The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

00-หนังสือการเขียนจิตรกรรมอีสาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pui898, 2022-03-08 23:27:35

00-หนังสือการเขียนจิตรกรรมอีสาน

00-หนังสือการเขียนจิตรกรรมอีสาน

หนงั สือการเขยี นจติ รกรรมฝาผนังอีสาน
บนพ้นื ดินสอพอง

ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี ๑
โรงเรยี นเทศบาลบา้ นโนนชยั

คำนำ

ในปัจจุบันเกิดกระแสการตื่นตัวในการอนุรักษ์และส่งเสริมใช้ภูมิปัญญาท้องถ่ินเป็นอย่างมาก ซึ่งการ
เขียนภาพระบายสีจิตรกรรมอีสานบนพ้ืนดินสอพอง การปิดทอง ถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถ่ินที่มีคุณค่าอีก
แขนงหนึ่ง แต่กลับไม่ได้รับความสนใจหรือได้รับการส่งเสริมเท่าท่ีควร การเขียนจิตรกรรมอีสานบนพ้ืนดินสอ
พองและการปิดทอง ยังมีการใช้อยู่เพียงบางท้องถ่ินและนับวันย่ิงน้อยลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากผู้คนหันมาใช้ผ้า
แคนวาสซ์สเร็จรูป สีสารเคมีซ่ึงใช้ได้ง่าย และสะดวกกว่า เป็นสาเหตุท่ีทาให้ภูมิปัญญาในการเขียนจิตรกรรม
อีสานบนพื้นดินสอพองอาจเกิดการสูญหายได้ แต่การนาจิตรกรรมอีสานบนพ้ืนดินสอพองส่วนมากมักไม่มี
รูปแบบตายตัวชัดเจน จึงทาให้การเขียนภาพจิตรกรรมบนพ้ืนดินสอพองดูไม่น่าสนใจเท่าที่ควร ซึ่งสอดคล้อง
กับทรรศนะของประเวศ วะสี (2536) ได้กล่าวถึง ภูมปิ ญั ญาท้องถิน่ นัน้ สะสมขึ้นมาจากประสบการณ์ของชีวิต
และสังคมในสภาพแวดล้อมท่ีแตกต่างกัน และถ่ายทอดสืบต่อกันมาเป็นศิลปะ วัฒนธรรม พร้อมท้ังสร้าง
กระบวนการเรียนรู้ในเรอ่ื งศิลปะและประยกุ ต์ใช้ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่

โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย ได้ดาเนินโครงการโรงเรียนนาร่องวิถีชุมชนท้องถิ่นท่ีจัดกระบวนการ
เรียนรู้ผ่านโครงงานบูรณาการ (Project Based Learning) และจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับเร่ือง จิตรกรรมอีสาน
และภูมิปัญญาท้องถ่ินในรายวิชาบูรณาการท้องถ่ินศึกษา ดังนั้น คณะผู้จัดทาหนังสือการเขียนจิตรกรรมฝา
ผนงั อสี านบนพื้นดินสอพองในคร้งั น้ี จงึ เนน้ การเขียนภาพจติ รกรรมอสี านบนพ้ืนดินสอพอง ขั้นตอนการเตรียม
พ้ืนดินสอพองผสมกาวตามรูปแบบครูช่างโบราณ การปิดทอง และนาสีฝุ่นน้ามาในการสร้างสรรค์ผลงานภูมิ
ปัญญาท้องถ่ินเก่ียวกับการเขียนภาพจิตรกรรมอีสานบนพ้ืนดินสอพอง เช่น รูปบุคคล รูปสถาปัตยกรรม และ
ภมู ิทศั น์ทางธรรมชาติ เพอื่ พฒั นาการสรา้ งสรรคจ์ ิตรกรรมอีสาน การประยุกต์ให้สมสมยั และลดการใช้สารเคมี
เป็นประโยชนต์ ่อผู้อื่นและธรรมชาตติ ่อไป

คณะผู้จดั ทา

สำรบญั หน้า

คานา ๑
สารบัญ ๑๓
๑๕
บทท่ี ๑ ความร้คู วามเข้าใจในเทคนิคจิตรกรรมแบบดั้งเดิมเบ้ืองต้น ๒0
บทที่ ๒ การเขยี นจิตรกรรมฝาผนงั อสี านบนพืน้ ดินสอพอง ๒๔
บทท่ี ๓ วธิ ีการเขียนจิตรกรรมอีสานบนพืน้ ดนิ สอพองและการปิดทอง
บทที่ ๔ การประยุกตจ์ ิตรกรรมฝาผนังอสี านเพ่ือพัฒนาตอ่ ยอด

บรรณานกุ รม



หนังสือกำรเขยี นจติ รกรรมฝำผนังอีสำนบนพนื้ ดนิ สอพอง

คณะผ้จู ัดทาได้ศกึ ษาเอกสาร หลักการ แนวคดิ ทฤษฎี และเน้อื หาทเี่ ก่ยี วข้อง เพ่ือเป็นพ้ืนฐานและ
แนวคดิ ทน่ี าไปสกู่ ารจัดกระบวนการแหง่ การเรียนรู้สาหรบั ผ้เู รียน ซง่ึ นาเสนอเน้อื หาของหนังสอื การเขียน
จิตรกรรมฝาผนงั อสี านบนพ้ืนดนิ สอพอง ดังน้ี

๑. ความรคู้ วามเข้าใจในเทคนคิ จิตรกรรมแบบด้งั เดมิ เบ้ืองต้น
๒. การเขียนจิตรกรรมฝาผนังอสี านบนพืน้ ดนิ สอพอง
๓. วธิ ีการเขยี นจติ รกรรมอสี านบนพน้ื ดินสอพองและการปดิ ทอง
๔. การประยุกตจ์ ติ รกรรมฝาผนังอีสานเพ่ือพฒั นาต่อยอด

๑. ควำมรคู้ วำมเข้ำใจในเทคนคิ จิตรกรรมแบบดง้ั เดมิ เบือ้ งต้น

อาจารย์สุดสาคร ชายเสม บอกกับผมวา่ “ท่ภี ายในซุ้มพระเจดีย์องค์หนงึ่ (ในจานวนเจดีย์หลายองค์)
ของเจดีย์เจด็ แถว ท่ศี รสี ัชนาลยั สุโขทัย มีจติ รกรรมแบบดั้งเดมิ ของไทยปรากฏอยู่ แตเ่ หน็ แบบจาง ๆ มากแล้ว”
ยืนยันว่าในซุม้ เจดยี ์นัน้ มจี ิตกรรมไทยแน่นอน เทา้ ความอย่างน้ีเพื่อให้เห็นความเก่าแก่ของจิตรกรรมไทยของเรา
วา่ เริม่ และมีพฒั นาการมาอยา่ งไร ในสมยั อยุธยา เราพบร่องรอยจิตรกรรมไทยปรากฏอยู่ที่ผนังกรุปรางค์ของวัด
ราชบูรณะ เป็นส่วนหน่ึงที่เก็บรักษาของพระมหากษัตริย์เขียนภาพสาวกเรียงกัน เป็นต้น ส่วนกรุด้านบนเหนือ
กรดุ ังกลา่ วนเ้ี ป็นภาพเขยี นลักษณะฝีมือจีน ซ่งึ สว่ นนี้มกี ารสันนษิ ฐานกนั ว่าเปน็ ภาพเขยี นเฟรสโก้ หรือเขียนแบบ
เทคนิคปนู เปียก สาหรับผมท่ีได้เคยไปพิจารณามาแล้วในกรุปรางค์วัดบูรณะนี้ เป็นการเขียนภาพจิตรกรรมไทย
เทคนิคโบราณของเราโดยแท้ คิดว่าท่ีวัดไชยวัฒนารามน่าจะเคยมีภาพเขียนจิตรกรรมไทยมาก่อนเหมือนกัน
เพราะไดเ้ ห็นร่องรอยในเพดานซุ้มพระบนพื้นทบ่ี างที่ที่แดด ลม ฝน เข้าไปทาลายไดไ้ มห่ มด ยังปรากฏสีแดงแบบ
สีจางของจีน ปรากฏใหเ้ หน็ เปน็ สะเก็ดเล็กๆ กระจายอยู่ทั่ว นึกในใจ ถ้าอยู่อย่างสมบูรณ์แบบก็เป็นอลังการงาน
สรา้ งของไทยอยา่ งยง่ิ



