สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 3 ท่องไปในสระบุรี 45 1.วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารและพิพิธภัณฑสถานพระพุทธบาท 1.วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร และพิพิธภัณฑสถานพระพุทธบาท 2.บ่อพรานลา้งเน้ือ 3.พระต าหนักท้ายพิกุล 4.ต าหนักธารเกษม 5. เขาเรดาห์และเขานมนาง วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารและ รอยพระพุทธบาทตั้งอยู่ที่ต าบลขุนโขลน อ าเภอพระพุทธบาท มีปูชนี ยสถาน ที่ส าคัญคือ“รอยพระพุทธบาท” ที่ประทับ ไว้บนหินเหนือไหล่เขาสุวรรณบรรพตหรือ เขาสัจจพันธคีรีเป็ นรอยพระพุทธบาท เบื้ องซ้าย ค้นพบในสมัยพระเจ้าทรงธรรม เมื่อประมาณ350ปี มาแล้ว พิพิธภัณฑสถานพระพุทธบาท อยู่ใน บริเวณวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร เป็ นที่เก็บรวบรวมศิลปวัตถุอันมีค่ายิ่ง เช่น เครื่องทรง ของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เครื่องลายครามสังคโลก เครื่องทองส าริด โบราณ ศาสตราวุธโบราณ รอยพระพุทธ บาทจ าลอง ยอดมณฑปพระพุทธบาท เก่าแก่ และพัดยศของพระสมัยต่างๆ 2. แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ภาพวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ภาพพิพิธภัณฑสถานพระพุทธบาท
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 3 ท่องไปในสระบุรี 46 2.บ่อพรานลา้งเน้ือ ตั้งอยู่ต าบลขุนโขลน อ าเภอพระพุทธบาท อยู่ใกล้ กับวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ลักษณะเป็ นหิน ขนาดย่อม ที่บริเวณปากบ่อมีรอยคล้ายเข่าคน ใกล้บริเวณ นี้ มีหินลาด และมีหลุมลึกลงไป มีขนาดเท่ากระป๋ องนม น้ าที่ไหลจากหลุมน้ีถือกนัวา่เป็นน้ าศกัด์ิสิทธ์ิมีประวตัิเล่า ว่า พรานบุญผู้พบรอยพระพุทธบาทเป็ นน าเนื้ อที่ล่าได้ มาล้างที่บ่อ โดยคุกเข่าและก้มลงล้างเนื้ อที่บ่อ ส่วนหลุม ขนาดเท่ากระป๋ องนม คือ รอยปักหอกของพรานบุญ ซึ่งมี น ้าไหลออกมาไม่ขาด 3.พระต าหนักท้ายพิกุล พระราชวังนี้ พระเจ้าทรงธรรมทรงสร้างขึ้ น เพื่อเป็ นที่ประทับเวลาเสด็จขึ้ นไปนมัสการ พระพุทธบาท ของเดิมเหลืออยู่แต่ก าแพงวังและฐานพระต าหนัก ฐานเกยช้างม้า ก่ออิฐถือปูน ต่อมา สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้สร้างพระต าหนักทับ บนฐานเดิม ตัวอาคารเป็ นเครื่องขัดแตะถือปูนบ้าง เครื่องไม้บ้าง แต่ผุพังหมดแล้ว จากการขุดตรวจ ของนักโบราณคดี กรมศิลปากร พบซากฐานอาคารก่ออิฐถือปูนหลายจุด รวมทั้งเกยช้างเกยม้าที่ปรากฏ ในปัจจุบันก็มีการสร้างทับบนฐานเกยเดิมที่มีฐานขนาดกว้างใหญ่กว่า นอกจากนี้ ยังพบท่อน ้าดินเผา สมัยกรุงศรีอยุธยา วางเป็ นแนวมา จากธารทองแดง ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร . . . . ภาพบ่อพรานล้างเนื้ อ ที่มา https://saraburi2015.wordpress.com ภาพพระต าหนักท้ายพิกุล ที่มา https://www.facebook.com/roybilan/posts
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 3 ท่องไปในสระบุรี 47 4.ต าหนักธารเกษม 5. เขาเรดาห์และเขานมนาง เขาเรดาร์-เขานมนาง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน ้าตกสามหลั่น จ.สระบุรีสูงประมาณ 300 เมตร จากระดับน ้าทะเล เขาลูกแรกเรียกว่า เขาเรดาร์ ซึ่งมีเสาส่งสัญญานของช่อง7 ด้วยลักษณะเป็ น เขา 2 ลูกติดกัน เมื่อมองจากพื้ นด้านล่างขึ้ นมา จะมีลักษณะ คล้ายนมผู้หญิง จึงเป็ นที่มาขอ งชื่อ เขานมนาง พระต าหนักธารเกษมเป็ นพระต าหนักที่พระเจ้า ปราสาททองโปรดฯให้สร้างขึ้นเป็ นที่ประทับเมื่อคราว เสด็จนมัสการพระพุทธบาท และเป็ นที่พักผ่อน พระราชอิริยาบท ณ ริมธารน ้าใต้ธารทองแดง เป็นที่ ส าราญพระราชหฤทัย ทั้งยังโปรดฯให้ “คิดบ่อทดน ้า เปิ ดปิ ดให้ไหลเชี่ยวมาแต่ธารทองแดง คิดผ่อนทาง ชลชลา ให้ไหลหลั่นลงมายังห้วยศิลาดาษ จึงให้นาม ชื่อว่า พระราชนิเวศน์ธารเกษม การตกแต่งพระราช นิเวศน์แห่งนี้ ใช้เวลา 3 เดือน จึงแล้วเสร็จ ปัจจุบัน พระต าหนักธารเกษม อยู่ที่ต าบลขุนโขลน ระหว่าง ธ น า ค า ร ก รุ ง เ ท พ ส า ข า พ ร ะ พุ ท ธ บ า ท แ ล ะ สถานสงเคราะห์เด็กหญิงสระบุรี ภาพเขาเรดาห์และเขานมนาง เขาบริเวณนี้ อดีตเคยเป็ นที่ตั้งกองทัพ ญี่ปุ่ น สมัยสงครามโลกครั้งที่2 ในอดีต ป่ าแห่งนี้ มีความอุดมสมบูรณ์มาก ญี่ปุ่ นได้ใช้พื้ นที่นี้ เป็ นจุดยุทธศาสตร์ ท าหลุมหลบภัย มีการตัดไม้ ท าฟื น ท าถ่าน หุงหาอาหาร และท าถนน รวมทั้งมีการเจาะภูเขาเป็ นถ ้า เพื่อท า เป็ นสถานที่เก็บเสบียง และท าป้อมปื น ติดตั้งปื นต่อสู้อากาศยาน ท าให้ป่ า ธรรมชาติบ างส่ วนถู กท าลายลง ในปี พ.ศ. 2503 จึงได้เริ่มท าการปลูก ป่ าทดแทน ให้สภาพป่ าฟื้ นตัวขึ้นมา และเมื่อได้ประกาศเป็ นป่ าสงวน แห่งชาติ ท าให้สภาพป่ าฟื้ นตัวมาก ยิ่งขึ้ น ภาพพระต าหนักธารเกษม ที่มา http://www.praphutthabat.go.th
