ความผิดเกี่ยวกับการ
ปลอมและการแปลง
นาย ภานุวัฒน์ กุลทัสวรรณโณ
รหัสนิสิต 631087050 กลุ่ม S201
มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยสเขตสงขลา
เสอน......
อาจารย์ วีณา สุวรรโณ
อาจารย์ วิรัตน์ นาทิพเวทย์
สารบัญ 1
2
กฎหมายอาญา บททั่วไป
• การรับผิดทางอาญา
- องค์ประกอบภายนอก
- องค์ประกอบภายใน
- ประเภทของเจตนา
หมวด 1 ความผิดเกี่ยวกับเงินตรา
สาระสำคัญ หลักเกณฑ์และองค์ประกอบความผิด
• มาตรา 240 3-4
• มาตรา 241 5-6
หมวด 2 ความผิดเกี่ยวกับดวงตราแสตมป์และตั๋ว
สาระสำคัญ หลักเกณฑ์และองค์ประกอบความผิด
• มาตรา 251 7-8
• มาตรา 252 9
สารบัญ
หมวด 3 ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร
สาระสำคัญ หลักเกณฑ์และองค์ประกอบความผิด
• มาตรา 264 10
- เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร 11-12
- องค์ประกอบความผิดวรรคสอง 13
• มาตรา 265 14-15
• มาตรา 266 16
• มาตรา 267 17
• มาตรา 268 18-19
หมวด 4 ความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์
สาระสำคัญ หลักเกณฑ์และองค์ประกอบความผิด
• มาตรา 269/5 20-22
• มาตรา 269/6 23-24
• บรรณานุกรม 25
ความรับผิดทางอาญา
ในการรับผิดทางอาญา ต้องมีครบทั้ง 2 องค์ประกอบ
คือ
1. องค์ประกอบภายนอก คือ องค์ประกอบภายนอก
ของความผิดแต่ละฐาน
2. องค์ประกอบภายใน
• เจตนา แบ่งได้ 2 ความหมาย
1.1 เจตนาประสงค์ต่อผล หมายความว่า มุ่งหมาย
หรือประสงค์ต่อผลโดยตรง ในความผิดต่อชีวิต และ
ความผิดต่อร่างกาย ในการวินิจฉัยต้องใช้หลักกรรม
เป็ นเครื่ องชี้เจตนาเป็ นแนวทางในการพิจารณา
1.2 เจตนาเล็งเห็นผล หมายความว่า ผู้กระทำไม่
ประสงค์ต่อผลแต่เล็งเห็นได้ว่าจะเกิดผลอย่างแน่นอน
เท่าที่จิตใจของบุคคลในฐานะเช่นเดียวกับผู้กระทำโดย
ปกติเล็งเห็นได้ในการวินิจฉัยนั้น ให้พิจารณาถึงเรื่อง
ประสงค์ต่อผลก่อน หากพิจารณาเห็นว่าผู้กระทำไม่
ประสงค์ต่อผล จึงค่อยมาพิจารณาต่อไปว่าผู้กระทำเล็ง
เห็นผลหรือไม่ เจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลก็
มีผลทางกฎหมายอย่างเดียวกัน
• เจตนาพิเศษ คือ มูลเหตุจูงใจในการกระทำความ
ผิด เจตนาพิเศษเป็นคนละกรณีกับเจตนาธรรมดา
เจตนาธรรมดาคือประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผล ความ
ผิดใดกฎหมายต้องเจตนาพิเศษ ก็จะบัญญัติถ้อยคำที่
แสดงว่าเป็ นเจตนาพิเศษไว้ในองค์ประกอบของความ
ผิดนั้น ๆ โดยตรง
• การกระทำโดยประมาท ตามปอ. มาตรา 59 วรรค
4 มีหลักเกณฑ์ดังนี้
1.มิใช่เป็ นการกระทำความผิดโดยเจตนา
2.กระทำไปโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคล
ในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์
3.ผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้
แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
หมวด 1 ความผิดเกี่ยวกับเงินตรา
มาตรา ๒๔๐ ผู้ใดทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตรา
ไม่ว่าจะปลอมขึ้นเพื่ อให้เป็ นเหรียญ
กระษาปณ์ ธนบัตรหรือสิ่งอื่นใด ซึ่งรัฐบาล
ออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้ หรือทำปลอม
ขึ้นซึ่งพันธบัตรรัฐบาลหรือใบสำคัญสำหรับรับ
ดอกเบี้ยพันธบัตรนั้น ๆ ผู้นั้นกระทำความผิด
ฐานปลอมเงินตรา ต้องระวางโทษจำคุก
ตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี
และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสี่แสนบาท
องค์ประกอบของมาตรา 240
1.ทำปลอมขึ้น
2.ซึ่งเงินตรา ไม่ว่าเพื่อเป็นเหรียญกษาปณ์
ธนบัตรหรือสิ่งอื่นใดซึ่งรัฐบาลออกใช้หรือ ให้
อำนาจให้ออกใช้หรือพันธบัตรรัฐบาลหรือใบ
สำคัญสำหรับดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล
3.โดยเจตนา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10941/2555
การทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตรา ไม่ว่าจะเป็นการปลอมขึ้นเพื่อให้เป็น
เหรียญกระษาปณ์หรือธนบัตรหรือสิ่งอื่นใดซึ่งรัฐบาลออกใช้หรือให้
อำนาจให้ออกใช้ หากสิ่งที่ทำขึ้นมีลักษณะอย่างเดียวกับเงินตราที่
รัฐบาลออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้พอที่จะลวงตาให้เห็นว่าเป็ น
เงินตรา ก็ถือได้ว่าเป็นการทำปลอมขึ้น โดยไม่จำต้องถึงกับต้อง
พิจารณาดูหรือจับต้องเสียก่อนจึงจะรู้ว่าเป็นของปลอม สำหรับ
ธนบัตรปลอมของกลางเห็นได้ชัดว่าทำขึ้น โดยมีรูปร่างลักษณะ
ขนาด สีสัน ลวดลายและตัวอักษรบนธนบัตรเหมือนกับธนบัตรฉบับ
ละ 1000 บาท ที่แท้จริงทุกประการ แม้สีสัน ความคมชัดและ
