การศึกษาวเิ คราะหเ์ รือ่ งการอุทิศส่วนบุญในประเพณีสารทเขมร (บุญพจุมเบ็ญ) :
กรณีศึกษา บา้ นศรีพัฒนา ตาบลนอกเมอื ง อาเภอเมือง จงั หวัดสรุ ินทร์
An Analytical Study of The Doctrine of Merit Transference in the
Khmer's Bon Pchum Ben Ceremony : Case study of Baan Sri Phatthana,
Nok Mueang Subdistrict, Mueang District, Surin Province
บทคดั ย่อ
การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพ่ือศึกษาการอุทิศส่วนบุญตามหลักคาสอนพุทธศาสนาเถรวาท 2)
เพ่ือวิเคราะห์กาเนิดและพัฒนาการของประเพณีสารท และ 3) เพื่อวิเคราะห์พัฒนาการและการอุทิศส่วนบุญ
ในประเพณีสารทเขมร (พจุมเบ็ญ) ผลจากการศึกษาพบว่า 1) การอุทิศส่วนบุญส่งเสริมให้เกิดการสร้างกุศล
กรรมทางกาย วาจา และใจเนอ่ื งจากหลักคาสอนพุทธศาสนาเถรวาทกล่าววา่ ผ้ทู ี่จะสามารถอุทิศสว่ นบุญได้นั้น
ต้องกระทาบุญแก่ตนเองเสียก่อนจึงจะอุทิศส่วนบุญให้แก่บุคคลอ่ืนได้ ท้ังน้ี พิธีกรรมการอุทิศส่วนบุญในพุ
ทศาสนาไม่ได้มีการกาหนดเวลาตายตัว เนื่องจากการทาบุญเพ่ืออุทิศให้แก่ผู้อ่ืนน้ันเป็นเร่ืองของจิตสานึก
ตระหนักรู้ถึงหน้าท่ีของตน ส่วนเป้าหมายของการอุทิศส่วนบุญสามารถเป็นได้ทั้ง เปรตมนุษย์ และเทวดา
แตกต่างแตเ่ พียงผลลัพธ์ที่ได้จากการอนโุ มทนาส่วนบุญเทา่ นั้น 2) ประเพณสี ารทมีกาเนิดจากศาสนาพราหมณ์
ที่จัดทาขึ้นเพ่ือเช่นสังเวยหรืออุทิศส่วนบุญให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ย่ิงไปกว่าน้ันพิธีนี้ถือว่าเป็นกฎข้อบังคับ
ของทางศาสนาฮินดู ศาสนิกฮินดูทุกคนจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดขาดไม่ได้ 3) ประเพณีสารทเขมร
(พจุมเบ็ญ) เป็นพิธีผสมผสานกันระหว่างความเช่ือตามแบบศาสนาพราหมณ์ พุทธศาสนาและผีบรรพบุรุษ
(เนี๊ยะตา) เข้าด้วยกันประเพณีน้ีมีปรากฎชัดเจนว่าเร่ิมในรัชสมัยของสมเด็จพระสัตถาท่ี 1 (พ.ศ.2118-2129)
ในปัจจุบันเทศกาลมีระยะเวลาท้ังหมด 15 วัน เร่ิมต้ังแต่ วันแรม 1 ค่า ถึง 15 ค่า เดือนสิบ(ภัทรบท) ตาม
ปฏิทินจันทคติ เพื่อเป็นการทานุบารุงพระสงฆ์ในช่วงฤดูฝน สะสมบุญด้วยตนเองและแบ่งปนั ส่วนบญุ น้ันใหแ้ ก่
ผ้ลู ว่ งลบั ยง่ิ ไปกว่านน้ั เป็นการสง่ เสริมความกตัญญูกตเวที และให้เกิดความสามคั คใี นชุมชน
คาสาคญั : การอุทิศส่วนบุญ,ประเพณสี ารทเขมร,บญุ พจุมเบญ็
Abstract
The objectives of this research were 1 ) to study the dedication of merit according to
Theravada Buddhist doctrine, 2 ) to analyze the origin and development of the Sart tradition,
and 3 ) to analyze the development and dedication of merit in the Khmer Sart tradition.
