บทพเิ คราะห์
กรณศี ึกษา วรรณกรรม ล้านนา
เรื่อง มะเมี๊ยะ
(ตานานรักต้องห้ามของเจ้าชายเมืองเหนือกบั มะเม๊ียะ สาวชาวพม่าแห่งเมืองมะละแหม่ง)
นาเสนอโดย
นายอศั วิน แสงเป็ ก
นักศึกษาระดบั ปริญญาโท
รหัสนักศึกษา 650332008
“เจ้าน้อยศุขเกษม คือ ใคร ? ”
เจา้ นอ้ ยศุขเกษม เป็นราชโอรสองคใ์ หญ่ของเจา้ แกว้ นวรัฐกบั แม่เจา้ จามรีมหาเทวี
ประสูติเม่ือปี พ.ศ 2423 มีนอ้ งสาวและนอ้ งชายร่วมพระมารดา คือ เจา้ บวั ทิพย์ และเจา้ วงษต์ ะวนั
ณ เชียงใหม่ โดยขณะน้นั เจา้ แกว้ นวรัฐผบู้ ิดาดารงตาแหน่งเจา้ อปุ ราช ซ่ึงเป็น 1 ใน 5 ตาแหน่ง
สาคญั ของระบบการปกครองลา้ นนา ที่เรียกวา่ “เจา้ ขนั 5 ใบ” อนั ประกอบดว้ ย เจา้ เมือง เจา้ อุปราช
เจา้ ราชวงศ์ เจา้ ราชบุตร และเจา้ บุรีรัตน์ ดว้ ยเหตุท่ีเจา้ นอ้ ยศขุ เกษมเป็นบุตรของเจา้ อปุ ราช จึงถือวา่
เป็นบุคคลท่ีมีความสาคญั ไม่นอ้ ย โดยในปี พ.ศ. 2441 ดว้ ยวยั 15 ปี เจา้ นอ้ ยศขุ เกษมกถ็ กู ส่งตวั ไป
ศึกษายงั โรงเรียนเซนตแ์ พทริคในเมืองมะละแหม่งของพม่า และไดพ้ บรักกบั มะเมียะแม่คา้ สาวชาว
พม่าในปี พ.ศ. 2445 จนกระทง่ั ไดใ้ ชช้ ีวิตอยรู่ ่วมกนั ฉนั สามีภรรยา ดว้ ยความสนบั สนุนของทาง
บา้ นของมะเมียะ ถึงปี พ.ศ. 2446 หลงั จากที่เจา้ นอ้ ยศุขเกษมอยเู่ มืองมะละแหม่งได้ 5 ปี กถ็ ึงเวลาที่
ตอ้ งกลบั เชียงใหม่ เจา้ ศขุ เกษมกพ็ าไดม้ ะเมี๊ยะกลบั มาดว้ ย แต่สุดทา้ ยกไ็ ม่ไดร้ ับการยอมรับกบั ทาง
เชียงใหม่ เพราะช่วงน้นั พม่าตกเป็นเมืองข้ึนขององั กฤษ ที่กาลงั มีคดีความกบั สยามอยู่ มะเมียะจึง
ไดถ้ ูกส่งตวั กลบั พม่าทนั ที น้นั ความรักของคนท้งั สองกต็ อ้ งอวสาน เหตุเพราะวา่ มะเม๊ียะเป็นพม่า
เป็นคนสญั ชาติองั กฤษ ต่อมามีดาริจากเจา้ ราช ชายาดารารัศมี ถึงเจา้ นอ้ ยศขุ เกษมใหเ้ ขา้ รับราชการ
ที่กรุงเทพ โดยหลงั จากน้นั เจา้ นอ้ ยศขุ เกษมไดเ้ ขา้ พธิ ีสมรสกบั เจา้ บวั ชุม ณ เชียงใหม่ เจา้ นอ้ ยศุข
เกษมมีอุปนิสยั ไม่เอาการเอางาน ชอบแต่สุรา ดว้ ยเหตุฉะน้ีจึงไดร้ ับแต่งต้งั เป็นเพียง "เจา้ อุตรการ