กระดาษแตกต่างจากของจริงไปบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะใน
การทำปลอมตามปกติย่อมต้องมีความแตกต่างจากของจริงไม่มาก
ก็น้ อย จะให้เหมือนของจริงไปเสียทุกอย่างย่อมไม่ได้และวัสดุที่ใช้
ย่อมต้องด้อยคุณภาพกว่าของจริง หากแต่รูปลักษณะภายนอกก็
เพียงพอต่อการลวงตาให้เห็นว่าเป็นเงินตราแล้ว จึงเป็นการทำ
ปลอมขึ้นซึ่งเงินตราเพื่ อให้เป็ นธนบัตรซึ่งรัฐบาลไทยออกใช้หรือให้
อำนาจให้ออกใช้ หาใช่มีเจตนาเพียงทำบัตรให้มีลักษณะและขนาด
คล้ายคลึงกับเงินตรา อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 249 วรรค
แรก เท่านั้นไม่ จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 240
มาตรา 241 ผู้ใดแปลงเงินตรา ไม่ว่าจะเป็น
เหรียญกระษาปณ์ ธนบัตรหรือสิ่งอื่นใดซึ่งรัฐบาล
ออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้ หรือแปลงพันธบัตร
รัฐบาลหรือใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตรนั้นๆ
ให้ผิดไปจากเดิม เพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีมูลค่าสูงกว่า
จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานแปลงเงินตรา
องค์ประกอบของมาตรา 241
- องค์ประกอบภายนอก
1.ผู้ใด
2.แปลงเงินตรา ไม่ว่าจะเป็นเหรียญกระษาปณ์
ธนบัตรหรือสิ่งอื่นใดซึ่งรัฐบาลออกใช้ หรือให้อำนาจ
ให้ออกใช้ หรือแปลงพันธบัตรรัฐบาลหรือใบสำคัญ
สำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตรนั้นๆ ให้ผิดไปจากเดิม
3.เพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีมูลค่าสูงกว่าจริง
- องค์ประกอบภายใน
1.โดยเจตนา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 553/2536
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 248 บัญญัติว่า "ถ้าผู้
กระทำความผิดตามมาตรา 240 มาตรา 241 หรือ
มาตรา 247 ได้กระทำความผิดตามมาตราอื่นที่บัญญัติ
ไว้ในหมวดนี้อันเกี่ยวกับสิ่งที่ตน ปลอมหรือแปลงนั้น
ด้วย ให้ลงโทษผู้นั้นตามมาตรา 240 มาตรา 241 หรือ
มาตรา 247แต่กระทงเดียว" ที่ศาลชั้นต้นและศาล
อุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตาม
มาตรา 240,244 และ 246 แล้วเรียงกระทงลงโทษ
จำเลยทั้งสองเป็น 3 กระทง จึงขัดต่อบทกฎหมายดัง
กล่าว กรณีนี้ต้องถือว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์
ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตามมาตรา 240เพียง
กระทงเดียว มีกำหนด 14 ปี คดีสำหรับจำเลยที่ 1 แม้
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ความผิดตามมาตรา 244 ซึ่ง
ลงโทษจำคุกไว้ 4 ปีก็ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จ
จริง และคดีสำหรับจำเลยที่ 2สมควรคำนวณลดโทษ
เสียใหม่ให้ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา
ขึ้นมา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของ
ประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ทั้งเป็นเหตุ
ลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 2
ที่มิได้ฎีกาด้วย
หมวด 2 ความผิดเกี่ยวกับดวงตราแสตมป์และตั๋ว
มาตรา 251 ผู้ใดทำปลอมขึ้นซึ่งดวงตราหรือรอยตรา
ของทบวงการเมือง ขององค์การสาธารณ หรือของเจ้า
พนักงาน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี
และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่ งหมื่ นสี่พันบาท
องค์ประกอบของมาตรา 251
1.ผู้ใด
2.ทำปลอมขึ้นซึ่งดวงตราหรือรอยตราของทบวงการเมือง
ขององค์การสาธารณะ หรือของเจ้าพนักงาน
3.โดยเจตนา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1293/2537
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษาคดีเจ็ดสำนวน
รวมกันเพราะเป็นคดีเกี่ยวพันกัน จึงลงโทษจำเลยได้
ไม่เกินกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 265 ซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงห้า
ปีทั้งเจ็ดสำนวน และศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษ
ฐานปลอมรอยตราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
251 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมีโทษจำคุกอย่างสูง
ถึงเจ็ดปี โดยศาลอุทธรณ์กับศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำ
คุกจำเลยไว้สำนวนละ 1 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษที่
โจทก์ฟ้ องเจ็ดสำนวน เป็นจำคุกทั้งหมด 9 ปี 4 เดือน
ไม่เกินยี่สิบปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
