The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สมัยก่อนสุโขทัยในดินแดนไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kru B-Boom Nero, 2020-10-28 11:51:52

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สมัยก่อนสุโขทัยในดินแดนไทย

หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 3

สมัยกอ่ นสุโขทยั ในดนิ แดนไทย

ปวศ. ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 By Kru B-Boom
ตวั ชวี้ ดั

ส 1.1 ม.1/1 อธิบายเร่อื งราวทางประวัติศาสตร์สมัยก่อนสุโขทัยในดนิ แดนไทยโดยสังเขป

ชุมชนโบราณในดินแดนไทย

พัฒนาการของชมุ ชนโบราณในภาคกลาง

ชุมชนยุคหินเกา่ พบเครอ่ื งมอื หินที่เปน็ เครื่องมอื ขุด เครอ่ื งมอื สับ ตัด
และขวานท่ีมขี นาดใหญ่และหนกั
ท่ถี า้ พระ อาเภอไทรโยค ถ้าเขาทะลุ
และถา้ เมน่ อาเภอบา้ นเกา่ จังหวดั กาญจนบรุ ี พบเครอ่ื งมอื หิน เคร่ืองปน้ั ดนิ เผาลายขดี และขดั มนั
เครอ่ื งมือปลายแหลม เบ็ดตกปลา และภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ
ชุมชนยุคหินกลาง
พบโครงกระดกู มนษุ ย์ยุคหินใหม่ ขวานหนิ ขดั เครือ่ งประดับทาจาก
ทบ่ี ้านหนองโน เปลือกหอย และภาชนะดินเผา
อาเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี
พบหลมุ ศพจานวนมาก ภาชนะดินเผาเคลอื บน้าโคลนสแี ดง รูปทรงคล้ายพาน
ชุมชนยคุ หินใหม่ กาไลหนิ อ่อน กาไล สรอ้ ยทาจากสารดิ และเปลอื กหอยทะเล ตมุ้ หทู าจากดบี กุ

ทบ่ี า้ นเก่า พบภาชนะดินเผา เครือ่ งประดบั
อาเภอเมือง จงั หวัดกาญจนบรุ ี อาวุธและเคร่ืองมอื เคร่ืองใชท้ ท่ี าดว้ ยเหล็ก

ชุมชนยคุ สาริด

ทบ่ี า้ นหนองโน
อาเภอพนัสนิคม จังหวดั ชลบุรี

ชุมชนยคุ เหลก็

ทบ่ี ้านดอนตาเพชร
อาเภอพนมทวน จังหวดั กาญจนบุรี

พัฒนาการของชมุ ชนโบราณในภาคเหนอื

ชมุ ชนยุคหินเกา่ พบเครื่องมอื หิน ใบหอกหิน เครือ่ งมอื หนิ กะเทาะ
พบเครอื่ งมอื หินที่เปน็ เครอื่ งมือขุด เคร่ืองมอื สบั ตัดขนาดใหญ่
ทถ่ี ้าผแี มน จงั หวดั แมฮ่ อ่ งสอน
เครือ่ งมือหินขดั และเครือ่ งมอื หนิ กะเทาะ
ชมุ ชนยุคหนิ กลาง พบเคร่ืองมือยคุ หินใหมต่ ่อเน่อื งไปถงึ ยุคโลหะ

ทถ่ี ้าผีแมน จังหวดั แม่ฮอ่ งสอน พบวา่ มกี ารใช้ทง้ั เครื่องมอื สาริดและหินขดั

ชุมชนยคุ หินใหม่ พบแหลง่ ชุมชนโบราณทใ่ี ชเ้ ครอ่ื งมอื ทาจากเหล็ก

กระจายอยตู่ ามลุ่มแม่นา้ ต่างๆ ในเขตจงั หวัด
แมฮ่ อ่ งสอน เชยี งใหม่ ลาปาง นา่ น อตุ รดิตถ์

ชุมชนยคุ สาริด

ในเขตจังหวัดแม่ฮอ่ งสอน เชียงใหม่
เชียงราย นา่ น อุตรดิตถ์ ตาก ลาพนู

ชุมชนยุคเหล็ก

อยู่ตามลุ่มแมน่ ้าสายตา่ งๆ ในเขตจงั หวัด
แม่ฮ่องสอน เชยี งใหม่ เชียงราย น่าน

อุตรดิตถ์ ลาพูน

พัฒนาการของชุมชนโบราณในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ

ชุมชนยุคหินเกา่ พบเคร่อื งมือหนิ กะเทาะท่เี ป็นเครอ่ื งมอื ขดุ สบั และตัด

ทอี่ าเภอเชยี งคาน จงั หวัดเลย พบหลกั ฐานเครอื่ งมอื ขุดและเครอ่ื งมือสบั ตัด ซง่ึ ตอ่ เนื่องมาจากยุคหินเก่า
และอาเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร
พบภาชนะดินเผา ลกู ปดั ทาจากเปลอื กหอย ขวานหินขัด หินสับ
ชมุ ชนยุคหนิ กลาง ภาชนะดนิ เผาลายเขยี นสีแดงบนพ้ืนสีนวล โครงกระดูกมนษุ ย์ โครงกระดกู สตั ว์

ทอ่ี าเภอเชยี งคาน จังหวัดเลย เคร่อื งประดบั ทาจากลูกปดั สิง่ ของเครือ่ งใชท้ าจากหินและโลหะ
อาเภอดอนตาล จงั หวดั มกุ ดาหาร พบเครอ่ื งมือยุคเหลก็

ชมุ ชนยคุ หนิ ใหม่

ที่บา้ นโนนนกทา
อาเภอภูเวยี ง จังหวดั ขอนแกน่

ชุมชนยคุ สารดิ

ทบี่ ้านเชยี ง อาเภอหนองหาน
จังหวัดอดุ รธานี

ชมุ ชนยุคเหลก็

ชุมชนโบราณทบ่ี า้ นเชยี ง
จงั หวดั อดุ รธานี

พฒั นาการของชมุ ชนโบราณในภาคใต้

ชุมชนยุคหินเกา่ พบเคร่อื งมอื ยคุ หินเก่าท่ที าเป็นเคร่อื งมอื ขุด เครอ่ื งมือสับ ตดั

ทถี่ า้ หลงั โรงเรียนทับปรกิ พบเครอ่ื งมือหนิ กะเทาะ เครื่องมือในยุคหินเกา่ และพบขวานหนิ
อาเภอเมอื ง จงั หวดั กระบี่
พบภาชนะดินเผาทท่ี าเป็นหม้อสามขา
ชุมชนยุคหนิ กลาง พบขวานหินขดั ชนดิ มบี ่าและไมม่ ีบา่

แหล่งโบราณคดี บา้ นพลคี วาย พบภาพเขยี นสสี มยั ก่อนประวัตศิ าสตรเ์ ปน็ ภาพคนสวมชุดยาว
อาเภอสทงิ พระ จงั หวัดสงขลา ทศี่ รี ษะมีรปู ร่างคลา้ ยเขาสัตว์ แยกเปน็ 2 แฉก

ชมุ ชนยคุ หนิ ใหม่ รอ่ งรอยการก่อตัง้ ชมุ ชนบรเิ วณอ่าว รมิ ทะเล และริมแมน่ า้

จังหวัดกระบ่ี และ จงั หวัดพังงา พบลกู ปดั พ้ืนเมืองจานวนมาก
และพบชนิ้ ส่วนเครอื่ งมอื เหล็กในสภาพสกึ กร่อนและชารุด
ชมุ ชนยุคสารดิ

ทถี่ ้าผีหัวโต จังหวัดกระบ่ี
และในบรเิ วณอ่าวรมิ ทะเล

ชมุ ชนยุคเหลก็

ทอี่ าเภอคลองท่อม จงั หวัดกระบ่ี

การสร้างสรรคภ์ ูมปิ ัญญาของชุมชนโบราณก่อนประวตั ศิ าสตร์

ด้านเกษตรกรรม มนุษย์ยุคหินใหม่มีการเพาะปลูกแบบทาไร่เล่ือนลอย บางแห่งมีการ
ดา้ นโลหะกรรม เพาะปลกู ขา้ วในทล่ี ุ่ม ขณะเดยี วกนั ก็มีการลา่ สัตวเ์ ปน็ อาหาร
ดา้ นหัตถกรรม
รจู้ กั การทาเครือ่ งมือเครือ่ งใช้จากสารดิ และเหล็กในยุคโลหะ ร้จู กั การถลงุ แร่
ดา้ นการสรา้ งทอ่ี ยูอ่ าศัย เหลก็ รู้จกั ใช้ปูนขาวหรอื วัสดทุ ่ีมีหินปนู