โกศล" ซ่ึงไม่มีสิทธิข้ึนครองนครต่อเน่ืองจากไม่ใช่ตาแหน่งเจา้ ขนั หา้ ใบ เจา้ ศุขเกษมถึงแก่กรรม
ดว้ ยโรคเสน้ ประสาทพกิ ารเร้ือรัง เม่ือวนั ท่ี 20 มีนาคม พ.ศ. 2456 สิริอายุ 33 ปี [4] (นบั แบบปัจจุบนั
ตรงกบั พ.ศ. 2457) โดยมีพธิ ีปลงศพ ในวนั ที่ 31 สิงหาคม ของปี เดียวกนั
“สาวพม่า ทีช่ ่ือ มะเม๊ยี ะ คือใคร? ”
มะเมยี ะเป็นสาวแม่คา้ ชาวพม่าที่อยใู่ นเรื่องเล่าของประวตั ิศาสตร์เชียงใหม่ ซ่ึงในขณะน้นั เชียงใหม่ยงั คงเป็นส่วนหน่ึงในมลฑล
พายพั ของสยาม มะเมียะปรากฏตวั คร้ังแรกอยใู่ นหนงั สือ "เพชรลานนาเล่ม 1" ของคุณปราณี ศิริธร ณ พทั ลงุ ที่กล่าวถึง ความรักของมะเมียะ
หญิงสาวชาวพม่ากบั กบั เจา้ อุตรการโกศลแห่งนครเชียงใหม่ เมื่อคร้ังท่ีเจา้ อุตรการโกศล (ศุขเกษม ณ เชียงใหม่) เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนท่ี
เมืองมะละแหม่ง ประเทศพม่า แต่ความรักตอ้ งจบลงดว้ ยความโศกสลด อนั เป็นท่ีมาของตานานความรักที่เล่าขานมาจนถึงปัจจุบนั มะเมียะ
เป็นแม่คา้ สาวชาวพม่า พบรักกบั เจา้ อุตรการโกศล (ศุขเกษม ณ เชียงใหม่) เจา้ อุตรการโกศลแห่งนครเชียงใหม่ เม่ือเจา้ นอ้ ยฯ อายุ 19 ปี ขณะที่
เจา้ นอ้ ยศุขเกษมฯ ไดอ้ อกเดินเที่ยวในตลาด จึงไดค้ บหากนั และใชช้ ีวิตอยรู่ ่วมกนั ฉนั สามีภรรยา โดยท้งั สองไดส้ าบานต่อกนั ณ ลานหนา้ พระ
ธาตุใจต้ ะหลนั่ วา่ จะรักกนั ตลอดไปและจะไม่ทอดทงิ้ กนั หากผ้ใู ดทรยศต่อความรักทม่ี ีให้กนั กข็ อให้ผ้นู ้ันอายุส้ัน
เมื่อเจา้ นอ้ ยฯ อายคุ รบ 20 ปี และมีกาหนดตอ้ งเดินทางกลบั เชียงใหม่ มะเมียะกไ็ ดป้ ลอมตวั เป็นชายติดตามขบวนเพ่ือกลบั ไปยงั
เมืองเชียงใหม่ ในฐานะเพ่ือนหนุ่มชาวพม่า ตามความตอ้ งการของเจา้ นอ้ ยฯ โดยท้งั สองไม่รู้เลยวา่ เจา้ พอ่ และเจา้ แม่ของเจา้ นอ้ ยฯ ไดห้ ม้นั
หมายเจา้ หญิงบวั นวลใหเ้ จา้ นอ้ ยฯ ไวแ้ ลว้ มะเมียะตอ้ งแอบซ่อนในบา้ นหลงั เลก็ ในขณะที่เจา้ นอ้ ยศุขเกษมไดใ้ ชเ้ วลาคิดใคร่ครวญและ
ตดั สินใจเล่าความจริงใหท้ ้งั สองฟัง แต่เม่ือคืนหน่ึงเจา้ นอ้ ยฯ กลบั ไปยงั ท่ีพกั แลว้ มะเมียะซ่ึงไดร้ ับการเกล้ียกล่อมโดยหญิง-ชาย ชาวพม่า ให้
