ANIMAL COMMUNICATION BEHAVIOR (พฤติกรรมการสื่อสารระหว่างสัตว์)
การสื่อสาร เป็นพฤติกรรมทางสังคมของสัตว์ เพราะมีการส่ง สัญญาณทำ ให้สัตว์ซึ่งได้รับสัญญาณ มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป สัตว์ทุก ชนิดต้องมีการสื่อสารอย่างน้อยในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตโดยเฉพาะช่วงที่มี การสืบพันธุ์ การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวกับการสื่อสารจึงมักจะกระทำ กับสัตว์ที่มี พฤติกรรมทางสังคมซับซ้อน เช่น ผึ้ง ปลวก มดและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ทั้งนี้เพราะ เมื่อสัตว์เหล่านี้มาอยู่รวมกันมากจะมีการแบ่งหน้าที่กันทำ งาน จึง ต้องมีการสื่อสารกันตลอดเวลา 1. การสื่อสารด้วยเสียง ( Sound Communication) 2. การสื่อสารด้วยท่าทาง ( Visual Communication 3. การสื่อสารด้วยสารเคมี ( Chemical Communication) 4. การสื่อสารด้วยการสัมผัส (Tactile Communication)
1. การสื่อสื่สารด้วยเสียสีง (auditory communication) เสียสีงของสัตสัว์ใช้เป็นสื่อสื่ติดต่อระหว่างกันกัและก่อให้เกิดกิ ปฏิกิฏิริกิยริา ตามชนิดของสียสีงนั้นนั้ถือถืว่าเป็นการเรียรีนรู้อย่างหนึ่ง การสื่อสื่สารด้วยเสียสีง เป็นการสื่อสื่สารที่คุ้ที่คุ้นคุ้พบมากในสัตสัว์ชั้นชั้สูงทั่วทั่ๆไป และยังยัพบในแมลงด้วย เสียสีงจะมีคมีวามแตกต่างออกไปโดยมีจุมีจุดมุ่งหมายคล้ายๆ กันกัดังดันี้ คือคื เสียสีงมีหมีลายประเภท เช่น -เสียสีงเรียรีกเตือตืนภัยภั (warning calls) เป็นเสียสีงเตือตืนให้ เพื่อพื่นร่วมชนิดรู้ว่ามีศัมีตศัรูมา -เสียสีงเรียรีกติดต่อ (contact calls) ใช้เป็นสัญสัญาณให้ เกิดกิการรวมกลุ่ม -เสียสีงเรียรีกคู่ (mating calls) เช่น การร้องเรียรีกคู่ของกบ ตัวตัผู้ เพื่อพื่เรียรีกตัวตัเมียมี -เสียสีงกำ หนดสถานที่ขที่องวัตวัถุ (echolocation) 1 ใช้บอกชนิดของสัตสัว์ ซึ่งอยู่ในสปีชีส์เส์ดียดีวกันกั 2 ใช้บอกเพศว่าเป็นเพศผู้หรือรืเพศเมียมี 3 ใช้บอกตำ แหน่งของตนเองให้ทราบว่าอยู่ที่ยู่ ที่จุที่จุด ใด 4 เป็นการประกาศเขตแดนให้สัตสัว์ตัวตัอื่นอื่ๆ รู้ 5 ใช้บอกสัญสัญาณเตือตืนภัยภัหรือรืข่มขู่ 6 ใช้บอกความรู้สึกสึต่างๆ และการเกี้ยกี้วพาราสี
