1 แรงจูงใจและภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร Motivation and image of agricultural tourism destinations, Farm to table Wang Tako Subdistrict, Lang Suan District, Chumphon Province. โดย นางสาวกมลวรรณ ภักดี รหัสนักศึกษา 6407104301 นางสาวนันท์นภัส เต็งทอง รหัสนักศึกษา 6407104302 นายภาณุชาติ จันทร์แสงทอง รหัสนักศึกษา 6407104307 เสนอ สาขาวิชาการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้--ชุมพร ภาคการศึกษา 2 ปีการศึกษา 2567
2 แรงจูงใจและภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร Motivation and image of agricultural tourism destinations, Farm to table Wang Tako Subdistrict, Lang Suan District, Chumphon Province. โดย นางสาวกมลวรรณ ภักดี รหัสนักศึกษา 6407104301 นางสาวนันท์นภัส เต็งทอง รหัสนักศึกษา 6407104302 นายภาณุชาติ จันทร์แสงทอง รหัสนักศึกษา 6407104307 เสนอ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ชุมพร สาขาวิชาการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้- ชุมพร ภาคการศึกษา 2 ปีการศึกษา 2567 ภายใต้การควบคุมของ ผู้ช่วยศาสสตราจารย์เบญจมาศ ณ ทองแก้ว อาจารย์ประจำวิชา
ก บทคัดย่อ วิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแรงจูงใจและภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่มา เยือนบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และศึกษาแนวทางการพัฒนาที่ สอดคล้องกับแรงจูงใจและภาพลักษณ์ของนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวัง ตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามแรงจูงใจและภาพลักษณ์ แหล่งท่องเที่ยว จำนวน 60 คน ประมวลผลโดยการวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า กลุ่ม ตัวอย่างที่เดินทางมาท่องเที่ยวบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ เป็น เพศหญิง (ร้อยละ 53.3) อายุระหว่าง 31-40 ปี (ร้อยละ 36.7) ระดับการศึกษาปริญญาตรี(ร้อยละ 41.7) อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน (ร้อยละ 40.0) รายได้ต่อเดือน ระหว่าง 20,001 – 25,000 บาท (ร้อยละ 23.3) ภูมิลำเนาภาคใต้ (ร้อยละ 76.7) แหล่ง ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ Facebook (ร้อยละ 60.0) ประสบการณ์ในการท่องเที่ยวเชิง เกษตร ในรอบ 3 ปี (2564 – 2567) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลแรงจูงใจ พบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดย พบว่าส่วนใหญ่มีแรงจูงใจจาก ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอก รองลงมาปัจจัยดึงดูดของแหล่งท่องเที่ยวเชิง เกษตร และปัจจัยด้านความต้องการภายในของนักท่องเที่ยว และผลการวิเคราะห์ข้อมูลภาพลักษณ์ในการ ท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยว เห็นว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรนี้มีความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สินมีความหลากหลายรูปแบบการเกษตรรวมถึงเหมาะแก่การท่องเที่ยวและพักผ่อน คำสำคัญ : แรงจูงใจ, ภาพลักษณ์, การท่องเที่ยวเชิงเกษตร, บ้านน้อยกลางป่าใหญ่
ข Abstract Research this the objective is to study the motivation and image of tourist attractions of tourists who visit Ban Noi Klang Pa Yai, Wang Tako Subdistrict, Lang Suan District, Chumphon Province, and to study development guidelines that are consistent with the motivation and image of tourists who visit Ban Noi Klang Pa Yai, Subdistrict. Wang Tako, Lang Suan District, Chumphon Province. Data were collected using a questionnaire on motivation and image of tourist attractions for 60 people, processed by descriptive analysis. The results of the study found that the sample group who traveled to Ban Noi in the middle of the big forest were female (53.3%), aged between 31-40 years (36.7%), had a bachelor's degree (41.7%), were employees of a private company (40.0%). Earn per month between 20,001 - 25,000 baht (23.3 percent) Southern hometown (76.7 percent) Agricultural tourism destination, little house in the middle of a big forest, Facebook (60.0 percent) Experience in agricultural tourism in the past 3 years (2021 - 2024) ) Results of motivation data analysis It was found that all aspects were at a high level. It was found that most were motivated by external environmental factors Next is the attracting factor of agricultural tourism destinations. and factors related to the internal needs of tourists and results of data analysis of tourists' image in agricultural tourism. It is seen that this agricultural tourism destination is safe for life and property, has a variety of agricultural forms, and is suitable for tourism and relaxation. Keywords: Motivation, Image, Agritourism, Little House In The Middle Of A Big Forest
ค กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยเรื่องแรงจูงใจและภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร สามารถดำเนินการจนประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เนื่องจากได้รับคำปรึกษา ความรู้ข้อคิดข้อแนะนำ จากจากผู้ช่วยศาสตราจารย์เบญจมาศ ณ ทองแก้ว จนกระทั่งการวิจัยครั้งนี้สำเร็จเรียบร้อยด้วยดีผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ณ ที่นี้ด้วย ขอขอบคุณนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน ณ บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอ หลังสวง จังหวัดชุมพร ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการทำแบบสอบถามเพื่อการวิจัยในครั้งนี้ ท้ายที่สุดของความสำเร็จในครั้งนี้ผู้วิจัยขอบขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยจนสำเร็จ ไปได้ด้วยดีทั้งบุคคลที่ได้กล่าวมาและยังไม่ได้กล่าวถึง ขอขอบพระคุณ บิดา มารดาที่ให้ชีวิตและสติปัญญา ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ให้ความช่วยเหลือ ความห่วงใยและกำลังใจแก่ผู้วิจัยมาตลอด หากมีข้อบกพร่องผู้วิจัย ขอน้อมรับไว้และขอตลอด หากมีข้อบกพร่องผู้วิจัยขอน้อมรับไว้และขออภัยไว้ณ โอกาสนี้ด้วย กมลวรรณ ภักดี นันท์นภัส เต็งทอง ภาณุชาติ จันทร์แสงทอง
ง สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ ก Abstract ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ฉ สารบัญรูปภาพ ช บทที่ 1 บทนำ 1 วัตถุประสงค์การวิจัย 2 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2 ขอบเขตการศึกษา 3 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร 5 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจ 11 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องภาพลักษณ์การท่องเที่ยว 14 บริบทของชุมชนวังตะกอ 16 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 23 กรอบแนวคิดการวิจัย 26 บทที่ 3 อุปกรณ์และวิธีการดำเนินการวิจัย 27 อุปกรณ์ 27 วิธีการดำเนินการวิจัย 27 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 27 เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล 28 การเก็บรวบรวมข้อมูล 30 สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล 30 บทที่ 4 ผลการวิจัย 31 ผลการวิเคราะห์ลักษณะทั่วไปของนักท่องเที่ยว 31 ผลการวิเคราะห์เกี่ยวกับแรงจูงใจในการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยว 34 ผลการวิเคราะห์เกี่ยวกับภาพลักษณ์ในการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยว 35
จ แนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ 36 สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 39 สรุปผล 39 อภิปรายผล 40 ข้อเสนอแนะ 41 เอกสารอ้างอิง 42 ภาคผนวก 44
ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า ตารางที่ 1 แสดงจำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง จําแนกตามสถานภาพส่วนบุคคล 32 ตารางที่ 2 แสดงค่าเฉลี่ยของแรงจูงใจในการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยว 34 ตารางที่ 3 แสดงค่าเฉลี่ยของภาพลักษณ์ในการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยว 35
ช สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า ภาพที่ 1 แผนที่จังหวัดชุมพร 17 ภาพที่ 2 พื้นที่ทั้งหมดของบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ 19 ภาพที่ 3 ประชุมสรุปงานโครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม 19 ภาพที่ 4 ผลิตภัณฑ์จากพริกไทย 20 ภาพที่ 5 กิจกรรม Eco print 20 ภาพที่ 6 อาหาร คาเฟ่บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ 21 ภาพที่ 7 อาหาร คาเฟ่บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ 21 ภาพที่ 8 อาหาร คาเฟ่บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ 22 ภาพที่ 9 อาหาร คาเฟ่บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ 22
1 บทที่ 1 บทนำ “ท่องเที่ยวเชิงเกษตร” เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่กำลังจะขึ้นมาเป็นกระแสหลักหลังเกิดการ แพร่ระบาดของโรค COVID-19 จากความเห็นผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าการท่องเที่ยวรูปแบบนี้ตอบ โจทย์ทั้งการหลีกหนีพื้นที่ชุมชนหนาแน่นได้ประสบการณ์กึ่งผจญภัย ได้เรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือจุดหมายที่น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด (South China Morning Post ) และถือเป็นกระแสมาแรงของเทรนด์ท่องเที่ยวในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ให้ นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ในแถบถิ่นชนบท และเป็นไปได้ว่าจะยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นช่วงหลัง COVID-19 (การท่องเที่ยวเชิงเกษตร , 2566) การท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่มีทรัพยากรหลักคือกระบวนการผลิตและ ผลผลิต เช่น การเพาะปลูก การแปรรูปผลผลิต รวมถึงความเป็นอยู่ของเกษตรกรหากมีการจัดสิ่งอำนวย ความสะดวกทางการท่องเที่ยวไว้ ให้บริการเกษตรกรจะสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่งเป็นจุดดึงดูดให้ นักท่องเที่ยวมีโอกาสสัมผัสและมีประสบการณ์ในการใช้การท่องเที่ยวและเป็นการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับ การผลิตและการจัดจำหน่ายปัจจัยการผลิต กิจกรรมการผลิตในฟาร์ม การเก็บรักษาการแปรรูปและ ผลิตผลพลอยได้จากสินค้าเกษตรจากการให้ความหมายข้างต้น จึงกล่าวได้ว่าการท่องเที่ยวเชิงเกษตร คือ การเดินทางท่องเที่ยวไปยังพื้นที่เกษตรกรรม สวนเกษตร สวนสมุนไพร ฟาร์มปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงเพื่อชื่น ชมความสวยงาม ความสำเร็จ และเพลิดเพลินในสวนเกษตรและเรียนรู้วิถีเกษตรกรรมของชาวชนบทเน้น การมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวในการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการเกษตรและวิถีการดำรงชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี รวมทั้งเป็นการนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดการเรียนรู้มาทำให้เกิดประโยชน์ ก่อให้เกิดรายได้ต่อชุมชนและตัวเกษตรกร พร้อมกับ การอนุรักษ์ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว ไม่ให้เกิดผล กระทบต่อชุมชนและผลกระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อม บนพื้นฐานความรับผิดชอบและมีจิตสำนึกต่อการ รักษาสภาพแวดล้อมของสถานที่แห่งนั้น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (2543) บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เป็นศูนย์การเรียนรู้เชิง เกษตรวิถีเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งก่อตั้งโดยนางสาวเมธยา ภูมิระวิ (เมย์) เกษตรกรรุ่นใหม่ที่ต้องการจะ ถ่ายทอดการทำการเกษตรแบบพอเพียง ใช้บ้านและสวนเป็นแหล่งให้นักท่องเที่ยวได้มาเรียนรู้และเปิด ประสบการณ์ บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ มีเนื้อที่ทั้งหมด 27 ไร่ ประกอบด้วย สวนเกษตรที่มีคุณประโยชน์ มี การปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ปลูกผัก ทำอาหารปลอดภัย สร้างอาหารและรายได้เองในครัวเรือนมีการกำจัดขยะ ได้เป็นอย่างดีโดยมีการแยกเศษขยะที่เป็นอินทรีกับอนินทรีย์และยังมีการวางระบบไหลเวียนน้ำได้อย่างมี ประสิทธิภาพโดยมีการขุดบ่อน้ำ 4 บ่อ ให้ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำโดยใช้พืชช่วยในการกรองน้ำเพื่อใช้ ไหลเวียนในสวนเกษตร นอกจากที่แห่งนี้ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางการเกษตรยังมีร้านกาแฟตกแต่งสไตล์ บ้านไม้สวนเกษตร 2 ชั้นอยู่ท่ามกลางป่าธรรมชาติ มีระเบียงริมน้ำที่สามารถมองเห็นปลาและสามารถให้