Jumben) The results of the study found that 1 ) meritorious dedication promotes the creation
of physical, verbal and mental merit because the Theravada Buddhist doctrine states that
those who are able to make merit are You have to make merit for yourself before you can
donate the merit to other people. Because making merit in dedication to others is a matter
of conscience and awareness of one's duty. As for the goal of meritorious dedication can be
both human beings and angels, differing only from the results obtained from the meritorious
dedication .) Sart tradition originated from Brahmanism. prepared for such sacrifices or
devotions to the deceased ancestors Moreover, this ceremony is considered a rule of the
Hindu religion. All Hindus must follow it strictly. 3 ) The Khmer Sart (Pjumben) tradition is a
combination of Brahmin beliefs. Buddhism and ancestral spirits (nea ta) together. This tradition
clearly shows that it started during the reign of King Sattha I ( 2118 - 2129 ) . At present, the
festival lasts for 15 days, starting from The first waning day to the 15th day of the tenth lunar
month (Pattarabot) according to the lunar calendar in order to nourish the monks during the
rainy season Collect merit by yourself and share that merit with the deceased Moreover, it
promotes gratitude. and create unity in the community
Keyword : Dedication of merit , Khmer tradition , Boon Phajumben
บทนา
ประเพณีสารทเดือนสิบ หรือท่ีชาวเขมรเรียกว่า "บุญพุจุมเบ็ญ" ถือว่าเป็นประเพณีสาคัญสาหรับชาว
เขมร นอกจากราษฎรท่ัวไปจะมีการจัดทุกปีแล้ว ยังเป็นหนึ่งในพระราชพิธีที่สาคัญ (พระราชพิธีทวาทศมาส)
ของพระมหากษัตริย์กรุงกัมพูชาด้วย ตามหลักฐานท่ีปรากฎในศิลาจารึกประเพณีสารทในกัมพูชาเกิดข้ึนในยคุ
ของพระเจ้ายโศวรมัน (พ.ศ.3432 ถึง 3453) พระองค์ได้สร้างวัดจานวนมาก และได้ถวายข้าวสารแด่พระสงฆ์
ทุกเดือนเพ่ืออุทิศส่วนบญุ ให้แก่วญิ ญาณไร้ญาติ และเหล่าวิญญาณทหารของพระองค์ที่พลีชพี ในสงคราม" เดิม
ทีเป็นพระราชพิธีอันเน่ืองตัวยศาสนาพราหมณ์ฮินดู เนื่องจากสมัยน้ันกษัตริย์ผู้ครองเมืองนับถือศาสนา
พราหมณ์ฮินดู ลัทธิไศรนิกายและลัทธิไรษณพนิกาย ดังนั้น พระราชพิธีส่วนใหญ่จึงเกี่ยวข้องกับศาสนา
พราหมณ์และหลายพิธีกรรมยงั มีการตกทอดมาจนกระทงั่ ถงึ ยศุ ปจั จบุ นั
เมื่อพิจารณาจากมุมมองของพุทธศาสนาแล้วถือว่า ประเพณีสารทเดือนสิบเป็นประเพณีที่มุ่งเน้นในคาสอน
เรื่องกรรมและการอุทิศส่วนกุศล ถึงแม้ว่าการนิยามความหมายของ "กรรม" ในประเพณีสารทเดอื นสบิ มีความ
แตกต่างจาก "กรรม" ในพุทธศาสนาเถรวาทอยู่บ้าง แต่ความเชื่อเรือ่ งกรรมที่ปรากฏอยใู่ นประเพณีสารทเดือน
สิบยังคงมุ่งเน้นที่ประเด็นสาคัญในคาสอน นั่นคือหลักศีลธรรมซ่ึงส่งผลให้ผู้เข้าร่วมทาความตีละเว้นความชั่ว
เพ่ือใหเ้ กดิ ผลดีและหลีกเสยี่ งผลร้ายท่ีจะเกิดขึน้ น่นั เอง"
คติและความเชื่อเร่ืองการอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้ตายนั้น มีเจตนาเพื่อช่วยให้ญาติผู้ที่ล่วงลับไปแล้วพัน
จากความทุกข์ในอบายภูมิบ้างก็เพื่อส่งเสริมให้ตวงวิญญาณไต้ไปสู่ภพภูมิที่ดียิ่งขึ้นไป และมีนัยเป็นการแสดง
ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษของตระกูลตน และในบางแห่งก็มีการทาพิธีอุทิศส่วนบญุ ให้แก่ตวงวิญญาณไร้ญาติ
ด้วย จากความเช่ือเร่ืองบาป บุญผสมผสานเข้ากันกับความเชื่อเร่ืองชีวิตหลังความตาย ว่าญาติบรร พชนท่ี
ล่วงลับไปแล้วนั้นดวงวิญญาณจะไปเกิดในภพภูมิตามกรรมที่ได้กระทาไว้ก่อนตาย ตังที่ปรากฏในขุททกนิกาย
คาถาธรรมบทว่า "ผู้ทาบาปเป็นปกติ ย่อมเศร้าโศกนาตโลกนี้ ละไปแล้วย่อมเศร้าโศก ย่อมเศร้าโศกในโลกทั้ง
สอง เขาเห็นกรรมเศร้าหมองของตนแล้วย่อมเศร้าโศก เขาย่อมเดือดร้อน ผู้ทาบุญไว้แล้ว ย่อมบันเทิงในโลกนี้
ละไปแล้วก็ย่อมบันเทิง ย่อมบันเทิงในโลกท้ังสอง เขาเห็นความหมดจดแห่งธรรมของตนย่อมบันเทิง เขาย่อม
ร่ืนเริง" จะเห็นได้ว่า คาสอนเร่ืองบาปบุญในพุทธศาสนามีอิทธิพลต่อความเชื่อ ทัศนคติและการตาเนินวิถีชีวิต
ต่อชนชาวเขมร เป็นท่ีมาของพิธกี รรมการอุทิศสว่ นบญุ โดยเชื่อวา่ จะชว่ ยใหว้ ญิ ญาณของเหลา่ บรรพชน ใหร้ อด
พ้นจากทคุ ตภิ ูมิ ไปสภู่ พภมู ทิ ด่ี ีกวา่
ประเพณีสารทนิยมทากันในช่วงเข้าพรรษา เพราะมีความเชอื่ วา่ ในช่วงเทศกาลสารท ประตูยมโลกจะ
เปิด สตั ว์นรกจะถกู ปลดปล่อยใหม้ ารบั ส่วนบุญจากญาติพ่ีนอ้ งเปรตจะเดินทางมาเย่ียมญาตทิ ี่ยงั มีชีวติ อยู่ ด้วย
ความหิวกระหาย เม่ือมาถึงก็จะอยู่ท่ีวัตรอคอยญาติหรือลูกหลาน ที่จะมาทาบุญอุทิศส่วนกุศลใหต้ น หากญาติ
หรือลูกหลานมาทาบุญให้ เปรตหรือผีบรรพบุรุษก็จะดีใจ ท่ีได้รับผลบุญจากญาติซ่ึงทาการอุทิศไปให้ เปรต
บรรพชนก็จะให้พรแกญ่ าติหรือลูกหลาน ให้มีความสุขความเจรญิ หากพวกเปรตเหลา่ นน้ั มาที่วตั แล้วไมพ่ บ
ญาติหรือลูกหลานมาทาบุญอุทิศให้ พวกเปรตก็จะเดินหาญาติของตนไปจนท่ัว ๗ วัต หากยังไม่พบอีก พวก
เปรตเหล่าน้นั จะสาปแชง่ ญาตหิ รือลูกหลาน ไห้พบแตค่ วามหายนะในชีวิต
บางคนยังเชื่อว่าพวกเปรตบางประเภทท้ังท่ีเป็นญาติและมิใช่ญาติ จะมาหาส่ิงโสโครก เช่น เสมหะ
ซากศพ กินเป็นอาหารได้ง่ายกว่าในฤตอู ื่น ความเช่ือเร่ืองการสาปแช่งของเปรต ผีบรรพชนผู้ล่วงสับไปแล้วนนั้
เป็นสาเหตุสาคัญที่ทาชาวเขมรเกิดความกลัว ดังน้ันในช่วงสารทชาวเขมรทุกคนไม่ว่าจะรวยหรือจนจะต้องไป
วัตอย่างน้อยให้ใต้หน่ึงคร้ัง เพื่อทาบุญอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้ล่วงลับ เพื่อขอส่วนบุญจากญาติพี่น้องของตน เม่ือ
ถึงวันข้ึน ๓๔ ค่าเตือนสิบ ในช่วงเชา้ เวลาประมาณตีส่ี ชาวบ้านพากันนาก้อนข้าว" ไปโยนไว้รอบโบสถ์โดยหวัง
ว่าผีบรรพบรุ ุษจะไต้รับก้อนขา้ วที่โยนไปให้ พอถึงร่งุ เข้าของวนั ข้ึน ๓๕ ค่า เดือนสบิ กจ็ ะมีการถวายภัตตาหาร
แต่พระสงฆ์ทวี่ ตั การทาทานอุทิศสว่ นบุญตังกลา่ วน้ีถือเปน็ สัญลกั ษณ์ และเปา้ หมายของพธิ ีกรรมบุญสารทน้ี
อยา่ งไรกต็ าม ถึงแม้วา่ ประเพณีบนพุจุมเบ็ญ จะมีความสาคัญต่อความเชอื่ ของชาวเขมร และต่อสังคม
ในแง่สอนคนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ การรู้จักตอบแ นบุญคุณของบุพพการี และรู้จักเสียสละทรัพย์สมบัติ
ส่วนตัวเป็นทาน อนุเคราะห์แก่ผู้อื่น กระนั้นก็ยังมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับกิจกรรมบางอย่างที่จัดข้ึนในช่วงเทศกาล
สารท เช่น การโยนขา้ วบณิ ฑ์รอบโบสถ์ การนาอาหารไปถวายพระสงฆ์เป็นจานวนมาก โดยพวกเขามองว่าการ
กระทาดังกล่าว เป็นการไม่เคารพต่อทานที่ตนทาอยู่และเป็นการเฟือยแทนที่จะนาสิ่งของเหล่าน้ันไปบริจาค