ดา้ นการรกั ษาโรค รูจ้ ักนาเส้นใยจากพืชและสตั วม์ าทอเปน็ ผืนผ้า ดว้ ยเทคนคิ การทอแบบง่ายๆ

ใช้ถ้าหรือเพิงผาเป็นท่ีป้องกันอันตรายจากภัยธรรมชาติ สัตว์ป่า เป็น
การเร่มิ ต้นการตง้ั ถน่ิ ฐานของมนุษย์

พบหัวกะโหลกมนษุ ยท์ ี่มกี ารเจาะรูกลม นักโบราณคดสี นั นษิ ฐานว่า เป็น
วิธีการรักษาโรคปวดศรี ษะ

พฒั นาการจากชมุ ชนมาส่อู าณาจักรโบราณ

อาณาจักร
แควน้ /รัฐ
บ้านเมอื ง

ชมุ ชน

อาณาจักรโบราณในดนิ แดนไทย

อาณาจกั รทวารวดี (พทุ ธศตวรรษท่ี 11 - 16)

 เปน็ อาณาจกั รที่มีหลักฐานแน่นอนแหง่ แรกบนผนื แผน่ ดนิ ไทย
สันนิษฐานว่ามีศนู ยก์ ลางอย่ทู จี่ ังหวดั นครปฐม

พระพุทธรปู ศลิ าขาวทว่ี ดั พระปฐม
เจดยี ์ จังหวดั นครปฐม

 หลักฐานสมยั ทวารวดี เช่น ธรรมจักรศลิ า จุลประโทนเจดยี ์ ธรรมจักรกับกวางหมอบ เปน็ ศลิ ปะสมยั ทวารวดี
และฐานอาคารที่วัดพระเมรุ พบที่จังหวัดนครปฐม รูปนีม้ นี ยั หมายถงึ
พระพุทธองคท์ รงแสดงปฐมเทศนา
 ทวารวดีได้รับอิทธิพลอินเดีย เช่น การปกครองโดย ณ ป่าอิสปิ ตนมฤคทายวัน
กษัตริย์ ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู พระพทุ ธศาสนา

อาณาจกั รละโว้ (พุทธศตวรรษท่ี 12 - 18)

สิงห์ปูนปัน้ แบบทวารวดี  ในช่วงแรกละโว้รับวัฒนธรรมจากอินเดีย เช่น แนวคิดเรื่องการ
พบทอ่ี าเภอเมือง จงั หวดั ลพบรุ ี ปกครอง โดยกษัตรยิ ์มีการแบง่ ชนชนั้ ทางสังคม

 มกี ารนับถอื พระพุทธศาสนา นิกายเถรวาทและมหายาน รวมท้งั พระปรางคส์ ามยอด
ความเช่ือเรอ่ื งการนับถือบรรพบรุ ษุ และยกยอ่ งสตรี อาเภอเมือง จังหวัดลพบรุ ี

 อาชพี สาคัญ คือ การเกษตร และมีการตดิ ต่อคา้ ขายกับชมุ ชนตา่ งถ่นิ

ทบั หลัง สมัยลพบุรี  สมัยพระเจ้าสุรยิ วรมันท่ี 1 กษตั ริย์ขอมไดป้ กครองละโว้ใน
อิทธพิ ลศิลปะขอมแบบนครวัด ฐานะประเทศราช
พบท่ปี ราสาทศขี รภมู ิ จังหวัดสุรนิ ทร์

 ขอมได้ส่งผู้แทนมาปกครองละโวม้ ีการบังคบั ใช้กฎหมายและ “พลละโว้” ภาพสลกั ขบวนแหข่ องกรงุ ละโว้
ระบบตลุ าการ คอื ศาลสภา ท่รี ะเบียงด้านทิศใต้ปีกตะวันตก
ของปราสาทนครวัด
 หลังสมัยพระเจ้าชัยวรมนั ที่ 7 ขอมเสือ่ มอานาจ ทาใหอ้ ิทธิพล ประเทศกัมพชู า
ขอมในละโว้ ได้หมดตามไปดว้ ย เม่ือราว พ.ศ. 1650

อาณาจักรโยนกเชยี งแสน (พุทธศตวรรษที่ 12 - 19)

 สันนิษฐานวา่ มีศูนย์กลาง อยู่ทเี่ มอื งเชยี งแสน (อาเภอเชยี งแสน จงั หวัดเชยี งราย)

 เรื่องราวโยนกเชียงแสนปรากฏอยใู่ นตานานสิงหนวตั ิกุมารและตานานลวจังกราช

พระบรมราชานุสาวรยี พ์ ระเจ้าพรหม  อาณาจักรโยนกเชยี งแสนถูกขอมยึดครองอาณาจกั ร

กษัตริยผ์ ู้ยิง่ ใหญ่แหง่ อาณาจักรโยนก

เชียงแสน ประดิษฐานอยู่ท่ี  พระเจ้าพรหมกุมารสามารถกู้เอกราชและสร้างเมือง
ใหม่ข้ึนทเี่ วียงไชยปราการ
อาเภอแม่สาย จงั หวดั เชยี งราย เจดยี ์วัดป่าสัก

อาเภอเชียงแสน จงั หวัดเชียงราย

เปน็ โบราณสถานทเ่ี ป็นมรดกตกทอดมา  หลังสมัยพระเจ้าพรหม ถูกมอญในพม่ารุกราน
จากอาณาจกั รโยนกเชยี งแสน
จึงสรา้ งเมอื งใหมท่ ่ีกาแพงเพชร

 พุทธศตวรรษท่ี 19 ถกู รวมเปน็ สว่ นหนึ่งของ
ล้านนา

อาณาจักรหริภุญชยั (พทุ ธศตวรรษที่ 13 - 19)

 สนั นษิ ฐานว่ามศี ูนย์กลางอยูท่ ี่จงั หวดั ลาพูน  ตานานจามเทวีวงศ์กลา่ วว่า ฤๅษีวาสเุ ทพเป็นผู้สร้างเมืองหริภุญชัย
 พระนางจามเทวเี ป็นปฐมกษัตริย์

 สันนิษฐานว่าชาวเมอื งหรภิ ญุ ชยั เปน็ ชาวมอญจากละโว้
 หรภิ ุญชัยตกอย่ภู ายใตอ้ านาจละโว้หลายคร้ัง

 ในสมัยพระเจา้ อาทิตยราช พระพทุ ธศาสนามีความเจรญิ ร่งุ เรืองมาก
 พ.ศ.1835 หรภิ ุญชยั ถูกรวมเขา้ เป็นส่วนหนึ่งของลา้ นนา

พระบรมรปู พระนางจามเทวี พระธาตุหริภุญชัย จงั หวดั ลาพนู

อาณาจกั รล้านนา (พทุ ธศตวรรษท่ี 19 - 25)

 มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองนพบุรีศรีนคร
พิงค์เชยี งใหม่ (จังหวดั เชยี งใหม)่

พระบรมราชานุสาวรีย์  ผู้ก่อตั้งอาณาจักร คือ พระยามังราย ซากเวยี งกมุ กาม
พระยามงั รายมหาราช มหาราช
ปฐมกษตั ริย์แห่งล้านนา
 แรกเร่ิมต้ังราชธานีที่เวียงกุมกาม ต่อมาย้าย
เมืองไปอยเู่ ชียงใหม่ใน พ.ศ. 1839

 ความเจรญิ รงุ่ เรอื งของลา้ นนา เช่น กฎหมาย มงั รายศาสตร์ อกั ษรธรรม
ลา้ นนาหรืออกั ษรตัวเมือง วัดเจดยี ์หลวง เป็นตน้

