The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by salaengphan, 2022-01-04 03:11:20

สรุป

สรุป



คำนำ

เอกสารสรุปผลการจัดการศึกษาเพ่ือพัฒนาอาชีพ โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน การศึกษาแบบ
พฒั นาอาชพี ระยะสั้น ไมเ่ กนิ 30 ชว่ั โมง (กล่มุ สนใจ) หลกั สตู ร การแปรรปู เห็ด จานวน 15 ช่ัวโมง ในวันที่ 7 –
9 ธันวาคม 2564 ได้จัดทาขึ้นเพื่อเป็นการสรุปกิจกรรมการดาเนินงานตามบทบาทภารกิจของ กศน.ตาบล
แสลงพัน เพื่อสนองนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยหลักการจัดการศึกษาเพ่ือพัฒนาอาชีพ จัด
การศกึ ษาอาชีพเพอ่ื การมีงานทาอย่างยั่งยืน โดยให้ความสาคัญกับการจัดการศึกษาอาชีพเพ่ือการมีงานทาใน
กลุ่มอาชพี เกษตรกรรม อตุ สาหกรรม พาณชิ ยกรรม คหกรรม และอาชีพเฉพาะทางหรือการบริการรวมถึงการ
เนนอาชีพชางพื้นฐาน ท่ีสอดคลองกับศักยภาพของผูเรียนตามความตองการและศักยภาพของแตละพื้นท่ีมี
คุณภาพไดมาตรฐานเปนที่ยอมรับ สอดรับกับความตองการของตลาดแรงงาน และการพัฒนาประเทศ
ตลอดจนสรางความเขมแขง็ ใหกับศูนยฝกอาชีพชุมชน โดยจัดใหมีการสงเสริมการรวมกลุมวิสาหกิจชุมชน การ
พัฒนาหนง่ึ ตาบลหนงึ่ อาชพี เดน การประกวดสินคาดีพรีเมี่ยม การสรางแบรนดของ กศน. รวมถึงการสงเสริม
และจัดหาช่องทางการจาหน่ายสินคาและผลิตภัณฑ และใหมีการกากับ ติดตาม และรายงานผลการจัด
การศกึ ษาอาชีพเพื่อการมงี านทาอยางเปนระบบและตอเนอ่ื ง

บัดน้ี กศน.ตาบลแสลงพนั ได้ดาเนนิ งานโครงการดังกล่าวเสร็จส้ินแล้ว จึงได้จัดทาสรุปผลการ
ประเมินโครงการเลม่ นขี้ ึ้นเพ่ือเป็นการสรปุ ภาพรวมผลสาเร็จของโครงการ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ
ของการดาเนินงานที่ผ่านมา เพ่ือรายงานให้กับคณะกรรมการ กศน.ตาบลแสลงพัน ผู้บริหาร และผู้มีส่วน
เกี่ยวขอ้ งได้ทราบ

กศน.ตาบลแสลงพัน หวังเป็นอย่างย่ิงว่าสรุปผลการดาเนินงานโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน
การศึกษาแบบพัฒนาอาชีพระยะส้ัน ไม่เกิน 30 ช่ัวโมง (กลุ่มสนใจ) หลักสูตรการแปรรูปเห็ด
จานวน 15 ช่วั โมง เลม่ นจ้ี ะสามารถนาไปใชพ้ ัฒนาโครงการศูนยฝ์ ึกอาชพี ชุมชนในโอกาสตอ่ ไป

กศน.ตาบลแสลงพนั
ธันวาคม 2564



สำรบญั

หนา้

คานา................................................................................................................................................................ก
สารบญั .............................................................................................................................................................ข

บทท่ี 1 บทคัดย่อ............................................................................................................................................1
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง……………..………………………………………………………………..................2

บทที่ 3 วิธกี ารประเมินโครงการ.....................................................................................................................11
บทท่ี 4 ผลการประเมนิ โครงการ....................................................................................................................13
บทที่ 5 สรุปผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ…………………………………………………………………………………..18

บรรณานุกรม………………………………………………………………………………………………………………..…………………19
คณะผจู้ ัดทา…………………………………………………………………………………………………………………………………….20

ภาคผนวก
ภาพกจิ กรรม
แบบประเมนิ ความพึงพอใจ

บันทกึ ขออนุมตั /ิ ขออนุญาตจดั โครงการ
สาเนาคาส่ังแตง่ ตั้งคณะทางาน

รายงานผู้จบหลักสตู ร

สำรบัญตำรำง

หนา้

ตารางท่ี 1 รอ้ ยละ ของผู้เข้าร่วมโครงการ จาแนกตามเพศ.............................................................................13
ตารางที่ 2 รอ้ ยละ ของผู้เข้ารว่ มโครงการ จาแนกตามช่วงอายุ......................................................................13
ตารางที่ 3 รอ้ ยละ ของผู้เขา้ ร่วมโครงการ จาแนกตามการศึกษา...................................................................14
ตารางที่ 4 ร้อยละ ของผู้เข้ารว่ มโครงการ จาแนกตามอาชีพ…………………………………………………….…………..14
ตารางท่ี 5 รอ้ ยละของระดบั ความพงึ พอใจของผ้เู ขา้ รว่ มโครงการ..................................................................15
ตารางที่ 6 ค่าเฉลี่ยของระดับความพึงพอใจของผเู้ ขา้ รว่ มโครงการ................................................................16

บทที่ 1
บทคดั ยอ่

ชือ่ เรื่อง การประเมนิ โครงการศนู ย์ฝึกอาชพี ชุมชน การศกึ ษาแบบพัฒนาอาชีพระยะสนั้ ไมเ่ กนิ 30 ชว่ั โมง
(กลุ่มสนใจ) หลกั สูตร การแปรรูปเห็ด จานวน 15 ชว่ั โมง
ผู้รับผดิ ชอบ นางสาวรตั ตยิ า บญุ เทศ ครู กศน.ตาบลแสลงพัน
ระยะเวลำกำรประเมนิ โครงกำร เดือน ธนั วาคม 2564
วัตถปุ ระสงคข์ องกำรประเมินโครงกำร

1. เพ่อื ประเมนิ การดาเนนิ งานตามโครงการศนู ยฝ์ ึกอาชีพชุมชน การศึกษาแบบพัฒนาอาชีพระยะสน้ั
ไมเ่ กิน 30 ช่วั โมง (กล่มุ สนใจ) หลักสูตร การแปรรูปเหด็ จานวน 15 ชัว่ โมง

2. เพอื่ นาผลการประเมนิ โครงการมาเป็นแนวทางในการปรับปรงุ พัฒนาการดาเนินงานของโครงการ
จดั การศกึ ษาอาชพี เพอื่ การมีงานทาในคราวต่อไป

วิธีดำเนนิ กำรประเมินโครงกำร
การประเมินโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน การศึกษาแบบพัฒนาอาชีพระยะส้ัน ไม่เกิน 30 ชั่วโมง

(กลุ่มสนใจ) หลักสูตร การแปรรูปเห็ด จานวน 15 ชั่วโมง ดาเนินการในเดือนธันวาคม 2564 โดยใช้กลุ่ม
ตวั อย่างประกอบด้วย ผู้เรียน/ผู้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการ จานวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ประเมินโครงการ คือ
แบบประเมินความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมโครงการ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างและนามา
วเิ คราะห์ขอ้ มูลโดยใช้ สถิติ X

ผลกำรประเมนิ โครงกำร
ผลการประเมนิ โครงการในแตล่ ะด้านดังน้ี
1. สภาวะแวดลอ้ ม
2. ด้านปัจจัยนาเขา้
3. ดา้ นกระบวนการ
4. ดา้ นผลผลิต

-

บทที่ 2
เอกสำรและงำนวิจยั ท่เี กี่ยวขอ้ ง

โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน การศึกษาแบบพัฒนาอาชีพระยะสั้น ไม่เกิน 30 ช่ัวโมง (กลุ่มสนใจ)
หลักสูตร การแปรรูปเหด็ จานวน 15 ชั่วโมง มีเอกสารทีเ่ กยี่ วขอ้ งกับโครงการดงั นี้

1. นโยบายเก่ียวกับการจดั การศกึ ษาอาชีพเพอ่ื การมีงานทาของสานกั งาน กศน.
2. เอกสารและเนอื้ หาประกอบการฝึกอบรมในโครงการ
3. แนวคิดเกีย่ วกบั ความคิดเหน็
4. แนวคิดเกี่ยวกบั ความพงึ พอใจ
5. การประเมินผลการฝึกอบรม

นโยบำยเกี่ยวกบั กำรจดั กำรศกึ ษำอำชีพเพ่ือกำรมีงำนทำอยำ่ งย่งั ยืน ของสำนักงำน
กศน.