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 3 ท่องไปในสระบุรี 48 1.หออนุรักษ์วฒันธรรมพ้ืนบา้นไทยวน ห อ วัฒ น ธ ร ร ม พื้ น บ้า น ไ ท ย ว น เ กิ ด จ า ก แ ร ง บัน ด า ลใจ ของอาจารย์ทรงชัย วรรณกุล ที่ต้องการจะอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของ กลุ่มชาติพันธุ์ไทยวน (โยนก-เชียงแสน)จึงได้เริ่มรวบรวมสถานที่และ สิ่งของ อาทิ เรือนของเจ้าเมืองสระบุรี เรือนของพันตรีหลวงจบกระบวนยุทธ เรือนของเสือคง โจรเลื่องชื่อในอดีตในจังหวัดสุพรรณบุรี ผ้าทอโบราณ เรือ พื้ นบ้านที่ใช้ลุ่มน ้าป่ าสักและภาคกลางกว่า 20 ล า โดยอาจารย์ตั้งใจว่าจะ ให้เป็ นแหล่งรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น และเป็ นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับ วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวนในจังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็ นกลุ่มชาวล้านนาที่ถูกกวาดต้อนอพยพมา จากเมืองเชียงแสน เมื่อประมาณ 200 ปี ที่แล้ว ในปี 2536 อาจารย์ได้จัดตั้งชมรมไทยวนสระบุรีขึ้ น เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และสืบทอดในเอกลักษณ์ของชาวไทยวน อาทิ ภาษา วัฒนธรรม การแต่งกาย การกินขันโตก เป็ นต้น 1. หออนุรักษ์ วัฒนธรรม ไทยวน 2. โครงการ ทฤษฎีใหม่ วัดมงคลชัย พัฒนา 3. ตลาดตา้น้า โบราณ บ้านต้นตาล 3. แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ภาพอาจารย์ทรงชัย วรรณกุล ภาพหอวัฒนธรรมพื้ นบ้านไทยวน สระบุรี ที่มา https://gogetlost.co
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 3 ท่องไปในสระบุรี 49 2. โครงการทฤษฎีใหม่ วัดมงคลชัยพัฒนา ตั้งอยู่ที่ต าบลห้วยบง อ าเภอเฉลิมพระเกียรติ มีพื้ นที่ส าหรับท าการเกษตร ตามที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีด าริเกี่ยวกับการพัฒนาวัด และสภาพที่ดินท ากินที่แห้ง แล้ง ประกอบกับราษฎรมีฐานะยากจน ประสบปัญหาการขาดแคลนน ้าเพื่อการเกษตร ในปี พ.ศ. 2531 จึงโปรดเกล้าฯให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิชัยพัฒนาจัดหาและซื้ อที่ดินติดกับวัดฯ แบ่งพื้ นที่เป็ น 2 แปลง คือเพื่อ ศึกษาและสาธิตเกษตรแบบผสมผสาน และเกษตรทฤษฎีใหม่ ภาพแสดงการจัดสรรพื้ นที่ตามเกษตรทฤษฎีใหม่
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 3 ท่องไปในสระบุรี 50 3. ตลาดตา้น้า โบราณบ้านต้นตาล ตลาดต้าน ้าโบราณบ้านต้นตาลเป็ นตลาดนัดริมแม่น ้าป่ าสัก ของชาวชุมชนบ้านต้นตาล อ าเภอ เสาไห้ ซึ่งเป็ นชุมชนไทยวนที่อพยพมาจากอ าเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรม โบราณที่สืบสานเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง ทั้งด้านภาษา การแต่งกาย อาหาร และการละเล่นพื้ นบ้าน แบบไทยวน ภาพตลาดต้าน ้าโบราณบ้านต้นตาล ที่มา https://travel.kapook.com/view215710.html
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 3 ท่องไปในสระบุรี 51 1. เพราะเหตุใด จังหวัดสระบุรีจึงมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย 2. เมื่อนักเรียนมีโอกาสเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดสระบุรี นักเรียนจะมีวิธีการปฏิบัติตนอย่างไร 3. นักเรียนมีวิธีการเผยแพร่ข้อมูลการท่องเที่ยวในจังหวัดสระบุรี ได้อย่างไรบ้าง ค าถามชวนคิด
หนังสืออ่านเพิ่มเติม หน่วยที่ 4 ที่ สารพันมรดก เรื่อง สระบุรีบ้านเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนหนองแค "สรกิจพิทยา" จังหวัดสระบุรี สังกัด สำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี สำ หรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 4 สารพันมรดก 52 สาระการเรียนรู้ประจ าหน่วยที่ 4 สารพันมรดก 1. ชาวไทยเช้ือสายต่าง ๆ ในจังหวัดสระบุรี 1.1.ไทยลาว 1.2.ไทยพวน 1.3.ไทยวน 1.4.ไทยมอญ 1.5.ไทยมุสลิม 1.6.ไทยจีน 1.7.ไทยภาคกลาง 2. ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และงานประจ าปี ของจังหวัดสระบุรี 2.1.ประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาท 2.2.การแข่งขันเรือยาวประเพณีลุ่มน ้าป่ าสัก 2.3.ประเพณีสงกรานต์สรงน ้าพระ 2.4.ประเพณีตักบาตรดอกไม้ 2.5.ประเพณีแห่พระเขี้ ยวแก้ว 2.6.ประเพณีเจ้าพ่อเขาตก 2.7.งานประเพณีก าฟ้า 2.8.งานประเพณีไทยวน 2.9.วันโคนมแห่งชาติ 2.10.ประเพณีตักบาตรข้าวต้มลูกโยน 2.11.ประเพณีตักบาตรข้าวหลามจี่เดือนยี่ ณ หนองโน 2.12.ท่องเที่ยวทุ่งทานตะวันบาน ผลการเรียนรู้ 1. สืบค้นประวัติความเป็ นมาของชาวไทยเชื้ อสายต่าง ๆ ในจังหวัดสระบุรีโดยใช้หลักฐานที่ หลากหลาย 2. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทยเชื้ อสายต่าง ๆ ในสระบุรี กับวัฒนธรรมภูมิปัญญา วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่มีผลต่อการด าเนินชีวิตประจ าวัน 3. เสนอแนวทางในการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดสระบุรี
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 4 สารพันมรดก 53 จุดประสงค์ 1. บอกประวัติความเป็ นมาของชาวไทยเชื้ อสายต่าง ๆ ในจังหวัดสระบุรีได้ 2. สืบค้นประวัติความเป็ นมาของชาวไทยเชื้ อสายต่าง ๆ ในจังหวัดสระบุรีโดยใช้หลักฐาน ที่หลากหลาย 3. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทยเชื้ อสายต่าง ๆ ในสระบุรี กับวัฒนธรรมภูมิปัญญา วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่มีผลต่อการด าเนินชีวิตประจ าวันได้ 4. เสนอแนวทางในการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม จังหวัดสระบุรีได้ 5. มีความกระตือรือร้น ตั้งใจ และใฝ่ เรียนรู้เกี่ยวกับจังหวัดสระบุรี
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 4 สารพันมรดก 54 ชาวไทยเช้ือสายต่าง ๆ ในจังหวัดสระบุรี 1.ไทย-ลาว 2.ไทย-พวน 3.ไท-ยวน 4.ไทย-มอญ 5.ไทย-มุสลิม 6.ไทย-จีน 7.ไทย-ภาคกลาง ภาพชาวไทยเชื้ อสายต่าง ๆ ในจังหวัดสระบุรี