91(2) จึงนับโทษจำคุกจำเลยต่อกันได้
มาตรา 252 ผู้ใดใช้ดวงตรา รอยตราหรือพระ
ปรมาภิไธยดังกล่าวมาในมาตรา 250 หรือมาตรา 251
อันเป็นดวงตรา รอยตราหรือพระปรมาภิไธยที่ทำ
ปลอมขึ้น ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ
องค์ประกอบของมาตรา 252
1.ผู้ใด
2.ใช้ดวงตรา รอยตราหรือพระปรมาภิไธยดังกล่าวใน
มาตรา 250
หรือมาตรา 251 อันเป็นดวงตรา รอยตราหรือพระ
ปรมาภิไธยที่ทำปลอมขึ้น
3.โดยเจตนา
หมวด 3 ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร
มาตรา 264 ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่
ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไข
ด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตรา
ปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการ
ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้
กระทำเพื่ อให้ผู้หนึ่ งผู้ใดหลงเชื่ อว่าเป็ นเอกสารที่แท้
จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ต้อง
ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่น
บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษ
หรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับ
ความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้น ถ้าได้
กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิด
เสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน ให้ถือว่าผู้นั้น
ปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน
เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร
องค์ประกอบความผิดในวรรคแรก
- องค์ประกอบภายนอก
(1) ผู้ใด
(2) (ก) ทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่ง
ส่วนใด
(ข) เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประ
การใดๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือ
(ค) ประทับตรา ปลอม หรือ ลงลายมือชื่อปลอมใน
เอกสาร
(3) โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือ
ประชาชน (พฤติการณ์ประกอบการกระทำ)
- องค์ประกอบภายใน
(1) เจตนา
(2) เจตนาพิเศษ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็น
เอกสารที่แท้จริง
สาระสำคัญของเอกสารจึงอยู่ที่การทำให้ปรากฏ
ความหมาย ด้วยตัวอักษร ตัวเลข ผัง หรือแผนแบบ
อย่างอื่น ตามปกติแล้วเอกสารมักจะเป็นกระดาษ แต่
จะทำไว้บนวัตถุอื่นใดก็ได้
- ทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับ คือ การทำเอกสารใหม่
ขึ้นมาทั้งหมด
- หรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด คือ ทำเอกสารที่แท้จริงขึ้น
มาแล้วแต่ยังทำไม่เสร็จ
- เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไข เช่น กู้เงิน
20,000 บาท ลบเลข 0 ออกหนึ่งตัวทำให้เหลือ 2,000
บาท
- ประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร
เช่น เอกกู้เงิน 200,000 บาทแต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อผู้กู้
ไว้ ต่อมาโทได้ลงลายมือชื่อแทนเอก ลายมือชื่อไม่มี
กฎหมายให้เซนต์แทนกันได้ แม้จะมอบอำนาจมาให้
เซนต์แทนก็ไม่ได้
- การกระทำดังกล่าวที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น
หรือประชาชน องค์ประกอบข้อนี้ ไม่ใช่การกระทำโดย
แท้และไม่ใช่เจตนาพิเศษ ไม่เกี่ยวกับเจตนา
องค์ประกอบความผิดวรรคสอง
- องค์ประกอบภายนอก
(1) ผู้ใด
(2) กรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด
ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่น
(3) โดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่ง
ของผู้อื่นนั้น
- องค์ประกอบภายใน
(1) เจตนา
(2) เจตนาพิเศษ เพื่อนำเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่
อาจเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
ตามวรรคสองนี้ ไม่ใช่การปลอมเอกสารโดยตรง เพียง
แต่กฎหมายให้ถือว่าผู้ที่กระทำตาม
ม. 264 วรรคสอง
ผู้นั้นปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกันกับ
ความผิดฐานปลอมเอกสาร
มาตรา 265 ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสาร
ราชการ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี
และปรับตั้งแต่หนึ่ งพันบาทถึงหนึ่ งหมื่ นบาท
- การกระทำที่เป็นความผิดตามมาตรา
265 จำกัดเฉพาะการปลอมเอกสารสิทธิหรือเอกสาร
ราชการเท่านั้น และเนื่องจากมาตรานี้เป็นเหตุฉกรรจ์
ที่ทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ดังนั้น ผู้กระทำ
