The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ธนกฤต เพชรแสง, 2020-09-26 19:38:37

จักสาน

จักสาน

ภมู ิปญญาไทย
ดา นเครอื่ งจกสาน

งานศิลปหตถกรรมประเภท
จกสานไมไ ผ

หลกการ
และเหตุผล

งานจกสานไมไผ เกิดขน้ึ โดยการใชไมไผน ำมาจก ผา ฉีก ใหเปน เสน บาง ๆ แลว นำมาขด สาน สอด ไขว
ข้ึนโครงเปน รูปทรงทำเปน ภาชนะ เปน เครือ่ งมือเครือ่ งใช จดเปน งานศิลปหตถกรรม และหตถกรรมพ้นื บา น
ท่ีมคี วามผกู พนและอยคู กู บวิถีชีวติ ของ คนไทยมาอยางยาวนาน แสดงไดถึงวฒนธรรมและภูมิปญญา บรรพบรุ ุษ
มีการสบื ทอดกนมาแตโบราณ มีอยใู นทกุ ภาคของประเทศ
ดว ยเปน ท้งหตถกรรมท่เี ปน ของใชในในครวเรอื นและชวี ติ ประจำวน
จนถึงเปน อาชพี ท่เี ปน แหลงรายได

การสรา งสรรคงานจกสานไมไผตอ งใชท ง้ ภมู ิปญญา
ความประณีต ความละเอยี ดออ น และทกษะฝมอื เชงิ ชา ง
ตง้ แตการรูจ กคณุ สมบติของไมไ ผแ ตละชนิดท่ีมคี วามเหมาะสม
กบการนำมาใชประโยชนใ นการจกสาน การเตรยี มเสน เพอ่ื การสาน
ท่เี หมาะสมกบการสานผลิตภณฑ แตละชนิด แตล ะรูปแบบ
และที่สำคญคือการสานขนึ้ รูปจนสำเรจ็ เปนผลิตภณฑ
เครื่องจกสานไมไ ผท ีน่ ำไปประโยชนใชสอยตามท่ตี องการ
งานหตถกรรมจกสานไมไ ผ จงึ ยงคงเปนงานหตถกรรมพืน้ บานที่
ยงคงมกี ารสบื ทอดตอกนมานบจากอดีตกาลจนถึงปจจุบน

จากเหตผุ ลท่กี ลา วมาขางตน คณะผจู ดทำจึงสืบคนขอมลู เก่ยี วกบงานจกรสานไมไ ผ และจดทำ
หนงสอื อเิ ลก็ ทรอนกิ (E-Book) เพือ่ เผยแพรขอ มลู และเปน การสบื สานภมู ปิ ญญาไทยใหกบคนรนุ ใหมไ ดเ รยี นรตู อไป

ไมไ ผ
ตนไผ ถือเปนทรพยากรสำคญ สามารถนำสว นตา งๆ

ของไผม าใชไ ด ต้งแต หนอ ลำตน ใบ ราก เยอ่ื ไผ ขยุ ไผ

ประโยชนห ลากหลายดาน โดยเฉพาะดา นงานหตถกรรม

จกสาน ใชทำเปนขาวของเครอื่ งใชมากมาย

เชน กระบงุ ตะกรา แคร กระจาด ฝาชีกรอบรปู กระเปา

ไมไ ผท ี่พบในประเทศไทยและนยิ มนำมาใชในงาน

หตถกรรมจกสานทสี่ ำคญ ดงเชน
ไผส ีสกุ หรือไผโ จด พบทว่ ไปและมีมากในภาคกลาง ไผซ าง หรือไผซางดอย พบทว่ ไป แตพ บมากทางภาคกลาง
และภาคเหนอื ของประเทศไทย นยิ มนำลำตน มาใชใ น
และภาคใต มลี กษณะขึ้นเปน กอใหญหนาแนนมาก
มีลำตน กลวงเนอ้ื หนา ผวิ เปน มนปลองยาว ลำตนมเี น้ือหนา การกอ สราง และนำมาจกตอกทำเคร่อื งจกสาน
เชน สานเขงตะกรา กระบุง บุงกี๋ และใชทำเครื่องเรอื นตาง ๆ
และเหนียว ทนทานดมี าก
ไผร วก พบทุกภาคของประเทศไทย
ผลิตภณฑท ี่ไดจ ากไผช นดิ นมี้ ีความสวยงาม คงทน
นยิ มปลกู เปนแนวรว้ บาน เหมาะสำหรบนำมาทำ
และเปน ทีน่ ยิ มนำไปผลติ ผลิตภณฑตา ง ๆ มากกวา
เคร่ืองเรอื นไม
ไผชนิดอื่น เชน ใชทำเครอื่ งจกสาน เฟอรนิเจอร
ไผรวกดำ หรอื ไผรวกใหญ เปน ไมไ ผท่พี บทาง