ใหแ้ ก่ผู้ยากไร้
นอกจากนี้ ก็ยงั มีประเดน็ อ่นื อกี ที่ชวนใหเ้ กิดข้อสงสยั ในหมนู่ ักวิชาการบางท่านวา่ หลักคาสอนเกี่ยวกับ
การอุทิศส่วนบุญนั้นขัดกับกฎแห่งกรรมหรือไม่ เพราะไนหลักคาสอนหลายๆ แห่ง ปรากฏคาสอนเกี่ยวกับกฎ
แห่งกรรมว่าได้รับผลกรรมช่ัว" น้ัน ก็ในเมื่อวิบากของกรรมเป็นท่ีเนื่องม ากการกระทาของบุคคลผู้กระทาเอง
แล้ว การท่ีบุคคลผู้ทาการอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้อ่ืน เพื่อให้เซาได้รับผลท่ีเกิดจากการกระทาของตน จะขัดกับ
หลกั กฎแหง่ กรรมดงั กลา่ วหรอื ไม่ เพราะดเู หมอื นวา่ ผูร้ ับสว่ นบุญไม่ไดเ้ ป็นผกู้ ระทาบญุ เอง หากแต่เป็นผรู้ ับผลท่ี
เกิดจากการกระทาของบุคคลอ่ืน โดยอาศัยเงื่อนไขเพียงการรับรู้และอนุโมทนา ในส่วนบุญท่ีบุคคลอื่นอุทิศให้
เทา่ นัน้
ดังทไี่ ดก้ กลา่ วมาท้ังหมด ทาให้ผูว้ จิ ัยมีความประสงค์จะศึกษาเรื่องการอุทิศสว่ นกุศลในประเพณีสารท
ของชาวเขมร เพ่ือศึกษาปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วน้ันให้มีความชัดเจนมากย่ิงข้ึน และเพ่ือให้ประเพณีสารท
มีคุณค่าสามารถเชื่อมโยงกับความเชื่อ หลักคาสอนทางพระพุทธศาสนา เพื่อช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์อันแน่น
ระหว่างคนในครอบครวั เครือญาตติ ลอดถึงสร้างความสมั พนั ธ์ระหว่างสงั คมให้ไดม้ ากทีส่ ดุ
วัตถปุ ระสงค์
1. เพื่อศึกษาการอุทศิ ส่วนบญุ ตามหลกั คาสอนพุทธศาสนาเถรวาท บ้านศรีพฒั นา ตาบลนอกเมือง
อาเภอเมือง จังหวัดสุรนิ ทร์
2. เพือ่ วเิ คราะหก์ าเนิดและพัฒนาการของประเหณสี ารท บ้านศรีพัฒนา ตาบลนอกเมือง อาเภอเมือง
จงั หวัดสรุ ินทร์
3. เพอ่ื วิเคราะหพ์ ฒั นาการและการอุทศิ สว่ นบญุ ในประเทณีสารท (พุจมุ เบ็ญ) บา้ นศรีพฒั นา ตาบล
นอกเมือง อาเภอเมอื ง จังหวัดสุรนิ ทร์
วิธีดาการวิจยั
การวิจัยคร้ังนี้ ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยเทคนิควิธีการศึกษาเอกสาร
(Documentary Study) และการศกึ ษาข้อมูลภาคสนาม (Field Study)
ประชากรคือ ชาวบ้าน บ้านศรีพัฒนา ตาบลนอกเมือง อาเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ซ่ึงเป็นกลุ่มไทย
เขมร ท่ีทาเกี่ยวกับ การอุทิศส่วนบุญในประเพณีสารทเขมรโดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive
Sampling) จากตัวแทนของกลุ่ม กลุ่มผู้ปฏิบัติ คือ ได้แก่ ผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลท่ัวไป คือ คนในครอบครัว
หรอื บุคคลทีอ่ ยใู่ กล้ชดิ
เครื่องมือ การเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล เคร่ืองมือหลักคือผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากเอกสารและข้อมูล
ภาคสนาม โดยใช้เทคนิควิธีการสังเกต สังเกตแบบมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ สัมภาษณ์เชิงลึก แบบไม่มี
โครงสร้าง และการสนทนากลุ่ม ใช้เทคนิคสามเส้าในการหาคุณภาพของข้อมูล แล้วนามาวิเคราะห์เน้ือหา
(Content analysis) และนาเสนอผลแบบพรรณนาวิเคราะห์ (Descriptive analysis)
ผลการวจิ ัย
1.การอทุ ศิ สว่ นบญุ ตามหลักพุทธศาสนา
ตามหลักคาสอนพุทธศาสนาบุญถือได้ว่าเป็นส่ิงที่สาคัญต่อการดาเนินชีวิตของชาวพุทธทุกคน ในแง่
ความเชือ่ ท่ีวา่ บญุ เป็นชื่อของความสุข นา่ รกั น่าปรารถา และสามารถอานวยให้การดาเนนิ ชวี ิตในการทาหากิน