2 อาหารปลาได้มีการนำผลผลิตเกษตรมาสร้างเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ คือ เมนูเครื่องดื่ม กาแฟและไอศกรีม ได้แก่ ไอศกรีมมะม่วงเบาน้ำปลาหวาน อัญชัญ มะนาว แม้กระทั่งมะเม่ากินกับพริก เกลือ นำมาทำเป็นไอศกรีมที่มีรสชาติอร่อยลงตัว นอกจากนี้ที่บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ยังมีกิจกรรมที่ให้ นักท่องเที่ยวได้มาเรียนรู้และรับประสบการณ์ คือ กิจกรรมการทำเสื้อการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์บนผืนผ้า จากวัสดุธรรมชาติ(Eco Print) ที่ใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่ายในสถานที่มาทำลายเสื้อผ้า เช่น ใบไม้ และ ดอกไม้ ที่ให้ทั้งสีและลวดลายสวยงามแบบธรรมชาติ โดยมีนักท่องเที่ยวที่ออกแบบเป็นลายเสื้อของเราเอง กิจกรรมการทำ ยาดมสมุนไพร มีวิธีการทำใช้สมุนไพรที่มีอยู่ในสวนเกษตรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ สำหรับงานวิจัยเรื่องนี้ผู้วิจัยมีความสนใจและต้องการที่จะศึกษาเรื่องแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว ชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวบ้านน้อยกลางป่าใหญ่และสิ่งใดเป็นตัวกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวอยากมา ท่องเที่ยวและรวมถึงภาพลักษณ์ของบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เพื่อเสนอแนวทางการ พัฒนาพื้นที่ให้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น ต้องการนำแนวคิดของการพัฒนาการทำสวนเกษตรแบบเศรษฐกิจ พอเพียงและการทำพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรของบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ มาเป็นความรู้ให้กับผู้ที่มีความ ต้องการหาความรู้เรื่องเกี่ยวกับการทำสวนเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร วัตถุประสงค์ 1. เพื่อการศึกษาแรงจูงใจและภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนบ้านน้อย กลางป่าใหญ่ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร 2. เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับแรงจูงใจและภาพลักษณ์ของนักท่องเที่ยวที่มา ท่องเที่ยวบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ประโยชน์เชิงการศึกษาแรงจูงใจและภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่มาเยือน บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ผลจาการวิจัยครั้งนี้ทำให้ทราบถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจและภาพลักษณ์ของ นักท่องเที่ยว เช่น การบริการต่อสถานที่ท่องเที่ยว แรงจูงใจและภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อเป็น พื้นฐานของงานวิจัยในอนาคต 2. ประโยชน์เชิงศึกษาแนวทางการพัฒนา ผลจากการวิจัยครั้งนี้ทำให้ได้แนวทางในการพัฒนาการ ท่องเที่ยวเชิงเกษตร บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดให้ นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ผ่านทางช่องทางโซเชียวมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น FACEBOOK TIKTOK มีการพัฒนาในการโฆษณาผ่านโซเชียว มีการนำเสนอแลกเปลี่ยนความรู้การทำ การเกษตรและการท่องเที่ยว เชิงเกษตรให้นักท่องเที่ยวสร้างการรับรู้และเดินทางมาท่องเที่ยวบ้านน้อย กลางป่าใหญ่ เพื่อให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น
3 ขอบเขตการศึกษา การศึกษาแรงจูงใจและภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ต.วังตะกอ อ.หลังสวน จ.ชุมพร ได้มีขอบเขตดังนี้ 1.ขอบเขตด้านกลุ่มตัวอย่าง เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเที่ยวในบ้านกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ได้สุ่มตัวอย่างโดยการแจกแบบสอบถามให้กับนักท่องเที่ยวที่ เดินทางมาท่องเที่ยวบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ รวมถึงสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวเชิงลึกเจ้าของแหล่งท่องเที่ยว 2.ขอบเขตด้านเนื้อหา เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของลักษณะของบุคคลกับแรงจูงใจและ ภาพลักษณ์ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวในบ้านกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัด ชุมพร 3.ขอบเขตด้านภาพลักษณ์สถานที่ งานวิจัยนี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเมินภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลาง ป่าใหญ่จากมุมมองของนักท่องเที่ยว 4.ขอบเขตด้านระยะเวลา งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลโดยใช้ระยะเวลาตั้งแต่ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.แรงจูงใจ หมายถึง สิ่งที่ผลักดันและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางเพื่อตอบสนองความ ต้องการของตนเอง ประกอบด้วย แรงจูงใจผลักดัน หมายถึง เป็นแรงกระตุ้นภายในทางจิตวิทยาสังคม ความต้องการ ภายในตัวนักท่องเที่ยวที่กระตุ้นให้ผู้คนตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวและตัดสินใจเลือกเดินทาง มาเที่ยวในบ้านกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร 2.ภาพลักษณ์ของสถานที่ หมายถึง องค์รวมความประทับใจที่มีต่อสถานที่หนึ่งๆ หรือการรับรู้ เกี่ยวกับบ้านกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่เกิดจากการที่ นักท่องเที่ยวประเมินต่อสถานที่หรือประเมินต่อสภาพแวดล้อมของสถานที่นั้น 3.ท่องเที่ยวเชิงเกษตร หมายถึง การเดินทางท่องเที่ยวไปยังพื้นที่บ้านกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เพื่อชื่นชมความสวยงาม ความสำเร็จ และเพลิดเพลินในสวนเกษตร และ เรียนรู้วิถีเกษตรกรรมของชาวชนบท เน้นการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวในการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านการเกษตร และวิถีการดำรงชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี รวมทั้งเป็นการนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิด
4 การเรียนรู้ มาทำให้เกิดประโยชน์ก่อให้เกิดรายได้ต่อชุมชน และตัวเกษตรกรพร้อมกับการอนุรักษ์ควบคู่ไป กับการท่องเที่ยว ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน 4. บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ หมายถึง บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัด ชุมพร เป็นศูนย์การเรียนรู้เชิงเกษตรวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ที่ก่อตั้งโดยเกษตรรุ่นใหม่ที่ต้องการจะถ่ายทอด การทำการเกษตรแบบพอเพียง ใช้บ้านและสวนเป็นแหล่งให้นักท่องเที่ยวได้มาเรียนรู้
5 บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การทำวิจัย เรื่อง แรงจูงใจและภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ผู้ทำวิจัยได้มีการรวบรวม แนวคิด บทความ ทฤษฎี ดังต่อไปนี้ 1. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร 2. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจ 3. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องภาพลักษณ์การท่องเที่ยว 4. บริบทของชุมชนวังตะกอ 5. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6. กรอบแนวคิดการวิจัย 2.1 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ความหมายของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร “การท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agrotourism) หมายถึง การท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นทางด้านการเรียนรูวิถี เกษตรกรรม โดยอาจให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วม ในการดําเนินกิจกรรมให้เกิดการเรียนรูด้านการเกษตร และวิถีการดํารงชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีและเป็นการนําเอาทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ประโยชนเพื่อสร้าง รายได้แก่ครอบครัวและชุมชน” (กรมการท่องเที่ยว , 2557) การศึกษาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อทราบถึงสถานการณ์ด้านความพร้อมศักยภาพ ในการรองรับของแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ได้อย่างยั่งยืน (เบญจมาศ อยู่ประเสริฐ , 2560) การท่องเที่ยวเชิงเกษตร “ถือเป็นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนรูปแบบใหม่ทั้งของประเทศไทยและ นานาประเทศ ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยว ได้มีส่วนร่วมในการสัมผัสกับธรรมชาติโดยมีกระบวนการ เรียนรู้ด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งทําให้นักท่องเที่ยว เกิดจิตสํานึกที่จะอนุรักษ์และตระหนักถึงความสําคัญของ ธรรมชาติทําให้การท่องเที่ยวรูปแบบนี้กลายเป็นการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน” (เทิดชาย ช่วยบำรุง , 2553) โดยสรุป การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่มุ้งเน้นการศึกษาเรียนรู้ทางด้าน เกษตรกรรม โดยมีทรัพยากรการเกษตรและวิธีการทําการเกษตรของเกษตรกรเป็นทรัพยากร ทางการ ท่องเที่ยวที่ถูกแบ่งรูปแบบแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของการจัดการ หรือกิจกรรมของ แหล่ง ท่องเที่ยวนั้นๆ และให้ก่อเกิดรายได้แก่เกษตรกรควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางการ เกษตรของ แหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย
6 องค์ประกอบการท่องเที่ยวเชิงเกษตรว่ามีส่วนที่ สําคัญ 3 ส่วน คือ 1. ทรัพยากรการท่องเที่ยวการเกษตร คือ ทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตผลผลิต ทางการเกษตรไม่ว่า จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเช่น แสงแดด ดิน น้ำ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์เป็นต้น หรือการจัดการโดย มนุษย์เช่น เครื่องมือทางการเกษตรต่างๆ เทคโนโลยีทางการเกษตร เป็นต้น 2. ตลาดการท่องเที่ยว เนื่องจากตลาดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นตลาดการท่องเที่ยวเฉพาะ (Niche Market) จึงทําให้การจัดการด้านการตลาดมีลักษณะที่เจาะจงเฉพาะ กลุ่มโดยต้องเป็นกลุ่ม นักท่องเที่ยวที่มีความสนใจกิจกรรมทางการเกษตรต้องการที่จะเรียนรู้ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น จริงๆ 3. บริการการท่องเที่ยว บริการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่น ที่พัก ร้านอาหาร การบริการนําเที่ยว จะต้องเกี่ยวกับการเกษตรชนบท ตัวอย่างบริการที่ชัดเจน คือ ที่พักตามบ้าน (Homestay) และที่พักตาม สวนเกษตรต่างๆ (Farm stay) นิออน ศรีสมยง (2552) ประเภทของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (2549) ได้ทําการจัดประเภทของแหล่ง ท่องเที่ยวเชิงเกษตรออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. แหล่งท่องเที่ยวเกษตรประเภทชุมชน หรือ หมู่บ้านท่องเที่ยวการเกษตร เป็นการดําเนินการ ร่วมกันของชุมชน หรือสมาชิกกลุ่มเกษตรกรในหมู่บ้าน มีทั้งประเภทท่องเที่ยว ระยะสั้นไม่เกินหนึ่งวัน และประเภทที่พักค้างแรมในหมู่บ้านได้เช่น หมู่บ้านปลูกหม่อน หมู่บ้านเพาะเห็ด เป็นต้น 2. แหล่งท่องเที่ยวเกษตรประเภทรายบุคคล หรือรายกิจกรรมเป็นพื้นที่ เกษตรส่วนบุคคล คือเป็น พื้นที่ของเกษตรกรรายใด รายหนึ่งโดยเฉพาะ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพื้นที่เกษตรที่ประสบความสําเร็จใน การเพาะปลูก เช่น สวนทุเรียน สวนส้ม สวนดอกดาวเรือง เป็นต้น ซึ่งทางกรมเกษตรจะมีส่วนในการ ส่งเสริม สนับสนุนด้านเทคโนโลยีและการจัดการ เช่น การอบรมวิธีการต้อนรับนักท่องเที่ยว การจัดการ พื้นที่การจัดแสดงสินค้าเกษตรกรรมแปรรูป และสินค้าหัตถกรรมของกลุ่มแม่บ้าน เป็นต้น 3. แหล่งท่องเที่ยวเกษตรประเภทเทศกาลหรือปรากฏการณ์เป็นการจัดงานมหกรรมทาง การเกษตร หรือ เทศกาลทางการเกษตรที่น่าสนใจ เช่น งานวันเงาะโรงเรียน หรือ เป็นปรากฏการณ์ที่ น่าสนใจในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น ทุ่งดอกบัวตองบาน เป็นต้น รูปแบบการท่องเที่ยวตามความสนใจของนักท่องเที่ยวออกเป็น 7 กิจกรรม (รําไพพรรณ แก้ว สุริยะ, 2547) คือ