จัดการศึกษาอาชพี เพ่ือการมีงานทาอยา่ งยงั่ ยืน โดยใหค้ วามสาคญั กบั การจดั การศึกษาอาชีพเพื่อการมี
งานทาในกล่มุ อาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม คหกรรม และอาชีพเฉพาะทางหรือการบริการ
รวมถงึ การเนนอาชพี ชางพืน้ ฐาน ที่สอดคลองกับศกั ยภาพของผูเรียนตามความตองการและศักยภาพของแตละ
พ้นื ทม่ี ีคณุ ภาพไดมาตรฐานเปนที่ยอมรับ สอดรับกับความตองการของตลาดแรงงาน และการพัฒนาประเทศ
ตลอดจนสรางความเขมแข็งใหกบั ศนู ยฝกอาชีพชุมชน โดยจดั ใหมีการสงเสริมการรวมกลุมวิสาหกิจชุมชน การ
พัฒนาหน่ึงตาบลหนึง่ อาชพี เดน การประกวดสินคาดีพรีเม่ียม การสรางแบรนดของ กศน. รวมถึงการสงเสริม
และจัดหาชองทางการจาหนายสินคาและผลิตภัณฑ และใหมีการกากับ ติดตาม และรายงานผลการจัด
การศึกษาอาชพี เพ่ือการมีงานทาอยางเปนระบบและตอเน่ือง

แนวคิดเกย่ี วกับควำมคิดเหน็

1. ควำมหมำยของควำมคิดเหน็
ความคิดเห็น (Opinion) ตามพจนานุกรมทางการศึกษา (Good ,1959, p.339) ให้ความหมายไว้ว่า

หมายถึงความนึกคิด ความรู้สึกประทับใจ ความเช่ือ การตัดสินใจเก่ียวกับสิ่งใดสิ่งหน่ึง ซ่ึงไม่อาจบอกได้ว่า
ถกู ตอ้ งหรือไม่

ทิศนาแขมมณี(2545,หน้า 96) ไดก้ ลา่ วว่าความคิดเห็นหมายถงึ ความรู้สึกของบคุ คลทม่ี ตี อ่ ส่ิงใดส่ิงหน่ึง
โดยอาศยั พ้นื ฐานประสบการณ์และสภาพแวดล้อมของแต่ละบุคคลเข้ามาเกีย่ วข้องในการแสดงออก

อาทิตย์ ภูมิสวัสดิ์ (2548 หน้า 12) กล่าวว่า ความคิดเห็นเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึก ทัศนคติ
ความเชื่อ และค่านิยมของแต่ละบุคคล ที่มีต่อบุคคล สิ่งของ เร่ืองราว หรือประสบการณ์ต่างๆ ท่ีประสบใน
สงั คม โดยมภี มู หิ ลังทางสังคม ความรู้ ประสบการณ์ และสภาพแวดล้อมต่างๆของบุคคล โดยไม่มีเกณฑ์ตายตัว
ซ่งึ ความคดิ เห็นนี้ ไมอ่ าจบอกได้วา่ ถกู ต้องหรือไม่ อาจได้รับการยอมรบั หรอื การปฏิเสธจากบุคคลอ่นื กไ็ ด้

Luthans Freeman (1995, p.609) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ความคิดเห็นหมายถึง ความพร้อม
ทางดา้ นจติ ใจทจี่ ะตอบสนองต่อบุคคล สถานการณ์ วัตถุและความคิดเห็นโดยมีลักษณะที่คงท่ีแน่นอน ซ่ึงเป็น
ผลมาจากการเรียนรู้ และมีรปู แบบการตอบสนองอย่างเดยี วกัน

Mary L. Good (2006, p.17)ได้ใหค้ วามหมายของความคิดเหน็ (Opinion) ไวห้ ลายความหมาย
ไดแ้ ก่

1. ความหมายทั่วไปหมายถึงความเช่ือความคิดเห็นข้อพิจารณาความรู้สึกหรือทัศนะที่
ยังไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างแน่นอนและยังขาดน้าหนักทางเหตุผลหรือการวิเคราะห์หรือ กล่าวกว้างๆได้ ว่ามี
ความเป็นไปได้มากกวา่ ความรู้

2. ความหมายเฉพาะหมายถึงการพิจารณาหรือการวินิจฉัยอย่างมีแบบแผนจากแหล่งข้อมูลหรือ
บุคคลทเ่ี ช่ือถอื ได้

3. ความคิดเห็นสาธารณะ (Public Opinion) หมายถึงการพิจารณาหรือข้อวินิจฉัยรวมๆของกลุ่มคน
ในสังคมทเี่ ก่ียวขอ้ งกับความเชื่อหรือขอ้ เทจ็ จรงิ

จากความหมายของความคิดเห็นดังกล่าว สรุปได้ว่า ความคิดเห็น เป็นการแสดงออกถึงความรู้สึก
ทัศนคติ ความเชื่อและค่านิยมโดยอาศัยพื้นฐานจากความรู้ ประสบการณ์ และสภาพแวดล้อม ของแต่ละ
บุคคล ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ด้วยการพูด หรือการเขียน ซึ่งไม่มีเกณฑ์ตายตัว ความคิดเห็นอาจะแตกต่างกัน อาจ
ไดร้ ับการยอมรับ หรอื การปฏเิ สธจากบคุ คลอนื่ กไ็ ด้

2. องคป์ ระกอบของควำมคิดเหน็
ทิศนา แขมมณี (2540, หน้า18 ) ได้อธิบายวา่ องคป์ ระกอบของความคดิ เหน็ มี3ส่วนได้แก่
1. องค์ประกอบด้านความรู้ (Cognitive Component) ได้แก่ความรู้และความคิด ที่บุคคลมีต่อสิ่ง

เร้าซึ่งอาจเป็นบุคคลกลุ่มหรือสภาวการณ์ใดๆความรู้และความคิดดังกล่าวจะเป็นส่วนกาหนดลักษณะและ
ทิศทางของความคิดเหน็ ของบุคคลกล่าวคือถา้ บคุ คลมีความรู้และการติดตอ่ กับส่ิงเรา้ ได้ครบถ้วนแล้วบุคคลจะมี
ความคดิ เหน็ ตอ่ สิ่งเรา้ ในทางบวกหรือลบชัดเจนข้ึน

2. องค์ประกอบด้านความรู้สึก (Affective Component) ได้แก่อารมณ์หรือความรู้สึก ของบุคคลที่มีต่อ
สง่ิ เรา้ อารมณห์ รือความรู้สกึ ดังกล่าวจะเป็นส่งิ กาหนดลกั ษณะและทิศทาง ของความคิดเห็นของบุคคลกล่าวคือ
ถ้าบุคคลมีอารมณ์หรือความรู้สึกท่ีดีต่อสิ่งใดบุคคลก็จะมีความคิดเห็นทางบวกต่อสิ่งนั้นแต่ถ้าบุคคลมีอารมณ์
หรอื ความรสู้ กึ ไม่ดตี ่อสง่ิ ใดบคุ คลจะมีความคดิ เหน็ ในทางลบ

3. องค์ประกอบด้านพฤติกรรม (Behavior Component) คือ พฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกต่อ
ส่ิงเร้าอย่างใดอย่างหน่ึง พฤติกรรมดังกล่าวจะเป็นส่ิงบอกลักษณะและทิศทาง ของความคิดเห็นของบุคคล
กล่าวคือถ้าพฤติกรรมของบุคคลที่จะแสดงออกต่อสิ่งเร้านั้นชัดเจนแน่นอนความคิดเห็นก็ย่อมมีลักษณะเป็น
บวกหรือลบชดั เจนแนน่ อน

3. ประเภทของควำมคิดเหน็
ขัตตยิ า ภัทรพรพนั ธ์ (2551) ไดจ้ าแนกความคิดเหน็ เป็น 2 ประการ ด้วยกนั คือ
1. ความคิดเห็นเชิงบวกสุด-เชิงลบสุด (Extreme Opinion) เป็นความคิดท่ีเกิดจากการเรียนรู้ และ

ประสบการณ์ ซ่งึ สามารถทราบทิศทางได้ ทศิ ทางบวกสดุ ได้แก่ ความรกั จงหลงทิศ ทิศทาง ลบสุดได้แก่ ความ
รงั เกียจ ความคิดเหน็ นีร้ นุ แรง เปล่ยี นยาก

2. ความคิดเห็นจากความรู้ความเข้าใจ (Cognitive Contents) การทีความคิดเห็นต่อส่ิงใดส่ิงหนึ่ง
ขึ้นอยกู่ ับความรู้กับความเข้าใจท่ีมีต่อสิ่งนั้น เช่น ความรู้ความเข้าใจในทางท่ีดี ชอบ ยอมรับ เห็นด้วย ความรู้
ความเขา้ ใจในทางทดี่ ไี ม่ดี ได้แก่ ชอบ ไมช่ อบ ไม่ยอมรบั ไมเ่ ห็นดว้ ย

4. กำรวดั ควำมคิดเหน็
ดวงเพ็ญ ทุคหิต (2550) ได้สรุปมาตรวัดเจตคติ หรือ ทัศนคติ หรือ ความคิดเห็น ท่ีนิยมใช้อย่าง

แพรห่ ลายมี 4 วิธี คอื

1. วิธีคิดแบบสเกล วัดความต่างทางศัพท์ (S-D Scale = Semantic differentialscale) เป็นวิธีวัด
ทัศนคตหิ รอื ความคิดเห็น โดยอาศัยคุณสมบตั ทิ ี่มีความหมายตรงกนั ข้าม เช่น ดี-เลว ขยนั -ขเี้ กยี จ เปน็ ต้น