หลักฐานแน่นอนและชัดเจนของจิตรกรรมสมัยพระเจ้าปราสาททองต่อเน่ืองมาถึงสมัยพระเจ้า
ทรงธรรมแห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นจิตรกรรมไทยท่ีปรากฏที่ภายในวิหารพระเจ้าทรงธรรม ณ วัดใหม่ประชุมพล
อาเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา ภาพอยู่เบ้ืองหลังพระพุทธรูปที่เราถือกันว่าคือรูปหล่อจาลอง พระ
เจา้ ทรงธรรม อันเปน็ พระประธานของวหิ ารหลงั นี้ เป็นภาพลายไทยท่ีมักเรียกลายลักษณะน้ีว่า ลายไฟพะเนียง
เป็นลายที่ยังมคี วามสมบรู ณ์ แมด้ า้ นล่างจะผุกร่อนจางหายไปบ้างตามกาลเวลา อีกสถานที่หนึ่งท่ีอยากจะอ้างถึง
คือ ภาพเขยี นท่ตี าหนักสมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์ วัดพทุ ไธสวรรย์ อาเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภาพ
ตานานพระพุทธบาทที่ปรากฏอยู่ตามที่ต่าง ๆ เพ่ือชาวพุทธได้ไปกราบไหว้บูชา ที่เขียนมาท้ังหมดนี้ เพ่ือการ
นาเข้าสู่เทคนิคจิตรกรรมโบราณของไทย ที่จริงยังมิได้อ้างถึงอีกมากนัก ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จนถึง
รชั กาลท่ี 5 กล็ ว้ นใชเ้ ทคนิคในแนวนีส้ ร้างสรรค์จิตรกรรมฝาผนงั ไวต้ ามโบสถ์ วหิ าร กระทั่งศาลาการเปรียญตาม
วัดต่างๆ มากมาย ทั้งวัดหลวงและวัดราษฎร์ ของสามอย่างประกอบกันข้ึน หรือถูกปรุงข้ึนเป็นส่ิงสาคัญในการ
จะเขยี นภาพจิตรกรรมไทยตามเทคนิคโบราณ



เพื่อเป็นการรองพื้น สาหรบั สที ีจ่ ะระบายไปได้อาศัยและทาให้เกิดความงดงามอย่างเหลือเชื่อของสาม
สง่ิ น้ัน คือ

1. เมลด็ มะขาม
2. ดินสอพอง
3. กาวเม็ด กาวหนังสัตว์ (แต่กอ่ น) หรอื กาวกระถิน (ปจั จุบัน)
สิ่งท้งั สามนี้ ช่างเขยี นนามาปรุงดว้ ยกนั ดว้ ยการตม้ ใหผ้ า่ นความร้อนใช้คาว่า “เคี่ยว” ต้องมีระยะเวลา
หน่ึงที่อยู่บนไฟ ไม่ใช่ต้มแค่สุก แต่ต้องงวดลงตามท่ีช่างต้องการ ของที่ได้มา เม่ือนามากรองเพื่อทารองพื้นฝา
ผนัง ช่างเรียกว่า”เทือก” ที่อาจารย์สมปอง อัครวงษ์ แห่งโรงเรียนเพาะช่าง มาเรียกด้วยภาษาใหม่ตามความ
เข้าใจของท่านว่า “สมกุ ” ทาเตรยี มพืน้
ส่วนเคร่ืองสีฝุ่นผสมน้ากาว ท่ีใช้ระบายหรือขีดเขียนลงบนเทือกนี้ ทั้งหลายช่างแต่ก่อนเรียนว่า
“เครือ่ งกระยารง” คากล่าวแบบน้ีให้ความสาคัญกับเคร่ืองสีของข่างเขียนเทียบเท่ากับอาหารการกินของคนเรา
เลยทเี ดียว เพราะทา่ นใชค้ าว่า “เครื่องกระยาหาร” หมายความวา่ มคี วามสาคญั ระดับใชร้ กั ษาชีวติ กันเลยทีเดียว
อาหาร ความสาคัญรักษาชีวิตในระดับร่างกายและจิตใจ เครื่องสี ความสาคัญรักษามโนทัศน์เก่ียวกับชีวิตจิตใจ
ไปถงึ วญิ ญาณของความเปน็ มนษุ ยท์ ่สี มบรู ณ์

ส่วนคาว่า “เทือก” แสดงให้เห็นว่ามีความเป็นจิตรกรรมภาพเขียน ความสาคัญระดับเดียวกับ
การทานา หรือเนื่องกันด้วยวัฒนธรรมของชาวนาเดียวกัน แต่ก่อนการเตรียมดินในที่นาของชาวนาก่อนหว่าน
กล้าคือหว่านข้าวเปลือกท่ีคัดพันธุ์มาแล้วเป็นอย่างดีลงในแปลงนาตามต้องการ ชาวนาจะต้องทาการไถ คราด
ในแปลงนาทข่ี งั น้าไว้แลว้ ตามความต้องการ เรียกวา่ “ตเี ทอื ก” หรือ “ทาเทือก” เพอื่ หวา่ นพนั ธ์ุข้าวลงไปแล้วจะ
เกิดเป็นต้นกล้า สาหรับนาไปปักดาในการทานาประจาปีกาลต่อไป ความเข้าใจน้ีตรงกันระหว่างชาวนากับช่าง
เขียนหรอื จติ รกร “เทอื ก” จึงเป็นสงิ่ สาคญั อย่างยิ่งยวดต่อการดาเนินงานทานาของเกษตรกร และสาคัญเท่ากัน
กบั การดาเนนิ งานทางดา้ นจติ รกรรมของจิตรกร



“เทือก” ของจิตรกรไทยเขาทากันอย่างไร เบ้ืองต้นดังได้บอกแล้วว่า ความสาคัญของงานจิตรกรรม
ไทยแบบด้ังเดิม มีส่ิงสาคัญอยู่สามอย่าง แต่ยังไม่ได้บอกฮาวทู คือทาอย่างไร และยังไม่ได้บอกส่วนประกอบ
อย่างอน่ื ท่ีจาเปน็ ตอ่ การ “ทาเทอื ก” คือ

ภาชนะสาหรบั การตม้ หม้อ 1 ใบ น้า 1 ขันใหญ่ เตาแก๊ส หรือเตาถ่าน (ความร้อนสูง) เมล็ดมะขาม
1 ฟายมือ (ทามือเหมือนจวัก) ดินสอพอง 1 ชามก๋วยเตี๋ยว กาวเม็ด 1 ช้อนโต๊ะ ผ้ารอง 1 ผืน (ผ้าสาลู)
กระปอ๋ งน้า 1 ใบเขอื่ ง (ไวใ้ สน่ า้ เทือก เวลาทาการกรอง) ไมพ้ ายดา้ มยาวขนาดยอ่ ม 1 อัน

กระบวนกำรและวิธกี ำร
ก่อนการต้มหรือการเค่ียวเทือก ต้องเตรียมเมล็ดมะขามก่อน เมล็ดมะขามต้องเป็นมะขามเปร้ียว
มะขามหวานใช้ไม่ได้ การเก็บเมล็ดมะขามจากแหล่งผลิต คือที่ที่ชาวบ้านแคะเมล็ดมะขามออกจากเน้ือ เพ่ือนา
เน้ือมะขามไปชั่งขาย ช่างจะต้องเข้าใจระยะเวลาของแต่ละปี การเก็บเมล็ดมะขามอยู่ในระยะเวลาประมาณ
กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนมีนาคมของทุกปี ถ้าเก็บหลังจากน้ีจะไม่มีเมล็ดมะขามให้เก็บ เพราะมอดจะ
กินเมล็ดมะขามเสียหมดแล้ว จะไม่มีให้เก็บจนกว่าจะถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ปีต่อไป การเก็บเมล็ดมะขามใน
ชว่ งเวลาดงั กล่าวนี้จงึ มคี วามสาคญั ตอ่ ช่างท่ีจะดาเนนิ งานแบบจิตรกรรมไทยจรงิ ๆ เมล็ดมะขาม เม่ือเก็บได้ให้คั่ว
ไว้ทันที ถา้ ไมค่ ่ัว (คือการทาใหส้ กุ ) เก็บดบิ ๆ ไว้จนหมดเวลาเก็บมอดก็จะกินเมล็ดมะขามท่ีเราเก็บไว้นั่นเอง โดย