7 1. การทํานา (Rice Cultivation) การทํานาปีการทํานาปรัง การทํานา หว่าน การทํานาขั้นบันได พิพิธภัณฑ์ข้าว ความรู้เรื่องข้าวสายพันธุ์ต่างๆ ประเพณีพิธีกรรมเกี่ยว กับข้าว และวัฒนธรรมการกินข้าว ไทย เป็นต้น 2. การทําสวนไม้ตัดดอก (Cutting Flowers) การทําสวนดอกไม้นานาชนิด เพื่อตัดดอกขาย เช่น สวนกุหลาบ ฟาร์มกล้วยไม้สวนเบญจมาศ สวนไม้ดอกไม้ประดับนานาชนิด ไม้กระถามทุกประเภท รวมถึงไร่ทานตะวันซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจด้วย 3. การทําสวนผลไม้(Horticulture) การทําสวนผลไม้ทุกประเภทรวมถึงการทําสวนเกษตรการ ทําเกษตรแผนใหม่ การทําสวนสมรม รวมถึงการทําสวนยางพารา สวนไผ่สวนปาล์มน้ำมัน 4. การทําสวนครัวสวนผัก (Vegetables) การปลูกพืชผักสวนครัวทุก ประเภทรวมถึงการทําไร่ผัก ไร่ถั่ว ไร่ข้าวโพดข้าวฟ่าง ไร่พริกไทย ไร่สับประรด บางครั้งรวมถึงพืชไร่ เช่น อ้อยและมันสําปะหลัง เป็นต้น 5. การทําสวนสมุนไพร (Herbs) การปลุกพืชสมุนไพรนานาชนิดเพื่อใช้เป็นอาหารเสริม พืชผัก สวนครัวข้างบ้าน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ เป็นอาหารเสริม เป็นเครื่องสําอาง และเพื่อใช้ในแพทย์แผนไทย 6. การทําฟาร์มปศุสัตว์(Animal Farming) การเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์เศรษฐกิจนานาชนิด เช่น การเลี้ยงไหม การทําฟาร์มผึ้ง การทําฟาร์มวัว การทําฟาร์มปลา ปลาน้ำจืด ปลาน้ำกร่อย เป็นต้น 7. งานเทศกาลผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ (Agro – Festival) การจัดงานเพื่อส่งเสริม การขายผลิตผลทาง การเกษตร เมื่อถึงฤดูที่พืชผลเหล่านั้นออกชุก เช่น มหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ งานเทศกาลลิ้นจี่ งาน เทศกาลลําไย งานเทศกาลกินปลา เป็นต้น มาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร กรมการท่องเที่ยว (2553) การกําหนดกรอบแนวคิดและกําหนดเกณฑ์ มาตรฐานคุณภาพแหล่ง ท่องเที่ยวเชิงเกษตรพิจารณา จากองค์ประกอบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 5 ปัจจัยร่วมกับมุมมอง ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน 5 ปัจจัย ดังนี้ องค์ประกอบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 1. ปัจจัยด้านความดึงดูดของแหล่งท่องเที่ยว (Attraction) 2. ปัจจัยด้านสิ่งอํานวยความสะดวก (Amenities) 3. ปัจจัยด้านการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว (Accessibility) 4. ปัจจัยด้านความหลากหลายของกิจกรรม (Activities) 5. ปัจจัยด้านที่พัก (Accommodation)
8 มุมมองด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน 1. ปัจจัยด้านการจัดการแหล่งท่องเที่ยว (Site Management) 2. ปัจจัยด้านแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตร (Knowledge Management) 3. ปัจจัยด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนและความเข้มแข็ง (Community Participations and Community Strength) 4. ปัจจัยด้านความมีไมตรีจิต (Hospitality) 5. ปัจจัยด้านความปลอดภัย (Safety) ทั้งนี้จากการศึกษาองค์ประกอบ 10 ปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยสามารถนำมาสรุปเป็นศักยภาพ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างยั่งยืนได้4 องค์ประกอบ คือ 1. ศักยภาพการบริหารจัดการของแหล่ง ท่องเที่ยวเชิงเกษตร 2. ศักยภาพการรองรับของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร 3. ศักยภาพการให้บริการของ เที่ยวเชิงเกษตร 4. ศักยภาพการดึงดูดใจของเที่ยวเชิงเกษตรมาเป็นแนวทางในการจัดการและประเมิน รูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตร กรมการท่องเที่ยว (2553) องค์ประกอบที่ 1: ศักยภาพการบริหารจัดการของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร หมายถึง ความสามารถในการดําเนินงาน วางแผนควบคุมดูแลและจัดการแหล่งท่องเที่ยวให้สามารถ อยู่ได้อย่าง ยั่งยืน ประกอบด้วย 10 ตัวชี้วัด ดังนี้ 1. โครงสร้างการบริหารจัดการองค์กรและแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวพิจารณาจากการวางแผน บุคลากร งบประมาณ ผลิตผลทางการเกษตร แผนการตลาด เป็นต้น 2. การกําหนดแผนการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ เช่น กําหนดเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ เพื่อการเกษตร พื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว พื้นที่อนุรักษ์ถนนและลานจอดรถ เป็นต้น 3. การจัดการด้านความปลอดภัยสําหรับนักท่องเที่ยวการเตรียมความพร้อมด้านการรักษาความ ปลอดภัย การรักษาพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย 4. การจัดการของเสียในแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่ ขยะ สิ่งปฏิกูล น้ำเสีย และมลพิษในอากาศที่เกิด จากกิจกรรมการท่องเที่ยว 5. การยอมรับและความร่วมมือกับชุมชนโดยรอบ ได้แก่ การมีส่วนร่วมในวิสาหกิจชุมชนการ รักษาวัฒนธรรม การจ้างงานและสร้างรายได้ในชุมชน 6. การสร้างเครือข่ายเพื่อสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่ บริษัทท่องเที่ยวความเชื่อมโยงกับแหล่ง ท่องเที่ยวอื่นๆ การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน
9 7. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การรักษาความอุดมสมบูรณ์ของ ทรัพยากรการผลิต ได้แก่ดิน น้ำ ป่าไม้การผลิตแบบปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัย 8. การบํารุงรักษาระบบสาธารณูปโภคและทรัพยากรการท่องเที่ยว ได้แก่ การรักษาความสะอาด ห้องน้ำและที่พัก การดูแลรักษาระบบถนน ไฟฟ้า ประปา และโทรศัพท์การปรับปรุงภูมิทัศน์ของแหล่ง ท่องเที่ยว 9. การส่งเสริมการขาย เพิ่มมูลค่าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ได้แก่การแปรรูปผลผลิต การเกษตรไปเป็นผลิตภัณฑ์เกษตร การพัฒนาฉลากและบรรจุภัณฑ์การยกระดับมาตรฐานสินค้าไปสู่ สากลเพื่อสร้างแรงจูงใจในการซื้อสําหรับลูกค้า 10. การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่ แผ่นพับ ป้ายโฆษณา การ ประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บไซต์หนังสือพิมพ์วิทยุ หรือโทรทัศน์เป็นต้น องค์ประกอบที่ 2 : ศักยภาพการรองรับของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร หมายถึง ความพร้อมใน การจัดหาบริการขั้นพื้นฐานสําหรับนักท่องเที่ยวได้อย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยว อีกทั้งเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเสริมสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว ประกอบด้วย 7 ตัวชี้วัด ดังนี้ 1. เส้นทางการเดินทางเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวเดินทางสะดวกและปลอดภัย (ความสะดวก พิจารณาจากช่วงเวลาที่สามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้ต่อปี) 2. ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ได้แก่ ถนน ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์และ อินเตอร์เน็ต 3. ความพร้อมด้านที่พักสําหรับบริการนักท่องเที่ยว ได้แก่การมีหรือไม่มีที่พักในแหล่งท่องเที่ยว ประเภทของที่พัก เช่น ที่พักแบบโฮมสเตย์หรือแบบกางเต็นท์นอน 4. ความพร้อมด้านอาหารสําหรับนักท่องเที่ยวแบ่งเป็นไม่มีอาหารบริการมีอาหารบริการ เฉพาะ เมื่อสั่งจองล่วงหน้า และมีร้านอาหารบริการในแหล่งท่องเที่ยว 5. การกําหนดจํานวนนักท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ มีการกําหนดจํานวนนักท่องเที่ยว เข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวหรือไม่มีการกระจายหรือส่งต่อนักท่องเที่ยวไปสู่แหล่ง ท่องเที่ยวอื่นหรือไม่เมื่อมี นักท่องเที่ยวเกินกว่าจํานวนที่กําหนด 6. การเตรียมความพร้อมของบุคลากรในการรองรับนักท่องเที่ยวมีบุคลากรพร้อมต้อนรับ นักท่องเที่ยวตลอดเวลาหรือไม่ และมีเพียงพอหรือไม่ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว 7. การกําหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมสําหรับการท่องเที่ยว มีการกําหนดช่วงฤดูกาลหรือระยะเวลา เปิด-ปิด ของแหล่งท่องเที่ยวที่เหมาะสมสําหรับการท่องเที่ยวได้ตลอดปีหรือไม่
10 องค์ประกอบที่ 3 : ศักยภาพการให้บริการของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร หมายถึง ความสามารถ ในการสร้างคุณค่าให้กับตัวสินค้าที่ให้บริการภายในแหล่งท่องเที่ยว ประกอบด้วย 9 ตัวชี้วัด ดังนี้ 1. การต้อนรับและสร้างความคุ้นเคยสําหรับนักท่องเที่ยวมีการบรรยายแนะนําสถานที่และ กิจกรรมการท่องเที่ยวแจ้งให้ทราบถึงกติกาและการปฏิบัติตนของนักท่องเที่ยว ขณะเยี่ยมชมหรือพักอยู่ใน พื้นที่แหล่งท่องเที่ยว 2. มีมัคคุเทศก์หรือผู้นําชมสําหรับนักท่องเที่ยว เพื่ออธิบายถ่ายทอดความรู้และข้อมูลแหล่ง ท่องเที่ยวได้อย่างครบถ้วน มัคคุเทศก์หรือผู้นําชมสามารถพูดภาษาต่างประเทศได้หรือไม่ 3. ร้านขายของใช้ประจําวันของฝากและของที่ระลึกสําหรับให้บริการนักท่องเที่ยวจับจ่ายซื้อ สินค้าและผลิตภัณฑ์ใช้ในแหล่งท่องเที่ยวหรือนํากลับบ้าน 4. ความหลากหลายของกิจกรรมในแหล่งท่องเที่ยวมีกิจกรรมที่เสริมสร้างความรู้การพักผ่อน และให้ความบันเทิงภายในแหล่งท่องเที่ยวกี่ประเภท 5. การให้บริการด้านความรู้และข้อมูลของแหล่งท่องเที่ยว เช่น เอกสารหรือแผ่นพับ บอร์ด หรือ ป้ายแสดงข้อมูลหรือความรู้ด้านการเกษตรและการสาธิตวิธีปฏิบัติ 6. การให้บริการด้านยานพาหนะเยี่ยมชมสําหรับนักท่องเที่ยว ได้แก่ บริการรถพ่วง รถจักรยาน หรือพาหนะต่างๆสําหรับบริการนักท่องเที่ยวแบบหมู่คณะหรือส่วนบุคคล 7. การให้บริการติดต่อสื่อสารสําหรับนักท่องเที่ยว ได้แก่ การให้บริการส่ง จดหมาย โทรศัพท์ ภายในและภายนอกประเทศบริการอินเตอร์เน็ต 8. การให้บริการการฝึกอบรมและการถ่ายทอดองค์ความรู้ได้แก่ การให้บริการอุปกรณ์ฝึกทักษะ เพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองและการให้บริการฝึกอบรมเป็นหมู่คณะ 9. การให้บริการสําหรับผู้สูงอายุและคนพิการ แหล่งท่องเที่ยวมีสิ่งอํานวยความสะดวกสําหรับ บริการผู้สูงอายุและคนพิการหรือไม่ที่สําคัญ ได้แก่ ห้องน้ำ ทางลาดเอียงทางสัญจรสื่อเพื่อการเรียนรู้และ ฝึกอาชีพผู้สูงอายุและคนพิการ องค์ประกอบที่ 4 : ศักยภาพการดึงดูดใจของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร หมายถึง ความสามารถใน การสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว ประกอบด้วย 8 ตัวชี้วัด ดังนี้ 1. ความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีการเกษตรและองค์ความรู้เฉพาะที่เป็นต้นแบบของการทํา เกษตรกรรม เช่น การผลิตพืชแบบไม่ใช้ดิน ฟาร์มโคนมสมัยใหม่ที่มีคุณค่าต่อการเรียนรู้และมีการถ่ายทอด ความรู้ให้นักท่องเที่ยว
11 2. ความโดดเด่นด้านเศรษฐกิจพอเพียงและภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การเกษตรทฤษฎีใหม่ การเกษตรกรรมเกษตรอินทรีย์การผลิตสารชีวภาพเพื่อกําจัดศัตรูพืช เป็นต้น 3. สภาพธรรมชาติและความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวมีความสวยงามตามธรรมชาติหรือได้รับ การตกแต่งภูมิทัศน์ให้มีความสวยงามและกลมกลืนกับธรรมชาติ 4. ความเชื่อมโยงของแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายประเภท ภายในระยะ รัศมี20 กิโลเมตร มี แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ หรือไม่ เช่น แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแหล่งท่องเที่ยว เชิงนิเวศ หรือ แหล่ง ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์เป็นต้น 5. การได้รับรางวัล ใบรับรอง หรือใบประกาศเกียรติคุณจากองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับ การเกษตร หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว หรือสิ่งแวดล้อมหรือวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น รางวัล กินรีรางวัลโลกสีเขียว ตราสัญลักษณ์A (Agro tourism) ใบรับรอง GAP จากกรมส่งเสริมการเกษตรเป็น ต้น 6. ความโดดเด่นและหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเพื่อจําหน่ายสําหรับนักท่องเที่ยว เช่น ไวน์สบู่สมุนไพร ผลไม้แปรรูปสินค้าหัตถกรรม เป็นต้น 7. ความโดดเด่นและความหลากหลายของกิจกรรมในแหล่งท่องเที่ยว เช่น การอบ การนวด และ ประคบสมุนไพร การขี่ม้า การรีดนมวัว การเก็บผลไม้การคราดหอย การตก ปลา การนั่งช้าง เป็นต้น 8. การเรียนรู้วิถีชีวิตหรือร่วมทํากิจกรรมกับเกษตรกร ได้แก่การร่วม กิจกรรมและพักค้างคืนกับ เกษตรกรในที่สูงการสัมผัสชีวิตของชาวนาไทยในภาคกลางการร่วมกิจกรรมกับชาวประมงชายฝั่งทะเล การร่วมกินอยู่และทํากิจกรรมกับชาวสวนเกษตร เป็นต้น 2.2 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจ ภารดีอนนัตน์าวี(2555) กล่าวว่าแรงจูงใจ หมายถึงกระบวนการทีทำให้มนุษย์กระทำกิจการงาน อย่างใดอย่างหนึ่งจุดมุ่งหมายมีทิศทางและช่วยให้กิจการงานที่กระทำนั้นคงสภาพอยู่ต่อไปโดยทีมนุษย์ จะต้องมีเจตคติทักษะและความเขา้ใจในกิจการนั้นอย่างแท้จริง จอมพงศ์มงคลวนิช (2556) กล่าวว่า แรงจูงใจ หมายถึงความกระตือรือร้นในการปฏิบัติงานของ บุคลากรให้เป็นผลสำเร็จออกมา ซึ่งจะได้ผลดีหรือไม่มากก็น้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าผู้บริหารจะสามารถจูง ใจให้บุคลากรปฏิบัติด้วยการทุ่มเทให้ได้ผลงานที่ดีอย่างไรหรือมากน้อยเพียงใด สัมมา รธนิธย์(2556) กล่าวว่า แรงจูงใจ (Motivation) หมายถึงความปรารถนาทีจะกระทำ กิจกรรมใดๆที่คิดว่ามีคุณค่าด้วยความเต็มใจของบุคคลในการที่จะอุทิศกายและใจในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ บรรลุเป้าหมายโดยได้รับผลตอบแทนการกระทำนั้นๆเป็นสิ่งจูงใจ(Incentives) ที่เป็นสิ่งเร้าที่มากระตุ้น หากบุคคลมีเจตคติที่ดีต่องานและเพื่อนร่วมงาน