อาณาจกั รลงั กาสุกะ (พุทธศตวรรษที่ 7 - 23)

 ศูนยก์ ลางอยูท่ ีอ่ าเภอยะรัง จังหวดั ปตั ตานี
 พฒั นาขน้ึ จากการเป็นเมืองท่าสาคญั มคี วามสมั พันธ์ใกลช้ ิดกบั จนี
 มอี ารยธรรมรุง่ เรือง และมีสถาบันกษัตรยิ ์ปกครองมายาวนาน
 เป็นศูนย์กลางสาคญั ของพระพุทธศาสนานิกายมหายาน
 มกี ารนบั ถอื ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู ลทั ธิไศวนิกาย

โบราณสถานเมอื งโบราณยะรงั ธรรมจักรศลิ าทราย
อาเภอยะรงั จงั หวัดปัตตานี พบที่เมืองโบราณยะรงั
อายรุ าวพทุ ธศตวรรษที่ 12 - 14 อาเภอยะรงั จังหวดั ปัตตานี

อาณาจักรตามพรลิงค์ (พทุ ธศตวรรษท่ี 13 - 18)

พระวษิ ณุ พบทห่ี อพระนารายณ์
อาเภอเมอื ง จงั หวดั นครศรีธรรมราช

พระบรมธาตุ ภายในวัดพระมหาธาตวุ รมหาวหิ าร

 มีศูนยก์ ลางอยทู่ จ่ี งั หวัดนครศรีธรรมราช จังหวดั นครศรธี รรมราช
ซ่ึงมีความเกี่ยวพันกับที่ต้งั เมอื งยุคทีส่ าม

 เจริญร่งุ เรอื งมาจากการเปน็ เมอื งทา่ ของพอ่ ค้าอนิ เดีย ของอาณาจกั รตามพรลงิ ค์

 เปน็ ศนู ย์กลางการค้าละการเมืองในบรเิ วณคาบสมุทรภาคใต้

 นับถอื ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และพระพทุ ธศาสนานิกายมหายาน

 พทุ ธศตวรรษท่ี 18 ไดร้ ับอิทธพิ ลพระพทุ ธศาสนานิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์

 นครศรีธรรมราชเป็นศูนยก์ ลางสาคัญของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดนิ แดนไทย

อาณาจักรศรวี ิชยั (พุทธศตวรรษท่ี 13 - 19)

เจดยี ์พระบรมธาตุไชยา อาเภอไช พระโพธิสตั วอ์ วโลกเิ ตศวร พระพทุ ธรปู นาคปรก
ยา จงั หวดั สุราษฎรธ์ านี เป็น พบที่ วดั พระบรมธาตไุ ชยา จากวดั เวยี ง จังหวัดสุราษฎรธ์ านี

โบราณสถานสมยั ศรีวชิ ัย สรา้ งขึ้น จ. สุราษฎร์ธานี
เมอ่ื ราวพทุ ธศตวรรษท่ี 13 - 15

 มศี ูนยก์ ลางทเี่ มอื งปาเลม็ บงั บนเกาะสมุ าตรา
 ระยะแรกเจริญรุ่งเรอื งในฐานะศูนย์กลางการคา้ ทางทะเลระหวา่ งจนี และอนิ เดีย
 เมอ่ื จีนเข้ามาค้าขายโดยตรง ทาให้เมอื งไชยาเปน็ เมอื งสาคัญในการค้าและรับวฒั นธรรมศรีวิชยั

อาณาจักรโคตรบูรณ์ (พุทธศตวรรษท่ี 12 - 16)

พระธาตพุ นม จงั หวัดนครพนม โบราณสถานในพระพทุ ธศาสนา แผนท่อี าณาจกั รโคตรบูรณ์
สร้างข้นึ เพื่อบรรจพุ ระอรุ งั คธาตขุ องพระพุทธเจา้

 มีศนู ยก์ ลางอยทู่ น่ี ครพนม ครอบคลมุ พน้ื ท่ีภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ และดนิ แดนฝงั่ ซา้ ยแมน่ า้ โขง
 นบั ถอื พระพุทธศาสนานกิ ายเถรวาทตามแบบทวารวดี และมคี วามเชอ่ื พื้นเมืองเรอื่ งการบูชาพญานาค
 พระธาตุพนมเป็นศาสนสถานทสี่ าคัญของอาณาจกั ร
 พทุ ธศตวรรษที่ 18 พระเจา้ ชยั วรมนั ที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมไดค้ รอบครองดินแดนในภาค

ตะวันออกเฉยี งเหนือของไทย
 ตอ่ มาโคตรบูรณต์ กเปน็ เมอื งขน้ึ ของลา้ นช้าง

อาณาจกั รอศิ านปรุ ะ (พทุ ธศตวรรษท่ี 12 - 18)

 มอี านาจและเจรญิ ร่งุ เรืองสงู สดุ ในสมัยพระเจ้าสรุ ยิ วรมนั ที่ 2
 สรา้ งปราสาทหินขนาดใหญ่มากมาย
 เผยแพร่อารยธรรมไปยังรัฐข้างเคียงหลายด้าน เช่น การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ความเป็นสมมติเทพของกษัตริย์ การปกครองแบบจตุสดมภ์ กฎหมายพระธรรมศาสตร์ ศาสนา
พราหมณ์-ฮนิ ดู พระพทุ ธศาสนานกิ ายมหายาน เปน็ ตน้

พระพทุ ธรปู ปางนาคปรก ปราสาทหนิ พิมาย
พบที่ปราสาทหนิ พิมาย ไดร้ ับอทิ ธิพลการกอ่ สร้างมาจาก

อาณาจักรอศิ านปุระ

การสรา้ งสรรคภ์ ูมปิ ญั ญาของอาณาจักรโบราณกอ่ นสมยั สุโขทยั

ปัจจยั ที่มอี ทิ ธพิ ลต่อการสรา้ งสรรค์ภูมิปญั ญา
ของอาณาจักรโบราณกอ่ นสมยั สุโขทัย

ปจั จยั พ้ืนฐาน ปัจจยั จากภายนอก

 ลักษณะทางภมู ิศาสตรแ์ ละสิ่งแวดล้อม  จากบุคคลภายนอกท่เี ข้ามา
ติดต่อค้าขาย รบั อารยธรรม
 ลกั ษณะรว่ มและลกั ษณะแตกตา่ งทาง อินเดยี เขา้ มา เชน่ ภาษา
สังคมและวฒั นธรรม ศาสนา เป็นตน้

การสร้างสรรคภ์ ูมิปัญญาของอาณาจักรโบราณก่อนสมยั สโุ ขทยั

ผลงานการสร้างสรรคภ์ ูมิปญั ญา
ของอาณาจักรโบราณก่อนสมัยสุโขทัย

การเกษตรกรรม การเลือกทาเลในการ การประดษิ ฐ์ตวั อักษรขน้ึ ใช้ ศาสนา - ความเชอื่
สร้างบ้านแปงเมือง

การใชแ้ รงงานสัตว์ ตงั้ เมอื งในเขตลุม่ แม่นา้ เดมิ ใช้ภาษาสนั สกฤต คาสงั่ สอนใน
การใชว้ วั ควายผอ่ น มีทางออกสู่ทะเล และบาลี แลว้ ดัดแปลง พระพทุ ธศาสนาเปน็ หลกั ยดึ
ผสมผสานกับภาษาใน
แรงงานคน สามารถตดิ ตอ่ กับดินแดน ทอ้ งถน่ิ จึงกลายเป็น เหน่ียวจิตใจ
ภายใน ที่มพี ืชผลอดุ ม ของชาวพทุ ธ นาไปส่กู าร
อกั ษรมอญโบราณ สร้างสรรค์ภมู ิปัญญา
สมบรู ณ์ ทางดา้ นสถาปตั ยกรรม

ประตมิ ากรรม

ยังไม่จบนะจะ๊ ไป
อ่านสรปุ กนั เลย......