เราลมื ไปไมท่ นั รตู้ ัว ฉะนนั้ เมลด็ มะขามถา้ เป็นญาติเปน็ ผแู้ คะเมล็ดเก็บไดก้ ข็ อใหค้ วั่ ให้เราเลย แม้จะยังไม่กะเทาะ
เปลือก ซึ่งเรานามากะเทาะทีหลังได้ เมล็ดมะขามที่จะนามาอยู่ในสูตรของการทาเทือก ต้องกะเทาะเปลือก
มาแล้วเสมอ สว่ นเปลือกเมล็ดมะขามทเ่ี ปน็ สีนา้ ตาลให้เก็บไว้ เพ่ือไว้ต้มทาเนื้อไม้ก่อนทาเทือกทับ เพื่อสร้างงาน
จิตรกรรมไทยต่อไป การคว่ั เมลด็ มะขาม เอาแค่สุก ระวังไมใ่ ห้ไหม้ มิฉะน้ันจะนามาใชไ้ มไ่ ด้

เมล็ดมะขาม เม่ือแกะออกมาจากเปลือกได้มาอย่างเกล้ียงเกลาแล้ว ปริมาณ 1 ฟายมือ ดังกล่าว ให้
เอาแช่น้าไว้ 1 คืน แต่ก่อนใช้การห่อด้วยผ้าขาวแล้วทุบให้แตก แล้วจึงนาไปแช่น้าไว้ 1 คืน ทาอย่างน้ีมาเป็น
เวลานาน มาเปล่ียนแปลงใหม่เมื่อพบปัญหาว่าเมล็ดมะขามท่ีเราทุบแตกแล้วนาไปต้มกับดินสอพองและกาว
เมลด็ แลว้ เมลด็ มะขามที่ถกู ทุบละเอยี ด สามารถลอดรูปของผ้ากรองลงไปในเทือกได้ ทาให้เวลานาไปทาพ้ืน ซึ่ง
เป็นผ้าดิบขึงบนกระดานอัด (เฟรม) มีเศษของเมล็ดมะขามละเอียดปรากฏจนเราเห็นด้วยตาได้ และอาจเป็น
อุปสรรคตอ่ การตดั เส้นรูปท่ีเรากาลังเขียน เพราะเส้นสะดุด ปัจจุบันเม่ือแช่เมล็ดมะขามทั้งเมล็ด 1 คืนจนเมล็ด
มะขามเกิดความอ่อนตัวแล้ว จึงใช้วิธีใช้มีดคมซอยเมล็ดมะขามให้เป็นแผ่นบางๆ แล้วจึงนาลงต้มในหม้อ ทา
อย่างนีด้ กี วา่ การทบุ ก่อนแล้วนาไปแช่ เอาน้าใส่หม้อ ต้ังไฟ เอาเมล็ดมะขามท่ีซอยมาเรียบร้อยแล้วใส่ลงในหม้อ
พรอ้ มๆ นาเอากาวเม็ดทีท่ บุ จนละเอียดแล้วใสล่ งต้มดว้ ยกนั

ต้มนานเท่าไร อันน้ีเป็นข้อบอกยาก ต้มบนความร้อนจนเดือนจัดๆ ท้ิงเวลาไป โดยคอยตรวจจากน้า
กาวเมล็ดมะขามออกมาผสมอยู่ในน้าได้มากที่สุด ทดสอบโดยการยกไม้พาย (ที่ใช้กวนการต้ม) น้าเมือกจาก
เมล็ดมะขามจะออกมาจับไม้พายจนมือที่เราจับแตะดูรู้สึกได้ถึงความมีเมือก (กาวจากเมล็ดมะขามผสมกับกาว
เม็ดท่ีเราใส่ลงไป) ออกมาจนเรารู้สึกได้ถึงความเป็นกาว ให้เอาดินสอพองละลายน้าให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน (ใน
กรณีท่ีดินสอพองท่ีได้มามีลักษณะเป็นเม็ดๆ) ในชามก๋วยเตี๋ยวที่เตรียมไว้ เทลงไปในหม้อจนหมดเรียบร้อย รอ
จนเดอื ด ใช้ไมพ้ ายกวนบอ่ ยๆ ปลอ่ ยให้เดอื ดดีๆ พกั ใหญ่ ถึงตอนนี้สงิ่ ที่นา่ สนใจภายในหม้อคือเมล็ดมะขาม จะมี
อาการลอยหนา้ อยบู่ นน้าเมลด็ มะขามดนิ สอพอง ให้ยกไมพ้ ายขึ้นดคู ราบน้าเมล็ดมะขามดินสอพองจับบนไม้พาย
สังเกตวา่ หนาหรือบาง หนาก็คอื คราบน้าดินสอพองกลบเน้ือไม้ที่เปน็ ไม้พายได้สาเรจ็ เห็นความขาวฝ้าของดินสอ
พองอย่างชัดเจน แต่ถ้าหนาเกินไปให้เติมน้า ถ้าบางยังเห็นเน้ือไม้ของไม้พายอยู่ให้เติมดินสอพองลงไปอีกจนมี
ความหนาพอตามทตี่ อ้ งการ ดังนี้แล้วยกออกจากไฟและเตรยี มการกรองได้



การกรองใช้ผ้าขาวบาง (ผ้ากรอง) สองทบปูลงในภาชนะ (ถังน้าขนาดย่อม) ยกน้าเมล็ดมะขาม
ดินสอพอง ต้องค่อย ๆ ระวังความร้อนจะลวกทาให้บาดเจ็บได้ เพราะต้องการกรองขณะท่ีน้าดินสอพองเมล็ด
มะขามกาลังร้อน ถ้าเย็นจะกรองยาก แม้กรองได้แต่จะเกิดเป็นกากท่ีเหลือมากเกินไป ไม่คุ้มค่าของไฟ (ความ
รอ้ น) ในการตม้ เม่อื กรองของร้อนจาเปน็ ต้องใชไ้ ม้พายเปน็ สว่ นประกอบในการกรอง

เมอื่ เทนา้ ลงในผา้ กรองและภาชนะในการกรองหมดแล้ว ให้รอบชายผ้าขึ้น ใช้มือซ้ายหมุนผ้ากรองปั้น
เป็นกอ้ น โดยบนก้อนกลมท่ีน้าเมล็ดมะขามดินสอพองกาลังถูกถ่ายไปสู่ถังน้าขนาดย่อมนั้นผ้าจะเข้าเกลียว โดย
ใชไ้ มพ้ ายชว่ ยเน่อื งจากเป็นของร้อน ไมพ้ ายช่วยขนั เกลยี วใหผ้ ้าคั้นน้าทกี่ าลังกรองออกมาให้มากที่สุดและช่วยรีด
น้าลงในถังขณะเดียวกัน กรองให้เหลือกากน้อยที่สุดจึงถือว่าสาเร็จการกรอง เอากากไปทิ้ง นาน้าเมล็ดมะขาม
ดนิ สอพองมาวางพักไว้ใหเ้ ย็นลงตามลาดับ กอ่ นลงมอื ทาผา้ หรือเฟรมทเ่ี ตรียมไวแ้ ลว้

