหญ่มาป�กไว้ตรงบริเวณที่ประสูติ เรียกว่า เสาอโศก ที่จารึกข้อความ เป�นอักษรพราหมีว่าพระพุทธเจ้าประสูติที่ตรงนี้ป�จจุบันลุมพินีวันอยู่ ในเขตประเทศเนปาล ติดชายแดนประเทศอินเดียทางเหนือเมืองโค ราฆปุระ ห่างจากเมืองติเลาราโกต (หรือนครกบิลพัสดุ์) ทางทิศ ตะวันออก 11 กิโลเมตร และห่างจากสิทธารถนคร(หรือนครเทวท หะ) ทางทิศตะวันตก 11 กิโลเมตร ซึ่งถูกต้องตามตำรา พระพุทธศาสนาที่กล่าวว่าลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ ตั้งอยู่ระหว่าง หน้า8


เมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะ ป�จจุบันลุมพินีวันมีเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ ทางการเรียกสถานที่นี้ว่า รุมมินเด มีสภาพเป�นชนบท มีผู้ อาศัยอยู่ไม่มาก มีสิ่งปลูกสร้างเป�นพุทธสถานเพียงเล็กน้อย แต่มีวัด พุทธอยู่ในบริเวณนี้หลายวัด รวมทั้งวัดไทยลุมพินี ลุมพินีวันได้รับ การยกย่องจากยูเนสโกให้เป�นแหล่งมรดกโลก ประเภทมรดกทาง วัฒนธรรม ตั้งแต่ป� พ.ศ. 2540 หน้า9


พุทธคยา คำเรียกกลุ่มพุทธสถานสำคัญใน อำเภอคยา รัฐพิหาร ประเทศ อินเดีย ซึ่งเป�นพุทธสถานที่มีความสำคัญที่สุด 1 ใน 4 แห่ง ของชาว พุทธ เนื่องจากเป�นที่ตั้งของสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธสังเวชนียสถานที่มีความสำคัญที่สุดของชาวพุทธทั่วโลก ป�จจุบันบริเวณพุทธศาสนสถานอันเป�นที่ตั้งของสถานที่ตรัสรู้ของ พระพุทธเจ้า มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วัดมหาโพธิ อยู่ในความดูแล ของคณะกรรมการร่วม พุทธ-ฮินดูพุทธคยา ป�จจุบันตั้งอยู่ด้าน ตะวันตกของแม่น้ำเนรัญชรา ไกลจากฝ��งแม่น้ำประมาณ 350 เมตร (นับจากพระแท่นวัชรอาสน์) พุทธคยามีสัญลักษณ์ที่สำคัญคือองค์ เจดีย์สี่เหลี่ยมที่สูงใหญ่ โดยสูงถึง 51 เมตร ฐานวัดโดยรอบได้ 121.29 เมตร ล้อมรอบด้วยโบราณวัตถุ โบราณสถานสำคัญ เช่น ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระแท่นวัชรอาสน์ ที่ประทับตรัสรู้ และอนิมิสส เจดีย์ เป�นต้น ซึ่งนอกจากพุทธสถานโบราณแล้ว บริเวณโดยรอบ พุทธคยายังเป�นที่ตั้งของวัดพุทธนานาชาติ รวมทั้งวัดไทยคือ วัดไทย พุทธคยาสำหรับชาวพุทธ พุทธคยา นับเป�นหนึ่งในจุดหมาย ปลายทางที่สำคัญที่สุดของนักแสวงบุญชาวพุทธทั่วโลกที่ต้องการมา หน้า10


สักการะสังเวชนียสถานสำคัญ 1 ใน 4 แห่งของพระพุทธศาสนา โดยในป� พ.ศ. 2545 วัดมหาโพธิ (พุทธคยา) สถานที่ตรัสรู้ของ พระพุทธเจ้า ได้รับการขึ้นทะเบียนเป�นมรดกโลก ประเภทมรดกทาง วัฒนธรรม ขององค์การยูเนสโก หน้า11


ธัมเมกขสถูป สถานที่เห็นธรรมเป�นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมกัณฑ์ แรก เรียกว่า “ปฐมเทศนา” พระองค์ทรงแสดงปฐมเทศนาชื่อ ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร โปรดป�ญจวัคคีย์ ทั้ง 5 ธัมเมกขสถูปเป�น สถูปขนาดใหญ่ที่สร้างเพื่ออุทิศแด่พระอัญญาโกณฑัญญะ ผู้ซึ่งเห็น ธรรมเป�นท่านแรก สถูปมีสถาป�ตยกรรมแบบเมาริยะ เป�นทรงกลม แบบบาตรคว่ำ มีความสูงจากฐาน 42 เมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 28.3 เมตร ด้านล่างก่อด้วยหิน สูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ทำเป�นช่องๆ แต่ละช่องได้ประดิษฐานพระพุทธรูปแบบต่างๆ ส่วนช่องใหญ่รอบ องค์พระสถูปนั้นมี 8 ช่อง ซึ่งมีความหมายถึง มรรคมีองค์8 ประการ ภายหลังจากสถูปองค์เก่าถูกทำลายได้มีการสร้างสถูปแห่ง นี้ขึ้นมาใหม่ เมื่อป�พุทธศักราช 2337 หน้า12


กุสินารา กุสินารา หรือ กุศินคร เป�นที่ตั้งของสังเวชนียสถานแห่งที่ 4 ในสมัย พุทธกาลเป�นเมืองเอกหนึ่งในสองของแคว้นมัลละ อยู่ตรงข้ามฝ��ง แม่น้ำคู่กับเมือง ปาวา เป�นที่ตั้งของ สาลวโนทยาน หรือป่าไม้สาละ ที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานและเป�นสถานที่ถวายพระ เพลิงพระพุทธเจ้า หน้า13


ประวัติพระพุทธเจ้า ประวัติพระพุทธเจ้าย่อๆ จำง่ายประวัติพระพุทธเจ้า แบ่งเป�น 3 ช่วง สำคัญ เพื่อให้เข้าใจง่าย ดังนี้ประวัติพระพุทธเจ้า ประสูติพระพุทธเจ้า มีพระนามเดิมว่า “สิทธัตถะ” เป�นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา ประสูติในตระกูลกษัตริย์ ในวันศุกร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ป�จอ ก่อนพุทธศักราช 80 ป� ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อประสูติ แล้วทรงพระดำเนินได้ 7 ก้าว โดยมีดอกบัวรองรับ จากนั้นยกพระหัตถ์ ขวา และกล่าววาจาขึ้นได้ทันทีแม้ว่าจะมีการประชุมตั้งพระนามว่า “สิทธัตถะ” แต่คนในอินเดียส่วนใหญ่นิยมเรียกพระราชกุมารว่า “พระ โคตมะ” หรือ “พระโคดม” หลังจากที่ประสูติได้เพียง 7 วัน พระราช มารดาก็เสด็จสวรรคต เมื่ออายุเพียง 8 พรรษาก็สามารถศึกษา ศิลปวิทยาได้อย่างรวดเร็วและครบถ้วนเมื่อพระชนมายุ 16 พรรษา พระองค์ได้อภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือพระนางพิมพายโส ธารา จนเมื่อพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาได้ประสูติ พระโอรส มีพระนามว่า “ราหุล”ประวัติพระพุทธเจ้า ตรัสรู้หลังจากที่ พระองค์ได้ทรงเห็นคนเกิด แก่ เจ็บ ตาย และเกิดความเบื่อหน่ายจำเจ กับในปราสาท ในกลางดึกคืนหนึ่งพระองค์ได้ตัดสินใจออกบวช โดยมี หน้า14


นายฉันนะและม้ากัณฑกะเดินทางร่วมกันไปยังแม่น้ำอโนมานที พระองค์นั่งบนพื้น ตัดผมด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุด ก่อนจะ เดินทางไปยังแคว้นมคธ เพื่อแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ หน้า15


บุคคลสำคัญในพุทธศาสนา ในประวัติของพระพุทธศาสนา มีบุคคลผู้ซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะที่เป�นสาวก/ สาวิกามากมาย ทั้งในสถานภาพที่เป�นภิกษุ สามเณร และในสถานภาพที่ เป�นฆราวาส ที่มีส่วนช่วยเหลือผลักดัน และพัฒนาพระพุทธศาสนาให้ เจริญรุ่งเรืองนับตั้งแต่อดีต มาจนถึงป�จจุบัน พระอัญญาโกณฑัญญเถระ เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในหมู่บ้านโทณวัตถุ กรุง กบิลพัสดุ์ เดิมชื่อ “โกณฑัญญะ” เมื่อเจริญเติบโตขึ้นได้ศึกษา ศิลปะวิทยาจบ ไตรเพทและเรียนมนต์ (วิชาการทำนายลักษณะ อย่างเชี่ยวชาญ) สาเหตุที่ได้เป�นเอตทัคคะบุพกรรมในอดีตชาติ พระอัญญาโกณฑัญญะตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้ง พระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป�นบุตร คหบดี มหาศาล ชาวหงสวดี วันหนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พร้อมกับ พวกชาวเมืองเพื่อฟ�งธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวก หน้า16


รูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะด้านรัตตัญ�ู (แปลว่า ผู้รู้ราตรี นาน หมายถึงได้บวชก่อนใครได้รู้ได้ฟ�งมาก) แล้วเกิดศรัทธา ปรารถนาจะได้เป�นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง ท่านแสดงศรัทธา ให้ปรากฏ ด้วยการถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้า และพระ สาวกติดต่อกัน 7 วัน วันสุดท้ายได้สั่งให้เป�ดเรือนคลังเก็บผ้า นำผ้าเนื้อดีเลิศมาวางถวายไว้แทบยุคลบาทของพระพุทธเจ้า และถวายพระสาวกแล้วกราบทูลว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอให้ข้าพระองค์ได้เป�นเหมือนภิกษุ รูปที่พระองค์ทรงแต่งตั้งไว้ ในตำแหน่ง เอตทัคคะเมื่อ 7 วัน ก่อนจากนี้ด้วยเถิด นั่นคือขอให้ได้บวชในศาสนา ของ พระพุทธเจ้า ในอนาคตแล้วได้รู้แจ้งธรรมก่อนใครหมด” หน้า17


พระมหาปชาบดีโคตรมีเถรี พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี หรือพระนามเดิม พระนางมหาปชา บดีโคตมี เป�นพระราช ธิดาในพระเจ้าอัญชนาธิป ราชแห่งกรุง เทวทหะ แคว้นโกลิยะ และเป�นพระขนิษฐ ภคินี(น้องสาว)ของ พระนางสิริมหามายา ผู้เป�นพระพุทธมารดา ดังนั้นพระนาง มหาปชาบดีโคตมี จึงเป�นพระมาตุจฉาของพระสมณโคดมพุทธ เจ้า ทรงเป�นภิกษุณี รูปแรกในพระพุทธศาสนา และทรงได้ เรียนกรรมฐาน และทรงปฏิบัติอ ย่างจริงจัง จนได้บรรลุเป�น พระอรหันต์ พระพุทธจ้าทรงยกย่องท่านว่าเป�นเอตทัคคะ คือ เลิศ กว่าผู้อื่นในทางรัตตัญ�ู (คือผู้มีรู้ราตรีนาน)พระนางมหาป ชาบดีโคตมีเป�นพระมาตุจฉาของพระพุทธเจ้า และเมื่อพระนาง สิริมหามายาสวรรคตแล้ว หลังจากที่เจ้าชาย สิทธัตถะประสูติ ได้ 7 วัน ในกาลต่อมาพระเจ้าสุทโธ ทนะได้ทรงตั้งพระนาง มหาปชาบดีโคตมี ไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสี ซึ่งพระนางได้ ทรงถวายการอภิบาลเจ้าชายสิทธัตถะ เสมือนเป�นพระราช โอรสของพระองค์เอง พระนางมีพระราชโอรส พระองค์หนึ่ง หน้า18


พระนามว่า เจ้าชายนันทะ และมีพระราชธิดาพระองค์หนึ่งพระ นามว่า เจ้าหญิงรูปนันทาพระนางได้ทรงแสดงความประสงค์จะ บวช ต่อพระพุทธเจ้าในคราวที่พระองค์เสด็จไปโปรดพระพุทธ บิดา และพระประยูร ญาติ ณ กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ แต่ พระพุทธเจ้ามิได้ทรงอนุญาตให้พระนางผนวช เนื่องจากยังไม่ เคยทรงอนุญาตให้ สตรีอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อ พระพุทธเจ้าเสด็จไปเมือ งเวสาลี และประทับอยู่ที่ กูฏาคาร ศาลาป่ามหาวัน พระนางปชาบดีโคตมี พร้อมด้วยเหล่า นางสา กิยานี จำนวนมาก จึงได้ปลงพระเกศา ห่มผ้ากาสายะ เป�นการ แสดงเจตนา ที่จะบวชอย่างแรงกล้า โดยเสด็จไปยัง กูฏาคาร ศาลาป่ามหาวัน เมืองเวสาลี เพื่อทรงทูลขออุปสมบทโดยพระ นางได้ทรงแจ้งพระประสงค์ ต่อพระอานนท์ให้นำความไปกราบ ทูลพระพุทธเจ้า ขอให้พระนางพร้อมทั้งเหล่านาง สากิยานี ได้ อุปสมบทเป�นภิกษุณีในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระอานนท์ใช้ ความพยายามอยู่หลายหน พระพุทธเจ้าจึงทรงออก หลัก ปฏิบัติเป�นพิเศษสำหรับสตรีผู้ที่จะเข้ามาบวชใน หน้า19


พระพุทธศาสนา คือ ครุธรรม 8 ซึ่งพระนาง มหาปชาบดีโคตมี ทรงยินดีปฏิบัติตามครุธรรม ทั้ง 8 ประการ จึงได้รับการ อุปสมบทในพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งเหล่านาง สากิยานี หลังจากการอุปสมบท พระมหาปชาบดีโคตรมีเถรี ได้ทรงเรียน กรรมฐาน ที่พระพุทธเจ้าทรงประทาน และปฏิบัติอย่างจริงจัง จนได้บรรลุพระอรหันต์ แม้ภิกษุณีเหล่าสากิยานีที่อุปสมบท พร้อมกับท่านก็ได้บรรลุพระอรหันต์เหมือนกัน หน้า20


Click to View FlipBook Version