สรุป เร่อื ง อาณาจกั โบราณในดนิ แดนไทย

1. อาณาจกั รทวารวดี

 อาณาจกั รทวารวดี (พทุ ธศตวรรษที่ 11 – 16) เป็นช่ือทีใ่ ช้เรยี กอาณาจกั รทางแถบลุ่มแม่นา้
เจา้ พระยาตอนล่าง เปน็ อาณาจกั รท่ไี ด้รับอิทธพิ ลวัฒนธรรมจากศาสนาพราหมณจ์ ากอนิ เดีย เปน็
แหล่งชุมชนขนาดใหญ่มี เมอื งนครปฐม เปน็ ศนู ย์กลาง

 มอี าณาจกั รอนั ใหญ่โตอาณาจักรหนึ่ง อยู่ในระหว่างเมอื งศรเี กษตร (พม่า) และอสิ านปุระ (เขมร)
ชื่อ โดโลปอดี้ (ทวารวด)ี

 อาณาจกั รนเี้ ปน็ อาณาจักรท่นี ักโบราณคดีได้สารวจพบโบราณสถาน และพระพทุ ธรปู ท่สี ร้างตาม
แบบฝมี ือชา่ งในสมัยราชวงศค์ ุปตะของอินเดยี (พ.ศ.860 – 1150) เป็นจานวนมากทนี่ ครปฐม และ
แถบเมืองทต่ี ้ังอยู่ในลุ่มนา้ เจ้าพระยา ไปทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื จนถงึ เมอื งนครราชสมี า และ
เมืองบรุ รี ัมย์

1. อาณาจักรทวารวดี (ตอ่ )

 นครปฐมมีกษัตริย์ปกครองหลายพระองค์ เพราะปรากฏวา่ ได้พบปราสาทราชวังเหลอื ซากอยู่ เช่น
ตรงเนนิ ปราสาทในพระราชวังสนามจันทร์ นครปฐมเป็นเมืองท่ีมกี ารทาเงินขึน้ ใช้เอง มกี ารคน้ พบ
หลักฐาน เงินตราสมยั นั้นหลายรูปแบบ เชน่ รปู สังข์ ประสาท ตราแพะ ตราปรูณกลศ (หมอ้ น้าท่ีมี
นา้ เต็ม) จึงเป็นส่ิงยืนยนั วา่ อาณาจักรทวารวดีเป็นอาณาจักรทม่ี คี วามรงุ่ เรอื งมากอาณาจกั รหน่งึ

 มีการคน้ พบจารึกโบราณทเ่ี ขียนดว้ ยภาษามอญ ในบรเิ วณจงั หวดั นครปฐม สพุ รรณบุรี สงิ หบ์ รุ ี
ชัยนาท ลพบรุ ี และในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื สนั นษิ ฐานวา่ ชาวมอญหรือคนท่พี ูดภาษาตระกลู
มอญ – เขมร เปน็ เจา้ ของอารยธรรมของทวารวดี

 ทวารวดีไดร้ ับอทิ ธพิ ลจากอนิ เดียหลายอย่าง เชน่ ดา้ นการปกครอง รบั ความเชื่อเรือ่ งการ
ปกครองโดยกษตั ริย์ สนั นิษฐานว่าการปกครองสมยั ทวารวดแี บง่ ออกเป็นแควน้ มีเจา้ นายปกครอง
ตนเอง แตม่ ีความสมั พนั ธ์ในลักษณะเครอื ญาติ การแบง่ ชนชนั้ ในสังคมออกเป็นชนช้นั ปกครองกับ
ชนชั้นทถี่ ูกปกครอง

1. อาณาจักรทวารวดี (ต่อ)

หลกั ฐานลายลักษณ์อักษร

• ลกั ฐานจดหมายเหตจุ ีนของหลวงจีนจี้องิ และ เห้ียนจงั
• ราวพุทธศตวรรษที่ 13 ไดก้ ลา่ วถึง อาณาจกั ร “โถ-โล-โป-ต”ี ตัง่ อยูร่ ะหวา่ งทิศตะวนั ออกของ

อาณาจกั รศรีเกษตร (พม่า) และทศิ ตะวันตกของอาณาจักรอิศานปุระ (เจนละ-ขอม) เป็นทีม่ า
ของชอ่ื “ทวารวดี”
• จารกึ บนเหรยี ญกษาปณ์ 2 เหรยี ญ สลักขอ้ ความด้วยอกั ษรปัลลวะภาษาสนั สฤต ศาสตราจารย์
ยอร์ส เซเดส์ อา่ นได้ว่า “ศรที วารวดี ศวรปณุ ยะ” แปลวา่ “บุญกุศลของพระราชาแห่ง
ทวารวด”ี

จารกึ ทวารวดที ี่ค้นพบ

• ภาษาบาลใี นพุทธ ศาสนา “เย ธมมา” ทพี่ บบน ธรรมจกั ร เจดีย์ ฯลฯ
• ภาษามอญ กลา่ วถงึ การอทุ ศิ สิ่งของในพระพุทธศาสนา เชน่ จารึก เมอื งฟ้าแดดสูงยาง
• ภาษาสันสกฤตในศาสนาฮนิ ดู กลา่ วถึงการปกครอง เชน่ จารกึ วัดศรเี ทพ

1. อาณาจกั รทวารวดี (ต่อ)

หลักฐานทางศิลปะทเี่ ปน็ สถาปตั ยกรรมและประตมิ ากรรม

• เจดียว์ ดั กกู่ ุด จ.ลาพนู
• ธรรมจกั รและกวางหมอบ พบทพี่ ระปฐมเจดยี ์ จ.นคปฐม ศิลปะทวารวดี (พ.ศ.ว. ที่ 13 – 14)
• พระพุทธรูปศลิ ปะทวารวดีมากมาย ลกั ษณะเดน่ คือ ขมวดพระเกศาใหญ่ พระขนงเป็นสันนูน

ต่อกนั คลา้ ยรูปปกี กา พระนาสิกแบน จวี รบางแนบจนเห็นท่อนพระองค์ รวมถงึ เทวรูปในศาสนา
พราหมณด์ ว้ ย แหล่งค้นพบ ภาคกลางเช่น จ.นครปฐม จ.ราชบรุ ี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเชน่
จ.กาฬสนิ ธุ์ และที่ภาคใต้เช่น จ .สุราษฎรธ์ านี จ.นครศรธี รรมราช ศิลปะแบบทวารวดที ่ีคน้ พบ
แสดงถงึ ลกั ษณะทางศลิ ปะทม่ี ีแบบแผนของตัวเองโดยเฉพาะ

แหล่งโบราณคดสี มยั ทวารวดีตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย

• ภาคตะวนั ตกของแม่นา้ เจา้ พระยา เช่น แหลง่ โบราณคดบี า้ นดอนตาเพชร
• ภาคตะวนั ออกของแม่นา้ เจา้ พระยา เช่น แหล่งโบราณคดีเมอื งโบราณจันเสน
• ภาคเหนือ เช่น แหล่งโบราณคดเี มอื งไตรตรงึ
• ภาคใต้ แหลง่ โบราณคดใี น อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

2. อาณาจักรละโว้

 อาณาจักรละโว้ (ลวรัฐ หรอื ละโว้โยทิยา) เป็นอาณาจักรโบราณในมณฑลอานาจแห่งหนึง่ ในอดตี
ซ่งึ ตัง้ อยูบ่ นฝ่ังซ้ายของลมุ่ น้าเจ้าพระยา สถาปนาขนึ้ ราวปลายยุคทวารวดี มีศนู ยก์ ลางอานาจอยู่
ท่ลี วปุระ (ปจั จบุ นั คอื เมอื งลพบรุ ี) หลังการสถาปนาอาณาจกั รอยุธยา อาณาจักรละโว้ได้ถกู ผนวก
เปน็ ส่วนหนง่ึ ของอาณาจกั รอยุธยา ช่อื เรียกของอาณาจักรละโว้ในเอกสารจนี คือ หลอหู