12 สรุปได้ว่า แรงจูงใจ หมายถึงกระบวนการที่ทำให้พลังจากภายในจิตใจของบุคคลมีความต้องการ จะกระทำหรือปฏิบัติสิงใดสิ่งหนึ่งให้ประสบความสําเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ใน ประเทศไทยพบว่าแรงจูงใจแบบผลักเป็นรูปแบบแรงจูงใจที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาได้มากที่สุด ประกอบด้วยอาหารไทยที่รสชาติอร่อยและหลากหลายและวัฒนธรรมประเพณีไทยล้วน Yiamjanya & Wongleedee (2014) ลักษณะของแรงจูงใจ อิทธิพลของสื่อต่างๆ แรงจูงใจและปัจจัยผลักที่มีผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวมีระดับ ความสําคัญทางแรงจูงใจด้านปัจจัยผลักด้านอิทธิพลของสื่อโดยใช้แนวคิดของทางด้านการรับรู้ให้ ความหมายการรู้สึกและการรับรู้คือ การที่อวัยวะรับความรู้สึกมีหน้าที่รับรู้ข้อมูลที่อยู่รอบๆตัวส่งผ่าน เส้นประสาทขึ้นสู้สมองโดข้อมูลต่างๆจะอยู่ในรูปของพลังงาน เช่น ความร้อน แสง เสียง อวัยวะรับ ความรู้สึกแต่ละชนิดจะรับพลังงานได้เฉพาะ เช่น ตารับแสง หูรับเสียง ผิวหนังรับสัมผัส ปากรับรส (สุพรรษา เทียมประสิทธิ์, 2561) สรุปได้ว่า การจูงใจเป็นกระบวนการที่บุคคลถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าโดยจงใจให้กระทําเพื่อให้บรรลุ จุดประสงค์บางอย่างซึ่งจะเห็นได้พฤติกรรมที่เกิดจากการจูงใจเป็นพฤติกรรมที่มิใช่เป็นเพียงการ ตอบสนองสิ่งเร้าปกติธรรมดา ยกตัวอย่างลักษณะของการตอบสนองสิ่งเร้าปกติคือ การขานรับเมื่อได้ยิน เสียงเรียกแต่การตอบสนองสิ่งเร้าจัดว่าเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการจูงใจ แรงจูงใจจะทําให้แต่ละบุคคล เลือกพฤติกรรมเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป (นกัญ จันทโภโต, 2561) แรงจูงใจสามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ แรงจูงใจแบบผลักและ แรงจูงใจแบบดึงปัจจัยผลักดัน (Push factors) เป็นมูลเหตุภายในของตัวบุคคลที่ต้องการเดินทาง ท่องเที่ยวหลังจากนั้นการตัดสินใจเลือกที่จะเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่นั้นขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของ แหล่งท่องเที่ยวซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดที่ทําให้นักท่องเที่ยวเดินทางไป ณ จุดหมายปลายทางเหล่านั้นเพื่อ ตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้นส่วนปัจจัยดึงดูด (Pull factors) เป็นปัจจัยจูงใจจากตัวแหล่งท่องเที่ยว เองที่กระตุ้นให้บุคคลตัดสินใจเลือกเดินทางไปท่องเที่ยวยังแหล่งท่องเที่ยวใดแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งเป็นการ เฉพาะเพื่อตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้น เช่น ความสะดวกสบายในการเดินทางชื่อเสียงความ หลากหลายของกิจกรรมความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยว แรงจูงใจแบบผลักและแรงจูงใจแบบดึงมีรายละเอียดดังนี้ 1. แรงจูงใจผลัก (Push factors) คือ ความต้องการทางกายภาพ เช่น ร่างกายเรา ต้องการ พักผ่อนจากการทํางานหนักการเดินทางเพื่อท่องเที่ยวจึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกของการพักผ่อนสาเหตุเกิด ของความเครียดและความจําเจ คือทํางานเหมือนเดิมทุกๆวันการเจอสภาพรถติดการที่เช้าออกจากบ้าน เย็นเข้าบ้าน ก็อยากหลีกหนีสิ่งเดิมๆต้องการพบสิ่งใหม่ๆสถานที่ใหม่ๆและดีใจที่ได้ไปในสถานที่ใหม่ๆ หรือ การเดินทางซึ่งเกิดจากความต้องการที่จะศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับชนชาติประเพณีวัฒนธรรม
13 การดํารงชีวิตที่แตกต่างไปจากที่อยู่เดิม และความต้องการเดินทางเพื่อให้โอกาสในการเข้าสังคมและหา โอกาสที่จะติดต่อสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ๆ 2. แรงจูงใจดึง (Pull factors) คือ ปัจจัยที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปในแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการเลือก จุดหมายปลายทาง เช่น การประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว การลดราคาโรงแรมช่วงหน้าฝน เทศกาล งานสําคัญต่างๆ ล้วนแต่เป็น เป็นแรงดึงสําคัญที่ทําให้นักท่องเที่ยวเดินทางแต่เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน บุคคลจะแสดงพฤติกรรมเพื่อ ตอบสนองสิ่งจูงใจดังกล่าวเฉพาะกรณีที่ต้องการสิ่งตอบแทนเท่านั้น แรงจูงใจทั้งสองตัวข้างต้น เป็นจุดเริ่มต้นและเป็นปลายทางของนักท่องเที่ยวแต่ละคนแตกต่างกัน ไป ปัจจัยผลักเป็นแรงกระตุ้นภายในให้คนตัดสินใจเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวหรือออก จากสภาพแวดล้อม เดิมๆ ในการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยทางจิตวิทยาสังคม ประกอบด้วย การหลีกหนีจากสภาพสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ต้องการค้นหาและประเมินตนเอง ส่วนปัจจัยดึงหรือปัจจัยทางวัฒนธรรมในการท่องเที่ยว ประกอบด้วย การได้พบสิ่งแปลกใหม่ และการได้ศึกษาเรียนรู้ความสัมพันธ์ของแรงจูงใจในการท่องเที่ยวด้านปัจจัยผลัก และปัจจัยดึง โดยมีการอธิบายเพิ่มเติมว่าปัจจัยผลักจะเกิดขึ้นก่อนจากนั้นปัจจัยดึงจึงเกิดตามมาซึ่ง นักท่องเที่ยวจะเลือกแหล่งท่องเที่ยวชนิดใดหรือแบบใดก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยผลักในตัวนักท่องเที่ยวมีความเชื่อ ว่านักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวเพราะได้รับแรงกระตุ้นที่มีความแตกต่างกันระหว่างความต้องการในตัว นักท่องเที่ยวที่เป็นปัจจัยผลักและสิ่งดึงดูดใจในแหล่งท่องเที่ยวให้คนตัดสินใจที่จะเดินทางเป็นปัจจัยดึง หรือปัจจัยภายนอกของตัวบุคคล ได้แก่ ความสวยงามน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณีรวมทั้งสิ่งอํานวยความสะดวกในด้านสถานที่พักและการเดินทาง เป็นต้น (วรพงศ์ภูมิบ่อพลับ, 2561) ศุภกร เสรีรัตน์ (2544) กล่าวว่า แรงจูงใจที่เป็นตัวกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวอยากเดินทางมา ท่องเที่ยวแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัย ดังนี้1) ปัจจัยผลักดัน (Push Factor) เป็นแรงจูงใจที่ผลักดันให้เกิดความ ต้องการที่อยากจะเดินทางมาท่องเที่ยว ได้แก่ 1.1 ความต้องการที่จะหลีกหนีความจำเจในชีวิตหนีความวุ่นวายความเบื่อหน่ายจาก ชีวิตประจำวัน เพื่อต้องการมาท่องเที่ยวมาสัมผัสกับบรรยากาศใหม่ๆ 1.2 การต้องการเปิดหูเปิดตาเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้นหาความแปลกใหม่ในชีวิตสร้างโอกาสในการ ค้นหาตัวเอง 1.3 การต้องการพักผ่อนหย่อนใจ คลายความเครียดจากการทำงานหาความสงบให้กับตัวเอง 1.4 การต้องการสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับตนเองสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ 1.5 การต้องการทำในสิ่งที่ท้าทายกล้าตัดสินใจ 1.6 การต้องการผจญภัย เพื่อแสดงออกถึงความแข็งแรง ความอดทน ปัจจัยดึงดูด (Pull Factors)
14 เป็นแรงจูงใจที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวยังสถานที่นั้น ๆ ได้แก่ 2.1 ความสวยงามของสถานที่ ทิวทัศน์ธรรมชาติต่าง ๆ 2.2 ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในอดีต เรื่องราวสำคัญต่างๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว เดินทางมาท่องเที่ยวเพื่อมาชมหรือมาศึกษาประวัติศาสตร์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวเพื่อมา ชม 2.3 กิจกรรมทางด้านการเรียนรู้ทางด้านกีฬาปัจจัยที่เป็นตัวผลักดันและดึงดูดที่เป็นแรงกระตุ้นให้ นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางมาท่องเที่ยวในสถานที่นั้นๆ ได้แก่ 1) สิ่งจูงใจทางกายภาพ เช่น การได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น 2) สิ่งจูงใจด้านวัฒนธรรม เช่น วิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เป็นต้น 3) สิ่งจูงใจด้านส่วนตัว เช่น การเยี่ยมญาติการทำบุญ เป็นต้น 4) สิ่งจูงใจด้านสถานภาพและชื่อเสียง เช่น การพัฒนาตัวเอง การศึกษาต่อ เป็นต้น 2.3 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว หมายถึง ภาพที่มีต่อการท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใดแห่งหนึ่ง ในด้านต่างๆ ดังนี้ 1. ภาพลักษณ์องค์กร เป็นภาพที่เกิดขึ้นในใจนักท่องเที่ยวที่มีผลต่อองค์กรที่กำกับดูแล การ ท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ซึ่งประกอบด้วยภาพลักษณ์ด้านชื่อเสียงขององค์กร ภาพลักษณ์ด้าน ความยั่งยืนของแหล่งท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ด้านการดำเนินงานขององค์กร เป็นต้น (สิงหนาท เอียด จุ้ย , 2558) 2. ด้านภาพลักษณ์สินค้าและบริการ เป็นภาพที่เกิดขึ้นในใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อสินค้าและ บริการขององค์กร ดังนั้นองค์กรที่ขายสินค้าและบริการที่ไม่มีคุณภาพ หรือที่มีโทษต่อร่างกายย่อมส่งผล เชิงลบต่อภาพลักษณ์ของสินค้าและบริการ อีกทั้งยังส่งผลเชิงลบต่อองค์กรด้วย เช่น ภาพลักษณ์ของสินค้า และบริการที่ดีจะต้องมีความหลากหลายแปลกใหม่มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม มีความสะอาด และการตั้งราคา จะต้องเหมาะสมกับคุณภาพของสินค้าและบริการนั้น 3. ด้านภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยว เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวคิดเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวด้านต่างๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ประกอบด้วย ความสวยงาม ความสะอาด ความปลอดภัย ความเป็น เอกลักษณ์และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติของแหล่งท่องเที่ยวนั้น เป็นต้น ภาพลักษณ์สถานที่ คือ องค์รวม ของความประทับใจที่มีต่อสถานที่หนึ่งๆ หรือการรับรู้เกี่ยวกับ สถานที่หนึ่งๆ เช่น ภาพลักษณ์แหล่ง ท่องเที่ยว ร้านอาหาร สภาพแวดล้อม ที่พัก ฯลฯ ซึ่งเป็นภาพลักษณ์
15 ที่เกิดจากการที่นักท่องเที่ยว ประเมินต่อสถานที่ท่องเที่ยว หรือประเมินต่อสภาพแวดล้อมของสถานที่นั้นๆ โดยภาพลักษณ์สถานที่ จะมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกเดินทาง ของนักท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่จะเลือกเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ที่มีภาพลักษณ์ที่ดีเช่น สถานที่ที่มีชื่อเสียง ที่มีความ สวยงาม มีความสะอาด และมีความปลอดภัยในทางตรงกันข้ามนักท่องเที่ยวจะหลีกเลี่ยงที่จะ เดินทางไปยังสถานที่ที่มีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีกล่าวคือ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะไม่เลือกเดินทางไปยังสถานที่ ที่สกปรก สถานที่ที่ไม่ปลอดภัยสถานที่ที่มีความไม่มั่นคงทางการเมืองหรือเกิดการประท้วงการจลาจลเป็น ต้น ดังนั้น สถานที่จําเป็นต้องบริหารจัดการภาพลักษณ์อย่างละเอียดอ่อนเพราะคือสิ่งที่สําคัญในการ ตัดสินใจเลือกเดินทางไปยังจุดหมายนั้นๆ ของนักท่องเที่ยว (กิตติมา สนดา , 2558 ) ภาพลักษณ์ของสถานที่ประกอบด้วยภาพลักษณ์ที่เกิดจากการรับรู้(Cognitive Image) ภาพลักษณ์ที่เกิดจากความรู้สึกหรือทัศนคติ(Affective Image) และภาพลักษณ์ที่มีต่อสถานที่ท่องเที่ยว โดยรวม (Overall/Global Image) ภาพลักษณ์ที่เกิดจากการรับรู้(Perceptual/Cognitive Image) เป็น การรับรู้ที่เกิดจากการเห็นหรือได้ยินจากสื่อต่างๆ รวมถึงการรับรู้ที่ตนเองได้เห็นหรือมีประสบการณ์การ ท่องเที่ยวในแหล่ง ท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งภาพลักษณ์ที่เกิดจากการรับรู้เป็นภาพลักษณ์ที่ส่งผลให้เกิดความเชื่อ (Beliefs) หรือความรู้(Knowledge) เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ ได้แก่ ความโดดเด่นของแหล่ง ท่องเที่ยวประเพณีและวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ เป็นต้น ซึ่งความเชื่อหรือความรู้เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวที่ ได้รับมาจากแหล่งข้อมูลตามสื่อต่างๆ จะเป็นปัจจัยหนึ่งในการจูงใจหรือการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเกิด ความอยากรู้อยากเห็นและเกิดความสนใจที่จะมาสัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวใหม่ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์กับแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ มาก่อนภาพลักษณ์ที่เกิดจากความรู้สึก หรือทัศนคติ(Affective Image) เป็นภาพลักษณ์ที่เกิดจากความรู้สึกที่ถูกประเมินหลังจากนักท่องเที่ยวได้ รับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ หรือ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะ เป็นการเห็นหรือการได้ยินทําให้นักท่องเที่ยวมีทัศนคติหรือมีความรู้สึกที่ดีหรือไม่ดีต่อสถานที่นั้นๆ ภาพลักษณ์ที่มีต่อสถานที่ท่องเที่ยวโดยรวม (Overall/Global Image) เป็นภาพลักษณ์ที่เกิดจากการรับรู้ เกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ (Cognitive Image) และภาพลักษณ์ที่เกี่ยวกับการประเมินความรู้สึกต่อคุณลักษณะ ต่างๆ ของสถานที่นั้น (Affective Image) เกิดเป็นองค์รวมหรือภาพรวมสะท้อนถึงความรู้สึกนึกคิดของ นักท่องเที่ยวที่มีต่อภาพลักษณ์ใหญ่ของสถานที่นั่นๆ กล่าวคือ ภาพลักษณ์ตามคุณลักษณะต่างๆของ สถานที่ เช่น ทิวทัศน์ภูมิประเทศ อากาศ สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม วิถีชีวิต และสิ่งอํานวยความสะดวก ด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น และความรู้สึกที่ดีหรือไม่ดีต่อคุณลักษณะต่างๆนั้นเป็นปัจจัยที่มีผลต่อ ภาพลักษณ์โดยรวมของจังหวัดหรือภาพลักษณ์ของ ประเทศนั้น ๆ ( จิรายุทธ์ สนดา , 2557 )