นางกลบั ไปรอเจา้ นอ้ ยฯ ท่ีเมืองมะละแหม่ง มิฉะน้นั บา้ นเมืองอาจเดือดร้อน นางไดเ้ อ่ยข้ึนดว้ ยความเสียใจและยนิ ยอมจากไปเพื่อมิใหผ้ ใู้ ด
ไดร้ ับความเดือดร้อน แมต้ วั นางจะจากไกล แต่ความรักอนั มนั่ คง ยงั คงอยดู่ งั คาสาบานที่เคยใหไ้ วแ้ ก่กนั และกนั ฝ่ ายเจา้ นอ้ ยฯ ยงั คงยนื ยนั ใน
ความรักที่มีต่อมะเมียะ และขอใหน้ างกลบั ไปรอที่บา้ นก่อน หากมีวาสนาจะกลบั ไปรับนางมาอยดู่ ว้ ยกนั ท่ีเชียงใหม่ใหไ้ ดห้ ลงั จากท่ีทราบขา่ ว
การเขา้ พิธีมงคลสมรส ระหวา่ งร้อยตรีเจา้ อุตรการโกศลฯ กบั เจา้ บวั ชุม ณ เชียงใหม่ แม่ชีมะเมียะจึงเดินทางมายงั เมืองเชียงใหม่และขอเขา้ พบ
เจา้ นอ้ ยฯ เป็นคร้ังสุดทา้ ย เพื่อแสดงความยนิ ดีกบั ชีวติ ที่กาลงั รุ่งโรจน์ องคอ์ ดีตสวามีผเู้ ป็นท่ีรัก ก่อนท่ีตนจะตดั สินใจครองตนเป็นแม่ชีไป
ตลอดชีวติ แต่เจา้ นอ้ ยศุขเกษมผยู้ ดึ สุราเป็นที่พ่ึงดบั ความกลดั กลุม้ อนั เกิดจากความรักอาลยั ในตวั มะเมียะ ชีวิตที่ไม่เคยมีความสุขในชีวติ
สมรส ท่านไม่สามารถหกั หา้ มความสงสารท่ีมีต่อมะเมียะได้ จึงไม่ยอมลงไปพบแม่ชีมะเมียะตามคาขอร้อง เพียงแต่มอบหมายใหเ้ จา้ บุญสูง พี่
เล้ียงคนสนิท นาเงินจานวน 80 บาท ไปมอบใหก้ บั แม่ชีมะเมียะเพื่อใชใ้ นการทาบุญ พร้อมกบั มอบแหวนทบั ทิมประจากายอีกวงหน่ึงเป็น
ตวั แทนของเจา้ นอ้ ยฯ ใหก้ บั แม่ชีมะเมียะ เหตุการณ์ที่เกิดข้ึนทาใหม้ ะเมียะและเจา้ นอ้ ยต่างสะเทือนใจเป็นที่สุด หลงั จากเดินทางถึงเมืองมะละ
แหม่ง มะเมียะไดค้ รองชีวิตเป็นแม่ชีตามความต้งั ใจ จนกระทงั่ ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2505 รวมอายไุ ด้ 75 ปี ต่อมาไดม้ ีการต้งั ขอ้ สงสยั วา่ มีการ
นาอฐั ิของมะเมียะมาบรรจุไวท้ ี่ก่เู จา้ นายฝ่ ายเหนือ ที่วดั สวนดอก แต่ไดร้ ับการยนื ยนั จากเจา้ นายฝ่ ายเหนือวา่ ไม่เป็นความจริง
“เจ้าบัวชุม ณ เชียงใหม่ คือ ใคร? “
เจา้ บวั ชุม ณ เชียงใหม่ เป็นธิดาของเจา้ ดวงทิพย์ ซ่ึงเป็นพระอนุชาของเจา้ อินทวิชยา
นนท์ พระบิดาของพระราชชายาเจา้ ดารารัศมี เกิดเม่ือ พ.ศ. ๒๔๒๙ ณ จงั หวดั เชียงใหม่ ในปี พ.ศ.
