ประวัติการ ละครไทย รายวิชา นาฏศิลป์เปรียบเทียบ (ศ30105) โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี นางสาวฉัตรนภา สมคิด ม.6/6 เลขที่ 18
การละครไทยมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นศิลปะ และวัฒนธรรมไทยเป็น สัญลักษณ์อันแลเห็นได้ว่าเป็นไทย แม้ว่า การแสดงนั้นๆจะได้รับแบบแผนหรือ อิทธิพลในทางวัฒนธรรมมาจากชาติอื่น ก็ตาม แต่ได้ดัดแปลงปรับปรุงจนเป็นรูป ลักษณะของไทยแล้วก็ถือว่าเป็นไทย ความเป็นมาของละครไทย
ละครไทยสามารถแบ่งตามยุคสมัยได้เป็น 5 ยุคสมัย วิวัฒนาการของละครไทย ---------------------------------------------------------------------- สมัยน่านเจ้า การศึกษาเรื่องการละคร และนาฏศิลป์ไทยในสมัยนี้ พบว่า ไทยมี นิยายเรื่องหนึ่ง คือ เรื่อง "มโนห์รา" ซึ่ง ปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ในประเทศจีนตอนใต้ ในอาณาจักรน่านเจ้าเดิมนั่นเอง นิยาย เรื่องนั้น คือ "นามาโนห์รา (Namanora) เป็นนิยายของพวกไต พวกไตคือไทยเรา นี่เอง แต่เป็นพวกที่ไม่อพยพลงมาจาก ดินแดนเดิม เรื่องนามา โนห์รานี้จะนำ มา เล่นเป็นละครหรือไม่นั้นยังไม่มีหลักฐาน ปรากฎเด่นชัด ส่วนการละเล่นของไทย น่านเจ้านั้นมีพวก ระบ าอยู่แล้ว คือ ระบำ หมวก และระบำ นกยูง สมัยน่านเจ้า
สมัยนี้ไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการละครนักเป็น สมัยที่เริ่มมีความสัมพันธ์กับชาติที่นิยมอารยธรรม ของอินเดีย เช่น พม่า มอญ ขอม และละว้า ไทยได้ รู้จักเลือกเฟ้นศิลปวัฒนธรรมที่ดีของชาติที่สมาคม ด้วย แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ชาติไทยแต่โบราณ จะไม่รู้จักการละครฟ้อนรำ มาก่อน เรามีการแสดง ประเภทระบำ รำ เต้นมาแต่สมัยดึกดำ บรรพ์แล้ว เมื่อ ไทยได้รับวัฒนธรรมด้านการละครของอินเดียเข้า ศิลปะแห่งการละเล่นพื้นเมืองของไทย คือ รำ และ ระบำ ก็ได้วิวัฒนาการขึ้น มีการกำ หนดแบบแผนแห่ง ศิลปะการแสดงทั้ง 3 ชนิดไว้เป็นที่แน่นอน และ บัญญัติคำ เรียก ศิลปะแห่งการแสดงดังกล่าวแล้วขั้น ต้นว่า "โขน ละคร ฟ้อนรำ " ส่วนเรื่องละครแก้บนกับ ละครยก อาจมีสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยนั้นแล้ว เช่นกัน สมัยสุโขทัย
ละครไทยเริ่มจัดระเบียบแบบแผนให้รัดกุม ยิ่งขึ้น มีการตั้งชื่อละครที่เคยเล่นกันอยู่ให้ เป็นไป ตามหลักวิชานาฏศิลปขึ้น มีการแสดงเกิดขึ้นในสมัย นี้หลายอย่าง เช่น ละครชาตรี ละครนอก ละครใน โขน การแสดงบางอย่างก็รับวัฒนธรรมเพื่อนบ้าน และวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาผสมได้ ละครไทยเริ่ม จัดระเบียบแบบแผน ให้รัดกุมยิ่งขึ้น มีการตั้งชื่อ ละครที่เคยเล่นกันอยู่ให้เป็นไปตามหลักวิชานาฏ ศิลปขึ้น มีการแสดงเกิดขึ้นในสมัยนี้หลาย อย่าง เช่น ละครชาตรี ละครนอก ละครใน โขน การ แสดงบางอย่างก็รับวัฒนธรรมเพื่อนบ้าน และ วัฒนธรรมต่างชาติ เข้ามาผสมได สมัยกรุงศรีอยุธยา