2. วธิ ลี ิเคริ ์ทสเกล (Likert Scale) เป็นวิธีสร้างมาตรวัดทศั นคติ หรือ ความคิดเห็น ท่ีนิยมกันมากท่ีสุด
เพราะเป็นวธิ ีสรา้ งมาตรวัดทง่ี า่ ย ประหยัดเวลา ผู้ตอบแบบสามารถแสดงทศั นคติในทางท่ีชอบหรือไม่ชอบ โดย
ยดึ อันดบั ความชอบหรือไมช่ อบ อาจมคี าตอบให้เลือก 5 หรือ 4 คาตอบ และให้คะแนน เช่น 54321 หรือ +2
+10 -1 -2 ตามลาดบั

3. วิธีกัทแมนสแกล (Guttmam Scale) เป็นวิธีสร้างมาตรวัดทัศนคติ หรือความคิดเห็นในแนว
เดียวกัน และสามารถจดั อันดับทัศนคติสูง-ตา่ แบบเปรียบเทยี บกันและกันไดอ้ ยา่ งต่าสุด หรือ สูงสุด และแสดง
ถึงการสะสมของข้อความคิดเห็น

4. วิธีเทอร์สโตนสเกล (Thurstone Scale) เป็นวิธีการสร้างมาตรวัดออกเป็นปริมาตรแล้ว
เปรียบเทียบตาแหนง่ ความคดิ หรอื ทศั นคติไปในทางเดยี วและเสมือนวา่ เป็นสเกลทม่ี ชี ่วงห่างหนั

ปจั จัยที่มอี ิทธิพลตอ่ ความคดิ เห็น
ภทั รลิตาบัวระภา (2550) ได้สรุปปจั จยั พืน้ ฐานท่มี ีอิทธิพลต่อความคิดเห็นของบุคคลซ่ึงทาให้บุคคลแต่
ละคนแสดงความคดิ เหน็ ทีเ่ หมอื นกนั หรือแตกต่างกนั ไวด้ งั น้ี

ปัจจยั ส่วนบคุ คลไดแ้ ก่
1. ปจั จยั ทางพนั ธกุ รรมและร่างกายคือเพศอวัยวะความครบครนั สมบรู ณ์ของอวัยวะต่างๆคุณภาพของ
สมอง
2. ระดบั การศกึ ษาการศกึ ษามีอิทธพิ ลต่อการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นและการศึกษาทาให้บุคคลท่ีมี
ความรใู้ นเรื่องต่างๆมากขึ้นและคนท่ีมีความรมู้ ากมกั จะมคี วามคดิ เหน็ ในเรื่องตา่ งๆอย่างมีเหตุผล
3. ความเช่อื คา่ นิยมและเจตคติของบุคคลต่อเรื่องต่างๆซ่ึงอาจจะได้จากการเรียนรู้จากกลุ่มบุคคลใน
สังคมหรอื จากการอบรมส่ังสอนของครอบครัว
4. ประสบการณเ์ ปน็ ส่ิงทก่ี อ่ ใหเ้ กิดการเรยี นรู้ทาให้มีความรู้ความเข้าใจในหน้าท่ีและความรับผิดชอบ
ตอ่ งานซงึ่ จะส่งผลต่อความคิดเหน็

ปัจจยั ด้านสง่ิ แวดล้อมได้แก่
1. สือ่ มวลชนไดแ้ ก่วิทยโุ ทรทัศนห์ นงั สอื พมิ พ์ฯลฯสิง่ ตา่ งๆเหล่าน้ีมอี ิทธิพลอย่างมากต่อความคิดเหน็
ของบุคคลเป็นการไดร้ บั ข่าวสารขอ้ มูลต่างๆของแตล่ ะบคุ คล
2. กลุ่มและสังคมที่เกี่ยวข้องมีอิทธิพลต่อความคิดเห็นของบุคคลเพราะเมื่อบุคคลอยู่ในกลุ่มใดหรือ
สังคมใดก็ตอ้ งยอมรบั และปฏิบัตติ ามกฎเกณฑ์ของกลุม่ หรือสังคมซง่ึ ทาใหบ้ ุคคลนั้นมีความเห็นไปตามกลุ่มหรือ
สังคมท่ีอยู่
3. ข้อเท็จจริงในเรื่องต่างๆหรือสิ่งต่างๆท่ีบุคคลแต่ละคนได้รับท้ังนี้เพราะข้อเท็จจริงที่แต่ละบุคคล
ไดร้ ับแตกต่างกันก็จะมผี ลตอ่ การแสดงความคดิ เห็นทีแ่ ตกตา่ งกนั จากปัจจัยทมี่ ีอิทธพิ ลต่อความคดิ เห็นดังกล่าว
สรปุ ได้วา่ ปัจจยั ทม่ี ีอิทธิพลตอ่ ความคิดเหน็ ไดแ้ ก่ ปัจจยั ส่วนบุคคล ซงึ่ เกดิ ข้ึนโดยตรง เช่น เพศ อายุ การศึกษา
รายได้ ประสบการณ์ และปัจจัยที่มีผลต่อความคิดเห็นของบุคคลโดยอ้อมเช่น ส่ือมวลชน กลุ่มคน และสังคม
รอบตวั

แนวคดิ เกย่ี วกับควำมพึงพอใจ

1. ควำมหมำยของควำมพงึ พอใจ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน (2542) ความพงึ พอใจ หมายถึง พอใจ ชอบใจ
กาญจนาศุภรพนั ธ์ (2543) กล่าววา่ ความพงึ พอใจหมายถึงความรู้สึกที่ได้รับการตอบสนองในกิจกรรม

ใดกิจกรรมหน่งึ ซงึ่ เปน็ ไปตามทคี่ าดหวังไวห้ รือมากกวา่
มณี โพธิเสน (2543) ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า เป็นความรู้สึกยินดี เจตคติที่ดีของบุคคล

เมือ่ ได้รับการตอบสนองความต้องการของตนทาใหเ้ กดิ ความรูส้ กึ ดีในสิง่ นั้นๆ
Good (1973) ความพึงพอใจ หมายถึง สภาพ คุณภาพ หรือระดับความพึงพอใจซึ่งเป็นผลมาจาก

ความสนใจตา่ งๆและทัศนคตทิ บี่ ุคคลมตี อ่ ส่งิ น้นั
Wolman (1973) ไดใ้ หค้ วามหมายของความพึงพอใจไว้ว่า หมายถึง ความรู้สึกท่ีมีความสุขเมื่อได้รับ

ผลสาเร็จตามความมุ่งหมายของความตอ้ งการ
สรปุ ไดว้ ่าความพงึ พอใจ หมายถึง ความพึงพอใจ หมายถงึ ความรู้สึกที่ดีหรือทัศนคติที่ดีของบุคคล ซ่ึง

มักเกิดจากการได้รับการตอบสนองตามท่ีตนต้องการ ก็จะเกิดความรู้สึกท่ีดีต่อสิ่งน้ัน ตรงกันข้ามหากความ
ต้องการของตนไมไ่ ดร้ ับการตอบสนองความไมพ่ งึ พอใจก็จะเกดิ ข้นึ
2. ควำมสำคัญของควำมพงึ พอใจ

ความพึงพอใจ เป็นปัจจัยสาคัญประการหน่ึงที่ช่วยให้งานสาเร็จโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นงานท่ี
เก่ียวข้องกับการให้บริการ นอกจากผู้บริหารจะดาเนินการให้ผู้ปฏิบัติงานให้บริการเกิดความพึงพอใจในการ
ทางานแล้วยงั จาเปน็ ตอ้ งดาเนนิ การที่จะให้ผู้มาใช้บริการเกิดความพึงพอใจด้วย เพื่อให้ครอบคลุมทุกด้านของ
ความสาเรจ็
3. กำรวัดระดบั ควำมพึงพอใจ

นริ มล ดาพะธกิ (2541) กล่าวว่าในการวัดความพงึ พอใจน้ันเป็นเร่ืองทย่ี ากพอควรเพราะความพงึ
พอใจเปน็ เรอ่ื งของจิตใจและในการวดั ตอ้ งอาศยั ข้อมูลในหลายๆดา้ นประกอบกนั เพราะความพึงพอใจเป็นของ
แตล่ ะคนซงึ่ จะแตกตา่ งกนั ไปตามสถานภาพของแต่ละบุคคลความพงึ พอใจเป็นทัศนคติอย่างหนง่ึ และในการวัด
ความพงึ พอใจน้ัน

บุญเรียงขจรศิลป์ (2541) ให้ทรรศนะเก่ียวกับเรื่องน้ีไว้ว่าความพึงพอใจหรือทัศนคติหรือเจตคติเป็น
นามธรรมเป็นการแสดงออกค่อนข้างซับซ้อนจึงเป็นการยากท่ีจะวัดทัศนคติได้โดย ตรงแต่เราสามารถวัด
ทัศนคติโดยอ้อมซึ่งจะทาได้โดยการวัดความคิดเห็นของบุคคลเหล่าน้ันแทนฉะน้ันการวัดความพึงพอใจก็มี
ขอบเขตจากัดด้วยอาจมีความคลาดเคล่ือนซ่ึงอาจเกิดจากบุคคลเหล่านั้นแสดงความคิดเห็น ไม่ตรงกับ
ความรู้สกึ ท่แี ท้จริงซึ่งความคลาดเคลอื่ นน้ียอ่ มเกิดขน้ึ ไดเ้ ป็นธรรมดาของการวัดท่ัวๆ ไปโดยเสนอว่าเทคนิคของ
Likertเป็นแบบหนึ่งท่ีสามารถใช้กับสภาพการณ์ต่างๆได้อย่างกว้างขวางดังท่ีบุญธรรมกิจปรีดาบริ สุทธ์ิได้
เพ่ิมเติมว่าสามารถวัดทัศนคติได้เกือบทุกเรื่อง และให้ค่าเท่ียงตรงสูงสาหรับมาตรฐานการวัดความพึงพอใจ
จริงๆนั้นมีวธิ ีการดงั นี้

1. การใช้แบบสอบถามเป็นวิธีหนึง่ ท่นี ยิ มกนั อยา่ งแพรห่ ลายโดยใหผ้ ทู้ เ่ี ราต้องการอยากให้ แสดงความ
คดิ เห็นในแบบฟอร์มท่ีกาหนดคาตอบให้เลือกหรือตอบคาถามอิสระแล้วนาข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาข้อสรุปที่
แน่นอนต่อไป

2. วัดโดยการสัมภาษณ์วิธีน้ีจะต้องใช้เทคนิคและการวางอุบายอย่างมากมิฉะน้ันจะได้คาตอบที่ไม่
เทย่ี งตรงหรือไมไ่ ดผ้ ล

3. การสังเกตวธิ ีน้ไี มค่ อ่ ยแพร่หลายและไมส่ ามารถทาไดใ้ นองค์กรท่ีมผี ปู้ ฏบิ ัติงานมากๆทาได้ในองค์กร
ที่มผี ู้ปฏบิ ตั ิงานน้อยซึ่งวิธีนี้ผู้สงั เกตจะต้องใชค้ วามพยายามอยา่ งสูงและต้องใชเ้ วลาและความถใี่ นการสังเกต

อย่างท่ัวถึงจะเห็นไดว้ ่าในการวัดความพึงพอใจสามารถทาได้หลายวิธีแล้วแต่ว่าจะเลือกใช้วิธีไหนควรคานึงถึง
ความเหมาะสมกับขนาดของตวั อย่างประชากรที่ทาการศึกษาและคานึงถึงเรื่องท่ีทาการศึกษาว่าเหมาะสมกับ
วธิ ีการใดจึงจะไดผ้ ลมากและถกู ต้องทีส่ ดุ

กำรประเมนิ ผลกำรฝึกอบรม

1. ควำมหมำยของกำรประเมิน
การประเมิน หมายถึง กระบวนการพิจารณา วินิจฉัย เพื่อให้ทราบว่าการกระทา กิจกรรมหรืองาน

ต่างๆท่ีเราได้ทาไปน้ันเกิดผลอย่างไร โดยการสังเกตเก็บข้อมูลตัวเลขของผลท่ีออกมาน้ัน แล้วเอามา
เปรยี บเทียบหรอื วดั กนั กบั เกณฑ์วตั ถุประสงคห์ รือมาตรฐานทีเ่ ราอยหู่ รือตั้งข้ึน จากนัน้ เราก็สรปุ หรือตัดสินใจว่า
ดีหรือไมด่ ี สูงหรือต่ากว่ามาตรฐานมากน้อยเพียงใด ควรปรับปรุงแก้ไขตรงไหนสิ่งสาคัญในการประเมินผล 3
ประการ ทจี่ ะตอ้ งทา คอื

1.1 ต้องศึกษา สังเกต ตรวจสอบผลการดาเนินงาน คือ เก็บข้อมูลตัวเลขของการดาเนินงานว่าทาได้
เพียงไร ตรงตามวตั ถุแระสงคใ์ นด้านตา่ งๆทเ่ี ราตง้ั ไวห้ รอื ไม่

1.2 เอามาตรฐาน เปา้ หมายเข้าจบั หรือวดั วา่ สงู หรือต่ากว่า เป้าหมายที่ตัง้ ไว้มากน้อยเพยี งไร
1.3 ประมวลผลรวมการตัดสิน สรุปว่า สูง ต่า ปานกลาง ใช้ได้หรือใช้ไม่ได้แล้วตัดสินใจจะปรับปรุง
แก้ไขอย่างไร

2. วตั ถปุ ระสงค์ของกำรประเมินผลกำรอบรม
2.1 เพอ่ื พจิ ารณาผลทไี่ ด้รบั หลังจากการเข้าร่วมฝึกอบรม
2.2 เพื่อพิจารณาดูจดุ ดีและจดุ บกพร่องของการฝกึ อบรมเพอื่ นามาปรบั ปรุงใหด้ ีขน้ึ
2.3 เพ่อื ใหผ้ ู้บรหิ ารตัดสินใจในการฝกึ อบรมต่างๆ
2.4 เพอื่ ดคู วามเหมาะสมของเน้ือหาวิชาและหลักสูตรวา่ เหมาะสมกับผรู้ ับการอบรมหรือเปลา่
2.5 เพื่อดผู ลสาเรจ็ ของผูเ้ ขา้ รับการอบรมว่าเขา้ ใจและพัฒนาศักยภาพหลงั จากอบรมหรือไม่
2.6 เพือ่ ตรวจสอบการดาเนินการ อุปกรณ์ วิทยากร เจ้าหน้าที่ หรือผู้ประสานงานการฝึกอบรมเพื่อ

แกป้ ญั หาตา่ งๆ

3. คุณภำพของกำรประเมินผลกำรอบรม
การประเมินผลจะให้ได้ผลน้ัน จะต้องมีความเข้าใจว่า ต้องการผลมาเพ่ือการแก้ไขปรับปรุงการ

ดาเนินงานและไม่ใช่เพียงแต่บอกว่าดี ไม่ดี พอใช้ แต่จะต้องกากับให้การประเมินผลตรงเป้าหมาย เช่ือถือได้
ความสมบรณู ์หรือวัดอยา่ งเพียงพอท่ีจะนามาปรับปรุงงานได้

4. ระดบั ของกำรประเมินผลอาจแบง่ เปน็ 4 ระดับ คือ
4.1 ระดับทีต่ ัง้ เป้าหมายพ้นื ฐานวา่ ความรทู้ เี่ พมิ่ ขึ้น หรอื ความเจริญก้าวหนา้ ของผู้ไดร้ บั การฝึกอบรมท่ี

พอใจนัน้ อยู่ทีไ่ หน ระดบั ไหน
4.2 การประเมินกระบวนการฝึกอบรมท่ใี ชห้ รือวธิ ีการดาเนินการฝึกอบรม ว่าถูกต้องตามหลักทฤษฎี

และวิธีดาเนินการสง่ เสรมิ หรอื ไม่
4.3 ประเมินวธิ ีการสอนของวิทยาการแต่ละคน แต่ละกลุ่มว่าได้ผลดีไม่ดีเพียงไร ที่ดีจะได้เอาไว้เป็น

แบบอย่าง
4.4 ประเมินความรทู้ เ่ี พ่ิมขน้ึ หรือความก้าวหนา้ ของผ้รู ับการฝกึ อบรม ว่าความรู้ของผเู้ รยี นทไี่ ด้เพ่มิ ข้ึน

จากการเรยี นหรอื การฝกึ อบรมมากน้อยเพยี งใด

5. ส่วนประกอบทสี่ ำคญั ของกำรประเมินผล

การประเมินผลทางการอบรม คือการนาผลของความแตกต่างของระดับพฤติกรรมของผู้รับการ
ฝึกอบรมและกอ่ นอบรม ความสาคญั ท่จี ะต้องกาหนด คือ

5.1 การตั้งระดับหรือเกณฑ์ สาหรับการอบรมแต่ละคร้ังว่าระดับไหนหรือแค่ไหนจึงจะถือว่าเป็น
ความกา้ วหน้าของการดาเนินการ

5.2 การวางแผนการประเมนิ ผลการดาเนินการอบรม
5.3 การประเมนิ วธิ ีการฝกึ อบรมแตล่ ะวิธี แต่ละเร่ือง วา่ จะใชว้ ิธีอะไรบ้าง อยา่ งไร
5.4 การประเมินผลความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของผู้เข้าร่วมฝึกอบรม หรือารบรุถึงระดับ
ความสาเร็จในการเรยี นรู้ของผู้เข้าร่วมฝกึ อบรม ว่าบรรลทุ ่แี ทจ้ รงิ หรอื ไม่

6. ระยะประเมนิ ผลกำรฝึกอบรมทาได้ 3 ระยะ คอื
6.1 กอ่ นการฝกึ อบรม
ตอ้ งทาการประเมินในสิง่ ต่างๆวา่ ไดม้ าตรฐาน สูง ตา่ เปน็ ท่พี อใจหรอื ไม่อยา่ งไร
6.2 ระหวา่ งการฝึกอบรม
การประเมนิ ผลระหว่างการฝกึ อบรม มคี วามมงุ่ หมายดงั น้ี
- ต้องการทราบว่าการจัดการอบรม ผู้อบรม ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเจ้าหน้าท่ีบรรลุ

วัตถปุ ระสงค์ท่ีต้งั ไวห้ รอื ไม่เพยี งใด
- ตอ้ งการทราบว่าผูเ้ ข้ารับการอบรมเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากเดิมไปอยา่ งไรบา้ ง
- ตอ้ งการทราบว่าผู้เขา้ รับการฝึกอบรมบกพร่องในจุดประสงค์ใด ต้องได้รับการช่วยเหลือใน

การเรียนร้อู ย่างไรบา้ ง
- เพ่ือหาแนวทางการปรับปรุงแก้ไขการอบรม ของผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นรายบุคคลหรือ

รายกลมุ่ หรือจดั การอบรมซ่อมเสรมิ
- เพ่อื การปรับวธิ กี ารสอน วัสดกุ ารเรียนการสอนสถานที่อบรม บรรยากาศการฝึกอบรมหรือ

ขอ้ บกพร่องในการจัดการฝึกอบรม เพอื่ ปรับปรุงแกไ้ ขใหด้ ยี ิง่ ขึ้น
6.3 ภายหลงั การฝกึ อบรม
การประเมินภายหลงั โครงการฝกึ อบรมได้สนิ้ สุดลง เป็นการประเมนิ ผลรวม มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา

ผู้เข้ารับการอบรมไดร้ บั ความรเู้ พิ่มเติมเพียงไร มคี วามรู้อยู่ในเกณฑ์ใด ดี พอ ใช้ หรือยังใช้ไม่ได้จะต้องปรับปรุง
การสอน วิธกี ารฝกึ อบรมโดยสว่ นรวมหรอื เฉพาะเรอ่ื งเฉพาะวิชาอย่างไรหรอื ไม่

การประเมนิ ทง้ั 3 ระยะ จะประเมนิ ด้านต่างๆเหมอื นกนั ดังน้ี
1) สถานภาพการฝึกอบรมเชน่ บรรยากาศความเหมาะสมของอาคารสถานท่ี เป็นต้น
2) วิทยากรผู้ทาการฝกึ อบรม
3) ผ้เู ขา้ รบั การฝกึ อบรม
4) หลักสูตรทที่ าการอบรม
5) สงิ่ อานวยความสะดวกอน่ื ๆในการฝกึ อบรม

7. ลักษณะที่ดีของกำรวดั และประเมนิ ผล
7.1 ยึดจดุ ประสงค์เปน็ หลัก
7.2 ควรดาเนนิ การท้ัง 3 ช่วง
7.3 ควรปรับปรงุ เคร่อื งมอื การวดั อยู่เสมอ
7.4 แกไ้ ขขอ้ บกพร่องสาหรบั ผู้เข้าอบรมท่ีต่ากวา่ เกณฑ์
7.5 นาผลทีไ่ ด้มาปรบั ปรุงการอบรม

8. ข้นั ตอนและวธิ กี ำรในกำรประเมินผลกำรฝึกอบรม

ข้ันตอนในการประเมินผลการฝึกอบรม
ขั้นท่ี 1 กาหนดวตั ถปุ ระสงค์การประเมนิ

ขอ้ มลู ทจี่ ะนามากาหนดเป็นวตั ถปุ ระสงค์ของการประเมินมาจาก วัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม รวม
กับ สง่ิ ท่ผี ูบ้ งั คบั บญั ชาต้องการทราบ แล้วสรปุ เป็นวตั ถุประสงค์ของการประเมนิ

ขั้นที่ 2 ขนั้ วางแผนการประเมิน
ในข้ันนี้เป็นการนาวตั ถปุ ระสงค์ของการประเมนิ ผล มากาหนดเป็นแผนการประเมิน 6 ขน้ั ตอน ไดแ้ ก่

1) กาหนดประเภท หรือ ระดับการประเมนิ ท่สี อดคล้องกับวัตถปุ ระสงคก์ ารประเมนิ

2) กาหนดคาถามเกีย่ วกับเรื่องท่ตี อ้ งการทราบ
3) กาหนดแหลง่ ทม่ี า ของข้อมูล

4) กาหนดชว่ งเวลาจัดเก็บข้อมลู
5) กาหนดเทคนคิ หรอื วธิ กี ารและเครอ่ื งมอื ในการจดั เก็บขอ้ มูล
6) กาหนดวิธีการ วเิ คราะหข์ ้อมลู

ขั้นท่ี 3 จัดเตรยี มเครอื่ งมอื ท่ใี ชใ้ นการประเมินผล
คุณสมบตั ทิ ดี่ ีของเครื่องมือในการประเมินผล ซ่ึงได้แก่

1) ความเที่ยงตรง (Validity) หมายถึง ความสามารถในการวัดสิ่งที่เราต้องการจะวัดหรือ
ประเมิน ไม่คลาดเคลื่อน เป็นการวัดสงิ่ อื่น

2) ความเช่อื มัน่ (Reliability) หมายถงึ ความเชอ่ื ถือได้ว่าเมือ่ นาเคร่ืองมือน้ันไปวัดแล้วนาไป

วดั อีกกี่ครง้ั กต็ าม กจ็ ะไดผ้ ลลพั ธ์คงที่ไม่เปลยี่ นแปลง
3) ความเป็นกลางปราศจากอคติ (Objectivity) หมายถงึ การท่ีจะไม่ลาเอียงหรือมีแนวโน้ม

ท่ีจะคลอ้ ย ตามไปทางใดทางหนง่ึ
4) ความเหมาะสมท่ีจะนาไปใช้ (Practicability) หมายถึง ความสะดวกและเหมาะสมที่จะ

นาไปใช้ ทง้ั ในด้านเวลา คา่ ใชจ้ ่าย และความคล่องตัว จนเปน็ ที่ยอมรับของทุกฝา่ ย

5) ความงา่ ย (Simplicity) หมายถงึ การงา่ ยตอ่ ความเข้าใจ งา่ ยในการนาไปใช้งาน และง่าย
ในการดาเนนิ การเก่ยี วขอ้ ง

ขน้ั ที่ 4 ข้นั ปฏิบตั ิตามแผน
เมื่อได้จดั เตรียมเครือ่ งมือทใี่ ช้ในการประเมนิ แลว้ จึงเปน็ การลงมือปฏิบัติตามแผน คือ ดาเนินการเก็บ
รวบรวมขอ้ มลู เชน่ การสอบถามด้วยแบบสอบถาม หรอื การสัมภาษณ์ ตามช่วงเวลาท่ไี ดก้ าหนดไว้

ขั้นท่ี 5 ข้นั การวเิ คราะห์ขอ้ มูลและสรปุ รายงานการประเมินผล
วธิ กี ารวเิ คราะห์ข้อมลู ตามลกั ษณะของเครอื่ งมอื และเทคนคิ วิธกี ารประเมินได้ 4 วิธี

1) การวิเคราะหข์ ้อมูลทีไ่ ดจ้ ากแบบสอบถาม
1.1) เม่ือรวบรวมข้อมูลได้จากแบบสอบถามซ่ึงมีลักษณะเป็นข้อคาถามแบบให้
เลือกคาตอบหลายๆ คาตอบ และมลี กั ษณะ ของคาตอบแบบท่ีสามารถเรียง

เป็นคะแนนตามลาดับความสาคัญได้ ดังที่ใช้กันในแบบประเมินโครงการ
หรอื แบบประเมินรายวชิ านนั้ ผู้รับผิดชอบควรจะต้องนาข้อมูลท่ีได้ไปเทียบ

ค่าคะแนน แจงนับความถี่(Tally) และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ได้แก่
ค่าเฉลี่ย หรือที่เรียกว่าค่ามัธยมฐานเลขคณิต(Arithmetic Mean) และค่า
เบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard Deviation) เพื่อจะนาผล การวิเคราะห์

ข้อมลู ทีไ่ ดไ้ ปเขียนเปน็ รายงานสรปุ ต่อไป

1.2) การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามแบบให้เลือกคาตอบโดยไม่
จัดเรียงตามลาดับคะแนนความสาคัญ การวิเคราะห์ข้อมูลอาจทาได้ใน
ลักษณะการเปรียบเทียบอัตราสว่ นเปน็ ร้อยละ และอาจนาเสนอข้อมูลในรูป
ของตารางไขว้ (Cross Tabulations)ตอ่ ไป

1.3) การวิเคราะห์ขอ้ มลู ทไ่ี ด้จากแบบสอบถามท่ใี หผ้ ู้ตอบเลอื กคาตอบในลักษณะ
ของการเปรียบเทียบก่อน-หลังการอบรม -สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ใน
ลักษณะการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนการอบรม และ ค่าเฉลี่ย
ของคะแนนหลงั การอบรม และผลตา่ งของคะแนนก่อน-หลังการอบรม เพ่ือ
จะสรุปรายงานโดยใช้ผลต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อน -หลังการอบรม
เปน็ สาคญั

1.4) การวิเคราะห์ข้อมูลในกรณีแบบสอบถามเป็นคาถามปลายเปิด (Opened-
ended Questions) อาจทาไดด้ ้วยการจัดหมวดหมูแ่ ละแยกประเภทข้อมูล
และอาจดาเนินการแจกแจงความถี่ (Tally)ข้อมูล แล้วอาจคานวณหาค่า
รอ้ ยละเพอื่ นาเสนอเปน็ รายงานตอ่ ไป

2) การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบทดสอบก่อน-หลังการอบรม เป็นการวิเคราะห์ว่าความ
แตกต่าง ระหว่างผลการทดสอบ ก่อนการอบรม กับ หลังการอบรม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิติ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่า คะแนนก่อน-หลังการอบรมมีความแตกต่างกันจริง และได้มีการเรียนรู้
เกิดขึน้ จริง

3) การวิเคราะห์ข้อมูลท่ีได้จากการสอบถามหรือสัมภาษณ์เพ่ือประเมินพฤติกรรมในการ
ทางาน ถึงแม้ว่าจะเป็นการใชแ้ บบ สอบถาม หรอื แบบสมั ภาษณ์ ซ่ึงมขี ้อคาถามให้เลือกหลายข้อแบบที่สามารถ
เรียงตามลาดบั คะแนนได้ แต่ข้อมูลทไ่ี ด้เป็นขอ้ มูลซ่งึ มักจะเปน็ ขอ้ มลู เชงิ ทัศนคติ หรอื ความคิดเห็น ซ่ึงแตกต่าง
จากขอ้ มูลทวั่ ไป เมือ่ แจงนับ ความถีข่ องข้อมลู ที่รวบรวมได้แล้ว จึงต้องทาการวิเคราะห์เพ่ือเปรียบเทียบความ
แตกต่างของขอ้ มูลเก่ียวกับพฤติกรรมกอ่ น-หลงั การอบรมของผู้เข้าอบรมวา่ มีความแตกตา่ งกนั อย่างมีนยั สาคัญ
ทางสถิตหิ รือไม่ โดยการใช้ค่าไค-สแควร์ (chi-square)ช่วยในการวิเคราะห์

4) การวิเคราะห์ข้อมูลในลักษณะของการประเมินผลลัพธ์ของการฝึกอบรม -หากทาสารวจ
หาขอ้ มูลด้วยการสอบถาม หรอื สัมภาษณ์ ซ่ึงมขี อ้ คาถามลกั ษณะเดียวกับแบบตา่ งๆดงั ที่ได้ กล่าวมาแล้วข้างต้น
ก็สามารถทาการวิเคราะห์ข้อมูล ในลักษณะเช่นเดียวกัน แต่ถ้าเป็นกรณีท่ีทาการประเมินผลลัพธ์ ของการ
ฝกึ อบรมด้วยวิธีการวิจัยเชิงทดลองโดยใช้กลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลจะขึ้นอยู่กับว่า
เป็นการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหวา่ งตัวแปรใด

9. รำยงำนกำรประเมินผลกำรฝกึ อบรม ประกอบดว้ ย
9.1 ช่ือการฝกึ อบรมทป่ี ระเมนิ
9.2 วตั ถุประสงคข์ องการประเมินผล
9.3 วิธีการประเมินผล
1) ขอบเขตในการประเมนิ ผล
2) วธิ กี ารเกบ็ ข้อมูล
3) วิธีการวเิ คราะห์ข้อมลู หรือสถิติที่เก่ียวข้อง
9.4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล
สรุปผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ในประเดน็ ต่างๆโดยอาจอยูใ่ นรูปของตารางพร้อมการอธิบายความ
9.5 สรุปและขอ้ เสนอแนะ

1) สรปุ ผลการประเมนิ โดยส่วนรวมทง้ั หมด

2) ขอ้ ดี และข้อควรปรับปรุง
3) ข้อเสนอแนะจากผปู้ ระเมิน และหรือผู้รบั ผิดชอบการฝึกอบรม

9.6 ภาคผนวก
1) รายละเอยี ดโครงการฝกึ อบรม

2) รายชอ่ื ผู้เขา้ อบรม/ตาแหน่ง/หนว่ ยงานทส่ี งั กดั (รวมท้ังสถิติการเขา้ อบรม)
3) รายชอ่ื วิทยากร
3) แบบประเมิน หรอื เคร่ืองมอื อ่ืน ๆ ที่ใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูล

5) คาสงั่ แตง่ ตง้ั คณะกรรมการดาเนินโครงการฝึกอบรม หรอื ทป่ี รึกษาการฝกึ อบรม
6) เอกสารอนื่ ๆทีเ่ กี่ยวข้อง

สรุป การประเมินผลการฝึกอบรม เป็นการประเมินผลการจัดกิจกรรมหรือโครงการ เพ่ือดูความสาเร็จ
ปัญหา อปุ สรรคตา่ งๆ ที่เกิดขน้ึ เพอื่ ท่จี ะนาข้อมูลมาปรับปรงุ พัฒนาในครง้ั ต่อไป

บทท่ี 3
วิธีกำรประเมินโครงกำร

รูปแบบกำรประเมินโครงกำร

การประเมินโครงการศูนยฝ์ ึกอาชพี ชมุ ชน วชิ าการแปรรปู เหด็ ใช้รูปแบบการประเมินโครงการ CIPP
MODEL ของสตฟั เฟลบมี ( D.L. Stufflebeam, 1997 , P. 261-265 ) ดังนี้

ประเมนิ สภาวะแวดลอ้ ม  หลกั การ
( Context Evaluation )  วตั ถุประสงค์ของโครงการ
 เป้าหมายของโครงการ
 การเตรยี มการภายในโครงการ

ประเมินการปัจจยั เบอ้ื งตน้  บคุ ลากร
( Input Evaluation )  วสั ดุอปุ กรณ์
 เครอื่ งมอื เครื่องใช้
 งบประมาณ

ประเมินกระบวนการ  การดาเนินโครงการ
( Process Evaluation )  กจิ กรรมการดาเนนิ งานตามโครงการ
 การนิเทศตติ ามกากบั
การประเมินผลผลิต  การประเมนิ ผล
( Product Evaluation )
 ผลการดาเนนิ โครงการ
 คณุ ภาพผู้เรยี น

วธิ ีกำรประเมินโครงกำร

ประชำกรและกลุ่มตัวอยำ่ ง
ประชากร คือ ประชาชนที่เขา้ รว่ มโครงการ จานวน 8 คน

เครือ่ งมอื ท่ีใช้ในกำรประเมินโครงกำร
เครอ่ื งมือที่ใช้ในการประเมนิ โครงการโดยใชแ้ บบสอบถามประเมนิ ความพึงพอใจ

กำรวิเครำะห์ผลกำรประเมินโครงกำร
วิเคราะหผ์ ลการประเมินโครงการ โดยใช้ ร้อยละ
วเิ คราะห์ผลการประเมนิ โครงการ โดยใช้ X

บทท่ี 4
ผลกำรประเมินโครงกำร

จากการสารวจการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจ โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน การศึกษาแบบ

พัฒนาอาชีพระยะสั้น ไม่เกิน 30 ช่ัวโมง (กลุ่มสนใจ) หลักสูตรการแปรรูปเห็ด จานวน 15 ชั่วโมง ในวันท่ี
7 – 9 ธันวาคม 2564 ณ ทท่ี าการผ้ใู หญ่บา้ นหมู่ 5 ตาบลแสลงพัน อาเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี จากผู้เข้าร่วม

โครงการ จานวน 8 คน พบว่า

ตอนที่ 1 ข้อมลู ท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถำม

ตำรำงที่ 1 ข้อมูลท่ัวไปด้านเพศ ของกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน การศึกษาแบบ
พัฒนาอาชีพระยะสั้น ไม่เกิน 30 ชั่วโมง (กลุ่มสนใจ) หลักสูตรการแปรรูปเห็ด จานวน 15 ชั่วโมง ในวันที่
7 – 9 ธนั วาคม 2564

ที่ ข้อมลู ทัว่ ไป จานวน (คน) รอ้ ยละ
1. เพศ รวม
- -
ชาย 8 100.00
หญิง 8 100.00

จากตารางท่ี 1 พบวา่ กลุ่มเป้าหมายท่เี ข้าร่วมโครงการเปน็ เพศหญงิ ทั้งหมด คดิ เป็นรอ้ ยละ 100.00

ตำรำงที่ 2 ข้อมูลท่ัวไปด้านอายุ ของกลุ่มเป้าหมายท่ีเข้าร่วมโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน การศึกษาแบบ
พัฒนาอาชีพระยะสั้น ไม่เกิน 30 ชั่วโมง (กลุ่มสนใจ) หลักสูตรการแปรรูปเห็ด จานวน 15 ช่ัวโมง ในวันที่
7 – 9 ธันวาคม 2564

ท่ี ขอ้ มลู ท่วั ไป จานวน (คน) รอ้ ยละ
2. อำยุ รวม - -
- -
15 – 29 ปี - -
30 – 39 ปี - -
40 – 49 ปี 8
50 – 59 ปี - 100.00
60 ปี ขึ้นไป 8 -

100.00

จากตารางท่ี 2 กล่มุ วา่ กลมุ่ เป้าหมายท่ีเข้าร่วมโครงการ อยู่ในช่วงอายุ 50 - 59 ปี ท้ังหมด

ตำรำงที่ 3 ข้อมูลท่ัวไปด้านการศึกษา ของกลุ่มเป้าหมายท่ีเข้าร่วมโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน การศึกษา

แบบพฒั นาอาชีพระยะส้นั ไม่เกิน 30 ชวั่ โมง (กลุ่มสนใจ) หลักสูตรการแปรรูปเห็ด จานวน 15 ช่ัวโมง ในวันที่
7 – 9 ธนั วาคม 2564

ที่ ขอ้ มูลทวั่ ไป จานวน (คน) รอ้ ยละ
3. กำรศกึ ษำ

ระดบั ประถมศกึ ษา 6 75.00

ระดบั ม.3 1 12.50
ระดับ ม.6/ปวช. 1 12.50
ระดับ ปวส./อนปุ ริญญา --
ระดับปรญิ ญาตรี --
สูงกวา่ ปริญญาตรีข้นึ ไป --
8 100.00
รวม

จากตารางที่ 3 พบว่ากลมุ่ เปา้ หมายทีเ่ ขา้ รว่ มโครงการ เปน็ ผู้มีการศึกษาในระดับประถมศึกษามากสุด
คิดเป็นรอ้ ยละ 75.00 รองลงมาคอื ระดบั ม.3 และระดับระดับ ม.6/ปวช. มีคา่ เท่ากนั คดิ เปน็ ร้อยละ 12.50

ตำรำงท่ี 4 ข้อมลู ทว่ั ไปด้านอาชีพ ของกลุ่มเป้าหมายท่ีเข้าร่วมโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน การศึกษาแบบ
พัฒนาอาชีพระยะสั้น ไม่เกิน 30 ชั่วโมง (กลุ่มสนใจ) หลักสูตรการแปรรูปเห็ด จานวน 15 ช่ัวโมง ในวันท่ี
7 – 9 ธันวาคม 2564

ท่ี ขอ้ มลู ท่ัวไป จานวน (คน) รอ้ ยละ
4. อำชพี

รับจา้ ง 3 37.50

ค้าขาย 1 12.50
เกษตรกร 2 25.00
อาชพี ธุรกจิ สว่ นตัว --
ลูกจา้ งของรัฐ/รฐั วสิ าหกิจ --
แมบ่ ้าน 2 25.00
ไม่มอี าชพี / วา่ งงาน --
8 100.00
รวม

จากตารางที่ 4 กลุ่มเปา้ หมายทเี่ ข้าร่วมโครงการ เป็นผมู้ อี าชีพรบั จา้ งมากทส่ี ุด คิดเป็นร้อยละ 37.50
รองลงมาคือผู้อาชีพเกษตรกร และแม่บ้าน มีค่าเท่ากัน คิดเป็นร้อยละ 25.00 น้อยที่สุดคืออาชีพค้าขาย คิด
เปน็ ร้อยละ 12.50

ตอนที่ 2 ขอ้ มูลความพึงพอใจของกล่มุ เปา้ หมายทเี่ ขา้ รว่ ม โครงการศูนยฝ์ ึกอาชพี ชุมชน การศกึ ษา

แบบพัฒนาอาชีพระยะส้ัน ไม่เกนิ 30 ชวั่ โมง (กลุ่มสนใจ) หลกั สูตรการแปรรูปเหด็ จานวน 15 ชวั่ โมง ในวนั ที่
7 – 9 ธนั วาคม 2564 ณ ทีท่ าการผู้ใหญบ่ า้ นหมู่ 5 ตาบลแสลงพนั อาเภอวังมว่ ง จังหวัดสระบุรี

ตำรำงที่ 5 แสดงระดับควำมพงึ พอใจของผู้เข้ำรว่ มโครงกำรศูนยฝ์ กึ อำชพี ชุมชน หลักสตู รกำรแปรรูปเห็ด

ที่ ประเดน็ การถาม 5 ระดับความพงึ พอใจ 1
ตอนท่ี 1 ควำมพึงพอใจด้ำนเนอื้ หำ 4 32
มากทส่ี ุด นอ้ ย
มาก ปานกลาง น้อย ทส่ี ดุ

1 เนื้อหาตรงตามความตอ้ งการ 1 5 2 00
(12.50) (62.50) (25)

2 เน้ือหาเพยี งพอต่อความตอ้ งการ 1 4 3 0 0
(12.50) (50.00) (37.50) 0 0
3 เนอ้ื หาปจั จบุ นั ทนั สมัย 0 0
3 4 1
4 เน้ือหามีประโยชนต์ อ่ การนาไปใช้ในการ (37.50) (50.00) (12.50)
พัฒนาคุณภาพชีวิต
3 4 1
(37.50) (50.00) (12.50)

ตอนท่ี 2 ควำมพงึ พอใจด้ำนกระบวนกำรกำรจดั กจิ กรรม

5 การเตรยี มความพรอ้ มกอ่ นอบรม 2 5 1 0 0
(25.00) (62.50) (12.50) 0 0
6 การออกแบบกจิ กรรมเหมาะสมกับ 0 0
วตั ถุประสงค์ 2 5 1 0 0
(25.00) (62.50) (12.50)
7 การจัดกจิ กรรมเหมาะสมกบั เวลา
3 5 0
8 การจัดกิจกรรมเหมาะสมกับกลมุ่ เปา้ หมาย (37.50) (62.50)
2
2 4 (25.00)
(25.00) (50.00)

9 วิธกี ารวดั ผล/ประเมินผลเหมาะสมกับ 3 3 20 0
วัตถุประสงค์ (37.50) (37.50) (25.00)

ตอนท่ี 3 ควำมพงึ พอใจตอ่ วิทยำกร

10 วทิ ยากรมีความร้คู วามสามารถในเรอ่ื งท่ี 440 0 0
0 0
ถ่ายทอด (50.00) (50.00) 0 0

11 วทิ ยากรมเี ทคนิคการถ่ายทอดใช้สือ่ เหมาะสม 4 3 1

(50.00) (37.50) (12.50)

12 วิทยากรเปิดโอกาสใหม้ ีส่วนร่วมและซักถาม 2 5 1

(25.00) (62.50) (12.50)

ที่ ประเด็นการถาม 5 ระดับความพึงพอใจ 1
4 32
มากทส่ี ุด น้อย
มาก ปานกลาง น้อย ทสี่ ุด

ตอนที่ 4 ควำมพึงพอใจดำ้ นกำรอำนวยควำมสะดวก

13 สถานท่ี วัสดุ อปุ กรณ์และสง่ิ อานวยความ 2 5 1 0 0
สะดวก (25.00) (62.50) (12.50) 0 0
0 0
14 การส่อื สาร การสรา้ งบรรยากาศเพ่ือให้เกิด 3 5 0
การเรียนรู้ (37.50) (62.50)
1
15 การบริการ การชว่ ยเหลือและการแกป้ ญั หา 1 5 (12.50)
(25.00) (62.50)

ตำรำงท่ี 6 แสดงคำ่ เฉลี่ยของระดับควำมพึงพอใจของผูเ้ ขำ้ ร่วมโครงกำรศูนย์ฝกึ อำชีพชุมชน หลักสูตรกำร
แปรรูปเหด็

ท่ี ประเดน็ / หัวข้อ การพิจารณา ระดับความพึง
X พอใจ
1 เนอ้ื หาตรงตามความต้องการ
2 เนอ้ื หาเพียงพอต่อความตอ้ งการ 3.88 ดี
3 เนอ้ื หาเปน็ ปจั จุบนั ทันสมัย 3.38 พอใช้
4 เนอ้ื หามีประโยชนต์ ่อการนาไปใชใ้ นการพัฒนาคุณภาพชีวติ 4.25 ดี
5 การเตรียมความพรอ้ มกอ่ นอบรม 4.25 ดี
6 การออกแบบกจิ กรรมเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ 4.13 ดี
7 การจดั กิจกรรมเหมาะสมกับเวลา 4.13 ดี
8 การจัดกจิ กรรมเหมาะสมกับกลุ่มเปา้ หมาย 4.38 ดี
9 วธิ ีการวดั ผล/ประเมนิ ผลเหมาะสมกับวตั ถุประสงค์ 4.00 ดี
10 วิทยากรมคี วามรู้ความสามารถในเรือ่ งท่ีถ่ายทอด 4.13 ดี
11 วิทยากรมีเทคนคิ การถ่ายทอดใช้สือ่ เหมาะสม 4.50 ดี
12 วิทยากรเปิดโอกาสใหม้ สี ว่ นรว่ มและซักถาม 4.38 ดี
13 สถานที่ วัสดุ อปุ กรณ์และสง่ิ อานวยความสะดวก 4.13 ดี
14 การส่อื สาร การสร้างบรรยากาศเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ 4.13 ดี
15 การบริการ การชว่ ยเหลอื และการแก้ปญั หา 4.38 ดี
3.50 พอใช้
รวม 4.10 ดี

เกณฑก์ ำรใหค้ ะแนน 1.00 – 1.50 อยูใ่ นเกณฑ์ ต้องปรบั ปรงุ เรง่ ดว่ น
คะแนนความพงึ พอใจ 1.51 – 2.50 อยู่ในเกณฑ์ ตอ้ งปรบั ปรุง
2.51 – 3.50 อยู่ในเกณฑ์ พอใช้
คะแนนความพงึ พอใจ 3.51 – 4.50 อยู่ในเกณฑ์ ดี
คะแนนความพึงพอใจ 4.51 – 5.00 อยู่ในเกณฑ์ ดมี าก

คะแนนความพงึ พอใจ
คะแนนความพงึ พอใจ

จากตารางที่ 6 พบว่า ระดับความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน หลักสูตรการ

แปรรูปเห็ด จานวน 15 ชัว่ โมง โดยรวมทกุ ด้าน พบว่ามีค่าเฉลี่ย 4.10 อยู่ในระดับดี และเมื่อพิจารณาเป็นราย
ด้านพบว่าด้านวิทยากรมีความรู้ความสามารถในเร่ืองท่ีถ่ายทอด มีค่าเฉล่ียมากสุด 4.50 อยู่ในระดับดี

รองลงมาคือดา้ นการจัดกจิ กรรมเหมาะสมกับเวลา และดา้ นวทิ ยากรมเี ทคนิคการถ่ายทอดเหมาะสม มีค่าเฉล่ีย
เท่ากัน คือ 4.38 อยู่ในระดับดี ด้านเน้ือหาเป็นปัจจุบันทันสมัย ด้านเนื้อหามีประโยชน์ต่อการนาไปใช้ในการ

พัฒนาคณุ ภาพชีวิต มีค่าเฉล่ียเท่ากัน คือ 4.25 อยู่ในระดับดี ด้านการเตรียมความพร้อมก่อนอบรม ด้านการ
ออกแบบกจิ กรรมเหมาะสมกับวัตถปุ ระสงค์ ด้านวธิ กี ารวัด/ประเมินผลเหมาะสมกับวตั ถุประสงค์ ด้านวิทยากร
เปิดโอกาสให้มีส่วนรว่ มและซกั ถาม ดา้ นสถานที่ วสั ดุ อปุ กรณ์และส่งิ อานวยความสะดวก มีค่าเฉล่ียเท่ากัน คือ

4.13 อยใู่ นระดับดี ดา้ นการจดั กิจกรรมเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย มีค่าเฉล่ีย 4.00 อยู่ในระดับดี ด้านเนื้อหา
ตรงตามความต้องการ มีค่าเฉลี่ย 3.88 อยู่ในระดับดี ด้านการบริการ การช่วยเหลือและการแก้ปัญหา มี

ค่าเฉลีย่ 3.50 อยู่ในระดับพอใช้ และด้านเน้ือหาเพียงพอต่อความต้องการ มีค่าเฉล่ีย 3.38 อยู่ในระดับพอใช้
ตามลาดับ

บทที่ 5
สรปุ ผล อภิปรำยผล และข้อเสนอแนะ

วตั ถุประสงค์ของกำรประเมนิ โครงกำร
1. เพ่อื การหาข้อมูลต่างๆนามาใชใ้ นการวางแผนโครงการ
2. เพือ่ หาขอ้ มูลต่างๆนามาใชใ้ นการปรับปรุงการดาเนินงานของโครงการ
3. เพื่อหาขอ้ มูลที่แสดงถงึ ผลสาเร็จและความล้มเหลวของโครงการ
4. เพอื่ หาขอ้ มูลต่างๆทีแ่ สดงให้เหน็ ประสิทธภิ าพของโครงการ

สรปุ ผลกำรประเมนิ โครงกำร
1. ผู้เข้ารว่ มโครงการเป็นเพศหญิงทัง้ หมด
2. ผู้เข้ารว่ มโครงการ อยู่ในช่วงอายุ 50 – 59 ปี
3. ผเู้ ข้ารว่ มโครงการ ส่วนใหญ่เปน็ ผู้มีการศกึ ษาในระดบั ประถมศกึ ษามากสุด
4. ผ้เู ขา้ รว่ มโครงการเปน็ ผู้มอี าชีพรับจา้ งมากที่สุด
5. ระดับความพงึ พอใจของผูเ้ ข้ารว่ มโครงการศนู ยฝ์ กึ อาชีพชุมชน หลักสตู รการแปรรปู เหด็ จานวน
15 ช่วั โมง โดยรวมทุกด้าน พบว่ามีค่าเฉลี่ย 4.10 อยู่ในระดับดี และเม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า
ดา้ นวทิ ยากรมคี วามรู้ความสามารถในเร่ืองท่ถี า่ ยทอด มีค่าเฉลี่ยมากสุด 4.50 อยู่ในระดับดี รองลงมา
คือด้านการจดั กจิ กรรมเหมาะสมกับเวลา และด้านวิทยากรมีเทคนิคการถ่ายทอดเหมาะสม มีค่าเฉลี่ย
เท่ากนั คือ 4.38 อย่ใู นระดับดี ด้านเนอื้ หาเปน็ ปัจจุบันทันสมัย ด้านเน้ือหามีประโยชน์ต่อการนาไปใช้
ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน คือ 4.25 อยู่ในระดับดี ด้านการเตรียมความพร้อมก่อน
อบรม ด้านการออกแบบกิจกรรมเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ ด้านวิธีการวัด/ประเมินผลเหมาะสมกับ
วัตถุประสงค์ ด้านวิทยากรเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมและซักถาม ด้านสถานท่ี วัสดุ อุปกรณ์และสิ่ง
อานวยความสะดวก มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน คือ 4.13 อยู่ในระดับดี ด้านการจัดกิจกรรมเหมาะสมกับ
กลมุ่ เปา้ หมาย มีคา่ เฉลีย่ 4.00 อยูใ่ นระดับดี ด้านเน้อื หาตรงตามความต้องการ มีค่าเฉลี่ย 3.88 อยู่ใน
ระดับดี ดา้ นการบริการ การชว่ ยเหลอื และการแก้ปญั หา มีค่าเฉล่ีย 3.50 อยู่ในระดับพอใช้ และด้าน
เนื้อหาเพียงพอตอ่ ความต้องการ มคี า่ เฉลี่ย 3.38 อยู่ในระดับพอใช้ตามลาดับ

อภิปรำยผล
การประเมนิ ผลโครงการศูนยฝ์ ึกอาชพี ชมุ ชน หลกั สตู รการแปรรูปเห็ด จานวน 15 ชวั่ โมง พบ

ประเด็นทีจ่ ะอภปิ รายผลดังน้ี
1. ผเู้ ขา้ ร่วมโครงการศูนยฝ์ ึกอาชีพชมุ ชน หลกั สูตรการแปรรูปเห็ด จานวน 15 ชวั่ โมง เปน็ เพศหญิง

ทงั้ หมด อยู่ในอายุ 50 – 59 ปี ส่วนใหญจ่ บการศึกษาระดับระดบั ประถมศึกษา
2. ความคิดเหน็ ของผเู้ ข้ารว่ มโครงการศนู ยฝ์ ึกอาชีพชมุ ชน หลักสูตรการแปรรปู เหด็ จานวน 15 ชว่ั โมง

โดยรวมของทุกด้านพบวา่ มคี า่ เฉลี่ย 4.10 อยู่ในระดับดี

ข้อเสนอแนะสำหรบั นำผลกำรประเมินไปใช้ มีดงั นค้ี ือ
หลกั สตู รการแปรรปู เหด็ ควรได้รับการพัฒนาตอ่ ยอดเพ่ือเพ่มิ มลู คา่ เปน็ ชอ่ งทางให้ผเู้ รยี นได้พฒั นา

สินคา้ สามารถนาไปประกอบอาชพี หรอื ทาเปน็ อาชีพเสริมเพิ่มรายได้

บรรณำนกุ รม

ราชบัณฑิตยสถาน. (2542). ความพงึ พอใจ. ในพจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542
(หน้า 775).กรุงเทพมหานคร : สานกั พิมพ์นานมีบคุ๊ ส์.

Hornby, A. F. (2000). Advance learner's dictionary (6th ed.). London, England: Oxford
University.http://www.moe.go.th/wijai/role.htm

คณะผจู้ ัดทำ

ทีป่ รกึ ษำ ผ้อู านวยการ
1. นางสาวศรไี พร ผวิ ใสม ประธานกรรมการ กศน.ตาบลแสลงพนั
2. นายกติ ตพิ งศ์ มหพิ ันธ์
ครูผชู้ ่วย
3. นางสาวพมิ พ์นภิ า ศรีบรบิ รู ณส์ ุข

ผูจ้ ดั ทำ ครู กศน.ตาบลแสลงพนั
นางสาวรตั ติยา บญุ เทศ

ภำคผนวก

ภาพการจดั กิจกรรม โครงการศูนยฝ์ ึกอาชีพชมุ ชน การศึกษาแบบพฒั นาอาชีพระยะส้นั ไมเ่ กนิ 30 ชวั่ โมง
หลกั สูตร การแปรรูปเหด็ จานวน 15 ชว่ั โมง ในวันท่ี 7 – 9 ธนั วาคม 2564
ณ ท่ีทาการผู้ใหญบ่ ้านหมู่ 5 ตาบลแสลงพนั อาเภอวงั มว่ ง จังหวัดสระบรุ ี

1. การแปรรูปเห็ด (ข้าวเกรียบเหด็ )

2. การแปรรปู เห็ด (ทองม้วนเหด็ )

3. การแปรรปู เหด็ (นา้ พรกิ เผาเหด็ )


Click to View FlipBook Version