16 2.4 พื้นที่ศึกษา ประวัติความเป็นมา ชุมพร เป็นจังหวัดตอนบนสุดของภาคใต้มีเนื้อที่ประมาณ 6,189.4 ตารางกิโลเมตรประกอบด้วย 8 อำเภอ คือ อำเภอเมือง ท่าแซะ ปะทิว หลังสวน สวีทุ่งตะโก ละแม พะโต๊ะ เเละอำเภอหลังสวน เป็น อำเภอหนึ่งของจังหวัดชุมพร ในอดีตเคยเป็นอำเภอขันเงิน จังหวัดหลังสวนมาก่อน แต่เดิมหลังสวนเป็นหัวเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งในแหลมมลายูเคยได้รับการยกฐานะเป็นหัวเมือง จัตวาขึ้นต่อกรุงเทพมหานครโดยตรงในสมัยต้นรัชกาลที่ 5 ครั้นเมื่อจัดตั้งมณฑลชุมพรในปีพ.ศ. 2439 หลังสวนจึงเป็นจังหวัดหนึ่งของมณฑลชุมพร และภายหลังได้ยุบจังหวัดหลังสวนลงเป็นอำเภอหลังสวน ขึ้นกับจังหวัดชุมพร ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2475 ตำบลวังตะกอ เดิมเป็นตลาดวังตะกอต่อมาย้าย ตลาดไปอยู่ท่าต้น โดยปัจจุบันคือตลาดหลังสวน ที่หน้าวัดบริเวณหัวคุ้งน้ำเป็นวังวนมีน้ำไหลเชี่ยวลีกมาก และบริเวณตลิ่งมีต้นกอใหญ่ขึ้นอยู่หนึ่งต้นก็เลยเรียกวังตะกอ ตราบจนทุกวันนี้
17 ภาพที่ 1 : แผนที่จังหวัดชุมพร ที่มา https://www.oceansmile.com/S/Chumphorn/Chumphorn1. (2567)
18 2.4 บริบทของชุมชนวังตะกอ ท่องเที่ยววิถีเกษตร “บ้านน้อยกลางป่าใหญ่” อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร บ้านน้อยกลางป่า ใหญ่ ศูนย์เรียนรู้วิถีเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งก่อตั้งโดยเกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรงที่ต้องการจะถ่ายทอดการทำ การเกษตรแบบพอเพียงใช้บ้านและสวนเป็นแหล่งให้คนภายนอกได้มาเรียนรู้ ประเภทแหล่งท่องเที่ยว - แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่น การปลูกออแกนิค การทำปุ๋ยหมัก การเลี้ยงสัตว์แบบ Zero waste - แหล่งท่องเที่ยวเพื่อนันทนาการ เช่น การทำ Eco Print การทำสบู่จากวัศดุธรรมชาติการทำ น้ำอ้อยคั้นสด ลักษณะเด่น - ศูนย์เรียนรู้วิถีเศรษฐกิจพอเพียงและแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ประวัติ นางสาวเมธยา ภูมิระวิ(เมย์) กล่าวว่าหลังจากเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฎสวน ดุสิต สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ปี2552 หันหลังจากเมืองกรุง กลับมาทำเกษตรแบบเต็มรูปแบบ เพื่อ สานฝันของพ่อกับแม่ที่วาดไว้ให้สำเร็จผลและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งผนวกระหว่างวิถีชีวิตยุครุ่นปู่รุ่นย่า กับ วิถีชีวิตยุคเศรษฐกิจตาโต ให้อยู่ร่วมกันอย่างลงตัวโดยพ่อได้ตั้งชื่อรุ่นนี้ว่า “รุ่นรวยเบ็ดเสร็จ 7 ชั่ว โคตร” และเหตุผลสำคัญที่หันกลับบ้านเกิดเพราะพ่อกับแม่ท่านไม่ได้เรียนจบสูงๆเหมือนคนอื่นเขา แต่ ท่านทั้ง 2 สามารถส่งเราและพี่สาวจบปริญญาตรีปริญญาโทได้โดยใช้แค่ 1 สมอง 2 มือ ด้วยวิถีเกษตร ช่วงที่ศึกษาอยู่ที่เมืองกรุง เราก็ใช้ชีวิตเหมือนกับวัยรุ่นทั่วไปเที่ยวกินเหล้า ใช้ชีวิตแบบเต็มที่ระยะเวลา 4 ปี พ่อกับแม่ไปหาแค่ 2 ครั้ง ครั้งแรกเราไม่สบาย และครั้งที่2 เราตัดสินใจว่ากลับมาอยู่บ้านพ่อ บอกว่าห้อง ที่เราอยู่ไม่ต่างอะไรเลยกับคอกไก่ อยู่กันเป็นช่องๆ หลายๆชั้นแล้วพอได้ไปฝึกงานกับบริษัทหนึ่งในกรุงเทพ ทำให้เรารู้ตัวตนเลยว่าชีวิตในเมืองกรุงไม่ใช่วิถีของเรา เราคิดว่าทำไมคนถึงชอบอยู่กันในเมืองกรุง เช้ามา เร่งรีบเพื่อให้ทันเข้างานแล้วก็ไปนั่งกันในห้องมีฉากกั้น เที่ยงกินข้าวพอตกเย็นก็สังสรรค์กัน หรือไม่ก็รีบกับ ที่พักเพราะว่ากลัวรถติด แค่ระยะเวลา 2 เดือน ทำให้เราคิดได้ว่า “กลับบ้านเถอะ” เมื่อกลับบ้านมาได้มี โอกาสได้ทำงานที่ศูนย์เรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาในโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามแนวพระราชดำริ จังหวัดชุมพร เป็นเวลา 4 ปีทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับคำว่า”ศาสตร์ของพระราชา” มากขึ้น ได้เพื่อนได้งาน และได้พัฒนาตนจากการลงมือทำมากขึ้น เปรียบเสมือนเราได้เบ็ดมาเพื่อไปต่อยอดในงานที่ชอบต่อไป
19 ภาพที่ 2 พื้นที่ทั้งหมดของบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ที่มา : เพจ บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ 7 มกราคม 2567 ภาพที่ 3 ประชุมสรุปงานโครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม ที่มา : เพจ บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ 24 พฤศจิกายน 2566
20 ภาพที่ 4 ผลิตภัณฑ์จากพริกไทย ที่มา : เพจ บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ 5 ธันวาคม 2566 ภาพที่ 5 กิจกรรม Eco print ที่มา : เพจ บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ 18 มิถุนายน 2566
21 ภาพที่ 6 อาหาร คาเฟ่บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ที่มา : เพจสยามฟรุตไอศกรีม วันที่ 8 มีนาคม 2567 ภาพที่ 7 อาหาร คาเฟ่บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ที่มา : Benjamas Nupan วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567
22 ภาพที่ 8 อาหาร คาเฟ่บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ที่มา : เพจสยามฟรุตไอศกรีม วันที่ 8 มีนาคม 2567 ภาพที่ 9 อาหาร คาเฟ่บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ที่มา : Benjamas Nupan วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567
23 2.5 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วิไลวรรณ สว่างแก้ว (2561) ทำการศึกษาเรื่อง อิทธิพลภาพลักษณ์การท่องเที่ยว องค์ประกอบ แหล่งท่องเที่ยว และแรงจูงใจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกท่องเที่ยวตลาดน้ำของนักท่องเที่ยวชาวไทย กรณีศึกษาตลาดน้ำคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ การวิจัยนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของภาพลักษณ์ องค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยว และแรงจูงใจที่ส่งผลต่อการ ตัดสินใจเลือกท่องเที่ยวตลาดน้ำของนักท่องเที่ยวชาวไทย กรณีศึกษาตลาดน้ำคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยประชากร คือ นักท่องเที่ยว ชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวตลาดน้ำฯ ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือใน การเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวน 120 ชุด โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวกสถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การ ถดถอยพหุคูณผลการวิจัยพบว่านักท่องเที่ยวมีระดับความคิดเห็นต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของตลาดน้ำ คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต อยู่ในระดับมาก สำหรับการรับรู้ถึงองค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยวของตลาดน้ำ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากในขณะที่รายด้านพบว่า นักท่องเที่ยวมีการรับรู้ด้านการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว มากที่สุดตามด้วยด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและด้านสิ่งดึงดูดใจเมื่อพิจารณาแรงจูงใจในการท่องเที่ยว ตลาดน้ำฯ พบว่า นักท่องเที่ยวมีแรงจูงใจด้านปัจจัยผลักในการมาท่องเที่ยวมากกว่าด้านปัจจัยดึงผลการ ทดสอบสมมติฐานภาพลักษณ์การท่องเที่ยวการรับรู้องค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยวด้านการเข้าถึงแหล่ง ท่องเที่ยวและแรงจูงใจด้านปัจจัยผลักส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกท่องเที่ยวตลาดน้ำคลองพระองค์เจ้าไชยา นุชิตของนักท่องเที่ยวชาวไทย ส่วนการรับรู้องค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยวด้านสิ่งดึงดูดใจและด้านสิ่งอำนวย ความสะดวกและแรงจูงใจด้านปัจจัยดึงไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 สุธิตรา ศรีทิม และคณะ (2562) ทำการศึกษาเรื่อง แรงจูงใจในการท่องเที่ยวตลาดเกษตรย้อนยุค บ้านระจัน ตำบลบางระจัน อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ข้อมูล ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวตลาดเกษตรย้อนยุคบ้านระจัน อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี และ(2) แรงจูงใจในการมาท่องเที่ยวตลาดเกษตรย้อนยุคบ้านระจัน อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี วิธีดำเนินการวิจัย เป็นวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 323 คน และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าร้อยละค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวที่ตลาดเกษตรย้อนยุคบ้านระจัน ตำบลบางระจัน อำเภอค่าย บางระจัน จังหวัดสิงห์บุรีส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 56.3) มีอายุระหว่าง 21-30 ปี(ร้อยละ 26.0) มี อาชีพเป็นนักเรียน/นิสิต/นักศึกษา (ร้อยละ 29.4) ระดับการศึกษาสูงสุดในระดับปริญญาตรี(ร้อยละ 23.8) มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 10,000 บาท (ร้อยละ 39.6) ภูมิลำเนาอยู่ในภาคกลาง (ร้อยละ 34.7) สถานภาพโสด (ร้อยละ 50.5) ส่วนมากเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นครั้งแรก (ร้อยละ 54.8) โดยมีค่าใช้จ่าย เฉลี่ยต่อครั้งอยู่ที่ 1,051.02 บาทต่อคนและทราบแหล่งข้อมูลข่าวสารจากการแนะนำของบุคคลอื่นมาก
24 ที่สุด (ร้อยละ 44.1) เมื่อพิจารณาระดับแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวตลาดเกษตรย้อนยุคบ้านระจันดังกล่าว พบว่า ค่าเฉลี่ยแรงจูงใจโดยรวมทั้ง 6 ด้าน อยู่ในระดับมาก โดยลำดับรายด้าน ดังนี้แรงจูงใจทางด้าน ศาสนา แรงจูงใจทางด้านสังคมและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แรงจูงใจด้านการบันเทิง และสิ่ง เพลิดเพลินแรงจูงใจทางด้านวัฒนธรรม และการศึกษาแรงจูงใจทางด้านการงาน และธุรกิจ (X = 3.80) และแรงจูงใจทางด้านกายภาพ และจิตวิทยา ผลการศึกษาแรงจูงใจในการท่องเที่ยวตลาดเกษตรย้อนยุค บ้านระจันทั้ง 6 ด้านอยู่ในระดับมาก โดยมีแรงจูงใจในการท่องเที่ยวทางด้านศาสนามากที่สุดรองลงมา ได้แก่ แรงจูงใจทางด้านสังคมและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลแรงจูงใจด้านการบันเทิงและสิ่งเพลิดเพลิน แรงจูงใจทางด้านวัฒนธรรมและการศึกษาแรงจูงใจทางด้านการงาน และธุรกิจ และแรงจูงใจทางด้าน กายภาพและจิตวิทยาน้อยที่สุด ตามลำดับ หากพิจารณาประเด็นส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากและมากที่สุด มี เพียงประเด็นเรื่องความเพียงพอและความสะอาดของห้องน้ำ และจุดรองรับขยะที่เสนอให้มีการปรับเพื่อ พร้อมในการท่องเที่ยวมากขึ้น โสฬส เหล่าลดา (2564) ทำการศึกษาเรื่อง ปัจจัยภาพลักษณ์และปัจจัยจิตวิทยาที่ส่งผลต่อการ ตัดสินใจมาท่องเที่ยวศาลกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์จังหวัดชุมพร การวิจัยเรื่องปัจจัยภาพลักษณ์และ ปัจจัยจิตวิทยาที่ส่งผลต่อการตัดสินใจมาท่องเที่ยวศาลกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ในจังหวัดชุมพร มี วัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษาปัจจัยภาพลักษณ์การท่องเที่ยว, ปัจจัยจิตวิทยา และการตัดสินใจของ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยว ศาลกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ในจังหวัดชุมพร 2) เพื่อวิเคราะห์ ปัจจัยภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวศาลกรม หลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ในจังหวัดชุมพร 3) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยจิตวิทยาของนักท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อการ ตัดสินใจของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยว ศาลกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ในจังหวัดชุมพร เป็น วิจัยเชิงปริมาณโดยมีกลุ่มตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 400 ท่าน ที่ เดินทางมาท่องเที่ยวศาลกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ในจังหวัดชุมพร ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือใน การเก็บรวบรวมข้อมูลทดสอบความเชื่อมั่นด้วยวิธีCronbach Alpha Coefficient ได้ค่าความเชื่อมั่นของ แบบสอบถามเท่ากับ 0.975 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐานวิเคราะห์สมมติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 20 - 30 ปีประกอบอาชีพ ธุรกิจส่วนตัว หรือค้าขายมีการศึกษาระดับปริญญาตรีมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน มากกว่า 20,001 บาทขึ้นไป และส่วนใหญ่อาศัยอยู่ภาคใต้ผลการศึกษาปัจจัยภาพลักษณ์การท่องเที่ยว พบว่าภาพลักษณ์ด้าน วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ส่วนผลการศึกษาปัจจัยจิตวิทยา พบว่าจิตวิทยาด้านการ จูงใจมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ผลการศึกษาการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว พบว่าการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว ด้านการบอกมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ส่งผลต่อ การตัดสินใจของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวศาลกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ในจังหวัดชุมพร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และปัจจัยจิตวิทยาของนักท่องเที่ยว ส่งผลต่อการตัดสินใจของ