สมัยกรุงธนบุรี สมัยนี้เป็นช่วงต่อเนื่องหลังจากที่ กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่อปี พ.ศ. 2310 เหล่าศิลปินได้กระจัดกระจาย ไปในที่ต่างๆ เพราะผลจากสงคราม บางส่วนก็เสียชีวิต บางส่วนก็ถูก กวาดต้อนไปอยู่พม่า ครั้นพระเจ้า กรุงธนบุรีได้ปราบดาภิเษกในปี ชวด พ.ศ. 2311 แล้ว ทรงส่งเสริม ฟื้นฟูการละครขึ้นใหม่ และรวบรวม ศิลปินตลอดทั้ง บทละครเก่าๆที่ กระจัดกระจายไปให้เข้ามาอยู่รวม กัน ตลอดทั้งพระองค์ได้ทรงพระ ราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ขึ้นอีก 5 ตอน คือ ตอนหนุมานเกี้ยว นางวานริน ตอนท้าวมาลีวราชว่า ความ ตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกลด (เผารูป เทวดา) ตอนพระลักษณ์ถูก หอกกบิลพัท ตอนปล่อยม้าอุปการ มี คณะละครหลวง และเอกชนเกิดขึ้น หลายโรง เช่น ละครหลวงวิชิต ณรงค์ ละครไทยหมื่นเสนาะภูบาล หมื่นโวหารภิรมย์ นอกจากละคร ไทยแล้วยังมีละครเขมรของหลวง พิพิธวาทีอีกด้วย
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงฟื้นฟูรวบรวมสิ่งต่างๆที่สูญเสีย และกระจัด กระจายให้สมบูรณ์ ในรัชสมัยนี้ได้มีการรวบรวม ตำ ราฟ้อนรำ ขึ้นไว้เป็นหลักฐานสำ คัญที่สุดใน ประวัติการละครไทย มีบทละครที่ปรากฎตาม หลักฐานอยู่ 4 เรื่อง คือ บทละครเรื่องอุณรุฑ บท ละครเรื่องรามเกียรติ์ บทละครเรื่องดาหลัง และ บทละครเรื่องอิเหนา รัชกาลที่ 1
รัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ หล้านภาลัย เป็นสมัยที่วรรณคดี เจริญรุ่งเรือง เป็นยุคทองแห่ง ศิลปะการละคร มีนักปราชญ์ราช กวีที่ปรึกษา 3 ท่าน คือ กรมหมื่น เจษฎาบดินทร์ กรมหลวงพิทักษ์ มนตรี และสุนทรภู่ มีบทละคร ในที่เกิดขึ้น ได้แก่ เรื่องอิเหนา ซึ่งวรรณคดีสโมสรยกย่องว่าเป็น ยอดของบทละครรำ และเรื่อง รามเกียรติ์ ส่วนบทละครนอก ได้แก่ เรื่องไกรทอง คาวี ไชย เชษฐ์ สังข์ทอง และมณีพิชัย
รัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้า อยู่หัว เป็นยุคที่ละครหลวงซบเซา เนื่องจากพระองค์ไม่สนับสนุน ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลิกละคร หลวงเสีย แต่มิได้ขัดขวางผู้จะจัด แสดงละคร ทำ ให้เกิดคณะละครของ พระเจ้านายและขุนนางขึ้นแพร่หลาย หลายคณะหลายโรงและมีบทละคร เกิดขึ้นมากมาย สมัยนี้เริ่มมีการติดต่อกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะ ชาวยุโรป ท่านจึงทรงโปรด เกล้าฯ ให้ฟื้นฟูละครหลวงขึ้นอีกครั้ง พร้อม ทั้งออกประกาศสำ คัญเป็นผลให้การละคร ไทยขยายตัวอย่างกว้างขวาง ดังมีความโดย ย่อ คือ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้คนทั่วไปมีละครชายและหญิง เพื่อบ้าน เมืองจะได้ครึกครื้นขึ้น เป็นเกียรติยศแก่ แผ่นดินแม้จะมีละครหลวง แต่คนที่เคย เล่นละครก็ขอให้เล่นต่อไป ห้ามบังคับ ผู้คนมาฝึกละคร ถ้าจะมาขอให้มาด้วยความ สมัครใจ
รัชกาลที่ 5 ห้ามใช้รัดเกล้ายอด เครื่องแต่งตัวลงยา และพานทองหีบทอง เป็นเครื่องยก บททำ ขวัญห้ามใช้แตร สังข์ หัวช้างห้ามทำ สีเผือก ยกเว้นหัวช้างเอราวัณ สำ หรับละครที่มิใช่ของ หลวง มีข้อยกเว้นคือ มีประกาศกฎหมายภาษี มหรสพ พ.ศ. 2402 เก็บ จากเจ้าของคณะละครตาม ประเภทการแสดง และ เรื่องที่แสดง การละครในยุคนี้เริ่มมีการ เปลี่ยนแปลง เนื่องจากการละคร แบบตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่วงการ นาฏศิลป์ ทำ ให้เกิดละครประเภท ต่างๆขึ้น เช่น ละครพันทาง ละคร ดึกดำ บรรพ์ ละครร้อง ละครพูด และลิเก ทรงส่งเสริมการละครโดย เลิกกฎหมายการเก็บอากรมหรสพ เมื่อ พ.ศ. 2450 ทำ ให้กิจการละคร เฟื่องฟูขึ้นกลายเป็นอาชีพ เจ้าของ โรงละครทางฝ่่ายเอกชนมีหลายราย นับตั้งแต่เจ้านายมาถึงคนธรรมดา
รัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยนี้ได้ชื่อว่าเป็นสมัยที่การละคร และ การ ดนตรีทั้งหลายได้เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด นับได้ว่าเป็นยุคทองแห่งศิลปะการละครยุคที่ 2 พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง กรมมหรสพขึ้น เพื่อบำ รุงวิชาการนาฏศิลป์และ การดนตรี และยังทรงเป็นบรมครูของเหล่า ศิลปิน ทรงพระราชนิพนธ์บทโขน ละคร ฟ้อน รำ ไว้เป็นจำ นวนมาก
รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว การเมืองเกิดภาวะคับขัน และเศรษฐกิจของ ประเทศ ทรุดโทรม เสนาบดีสภาได้ตกลง ประชุมกันเลิกกรมมหรสพ เพื่อให้มีส่วนช่วยกู้ การเศรษฐกิจของประเทศ และต่อมาจึง กลับ ฐานะมาเป็นกองขึ้นอีก จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2478 กองมหรสพจึงอยู่ในสังกัดกรมศิลปากร ข้าราชการศิลปินจึง ย้ายสังกัดมาอยู่ในกรม ศิลปากร ในสมัยนี้มีละครแนวใหม่เกิดขึ้นคือ ละครเพลง หรือที่เป็นที่รู้จักกันว่า "ละครจันท โรภาส" ตลอดทั้งมีละครหลวงวิจิตรวาทการ เกิดขึ้น
รัชกาลที่ 8 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอา นันทมหิดล การแสดงนาฏศิลป์ โขน ละคร อยู่ ในการกำ กับดูแลของกรมศิลปากรในสมัยนี้ หลวงวิจิตรวาทการ เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสถาบัน การเรียนการสอนศิลปะการแสดง โขน ละคร ดนตรีปี่พาทย์ มีการแสดงละครปลุกใจให้รัก ชาติ เช่นเรื่องอานุภาพพ่อขุนรามคำ แหง เจ้า หญิงแสนหวี เป็นต้น และในระหว่าง สงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาชนนิยมเล่นรำ โทนกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งกรมศิลปากรได้นำ มาปรับปรุงเป็นรำ วงมาตรฐาน รัชกาลที่ 9 ---------------------------------------------------------------------- พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯให้บันทึกภาพยนตร์ส่วนพระองค์ บันทึก ท่ารำ หน้าพาทย์องค์พระพิราพ ท่ารำ เพลงหน้าพาทย์ ของพระนางยักษ์ลิง จัดพิธีไหว้ครู มอบท่ารำ องค์พระ พิราพและปรานผู้ประกอบพิธีไหว้ครูให้แก่ศิลปินกรม ศิลปากร
รัชกาลที่ 10 ในสมัยนี้รัชกาลที่ 9 การ ละครเฟื่องฟูมาก ทั้งละครเวที ผ่านสื่อต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการ แสดงละครตามแนวชาติอื่นๆ ทางรัฐบาลได้ส่งเสริมและเชิดชู เกียรติบุคคลที่อยู่ในแวดวง ศิลปะการแสดง โดยกำ หนดให้ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันศิลปินแห่งชาติ ท่านมีพระอัจฉริยภาพ ทั้ง ด้านศาสตร์และศิลป์ ทรงสน พระทัยงานเขียนภาพทิวทัศน์ การ์ตูน ทรงแต่งละครวิทยุ ทรงพระนิพนธ์ ทั้งมีพระอัจฉ ริยภาพด้านนาฏศิลป์ชั้นสูง ของไทย คือ การแสดงโขน โดยมีระบุใน หนังสือ “สี่เจ้า ฟ้า” ฉบับสมบูรณ์ โดย ลาวัณย์ โชตามระ