 พทุ ธศตวรรษท่ี 16 เปน็ ตน้ มา อาณาจักรขอมได้ขยายอิทธิพลเขา้ มายังบริเวณน้ี ทาให้ความสาคญั
ของอาณาจกั รละโว้ลดลง อิทธพิ ลศิลปวฒั นธรรมของขอมได้แพรเ่ ขา้ มาในดนิ แดนประเทศไทย
โดยเฉพาะภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ เชน่ ปราสาทพนมร้งุ จังหวัดบุรรี มั ย์ ปราสาทหนิ พมิ าย จงั หวัด
นครราชสีมา และเลยมาทางตะวันตกได้แก่ ปราสาทเมืองสงิ ห์ จังหวัดกาญจนบรุ ี และในช่วงเวลา
ดังกล่าวละโวเ้ ป็นศนู ย์กลางที่สาคญั ทางภาคกลางจงึ ได้รบั อทิ ธพิ ลศลิ ปะขอม โดยนามาผสมผสาน
รปู แบบใหเ้ ปน็ ลักษณะเฉพาะของตนเอง ไดแ้ ก่พระปรางคส์ ามยอด และเทวสถานปรางคแ์ ขก จงั หวัด
ลพบุรี แม้จะมลี ักษณะสถาปัตยกรรมรปู พระปรางค์ตามขอมแต่เปน็ การสร้างเลยี นแบบขอมเท่า
นน้ั เอง ทางดา้ นประตมิ ากรรมศลิ ปะลพบรุ ีมกั มสี ่วนผสมกับศิลปะทวารวดี

2. อาณาจกั รละโว้ (ตอ่ )

 ปลายพุทธศตวรรษที่ 17 การค้าขายระหวา่ งอาณาจกั รละโวก้ ับจนี เจริญรุ่งเรอื งขน้ึ แต่เนือ่ งจาก
อยธุ ยาตัง้ อยู่ใกล้ทะเลซึ่งเปน็ ทาเลท่เี หมาะสมกวา่ ศูนย์กลางการค้าขายจงึ เปลย่ี นจากลพบรุ ไี ปอย่ทู ่ี
อยธุ ยา และเมอ่ื พระเจ้าอู่ทองสถาปนากรงุ ศรอี ยธุ ยาขน้ึ เปน็ เมอื งหลวงของอาณาจักรอยุธยา
อาณาจักรละโวจ้ ึงถกู ผนวกเขา้ เปน็ ส่วนหนึ่งของอาณาจกั รอยุธยา เป็นอนั สิ้นสุดความเปน็ อาณาจกั ร
ละโวต้ ้ังแต่น้ันมา

3. อาณาจักรโยนกเชียงแสน

 อาณาจกั รโยนกเชียงแสน (พุทธศตวรรษท่ี 12 – 16) เป็นอาณาจกั รเกา่ แก่ของชนชาติไทยมา
ต้ังแตพ่ ทุ ธศตวรรษที่ 13 ต้ังอยู่บริเวณภาคเหนือของประเทศไทย ปจั จบุ นั คอื อาเภอเชยี งแสน
จงั หวดั เชยี งราย เปน็ สถานทต่ี งั้ ถิ่นฐานครง้ั แรกหลังจากทชี่ นชาตไิ ทยไดอ้ พยพหนกี ารรุกรานของจนี
ลงมา โดยพระเจา้ สงิ หนวัติ โอรสของพระเจา้ พลี ่อโก๊ะ ได้เป็นผู้ก่อต้ังอาณาจกั รโยนกเชยี งแสน หรือ
โยนกนาคนครขึ้น นบั เปน็ อาณาจกั รทมี ยี ่งิ ใหญ่และสงา่ งาม จนถงึ สมยั ของพระเจา้ พงั คราช จึงตกอยู่
ภายใต้อารยธรรมและการปกครองของพวก “ลอม” หรอื “ขอมดา” ซง่ึ เปน็ ชนชาติทอี่ าศยั อยใู่ น
บริเวณนี้ กอ่ นท่ีจะมกี ารกอ่ ตง้ั อาณาจักรโยนกเชยี งแสน ได้เขา้ ยึดครองโยนกเชียงแสน

 สมัยของพระเจา้ พรหม โอรสของพระเจ้าพังคราช ซ่ึงเป็นกษัตรยิ ท์ ี่เปน็ นักรบและมีความกลา้ หาญ
ไดท้ าการตอ่ ตา้ นพวกขอม ไม่ยอมส่งส่วย เมอ่ื ขอมยกกองทัพมาปราบปรามก็ไดโ้ จมตขี ับไล่กองทพั
ขอมแตกพ่ายไป และยังไดแ้ ผ่อิทธิพลขยายอาณาเขตเขา้ ไปในดนิ แดนของขอม ยึดไปถึงเมืองเชลียง
และล้านนา ล้านช้าง แล้วอัญเชิญพระเจา้ พรหม พระราชบิดาให้กลบั มาครองเมืองโยนกเชยี งแสน
เหมือนเดนิ แลว้ ได้เปล่ยี นช่ือเมอื งใหมเ่ ปน็ เมืองชัยบรุ ี ส่วนพระเจ้าพรหมได้เสดจ็ ไปสรา้ งเมืองใหม่
ทางใต้ของโยนกเชยี งแสน คือ เมืองชยั ปราการ

3. อาณาจกั รโยนกเชยี งแสน (ต่อ)

 เมอื่ สน้ิ สมยั พระเจ้าพงั คราช พระเจา้ ทุกขติ ราชก็ไดข้ ้ึนครองเมอื งชัยบรุ ี (โยนกเชียงแสน) สว่ นพระ
เจ้าพรหมและโอรสของพระองค์ได้ครองเมืองชยั ปราการในสมัยต่อมา และเปน็ ระยะเวลาทีพ่ วกขอม
เร่ิมเส่ือมอานาจลง เมอ่ื หมดสมัยของพระเจ้าพรหม เป็นต้นไป อาณาจกั รโยนกเชยี งแสนเร่ิมเสอ่ื ม
อานาจลง กษตั รยิ ล์ ว้ นอ่อนแอ หยอ่ นความสามารถ จนถงึ พ.ศ. 1731 พวกมอญกไ็ ดย้ กทัพเข้ายดึ
ครอบครองอาณาจกั รขอม และได้แผ่อานาจเข้ายึดเมอื งโยนกเชยี งแสน ซง่ึ ขณะนน้ั มพี ระเจา้ ชยั ศิริ
โอรสของพระเจา้ พรหมเปน็ กษัตรยิ ์ปกครอง พระเจา้ ชัยศิริไม่สามารถตอ่ ตา้ นกองทัพมอญได้ จึงพา
กันเผาเมืองทงิ้ เพอ่ื ไม่ใหเ้ ปน็ ทีพ่ านกั และเสบยี งอาหารแก่พวกมอญ แลว้ พากันอพยพลงมาทางใต้
จนมาถงึ เมอื งรา้ ง้แห่งหนึง่ ในแขวงเมืองกาแพงเพชร ชื่อเมืองแปป ไดอ้ าศยั อยูท่ ่ีเมอื งแปประยะหนึง่
เหน็ วา่ ชยั ภมู ิไม่สเู้ หมาะเพราะอยใู่ กลข้ อม จึงได้อพยพลงไปทางใต้จนถึงถึงเมืองนครปฐมจงึ ไดส้ ร้าง
เมอื งนครปฐมและพานักอยู่

3. อาณาจกั รโยนกเชยี งแสน (ตอ่ )

 เมือ่ บรรดาชาวไทยเกิดความคิดทีจ่ ะสลดั แอกจากขอมคร้งั นี้ บคุ คลสาคญั ในการน้ีคือ พ่อขนุ บาง
กลางท่าว ซ่งึ เป็นเจ้าเมอื งบางยาง และพอ่ ขนุ ผาเมือง เจ้าเมอื งตราด ได้รว่ มกาลงั กัน ยกขึน้ ไป
โจมตขี อม จนไดเ้ มอื งสุโขทัยอนั เป็นเมืองหนา้ ดา่ นของขอมไว้ได้ เม่ือปี พ.ศ. 1800 การชยั ใน ครงั น้ี
นบั ว่าเปน็ นมิ ิตหมายเบ้ืองต้นแห่งความเจรญิ รุง่ เรอื งของชนชาติไทย และเปน็ ลางรา้ ยแหง่ ความเสือ่ ม
โทรมของขอม เพราะนับแต่นน้ั เปน็ ต้นมาอาณาจักรขอมก็เร่ิมเสอ่ื มอานาจลง จนสน้ิ สุดอานาจไปจาก
บรเิ วณน้ี