ภาคเหนอื นิยมนำมาใชป ระโยชนใชท ำโครงรม

โครงพด เครอื่ งประดบบนได ใชส านเขงสำหรบ

บรรจผุ กและผลไม และทำเฟอรนเิ จอรตา ง ๆ

เนือ่ งจากลำตนมีเน้อื ไมท่ีแขง็ แรง ทนทาน

ไมไ ผ

ไผไร พบมากในบริเวณภาคเหนือของประเทศไทย

สามารถพบไดท ่วไปท่วทุกภาค นิยมใชท ำดา มไมก วาด ทำไมเทา

ทำร้วบา น ทำคางผกตาง ๆ และเน่ืองจากมเี น้ือตน คลายหวาย

จงึ สามารถนำมาตดใหโ คง งอได เหมาะสำหรบทำเกาอ้ี และ

เฟอรนเิ จอรรปู แบบตา ง ๆ

ไผผาก พบทางภาคใต และจงหวดกาญจนบุรี นิยมนำ

ลำตนใชทำเขง ใสถ าน เครือ่ งใชในครวเรือน

ไผขาวหลามหรือไผกาบแดง พบมากทางภาคเหนือ

ตอนเหนอื ของจงหวดกาญจบุรี และภาคตะวนออกเฉยี งเหนือ

บางสว น นิยมนำลำตน ใชท ำกระบอกขา วหลาม เครื่องจกสานตาง ๆ

ไผเฮ้ยี ะ พบทางภาคเหนือ นิยมนำลำตน ใชใ นการทำ

โครงสรา งอาคารบา นเรอื น และเคร่ืองจกสานตา ง ๆ ไผหก หรือไผน วลใหญ พบทางภาคเหนือ และจงหวด

กาญจนบรุ ี นิยมนำลำตนใชใ นการกอสรา งชว่ คราว ทำ

กระดาษและเคร่ืองจกสาน

ไผบ งดำ พบมากในบรเิ วณภาคเหนอื และภาคตะวน

ออกเฉยี งเหนอื นยิ มนำลำตนใชทำเสื่อรำแพน เคร่ืองจกสาน

เครอ่ื งเรอื น ทำกานรม

ไผบง พบขึน้ ปะปนอยูกบพนธไุ มชนดิ อ่ืน ๆ ในปา เบญ

พรรณทางภาคเหนอื และภาคกลางนิยมนำลำตนไปใช

ประโยชนเพื่อการกอ สราง และงานจกสาน

ลวดลาย

ลวดลายถือเปนองคป ระกอบของงานหตถกรรมจกสานที่มคี วามสำคญ ลายสาม กลองสานลายดอกพกิ ลุ
สามารถแบงออกเปน 3 ประเภทใหญๆ ไดดงน้ี
ลายดีหลม
1)ลายพ้นื ฐาน หรือทีเ่ รยี กวา ลายแมบ ท มกี ฎเกณฑ
ตายตว เชนลายขด ลายสอง ลายสาม ลายตาหลิ่ว ลายขอ
ลายบองหยอง

2)ลายพฒนา คอื ลายทพี่ ฒนามาจากลายพนื้ ฐาน
ตวอยางเชน ลายบา ลายดดี าน ลายเฉลาเกล็ดเตา ลายดอกขิง
ลายดีหลม

3)ลายประดิษฐ เปนลายทีส่ านขนึ้ ตามความนกึ คิดของ
ตวผูส านเอง ตวอยางเชน ลายขดตาหมากรุก ลายขดตาทแยง
ลายเฉลว ลายขดตอกคู ลายขดโครงหวาย ลายสอง ลายสาม
ลายตาหลว่ิ

ซ่งึ ลวดลายตา งๆ ทกี่ ลาวมาขา งตน น้นในการสรางงาน
หตถกรรมจกสานผผู ลติ จะมคี วามรหู รอื ภมู ปิ ญญาในการสาน
ลายทเ่ี หมาะสมกบประโยชนใ ชส อย