รากฐานเดิมของการลงพื้นด้วยน้าเมล็ดมะขามดินสอพองก็คือ การเตรียมผนังโบสถ์ วิหาร หรือ
บางส่วนของศาลาการเปรียญ มาภายหลังความนิยมในการเขียนจิตรกรรมฝาผนังลดน้อยลง สานักเรียนศิลปะ
หลายสานกั นิยมสง่ เสริมให้นักเรียนเขียนรูปบนเฟรม ท้งั ชา่ งและนักเรยี นกม็ าเตรียมเฟรมกันเอง

การเตรียมเฟรมเพ่ือการทารองพ้ืนเมล็ดมะขามดินสอพองน้ี เป็นเฟรมที่เคยใช้ในสีน้ามันหรือ
สีอะครีลิค ก็เอาเฟรมที่ขึงผ้าแล้วนั้นมาทางรองพื้นได้เลย โดยลงบนเน้ือผ้าที่ขึงตึงและไม่ถูกรองพื้นด้วยวัสดุ
อย่างอ่ืนมาก่อน สาหรับเฟรมที่ต้องใช้ผ้าดิบปูนบนกระดาน ให้ใช้กาวลาเท็กซ์ผสมน้าพอประมาณทาแผ่นไม้
ก่อนปูผ้าดิบลงไป ข้อควรระวังคือ ไม่ให้กาวที่ทาทะลุผ้าขึ้นมาอยู่หน้าผ้าด้านบนได้ ประการนี้ ต้องทาอย่าง
ประณีต (เพราะถ้ากาวทะลุขึ้นมาอยู่หน้าผ้าจะเกิดปัญหาเมื่อนาไปทาน้าเมล็ดมะขามดินสอพอง เราจะมองไม่
เห็นรอยด่างที่กาวทาไว้ แต่เมื่อนาไปวาดรูปจะเห็นรอยด่างในขั้นตอนนั้น เป็นส่ิงท่ีแก้ไชได้ยากแล้ว) การเก็บผ้า
พับหลงั แผน่ กระดานก็เป็นสิ่งสาคัญท่ีจะทาให้หน้าเฟรมตึงสวยงาม และผ้าติดด้านหลังดูเรียบร้อยพร้อมกับการ
เกบ็ ผ้าเข้ามมุ ได้อยา่ งหมดจดทกุ อย่างจะตอ้ งแห้งสนิทกอ่ นนาไปทารองพน้ื

การทารองพื้นด้วยน้าเมล็ดมะขามดินสอพอง ให้ใช้แปรงขนาดสองนิ้วในการทาเฟรมขนาดย่อม ถ้า
เฟรมมีขนาดใหญ่ขึ้นใช้แปรงส่ีถึงหกนิ้ว สาคัญต้องเลือกแปรงชนิดเวลาทาขนจะไม่หลุด เพราะจะต้องคอยเข่ีย
ออกยาก ทาให้พ้ืนเฟรมเป็นร้ิวรอยไม่เรียบเสมอ จะต้องทาเป็นระบบพอสมควร เพ่ือเป็นการจัดระเบียบความ
สม่าเสมอในเรื่องของความหนาของพื้นคือทาจากบนลงล่าง ทาซ้ายไปขวาเสมอ ตามความถนัดของคนมือขวา



สังเกตดูน้าท่ีทาลงไปต้องเกล่ียให้เกิดความสม่าเสมอ ทาน้าแรกให้เปียกทั่วผ้าใบหรือผ้าดิบในกรณีเฟรมถูกห่อ
ด้วยผ้าดบิ ถ้าทาเฟรมด้านต้ัง ต้องคอยควบคุมไม่ให้เกิดการไหลของน้าท่ีทา ทาเปียกท่ัวหมด ให้รอจนแห้งแล้ว
จงึ ทาชนั้ ทสี่ องได้ ทาแหง้ เปน็ ชั้นๆ ทาไม่ควรเกินส่ีช้ัน (ทามากกว่าน้ีจะหนาเกินไป) และถ้าตอนต้มได้ใส่กาวเม็ด
ลงไปมากกว่าความพอดที เ่ี กิดดลุ ยภาพระหวา่ งกาวเมล็ดมะขามกับกาวเม็ดแล้ว เวลามาทาหนาๆ จะเกิดริ้วรอย
การแตกบนหนา้ เฟรมถึงขน้ั นาไปใช้ไมไ่ ด้ น่คี ือข้อยงุ่ ยากท่ีชา่ งศลิ ปไ์ ทยไมท่ าเทคนิคน้ีขึ้นมาใช้ในกรณีเฟรมไม้หุ้ม
ผ้าดิบ ถ้าทางานวิจิตรต้องมีการกวดบนพ้ืนผิวเฟรมเพื่อทาน้าเมล็ดมะขามดินสอพองไปแล้สองช้ันหรือไปกวด
เอาในช้ันทสี่ ามกไ็ ด้

การกวดตอ้ งใช้หอยเบ้ียตัวขนาดเขือ่ งพอเหมาะมือ พ้ืนท่ีต้องกวดต้องแห้งสนิทดีแล้ว วิธีการก็คือ คว่า
หอยเบี้ยลงให้ส่วนหน้าของหอยแนบกับพื้นที่ต้องการจะกวดแนบสนิทแล้วใช้น้าหนักมือจับหอยเบ้ียกดลงให้มี
น้าหนักแล้วทาอาการวน วนไปวนมาให้ท่ัวหน้าเฟรม จนเห็นว่าหน้าเฟรมเรียบดีแล้วจึงหยุด เตรียมทาพื้นขั้นท่ี
สามหรือขนั้ ทส่ี ตี่ ่อไป การทาขัน้ สุดทา้ ยน้ที าเสรจ็ แล้วก็เสร็จเลย ช่างเรียกว่าทาเฟรมขั้นเกสร เสร็จแล้วแห้งแล้ว
นาไปใชไ้ ดเ้ ลยโดยไมม่ กี ารกวดซา้ อีก

จิตรกรรไทยสมัยโบราณก็มีการกวดผิวของเทือกท่ีทาก่อนข้ันสุดท้ายเหมือนกัน โดยใช้หอยเบ้ียเป็น
วัสดุสาหรับกวด ในสมัยท่ีท่านอาจารย์สมปอง อัครวงษ์ พาทีมเพาะช่างไปสร้างงานจิตรกรรมไทยในเทคนิค
โบราณท่ีวัดอัมพวันเจติยาราม สมุทรสงคราม ท่านว่าถ้าหาหอยเบี้ยยาก็ใช้เอาขวดน้าบารุงกาลังชนิดหน่ึงใช้
แทนหอยเบ้ียกวดผนังได้



เขียนมาท้งั หมดถึงตอนน้ี เพ่ือจะบอกว่าจิตรกรรมไทยแบบดังเดิมน้ัน การเตรียมพ้ืนหรือการทาเทือก
ทาเทอื ก เปน็ ส่ิงสาคัญอย่างสูงสุดก็ว่าได้ ลองฟังเสียงท่านอาจารย์สมปอง อัครวงษ์ แห่งโรงเรียนเพาะช่างดู แต่
ในที่นี้จะขอถือโอกาสเปล่ียนคาว่าสมุกรองพ้ืน ซึ่งเป็นข้อความที่ท่านใช้มาเป็นคาว่าเทือก อย่างช่างไทยโบราณ
ใช้ดู ซึ่งต้องขออภยั ต่อดวงวิญญาณของท่านอาจารย์สมปอง ณ โอกาสนี้ ท่านว่าดังน้ี คือ คุณลักษณะพิเศษของ
เทือกที่ต้มจากกาวเมล็ดมะขามและดินสอพอง ต่อเมื่อช่างเขียนลงมือปฏิบัติงานเขียนภาพแล้ว จะพบว่ามี
คุณสมบตั ทิ ่ีพเิ ศษยง่ิ กว่ามรี องพน้ื ชนิดอ่นื ๆ ทพี่ อสรปุ ไดด้ ังนี้