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 4 สารพันมรดก 55 1. เช้ือสายไทย-ลาว ในสมัยกรุ งธนบุ รี เมื่อปี พ.ศ. 2319 ขณะที่ กองทัพไทยก าลังท าสงครามกับพ ม่า ที่เมืองพิษณุโลก ก็ได้เกิดเหตุที่เมืองนครราชสีมา คือ พระยานางรอง เจ้าเมืองนางรอง อันเป็ นหัวเมือง ในการปกครองของเมืองนครราชสีมา เกิดวิวาทกันแล้วแล้วไปเข้ากับเจ้าโอ เจ้าเมืองนครจ าปาศกัด์ิซึ่ง ตั้งตัวเป็ นอิสระ พอได้รับใบบอกจากนครราชสีมาในเรื่องนี้ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงให้เจ้าพระยาจักรี ซึ่งถอนทัพมาจากการรบกับอะแซหวุ่นกี้ ที่เมืองพิษณุโลก น าทัพไปตีเมืองนางรองจนแตกพ่าย จับพระยา นางรองประหารชีวิต ขณะน้ันเจา้โอเจา้เมืองนครจ าปาศักด์ิก็ได้ยกพลจ านวนหมื่นเศษมารุกราน ดินแดนทางนครราชสีมา เป็ นเวลาที่เจ้าพระยาสุรสีห์อยู่ในกรุง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงได้ให้ เจา้พระยาสุรสีหย์กกองทพัออกไปช่วยอีกทพัหนึ่งเพื่อไปตีใหถ้ึงเมืองจา ปาศกัด์ิเมืองสีทนัดร และยงัได้ เกลี้ ยกล่อมเอาพวกเขมรเมืองสุรินทร์ เมืองสังขละ และเมืองขุขันธ์ มาขึ้ นกับเมืองไทยได้อีกด้วย ซึ่ง ความชอบในครั้งนี้ เจ้าพระยาจักรีได้รับการเลื่อนฐานันดรเป็ นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และ เหตุการณ์ในครั้งนี้ ท าให้ไทยกับล้านช้างหรือกรุงศรีสัตนาคนหุต ซึ่งเคยเป็ นมิตรที่ดีต่อกันตลอดมาต้อง ผิดพ้องหมองใจกันจนถึงกับรบพุ่งกันขึ้ น มูลเหตุนั้นคือพระวอ เสนาเมืองเวียงจันทร์ขัดใจกับเจ้าเมือง เวียงจนัทร์พระวอก็หนีไปอยู่กบัเจา้โอ เจา้เมืองจา ปาศกัด์ิดงัน้ันเมืองไทยตีไดเ้มืองนครจา ปาศกัด์ิพระ วอก็ได้มาอ่อนน้อมกับไทย ไทยจึงให้ไปอยู่ที่บ้านดอนมดแดง (จังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน) เมื่อ กองทัพไทยยกกลับมาแล้ว เจ้าศิริบุญสารไม่รักษาไมตรีกับไทย ได้ส่งพระยาสุโก ยกทัพมาจับพระวอฆ่า เสีย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงถือว่าพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุดดูหมิ่น จึงสั่งให้สมเด็จเจ้าพระยามหา กษัตริย์ศึกกับพระยาสุรสีห์ยกไปตีเมืองเวียงจันทร์ ฝ่ ายพระเจ้าร่มขาว เจ้าเมืองหลวงพระบาง ซึ่งในเวลา นั้นแยกกับเวียงจันทร์และเป็ นอริกัน พอทราบข่าวว่าไทยจะไปรบเวียงจันทร์ก็ได้แต่งตั้งทูตลงมาหา สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก รับอาสาตีเมืองเวียงจันทร์ทางด้านเหนือ และขอเอากรุงธนบุรีเป็ นที่ พึ่งต่อไป กองทัพไทยล้อมเมืองเวียงจันทร์อยู่ 4 เดือน ก็ตีได้ในปี พ.ศ.2321 ประเทศล้านช้างหรือกรุงศรีสัตนาคนหุต ตลอดจนเมืองหลวงพระบางก็ตกเป็ นของไทยแต่นั้นมา ส าหรับตัวเจ้าศิริบุญสารได้หลบหนีไปเมืองญวน ไทยจับบุตรของเจ้าศิริบุญสารได้หลายคนและได้ส่งตัว มายังกรุงธนบุรี ส่วนการปกครองหัวเมืองในราชอาณาจักรลาวนั้นก็ได้จัดแบบหัวเมืองชั้นนอก แต่ละ เมืองเป็ นอิสระแก่กัน มีขุนนางไทยอยู่รักษาเป็ นบางเมืองเท่านั้น เมื่อจัดการปกครองหัวเมืองเรียบร้อย แล้วสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็เดินทางกลับกรุงธนบุรี โดยได้อัญเชิญพระแก้วมรกต พระบาง มา ด้วย พร้อมกับกวาดต้อนผู้คนจากเมืองต่าง ๆ ที่ตีได้ เช่น เมืองพวน เมืองเวียงจันทร์ เมืองหลวงพระบาง และเมืองสองคอน เป็ นต้นลงมาไว้ที่แขวงเมืองสระบุรี ลพบุรี และเมืองพนัสนิคม ต่ อมาเมื่อปี พ.ศ. 2368 พระบาทสมเด็ จพระพุทธเลิ ศหล้านภาลัย เสด็ จสวรร คต เจ้าอนุวงศ์เจ้าผู้ครองนครเวียงจันทร์ขณะนั้น ในฐานะเจ้าประเทศราช ซึ่งเริ่มมีใจออกห่างจากไทย ได้ลง มาถวายพระเพลิงพระบรมศพ เจ้าอนุวงศ์ได้อาศัยความสนิทสนมกับสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มาก่อน ได้ขอแบ่งชาวเวียงจันทร์ที่ได้กวาดต้อนมาไว้ที่สระบุรีเมื่อครั้งได้ตีเวียงจันทร์สมัยกรุงธนบุรีนั้น เอากลับไปเวียงจันทร์ แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ให้ และทูลขอครูละครที่เจ้าอนุวงศ์
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 4 สารพันมรดก 56 สนใจไปสอนชาวเมืองของตนทางด้านนาฏศิลป์ บ้าง ก็ได้รับการปฏิเสธ จึงมีความอัปยศอดสูมาก กอปร กับขณะนั้นไทยก าลังมีปัญหากับอังกฤษและผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ เจ้าอนุวงศ์จึงเห็นเป็ นโอกาสที่จะตั้ง ตัวเป็ นอิสระ ยกพลมากวาดต้อนผู้คนแถบหัวเมืองด้านกาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด จนถึงเมืองนครราชสีมา รวมทั้งน าครอบครัวชาวเวียงจันทร์มาที่สระบุรีด้วย สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงให้กรมพระราชวัง บวรเป็ นแม่ทัพใหญ่ทัพหนึ่งกับกรมหมื่นสุรินทร์พิทักษ์เป็ นทัพที่สอง ยกไปตีเมืองเวียงจันทร์ได้ในปี พ.ศ. 2369 ส่วนเจ้าอนุวงศ์หนีไปอยู่ในเขตแดนยวน กรมพระราชวังบวรจึงกวาดต้อนครัวเวียงจันทร์มาไว้ที่ เมืองสระบุรีอีกครั้งเป็ นครั้งที่สอง เจ้าอนุวงศ์ได้รับแรงหนุนจากยวนจึงยกทัพมายึดเมืองคืน ทาง กรุงเทพฯ จึงให้เจ้าพระยาราชสุภาวดียกไปปราบและจับตัวเจ้าอนุวงศ์ได้ จึงน าตัวมากรุงเทพและพร้อม กับกวาดต้อนชาวเวียงจันทร์ลงมาไว้ ณ เมืองสระบุรีเป็ นครั้งที่สามในปี พ.ศ.2370 ชาวเวียงจันทร์ที่ถูกกวาดต้อนมาในสมัยกรุงธนบุรีในปี พ.ศ.2321 และเมื่อปี พ.