๒๔๓๖ พระราชชายาเจา้ ดารารัศมี ทรงขอใหเ้ จา้ บวั ชุม ณ เชียงใหม่ มาอยใู่ นพระราชวงั หลวง ท่ี
กรุงเทพ ฯ ดว้ ย เจา้ บวั ชุมจึงไดเ้ ป็นท้งั พระญาติใกลช้ ิดและพระสหายสนิทดว้ ย ต้งั แต่อายเุ พียง ๗
ขวบ และเนื่องจากมีพรสวรรคใ์ นดา้ นดนตรีอยู่ พระราชายา ฯ จึงทรงสนบั สนุนเตม็ ที่ โปรด ฯ
ใหค้ รูชอ้ ย สุนทรวาทิน และหม่อมผิว มานิตยกลุ เขา้ มาสอนดนตรีให้ ณ พระตาหนกั ในวงั หลวง
จนเจา้ บวั ชุมมีฝีมือในทางจะเขแ้ ละเคร่ืองสายอ่ืน ๆ เช่น ซอ ดีมาก ต่อมาไดเ้ รียนออร์แกนจาก
พระยาประสานศพั ท์ (แปลก ประสานศพั ท)์ เพมิ่ เติมอีก จนสามารถบรรเลงไดด้ ี นอกจากได้
เรียนดนตรีไทยแลว้ ยงั ไดม้ ีโอกาสเรียนดนตรีสากลจากแหม่มชาวยโุ รปชื่อเบลล่า ดว้ ย ทาให้
ตาหนกั ที่ประทบั ของพระราชชายา ฯ ครึกคร้ืนดว้ ยเสียงเพลงตลอดเวลา และบ่อยคร้ังท่ีพระราช
ชายาทรงจะเขร้ ่วมวงกบั เจา้ บวั ชุมและพระญาติตลอดจนผใู้ กลช้ ิด ซ่ึงไดร้ ับถ่ายทอดวิชาดนตรี
จากพระราชชายา ฯ และเจา้ บวั ชุมไวห้ ลายสิบคนร่าลือกนั วา่ ฝีมือในการเด่ียวจะเขเ้ พลงลาวแพน
ของเจา้ บวั ชุมน้นั ยอดเยยี่ มมาก
เจา้ บวั ชุม สมรสคร้ังแรกกบั เจา้ นอ้ ยศุขเกษมไม่มีทายาทสืบสกลุ และเม่ือเจา้ นอ้ ยศุข
เกษมถึงแก่กรรมแลว้ จึงสมรสคร้ังที่ ๒ กบั เจา้ ไชยวรเชษฐ์ (มงคลสวสั ด์ิ ณ เชียงใหม่) อยดู่ ว้ ยกนั
เพยี ง ๓ ปี กห็ ยา่ เจา้ บวั ชุมจึงกลบั มาอยกู่ บั พระราชชายา ฯ ท่ีเมืองเชียงใหม่อีก จนกระทงั่ พระราช
ชายา ฯ สิ้นพระชนม์ จากน้นั จึงไดม้ าอยใู่ นความดูแลของคุณทิม เจา้ วฒั นา และคุณสมพนั ธ์ โชต
นา จนถึงวาระสุดทา้ ยของชีวติ
( จากหนงั สือ “ดารารัศมีราลึก” โดยเจา้ ประกายแกว้ ณ เชียงใหม่ วนั ท่ี ๙ ธนั วาคม ๒๕๒๑)
ปฐมบท ตานานรักต้องห้ามของเจ้าชายเมืองเหนือกบั มะเมี๊ยะ สาวชาวพม่า
เรื่องราวตานานคร้ังน้ีเกิดข้ึนเม่ือปี พ.ศ. 2445 - 2505 ในขณะท่ี ร้อยตรี เจา้ อตุ รการโกศล (ศุขเกษม
ณ เชียงใหม่) หรือ เจา้ นอ้ ยศุขเกษม ราชโอรสองคโ์ ตในเจา้ แกว้ นวรัฐ กบั แม่เจา้ จามรีมหาเทวี แห่งนครเชียงใหม่
เม่ือคร้ังอายไุ ด้ 15 ปี ไดถ้ ูกส่งไปเรียนที่โรงเรียนเซนตแ์ พทริค ในเมืองมะละแหม่ง ประเทศพม่า อยมู่ าวนั หน่ึงเจา้
นอ้ ยศขุ เกษม ไดอ้ อกเดินเที่ยวในตลาดและส่ิงท่ีไม่คาดฝันกเ็ กิดข้ึน เจา้ นอ้ ยฯ ไดเ้ จอกบั มะเมียะ หญิงสาวชาว