1. เทือกรองพ้ืนน้ีจะไม่เป็นตัวเคลือบผนังเสียทีเดียว แต่จะทาให้ผนังมีโอกาสระบายความช้ืนท่ีมีอยู่
เป็นปกติใบผนังก่ออิฐถือปูนออกมาได้เหมือนมีจมูกหายใจ ไม่อุดต้นเสียอย่างสีน้าพลาสติก ซึ่งเม่ือความชื้นไม่
สามารถระบายออกได้ นานวันเข้าจะถูกความช้ืนดันรองพื้นออกมาเป็นแผ่นๆ จะทาให้ภาพเขียนหลุดออกมา
ในโอกาสขา้ งหน้า

2. เทือกเปน็ วสั ดุอนั ได้จากธรรมชาติเหมอื นกบั สีฝนุ่ ธรรมชาตทิ ี่นามาใชเ้ ขียนลงบนพ้นื เทือกน้ี
แม้มีความต่างกเ็ ปน็ วสั ดธุ รรมชาติกนั น้เี อง จึงทาใหว้ สั ดทุ ั้งสองสิ่งน้ี สามารถจับติดกันได้แนบแน่น ไม่หลุดออก
จากกนั ได้ง่าย



3. เมอ่ื เขียนสีฝุ่นธรรมชาติบนผนังพ้ืนเทือกชนิดน้ีแล้ว สีฝุ่นจะมีความเรียบ และเม่ือต้องการทับสีอื่น
ลงไปไม่ว่าจะเป็นสีน้าหนักเบากว่าหรือสีน้าหนักเข้มกว่าก็ตาม สีที่ระบายทับลงไปจะไม่ดึงสีพื้นเดิมให้ออกมา
ผสมกับสีท่รี ะบายทบั ไปคร้ังหลัง ปัญหาน้มี ักจะพบกับสีโปสเตอรหรือสีน้าพลาสติก ทาให้การเขียนระบายสีฝุ่น
ทาไดบ้ าง ไม่หนามาจนอาจจะทาใหเ้ กิดการกะเทาะล่อนออกมาได้ในภายหลัง

4. วัสดุท่ีนามาทาเทือกรองพื้นเป็นวัดสุท่ีหาได้ไม่ยากนักและราคาก็ไม่สู้จะแพงเท่าไหร่ เหมาะสมกับ
ยคุ ทเ่ี ศรษฐกจิ ตกต่าเช่นน้ี

ท่ีเขียนมาก็เป็นการนาเข้าสู่การสร้างสรรค์จิตรกรรมไทยแบบดโบราณ ซ่ึงเราทาสืบทอดกันมาเป็น
เวลายาวนานตามหลกั ฐานทีจ่ ่ัวหน้าก่อนเข้าบทความก็ร่วม 700-800 ปี จริงๆ เทคนิคน้ีมีมาก่อนหน้าน้ันอีก
จงึ วา่ บรเิ วณท่ีเป็นประเทศไทยอยู่ในปัจจบุ ันน้ี เรามภี ูมปิ ญั ญาเป็นของเราเอง มีวัฒนธรรมอันดีงามเป็นของเรา
มายาวนาน เหมาะท่ีลูกหลานจะได้เรียนรู้และนามาปฏิบัติก็จะเกิดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของชาติ ด้วย
เรามีพทุ ธศาสนาเปน็ หลกั สาคัญยงิ่ ของชวี ิต อยใู่ นวถิ ีชีวิตและวัฒนธรรมร่วมของชุมชนประชาคมและสังคมเป็น
ท่ีสดุ เปน็ สังคมสงบสขุ และสันติธรรม

อย่างไรก็ตาม เทคนิคการเตรียมเทือกน้าเมล็ดมะขามดินสอพอง เพื่อใช้เป็นรองพื้นในการสร้างงาน
จิตรกรรมโบราณเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งหากจะให้เกิดความสมบูรณ์มากขึ้น จึงขอเพิ่มบันทึกความรู้ในการใช้สีฝุ่น
ของทา่ นอาจารยส์ มปอง อคั รวงษ์ ได้ด้วยเพือ่ บนั ทึกเปน็ รองทางแก่อนุชนรนุ่ หลังดงั นี้

๑0
๗จ

กำรเตรยี มสีชนิดต่ำงๆ เพอื่ ใช้ในการเขยี นระบายสี
สาหรับการเตรียมสีธรรมชาติเพ่ือใช้ในการเขียนระบายสีภาพงานจิตรกรรมฝาผนังน้ัน นับเป็น
สงิ่ จาเปน็ ทจ่ี ะต้องใช้เวลาในการศึกษาค้นคว้าและสอบถามจากคาบอกเล่าจากท่านผู้รู้หลายๆ ท่าน แล้วนามา
ทดลองปฏิบตั กิ ารเตรยี มสีอย่างชนิดลองผิดลองถูกจนกระทั่งได้ผลสาเร็จออกมาจริงตามต้องการ ได้สีจากการ
ทดลองทาข้ึนใช้ประมาณ 10 สี (ท่านนาไปใช้ในการสร้างงานจิตรกรรมฝาผนังวัดอัมพวันเจติยาราม จังหวัด
สมุทรสงคราม พ.ศ. 2540-2543) นับว่าได้สีที่เป็นธรรมชาติมาใช้เขียนประมาณ 60% ของสีท่ีจะใช้เขียน
ระบาย ที่นอกเหนือไปจากน้ีจาเปน็ ต้องใช้สีท่ีได้จากกการสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ โดยหาซ้ือสีฝุ่นจาก
ท้องตลาด ท่ีเป็นสีฝุ่นของบริษัทไบเออร์ ซ่ึงเป็นของเยอรมันส่งเข้ามาขาย (ปัจจุบันหาซื้อได้ยากข้ึนและไม่มี
ครบทุกทุกสีเหมือนเดิม-ผู้เขียน) สนใจรายละเอียดหาอ่านได้จากจิตรกรรมไทยครูสมปอง อัครวงษ์ โรงเรียน
เพาะช่าง หนงั สอื ออกในวาระพเิ ศษ
สีฝุ่นผสมน้ากาว หรือเครื่องกระยารงของช่างแต่ก่อน คือ สีท่ีได้มามีคุณสมบัติเป็นฝุ่นผง มีสีหลักแต่
เดมิ อย่หู าสี หรอื เบญจรงค์ คอื
1. หมวดสีแดง ได้แก่ สดี ินแดง (เก็บดินธรรมชาตมิ าใช้) สีแดงชาด (เป็นสนี าเข้าจากจนี )
2. หมวดสีเหลือง ได้แก่ สีดนิ เหลอื ง สเี หลืองหรดาล (คณุ สมบัติเป็นก้อน) สีเหลืองรง (คุณสมบัติเป็น
ก้อน)
3. หมวดสีขาว ได้แก่ สีฝุ่นขาว (แป้งผัดหน้าของง้ิว) สีฝุ่นขาวจากเปลือกหอย (เก็บเปลือกหอยผุๆ
อายุไม่ตา่ กวา่ สิบปขี ้นึ ไป ย่งิ อายมุ ากยิง่ ดี นามาทาความสะอาดผงึ่ ให้แหง้ แล้วบดละเอียดด้วยโกรง่ บดยา)
4. หมวดสีน้าเงิน ได้แก่ คราม ได้จากการกวนครามจากต้นคราม ท้ิงไว้ให้งวดจนแห้ง จะเป็นก้อน
คราม เอามาบดในโกร่ง (ครามได้มาจากพชื ) สนี า้ เงิน นาเข้าจากจนี
5. หมวดสีดา ได้แก่ หมึกดาจากจีน เป็นลักษณะแท่ง ใช้ฝนด้วยน้าหรือเป็นหมึกน้าเลยก็มีสีดาจาก
เขม่า ขูดจากก้นกระทะ ก้นหม้อ มีลักษณะเป็นผงฝุ่นสีดา นามาบดในโกร่ง เวลาใส่กาวลงไป บดให้เข้ากาว
เติมน้าสีจะฟ่อง (มีลักษณะลอยเหนือน้า ฟู ให้เติมแอลกอฮอล์ลงไป สีจะเข้าน้ากาวได้ดีขึ้น) สีดาจากเขม่ามี
คุณสมบัตพิ ิเศษหลายประการ เป็นสที ่ีไปเพ่ิมน้าหนักให้สีอื่นแต่ไม่เข้าไปทาลายสีเดิมนั้นเหมือนสีฝุ่นดา ใช้โฉบ