25 นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวศาลกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ในจังหวัดชุมพรอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ 0.05 สนัด วงศ์ทวีทองและคณะ (2566) ทำการศึกษาเรื่องแรงจูงใจของปัจจัยผลักและปัจจัยดึงที่มีผล ต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงเกษตรในประเทศไทย การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) แรงจูงใจที่เป็น ปัจจัยผลักที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงเกษตรในประเทศไทยและ (2) แรงจูงใจที่เป็นปัจจัยดึงที่มีผล ต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงเกษตรในประเทศไทย งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยมีกรอบแนวคิด ของงานวิจัยประยุกต์จากทฤษฎีแรงจูงใจและลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ทฤษฎีขั้นบันไดแห่งการ เดินทางและหลักแนวคิดของปัจจัยผลักและปัจจัยดึงเป็นการวิจัยเชิงปริมาณวิธีการสำรวจเก็บข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามออนไลน์ในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนทั่วไปโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิจำนวน 523 คน ในเขตกรุงเทพมหานครและส่วนอื่นๆใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้างและการ วิเคราะห์ตัวแปรสองตัว ผลการวิจัยพบว่าแรงจูงใจที่เป็นปัจจัยผลักที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิง เกษตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่ (1) ปัจจัยด้านอารมณ์และความรู้สึก (2) ปัจจัยด้านส่วนบุคคล (3) ปัจจัยด้านสถานภาพเชิงเกษตร (สวนเกษตร) โดยตรงโดยที่ปัจจัยด้านสรีระหรือกายภาพส่งผลต่อปัจจัย ด้านอารมณ์และความรู้สึกปัจจัยด้านสถานภาพและปัจจัยด้านวัฒนธรรม ส่งผลต่อปัจจัยด้านสถานภาพ เชิงเกษตร(สวนเกษตร) โดยตรง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสำหรับปัจจัยดึงที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยว เชิงเกษตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่ (1) ปัจจัยด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (2) ปัจจัยด้าน ความสามารถในการเข้าถึง (3) ปัจจัยด้านภาพลักษณ์ของสวนเกษตร โดยที่ปัจจัยด้านธรรมชาติและปัจจัย ด้านกิจกรรมท่องเที่ยวส่งผลต่อปัจจัยด้านภาพลักษณ์ของสวนเกษตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
26 2.6 กรอบแนวคิดการวิจัย แรงจูงใจและภาพลักษณ์ของ สถานที่ท่องเที่ยว เชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ปัจจัยด้านบุคคล 1. เพศ 2. อายุ 3. ระดับการศึกษา 4. อาชีพ 5. รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ปัจจัยแรงจูงใจ 1. ด้านแรงจูงใจทางกายภาพ 2. ด้านแรงจูงใจระหว่างบุคคล 3. ด้านสถานภาพและชื่อเสียง ปัจจัยภาพลักษณ์การ ท่องเที่ยว 1. ด้านสถานที่ท่องเที่ยว 2. ด้านของที่ละลึก 3. ด้านความปลอดภัย 4. ด้านการเดินทาง
27 บทที่ 3 อุปกรณ์และวิธีการดำเนินการวิจัย 3.1 อุปกรณ์ อุปกรณ์ คือ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและสำรวจข้อมูล เช่น โทรศัพท์ ปากกา ดินสอ สมุด เอกสาร ทบทวนวรรณกรรม งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โปรแกรมวิเคราะห์ทางสถิติ (SPSS) 3.2 วิธีการดำเนินการวิจัย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาแรงจูงใจ และ ภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ โดยมีวิธีการดำเนินการวิจัย ดังต่อไปนี้ 3.2.1 การคัดเลือกพื้นที่ตัวแทน เพื่อศึกษาแรงจูงใจและภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ซึ่ง งานวิจัยนี้ จึงได้พื้นที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ตั้งอยู่ที่ 343 ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัด ชุมพร 3.2.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2.2.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวัง ตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร โดยไม่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอน 3.2.2.1 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้คือนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวัง ตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เนื่องจากประชากรมีขนาดใหญ่และไม่ทราบจำนวนประชากรที่ แน่นอนจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนบอกถึงประชากรจะได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมเท่ากับ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบไม่ทราบโอกาส (Non- Probability) และทำการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Convenience Sampling) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดย n = ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง Z = ระดับความเชื่อมั่น (Z=1.96)
28 P = โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์หรือสัดส่วนของคุณลักษณะที่ สนใจในกลุ่มตัวอย่าง (p = 0.5) q = โอกาสที่จะไม่เกิดเหตุการณ์ ซึ่งเท่ากับ 1 -p ในกรณีของ กลุ่มตัวอย่าง (q = 0.5) e = ค่าความคลาดเคลื่อนจากการสุ่มตัวอย่างที่ขอมรับได้ โคยต้องการ ให้ผลวิจัยมีความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 5% (e = 0.05) เมื่อแทนค่าในสมการจะได้ว่า n = (1.96) 2(0.5)(1−0.5) (0.05) 2 = 384.16 จากการคำนวณข้างต้นพบว่า จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนบอกถึงประชากร ณ ความ เชื่อมั่นที่ 95% จะได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมเท่ากับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 385 คน 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล 3.3.1 การสร้างเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับแรงจูงใจและ ภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เป็นลักษณะแบบสอบถามปลายปิด (Close-ended Questions) ซึ่งเป็นคำถามที่มีตัวเลือก ให้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เลือกตอบภายในกรอบที่กำหนดโดยโครงสร้างของแบบสอบถามฉบับ ประกอบด้วยสามส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 คำถามเกี่ยวกับสถานภาพโดยทั่วไปของนักท่องเที่ยวแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของ นักท่องเที่ยวเกี่ยวกับปัจจัยด้านบุคคลจำนวนทั้งสิ้น 5 ข้อ ได้แก่ เพศ อายุระดับการศึกษา อาชีพ และ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน คำถามมีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check List) โดยผู้ตอบแบบสอบถาม เลือก คำตอบเพียงตัวเลือกเดียว ส่วนที่ 2 คำถามเกี่ยวกับแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวในการมาท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่า ใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร คำถามมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า จำนวนทั้งสิ้น 3 ข้อ ได้แก่ ปัจจัยด้านความต้องการภายในของนักท่องเที่ยวปัจจัยดึงดูดของแหล่งท่องเที่ยว เชิงเกษตรปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอก (Rating Seale) 5 ระดับคือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และ น้อยที่สุดตามลำดับ โดยให้ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกเพียงคำตอบเดียว ส่วนที่ 3 คำถามเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบล วังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร คำถามมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า จำนวนทั้งสิ้น 3
29 ข้อ ได้แก่ ด้านความจดจำ ด้านสภาพแวดล้อม ด้านการมีส่วนร่วม (Rating Seale) 5 ระดับคือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุดตามลำดับ โดยให้ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกเพียงคำตอบเดียว ข้อคำถามแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่าของ ลิเคิร์ท (Likert Scale) โดยแต่ละคำถาม แบ่งระดับออกเป็น 5 ระดับ ซึ่งเป็นระดับการวัดข้อมูลแบบอันตรภาคชั้น (Interval Scale) และได้กำหนด เกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ 5 คะแนน หมายถึง ระดับมากที่สุด 4 คะแนน หมายถึง ระดับมาก 3 คะแนน หมายถึง ระดับปานกลาง 2 คะแนน หมายถึง ระดับน้อย 1 คะแนน หมายถึง ระดับน้อยที่สุด วิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และมีเกณฑ์ในการแปลความหมาย ของค่าเฉลี่ย ตามเกณฑ์ของเบสท์ธานินทร์ศิลป์จารุ, 2560) ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.50 – 5.00 หมายถึง มีแรงจูงใจและภาพลักษณ์ระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.50 – 4.49 หมายถึง มีแรงจูงใจและภาพลักษณ์ระดับมาก ค่าเฉลี่ย 2.50 – 3.49 หมายถึง มีแรงจูงใจและภาพลักษณ์ระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.50 – 2.49 หมายถึง มีแรงจูงใจและภาพลักษณ์ระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.49 หมายถึง มีแรงจูงใจและภาพลักษณ์ระดับน้อยที่สุด ส่วนที่ 4 ข้อเสนอแนะเป็นข้อคำถามเกี่ยวกับข้อเสนอแนะโดยมีลักษณะเป็นคำถามปลายเปิด (Open-Ended) 3.3.2 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามโดยวิธีการ ดังนี้ 1. นำข้อมูลจากแบบสอบถามมาจำแนกประเด็นและเรียบเรียง เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับ วัตถุประสงค์การวิจัย 2. สังเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์การวิจัย
30 2.1 นำแบบสอบถามทุกชุดให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) เพื่อ ตรวจสอบการใช้ภาษาและความครอบคลุมของเนื้อหาพิจารณา 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆโดยได้แบ่งข้อมูลออกเป็น 2 ประเภท คือ 3.4.1 ข้อมูลปปฐมภูมิ(Primary Data) ใช้วิธีการเก็บแบบสอบถาม (Questionnaire) จากกลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมา เที่ยวบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ 3.4.2 ข้อมูลทุติยภูมิ(Secondary Data) ได้มาจากการศึกษาค้นคว้าเอกสาร วารสาร หนังสือ งานวิจัยและวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง โดยการ เก็บรวบรวมข้อมูลมาจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานวิจัยแห่งชาติหน่วยงานส่วนราชการ และงานวิจัยมหาวิทยาลัยต่างๆ 3.5 สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยทำการประมวลผลข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป โดยดำเนินการวิเคราะห์ ดังนี้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Desciptive Statistic) ในส่วนของข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล ของกลุ่มตัวอย่างแรงจูงใจและภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพรโดยใช้การวิเคราะห์แบบสอบถาม ดังนี้ 1) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นข้อคำถามเกี่ยวกับเพศ อายุระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ของกลุ่มตัวอย่างวิเคราะห์ข้อมูลโดยความถี่และร้อยละ 2) ข้อมูลเกี่ยวกับแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวในการมาท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพรวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 3) ข้อมูลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวัง ตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