ราบร่ืนตี เป็นต้น หากปราศจากบุญแล้วชีวิตจะย่าแย่ประสบกับเคราะห์ร้ายหากินไม่ข้ึน บุญดังท่ีได้กล่าวมาน้ี
เป็นบุญให้ระดับโลกีย์สาหรับผู้ยังมีความยึดติดอยู่กับการเสวยความสุขในโลกมนุษย์หรือเทวดา เป็นตัน
นอกจากนี้ บญุ ก็ยังสามารถพลักดันใหผ้ ู้ที่มีความเบ่ือหน่ายในวฏั ฏะให้พ้นจากความทุกขใ์ นวัฏฏะได้ บุญชนิดนี้
พุทธศาสนาเรียกว่า โลกบุญ โดยวัตถุประสงค์ ในกระทานั้นมุ่งหวังท่ีจะพันจากทุกข์เพียงอย่างเดียว เช่น การ
บาเพญ็ ของพระโพธสิ ตั วใ์ นพระสูตรพระพุทธเจา้ ได้ตรัสถึงวธิ ีการที่จะทาให้เกดิ บุญ มี 3 ทางดว้ ยกัน คอื 1) บุญ
สาเร็จด้วยทาน 2) บุญสาเร็จวยการรักษาศีล 3) บุญสาเร็จด้วยการเจริญภาวนา สาระสาคัญของการทาบุญใน
พุทธศาสนา ก็คือพระพุทธเจา้ สอนให้รูจ้ ักแบ่งปันช่วยเหลือเกอ้ื กลู ผทู้ ปี่ ระสบทุกข์ใด้ยาก ท้งั ทีเ่ ปน็ ญาตแิ ละมิใช่
ญาติ ตามหลักสังคหวัดถุ และหลักการสงเคราะห์ญาติท่ีปรากฏมงคลสูตรโดยการสงเคราะห์ญาติหมายความ
เอาเฉพาะญาติท่ยี ังมชี วี ติ อย่เู ทา่ น้นั ยงั หมายถงึ มารดาบิดา หรอื ญาติทีส่ ่วงลับไปแลว้ อีกดว้ ย ดังนัน้ การทาบุญ
ในพุทธศาสนานอกจากผู้กระทาจะได้บุญแล้วปฏิกคาหก (ผู้รับ) ก็สามารถยังชีพได้ชั่วคราวตัวยไทยธรรม
เหลา่ น้นั ยงิ่ กว่าน้นั บญุ ทเ่ี กดิ จากการทาทานนั้นกส็ ามารถอุทิศให้ญาติผู้ล่วงลับไดอ้ ีกด้วย
2.คตคิ วามเชื่อของศาสนาพราหมณแ์ ละพทุ ธท่ปี รากฏในประเพณสี ารท
ประเพณีสารท (พจุมเบ็ญ) เป็นประเพณีหน่ึงท่ีมีพัฒนาการมาจากความเช่ือเร่ืองความเป็นอยู่ หรือ
ชีวิตหลังความตายของวิญญาณ "ผู้ตาย" ซ่ึงส่วนมากก็จะหมายถึงวิญญาณบรรพชนในตระกูล หรือคนท่ีตนรัก
คนทีเ่ ปน็ ทเ่ี คารพของสงั คมนั้น มนุษยใ์ นยคุ โบราณมีความเชื่อวา่ ตวงวญิ ญาณของบรรพชนตายแตร่ ่างกาย สว่ น
วิญญาณยังอยู่ในภพภูมิท่ียังมีความต้องการเหมือนผู้ท่ียังมีชีวิตอยู่ ด้วยเหตุน้ีจึงมีการจัดการศพด้วยความรัก
ความยกย่องหรือความกลัว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จึงเป็นท่ีมาให้เกิดพิธีกรรมต่าง ๆ พิธีการเช่นสังเวย
หรอื บูชายญั ในกาลต่อมา ความเช่อื ในเร่ืองวิญญาณ หรือชีวติ หลงั ความตายนี้ มมี านานตัง้ แตย่ ุคศาสนาโบราณ
ก่อนยุคพุทธกาล และมีการพัฒนาการของความเชื่อเรื่อยมา จนกลายเป็นประเพณี ท่ีมีรูปแบบและพิธีกรรม
ชัดเจนมากยิ่งข้ึนและมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ตามความเป็นอยู่ของแต่ละชนชาติ ตามสภาพ
ภมู ศิ าสตร์และสง่ิ แวดล้อมต่าง ๆ ของสงั คมขณะนัน้ ( โดยมีเจ้าพิธหี รือเจา้ ลัทธิ (ท่ีมีอิทธิพลในขณะน้ัน) หรือผู้
ท่ีได้รับการเคารนับถือเป็นผู้กาหนดวิธีการ กาหนตสิ่งของที่จะใช้ในพิธี กาหนดวันเวลาที่จะประกอบพิธีการ
รวมทั้งยังเป็นผู้ดาเนินพิธีการ สารยายมนต์ ติดต่อกับส่ิงศักด์ิสิทธ์ิต่าง ๆ หรือเทพเจ้าท่ีนับถือซ่ึงเช่ือว่าจะตล
บันดาล ให้คุณห้โทษต่อตนเองต่อชุมชน รวมทั้งตวงวิญญาณผู้ตาย (สัมภาษณ์ นายหริร์กษ์ อรุโณทัย, 1
ตลุ าคม 2565) นางสาวอษุ า รตั นกาเหนดิ
ภาพสัมภาษณ์ นายหรริ ์กษ์ อรุโณทัย, 1 ตุลาคม 2565
ความเชื่อเรื่องการเช่นสังเวยวิญญาณบรรพบุรุษก็ใต้แพร่หลายท่ัวชมพูทวีป เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้
แล้วพระองค์ก็ไม่ใต้ปฏิเสธเรื่องการเช่นสังเวยบรรพบุรุษ เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการบูชาเช่น
สงั เวยมาเปน็ การทาบุญอุทศิ ใหบ้ รรพบุรษุ แทนเทา่ นั้นเอง