 ตอ่ มาเมอื งโยนกเชียงแสน (เมืองชัยบุร)ี เกดิ นา้ ทว่ ม บรรดาเมอื งในแควน้ โยนกเชยี งแสนตา่ งๆ ก็ถกู
ทาลายลงหมด พวกมอญเหน็ ว่าหากจะเข้าไปบูรณะซอ่ มแซม ปฎสิ งั ขรเมอื งใหม่ จะสิ้นเปลอื งเงนิ ทอง
จานวนมาก จงึ ได้พากนั ยกทัพกลับ เป็นเหตใุ หเ้ มืองโยนกเชยี งแสน (ชยั บุรี) ขาดกษตั ริยป์ กครอง ทา
ใหอ้ านาจ และอารยธรรมเริม่ เสอ่ื มลง ชนชาตไิ ทยในโยนกเชยี งแสนจงึ ไดพ้ ากนั อพยพลงมาทางตอน
ใต้ แลว้ ได้สร้างอาณาจักรใหมข่ น้ึ คอื อาณาจกั รลา้ นนา ซ่งึ ต่อมาได้เจริญเตบิ โตข้นึ เปน็ อาณาจกั ร

4. อาณาจักรหริภุญชยั

 อาณาจกั รหริภุญชยั หรือ หรภิ ุญไชย เป็นอาณาจกั รมอญ ทต่ี ง้ั อย่บู รเิ วณภาคเหนอื ของประเทศไทย
ตานานจามเทววี งศโ์ บราณไดบ้ ันทกึ ไว้วา่ ฤๅษีวาสเุ ทพเป็นผ้สู รา้ งเมืองหริภุญชยั ข้ึนในปี พ.ศ.
1310 แล้วทูลเชญิ พระนางจามเทวี ซึ่งเป็นเจ้าหญงิ จากอาณาจักรละโว้ ขึน้ มาครองเมอื งหริภญุ ชยั
ในคร้งั นัน้ พระนางจามเทวไี ดน้ าพระภิกษุ นกั ปราชญ์ และช่างศิลปะตา่ ง ๆ จากละโวข้ ึ้นไปด้วยเปน็
จานวนมากราวหม่ืนคน พระนางไดท้ านุบารงุ และก่อสรา้ งบา้ นเมือง ทาให้เมอื งหริภญุ ชยั (ลาพูน)
น้นั เปน็ แหล่งศิลปวัฒนธรรมที่เจรญิ รงุ่ เรอื งยงิ่ ตอ่ มาพระนางได้สร้างเขลางคน์ คร (ลาปาง) ขน้ึ อกี
เมอื งหนึง่ ให้เป็นเมืองสาคญั

 สมัยนนั้ ปรากฏมีการใชภ้ าษามอญโบราณในศลิ าจารกึ ของหริภุญชัย มีหนังสือหมานซูของจนี สมยั
ราชวงศ์ถงั กลา่ วถงึ นครหริภุญชัยไว้วา่ เปน็ “อาณาจกั รของสมเด็จพระราชนิ นี าถ”

 ตอ่ มา พ.ศ. 1824 พญามังรายมหาราชผูส้ ถาปนาอาณาจักรล้านนา ได้ยกกองทพั เขา้ ยดึ เอาเมอื งหริ
ภุญชยั จากพญายบี าได้ ตอ่ จากน้ันอาณาจักรหริภุญชัยจึงส้ินสุดลงหลงั จากร่งุ เรอื งมา 618 ปี มี
พระมหากษตั ริยค์ รองเมอื ง 49 พระองค์

4. อาณาจกั รหริภญุ ชยั (ต่อ)

 ปจั จบุ นั โบราณสถานสาคญั ของอาณาจักรหรภิ ญุ ชัยคอื พระธาตหุ ริภุญไชย ท่ีจังหวัดลาพนู ซึ่งเปน็
บรเิ วณท่สี นั นษิ ฐานว่าเป็นราชธานีในสมัยนั้น และยังมีเมอื งโบราณเวียงมโน ตาบลหนองตอง อาเภอ
หางดง จังหวดั เชยี งใหม่ โบราณสถานทเ่ี วยี งเกาะ บา้ นสองแคว อาเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
และเวยี งท่ากาน ที่ตาบลบา้ นกลาง ต.สันปา่ ตอง จงั หวัดเชยี งใหม่ ไดม้ ีการพบจารึกอกั ษรมอญ
โบราณ สมยั หริภุญไชย ราวพุทธศตวรรษท่ี 17 จานวน 7 หลกั ทลี่ าพนู ปัจจบุ นั อยทู่ ่ีพิพิธภณั ฑ์
สถานแหง่ ชาติหรภิ ุญไชย จงั หวัดลาพนู บางหมบู่ ้านของจงั หวดั ลาพนู น้นั พบว่า ยงั มีคนพูดภาษา
มอญและอนรุ ักษว์ ัฒนธรรมมอญอยู่

5. อาณาจักรลา้ นนา

 อาณาจักรลา้ นนา คือ อาณาจกั รในอดตี ท่ีต้งั อยบู่ ริเวณภาคเหนอื ตอนบนของประเทศไทย สบิ สองปัน
นาเชนเมอื งเชียงรงุ่ (จิ่งหง) มณฑลยนู นาน ภาคตะวนั ออกของพม่า ฝง่ั ตะวนั ออกของแม่นา้ สาละวนิ
ซงึ่ มเี มืองเชียงตงุ เปน็ เมอื งเอก ฝ่งั ตะวนั ตกแมน่ าสาละวนิ มีเมืองนายเปน็ เมืองเอก และ 8 จงั หวัด
ได้แก่ จังหวัดเชยี งใหม่ ลาพูน ลาปาง เชยี งราย พะเยา แพร่ นา่ น และแม่ฮอ่ งสอน โดยมเี มอื ง
เชียงใหม่ เปน็ ราชธานี มีภาษา ตวั หนงั สือ วัฒนธรรม และประเพณีเปน็ ของตนเอง ตอ่ มาถูกปกครอง
ในฐานะรัฐบรรณาการของอาณาจกั รตองอู อาณาจกั รอยธุ ยา และอาณาจักรองั วะ จนส้ินฐานะ
อาณาจักร กลายเปน็ เมอื งสว่ นหน่ึงของอาณาจกั รองั วะในราชวงศ์นยองยาน ไปในที่สดุ

 อาณาจกั รล้านนา (พุทธศตวรรษท่ี 19-25) มศี ูนยอ์ ยทู่ ่เี มืองนพบุรีศรนี ครพงิ ค์เชียงใหม่(จงั หวดั ชียง
ใหม่) ผู้ก่อตังอาณาจักรล้านนา คือ พระยามังรายมหาราช (พ.ศ. 1804-1854) ซึง่ เดมิ ปกครองเมือง
เชียงแสน ขณะนน้ั ในภาคเหนือมีอาณาจกั รนอ้ ยใหญห่ ลายแห่ง เชน่ หริกุญชัย เขลางค์ (ลาปาง) โยนก
เชยี งแสน พระยามังรายมหาราชสามารถปราบปรามและรวบรวมแว่นแคว้ นต่างๆ ในภาคเหนอื เขา้
ดว้ ยกนั เปน็ อาณาจกั รลา้ นนาและตงั้ ราชธานแี ห่งใหม่ขึน้ ทีเ่ วียงกุมกาม แตป่ ระทบั อยไู่ ม่นานกย็ า้ ย
เมืองอยทู่ ีเ่ ชยี งใหมใ่ น พ.ศ.1839 อาณาจักรลา้ นนามีความเจรญิ รุ่งเรอื งหลายด้าน

6. อาณาจกั รลังกาสกุ ะ

 อาณาจักรลังกาสุกะ (พทุ ธศตวรรษที่ 7-14) มีอาณาเขตควบคุมพืน้ ทีใ่ นจังหวดั ปัตตานีและจงั หวดั
ยะลามศี นู ยก์ ลางอยทู่ อี่ าเภอยะรงั จังหวดั ปัตตานี พัฒนาขน้ึ มาจากการเป็นเมืองทา่ สาคัญทมี่ ีการ
ตดิ ตอ่ กบั ตา่ งชาติโดยเฉพาะจนี และอินเดยี แตม่ คี วามสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนมากกว่าโดยส่งทูตไป
เมืองจีนถงึ 6 คร้งั เป็นศนู ย์กลางความสาคัญของพระพุทธศาสนานกิ ามหายาน จากการขดุ คน้ ทาง
โบราณคดีที่อาเภอยะรัง จังหวดั ปัตตานี พบประติมากรรมสาริดพระโพธสิ์ ตั ว์อวโลกเิ ตศวร และสถูป
จาลองรปู ทรงตา่ งๆจานวนมาก