พม่า ซ่ึงเป็นแม่คา้ ขายบุหร่ีสาวนอ้ ยวยั เพยี ง 15 และเมื่อไดเ้ จอกนั ท้งั คู่กเ็ หมือนรักแรกพบตกหลุมรักซ่ึงกนั และ
กนั หลงั จากน้นั กไ็ ดต้ ดั สิ้นใจคบหากนั มา จนกระทงั่ ไดใ้ ชช้ ีวติ อยรู่ ่วมกนั ฉนั สามีภรรยา โดยท้งั สองไดส้ าบานต่อ
กนั ณ ลานหนา้ พระธาตุใจต้ ะหลนั่ วา่ จะรักกนั ตลอดไปและจะไม่ทอดทิ้งกนั และกนั หากผใู้ ดทรยศต่อความรัก
ที่มีใหก้ นั กข็ อใหผ้ นู้ ้นั อายสุ ้ัน
กระทง่ั เม่ือเจา้ นอ้ ยสุขเกษม มีอายคุ รบ 20 ปี กถ็ ึงเวลาท่ีตอ้ งกลบั นครเชียงใหม่ จงึ แอบพามะเมียะ
กลบั มาดว้ ย และเมื่อท้งั คู่กลบั มา นครเชียงใหม่ เจา้ นอ้ ยฯ จึงไดร้ ู้วา่ ตนไดถ้ กู หม้นั หมายกบั หญิงอ่ืนไวเ้ ป็นท่ี
เรียบร้อยแลว้ โดยเจา้ พอ่ กบั เจา้ แม่ไดเ้ ตรียมการไวใ้ หก้ ่อนหนา้ น้นั แลว้ ซ่ึงเม่ือรู้เช่นน้นั เจา้ นอ้ ยฯ จึงไดต้ ดั สิ้นใจ
เลา่ เร่ืองมะเมียะ ใหก้ บั พระบิดา และพระมารดาฟัง แต่กไ็ ม่ไดร้ ับการยอมรับ เพราะช่วงน้นั พม่าตกเป็นเมืองข้ึน
ขององั กฤษ ที่กาลงั มีคดีความกบั สยามอยู่ มะเมียะจึงไดถ้ ูกส่งตวั กลบั พม่าทนั ที
พอถึงวนั ท่ีมะเมียะตอ้ งเดินทางกลบั ดูบรรยากาศเหมือนกบั วา่ เป็นการจากลากนั ชว่ั นิรันดร์ เจา้ นอ้ ย
ไดพ้ ดู ภาษาพม่ากบั มะเมียะไดเ้ พยี งไม่ก่ีคา มะเมียะกร็ ่าไหโ้ ศรกเศร้าดว้ ยความอดั อ้นั ตนั ใจในออ้ มแขนท่ียากจะ
แยกกนั ได้ ทางเจา้ นอ้ ยฯ ไดใ้ หค้ ามน่ั สัญญาวา่ จะกลบั ไปหามะเมียะใหจ้ งได้ นางจึงคุกเข่าลงกบั พ้ืน แลว้ สยายผม
กม้ หนา้ และเชด็ เทา้ ใหเ้ จา้ นอ้ ยฯ ผซู้ ่ึงเป็นสามี ดว้ ยความอาลยั ก่อนที่นางจะลกุ ข้ึนหนั หลงั เดินทางกลบั ไป เมือง
มะละแหม่ง วนั เวลาผา่ นไป มะเมียะ ไดแ้ ต่เฝ้ารอคอยเจา้ นอ้ ยฯ ผซู้ ่ึงเป็นสามี ซ่ึงเชื่อมนั่ ในคาสัญญา แต่เวลาผา่ น
ไปนานเขา้ ๆกไ็ ร้วีแ่ ววใดๆ ไม่มีแมส้ ญั ญาณเพียงเลก็ นอ้ ยให้ มะเมียะไดช้ ่ืนใจ นางจึงตดั สินใจครองตนเป็นแม่ชี
เพือ่ แสดงความบริสุทธ์ิวา่ นางยงั คงซื่อสตั ย์ ต่อความรักที่มีต่อเจา้ นอ้ ยฯ จากนครเชียงใหม่ผซู้ ่ึงเป็นสามี
กาลเวลาผา่ นไประยะหน่ึง เจา้ นอ้ ยฯ ไดแ้ ต่งงานกบั เจา้ บวั ชุม ณ เชียงใหม่ หญิงสูงศกั ด์ิ