ในประเทศกัมพูชา คติความช่ือเรื่องบูชาหรือเชน่ สังเวยบรรพบุรุษมีมานานแล้วก่อนที่วัฒนธรรมแบบ
อินเตียจะแพร่เข้ามา และก็เป็นส่วนหน่ึงที่ทาให้วัฒนธรรมแบบอินเตียแทรกซึมเข้าสู่วิถีชีวิตของชาวบ้านได้
อย่างรวดเร็ว เน่ืองจากลักษณะความเชื่อนั้นมีความใกล้เคียงกัน การบรรจบกันระหว่างสองวัฒนธรรมจึงเป็น
บอ่ เกิดของประเพณีอยา่ งทเี่ หน็ กันในปจั จุบัน เช่น ประเพณีสารท (พจมุ เบ็ญ) ซง่ึ เปน็ ประเพณีที่มุ่งจะอทุ ิศส่วน
บญุ ให้แกผ่ ลู้ ว่ งลับ
3.คตคิ วามเชอื่ เกีย่ วกับประเพณีสารทในสงั คมเขมร
จากการศึกษาพบวา่ ก่อนทวี่ ัฒนธรรมแบบอนิ เตียจะเขา้ มามีบทบทบนดินแดนทเ่ี ป็นพ้นื ท่ีของประเทศ
กมั พูชาในปัจจบุ ัน ชาวเขมรมีศาสนาตั้งเดมิ ของตนอยแู่ ล้ว กล่าวคอื การเคารพนบั ถือเนยี๊ ะตา หรือผบี รรพบรุ ษุ
โดยพวกเขามีความเชื่อว่าผู้ตายไปแล้วจะไปเกิดเป็นเน๊ียะตา ยิ่งผู้ท่ีมีชื่อเสียงหรือมีบทบาทในสังคม เม่ือตาย
แล้วยง่ิ ไดร้ ับการยอมรบั จากชาวบ้าน ในเร่ืองการมอี านาจบารมสี ามารถดลบันตาลให้ผู้ทีย่ ังมีชีวิตอยปู่ ระสบกับ
ความสุขและความทุกข์ใด้ หากผู้ใดไม่เคารพนับถือ หรือประพฤติผิดจารีตประเวณีจะถูกเน๊ียะตาลงโทษ เพ่ือ
ไดม้ าซ่ึงความสุขหรือมใิ หเ้ นย็ ะตาลงโทษกต็ ้องมีการแลกเปล่ยี นตวั ยเครื่องสังเวย หรอื การขอขมา
ประเพณีสารทเขมร (พจุมเบญ) นั้นเกิดข้ึนจากการรวมตัวกันระหว่างความเช่ือเร่ืองการเคารพบูชา
เน็ยะตาและวัฒนธรรมแบบอินเตีย (คืออิทธิพลจากหลักคาสอนของศาสนาพราหมณ์และพุทธ โดยทั้งสอง
วัฒนธรรมน้ีได้ให้คุณค่กับผีบรรพบุรุษ กล่าวคือมีการตอบแทนผู้ล่วงลับโดยการเช่นไหว้ บวงสรวงเหมือนกัน
การท่ีมีวัฒนธรรมคล้ายกันนี้เองที่ทาให้ชาวเขมรยอมรับมาปฏิบัติตาม แต่การเคารพบูชาผีบรรพบุรุษในยุคตนั
นั้นเป็นเพียงพธิ กี รรมทก่ี ระทาขึน้ เพือ่ อ้อนวอน
ขอความสุขเท่าน้ันเอง ยังไม่เรียกว่าเป็นประเพณีสารท คาว่า "สารท" ในประเทศกัมพูชาเร่ิมมีการจารึกเป็น
ลายลักษณ์อักษรในรัชสมัยของสมเด็จพระสัตถาท่ี 1 (พ.ศ.21 19-2129) และในรัชสมัยสมเด็จพระศรีสุริโย
พรรณ (พ.ศ. 2146-2161) โดยมีวัตถุประสงค์หลักอยู่ 4 ข้อ คือ 1) เพื่อสอนเรื่องกรรมและผลของกรรม 2)
เพ่ือสอนเร่ืองกตัญญูกตเวที 3) เพือ่ สอนเร่ืองให้มีการแบ่งปัน (การใหท้ าน)และการแผ่เมตตาธรรมให้แก่มนุษย์
และสัตว์ 4) เพ่อื ใหเ้ กิดความสามัคคี
ในด้านความเช่อื ชาวเขมรมีความเช่อื ว่าหากพวกเปรตไปหาท่ีบา้ นแล้วก็ไมเ่ ห็นญาติกระทาบุญอุทิศให้
พวกตน จึงเดินหากครบ 7 วัด หากไม่เจอก็ผิดหวัง จึงพากันสาปแช่งญาติที่ยังมีชีวิตไม่ให้มีความเจริญในการ
ทามาหากิน ให้ประสบแตค่ วามหายนะ ตงั น้ัน ในชว่ งเทศกาลสารท 15วัน ชาวเขมรมักจะไปวัดเพือ่ ฟงั พระสงฆ์
เจริญพระปริตร ฟังธรรมเทศนา ปราภวสูตร และโยนบายเข็ญ หรือไม่ก็หาโอกาสนิมนต์พระมาท่ีบ้านของตน
เพ่ือทาบญุ บงั สกุ ลุ อทุ ิศให้แก่ญาติผู้ลว่ งลบั
ในประเพณีสารท (พจุมเบ็ญ) มีกิจกรรมหลายอย่าง เช่น การอุทิศส่วนบุญให้ผู้อ่ืนท่ีดูเหมือนจะขัดกบั
กฎแห่งกรรมที่ว่า บุรุษทากรรมเหล่าใดไว้ เขาย่อมเห็นกรรมเหล่าน้ันในตน ผู้ทากรรมดีย่อมได้รับผลตี ผู้ทา
กรรมชัว่ ยอ่ มได้รบั ผลชั่ว บุคคลหวา่ นพชื เช่นใตยอ่ มไดร้ ับผลเชน่ นั้น และในตวั ประเพณีเองก็ดเู หมือนจะสอนให้
เกิดความชุม่ เฟือ้ ยอกี ดว้ ย
จากการศึกษาพบว่า การอนุโทนาส่วนบุญ ก็คือการกระทากรรมทางจิตอย่างหน่ึงกล่าวคือเม่ือผู้รับ