31 บทที่ 4 ผลการวิจัย การวิจัยเรื่อง แรงจูงใจและภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแรงจูงใจและภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวัง ตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร 2) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ อำเภอหลัง สวน จังหวัดชุมพร โดยเก็บข้อมูลทำการสุ่มสำรวจข้อมูลโดยใช้วิธีแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 60 คน ซึ่งผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์เป็น 4 ตอน ดังนี้ 4.1 ผลการวิเคราะห์ลักษณะทั่วไปของนักท่องเที่ยว 4.2 ผลการวิเคราะห์เกี่ยวกับแรงจูงใจในการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยว 4.3 ผลการวิเคราะห์เกี่ยวกับภาพลักษณ์ในการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยว 4.4 แนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ตำบลวังตะกอ อำเภอ หลังสวน จังหวัดชุมพร 4.1 ผลการวิเคราะห์ลักษณะทั่วไปของนักท่องเที่ยว การศึกษาแรงจูงใจและภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ตำบลวัง ตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ผลการวิเคราะห์ข้อมูลลักษณะทั่วไปของนักท่องเที่ยว สถิติที่นํามาใช้ ได้แก่การแจกแจงความถี่ค่าร้อยละ จำแนกได้ดังนี้ ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง จำนวน 32 คน คิดเป็นร้อยละ 53.3 อายุ ระหว่าง 31-40 ปีจำนวน 22 คน คิดเป็น ร้อยละ 36.7 ระดับการศึกษาปริญญาตรีจำนวน 25 คน คิดเป็น ร้อยละ 41.7 อาชีพพนักงานบริษัทเอกชนจำนวน 24 คนคิดเป็นร้อยละ 40.0 รายได้ต่อปีระหว่าง 20,001 – 25,000 บาทจำนวน 14 คนคิดเป็นร้อยละ 23.3 ภูมิลำเนาภาคใต้จำนวน 46 คน คิดเป็นร้อยละ 76.7 รับรู้สื่อข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่จาก Facebook จำนวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 60.0 มีประสบการณ์ในการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ในรอบ 3 ปี (2564 – 2567) ไม่มี ประสบการณ์ จำนวน 36 คนคิดเป็นร้อยละ 60.0 รายละเอียดดังตารางที่ 4.1
32 ตารางที่ 4.1 แสดงจำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง จําแนกตามสถานภาพส่วนบุคคล รายการ จำนวน (คน) ร้อยละ เพศ ชาย 28 46.7 หญิง 32 53.3 อายุ ไม่เกิน 20 ปี 3 5.0 ระหว่าง21-30 ปี 20 33.3 ระหว่าง31-40 ปี 22 36.7 ระหว่าง41-50 ปี 13 21.7 ระหว่าง51-60 ปี 2 3.3 ระหว่าง61 ปีขึ้นไป - - ระดับการศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นหรือต่ำกว่า - - มัธยมตอนปลาย/ปวช. 7 11.7 อนุปริญญา/ปวส. 24 40.0 ปริญญาตรี 25 41.7 สูงกว่าปริญญาตรี 4 6.7 อาชีพ นักเรียน/นักศึกษา 5 8.3 ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว 7 11.7 พนักงานบริษัทเอกชน 24 40.0 ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ 16 26.7 เกษตรกร 5 8.3 อื่น ๆ 3 5.0 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ต่ำกว่า 5,000 บาท 5 8.3 5,001 – 10,000 บาท 10 16.7 10,001 – 15,000 บาท 13 21.7 15,001 – 20,000 บาท 9 15.0
33 ตารางที่ 4.1 ต่อ รายการ จำนวน (คน) ร้อยละ 20,001 – 25,000 บาท 14 23.3 ตั้งแต่ 25,001 บาทขึ้นไป 9 13.0 ภูมิลำเนา ภาคเหนือ - - ภาคกลาง 14 23.3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - - ภาคใต้ 46 76.7 การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร Facebook 36 60.0 Instagram 1 1.7 Tiktok 15 25.0 Youtube 1 1.7 Line 2 3.3 อื่น ๆ 5 8.3 ประสบการณ์ในการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ในรอบ 3 ปี (2564 – 2567) เคยมีประสบการณ์ 24 40.0 ไม่เคยมีประสบการณ์ 36 60.0 (n = 60) แรงจูงใจด้านปัจจัยด้านความต้องการภายในของนักท่องเที่ยวโดยรวมอยู่ในระดับมาก (̅= 4.50, S.D.= 0.57) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าต้องการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ รองลงมาต้องการมา เยี่ยมเยือนเครือข่ายที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอยู่ (̅= 4.20, S.D.= 0.78) ตามลำดับ แรงจูงใจด้านปัจจัยด้านการดึงดูดของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรโดยรวมอยู่ในระดับมาก (̅= 4.45, S.D.= 0.57) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมาก การดูแลเอาใจใส่นักท่องเที่ยว รองลงมาความหลากหลายของรูปแบบการทำเกษตรในแหล่งท่องเที่ยว (̅= 4.35, S.D.= 0.68) ตามลำดับ แรงจูงใจด้านปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกโดยรวมอยู่ในระดับมาก (̅= 4.31, S.D.= 0.47) เมื่อ พิจารณาเป็นรายด้านพบว่า สภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยต่อการท่องเที่ยว (̅= 4.38, S.D.= 0.56) ตามลำดับ
34 ตารางที่ 4.2 แสดงค่าเฉลี่ยของแรงจูงใจในการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยว แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวเชิงเกษตร บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ̅ S.D. ระดับความพึงพอใจ ด้านความต้องการภายในของนักท่องเที่ยว 1. ต้องการศึกษาเรียนรู้และหาประสบการณ์ใน ด้านการเกษตรแบบพอเพียง 3.75 0.86 มาก 2. ต้องการมาเรียนทำ Eco Print 3.48 0.98 ปานกลาง 3. ต้องการเดินทางมาเพิ่มทักษะความรู้ด้านการ ท่องเที่ยวเชิงดเกษตร 4.20 0.78 มาก 4. ต้องการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ 4.50 0.57 มาก 5. ต้องการมาอบรมเกี่ยวกับเกษตรพอเพียง 3.82 0.97 มาก รวม 3.78 0.84 มาก ด้านการดึงดูดของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร 1. มีศึกษาเรียนรู้กิจกรรมของแหล่งท่องเที่ยวเชิง เกษตร 3.92 0.68 มาก 2. มีการนำเสนอภูมิปัญญาด้านการเกษตรที่ น่าสนใจ 4.18 0.57 มาก 3. มีความหลากหลายของรูปแบบการทำเกษตร ในแหล่งท่องเที่ยว 4.35 0.68 มาก 4. มีความน้อบน้อมเอาใจใส่ในการให้บริการของ เจ้าหน้าที่/หนักงานที่มีต่อนักท่องเที่ยว 4.45 0.57 มาก 5. มีการบริการสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องน้ำ ที่จอดรถ คาเฟ่สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น 4.25 0.47 มาก 6. มีการจัดฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้ด้าน การเกษตร 4.15 0.76 มาก 7. สถานที่มีความสะอาด และเป็นระเบียบของ แหล่งท่องเที่ยว 4.32 0.54 มาก 8. ความเหมาะสมของราคาสินค้า 4.22 0.58 มาก รวม 4.06 0.52 มาก ด้านสภาพแวดล้อมภายนอก
35 (n = 60) ภาพลักษณ์ในการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยวพบว่าด้านการจดจำ ภาพรวมอยู่ในระดับ มาก (̅= 4.33, S.D.= 0.45) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินใน ขณะที่ท่องเที่ยว (̅= 4.42, S.D.= 0.53) รองลงมาตามลำดับ ภาพลักษณ์ในการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยว ด้านสภาพแวดล้อม ภาพรวมอยู่ในระดับ มาก (̅= 4.37, S.D.= 0.44) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวมีความ สะดวกสบาย รวดเร็ว (̅= 4.43, S.D.= 0.59) รองลงมาตามลำดับ ภาพลักษณ์ในการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยว ด้านการมีส่วนร่วมภาพรวมอยู่ในระดับ มาก (̅= 4.08, S.D.= 0.48) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า สถานที่ท่องเที่ยวได้มีการจัดนำผู้รู้เกี่ยวกับ การท่องเที่ยวเชิงเกษตรหรือเชิญนักเกษตรที่มีความรู้ในการบริหารจัดการพื้นที่เชิงเกษตรมาให้ความรู้แก่ นักท่องเที่ยว เช่น มีการจัดกิจกรรมอบรมฯ (̅= 4.13, S.D.= 0.60) รองลงมาตามลำดับ ตารางที่ 4.3 แสดงค่าเฉลี่ยของภาพลักษณ์ในการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ย แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวเชิงเกษตร บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ̅ S.D. ระดับความพึงพอใจ ด้านการจดจำ 1. ท่านได้รับความประทับใจกับการมาเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร 4.25 0.51 มาก 2. ท่านได้รับความรู้ ความสนุกสนานจากการมา เที่ยวแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร 4.28 0.56 มาก ตารางที่ 4.2 ต่อ แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวเชิงเกษตร บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ̅ S.D. ระดับความพึงพอใจ 1. ความคุ้มค่าของราคา/ค่าใช้จ่ายในการมา ท่องเที่ยว 4.23 0.53 มาก 2. ระยะเวลาในการเดินทางมายังแหล่ง ท่องเที่ยวมีความเหมาะสม 4.12 0.58 มาก 3. รูปแบบมีเส้นทางมีความสะดวกสบาย สามารถเชื่อมโยงไปแหล่งท่องเที่ยวแห่งอื่น 4.32 0.62 มาก 4. บรรบากาศโดยรวมมีความรึ่มรื่นเหมาะแก่ การท่องเที่ยว 4.38 0.56 มาก รวม 4.31 0.47 มาก
36 ตารางที่ 4.3 ต่อ แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวเชิงเกษตร บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ̅ S.D. ระดับความพึงพอใจ 3. ท่านได้รับความสะดวกสบายในเรื่องของ สถานที่หลากหลายประเภท 4.38 0.64 มาก 4. ท่านได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ในขณะที่ท่องเที่ยว 4.42 0.53 มาก รวม 4.33 0.45 มาก ด้านสภาพแวดล้อม 1. สถานที่ท่องเที่ยวมีสภาพอากาศที่ดี 4.30 0.50 มาก 2. สถานที่ท่องเที่ยวมีความปลอดภัย มีการดูแล เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว 4.35 0.52 มาก 3. สถานที่ท่องเที่ยวมีความสะอาด เช่น ห้องน้ำ ขยะ ไม่มีขยะ เป็นต้น 4.42 0.65 มาก 4. นักท่องเที่ยวพึงพอใจกับการเยี่ยมชมแหล่ง ท่องเที่ยวเชิงเกษตรนี้มากน้อยเพียง 4.42 0.62 มาก 5. การเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวมีความ สะดวกสบาย รวดเร็ว 4.43 0.59 มาก รวม 4.37 0.44 มาก ด้านการมีส่วนร่วม 1. ชาวบ้านในชุมชนวังตะกอได้มีส่วนร่วมและ สนับสนุนในกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร 4.03 0.55 มาก 2. จัดกิจกรรมเพิ่มความรู้ สนทนาแลกเปลี่ยน เครือข่ายพัฒนาการทำการเกษตร 4.13 0.60 มาก รวม 4.08 0.48 มาก (n = 60) 4.4 แนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลัง สวน จังหวัดชุมพร ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังบ้านน้อยกลางป่าใหญ่พบว่า นักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ทั้งนี้นักท่องเที่ยวทั้งเพศหญิงและเพศชายมีความสนใจในกิจกรรม เพิ่มทักษะความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรรูปแบบกิจกรรมที่มีในสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้าน น้อยกลางป่าใหญ่ เช่น กิจกรรมEco Print, กิจกรรมการทำน้ำอ้อยคั้นสด, กิจกรรมปลูกผักออแกนิก,
37 กิจกรรมการทำสบู่จากวัสดุธรรมชาติ เป็นต้น กลุ่มนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 21 ไปจนถึง 40 ปี กลุ่มนักท่องเที่ยวมีระดับการศึกษาตั้งแต่ อนุปริญญาไปจนถึงปริญญาตรีโดยรวมแล้วนักท่องเที่ยวมีความ ชื่นชอบในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมให้กับตนเองและต้องการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุด ด้าน การใช้จ่ายในแหล่งท่องเที่ยวมีราตาย่อมเยาว์ ซึ่งเป็นระดับค่าใช้จ่ายที่มีนักท่องเที่ยวมีค่าครองชีพโดยเฉลี่ย ตั้งแต่ 10,000 บาท ไปจนถึง 25,000 บาท ขึ้นไป สามารถจับต้องได้การทราบข้อมูลการเดินทางมายัง แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ นักท่องเที่ยวทราบข้อมูลในการเดินทางผ่านทางช่องทาง ออนไลน์ซึ่งเป็นช่องทางในการเดินทางและบางส่วนที่นักท่องเที่ยวสามารถทราบข้อมูลการเดินทางผ่านบุล คลที่เคยเดินทางไปยังบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ 1.ด้านความต้องการภายในของนักท่องเที่ยว ผลจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าความต้องการของ นักท่องเที่ยวเดินทางมาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ นักท่องเที่ยวมีความต้องการเพิ่ม ทักษะความรู้ในการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่น มีกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมได้ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมปลูกผักออแกนิค , การทำ Eco print เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมทักษะ ความสามารถให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมเปิดประสบการณ์ในการตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมที่เป็น ธรรมชาติจนเกิดการเรียนรู้ 2. ด้านการดึงดูดของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร จากผลการศึกษาพบว่าแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ นักท่องเที่ยวโดยส่วนใหญ่ให้ความเห็นตรงกันว่า ด้านการดึงดูดของแหล่งท่องเที่ยว เชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น การจัดสถานที่มี ความสวยงามและพอเพียงต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวและกลุ่มนักท่องเที่ยวมีการให้ ความเห็นถึงความน้อบน้อม เอาใจใส่ในการบริการของพนักงานที่มีต่อนักท่องเที่ยว มีการให้บริการที่ดี สิ่ง ที่ต้องคำนึงถึงสำหรับผู้ให้บริการในการรองรับนักท่องเที่ยว ควรมีการพัฒนาในเรื่องการนำเสนอความรู้ ให้กับนักท่องเที่ยว ควรมีช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์โดยเฉพาะ Facebook เพราะเป็นช่องทาง ปัจจุบันที่นักท่องเที่ยวรับรู้ข้อมูลข่าวสารในพื้นที่มากที่สุด 3. ด้านสภาพแวดล้อมภายนอก จากผลการศึกษาพบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวมีการให้ความเห็นรวมที่ ตรงกันว่า บรรยากาศโดยรวมของบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ มีความเป็นธรรมชาติร่มรื่นเหมาะแก่การ ท่องเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน และกลุ่มนักท่องเที่ยวมีการให้ความเห็นที่ตรงกันว่า รูปแบบเส้นทางในการ เดินทางไปยังบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ มีความสะดวกสบาย รูปแบบเส้นทางสามารถเชื่อมโยงไปยังแหล่ง ท่องเที่ยวอื่นได้ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงสำหรับผู้ให้บริการ ในการบริการนักท่องเที่ยว ควรมีการรักษาในเรื่อง ความคุ้มค่าของราคา ไม่ว่าจะเป็นราคาของสินค้า ปริมาณอาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจากนักท่อง เที่ยวพึงพอใจและ เห็นคุณค่าของ การทำความเข้าใจในการตั้งราคากับอาหารและเครื่องดื่มที่มีความ สมดุลกับคุณภาพผลผลิต 4. ด้านภาพลักษณ์การจดจำ จากผลการศึกษาพบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีการให้ ความเห็นว่า บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ สถานที่มีการออกแบบสร้างตัวอาคารการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกษตร
38 หรือการจัดกิจกรรม มีการตกแต่งร้านอาหารมีความสวยงามและความสะดวกสบายในการเดินทางมา ท่องเที่ยวและกลุ่มนักท่องเที่ยวให้มีความเห็นอีกว่านักท่องเที่ยวเมื่อได้เดินทางมาถึงบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ นักท่องเที่ยวควรมีความประทับใจในเรื่องของความปลอดภัยในตัวของนักท่องเที่ยว เช่น มีการออกแบบ โครงสร้างร้านอาหารให้มีโต๊ะสามารถรับประทานอาหารริมน้ำได้โดยมีรั้วกันน้ำทำให้นักท่องเที่ยวไม่มี ความกังวลที่จะเกิดอุบัติเหตุและนักท่องเที่ยวกลุ่มส่วนใหญ่ประทับใจในทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวใน ขณะที่มีการท่องเที่ยว เช่น มีการทำที่จอดรถโล่งเป็นระเบียบสามารถทำให้ป้องกันการถูกโจรกรรมได้ สิ่งที่ ต้องคำนึงถึงสำหรับผู้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวควรมีการพัฒนาในเรื่องความประทับใจในการมาท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอาจมีนักท่องเที่ยวบางส่วนที่ต้องการเดินมาทางมายังบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ และ ต้องการทำกิจกรรมส่วนหนึ่งที่มีในบ้านน้อยกลางป่าใหญ่แต่เนื่องด้วยเวลาการให้บริการของให้บริการมี ความไม่แน่นอนในการให้บริการทำให้นักท่องเที่ยวบางกลุ่มไม่สามารถดำเนินกิจกรรมตามที่นักท่องเที่ยว ตั้งใจเดินทางมายังบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ควรมีการจัดตารางปฏิทินกิจกรรมแบบรายวันว่าในแต่ละวันบ้าน น้อยกลางป่าใหญ่ มีกิจกรรมอะไรบ้างเผื่อนักท่องเที่ยวบางกลุ่มเดินทางมายังบ้านน้อยกลางป่าใหญ่แบบ กระชั้นชิดสามารถดำเนินกิจกรรมได้ 5. ด้านภาพลักษณ์สภาพแวดล้อม จากผลการศึกษาพบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีการให้ ความเห็นว่า บ้านน้อยกลางป่าใหญ่มีการจัดการด้านสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างสะอาด เช่น ห้องน้ำสะอาด สถานที่ไม่มีขยะ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงสำหรับผู้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว ผู้ให้บริการควรมีการพัฒนาในเรื่อง การทำป้ายสัญลักษณ์สื่อความหมายในการบอกทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวภายในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในบ้านน้อยกลางป่าใหญ่เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีความสนใจในการเรียนรู้ อยากรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวโดย สามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง 6. ด้านการมีส่วนร่วม จากผลการศึกษาพบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีการให้ความเห็นว่า บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ มีการจัดกิจกรรมเพิ่มความรู้ให้กับนักท่องเที่ยวและเครือข่ายที่ต้องการทำ การเกษตรเป็นอย่างดีมากและมีปนะโยชน์ในการพัฒนาทักษะความรู้และความสามารถของนักท่องเที่ยวที่ เข้ามาเยือนบ้านน้อยกลางป่าใหญ่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการให้บริการกับนักท่องเที่ยว ควรมีการพัฒนาใน เรื่องการใช้สื่อออนไลน์ในการโปรโมทในการประชาสัมพันธ์ ในเรื่องการมีวิทยากรผู้ให้ความรู้ในเรื่องการทำ การเกษตรมาให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวทั้งในช่องทางโซเชียลผ่านการไลฟ์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวบางกลุ่มไม่ สะดวกเดินทางมาท่องเที่ยวสามารถฟังบรรยายความรู้ได้ตามช่องทางสื่อโซเชียลมีเดียและเป็นการโฆษณา สถานที่ท่องเที่ยวบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ให้ได้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น
39 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง แรงจูงใจและภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแรงจูงใจและภาพลักษณ์ของ สถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร 2) เพื่อ เสนอแนวทางการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ อำเภอหลังสวน จังหวัด ชุมพร โดยเก็บข้อมูลทำการสุ่มสำรวจข้อมูลโดยใช้วิธีแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 60 คน วิเคราะห์ผลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และประมวลผลโดยการวิเคราะห์เชิงพรรณนา สามารถนำเสนอผล การศึกษา ดังนี้ 5.1 สรุปผล ข้อมูลด้านลักษณะทางประชากรศาสตร์ของนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร บ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร พบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง จำนวน 32 คน คิดเป็นร้อยละ 53.3 อายุระหว่าง 31-40 ปีจำนวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 36.7 ระดับการศึกษา ปริญญาตรีจำนวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 41.7 อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน จำนวน 24 คนคิดเป็นร้อย ละ 40.0 รายได้ต่อปีระหว่าง 20,001 – 25,000 บาทจำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 23.3 ภูมิลำเนา ภาคใต้จำนวน 46 คน คิดเป็นร้อยละ 76.7 สื่อข้อมูลด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ Facebook จำนวน 36 คนคิดเป็นร้อยละ 60.0 ไม่มีประสบการณ์ในการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ในรอบ 3 ปี (2564 – 2567) จำนวน 36 คนคิดเป็นร้อยละ 60.0 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลแรงจูงใจในการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยว ภาพรวมอยู่ในระดับ มาก (̅= 4.05, S.D.= 0.56) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอก (̅= 4.31, S.D.= 0.47) รองลงมาปัจจัยดึงดูดของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร (̅= 4.06, S.D.= 0.52) และปัจจัยด้าน ความต้องการภายในของนักท่องเที่ยว (̅= 3.78, S.D.= 0.84) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลภาพลักษณ์ในการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยวภาพรวมอยู่ในระดับ มาก (̅= 4.21, S.D.= 0.38) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมาก ด้านสภาพแวดล้อม (̅= 4.37, S.D.= 0.44) รองลงมาด้านการจดจำ (̅= 4.33, S.D.= 0.45) และด้านการมีส่วนร่วม (̅= 4.08, S.D.= 0.48) ตามลำดับ
40 อภิปรายผล การวิจัยเรื่อง แรงจูงใจและภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้ แรงจูงใจในการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยวของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านน้อย กลางป่าใหญ่ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร พบว่าทั้งภาพรวม และรายด้านอยู่ในระดับ มาก ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอก ปัจจัยดึงดูดของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และปัจจัยด้านควา ม ต้องการภายในของนักท่องเที่ยว สอดคล้องกับงานวิจัยของ สุธิตรา ศรีทิม และคณะ (2562) พบว่า แรงจูงใจทางด้านสังคมและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แรงจูงใจด้านการบันเทิง และสิ่งเพลิดเพลิน และ แรงจูงใจทางด้านกายภาพ และจิตวิทยา และสอดคล้องกับงานวิจัยของ สนัด วงศ์ทวีทองและคณะ (2566) พบว่า แรงจูงใจที่เป็นปัจจัยผลักที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ (1) ปัจจัยด้านอารมณ์และความรู้สึก (2) ปัจจัยด้านส่วนบุคคล (3) ปัจจัยด้านสถานภาพเชิงเกษตร (สวน เกษตร) โดยตรงโดยที่ปัจจัยด้านสรีระหรือกายภาพ ส่งผลต่อปัจจัยด้านอารมณ์และความรู้สึก ปัจจัยด้าน สถานภาพและปัจจัยด้านวัฒนธรรม ส่งผลต่อปัจจัยด้านสถานภาพเชิงเกษตร (สวนเกษตร) แนวคิดทฤษฎีภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเป็นกระบวนการทางความคิด ความรู้สึก ความเชื่อ ของ นักท่องเที่ยวที่มีต่อแหล่งท่องเที่ยว โดยอาจเกิดจากประสบการณ์จริงจากการที่ได้ไปแหล่งท่องเที่ยว หรือ อาจได้รับรู้จากสื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว หรือได้รับจากการได้ยินได้ฟังจากผู้อื่นก็ได้จนทําให้เกิดการ รับรู้จากสิ่งที่ปรากฏขึ้นในใจหากนักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์จริงจากการท่องเที่ยวแล้วเกิดความ ประทับใจหรือ ได้ยินได้ฟังได้เห็นถึงเรื่องดีๆของแหล่งท่องเที่ยว ก็จะส่งผลทําให้นักท่องเที่ยวรับรู้ถึง ภาพลักษณ์ที่ดีของแหล่งท่องเที่ยวนั้นได้โดยทั่วไปแล้วนักท่องเที่ยวมักจะเลือกเดินทางไปยังแหล่ง ท่องเที่ยวที่มีภาพลักษณ์ที่ดีเสมอ เช่นมีความเป็นเอกลักษณ์มีความสวยงาม มีความโดดเด่น และมีความ น่าสนใจเป็นต้น 7 ทั้งนี้ปัจจัยด้านภาพลักษณ์ที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยวนั้น มีหลายด้านด้วยกัน ได้แก่ 1) ด้านประสบการณ์ที่ได้รับจากการท่องเที่ยว 2) ด้านสิ่งดึงดูดของแหล่งท่องเที่ยว 3) ด้านราคาและสิ่งแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยว 4) ด้านการพักผ่อนจากการท่องเที่ยว 5) ด้านความตื่นเต้นของกิจกรรมการท่องเที่ยว 6) ด้านการเรียนรู้ในการท่องเที่ยว 7) ด้านสภาพสังคมชุมชนในแหล่งท่องเที่ยว และ ด้านชื่อเสียงของแหล่งท่องเที่ยว ดังนั้นแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ควรให้ความสําคัญต่อการสร้างภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวในด้าน ดีให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้และเกิดความอยากเดินทางมาท่องเที่ยวพร้อมทั้งภาพลักษณ์ที่สร้างนั้นจะต้อง สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของแหล่งท่องเที่ยวนั้นด้วย จึงจะช่วยให้เป็นสื่อโฆษณาที่น่าเชื่อถือ และ ช่วยให้แหล่งท่องเที่ยวนั้นดํารงอยู่ได้อย่างยั่งยืนต่อไปโสฬส เหล่าลดา (2564)
41 ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะที่เป็นผลจากการวิจัย เพื่อให้ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิด ประโยชน์มากขึ้น ผู้วิจัยขอเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป ดังนี้ 1. นักท่องเที่ยวบ้านน้อยกลางป่าใหญ่ควรสร้างการมีส่วนร่วมและเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามี บทบาทในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงานท้องถิ่นเป็นตัวแทนประสานงาน สร้างความรู้ความเข้าใจร่วมกัน และสนับสนุนด้านงบประมาณในการจัดการท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับบริบท และทรัพยากรของชุมชน 2. ควรมีการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพในการจัดการการท่องเที่ยวเชิงเกษตในระดับจังหวัด โดย ขับเคลื่อนชุมชนเป็นจุดหมายปลายทางในการเรียนรู้เชิงเกษตร โดยเน้นกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อ ดึงดูดความสนใจ และสร้างเสริมประสบการณ์แก่นักท่องเที่ยว 3. ด้านการทำการตลาดการท่องเที่ยว การสื่อความหมายทางการท่องเที่ยว และการ ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างยั่งยืนให้เป็นที่รู้จัก ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ที่หลากหลายเพิ่ม มากขึ้นและให้ความสำคัญกับ Facebook เป็นอันดับหนึ่ง