ศ.2369 ในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้ น ส่วนใหญ่ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตอ าเภอแก่งคอย ตามบริเวณลุ่มแม่น ้าป่ าสัก เช่นที่ต าบลสองคอน สันนิษฐานว่า พวกนี้ คงมาจากเมืองสองคอน และ บ ริ เ ว ณ ต า บ ลทับ ก ว า งซึ่ งเ ดิ มมีชื่ อว่า “บ้า นลา ว” เ ป็ นต้น นอก จ า ก นี้ ก็ มีอยู่บ ริ เ ว ณ ทิศตะวันออกของเขตอ าเภอเมืองสระบุรีและเขตอ าเภอเฉลิมพระเกียรติ ตามลุ่มแม่น ้าป่ าสัก นับแต่บ้าน ผึ้ งรวงหรือผึ้ งลาวขึ้ นไป อาหารการกินเดิมอาหารการกินของชาวไทยเชื้ อสายลาวนั้ นจะเหมือนกับทางภาค อีสานของไทย คือ ข้าวเหนียว ส้มต า ลาบ ก้อย ฯลฯ แต่ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนไปคือ หันมากินข้าวเจ้า และอาหารอื่น ๆ เช่นเดียวกับคนในภาคกลางทั่ว ๆ ไป คนไทยเชื่อสายลาวมีวิถีชีวิตของคนล้านช้างซึ่งเป็ นถิ่นฐานเดิม คือยึดมั่นในฮีตสิบสอง คองสิบสี่ อัน เป็ นขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีอีสาน อันเป็ นกฎระเบียบในการประพฤติปฏิบัติตนตามฐานะ หรือต าแหน่งทางสังคม เช่น ผู้ปกครองบ้านเมือง, ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ตลอดจนพระสงฆ์องค์เจ้า จะต้อง ประพฤติปฏิบัติตามฮีต,ตามคองอันเป็ นกฎเกณฑ์ในการด ารงชีวิตของผู้คนในสังคม ขณะเดียวกันต้องละ เว้นสิ่งที่เป็ นของ “คะล า” ห้ามประพฤติปฏิบัติ หากฝ่ าฝืนก็มีโทษมากน้อยตามความผิดที่ได้ฝ่ าฝืนนั้น ส าหรับฮีตสิบสองนั้น ก็คือประเพณีสิบสองเดือน เช่น ฮีต 1 บุนเข้าก า ท าในเดือนอ้าย ฮีต 2 บุนคูนลาน ท าในเดือนยี่ ฮีต 3 บุนเข้าจี่ ท าในเดือนสาม ฮีต 4 บุนพะเหวต ท าในเดือนสี่ ฮีต 5 บุนสงน ้า ท าในเดือนห้า ฮีต 6 บุนบั้งไฟ ท าในเดือนหก ฮีต 7 บุนช าอะ ท าในเดือนเจ็ด ฮีต 8 บุนเข้าวันสา ท าในเดือนแปด ฮีต 9 บุนเข้าปะดับดิน ท าในเดือนเก้า ฮีต 10 บุนเข้าสาก ท าในเดือนสิบ ฮีต 11 บุนออกวัดสา ท าในเดือนสิบเอ็ด ฮีต 12 บุนกะถิน ท าในเดือนสิบสอง ส าหรับคองสิบสี่ มีทั้งของพระเจ้าแผ่นดิน ประชาชนทั่วไป เสนาอ ามาตย์ และพระภิกษุสงฆ์ เป็ นต้น เช่นคองที่ 1 ส าหรับประชาชนทั่วไป มีว่า “เมื่อได้เข้าใหม่หรือหมากไม้เป็ นหมากใหม่ ตนอย่า ฟ้าวกินก่อน ให้เอาท าบุนท าทานแก่ท่านผู้มีสีนกินก่อน แล้วตนจึงกิน เมื่อพายลุนแล้วให้แจกแบ่งแก่
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 4 สารพันมรดก 57 ยาดที่น้องน า” แปลว่า เมื่อได้ข้าวใหม่หรือผลไม้ที่ให้ผลิตผลใหม่ ผู้มีเป็ นเจ้าของอย่าเพิ่งกินก่อน ต้อง เอาน าบริจาคทานให้ท่านผู้มีศีลกินก่อน แล้วตนเองจึงกินภายหลัง และให้น าไปแจกให้แก่ญาติพี่น้อง ด้วย หรือคอง 14 ที่ว่าอย่าเสพกามคุณวันสีน วันเข้าวัดสา วันออกวัดสา วันมะหาสงกาน และวันเกิดตน แปลว่า อย่าเสพกามคุณในวันศีลหรือวันพระ วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วันมหาสงกรานต์ และวัน เกิดตน เป็ นต้น 2. เช้ือสายไทย-พวน ถิ่นฐานเดิม “พวน” เป็ นชนกลุ่มหนึ่ง มีถิ่นฐานอยู่แขวงเมืองเชียงขวางในประเทศลาว มีแม่น ้าชื่อ “น ้าพวน” อพยพจากถิ่นเดิมเข้าสู่ประเทศไทยหลายวาระ สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีการอพยพอีก โดยมีการศึกระหว่างเจ้าอนุวงศ์เจ้าเมืองเวียงจันทร์กับไทย ชาว ไทยพวนอพยพครั้งสุดท้ายในสมัยรัชกาลที่ 5 คราวยกกองทัพไปปราบฮ่อ ดังค าบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ ชาวไทยพวนที่บอกว่าบรรพบุรุษของเขาหนีศึกฮ่อมา ชาวไทยพวนมีรูปร่างคล้ายพวกลาวอื่น ๆ แต่มีลักษณะเด่นคือผิวขาวเหลือง นิยมแต่งกายด้วยผ้าที่ ทอด้วยมือ ซึ่งมีลวดลายแบบไทยพวน เช่น ลายเปี้ ยง(เปี่ ยง) ลายตะขอ ลายซุ่มปราสาท เรียกว่าผ้า มัดหมี่หรือที่ชาวพวนเรียกว่า ซิ่นหมี่ ลักษณะเด่นของชาวพวนคือ รักสงบ ขยัน โอบอ้อมอารี รักพวก พ้อง ซึ่งเห็นได้จากประเพณีต่าง ๆ ของชาวไทยพวน เช่น ลงแขกเกี่ยวข้าว โดยไม่มีการจ้างวาน ปลูก บ้านก็ช่วยกันโดยไม่มีค่าก่อสร้าง ชาวพวนถือว่าจังหวัดใดถ้าเป็นคนพวนถือว่าเป็ นสายเลือดเดียวกัน ชาวพวนมีภาษาพูดเป็ นของตนเอง มีจารีต วัฒนธรรม ประเพณีเป็ นของตนเอง อาชีพหลักคือการท านา ปลูกข้าว วิถีชีวิตเกาะเกี่ยวกับธรรมชาติ อาชีพรองทอผ้า ผ้าทอของชาวไทยพวนเป็ นผ้าที่ขึ้ นชื่อว่า สวยงาม ประณีตมาก ความเชื่อของชาวไทยพวนเกี่ยวกับการดูฤกษ์ยามประกอบกิจในชีวิตประจ าวันจะยึดถือเป็ นแนว ทางการด ารงชีวิตส่วนหนึ่ง เช่น การจะปลูกบ้าน บวช แต่งงาน ท าบุญต่าง ๆ จะมีวิธีหาวันดี ดังนี้ 1 ค ่า ม้าแก้วสู่โฮงค า (โรงทอง) = ดี 2 ค ่า ผีฟังธรรมป่ าช้า = ไม่ดี 3 ค ่า ล้างมือท่าคองกิน (ท่า=คอย) = ดี 4 ค ่า ปลายตีนตากแดด = ไม่ดี 5 ค ่า ผีแวดวงเอา = ไม่ดี 6 ค ่า ขี่ส าเภาไปค้า = ดี 7 ค ่า เคราะห์อยู่หน้าคอยชน = ไม่ดี 8 ค ่า สาละวนไม่แล้ว = ไม่ดี 9 ค ่า ถูกเสี้ ยนพระราม = ไม่ดี 10 ค ่า หาความดีไม่ได้ = ไม่ดี