ต้องรู้ข้อเท็จจริงตามมาตรา 62 วรรคท้ายด้วย จึง
ต้องทราบด้วยว่าเอกสารที่ทำการปลอมนั้นเป็ น
เอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการด้วย
- เอกสารสิทธิ ก็เป็นไปตามมาตรา
1 (9) "เอกสารสิทธิ" หมายความว่า เอกสารที่เป็น
หลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือ
ระงับซึ่งสิทธิ
- สำหรับเอกสารราชการ
ก็เป็ นไปตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 1 (8) "เอกสารราชการ" หมายความว่า
เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้ าที่
และให้หมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนั้นๆ ที่เจ้า
พนักงานได้รับรองในหน้ าที่ด้วย
เอกสารราชการ หมายความถึง เอกสารราชการไทย
เท่านั้น
มาตรา266 ผู้ใดปลอมเอกสารดังต่อไปนี้
(1)เอกสารสิทธิอันเป็ นเอกสารราชการ
(2) พินัยกรรม
(3) ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ หรือใบสำคัญของใบหุ้นหรือ
ใบหุ้นกู้
(4) ตั๋วเงิน หรือ
(5) บัตรเงินฝาก
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และ
ปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท
- มาตรา 266 ก็เช่นเดียวกันกับมาตรา 265 คือ การก
ระทำนั้นจะต้องเป็นความผิดตามมาตรา 264 เสียก่อน
แล้วจึงจะพิจารณาว่าความผิดฐานปลอมเอกสารนั้น
เป็นเอกสารที่อยู่ในมาตรา 266 หรือไม่
มาตรา 267 ผู้ใดแจ้งให้เจ้าพนักงาน ผู้กระทำการ
ตามหน้ าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชน
หรือเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็ น
พยานหลักฐานโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย
แก่ผู้อื่นหรือประชาชน
องค์ประกอบของมาตรา 267
1.แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตรมหน้ าที่
2.ให้จดข้อความ
3.อันเป็ นเท็จ
4.ลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ
5.ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็ นพยานหลักฐาน
6.โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น
หรือประชาชน
มาตรา 268 ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจาก
การกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265
มาตรา 266 หรือมาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิด
ความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคแรกเป็ นผู้ปลอม
เอกสารนั้นหรือเป้ นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความ
นั้นเองให้ลงโทษตามมาตรานี้แต่กระทงเดียว
องค์ประกอบของมาตรา 268
1.ใช้หรืออ้าง
2.เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตาม
มาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือมาตรา 267
3.ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรทอ
ประชาชน
คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9557/2558
ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.ท.บ. 5) ไม่ใช่เอกสาร
ที่แสดงว่าผู้ชำระค่าภาษีมีสิทธิในที่ดิน คือ สิทธิครอบ
ครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพราะเอกสารที่แสดงถึง
สิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินย่อมเป็ นไปตาม
ป.ที่ดิน มาตรา 1 คือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์
หรือโฉนดที่ดิน การกระทำการเกี่ยวกับใบภาษีบำรุง
ท้องที่ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่กระทบถึงการที่
โจทก์ยึดถือที่ดินซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิที่จำเลยทั้งหก
มอบให้ไว้เป็ นหลักประกันเมื่ อเข้าร่วมโครงการปลูก
พืชพลังงานทดแทนกับโจทก์ ทั้งโจทก์ก็ไม่เคยมี
เจตนาจะชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งต้องนำใบเสีย
ภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.ท.บ. 5) ท่อนที่มอบให้เจ้าของ
ที่ดินนี้มาแสดงด้วยเมื่อมาติดต่อขอชำระภาษีบำรุง
ท้องที่ การที่จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความว่าใบเสียภาษี
บำรุงท้องที่ที่มอบให้โจทก์ยึดถือไว้หาย แล้วไปขออก
ใบแทนใหม่ จึงไม่ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้
เสียหาย
หมวด 4 ความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์
มาตรา 269/5 ผู้ใดใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดย
มิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้
อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี
หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
องค์ประกอบของมาตรา 269/5
1.ผู้ใด
2.ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการ
ที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
3.โดยเจตนา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11227/2555
องค์ประกอบความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้
อื่นโดยมิชอบและฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตร
อิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ คือ ใช้หรือมีไว้เพื่อ
นำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ
แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้ องว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตอัน
เป็ นบัตรเครดิตปลอมอันเป็ นเอกสารสิทธิและบัตร
อิเล็กทรอนิกส์อันได้มาโดยมิชอบ บัตรอิเล็กทรอนิกส์
ดังกล่าวจึงไม่ใช่บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น แต่เป็น
บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่จำเลยได้มาจากการปลอมและใช้
เอกสารปลอมของผู้อื่นในการขอบัตรอิเล็กทรอนิกส์ดัง
กล่าวอันเป็นการได้มาโดยมิชอบ ฟ้ องโจทก์จึงไม่ครบ
องค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 269/5 และ
269/6 ทั้งโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิด
ตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยใน
ความผิดฐานดังกล่าวได้ เพราะเป็นการเกินคำขอหรือ
ที่มิได้กล่าวในฟ้ อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192
วรรคหนึ่ ง
อีกตัวอย่างของมาตรา 269/5
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20134/2556
องค์ประกอบความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้
อื่นโดยมิชอบตาม ป.อ. มาตรา 269/5 มีว่า "ใน
ประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือ
ประชาชน" ด้วย แต่ฟ้ องโจทก์มิได้มีข้อความดังกล่าว
และแม้จะอ่านคำบรรยายฟ้ องโจทก์โดยตลอดก็ไม่อาจ
ทราบความหมายนี้ได้ ฟ้ องโจทก์จึงไม่ครบองค์
ประกอบความผิดตามกฎหมาย
มาตรา 269/6 ผู้ใดมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตร
อิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบตามมาตรา 269/5
ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือ
ประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับ
ไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
องค์ประกอบของมาตรา 269/6
1.ผู้ใด
2.มีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น
โดยมิชอบตามมาตรา 269/5
3.ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น
หรือประชาชน
3.โดยเจตนา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11227/2555
องค์ประกอบความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้
อื่นโดยมิชอบและฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตร
อิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ คือ ใช้หรือมีไว้เพื่อ
นำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ
แต่คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้ องว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตอัน
เป็ นบัตรเครดิตปลอมอันเป็ นเอกสารสิทธิและบัตร
อิเล็กทรอนิกส์อันได้มาโดยมิชอบ บัตรอิเล็กทรอนิกส์
ดังกล่าวจึงไม่ใช่บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น แต่เป็น
บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่จำเลยได้มาจากการปลอมและใช้
เอกสารปลอมของผู้อื่นในการขอบัตรอิเล็กทรอนิกส์ดัง
กล่าวอันเป็นการได้มาโดยมิชอบ ฟ้ องโจทก์จึงไม่ครบ
องค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 269/5 และ
269/6 ทั้งโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิด
ตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยใน
ความผิดฐานดังกล่าวได้ เพราะเป็นการเกินคำขอหรือ
ที่มิได้กล่าวในฟ้ อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192
วรรคหนึ่ ง
บรรณานุกรม
รองศาสตราจารย์ พรชัย สุนทรพันธ์ุ. (2551).
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมาย
อาญา. พิมพ์ที่ บริษัทธนธัชการพิมพ์ จำกัด 480/1
ซอยแสงสันต์ ถนนประชาอุทิศ แขวงราษฎร?บูรณะ
เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร 10140.