ex.แม่ไก่จะตอบสนองต่อลูกไก่ต่อเมื่อมื่มันมั ได้ยินเสียสีงร้องของ ลูกไก่ แต่มันมัจะไม่ตอบสนองเมื่อมื่เห็นท่าทางของลูกไก่โดยไม่ ได้ยิน เสียสีงของสัตสัว์ที่เที่ปล่งออกมาในแต่ละครั้งรั้จะแสดงถึงถึการตอบ สนองสิ่งสิ่เร้าต่างๆ และสื่อสื่ความหมายที่แที่ตกต่างกันกัเช่น - เสียสีงที่ทำที่ทำให้เกิดกิการรวมกลุ่ม เช่น เสียสีงของนกร้อง ไก่ แกะ และ กระรอก - เสียสีงเรียรีกคู่เพื่อพื่ผสมพันพัธ์ เช่น เสียสีงร้องของกบและคางคก เสียสีงขยับยั ปีกของยุงตัวตัเมียมีเพื่อพื่เรียรีกยุงตัวตัผู้ - เสียสีงเตือตืนภัยภัเช่น เสียสีงร้องของเป็ด นก และเสียสีงเห่าของสุนัขนั - เสียสีงแสดงความโกรธ เช่น เสียสีงร้องของแมว สุนัขนัและช้าง ex.การที่นที่กนางนวลพ่อแม่ร้องเตือตืนอันอัตรายซึ่งเป็น sign stimulus ที่ลูที่ลูกนกจะตอบสนองโดยการหลบซ่อนตัวตั
2.การสื่อสื่สารด้วยท่าทาง (visual communication) การสื่อสื่สารด้วยท่าทาง พบได้ในสัตสัว์หลายชนิด เช่น การกระดิกดิ หางของสุนัขนัแสดงการต้อนรับรัและหางตกแสดงอาการกลัวลั 1.1 การสื่อสื่สารของผึ้งผึ้ศึกศึษาและทดลองเมื่อมื่ปี พ.ศ. 2488 โดย คาร์ล ฟอน ฟริชริ (Karl von Frisch) แห่งมหาวิทวิยาลัยลัมิวนิค เยอรมันมัตะวันวัตก โดยฟริชริพบว่าผึ้งผึ้สำ รวจ(scout honeybee) มีคมีวาม สามารถในการส่งข่าวให้ผึ้งผึ้งาน (worker) ทราบได้ว่าที่ใที่ดมีอมีาหาร และเป็นอาหารชนิดใด โดยที่ผึ้ที่งผึ้สำ รวจจะนำ อาหารมายังยัรังรัแล้ว หยอดอาหารนั้นนั้ให้ผึ้งผึ้ในรังรัทราบต่อจาก นั้นนั้ผึ้งผึ้สำ รวจจะเต้นต้ รำ เพื่อพื่ บอกระยะทางและทิศทิทางของอาหาร โดยเต้นต้ รำ เป็น 2 แบบคือคื
1) การเต้นต้ รำ แบบวงกลม (round dance) ถ้าหากอาหารอยู่ใกล้ เช่น ประมาณ50 เมตร และไม่เกินกิ 80 เมตร ผึ้งผึ้สำ รวจจะเต้นต้ รำ เป็นวงกลม โดยเคลื่อลื่นตัวตั ไปทาง ด้านขวาก่อนในลักลัษณะตามเข็มข็นาฬิกา แล้วจึงจึหมุนไปทาง ซ้ายมือมืคือคืทวนเข็มข็นาฬิกา มันมัจะทำ แบบนี้ซ้ำนี้ ซ้ำ ๆกันกัหลายๆ ครั้งรั้ผึ้งผึ้อื่นอื่ๆ ที่อที่ยู่รอบๆ จะเข้ามาสัมสัผัสผัเพื่อพื่ให้ทราบชนิดของ อาหารและดอกไม้แม้ละทำ ให้ผึ้งผึ้ตัวตัอื่นอื่บินบิตามผึ้งผึ้สำ รวจไปยังยั แหล่งอาหารได้การเต้นต้ รำ แบบนี้ไนี้ม่สามารถบอกทิศทิทางของ อาหารจาก ตำ แหน่งของดวงอาทิตทิย์ได้ Ex.การเต้นต้ รำ แบบวงกลมของผึ้งผึ้