เมื่อทราบข่าวแม่ชีมะเมียะจึงเดินทางมายงั เมืองเชียงใหม่ และขอเขา้ พบเจา้ นายนอ้ ย เป็นคร้ังสุดทา้ ย
แต่เจา้ นายนอ้ ยไม่สามารถหกั หา้ มความสงสารท่ีมีต่อแม่ชีมะเมียะได้ จึงเลือกท่ีจะไม่ลงไปหาแม่ชี
มะเมียะตามคาขอ เพียงแต่มอบหมายใหพ้ เี่ ล้ียงคนสนิทนาถุงเงินไปให้ 1 ชง่ั ไปมอบใหก้ บั แม่ชี
มะเมียะเพอื่ เป็นเงินในการทาบุญ พร้อมกบั มอบแหวนทบั ทิมประจากายอีกวงหน่ึงเพ่ือเป็นตวั แทน
ของเจา้ นายนอ้ ยใหแ้ ก่แม่ชีมะเมียะเกบ็ ไว้ เหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนไดส้ ร้างความสะเทือนใจใหก้ บั ท้งั คู่
อยา่ งหาท่ีสุดไม่ได้ เจา้ นายนอ้ ยที่ตอ้ งทาตามกฎบา้ นกฎเมือง ไม่สามารถอยคู่ ู่ครองเรือนกบั สาวชาว
พม่าได้ เพราะอาจจะทาใหบ้ า้ นเมืองตอ้ งมีปัญหาหากสยามรู้เขา้ เจา้ นายนอ้ ยคิดเพียงตอ้ งทาสิ่งท่ี
ถูกตอ้ งเพือ่ คนหมู่มาก มิใช่เพียงความสุขส่วนตนแมว้ า่ จะเจบ็ ปวดเพียงใดกต็ อ้ งอดทน ผา่ นไปไม่
นานเจา้ นายนอ้ ยกินเหลา้ อยา่ งหนกั บ่นถึงแต่เรื่องท่ีไปอยพู่ ม่า เพอ่ื จะไดอ้ ยฉู่ นั สามีภรรยากบั
มะเมียะ เจา้ นายนอ้ ยไม่เคยลืมเลย จนวนั ๆกินแต่เหลา้ ไม่กินขา้ วกินอาหารและตรอมใจสิ้นชีพิตกั ษยั
ในไม่กี่ปี ต่อมานบั จากวนั ท่ีตดั ขาดกบั แม่ชีมะเมียะดว้ ยโรคเสน้ ประสาทพกิ ารเร้ือรัง ส่วนทางดา้ น
แม่ชีมะเมียะ ไดค้ รองบวชเป็นแม่ชี จนกระทงั่ ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.2505 รวมอายไุ ด้ 75 ปี ต่อมาได้
มีการต้งั ขอ้ สงสยั วา่ มีการนาอฐั ิของมะเมียะมาบรรจุไวท้ ี่ ก่เู จา้ นายฝ่ ายเหนือ ท่ีวดั สวนดอก แต่
ไดร้ ับการยนื ยนั จากเจา้ นายฝ่ ายเหนือวา่ ไม่เป็นความจริง
น่ีคือเรื่องราวชีวติ รักมะเมยี๊ ะ-เจ้าน้อยศุขเกษมท่ยี ่อมาจาก “เพช็ ร์ลานนา” และ “ชีวติ
รักเจ้าเชียงใหม่” ของ คุณปราณี ศิริธร ณ พทั ลุง
ข้อถกเถียงวาทกรรม กล่าวถึง มะเมยี ะ
ประเดน็ ถกเถียงมากมายถึงตวั ตนจากตานานวา่ มะเมียะเป็นบุคคลท่ีมีตวั ตนจริงในประวตั ิศาสตร์หรือไม่เพราะไม่มีหลกั ฐานท่ีชดั เจนและเป็นคา
บอกเล่าสืบ ๆ ต่อกนั มา ทาใหม้ ีผคู้ นเกิดความสนใจตามหาขอ้ เทจ็ จริงดงั น้ี
- การสืบต่อเป็นเจา้ หลวงในอนาคตเจา้ นอ้ ยสุขเกษมที่จะไดเ้ ป็นเจา้ ครองนครเชียงใหม่ไม่ไดเ้ ป็นอุปสรรคต่อความรักดงั เรื่องเล่าที่แต่งข้ึน เพราะเจา้