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 4 สารพันมรดก 58 11 ค ่า ที่ร้ายกลับเป็ นดี = ดี 12 ค ่า ความไม่ดีซักอย่าง = ไม่ดี 13 ค ่า เสวยราชชมพู = ดี 14 ค ่า ศัตรูปองฆ่า = ไม่ดี 15 ค ่า ต้องแม่ฟ้าฝีหลวง = ไม่ดี ความเชื่อทางศาสนาเป็ นเอกลักษณ์หนึ่งของไทยพวน ฮีตสิบสอง (ประเพณี 12 เดือน) เป็ นจารีตที่สังคมร่วมท ากันเป็ นประเพณี เดือนอ้าย = นิมนต์สังฆเจ้าเข้ากรรม เลี้ ยงผีบรรพบุรุษ เดือนยี่ = ขึ้ น 3 ค ่า พิธีคูณข้าว นิมนต์พระสวดมนต์เย็นสู่ขวัญข้าว เดือนสาม = ขึ้ น 3 ค ่า ท าบุญข้าวจี่ และเป็ นวันก าฟ้าประเพณีของชาว ไทยพวนไหว้ผีบ้านผีเรือน ไหว้ปู่ บ้านย่าเมืองประจ าหมู่บ้าน เดือนสี่ = ท าบุญพระเวส ฟังเทศน์มหาชาติ เดือนห้า = ท าบุญขึ้ นปี ใหม่ สงกรานต์ สรงน ้าพระ เดือนหก = ท าบุญวันวิสาขะและเวียนเทียน มีการเล็งกลองท าบุญกลางบ้าน ขึ้ น 3 ค ่า ไหว้เจ้าประจ าหมู่บ้านก่อนฤดูท านา เดือนเจ็ด = ท าบุญบูชาของรักษา เทวดาอารักษ์ หลักเมือง ผีบรรพบุรุษ เดือนแปด = ท าบุญเข้าพรรษา เดือนเก้า = พิธีสารทพวน ห่อข้าว ขนมไปวางตามทางสามแพ่งให้ผีญาติที่ล่วงลับ เดือนสิบ = ไหว้แม่โพสพน าของไปไหว้ที่นา เดือนสิบเอ็ด = บุญออกพรรษา ตักบาตรเทโว ท าบุญปราสาทผึ้ ง 3. เช้ือสายไท-ยวน คนไทยวนสระบุรี แต่เดิมมีถิ่นฐานก าเนิดอยู่ที่เมืองเชียงแสน ซึ่งเป็ นเมืองส าคัญเมืองหนึ่งของ อาณาจักรล้านนา ที่มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้านการปกครอง การศาสนา และศิลปวัฒนธรรม เมื่อ อาณาจักรล้านนาเสื่อมอ านาจลง พม่าได้เข้ามามีอ านาจปกครองเมืองจวบจน ถึงรัชสมัยแห่งองค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดเกล้าให้พระเจ้าหลานเธอ กรมหลวงเทพหริรักษ์ และพระยายมราช ยกทัพร่วมกับกองทัพเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทร์ เจ้าอุปราช เมืองเชียงใหม่ เจ้านครน่าน และเจ้านครล าปาง เข้าล้อมตีเมืองเชียงแสน เมื่อตีเมืองได้แล้ว จึงเผา ท าลายป้อมปราการเมือง ก าแพงเมืองและบ้านเมือง เพื่อมิให้เป็ นที่มั่นแก่ข้าศึกพม่าในคราต่อไป ทั้งนี้ เนื่องจากเมืองเชียงแสนเป็ นยุทธศาสตร์ที่อยู่ทางเหนือสุดของประเทศ กองทัพไทยไม่มีก าลังพอที่จะ ป้องกันเมืองไว้ตลอดไปได้ จึงได้อพยพผู้คนชาวเมืองจ านวนราว23000 คน แล้วจัดแบ่งเป็ น 5 ส่วน แยกไปไว้ที่เมืองเวียงจันทร์ 1 ส่วน เมืองเชียงใหม่ 1 ส่วน เมืองล าปาง 1 ส่วน เมืองน่าน 1 ส่วน ที่เหลือ โปรดให้ลงมาเมืองหลวง และมาตั้งบ้านเรือนที่จังหวัดสระบุรี บริเวณแถบลุ่มน ้าป่ าสักทางตอนใต้ บางส่วนเลยไปตั้งถิ่นฐานที่จังหวัดราชบุรี (แถบต าบลคูบัว อ าเภอเมือง)
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 4 สารพันมรดก 59 คนไทยวนสระบุรี ระยะแรกได้ตั้งรกรากถิ่นฐาน สร้างบ้านเรือน อยู่สองริมฝั่งน ้าป่ าสัก แถบพื้น ที่อ าเภอเสาไห้ และอ าเภอเมือง ต่อมาเมื่อมีลูกหลานเพิ่มมากขึ้ น จึงขยายพื้ นที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ตาม อ าเภอต่าง ๆ ของจังหวัดสระบุรี (ยกเว้นอ าเภอหนองโดนและดอนพุด) นอกจากนี้ ยังมีการอพยพ ครอบครัวไปตั้งถิ่นฐานยังต่างจังหวัด เช่น อ าเภอสีคิ้ ว จังหวัดนครราชสีมา อ าเภอพัฒนานิคม จังหวัด ลพบุรี อ าเภอวังน ้าเย็น จังหวัดสระแก้ว อ าเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ อ าเภอตะพานหิน จังหวัด พิจิตรและอ าเภอตาคลีจังหวัดนครสวรรค์เป็ นต้น คนยวน ที่อาศัยอยู่ในเมืองสระบุรี มีความรุ่งเรืองทางด้านวัฒนธรรม มีการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม ประเพณีดั้งเดิม ที่สืบทอดมาจากถิ่นฐานเดิม อันได้แก่ งานบุญสลากภัต งานถวายปราสาทผึ้ ง การสร้าง หนังสือพระธรรมคัมภีร์ต่าง ๆ ตามความเชื่อทางศาสนา ที่สืบทอดกันมายาวนานจนเป็ นต านาน ดัง ที่ว่าคนยวนอยู่ในส่วนหนึ่งของศาสนา นอกจากนี้ คนไทยวนที่บ้านต้นตาลยังได้มีการสืบสานวัฒนธรรม อีกอย่างหนึ่ง คือ การทอผ้าฝ้ายด้วยกี่ทอมือ เป็ นลายแบบโบราณที่มีการยกดอกมุก สวยงามทั้งสีสัน และลวดลาย ปัจจุบันยังมีการพัฒนาการทอผ้าเป็ นแบบสมัยนิยม ทั้งที่เป็ นผ้าผืน และลวดลายทั่วไป การแต่งกายด้วยผ้าทอของชาวไทยวนจึงสวยงาม 4. เช้ือสายไทย-มอญ พื้ นเพชาวรามัญ(มอญ) บ้านไร่หงษาในเขตต าบลขุนโขลน อ าเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ได้อพยพมาจากชุมชนบ้านบางขันหมาก เขตอ าเภอเมืองลพบุรี เมื่อประมาณ พ.ศ.2480 และระยะ ต่อมาประมาณ พ.ศ.2485 ได้อพยพเข้ามาอีกจ านวนหนึ่ง เนื่องจากชุมชนบ้านบางขันหมากเป็ นที่ลุ่ม เกิดอุทกภัย และมีการอพยพหนีภัยสงครามมหาเอเชียบูรพา ปัจจุบันชาวมอญบ้านไร่หงษา ตั้งหมู่บ้าน อยู่ในเขตต าบลนายาวห่างจากอ าเภอพระพุทธบาท ประมาณ 8 กิโลเมตร ชาวมอญโดยทั่วไปมีอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่การท านา ท าไร่ข้าวโพด ข้างฟ่ าง ปลูกผัก ชาวมอญ ในประเทศไทย มักจะอยู่รวมกันเป็ นกลุ่ม ลักษณะบ้านเรือนดั่งเดิมแตกต่างจากชาวไทยเล็กน้อย มีการ นับถือผีบ้านผีเรือนประจ าเสาหลักของบ้าน ตัวเรือนยกพื้ นสูง เครื่องเรือนที่ส าคัญคือ เสื่อ หมอน ชาวมอญมีภาษาของตนเอง ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน โดยศึกษาเล่าเรียนจากพระภิกษุในวัดประจ า หมู่บ้าน ซึ่งเป็ นบทสวดบทเทศน์ในภาษามอญ ในปัจจุบันการด ารงชีวิตของชาวมอญกลายเป็นต้นแบบ วัฒนธรรมไทยทั้งด้านดนตรีภาษาวรรณคดีการแต่งกายตลอดจนประเพณีบางอย่าง ประเพณีความเชื่อมีการนับถือพุทธศาสนาและคนไทยได้รับต้นแบบพุทธศาสนารามัญนิกายด้าน วินัย เพื่อเป็ นรากฐานของธรรมยุตินิกายในประเทศไทย และพระสงฆ์รามัญนิกายมีบทบาทส าคัญใน การสวดพระปริยัติมาจนทุกวันนี้ ด้วยความเชื่อเรื่องผีที่ส าคัญ มี 2 ชนิด ได้แก่ ผีประจ าหมู่บ้าน มีการ เซ่นสรวงและเข้าทรงท านาย และมีผีบ้านผีเรือนซึ่งเป็ นผีประจ าตระกูล ซึ่งนับญาติข้างฝ่ ายชาย มีการ “ร าผี” และนับถือโหราศาสตร์ โชคชะตา ราศี รวมทั้งไสยศาสตร์ พ่อมด หมอผี ด้วย ด้านความเชื่อ เรื่องทิศ กล่าวคือ เมื่อเดินทางเพื่อให้มีลาภหรือทิศที่ถูกห้าม ได้แก่ ทิศหัวนอน ทิศหัวบันได ทิศคนตาย ทิศสร้างบ้าน