๑๑
๗จ

ทานองเป็นแสงเงาได้อย่างงดงาม ไปผสมกับสีอื่นได้อย่างไม่แสดงเป็นความเป็นสีดาของตนเอง เป็นสีทับซ้อน
ไดอ้ ยา่ งใสกระจา่ ง เดิมชา่ งเขียนไทยใช้เขม่าอยู่ 2 ชนดิ คอื

1. เขม่าเกบ็ จากการขดู หมอ้ กะทะ
2. เขม่าแหนบ ขายเป็นห่อบาง ๆ เล็ก ๆ ทาจากการเผาไหม้ยางแล้วเอาสังกะสีอัง แล้วขูดเอา
เขม่ามาใช้ เขม่าแหนบนาไปผสมกับรง จะได้สีอย่างไทย ๆ ที่เรียกว่า “สีครู” เขม่าอีกชนิดหน่ึงท่ีช่างเขียน
สามารถทาใชเ้ องอยา่ งเรง่ ดว่ น คอื การเอาสาลชี บุ นา้ มันงาจุดไฟเผา เม่ือเกิดควันไฟสีดา เอาแผ่นสังกะสีอัง ได้
ปริมาณตามต้องการเอาไปขูดใส่ภาชนะไว้จะได้เป็นฝุ่นผงสีดาน่าใช้ (ทาตามอย่างช่างเขียนธิเบต) สีดานี้ยังมี
ท่ีมาอกี หลายวัสดใุ นท่นี ี้นามากลา่ ว เพื่อให้เกดิ แรงบันดาลใจ
เดิมสีเบญจรงค์ที่เรารับอิทธิพลการใช้มาจากจีนก็มีสีอยู่เพียงเท่านี้ ต่อมามีการเพ่ิมหมวดสีเขียวอีก
กล่มุ สี จงึ เปน็ สที ห่ี ก แตช่ าวช่างเขยี นหรอื บุคคลทวั่ ไปก็ยงั เรียกสีเบญจรงค์เหมอื นเดิม

6. หมวดสเี ขยี ว ได้แก่ สเี ขยี วตงั แซ เป็นสเี ขยี วทนี่ ามาเขา้ จากจนี แตโ่ บราณ ภายหลงั คนไทยก็รู้จักทา
ใช้เอง สีเขียวใบแค สีเขียวเข้ม ผสมกันระหว่างรงกับเขม่าหรือรงกับหมึกจีน สีเขียวอีสาน สีเขียวคล้ายเขียว
ขีน้ กการเวก ปรากฏท่ีฝาผนังด้านนอกภาพเขียนสังข์สินชัย ณ พระโอสถ วัดไชยศรี จังหวัดขอนแก่น (เป็นสีท่ี
ได้จากการผสมของสีเหลืองจากรง สีครามจากครามทีช่ าวบา้ นกวนกันใชเ้ อง และสขี าวจากหอยกาบกี้)

๑๒
๗จ

ส่วนน้ากาวสาหรับผสมสีฝุ่นน้ี เดิมเป็นน้ากาวที่ได้จากการเอาหนังสัตว์ เช่นหนังวัว หรือหนังควายที่
ตากแหง้ แลว้ ไปตัดเอามาเปน็ ริ้วๆ นามาต้นกับนา้ ให้เดอื ดจนมีกาวละลายอยใู่ นน้า เอานว้ิ แตะกาวดู รู้ว่ามีความ
เหนียวกใ็ ช้ได้ ต้มเสร็จกรองเอาขนออกก็เก็บไวใ้ ช้ได้ (ขอ้ เสยี ของกาวหนงั คอื มกี ลิน่ เหม็น)

ปัจจุบนั มีกาวกระถินหรือกาวเม็ดจากเมืองนอกนามาขาย มีลักษณะเป็นก้อนใสๆ เหมือนก้อนอาพัน
นามาหอ่ ผา้ ทบุ ให้แตกละเอียด แช่นา้ สักช่ัวยามแลว้ นาข้ึนตง้ั ไฟต้ม คอยกวนเสมอ ไม่ให้กาวติดก้นหม้อ ถ้าไม่มี
เศษสกปรกผสมอย่ใู นนา้ กเ็ ก็บบรรจุขวดไว้ใช้ได้เลย ข้อสาคัญในการเตรียมกาวพวกน้ีต้องไม่ให้ข้นเกินไป เวลา
นาไปผสมกับสีฝุ่นแล้วใช้จะมีอาการแตกร้าวข้ึนบนผิวภาพ ภาษาช่างเขียนว่าผสมกาวหนาเกินไป บางเกินไป
เขียนสีก็จะมีอาการไม่ติด ความพอดีนี่แหละหายาก ต้องหม่ันทาจนกว่าจะเข้าใจและเกิดการค้นพบว่าความ
พอดขี องกาวสีอย่ทู ่ตี รงไหน

เดิมที่ช่างโบราณเขาว่ากาวจากลูกมะขวิดก็นามาทากระบวนเดียวกันกับกาวเม็ด ก็ว่าใช้ผสมสีฝุ่นได้
(ดเู หมอื นผเู้ ขยี นเคยฟังจากท่านศาสตราจารยห์ ลวงวศิ าลศลิ ปกรรมพูดให้ฟัง แต่ยงั ไม่เคยทดลอง)

การผสมกันระหว่างสีฝุ่นกับน้ากาวท่ีได้จากการเตรียมโดยการต้ม เอาสีฝุ่นใส่ลงในโกร่งหรือกะลา
ปริมาณพอให้เวลากวนเรากวนได้สะดวก เอากาวหยดลงไปพอเปียกท่ีปลายสาก จึงกวนซ้ายหรือขวาก็ได้ กด
ปลายสากแนน่ กบั พ้ืนโกร่งหรอื พื้นกะลา วนขอ้ มอื กระชับในการวนปลายสากจากกลางโกร่งจนถึงขอบท่ีมีความ
โค้งตั้งขึ้น กวดจนแน่นมือ สีจะค่อยๆ ซึมซับกับน้า บดจนเป็นเน้ือเดียวกัน มีสีแห้งๆ ตกค้างอยู่บ้างก็ค่อยๆ
หยอดน้าลงไปจนเปยี กชมุ่ กันท่วั จงึ ค่อยเติมน้าแล้วกวนจนเหลวตามต้องการท่ีจะใชต้ อ่ ไป

๑๓
๗จ

๒. กำรเขยี นจติ รกรรมฝำผนังอีสำนบนพน้ื ดนิ สอพอง

วัฒนธรรมการเขียนจิตรกรรม มีเพ่ือความงาม การตกแต่ง สิม อาคาร และวัสดุต่างๆ เช่น การวาด
ภาพบนผืนผา้ ผะเหวด และการเขียนจิตรกรรมฝาผนังบนสิมอสี าน

จิตรกรรมฝาผนงั อสี านลักษณะเป็นจิตรกรรมพื้นบ้านสะท้อนสภาพชีวิตความเป็น อยู่ตั้งแต่อดีตสืบมา
จนถงึ ปัจจุบัน นิยมเขียนเรอ่ื ง เวสสนั ดรชาดก รามเกียรต์ิ นิทานพื้นบ้าน และไตรภูมิ ส่วนใหญ่มักจะเขียนเต็ม
ทั้งผนังภายนอกและภายในตัวอาคารลกั ษณะพเิ ศษทแี่ ตกตา่ งจากจติ รกรรมฝาผนังภาคอ่ืนคือ ภาพไตรภูมินิยม
เขียนบนผนังภายนอกด้านหน้าสิม และเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งก็คือ ตัวอักษรบรรยายภาพซ่ึงมีทั้งตัวอักษร
ธรรม อักษรไทยและอักษรไทยปัจจุบัน