เลาแกว้ ผเู้ ป็นพี่มียศตาแหน่งทางการเมืองที่สูงกวา่ การสืบทอดตาแหน่งเจา้ ผคู้ รองเมืองลา้ นนาจึงมกั จะเป็นการสืบทอดจากพ่ีไปนอ้ ง ดงั น้ันทอี่ ้างกนั
ว่าเจ้าศุขเกษมจะได้ครองเมืองเชียงใหม่ต่อน้ันกไ็ ม่จริงถ้าหากเรียงตามลาดบั ศักด์ิ ประกอบกบั ชีวิตท่ีไม่ไดเ้ ร่ืองของเจา้ นอ้ ยฯ จากคาบอกเล่าของเจา้
ดวงเดือน ณ เชียงใหม่ ประเดน็ น้ีกย็ งถือวา่ ไม่มีน้าหนกั ซกั เท่าไหร่ หรืออีกขอ้ พิรุธหน่ึงหากมีการแต่งต้งั เจา้ ผคู้ รองนครองคใ์ หม่จะตอ้ งมีคาสงั่
แต่งต้งั มาจากพระมหากษตั ริยข์ องสยามเท่าน้นั ถึงจะไดส้ ิทธ์ิในการข้ึนเป็นเจา้ ผคู้ รองนครองคถ์ ดั ไป ซ่ึงทางเชียงใหม่ไม่สามารถเลือกหรือแต่งต้งั
ภายในกนั เองได้ ซ่ึงธรรมเนียมน้ีไดถ้ ูกบญั ญตั ิข้ึนหลงั จากสิ้นรัชกาลพระเจา้ กาวโิ ลรสสุริยวงศ์ ซ่ึงเป็นเจา้ ผคู้ รองนครเชียงใหม่ องคท์ ่ี 6 แห่งราชวงศ์
ทิพยจ์ กั ร
- เร่ืองจริงปนนิยายจาก จากคาใหก้ ารของ เจ้าวงศ์สักก์ ณ เชียงใหม่ กล่าวในฐานะคนในตระกลู วา่ “เร่ืองมนั ไม่ไดเ้ ป็นตามนิยายอยา่ งน้นั มนั ไม่ได้
ใหญ่โตจนกลายเป็นประเดน็ ทางการเมือง เพียงแต่มนั ไม่เหมาะสม เพราะเจา้ นอ้ ยฯ เป็นลูกของเจา้ แกว้ นวรัฐผดู้ ารงตาแหน่งเจา้ อุปราช แห่งนคร
เชียงใหม่ หลายคนคงลาบากใจที่ลูกชายไดเ้ มียเป็นหญิงสาวชาวพม่า และที่สาคญั อุตส่าห์ส่งไปเรียนหนงั สือ แต่ไดเ้ มียกลบั มา เรียนกไ็ ม่จบ เป็น
เร่ืองปกติที่พ่อแมต่ อ้ งไม่พอใจ ความจริงอีกอยา่ งคือ เจา้ นอ้ ยศุขเกษม เป็นผทู้ ่ีมีหนา้ ตาหล่อเหลา แถมเป็นลูกเจา้ อุปราชฯ อุปนิสยั เป็นคนเจา้ สาราญ
ตามประสาเจา้ ชายหนุ่ม และตามที่ผใู้ หญ่เล่าใหฟ้ ัง ท่านมิไดห้ มกมุ่นตรอมใจจนตายอยา่ งนิยายวา่ เรื่องเพิ่งจะมาเศร้าโศกปวดร้าวเม่ือคุณปราณี
ขยายใหเ้ ป็นนิยายนี่เอง แลว้ ถา้ เร่ืองน้ีเป็นไปตามน้นั ไม่มีทางจะปิ ดชาวเชียงใหม่ไดม้ ิดหรอก” จากบทใหก้ ารของ เจ้าวงศ์สักก์ ณ เชียงใหม่
- ท่ีมาขอ “มะเมยี ะ" จากบทสมั ภาษณ์ของ คุณปราณี ศิริธร ณ พทั ลุง แทจ้ ริงแลว้ ช่ือของมะเมียะมีที่มาจากชื่อหญิงไทใหญ่ท่ีอยบู่ า้ นละแวกเดียวกนั
ในยา่ นวดั ป่ าเป้าอนั เป็นชุมชนชาวไทใหญ่ในเชียงใหม่ หญิงไทใหญ่ มีช่ือจริงวา่ "แม่นางเมยี ะ" การใชค้ าวา่ "มะ" ท่ีภาษาเป็นพม่าใชเ้ ป็นคานาหนา้