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 4 สารพันมรดก 60 ชาวมอญมีประเพณีในรอบ 12 เดือน ในแต่ละเดือน ได้แก่ เดือนห้า สงกรานต์เล่นผีลิงลม เดือนหก เดือนเจ็ดท านา เล่นผีกลางคืน (ผีกระด้ง ผีสอบ ผีไซ) เดือนแปดเข้าวัดถือศีล เดือนเก้าท าบุญกระจาด เดือนสิบตักบาตรน ้าผึ้ ง ต าข้าวเหนียวกวนกระยาสารท เดือนสิบเอ็ดทอดกฐินสามัคคี ร าพาข้าวสาร เดือนสิบสองลอยกระทงใบใหญ่ถวายแม่คงคา เดือนอ้ายจับปลาท าปลาร้า เดือนยี่เดือนสามรับขวัญแม่ โพสพ เดือนสี่เดินทางนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรี สัปบุรุษตักบาตร 15 ค ่า เดือน 4นอกจากนี้ มีประเพณีทางสังคม เช่น การบวช การแต่งงาน งานศพ ที่แปลกแยกโดยเฉพาะโลงศพ ชาวมอญเป็ น เอกลักษณ์ที่โดดเด่นมาก 5. เช้ือสายไทย-มุสลิม มุสลิมคือชนกลุ่มหนึ่งมีมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย เริ่มจากสมัยกรุงสุโขทัย โดยมีผู้ขุดค้นพบเหรียญ จารึกภาษาอาหรับ ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็ นราชธานี ชาวมุสลิมได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้ น บางส่วนกระจายอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทย เช่น ปทุมธานีฉะเชิงเทรา นครนายก นนทบุรี สระบุรี แต่ส่วนมากจะอยู่ในเขตภาคใต้ของประเทศไทย เหตุผลส่วนใหญ่ที่ท าให้ชาวมุสลิมเข้ามาอยู่ใน ประเทศไทยคือ การค้า โดยเฉพาะชาวอินเดียเข้ามาตั้งหลักแหล่งประกอบอาชีพแถบฝั่งพระนครและ ธนบุรี ในจังหวัดสระบุรี ชาวมุสลิม บางส่วนอาศัยในเขตอ าเภอมวกเหล็ก อ าเภอวิหารแดง และอ าเภอ หนองแค วิถีชีวิตของชาวมุสลิมจะกระท านมัสการ 5 เวลา ใน 24 ชั่วโมง โดยชาวมุสลิมที่เข้าท าพิธีต้องช าระ บ้างร่างกายให้สะอาดก่อนทุกครั้ง สิ่งที่มีชีวิตใช้ประกอบอาหารชาวอิสลามจะท าพิธีเชือดเอง อาทิ ไก่ เป็ ด วัว ควาย แต่ส าหรับปลาไม่มีอยู่ในเกณฑ์ สิ่งมีชีวิตที่ชาวอิสลามไม่รับประทาน ได้แก่ สุกร สัตว์สองเมืองเช่น กบ เต่า ตะพาบ แมงดา อาหารที่นิยมส่วนมาก คือ ข้าวหมาก มัสมั่น แกงการูหม่า มุสลิมจะมีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็ นของตนเอง โดยส่วนมากจะพูดภาษากลางได้และสามารถ น ามาใช้สื่อสารในชีวิตประจ าวันกับคนไทยได้เป็ นอย่างดี ประเพณี ความเชื่อ วันส าคัญ เช่น วันศุกร์(ทุกสัปดาห์)ถือเป็ นวันประกอบพิธีทางศาสนา จะมีการ บรรยายธรรมประกอบ มีวันอีดิ้ ลฟิ ตตี้ คือวันสิ้ นสุดจากการถือศีลอด จ านวน 30 วันในรอบปี ในเดือน ที่เก้าของชาวอิสลาม มีวันอีดิ้ นอัตฮาคือวันที่ชาวมุสลิมทั่วโลกไปรวมตัวเพื่อกระท าพิธีฮัตยี(การแสวง บุญของขาวอิสลามทั่วโลก)ที่เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย และวันเมาลี่ดินน่ามี คือวันคล้าย วันประสูติของพระศาสดา โมหะหมัด ซึ่งเป็ นศาสดาองค์สุดท้ายของศาสนาอิสลาม
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 4 สารพันมรดก 61 6. เช้ือสายไทย-จีน ชาวไทย เชื้ อสายจีนในจังหวัดสระบุรี ส่วนใหญ่จะอยู่ในอ าเภอเมืองสระบุรี ซึ่งอพยพมาจากถิ่นเดิม ชาวจีนที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยมาจากประเทศจีนในมณฑลต่าง ๆ ซึ่งมีหลายกลุ่มชนต่างเผ่าพันธุ์ จีนจึงมี ประชากรมากมาย ถิ่นเดิมตั้งอยู่ที่ภาคเหนือของทวีปเอเชียจึงเป็ นธรรมดาของมนุษย์ที่ต้องขวนขวาย ชาวจีนจึงอพยพโดยทางน ้าไปยังประเทศต่าง ๆ ที่สามารถไปได้ เมืองไทยเป็ นประเทศหนึ่งที่ชาวจีนได้ เข้ามาสร้างอาชีพ และท าตนให้เกิดประโยชน์ ซึ่งในปัจจุบันมีคนไทยมากมายที่มีเชื้ อสายจีน ชาวจีนมีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็ นของตนเอง แต่โดยส่วนมากจะใช้ภาษาไทยควบคู่กับใช้ภาษา ถิ่น เพราะว่านัยหนึ่งเพื่อใช้สื่อสาร ค้าขายกับคนไทย และเพื่อให้ลูกหลานไม่ลืมเชื้ อสายดั้งเดิม และเมื่อ คนจีนมีหลายกลุ่ม ภาษาจีนแตกต่างกันออกไป เช่น แต้จิ๋ว ไหหล า ฮกเกี้ ยน จีนกลาง กวางตุ้ง ภาษาจีน กลางเป็ นภาษาที่ใช้กันเป็ นสากล ส าหรับจังหวัดสระบุรีส่วนมากจะเป็ นจีนแต้จิ๋วและไหหล า โดยบาง ครอบครัวยังไม่ได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุล ยังคงใช้แซ่อยู่ ที่เห็นมากในสระบุรีคือ แซ่ลิ้ ม ส่วนแซ่อื่น ๆ ก็มี อยู่กระจายกันไป 7. เช้ือสายไทย-ภาคกลาง ภาคกลางของประเทศไทยรวมถึงจังหวัดสระบุรี เรียกได้ว่าเป็ นที่อยู่อาศัยของคนไทยมาช้านาน นับตั้งแต่ยุคทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-16) ซึ่งนับเริ่มต้นยุคประวัติศาสตร์ ต่อมาในยุคชนชาติของ เรืองอ านาจได้แผ่ขยายอาณาเขตครอบคลุมพื้ นที่ภาคกลางของไทยตามเส้นทางนครธมสนกัมพูชา ใน แนวเส้นขนายของโลกเข้าสู่อาณาจักรในบริเวณละโว้ (ลพบุรี)และละแวดใกล้เคียง เนื่องจากสภาพความเจริญและความเสื่อมในเขตที่ราบลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา มีอาณาจักรต่าง ๆ ซับซ้อนหลายระยะ คนไทยในภาคกลางจึงอาศัยลุ่มน ้าเป็ นแหล่งด ารงชีวิต แต่หลักฐานที่ปรากฏว่าคน ไทยในลุ่มแม่น ้าป่ าสัก ตั้งรกรากอยู่ในแหล่งต่าง ๆ หลักจากขอมเสื่อมอ านาจมีปรากฏน้อยมาก จึงอาจ สันนิษฐานได้ว่าพื้ นที่บริเวณสระบุรีแห่งนี้ อาจเริ่มก่อนตั้งเพื่อเป็ นหน้าด้านป้องกันข้าศึก พร้อมทั้งอพยพ ชาวบ้านเข้ามาอาศัยตามบริเวณราบลุ่ม เพื่อท านาท าไร่จนกระทั่งแผ่ขยายเป็ นเมืองใหญ่ขึ้ นชาวไทยภาค กลางในสระบุรีมีประมาณร้อยละ 50