ลายเฉลว

เคร่อื งจกสานไมไ ผ
ท่ใี ชเปน ภาชนะ

เครื่องจกสานไมไ ผท ใ่ี ชเ ปนภาชนะ เชน กระบงุ กระจาด กระทาย กระบา กระทอ
กระพอม กระเชอ กระเชา กระพอก ชะลอม ตะกรอ ปงุ กี๋ หลว ตะกรา เขง ฯลฯ

เครอ่ื งจกสานไมไผท ใ่ี ชเปนเครอ่ื งตวง เชนกระชุ สดกระบงุ ฯลฯ
เครือ่ งจกสานไมไผท่ใี ชใ นครวเรอื น เชนพด กระชอน ตะแกรง ฝาชี กระดง หวด ฯลฯ
เครอ่ื งจกสานไมไผทีใ่ ชเปนเครื่องประกอบอาคารบานเรือน เชน ฝาบา น พน้ื บา น หลงคา ฯลฯ
เครอ่ื งจกสานไมไ ผท ี่ใชเปน เครื่องจบดกสตวแ ละขงสตวน้ำ ไดแก ชนาง ลอบ สมุ ไซ กระบง กระจู กระชง
ตะขอ งตะแกรง จน่ ฯลฯ
เครือ่ งจกสานไมไผทใี่ ชเปนเครื่องใชอ น่ื ๆ เชน เสื่อลำแพน แผงรว้ กรงนก สมุ ไก เปน ตน

กระดง
สมุ ไก

ไซ

ชะลอม

ฝาบา นสาน

กระชุ

ความเชื่อและเรื่องราว
ทีเ่ กี่ยวขอ งกบวิถชี วี ติ

ความสำคญของไผใ นสมยพุทธกาล มีการถวายพระอารามแหง แรกในพระพุทธศาสนาเรียก เวฬวุ นาราม
ซ่ึงเปนพระอารามที่สรา งจากไมไผ โดยพระเจาพมิ พสิ ารเปน ผูถวาย ตอมาพระอรหนต( พระขีณาสพ)
จำนวน 1,250 รปู ไดเ ขา เฝาพระพุทธเจา ณ อารามแหง นี้โดยมไิ ดม กี ารนดหมาย ซึง่ ตรงกบวนเพ็ญเดือนสาม
พระพุทธองคไ ดถอื เอาวนนีเ้ ปน วนประกาศหลกสามประการของพระพุทธศาสนาเรยี กวา โอวาทปาฏโิ มกข
ชาวพทุ ธทง้ หลายจงึ ถอื วนนเ้ี ปนวนสำคญทางพระพุทธศาสนาน่นคือ วนมาฆะบชู า สืบเนอื่ งกนมาตราบเทา
ทกุ วนนีส้ ำหรบวิถชี วี ติ ของคนไทยมีความเกยี่ วพนกบไผมาตง้ แตสมยโบราณจะสงเกตไดว า มีบานเรือน
จำนวนไมน อยเลย ท่ีนิยมปลกู ตนไมไผเ อาไวภ ายในบริเวณบานเชน ไผเ หลืองทอง ไผส ีสกุ ไผเตย้ี หรอื ไผน ้ำเตา
ความเช่อื อีกอยางหนึ่งเก่ยี วกบตนไผนน้ เช่ือวาไผเปนไมมงคล ซึง่ ถาหากบานใดปลกู ตนไผเ อาไว
คนในบา นนน้ ก็จะเปนคนทม่ี ีคุณธรรม ส่อื สตย และไมเ อาเปรียบใคร อกี ท้งยงมีไผบ างชนิดเชน ไผส ีสุก
ที่เช่อื วาจะมง่ มีศรีสุข ดวยคำท่ีคลอ งจองกบคำวา ม่งมศี รสี ขุ ยงชวยเสรมิ บารมีใหก บผทู ี่อยูอาศยในบาน
ทำใหป ระสบความสำเรจ็ การปลูกตนไผน้นควรปลูกไวทางทิศตะวนออกของบา นบรเิ วณทเ่ี หมาะสมคอื
บรเิ วณริมรว้ เพราะตนไผจะไดร บแสงแดดและเจรญิ งอกงามไดเ ต็มที่

จากความเชือ่ ในอดตี กบวถิ ชี ีวิตของชาวไทย ตน ไผไ ดถกู นำมาใชป ระโยชนในหลาย ๆ ดา น
โดยเฉพาะในดานงานหตถกรรมจกสานเพือ่ ทำมาเปน ขา วของเคร่ืองใชในชวี ติ ประจำวน เพ่อื ประโยชนใ ชส อย
และงานจกสานยงสะทอนวฒนธรรม สะทอนความคดิ สรา งสรรค ภมู ิปญญาของชาวบานไดอีกดว

กรรมวธิ ี
การจกสานไมไ ผ

รปู แบบของกรรมวิธกี ารผลิตและรูปแบบสนิ คา ถูก
ปรบใหส อดคลอ งตามความตอ งการกลมุ ลกู คา และผใู ชงาน
มากข้ึน การผลิตงานหตถกรรมจกสานของชาวบานในอดตี
สามารถผลติ ไดแบบเบด็ เสร็จท้งกระบวนการ ตามความ
ชำนาญเฉพาะตน ต้งแตก ารเตรียมวตถดุ ิบ การทำโครงสราง
การจกตอก การสาน และการประกอบข้นึ เปนงานทีส่ มบรู ณ
วสดุ / อุปกรณก ารจกสานไมไผ

เครอ่ื งมือในการผลติ หตถกรรมจกสาน มีการทำใชส ืบ
ตอกนมาแตโบราณ มกี ารเปลย่ี นแปลงวสดุ รูปแบบ บา งตาม
ความตองการของชางและเทคโนโลยที ่เี ปลย่ี นแปลงไป
ประกอบดวย

ไมไผ อาทิ ไผส สี ุก ไผซาง ไผบง ไผตง หรอื ไผน วล
มดี อโี ต สาหรบผาไมไผ
มดี สาหรบจกตอก
มดี สำรบเหลาขอบ
กรรไกร
กาว
คอ น
ตวหนบี
พมิ พสำหรบขน้ึ โครงตา งๆ
ตะปู

ข้นตอน
การจกสาน

เรม่ิ ตนจากการนำไมไผน วลไปตากแดด 4-5 วน
นำมาขดู ผิวช้นนอกออกจนเห็นผวิ ชน้ ใน นำมาตม ใหเ ดอื ด
ประมาณครึ่งช่วโมง เพ่อื ใหไมไ ผมคี วามเหนียว
นำตากแดดใหแหง ประมาณ 1 สปดาห
จากน้นนำมาผา เปนซ่ีและจกตอกตามขนาดท่ีตองการ
นำมาชกเลียดใหเ สน ตอกเรียบเสมอกนทุกเสน

นำตอกขนาดที่ตองการมาขึ้นโครงบนพมิ พ
ขน้ึ ตามรูปที่ตอ งการ เชน ตะกราทรงเหลีย่ ม ทรงกลม
สานเปน ลวดลายตามท่ตี องการโดยรอบพิมพ
หากตอกทีส่ านน้นแหงไปใหนำไปจุม นำ้ เพอื่ ใหต อกเกิด
ความเหนยี วทำใหส านงาย

เมอื่ สานจนรอบพมิ พแลวใหน ำงานออกจากพมิ พ
หากสานงานพวกตะกราจะตองนำไปใสซ บในอีก 1 ช้น
ตดเกบ็ ขอบใหเ รียบรอ ย และนำไปเขาขอบ

นำไมไผม าผาเปน เสน ยาวความกวา งประมานครงึ่ น้ิวแชน ้ำทิง้ ไว 1 คืนเพ่ือใหนิม่ แลว นำมาดดใสพ ิมพ
ตามขอบของงาน ใชคลิปหนบี หนีบท้งิ ไว 1-2 วน และนำไปติดบนชิ้นงานดวยกาวรอ น

หากเปน งานประเภทกระเปา จำเปน ท่จี ะตองมีการอดกนกระเปา โดยนำไมไผทสี่ านไวแลวเปน รูปทรง
ตามทตี่ องการ ติดกาวรอนและอดขอบใหเ รยี บรอ ย งานบางช้ินทต่ี องมกี ารตดิ หูกระเปา ใหนำตะปูมาตอก
หกู ระเปา ใหต ดิ กบตวงาน เก็บรายละเอียดงานใหเรียบรอย และนำไปตากแดดใหแหง

นำไปชุบนำ้ มนวานิช ผสมกบนำ้ มนสนเพ่อื ใหข ้ึนเงาสวยงาม เพื่อปอ งกนการขึ้นรา ทำใหผลติ ภณฑ
แตล ะชิ้นมีความคงทน สามารถเก็บรกษาไวไดน านขดู ผิวช้นนอกออก ตมน้ำเดอื ดครึง่ ช่วโมง


Click to View FlipBook Version