สว่ นบญุ ได้รบั รู้วา่ มีญาติอทุ ิศสว่ นบญุ ไปให้แลว้ เปลง่ ว่าอนุโมทนาว่า "สาธุ ๆ" การเปล่งวาจาอนุโมทนากค็ อื การ
กระทากรรมทเี่ รยี กว่า "วจีกรรม" หรอื ไมก่ ็มีใจพลอยจติ ยินดีตามเรียกว่า "มโนกรรม" ซึ่งเป็นเหตุใหเ้ กดิ บุญจาก
การอนุโมนา (ปัตตานุโมทนา) ตังนั้น "ส่วนบุญ" จึงมิใช่การส่งถึงกันและกัน หากแต่เป็นสิ่งที่เกิดจากจิตของผู้
อนโุ มทนาเอง หรอื จะเรียกวา่ "บญุ เป็นปจั จัยให้เกิดบุญ" กไ็ ด้ ตงั ท่พี ระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า กรรมอันคนอ่ืน
ทาแล้ว ย่อมให้ผลแก่คนอื่นหาไม่ แต่ว่าวัตถุท่ีเขาอุทิศให้อย่างนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแห่งกุศลกรรมของพวกเปรต
โดยส้ินเชิง
สรุปผลอภปิ รายผล
สาหรับพุทธศาสนาเอง การอุทิศส่วนบุญถือว่าเป็นกิจกรรมสาคัญที่ชาวพุทธทุกคนควรกระทา เพ่ือ
เปน็ การตอบสนองบุญคุณมารตาบิดาหรือญาตทิ ส่ี ่วงลับไปแลว้ ให้ได้ไปเกิดในภพภูมิท่ีดีขน้ึ การกระทาทักษิณา
เพ่ืออุทิศส่วนบุญน้ัน ล้วนเป็นการส่งเสริมกตัญญูกตเวทีให้แก่ลูกหลานและถือว่าเป็นการช่วยสง่ เสริมคุ้มครอง
วิญญาณของบรรพบุรุษไต้เป็นอย่างดี มิใช่เป็นการบูชาผีสางเทวตาแต่ประการใต การอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้
ล่วงลับตามติความเช่ือของชาวพุทธ ส่วนมากมักจะมีการนิมนต์พระสงฆ์ถวายภัตรแล้วอุทิศส่วนบุญให้แก่คน
ตายนัน้ มีลักษณะใกล้เคียงกับคติความเช่ือของชาวฮนิ ตู ที่มธี รรมเนยี มการกระทาทักษิณาให้แก่คนตายที่เรียก
กันว่า "สารท หรือ ศราทธ์" คือพวกเขาจะอันเชิญพวกพราหมณ์ด้วยกันมาเล้ียง เสร็จแล้วแจกไทยธรรม ผ้าถือ
เป็นสิง่ จาเปน็ ทีจ่ ะเว้นไม่ใต้ พวกพราหมณ์คร่งครตั ในเร่อื งนี้มาก เพราะไมอ่ ยากให้บรุ พบิตรของเขาหิวกระหาย
และเปลอื ยกาย
การอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้ลว่ งลับ มีบิดามารดา เป็นตัน เป็นหน้าท่ีโดยตรงของผู้ท่ียังมีชวี ติ อยู่ ที่จะต้อง
ทาเพื่อประกาศเกียรติคุณของบรรพชนเหล่านั้นให้ปรากฏแก่สาธุชน การกตัญญูรู้คุณนี้พระพุทธเจ้ามิได้
จาเพาะระหวา่ งบุคคล 2 จาพวก คือบติ ามารดากับบตุ รเทา่ น้ัน แต่ยังหมายเอาความกตญั ญรู ะหวา่ งครูอาจารย์
กับลูกศิษย์ ระหว่างมิตรกับมิตร เป็นต้น โดยแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ กตัญญูกตเวท่ีต่อบุคคลผู้มีคุณความตี
หรืออุปการะต่อตนเป็นส่วนตัว และกตัญญกตเวทีต่อบุคคลผู้ได้บาเพ็ญคุณประโยชน์หรือมีคุณความดีเก้ือกูล
แก่ส่วนร่วม เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงแสตงความกตัญญูกตเวทีต่อพระพุทธเจ้าโดยฐานท่ีได้ทรงประกาศ
ธรรมยังหมู่ชนใหต้ ั้งอยู่ในกุศลกัลยาธรรมพิธกี รรมเก่ียวกับการอุทิศสว่ นบุญ หรือที่เรียกว่า "สารท" หรือ "พจุม
เบ็ญ" เป็นประเพณีท่ีสาคัญ มีความเป็นอกลักษณ์เป็นของตนเอง คือเน้นการอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้ล่วงลับ ซ่ึง
เอกลักษณ์น้ีเองที่เป็นจุดเด่นของงาน เมื่อถึงเทศกาลเมื่อไรชาวพุทธเขมรทุกพื้นที่มักจะมีการให้ทานรักษาศีล
เจริญภาวนา เพ่ืออุทิศส่วนบุญให้แก่บุพการีของตน ในบ้างท้องถิ่นเชื่อกันว่า หากลูกหลานไม่ใด้ไปวัดทาบุญ
อทุ ศิ ไปให้ เหล่าบรรพชนก็จะสาปแช่ง ให้ประสบแต่ความหายนะ หาเลยี้ งชพี ไมเ่ จริญ เปน็ ตน้ ตังน้นั ประเพณี