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 4 สารพันมรดก 62 ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และงานประจ าปี ของจังหวัดสระบุรี 1. ประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาท จัดที่บริเวณวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ต าบลขุนโขลน อ าเภอพระพุทธบาท จัดนมัสการ ปี ละ 2 ครั้ง ครั้งที่1 เริ่มตั้งแต่วันขึ้น1ค ่า ถึง 15 ค ่าเดือน 3 รวม 15 วัน ครั้งที่ 2เริ่มตั้งแต่วันขึ้ น 8 ค ่า เดือน 4 ถึง 15 ค ่าเดือน 4 รวม 8 วัน 2. การแข่งขนัเรือยาวประเพณีล่มุน้า ป่าสกั อ าเภอเสาไห้ จัดให้มีการแข่งขันเป็ นประเพณี ณ บริเวณท่าน ้าหน้าที่ว่าการอ าเภอเสาไห้ ก าหนดให้ มีการแข่งขันเป็ นประจ าทุกปี ในวันเสาร์ – อาทิตย์ สุดท้ายของเดือนกันยายน 3. ประเพณีสงกรานตส์รงน้า พระ ที่อ าเภอเสาไห้ จะมีประเพณีสงกรานต์สรงน ้าพระ และสรงน ้าเสานางตะเคียน(เสาร้องไห้) เป็ น ประจ าทุกปี ณ บริเวณหน้าอุโบสถ์วัดสูง ต าบลเสาไห้ ก าหนดจัดงานในวันที่ 22-23 เมษายนของทุกปี 4. ประเพณีตักบาตรดอกไม้ จัดขึ้ นที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อ าเภอพระพุทธบาทเป็ นประเพณีที่ส าคัญของจังหวัด สระบุรี และมีแห่งเดียวในประเทศไทย โดยถือเอาวันเข้าพรรษา วันแรม 1ค ่าเดือน 8 ของทุกปี และ ของที่น ามาใส่บาตรคือ “ดอกเข้าพรรษา” ซึ่งขึ้ นอยู่ตามไหล่เขา ในละแวกวัด และจะมีเฉพาะในช่วง เข้าพรรษา เพื่อเป็ นการบูชารอยพระพุทธบาท เป็ นงานประเพณีที่ส าคัญและยิ่งใหญ่ของจังหวัดสระบุรี 5. ประเพณีแห่พระเข้ียวแกว้ จัดขึ้ นที่วัดพระพุ ทธบาทราชวรมหาวิหาร อ าเภอพระพุ ทธบาท จัดในวันขึ้ น 1ค ่า เดือน 4 มีการอัญเชิญพระเขี้ ยวแก้วจากพิพิธภัณฑ์วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารออกแห่ฉลองรอบ เมืองพระพุทธบาท ซึ่งมีความเชื่อว่า หากมีการแห่พระเขี้ ยวแก้วแล้ว จะสามารถบันดาลให้ประชาชน ได้รับความร่มเย็นเป็ นสุข 6. ประเพณีเจ้าพ่อเขาตก จัดขึ้ นที่บริเวณวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร เป็ นประเพณีประจ าปี หรือเรียกว่า“งานแห่เจ้าพ่อ เขาตก” ในงานจะมีการแสดงอภินิหารต่าง ๆ ของเจ้าพ่อเขาตกควบคู่ไปกับการกระท าพิธีลุยไฟ แห่ สิงโต และการแสดงงิ้ ว จะมีชาวจีนที่เป็ นลูกศิษย์อยู่ทั่วประเทศเดินทางมาร่วมงานเริ่มตั้งแต่วันขึ้ น 1 ค ่า เดือน 5 รวม 4วัน เป็ นประจ าทุกปี 7. งานประเพณีก าฟ้า จัดขึ้ นที่ต าบลบ้านกลับ อ าเภอหนองโดน เป็ นประเพณีท้องถิ่น ของชาวไทยที่พูดภาษายวนได้ท าสืบ ต่อเนื่องกันมากว่า 150 ปี เศษ ประกอบพิธีในวันขึ้ น 3 ค ่า เดือน 3มีการท าบุญตักบาตรด้วยข้าวจี่ (คือข้าวเหนียวนึ่งสุก แล้วปั้นเป็ นก้อนเท่าก าปั้น แล้วทาด้วยไข่ปิ้ งพอเหลือง) นอกจากนี้ ยังมีพิธีสู่ขวัญ ข้าว คือน าข้าวใส่ถุงมาท าพิธีเสร็จแล้ว ไปคลุกเคล้ากับพันธุ์ข้าวที่บ้าน เพื่อเป็ นสิริมงคล
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 4 สารพันมรดก 63 8. งานประเพณีไทยวน จัดขึ้ นในถิ่นที่มีคนไทยวนอยู่โดยเฉพาะอ าเภอเสาไห้, เฉลิมพระเกียรติ,เมืองสระบุรีจะมีการจัดงาน เลี้ ยงขันโตกการท าบุญแบบสลากภัตการละเล่นพื้ นเมือง 9. วันโคนมแห่งชาติ ก าหนดจัดงานในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี โดยจัดที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย อ าเภอมวกเหล็กภายในงานจะมีการประกวดโคนมและการแสดงต่าง ๆ รวมถึงนิทรรศการด้านการผลิต นมด้วย 10.ประเพณีตักบาตรข้าวต้มลูกโยน วัดพระพุทธฉาย จังหวัดสระบุรี ได้จัดงานประเพณีตักบาตร เทโวโรหนะ ข้าวต้มลูกโยนซึ่งตรงกับวัน แรม 1 ค ่า เดือน 11 โดยทางวัดพระพุทธฉายได้จัดเตรียมข้าวต้มลูกโยนไว้บริการรวมทั้งยังได้ร่วมชม ขบวนแห่เฉลิมพระเกียรติ ขบวนแห่ข้าวต้มลูกโยน และขบวนการแสดงขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม พื้ นบ้านที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม พร้อมชมการประกวดท าข้าวต้มลูกโยน 11.ประเพณีตักบาตรข้าวหลามจี่เดือนยี่ ณ หนองโน คนหนองโน ส่วนใหญ่ มีเชื้ อสาย ไท – ยวน หรือโยนกเดิมที่อพยพมาจากเชียงแสน เมื่อ พ.ศ. 2337 หรือ 221 ปี มาแล้ว แต่ยังคงเอกลักษณ์ ภาษาพูด ความเชื่อเรื่องผี วิถีชีวิตเรียบง่าย และประเพณีที่ ปฏิบัติกันมาตลอดเป็ นบุญประเพณีของพุทธศาสนิกชนชุมชนไทยวน เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่แม่โพสพ ให้ช่วยคุ้มครองดูแลข้าวเปลือกในยุ้งฉางหลองข้าวของตน มิให้ สิ่งอื่นใดมารบกวน รวมทั้งเพื่อเป็ น การแสดงออกถึงความสามัคคีของชุมชนในท้องถิ่น โดยจัดขึ้ นในวันเพ็ญ ขึ้ น 15 เดือนยี่ (ขึ้ น 15 ค ่า เดือน 2 ) ของทุก ๆ ปี 12.ท่องเที่ยวทุ่งทานตะวันบาน จัดขึ้ นระหว่างเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ /ที่อ าเภอมวกเหล็กแก่งคอยวังม่วงเฉลิมพระเกียรติ พระพุทธบาท หนองโดน และหนองแค เป็ นต้น