ชื่อผหู้ ญิงต้งั แต่เดก็ จนเป็นสาว ดงั น้นั ตวั ละครที่ช่ือ “มะเมยี ะ" มาจากการที่คุณปราณี ยมื ชื่อหญิงชาวไทใหญ่มาใช้
ข้อถกเถยี งวาทกรรม กล่าวถึง มะเมยี ะ
- ประเดน็ เรื่องการเมืองระหวา่ งประเทศ เกรงวา่ จะเกิดปัญหาข้ึนหากเจา้ นอ้ ยศุขเกษม ไปยงุ่ กบั คนในบงั คบั ขององั กฤษ ซ่ึงในยคุ
ของการล่าอาณานิคมยคุ น้นั ประเทศพม่าอยภู่ ายใตก้ ารปกครองขององั กฤษ แต่ประเดน็ น้ีถกู ปัดตกไป เมื่อมีบทสัมภาษณ์ของ
อาจารย์ สมฤทธ์ิ ลือชยั ไดอ้ อกมาวิเคราะห์วา่ เรื่องน้ีไวว้ า่ หากเป็นจริงเหมือนที่คุณปราณี ศิริธร ณ พทั ลงุ ไดเ้ ขียนไวใ้ นหนงั สือ
“เพช็ ร์ลานนา” และ “ชีวติ รักเจา้ เชียงใหม่” กไ็ ม่น่าจะมีน้าหนกั มากพอท่ีทาใหค้ วามรักของ เจา้ นอ้ ยศขุ เกษม และมะเมียะ ตอ้ งจบลง
เพราะในเวลาใกลเ้ คียงกนั น้นั ยงั มีคู่ของ เจา้ อินทนนท์ ณ เชียงใหม่ (โอรสองคส์ ุดทา้ ยของเจา้ แกว้ นวรัฐกบั หม่อมบวั เขียว) สมรสกบั
เจา้ สุคนั ธา ณ เชียงตุง ราชธิดาในเจา้ ฟ้ากอ้ นแกว้ อินแถลง เจา้ ฟ้าหลวงนครเชียงตุง องคท์ ่ี 40 ได้ ดงั น้นั ประเดน็ น้ีจึงไม่มีมูลความจริง
- เร่ืองก่ทู ่ีเกบ็ อฐั ิปริศนาที่ถูกสร้างใหม้ ีลกั ษณะศิลปะแบบพม่าที่ถูกสร้างข้ึนไวใ้ นสุสานหลวง ณ วดั สวนดอก เพ่อื แสดงสัญญา
ลกั ษณ์ตวั แทนของ มะเมียะ ท้งั ท่ีจริงแลว้ ก่ปู ริศนาหลงั น้ีเป็นก่ขู องเจา้ แม่ทิพสม (ธิดาของเจา้ ราชบุตร หรือเจา้ หนานธนญั ไชย โอรส
ในเจา้ หลวงพทุ ธวงศ)์ หาใช่ก่ขู องมะเมียะไม่
เมื่อพนิ ิจพเิ คราะห์ตามหลกั ฐาน และการต้งั ขอ้ สังเกตท่ีไดจ้ ากการสืบคน้ ตามขอ้ มูลท่ีไดก้ ลา่ วมาท้งั หมด พอท่ีจะได้
ขอ้ สรุปร่วมกนั วา่ “มะเมียะ” เป็นเร่ืองท่ีมีเคา้ โครงความจริงอยู่ แมว้ า่ จะมีปมเงื่อนงาหลายอยา่ งท่ีดูกากวม ซ่ึงบางประเดน็ ยงั ไม่มีขอ้
ยตุ ิ และบางประเดน็ กด็ ราม่าเกินจริงอยสู่ ักหน่อย แต่อยา่ งนอ้ ยกท็ าใหเ้ ราไดเ้ กิดกระบวนการทางความคิด และมุมมองที่แตกต่างท้งั
จากนกั เขียน นกั วิชาการ รวมอาจารยผ์ ทู้ ี่ศึกษาเก่ียวกบั เร่ืองน้ี ที่พยายามแสดงใหเ้ ห็น มิติของขนบธรรมเนียมจารีต ประเพณี รวมไป
ถึงดา้ นการเมือง การปกครอง ในขณะน้นั วา่ เป็นอยา่ งไร ทาใหผ้ ศู้ ึกษาไดร้ ับรู้ถึงเร่ืองราวของประวตั ิศาสตร์ลา้ นนา เมื่อคร้ันอดีต
จบการนาเสนอ