สารทจึงมเี อกลักษณเ์ ฉพาะตา่ งจากประเพณีอื่น(สมั ภาษณ์ นางสาวอษุ า รัตนกาเหนดิ , 1 ตลุ าคม 2565)
อน่ึง การที่ชาวพุทธนิยมนาไทยธรรมจานวนมากมาทาบุญในช่วงเทศกาลสารทมิใช่เป็นการพุ่มเฟ้ือย
แต่อย่างใด รวมท้ังตัวประเพณีเองก็ไม่ใต้สอนให้ชาวพุทธมีความพุ่มเฟ้ือย การท่ีนักวิชาการบางคนมองว่าการ
เบาะบายเบ็ญก็ดี การนาอาหารมาถวายพระสงฆ์เป็นจานวนมากก็เป็นเร่ืองผิดต่อหลกั คาสอนพุทธศาสนาและ
เปน็ เร่อื งพุ่มเฟ้ือยนั้น เพราะเขามองจากภาพรวมภายนอกโดยพวกเขาไมเ่ คยรับรวู้ า่ ของที่นาไปถวายพระสงฆ์
เป็นจานวนมากน้ันเมื่อเสร็จพิธแี ล้วพระสงฆ์และมัคทายกมีวิธีจัดการอย่างไร ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการเบาะ
บายเข็ญก็เป็นเพียงพิธีกรรมหน่ึงเพื่อดึงให้วัยรุ่นรู้จักเข้าวัดทาบุญ ฟังพระสงฆ์สวดปราภวสูตรเป็นต้น ภายใต้
แนวคิดการเบาะบายเบ็ญให้เปรตน่ันเอง ส่วนอาหารที่นามาถวายพระสงฆ์ หากเป็นของที่บวชส่วนมากจะ
นาไปแจกตามโรงเรียน หรือเรือนจา ก่อนท่ีของเหล่านั้นจะเสีย ดังนั้น แก่นแท้และแนวคิดของประเพณีที่
นักปราชญ์ใต้สร้างมาก็เพื่อให้ชาวพุทธไต้เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรม รู้จักตอบแทนผู้มีพระคุณ โดยการแบ่งปัน
ไทยธรรมตลอดจนให้รู้จักแบ่งปันส่วนบุญให้แก่ผู้ส่วงลับ ย่ิงไปกว่าน้ันสอนให้สังคมเกิดความสามัคคี ซึ่งเป็น
วตั ถุประสงค์หลักของประเพณีนัน่ เอง(สัมภาษณ์ นางสาวอษุ า รัตนกาเหนดิ , 1 ตลุ าคม 2565)
ภาพสมั ภาษณ์ นางสาวอษุ า รัตนกาเหนดิ , 1 ตุลาคม 2565
ขอ้ เสนอแนะ
งานวิจัยเรื่อง "การอุทิศส่วนบุญในประเพณีสารทเขมร (พจุมเบ็ญ)" ตามที่ไต้นาเสนอมาน้ีมีบาง
ประเด็นท่ีไม่ได้นาเสนอโดยละเอียด ซ่ึงเป็นประเด็นท่ีน่าศึกษาวิจัยเพ่ิมเติม เพ่ือให้เกิดความเข้าใจเร่ือง "การ
อุทิศส่วนบุญ" ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น 1) การศึกษาวิเคราะห์เรื่องการอุทิศส่วนบุญท่ีปรากฏในศิลาจารึกสมัยหลัง
พระนคร 2) การศึกษาเปรียบแนวคิดเรื่องการอุทิศส่วนบุญท่ีปรากฏในศิลาจารึกสมัยหลังพระนครกับ
พระไตรปฎิ ก 3 การศึกษาวเิ คราะห์แนวคิดเร่ืองพระเจ้าธรรมิกในสังคมเขมร ทง้ั 3 หัวข้อตังที่ไดย้ กมาลว้ นเป็น
เรื่องทน่ี ่าศึกษาวจิ ัยเพมิ่ เตมิ
เอกสารอ้าง
ชาญชยั คงเพยี รธรรม. (2550). ความเช่ือเร่อื ง 'เน่ยี ะตา" ในสงั คมเขมร. วารสารมนษุ ยศาสตร์
สังคมศาสตร.์ มหาวิทยาลัยทักษิณ. 4-6(2).
พระมหากงั วล คัชชิมา. (2532). ความเชื่อและการทาบุญในพระพทุ ธศาสนาทปี่ รากฏในจารกึ เชมร
สมยั กลาง (MA). ในภาษา-จารกึ ฉบับ 6: ครุ ุบชู า ครุ รุ าลกึ 269-278 ในภาษา-จารึกฉบับ 6:
ครุ ุบชู า ครุ ุราลึก. วิทยานพิ นธ์มหาบณั ฑติ , ภาควชิ าภาษาตะวันออกและชมรมรวมใจจารึก,
มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร.
นางสาวอุษา รตั นกาเหนิด. (2565). การอุทิศส่วนบุญในประเพณสี ารทเขมร (บุญพจุมเบญ็ ).สัมภาษณ์, 1
ตุลาคม 2565
นายหริรก์ ษ์ อรโุ ณทยั . (2565). การอทุ ิศส่วนบุญในประเพณีสารทเขมร (บญุ พจุมเบ็ญ).สัมภาษณ์, 1 ตลุ าคม
2565
มหามกุฎราชวิทยาลยั . (2534). พระไตรปฎิ กพร้อมอรรถกถาฉบับมหากุฎราชวิทยาลยั . กรุงเทพฯ:
โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย.
อนิ ทร์ เอยี ต และ In Eath (2558). การศึกษาวเิ คราะห์เรื่องการอุทิศสว่ นบุญในประเพณีสารทเขมร (พจฺ ุมเบญ็ ).
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.์
ภาพประกอบ