ชา่ งเขยี นพื้นบา้ นจะมีแนวคิดในการเขยี นทไี่ มม่ กี ฎเกณฑต์ ายตวั มีอสิ ระเสรใี นการแสดงออกเต็มท่ีและ
ฝีมือทักษะท่ีชานาญ ส่งผลให้โน้มน้าวจิตใจ อารมณ์ การเข้าถึงสาระแห่งคุณธรรมจากเส้นและสี ซ่ึงเป็นภูมิ
ปญั ญาในท้องถิ่นของช่างพ้นื บา้ นในสมยั นนั้ โดยแท้

ภาพทเี่ ขียนเกดิ จากความเชอ่ื ความศรัทธาทางพระพุทธศาสนา นิทานพื้นบ้านเรื่องต่างๆ วิถีชีวิตของ
ชาวบ้านและเป็นหลักฐานท่ีบันทึกเร่ืองราวในอดีตของชุมชนท้องถิ่นน้ันเป็นสื่อสอนใจคนดูและให้ความ
เพลดิ เพลิน ภาพเขยี นส่วนใหญ่ ใช้สีน้อย เพราะการใชส้ ี วัสดุ อปุ กรณ์ของช่าง หาไดจ้ ากวสั ดุทอ้ งถน่ิ

กำรเขยี นจติ รกรรมฝำผนงั อสี ำน จะปรากฏการวาดเขียนแยกได้ดงั น้ี
1) การวาดภาพบุคคล ซึ่งจะมีมากที่สุด เช่น ภาพบุคคลชั้นสูง ได้แก่ พระพุทธเจ้า เทวดา กษัตริย์

จะใช้สีอ่อน สีขาวนวล มีเคร่ืองทรงประดับ ภาพสามัญชน ได้แก่ เสนาอามาตย์ ทหาร นางสนมกานัล และ

๑๔
๗จ

ชาวบ้านจะมีการแต่งกายเชน่ ชาวตะวันตก ซ่ึงจะมีอิสระในการเขียน และมีความหลากหลาย และภาพบุคคล
ช้นั ตา่ เชน่ คนบาป ชูชก

2) การวาดภาพสัตว์ เลยี นแบบสตั ว์จรงิ มจี นิ ตนาการบา้ ง มีลลี าแตกต่างกนั ไปตามเรอื่ งราว
3) การวาดภาพอาคาร ได้แก่ บ้านเรือน ปราสาท ศาลา จะเป็นแบบตามที่มีในท้องถ่ิน และรับ
อิทธพิ ลจากจนี บ้าง
4) การวาดภาพภูมิประเทศ เช่น ต้นไม้ พื้นดินและภูเขา น้า ท้องฟ้ามักเลียนแบบของจริง มีอิสระ
จินตนาการในการคิดและระบายสีอย่างเต็มท่ี
เรื่องรำวในจิตรกรรมฝำผนังอสี ำน
จะเป็นเรื่องความศรัทธาในพระพุทธศาสนา วิถีชีวิตและคติสอนใจของชุมชน ซึ่งถ่ายทอดลงบนฝา
ผนังสมิ อีสาน แบง่ ไดเ้ ป็น 3 ส่วน คอื
เร่อื งราวท่ีเก่ียวกบั พทุ ธศาสนา อันไดแ้ ก่ พุทธประวัติ ทศชาดก อรรถกถา เชน่ พระมาลัย เวสสันดร
มหาชนก จนั ทกมุ าร เปน็ ต้น
วรรณกรรมพืน้ บา้ นหรอื นิทานประโลมใจ อันได้แก่ สนิ ไซ ลักลาม สรุ วิ งศ์ รามเกียรต์ิ เปน็ ตน้
เรื่องราวท่แี สดงถึงวถิ ชี วี ิตชาวบา้ น เช่น ประเพณีฮดสรง แหง่ านบญุ ผะเหวด การละเล่นหมอแคนหมอลา หา
อยู่หากนิ การทานา ภาพสัปดนหยอกลอ้ เชงิ สงั วาส เปน็ ตน้

๑๕
๗จ

๓. วธิ ีกำรเขียนจติ รกรรมอีสำนบนพ้นื ดินสอพองและกำรปิดทอง

กำรเขียนจิตรกรรมอีสำนบนพ้ืนดินสอพอง เป็นข้ันตอนวิธีการที่คณะผู้จัดทาสรุปจากการเรียนรู้และ
ข้อมูลเอกสาร ได้ดงั นี้

๑. เตรียมแผน่ ไม้อดั ขนาด ๔ มลิ ลิเมตร ตามขนาดที่ตอ้ งการ
๒. ตดั ผา้ ให้ไดข้ นาดทต่ี อ้ งการแล้วทากาวลาเท็กซ์ติดลงบนแผน่ ไม้กระดาน

๓. เตรยี มแผ่นไม้แล้วปน้ั ขนึ้ รูปดว้ ยปูนขาว

๑๖
๗จ
๔. นาดินสอพองมาต้มผสมกาวเม็ดหรือกาวลาเท็กซ์เค่ียวน้าร้อนจนได้ที่ และดินสอพองจนได้เข้ม
ตามทตี่ อ้ งการ

๕. เตรียมพ้ืนดินสอพองโดยทาลงบนแผ่นไม้อัด เฟรมผ้าด้ายดิบ และแผ่นไม้พื้นปูนขาวที่ขึ้นรูปที่
เตรยี มไว้ ประมาณ ๓-๕ รอบ

๑๗
๖. ศกึ ษาหนังสือภาพจิตรกรรมฝาผนังอีสาน เพ่ือประกอบการเขยี นภาพระบายสฝี ุน่ น้าบนดินสอพอง
๗. เขยี นภาพจติ รกรรมอสี านดว้ ยสีฝ่นุ น้าบนแผน่ ไม้พน้ื ดนิ สอพอง
๘. เขียนภาพจิตรกรรมอีสานดว้ ยสฝี นุ่ นา้ บนเฟรมผ้าดา้ ยดิบพื้นดนิ สอพอง

๙. เขียนภาพจิตรกรรมอีสานดว้ ยสฝี ุ่นน้าบนพืน้ ปนู ขาวดนิ สอพอง
๑๐. จัดทากรอบรูปภาพจติ รกรรมอีสานบนพ้ืนดนิ สอพองใหส้ วยงาม

๑๘

กำรปิดทองบนพ้นื ดินสอพอง มขี น้ั ตอนดังนี้
๑. เขียนผลงานจติ รกรรมอสี านตามท่ีตอ้ งการแบบพนื้ บ้าน
๒. เลือกจดุ เหมาะสมทจ่ี ะลงยารง ทากาวมะเดื่อ และปิดทอง เชน่ เครื่องทรง

๓. ฝนรงกบั นา้ สะอาดจนไดส้ ีเหลือง ทาจดุ ทต่ี อ้ งการรอใหแ้ ห้ง
๔. ทากาวยามะเด่อื บนพ้ืนรงทองรอให้หมาด

๑๙

๕. เปิดแผ่นทองมาปิดบริเวณทเ่ี ตรยี มไว้ กดแผ่นทองใหส้ นทิ แล้วใช้พูก่ ันทแ่ี หง้ สะอาดปดั ใหเ้ รียบร้อย
๖. ดูทองที่ปดิ สดสวยหรอื ไม่ ถา้ ไม่ได้ใหป้ ดิ ทองอกี ครง้ั เฉพาะจุด

อุปกรณแ์ ละวัสดุทใ่ี ชใ้ นกำรศึกษำ
๑. แผน่ ไมอ้ ัดขนาด ๔-๖ มิลลิเมตร ขนาดตามต้องการ
๒. ผ้าด้ายดิบ ขนาดตามต้องการ
๓. ดนิ สอพอง
๔. กาวเมด็ หรือกาวลาเท็กซ์
๕. เม็ดมะขามค่ัว
๖. แผน่ ทอง
๗. รงทอง
๘. ยางมะเดือ่
๙. ไม้คิ้วกรอบรูป
๑0. สฝี ุ่นนา้
๑๑. หมอ้ ต้มและไม้พาย
๑๒. พู่กนั ถงั น้า และผ้าเชด็
๑๓. ปนู ขาว
๑๔. กระดาษทรายละเอยี ด
๑๕. เตาถ่านหรอื เตาแกส๊
๑๖. นา้

๒0
๗จ

๔. กำรประยกุ ต์จติ รกรรมฝำผนงั อีสำนเพ่อื พัฒนำตอ่ ยอด

ขัน้ ตอนการดาเนินการทาโครงงาน เรือ่ ง จิตรกรรมอีสานบนพน้ื ดินสอพอง มขี น้ั ตอนดังน้ี
๑. ขั้นวำงแผนดำเนินงำน

๑.๑ สารวจความสนใจของสมาชกิ เพอ่ื เลอื กหัวข้อทจ่ี ะทาโครงงาน จากน้ันรวมตวั กนั ต้ังช่อื เรอ่ื ง
๑.๒ ตั้งวัตถุประสงค์ในการทาโครงงาน โดยรวบรวมความคิดจากสมาชิกว่า ทาโครงงานนี้ข้ึนมาเพ่ือ
อะไร เราจะไดอ้ ะไรจากการทาโครงงานนี้
๑.๓ แบ่งหน้าท่ีสมาชิกในการสารวจข้อมูลได้แก่ วิทยากร แหล่งเรียนรู้ และสถานที่ในการจัดทา
โครงงาน
๒. ขั้นตอนกำรศึกษำค้นควำ้ ขอ้ มูล
ศึกษาค้นคว้าข้อมูล จากเอกสาร พจนานุกรม หนังสือ ตาราห้องสมุด ตัวบุคคล อินเตอร์เน็ต โดยใช้
วิธีการท่ีหลากหลายท้ังการอ่านจากเอกสาร การจดบันทึกขั้นตอนการทาเตรียมพ้ืนดินสอพองผสมกาว เขียน
ภาพจิตรกรรมอีสานและการปิดทองแบบดงั้ เดิมจากวิทยากร การสัมภาษณ์วิทยากรถึงการเขียนจิตรกรรมและ
การปิดทองในหวั ข้อต่อไปนี้
๑) วธิ กี ารคน้ คว้าข้อมูลทางอนิ เตอรเ์ น็ต ท่ีจะเข้าไปศึกษาขอ้ มลู ใหถ้ ูกต้องและชดั เจน
๒) วิธีการค้นคว้าขอ้ มูลใน เพอื่ ให้ไดข้ อ้ มูลท่ถี กู ต้อง
๓) ขอคาปรกึ ษาจากครูศลิ ปะเกี่ยวกับขอ้ มูลของจิตรกรรมอสี านและการปดิ ทอง
๔) ขอคาปรึกษาจากวิทยากรผู้รู้ในกระบวนการเขียนภาพจิตรกรรมอีสานและการปิดทอง เพ่ือความ
ชดั เจนและความถูกต้องในการปฏิบัตงิ าน
๕) พมิ พเ์ คา้ โครงโครงงานทาเสนอครทู ่ปี รกึ ษาเพื่อขอคาแนะนา และตรวจสอบความถกู ต้อง

๒๑

๓. ข้ันลงมือปฏิบัติ
๓.๑ ศกึ ษาข้อมูลการกระบวนการทาจติ รกรรมอสี านและการปิดทองจากผู้รู้ที่มีประสบการณ์ คือ นาย

ผอ่ ง เซ่งกง่ิ อาจารย์จากสถาบนั อาศรมศลิ ป์ ณ หอศลิ ปวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น ซึง่ มีประสบการณ์ใน
การทาจิตรกรรมอสี านบนพน้ื ดนิ สอพอง การปดิ ทอง และสอนวิชาศลิ ปศกึ ษา

๓.๒ ศกึ ษาขนั้ ตอนการเตรียมพ้นื ดินสอพอง การเขียนภาพจิตรกรรมอีสานบนพ้ืนดินสอพอง และการ
ปิดทองจากศลิ ปนิ กล่มุ จติ รกรไทย เปน็ ผู้ถา่ ยทอดองคค์ วามรู้

๓.๓ นาผ้าด้ายดบิ มาเตรียมพ้ืนท่จี ะเขยี นภาพระบายสีดว้ ยสีฝนุ่ และการปดิ ทอง
๓.๔ ทดลองทาจิตรกรรมทค่ี น้ พบ มี ๓ รูปแบบ
๓.๕ สารวจความคิดเห็นของนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียนจานวน ๑๐๐ คน โดยแบ่งเป็นคณะครู
โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย จานวน ๒๐ คน นักเรียนมัธยมศึกษาช้ันปีที่ ๑ - นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๓
จานวน ๖๐ คน และผู้ปกครองในชุมชน จานวน ๒๐ คน เก่ียวกับการเขียนภาพจิตรกรรมอีสานบนพ้ืนดินสอ
พอง
๓.๖ นาข้อเสนอแนะไปออกแบบและปรบั ปรุงผลงาน

๒๒

๔. ข้นั รวบรวมข้อมลู
๔.๑ นาขอ้ มูลที่ศึกษาคน้ ควา้ มารวบรวมและจัดลาดบั ตามรปู แบบโครงงาน
๔.๒ จดั รูปเล่มโครงงานฉบบั สมบูรณ์
๔.๓ จัดทาบอรด์ โครงงานเพ่ือนาเสนอโครงงาน

๕. ขัน้ นำเสนอผลงำนและประเมนิ โครงงำน
๕.๑ คณะผู้จัดทาร่วมกันวางแผนและเตรียมการนาเสนอผลงานท่ีจัดขึ้น เพ่ือให้ทราบถึงผลการ

ปฏิบัติงานและเปน็ การเผยแพร่ผลงานแก่เพอื่ นนักเรยี นและผทู้ ่ีสนใจ

๒๓

๕.๒ คณะผูจ้ ดั ทาประเมินโครงงาน
๕.๓ เพ่ือนนักเรยี นประเมนิ โครงงาน
๕.๔ ครูที่ปรกึ ษาประเมนิ โครงงาน

๖. ขน้ั ประเมนิ ผลกำรปฏบิ ตั งิ ำนและประเมินโครงงำน
๖.๑ คณะผ้จู ัดทาได้ชว่ ยกนั สรุปผลการปฏบิ ัตงิ านในประเดน็ ตอ่ ไปนี้
๑) ผลการปฏิบตั ิงาน
๒) ปญั หาและสาเหตใุ นการทาโครงงาน
๓) แนวทางแก้ไข
๔) ขอ้ เสนอแนะ
๖.๒ นาข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลการปฏิบัติงานมาปรับปรุงแก้ไขโครงงานให้มีความสมบูรณ์

ถกู ตอ้ ง

บรรณำนกุ รม

กรมวชิ าการ. คู่มือการจดั การเรยี นร้กู ลมุ่ สาระการเรยี นรู้ศิลปะ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องคก์ ารรับส่ง
สินคา้ และพสั ดุครุภัณฑ์, 2545.

______ . หลักสตู รแกนกลำงกำรศกึ ษำขน้ั พ้ืนฐำน 2551. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ชุมนุมสหกรณ์
การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั , 25๕๑.

ผอ่ ง เซง่ กิ่ง. จริยศิลป์ วิศษิ ฏศลิ ปนิ สยามบรมราชกมุ ารี. กรงุ เทพฯ: สานักพิมพ์อาร์ตทสิ ตคิ , ๒๕๕๙.
ไพโรจน์ สโมสร และคณะ. จิตรกรรมฝาผนงั อีสาน. กรุงเทพฯ: อมรนิ ทรพ์ รนิ้ ท์กรฟุ๊ , ๒๕๓๒.
สมุ าลี เอกชนนยิ ม. ฮูปแตม้ ในสมิ อีสาน งานศิลปส์ องฝ่งั โขง. กรงุ เทพฯ: สานกั พิมพ์มติชน จากัด

(มหาชน), ๒๕๔๘.
สธี รรมชำติกบั มนุษย์. http://www.ist.cmu.ac.th/cotton/ naturalColor_Human.

php?subnav=3. ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙.


Click to View FlipBook Version