6. อาณาจักรลังกาสกุ ะ (ต่อ)

 การเข้ามาของศาสนาอสิ ลาม กล่าวคือ ประมาณครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 10 (ประมาณ พ.ศ. 1500 เศษ)
ศาสนาอสิ ลามได้เผยแพร่เข้าสปู่ ัตตานีและปาหัง กอ่ นทีจ่ ะเข้าสู่มาละกา ในชว่ งนนั้ กษัตรยิ ์หรือสุลตา่ น
เมืองปตั ตานีลม้ ปว่ ย ไม่มีหมอในปัตตานีรกั ษาได้ เกิดการตีฆ้องรอ้ งป่าวหาผู้รกั ษามแี ขกปาซายจากสุ
มาตราชื่อเชก็ สะอิ หรือ เชก็ ซาฟยี ดิ ดนิ ได้ขนั อาสามารกั ษาสลุ ตา่ นแตข่ อคามนั่ สญั ญาว่าถา้ รักษาหาย
แล้ว พระองคจ์ ะตอ้ งเข้ารีตนับถือศาสนาอิสลาม เมื่อได้รกั ษาจนหายแต่เม่อื หายแล้วสลุ ต่านไม่ยอม
เปลยี่ นศาสนาเลยป่วยหนกั อกี กลับมารักษากันใหมข่ อคาสญั ญากันอีกกลบั ไปกลับมาเชน่ นถี้ ึง 3 ครง้ั
สุลต่านเลยตอ้ งยอมเปลี่ยนศาสนามานับถอื ศาสนาอิสลามหมอผ้รู กั ษาได้รับการแต่งตัง้ เป็น ดาโตะ๊ สะ
รี ยารา ฟาเก้าฮ์ (ผรู้ ้ทู างศาสนายอดเยี่ยม)เมื่อเจ้าเมอื งเปลีย่ นศาสนาใหม่ โอรส ธิดา ขนุ นาง และ
ชาวเมอื งกเ็ รมิ่ เปล่ยี นศาสนาตามเป็นศาสนาอสิ ลามตอ่ จากนัน้ ก็เรม่ิ มกี ารทาลาย พระพทุ ธรปู พทุ ธ
สถาน เทวรปู และเทวาลยั อาณาจกั รที่เคยนับถือพระพุทธศาสนาอยหู่ ลายปจี งึ มโี บราณวัตถทุ างพทุ ธ
ศาสนาน้อยเตม็ ที หรือแทบจะไมม่ ีเลย กม็ พี บบา้ งกนั ทย่ี ะรังเมอื งโบราณ

7. อาณาจกั รตามพรลงิ ค์

 อาณาจกั รตามพรลิงค์ ถอื เป็นแคว้นที่เกา่ ท่สี ดุ แคว้นหนึ่งบนแหลมมลายู ก่อตัง้ และมคี วามเจริญ
ติดต่อกนั มาหลายสมยั ตั้งแตป่ ระมาณพุทธศตวรรษท่ี 7 คร้ันในพทุ ธศตวรรษที่ 18 เมอื งตามพรลิงคไ์ ด้
เปล่ียนช่อื เป็น นครศรีธรรมราช และราวต้นพทุ ธศตวรรษท่ี 19 มอี ทิ ธพิ ลครอบคลมุ บรรดาหวั เมอื ง
และแว่นแควน้ อนื่ ๆ ทัว่ แหลมมลายู แต่ภายหลังได้ตกอยูภ่ ายใต้อทิ ธพิ ลของอาณาจกั รสโุ ขทัย และ
ตอ่ มาถูกรวมเข้ากบั อาณาจกั รอยุธยาต้ังแต่ พ.ศ. 1893 คาว่า "ตามพ" เปน็ ภาษาบาลี แปลวา่
ทองแดง สว่ น "ลิงค์" เป็นเครอ่ื งหมายบอกเพศ เขยี นเป็นอกั ษรภาษาองั กฤษว่า Tambalinga หรือ
Tanmaling หรอื Tamballinggam จนี เรยี ก ตันเหมยหลงิ หรือโพ-ลงิ หรือโฮลิง(แปลวา่ หวั แดง) บาง
ทเี รียกว่า เชียะโทว้ (แปลว่าดนิ แดง) อาณาจักรตามพรลิงค์ มีกษัตรยิ ์สาคญั คอื พระเจา้ ศรีธรรมาโศก
ราช และ พระเจา้ จนั ทรภาณศุ รีธรรมราช

7. อาณาจกั รตามพรลิงค์ (ตอ่ )

 ในช่วงทอี่ าณาจกั รนครศรธี รรมราชมีความเจรญิ ร่งุ เรืองอยนู่ นั้ ได้กลายเป็นศูนยก์ ลางการเผยแพร่
พระพทุ ธศาสนาบนคาบสมุทรมลายู ทัง้ นีโ้ ดยมกี ารตดิ ตอ่ สัมพันธก์ ับลังกาและยอมรับนับถือ
พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ ภายหลังพระภิกษสุ งฆจ์ ากนครศรี -ธรรมราชกไ็ ด้
พระพุทธศาสนานิกายนึ้ข้นึ ไปเผยแพร่ยงั กรุงสุโขทยั ด้วยเมอ่ื ประมาณ พ.ศ. 1800 อนั เป็นผลให้
พระพทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาทได้ฝังรากลกึ ลงในสงั คมไทยนับตั้งแตบ่ ัดน้นั เป็นต้นมา

8. อาณาจกั รศรีวชิ ยั

 เม่ืออาณาจักรฟนู นั ล่มสลายลงในพทุ ธศตวรรษที่ 11 น้ัน ดนิ แดนทางแหลมทองได้เกดิ การต้ัง
อาณาจักรศรวี ิชัย (จนี เรยี ก ชิลิโฟชิ หรอื คันโทลี หรือโคยงิ ) ขึน้ ภายใตก้ ารนาของราชวงศ์ ไศเลนทร์
มีอาณาเขตครอบคลุมแหลมมลายู เกาะชวา เกาะสมุ าตรา ชอ่ งแคบมะละกา ช่องแคบซนุ ดา และ
บรเิ วณภาคใต้ของประเทศไทย ทาให้อาณาจกั รศรวี ชิ ยั สามารถควบคุมเสน้ ทางคา้ ขายระหวา่ งจีนกับ
อินเดยี รวมทง้ั อาหรบั เปอรเ์ ซยี และยโุ รปได้

8. อาณาจักรศรีวิชยั (ต่อ)