2)การเต้นต้ รำ แบบส่ายท้อง (wagging dance) หรือรืการ เต้นต้ ระบำ แบบเลขแปด ซึ่งมีคมีวามซับซ้อนกว่าแบบแรกเพราะจะใช้ในการสื่อสื่สาร บอกตำ แหน่งของอาหารและ ระยะทางของอาหารได้ หลังลัจากที่ ผึ้งผึ้สำ รวจไปพบแหล่งอาหารจะกลับลัมารังรัแล้วเต้นต้ ระบำ แบบส่าย ท้องหมุน ไปทางขวาทีซ้ที ซ้ ายทีเที ป็นรูปเลขแปด โดยวงแรกจะเต้นต้ ไปตามเข็มข็นาฬิกาและทวนเข็มข็นาฬิกาในวงที่ 2 ความเร็วร็ของ การเต้นต้ส่ายท้องประมาณ 13-15 ครั้งรั้ต่อนาที ถ้าหากว่าแหล่ง อาหารอยู่ไม่ไกลมาก อัตอัราการเต้นต้ ระบำ ส่ายท้องจะเร็วร็และใช้ เวลาสั้นสั้ในการเต้นต้จนครบรอบ หากแหล่งอาหารอยู่ไกล อัตอัรา การส่ายท้องจะช้าลง ใช้เวลาในการเต้นต้จนครบรอบ ex.การเต้นต้ รำ แบบส่ายท้องตัวตัของผึ้งผึ้
ดังดันั้นนั้ความเร็วร็ของการส่ายท้องจะบอกระยะทางของแหล่ง อาหารได้ เช่น ระยะทาง 100 เมตร จะเต้นต้ ให้ครบรูปเลขแปด ในเวลา 1.24 นาที ระยะทาง1000 เมตร ใช้เวลา 3 นาที และถ้าไกลถึงถึ8 กิโกิลเมตรจะใช้เวลา 48 นาที สำ หรับรัการบอกทิศทิทางของแหล่งอาหาร จะอาศัยศัดวงอาทิตทิย์เป็นเข็มข็ทิศทิหากผึ้งผึ้สำ รวจเต้นต้ รำ แล้วเคลื่อลื่นตัวตั ไป ข้างหน้า (ทางด้านบนของรังรัผึ้งผึ้) แสดงว่า อาหารอยู่ทิยู่ศทิทางเดียดีวกับกัดวง อาทิตทิย์ หากเต้นต้ รำ แล้วเคลื่อลื่นตัวตัลงมาข้างล่างแสดงว่าทิศทิทางอาหารอยู่ ตรงข้ามกับกัตำ แหน่งของดวงอาทิตทิย์ หากเต้นต้ ระบำ แล้วเคลื่อลื่นตัวตั ไป ทางซ้ายของรังรัผึ้งผึ้เป็นมุม 30 องศากับกัแนวดิ่งดิ่แสดงว่าอาหารอยู่ทยู่ าง ซ้ายทำ มุมกับกัดวงอาทิตทิย์ 30 องศา ถ้าหากเต้นต้ รำ แล้วเคลื่อลื่นตัวตั ไปทาง ขวาเป็นมุม 60 องศากับกัแนวดิ่งดิ่แสดงว่า อาหารอยู่ทยู่ างขวาทำ มุมกับกั ดวงอาทิตทิย์ เป็นมุม 60 องศา ดังดันั้นนั้ผึ้งผึ้งานก็จก็ะเข้าใจทั้งทั้ระยะทาง และ ทิศทิทางของอาหารจึงจึไปนำ อาหารนั้นนั้มาเก็บก็ ไว้ในรังรั ได้