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 4 สารพันมรดก 64 ปฏิทินประเพณีและวัฒนธรรมจังหวัดสระบุรี ล าดับ ที่ ช่วงที่จัดงาน ประเพณีวัฒนธรรม/ แหล่งท่องเที่ยว สถานที่/หน่วยงาน 1 มกราคม เทศกาลโคนมแห่งชาติ องค์การส่งเสริมกิจการโคนม แห่งประเทศไทย(อสค.) อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี 2 มกราคม ตักบาตรข้าวหลามจี่เดือนยี่ ณ หนองโน องค์การบริหารส่วนต าบล หนองโน 3 กุมภาพันธ์และมีนาคม (ขึ้ น 1 ค ่า ถึง 15 ค ่า เดือน 3 และ ขึ้ น 8 ค ่า ถึง 15 ค ่า เดือน 4) งานนมัสการรอยพระพุทธบาท วัดพระพุทธบาทราช วรมหาวิหาร อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี 4 มีนาคม งานผักหวานป่ า ทุ่งนาเผือก หอม บริเวณสนามปัญจาภิรมย์ ถ.บ้านหมอ-พระพุทธบาท อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี อ าเภอบ้านหมอ 5 เมษายน 2-4 เมษายนของทุกปี เมืองแก่งคอยย้อนรอย สงครามโลก วัดแก่งคอย อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เทศบาลเมืองแก่งคอย 6 พฤษภาคม งานมหัศจรรย์ พรรณไม้ขุด ล้อม ต.ชะอม อ.แก่งคอย จ.สระบุรี อบต.ชะอม 7 มิถุนายน 14 มิถุนายน ของทุกปี วันอนุรักษ์ล าน ้ามวกเหล็ก อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี สมาคมการท่องเที่ยวสระบุรี 8 กรกฎาคม 3 วัน (ขึ้ น 14 ค ่า เดือน 8, ขึ้ น 15 ค ่า เดือน 8 (วัน อาฬสาหบูชา),และแรม 1ค ่า เดือน 8 (วันเข้าพรรษา)) เทศกาลตักบาตรดอกไม้ วัดพระพุทธบาทราชวรวิหาร อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี 9 สิงหาคม รักแม่ พาแม่เข้าวัด ฟังธรรม นั่งวิปัสสนา สมาคมการท่องเที่ยวสระบุรี 10 กันยายน ประเพณีแข่งเรือยาวประจ าปี ท่าน ้าอ.เสาไห้ จ.สระบุรี เทศบาลเมืองเสาไห้
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 4 สารพันมรดก 65 ล าดับ ที่ ช่วงที่จัดงาน ประเพณีวัฒนธรรม/ แหล่งท่องเที่ยว สถานที่/หน่วยงาน 11 ตุลาคม วันออกพรรษา(แรม 1 ค ่า เดือน 11) ประเพณีตักบาตรข้าวต้มลูก โยน วัดพระพุทธฉาย อ.เมือง สระบุรี จ.สระบุรี ส านักงานวัฒนธรรมจังหวัด สระบุรี 12 พฤศจิกายน อาทิตย์สุดท้ายของเดือน พฤศจิกายน มวกเหล็ก คาวบอย เฟส อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี สมาคมการท่องเที่ยวสระบุรี 13 พฤศจิกายน งานประเพณีลอยกระทงยี่เป็ ง ตลาดน ้าดาวเรือง ตลาดน ้าดาวเรือง อ.เมือง สระบุรีจ.สระบุรี 14 ธันวาคม สัปดาห์สุดท้ายของเดือน ธันวาคม งานกาชาด ของดีป่ าสัก สวย นักทานตะวัน ศาลากลางจังหวัดสระบุรี จังหวัดสระบุรี 15 ธันวาคม ตามรอยโครงการพระราชด าริ ของพ่อหลวง สมาคมการท่องเที่ยวสระบุรี
สระบุรีบ้านเรา : หน่วยที่ 4 สารพันมรดก 66 1. นักเรียนเห็นด้วยหรือไม่ ที่คนสระบุรีควรให้ความส าคัญและอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม ประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดสระบุรี 2. นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใด จังหวัดสระบุรีจึงมีวัฒนธรรมประเพณีที่หลากหลาย 3. นักเรียนมีความเกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในจังหวัดสระบุรีหรือไม่ อย่างไร ค าถามชวนคิด
ค บรรณานุกรม กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.(2550). การจ าแนกเขตเพื่อการ จัดการด้านธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณีจังหวัดสระบุรี.กรุงเทพมหานคร.[ม.ป.ท.]. กลุ่มจัดการและบริการแผนที่และข้อมูลทางแผนที่ ส านักเทคโนโลยีการส ารวจ กรมพัฒนาที่ดิน. (2561).รายงานโครงการจดัทา แผนที่แสดงความลาดชนัของพ้ืนที่เพื่อการพฒันาที่ดิน จังหวัดสระบุรี.เอกสารอัดส าเนา. คณะกรรมการฝ่ ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุในคณะกรรมการอ านวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระ ชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542.(2544).วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดสระบุรี.กรุงเทพมหานคร. : กรมศิลปากร จัดพิมพ์เผยแพร่. จดหมายเหตุแห่งชาติ,หอ.กรมศิลปากร.เก็บความจากเอกสารกรมราชเลขา รัชกาลที่ 5.ที่1/169. ฉัตรทิพย์ นารถสุภา,พรวิไล เลิศวิชา.วัฒนธรรรมหมู่บ้านไทยภาคกลาง.[ม.ป.ท.,ม.ป.ป.]. วิยะดา ทองมิตร.(2540). สารานุกรมเมืองโบราณ มณฑปพระพุทธบาทสระบุรี.กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์ เมืองโบราณ. ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดสระบุรี.วัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดสระบุรี.สระบุรี:โรงพิมพ์ปากเพรียวการช่าง2. [ม.ป.ป.]. ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดสระบุรี.(2543).สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมจังหวัดสระบุรี.เอกสารอัดส าเนา. สภาวัฒนธรรมจังหวัดสระบุรี ส านักงานศึกษาธิการจังหวัดสระบุรี.(2543).ประวัติและโบราณสถาน จังหวัดสระบุรี.เอกสารอัดส าเนา. สารสนเทศจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ส านักงานอยุธยา.เทศกาลและประเพณี งานตักบาตรดอกเข้าพรรษา สระบุรี.[ออนไลน์].https://travel.kapook.com/view211666.html สืบค้น 2 เมษายน 2564. ส านักงานจังหวัดสระบุรี.จังหวัดสระบุรี.[ออนไลน์].http://www.saraburi.go.th สืบค้น 5 เมษายน 2564. ส านักจัดการที่ดินป่ าไม้ กรมป่ าไม้. โครงการจดัทา ขอ้มูลสภาพพ้ืนที่ป่าไม้ปีพ.ศ. 2559-2560. [ออนไลน์]. http://forestinfo.forest.go.th/Content.aspx?id=1 สืบค้น 5 เมษายน 2564.
สระบุรีบ้านเรา