 อาณาจักรศรวี ชิ ัยนม้ี อี าณาเขตต้ังแตเ่ มอื งปาเล็มบังในเกาะสุมาตราของ อินโดนีเซยี ขน้ึ มาถงึ บรเิ วณ
แหลมโพธิ์ ตาบลพุมเรยี ง อาเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธ์ านี และเมอื งทา่ (ตามพรลงิ ค์หรือตาพะลิงค์)
ที่จังหวดั นครศรธี รรมราช มกี ารพบศลิ าจารึกภาษามาเลยเ์ กย่ี วกบั อาณาจักรศรวี ชิ ัยนท้ี ่ีวดั เสมาเมือง
จงั หวัดนครศรีธรรมราช ส่วน เมอื งครหิ ในสมัยศรีวิชัยนั้นเปน็ เมืองท่าค้าพริก ดปี ลีและพริกไทยเม็ด
โดยมีต้นหมากตน้ มะพร้าวอยู่มาก แต่กย็ งั มีความเชือ่ อยูว่ า่ เมอื งครหินั้นไม่นา่ จะใชเ่ มืองไชยา
กลา่ วคอื ในหนังสอื จู ฝาน จีน ของจีนเจา จู เกวาะ ไดร้ ะบชุ ือ่ เมอื งต่างๆที่ขึ้นแกอ่ าณาจักรซัมฮุดซี
หรอื ชาวกะ มีชอื่ เมืองเกียโลหิ ซงึ่ ยตุ ชิ อื่ วา่ เป็นเมืองครหิ ตรงกับคาทีจ่ ารึก(ภาษาเขมร) ครหทิ ่ีอยู่
บนฐานพระพุทธรูปนาคปรกสารดิ องคใ์ หญ่ ซึ่งพบอยใู่ กลว้ ัดเวียง เมอื งไชยา ซ่ึงเปน็ สถานทแี่ ห่งเดียว
ที่สุมาตราทส่ี ่งั ขนึ้ มาใหอ้ ามาตยค์ ลาไน ผคู้ รองเมืองครหิจดั การหลอ่ ขนึ้ เม่ือ พ.ศ. 1726 ตรงกับ
มหาศักราช 1105 จงึ มขี ้อถกเถยี งถึงวา่ ครหิ นั้นเปน็ การแสดงอานาจทางเขมรหรอื เกาะสมุ าตรา
ซงึ่ น่าจะเปน็ ครหิ ท่เี กดิ ข้นึ หลังจาก อาณาจักรศรีวชิ ยั ล่มสลายลงแล้วหรอื ไปขึน้ อยู่กับเมืองตามพร
ลงิ ค์ใน พ.ศ.1700 ดังน้นั เมอื งไชยานนั้ คงจะไมใ่ ช่เมอื งครหิและนา่ จะเป็นศูนย์กลางของอาณาจกั รศรี
วิชยั เสยี มากกวา่ เมอื งปาเล็มบงั

8. อาณาจักรศรีวชิ ยั (ตอ่ )

 พุทธศาสนาแบบมหายานเจริญรงุ่ เรืองในอาณาจกั รศรวี ิชัย หลวงจนี อี้จิง เคยเดินทางจากเมืองกวางตงุ้
ประเทศจนี ทางเรอื ของอาหรับผ่านฟูนนั มาพกั ทอ่ี าณาจกั รศรวี ิชยั นี้ กอ่ นทจี่ ะเดนิ ทางต่อผา่ นเมอื ง
ไทรบรุ ี ผา่ นหม่เู กาะคนเปลือยนิโคบาร์ ถงึ เมอื งท่าตามรลปิ ติท่ีอนิ เดยี เพอื่ สืบพระพทุ ธศาสนา
หลวงจนี อี้จิงบันทกึ ไวว้ ่า ประชาชนทางใตข้ องแหลมมลายสู ว่ นใหญน่ บั ถือศาสนาอสิ ลาม ซ่ึงไดอ้ ทิ ธิพล
มาจากพอ่ ค้ามสุ ลมิ อาหรบั ท่เี ดนิ ทางผ่านเพ่ือไปยงั ประเทศจีน ศาสนาอสิ ลามได้เผยแผ่ไปยงั มะละ
กา กลันตนั ตรังกานู ปาหัง และปตั ตานีจนกลายเป็นรฐั อสิ ลามไป

 ต่อมาใน พ.ศ.1568 (ค.ศ. 1025) อาณาจกั รศรวี ชิ ัยถกู อาณาจกั รโจฬะ จากอนิ เดียตะวนั ออกเฉยี ง
ใต้ ยกทัพเรือเขา้ โจมตีทาให้อ่อนกาลังลง หลังจากนั้นใน พ.ศ. 1940 อาณาจักรศรวี ิชัยได้ตกอยูใ่ ต้
อานาจของอาณาจกั รมัชปาหติ ที่มอี านาจจากชวา

 อาณาจกั รสุโขทยั ในสมยั พ่อขนุ รามคาแหงนน้ั ไดแ้ ผ่อานาจลงมายงั หัวเมอื งต่างๆตลอดแหลมมาลายู
และมเี มืองนครศรธี รรมราช เป็นเมืองสาคญั ที่คอยดแู ลหวั เมอื งทางใต้

9. อาณาจกั รโคตรบรู ณ์

 อาณาจักรโคตรบูรณ์ เป็นอาณาจักรโบราณทางภาคอีสานของไทย พุทธศตวรรษที่ 11-15 (ระหวา่ ง
พ.ศ. 1000-1500) ครอบคลุมบรเิ วณ ฝงั่ แม่น้าโขงตั้งแตอ่ ดุ ร ธานี หนองคาย เวยี งจันทน์ นครพนม
มุกดาหาร อานาจเจริญ ถึงอบุ ลราชธานี นบั ถือ พุทธศาสนา มีการสรา้ งพระ เจดียส์ าคัญ คอื พระ
ธาตุพนม มเี มอื งหลวงคือ มรุกขนคร ซงึ่ ข้นึ ใหม่ใตเ้ มอื งท่าแขก บนฝง่ั ซ้ายของแมน่ า้ โขง

 ตานานอุรังคธาตุ กลา่ วถึง การสรา้ งโบราณสถานสาคญั ทางพทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาท คอื เจดยี พ์ ระ
ธาตุพนมทเ่ี มอื งนครพนม ในประมาณพุทธศตวรรษท่ี 13 เปน็ เจดียสถานทเ่ี ก่าแก่ทส่ี ดุ ในภาค
ตะวันออกเฉยี งเหนอื มีอายุกว่า พันปีมาแลว้ มหาชนเชื่อกันวา่ ภายในเจดียม์ กี ารบรรจพุ ระบรม
ธาตุสว่ นหน้าพระอรุ ะของพระพุทธเจา้ ซึง่ เรยี กว่า “พระอุรังคธาต”ุ ลวดลายและภาพทส่ี ลักบนแผ่น
อฐิ ประดับรอบพระธาตเุ จดีย์ทัง้ 4 ดา้ น เป็นลกั ษณะศลิ ปกรรมของ ตนเองโดยเฉพาะ

 เจดยี ์พระธาตพุ นมสร้างขึ้นโดยชุมชนท่ีตง้ั ถนิ่ ฐานอยบู่ รเิ วณ 2 ฝง่ั แม่นา้ โขง เปน็ ปูชนยี สถานทร่ี วม
ศรัทธาของ พุทธศาสนิกชนบริเวณลมุ่ แมน่ ้าโขงและดินแดนตา่ งๆในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื

 อาณาจักรโคตรบรู ณ์ เสือ่ มลงเมอ่ื ถูกอาณาจกั รล้านชา้ งของลาวนาโดยเจ้าฟา้ งมุ้ โจมตีและเกดิ โรค
ระบาด

10. อาณาจกั รอศิ านปุระ

 อาณาจักรอศิ านปุระ เปน็ อาณาจกั รโบราณ รงุ่ เรอื งอยใู่ นช่วงพทุ ธศตรวรรษท่ี 11 ครอบคลมุ พนื้ ท่ี
ภาคอสี าน ตอนล่างของไทย ตอนบนของประเทศกัมพูชา และลาวตอนใต้ สถาปนาขนึ้ โดยพระ
เจ้าอศิ านวรมัน ผสู้ บื เช้ือสายมา จากกษตั รยิ ์เจนละ คือพระเจา้ มเหนทระวรมัน หรอื ที่จิตรเสน ผู้
ครองแคลน้ เจนละ ท่ีทรงครอบครองดินแดนในพน้ื ที่ อสี านตอนใต้และลาวทางตอนใตแ้ ถบวดั ภู
หลังจากท่ีได้รับการสิบทอดอานาจจากพระเจ้าจติ รเสน พระเจา้ อีศานว รมัน เสดจ็ ขนึ้ ครองราชย์
(ราวพ.ศ. ๑๑๕๓-๑๑๙๘) ได้ทาสงครามกบั อาณาจักรฟูนนั ทยี่ ดึ ของพน้ื ท่ีทางตอนใต้ ควบ รวมเป็น
อาณาจักรเดยี วกัน ซึง่ เปน็ การสูญสนิ้ อาณาจกั รฟนู ัน และได้สถาปนาศูนย์กลางการปกครองขน้ึ ใหม่
ช่ือวา่ ”อศี านปุระ “


Click to View FlipBook Version