1.2) การสื่อสื่สารของปลาสติกเกิลกิสามหนาม (three spined stickleback)ศึกศึษาโดย เอน ทินทิเบอร์เกน และผู้ร่วมงาน เขาพบว่าในฤดูใบไม้ผม้ลิซึ่ลิซึ่ง เป็นฤดูผสมพันพัธุ์ ปลาตัวตัผู้จะมีส่มี ส่ วนท้องเป็นสีแสีดงและปลาตัวตัเมียมีมี ท้องป่องบวมขึ้นขึ้มา เนื่อนื่งจากการมีไมีข่สีแสีดงสดที่ท้ที่ ท้องปลาตัวตัผู้จะ กระตุ้นตุ้ ให้ปลาตัวตัเมียมีสนใจ และในขณะเดียดีวกันกั ปลาตัวตัผู้จะสนใจ ปลาตัวตัเมียมีที่ท้ที่ ท้องป่อง ก่อให้เกิดกิพฤติกรรมการผสมพันพัธุ์ เหตุการณ์ที่ เกิดกิ ขึ้นขึ้มีลัมีกลัษณะเป็นขั้นขั้ตอนและมีแมีบบแผน ซึ่งจะมีผมีลในการกระตุ้ นกันกัเป็นระบบทำ ให้เกิดกิการผสมพันพัธุ์ขึ้ธุ์นขึ้และจะเกิดกิ ในรูปแบบนี้ ถ้า หากเป็นปลาชนิดอื่นอื่ก็จก็ะมีรูมีรูปแบบที่แที่ตกต่างกันกัมันมัจึงจึไม่มีม่กมีารผสม ผิดผิชนิดกันกัอย่างเด็ดด็ขาด
3.การสื่อสื่สารด้วยการสัมสัผัสผั (tactile communication) การสัมสัผัสผัเป็นสื่อสื่สำ คัญคัอย่างหนึ่งของสัตสัว์ การอุ้มอุ้กอดซึ่งเป็นการแสดงถึงถึความรักรัทารกจะ มีพัมีฒพันาการดี ถ้าหากแม่เลี้ยลี้งลูกด้วยน้ำ นมของ แม่เอง ลูกได้รับรัการสัมสัผัสผั ได้รับรัความอบอุ่นอุ่จาก แม่ จากการทดลองใน ลิงลิวอกหรือรืลิงลิรีซัรี ซัส โดย แฮร์รี่ เอฟ ฮาร์โล แห่งมหาวิทวิยาลัยลัวิสวิคอนซิน โดยทำ หุ่นโครงลวดแม่ลิงลิ ขึ้นขึ้2 โครง โครงหนึ่งมี ผ้านุ่มๆหุ้ม อีกอี โครงหนึ่งไม่มีม่ผ้มี ผ้ าหุ้มแต่มีขมีวดนม อยู่ ฮาร์โลว์ พบว่าลูกลิงลิจะเกาะอยู่กับกั โครงลวด แม่ลิงลิที่มีที่ผ้มี ผ้ าหุ้ม และไปกินกินมกับกัหุ่นโครงลวด แม่ลิงลิที่ไที่ม่มีม่ผ้มี ผ้ าหุ้มกลับลัมาเกาะหุ่นโครงลวดที่มีที่ผ้มี ผ้ า หุ้มอีกอีพบว่าลูกลิงลิที่แที่ยกออกมาโดยไม่ให้แม่ ของมันมัเลี้ยลี้ง ลูกลิงลินี้จนี้ะมีปัมี ปัญหาในด้านการปรับรั ตัวตัและเข้ากับกัลูกลิงลิตัวตัอื่นอื่ๆที่มีที่แมีม่เลี้ยลี้งไม่ได้ แม่ลิงลิสัมสัผัสผัลูกลิงลิสุนัขนัเข้าไปเลียลี ปากสุนัขนัที่เที่หนือ กว่าเพื่อพื่แสดงความอ่อนน้อม
4. การสื่อสื่สารด้วยสารเคมี (chemical communication) มีคมีวามสำ คัญคัมากในสัตสัว์ต่างๆ แต่ในคนมีคมีวามสำ คัญคั น้อย สัตสัว์ต่างๆ จะสร้างสารเคมีที่มี ที่เที่รียรีกว่า ฟีโรโมน (pheromone) ใช้ในการติดต่อสื่อสื่สารในสัตสัว์ชนิดเดียดีวกันกั แบ่งออกเป็น 4.1 ฟีโรโมนที่ทำที่ทำให้เกิดพฤติกรรมทันทัที (releaser pheromone) เช่น สารดึงดูดเพศตรงข้าม (sex attractants) เช่น ฟีโรโมนที่ผีที่ ผีเสื้อสื้ไหมตัวตัเมียปล่อยออกมาเพื่อดึงดูดความ สนใจของผีเสื้อสื้ไหมตัวตัผู้อย่างฟีโรโมนนี้เรียรีกว่า ฟีโรโมนทาง เพศ (sex pheromone) พบในแมลงหลายชนิด 4.2 ฟีโรโมนที่ไที่ปกระตุ้น แต่ไม่เกิดพฤติกรรมทันทัที (primer pheromone) ฟี โรโมนชนิดนี้จะไปกระตุ้นให้เกิด การเปลี่ยนแปลงทางสรีรรีวิทยา และเกิดพฤติกรรมในเวลา ต่อมา เช่น ฟีโรโมนของหนูตัวตัผู้ชักนำ ให้หนูตัวตัเมีย เป็นสัดสั และพร้อมที่จที่ะผสมพันพัธุ์
ฟีโรโมนของแมลงส่วนใหญ่เป็นสารพวกแอลกอฮอล์โมเลกุล สั้นสั้ๆ จึงระเหยไปในอากาศ ได้ดี จึงสามารถไปกระตุ้นให้ เกิดพฤติกรรมต่างๆ ได้ฟีโรโมนที่สำที่สำคัญคั ได้แก่ 1) ฟีโรโมนทางเพศ (sex pheromone) พบในแมลงหลายชนิด เช่น ผีเสื้อสื้ไหมตัวตัเมีย จะปล่อยสารแอลกอฮอล์เรียรีกว่าบอมบายโกล (Bombygol) เพื่อดึงดูดผีเสื้อสื้ไหมตัวตัผู้ให้มาหาและเกิดการผสมพันพัธุ์ ผีเสื้อสื้ไหมตัวตัผู้จะมีหนวด 2) ฟีโรโมนปลุกระดม (aggregation pheromon) เป็นสารที่ใที่ช้ประโยชน์ ในการ ปลุกระดมให้มารวมกลุ่มกันกัเพื่อพื่กินกิอาหารผสมพันพัธุ์หธุ์รือรืวางไข่ ในแหล่งที่เที่หมาะสม 3) ฟีโรโมนเตือนภัยภั (alarm pheromone) สารนี้จะปล่อยออกมาเมื่อมี อันอัตราย เช่น มี ผู้บุกรุกผึ้งหรือรืต่อที่ทำที่ทำหน้าที่เที่ป็น ทหาร ยาม จะปล่อย สารเคมีออกมาให้ผึ้งหรือรืต่อในรังรัรู้ ผึ้งเมื่อต่อยผู้บุกรุกแล้วจะปล่อยสาร เคมีเตือนภัยภัเรียรีกว่า ไอโซเอมิลแอซิเตต (isoamyl acetate) ไปให้ผึ้ง ตัวตัอื่นอื่รู้เพื่อจะได้ช่วยกันกัต่อสู้ศัตศัรูที่บุที่บุกรุกเข้ามา 4) ฟีโรโมนตามรอย (trail rhermone) เช่น สุนัขนัจะ ปล่อยสารฟีโรโมนไปกับกั ปัสสาวะตลอดทางที่ผ่ที่ ผ่ านไป เพื่อเป็นเครื่อรื่งหมายนำ ทางและประกาศเขตแดน 5) ฟีโรโมนนางพญา (queen – substance pheromone) สารชนิดนี้พบในแมลงสังสัคม (social insect) เช่น ผึ้ง ตัวตั ต่อ แตน มด ปลวก สารชนิดนี้ทำ หน้าที่ใที่นการควบคุมสังสัคม
สมาชิกในกลุ่ม น.ส.ญาณิศา ศรัทธาวาณิชย์ ม.6/2 เลขที่ 19 น.ส.มนันย์ภรณ์ วสุธาภิรมย์ ม.6/2 เลขที่ 21 น.ส.หฤทยา หนูคง ม.6/2 เลขที่ 22 น.ส.เอื้อการย์ แจ่มนาม ม.6/2 เลขที่ 24 เสนอ อาจารย์ปาณิศา กันสา รายวิชาชีววิทยา ว30245 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี