บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary) โครงการจิตอาสาเพื่อพัฒนาชุมชนวัดบ้านเนินสวนโดยมีนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูชั้นปีที่ 4 และชั้นปีที่ 5 ครูโรงเรียนท่าปลาอนุสรณ์ 1 อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วม โครงการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เพื่อแสดงออกถึงพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมโครงการในการช่วยเหลือสังคม เพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะเพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เสริมสร้างความรู้ คุณธรรม จริยธรรม และปฏิบัติตนตามหลักพระพุทธศาสนาได้อย่างเหมาะสมและเพื่อปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับผู้ที่เข้า ร่วมโครงการจิตอาสา ซึ่งเป็นการขัดเกลาทางจิตใจให้กับสมาชิกให้เห็นคุณค่าของการช่วยเหลือผู้อื่น จึงจัดทำ โครงการจิตอาสาเพื่อพัฒนาชุมชนวัดบ้านเนินสวน โดยจะมีการทำความสะอาดบริเวณพื้นที่วัดเนินสวน ซึ่งใน กำหนดการจัดโครงการในวันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม 2565 ณ วัดเนินสวน โดยโครงการนี้จะมีนักศึกษาฝึก ประสบการณ์วิชาชีพครูชั้นปีที่ 4 และชั้นปีที่ 5 และนักเรียนที่มีบ้านอยู่ในบริเวณวัดเนินสวน ทำความสะอาด วัดเนินสวน สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้นักเรียนโรงเรียนท่าปลาอนุสรณ์ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 10 คน ผลการประเมินการจัดโครงการ พบว่า จากตารางแสดงค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อการจัดโครงการจิต อาสาเพื่อพัฒนาชุมชนวัดบ้านเนินสวน ในภาพรวมมีจากตารางแสดงค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อการจัดโครงการ จิตอาสาเพื่อพัฒนาชุมชนวัดบ้านเนินสวน ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ย 4.69 ซึ่งอยู่ในระดับมีความพึงพอใจมากที่สุด โดยที่ความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมโครงการ ไม่แตกต่างกันมาก (S.D. = 0.466) ส่วนในรายละเอียดประเด็น ที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรู้จักการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองและรู้จักการเสียสละประโยชน์ ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.76 อยู่ในระดับมากที่สุด และประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้เข้าร่วมโครงการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.64
สารบัญ หน้า บทสรุปผู้บริหาร ก สารบัญ ข สารบัญตาราง ค บทที่ 1 บทนำ 1 หลักการและเหตุผล 1 วัตถุประสงค์ 1 กลุ่มเป้าหมาย 1 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 2 ทฤษฎีและหลักการต่างๆจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง 2 สถิติที่ใช้ในการประเมิน 9 บทที่ 3 วิธีดำเนินการ 1 1 บทที่ 4 ผลการดำเนินงาน 1 3 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 1 4 สรุป อภิปรายผล 1 4 ข้อเสนอแนะ 1 4
สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 วิธีการดำเนินงาน 11 ตารางที่ 2 แผนการดำเนินงาน 11 ตารางที่ 3 งบประมาณโครงการ 1 2 ตารางที่ 4 แบบประเมินความพึงพอใจ 13
1 บทที่1 บทนำ หลักการและเหตุผล วัดเป็นสถานที่สำคัญที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวพุทธทั้งหลาย เป็นศูนย์รวมของคนในชุมชนที่ จะได้พบกันมาทำบุญด้วยกัน รวมสร้างบุญสร้างกุศล สร้างวัฒนธรรมอันดีงามทางศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจำ ชาติไทย ปัญหาที่พบมากในปัจจุบันคือคนที่มาทำบุญที่วัดไม่ดูแลรักษาความสะอาดส่งผลให้เกิดความสกปรก จำนวนคนที่เข้าไปใช้มีมากแต่ไม่มีบุคลากรที่ทำความสะอาดเพียงพอ ผู้คนที่ขาดจิตสำนึกในสังคมไทยมีจำนวน มาก โบสถ์หรือพื้นที่บริเวณรอบๆกุฏิพระสงฆ์ก็มีใบไม้และขยะอยู่บ้างบางบริเวณ คณะผู้จัดทำจึงเล็งเห็นถึง ปัญหาเหล่านี้และต้องการที่จะแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นเพื่อให้คนที่มาทำบุญที่วัดได้มีจิตใจที่ดีในการมาทำบุญ และเพื่อบำรุงพระพุทธศาสนาและศาสนาสถานให้คงอยู่กับพวกเราที่เป็นลูกหลานชาวพุทธสืบต่อไป คณะผู้จัดทำจึงเล็งเห็นถึงปัญหาเหล่านี้และต้องการที่จะแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นเพื่อให้คนที่มาทำบุญที่ วัดได้มีจิตใจที่ดีในการมาทำบุญ และเพื่อบำรุงพระพุทธศาสนาและศาสนาสถานให้คงอยู่กับพวกเราที่เป็น ลูกหลานชาวพุทธสืบต่อไป วัตถุประสงค์ของโครงการ 1. เพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ 2. เพื่อแสดงออกถึงพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมโครงการในการช่วยเหลือสังคม 3. เพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ 4. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เสริมสร้างความรู้ คุณธรรม จริยธรรมและปฏิบัติตนตามหลัก พระพุทธศาสนาได้อย่างเหมาะสม 5. เพื่อปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับผู้ที่เข้าร่วมโครงการจิตอาสา ซึ่งเป็นการขัดเกลาทางจิตใจ ให้กับสมาชิกให้เห็นคุณค่าของการช่วยเหลือผู้อื่น กลุ่มเป้าหมาย 1. เป้าหมายเชิงปริมาณ ผู้เข้าร่วมโครงการเป็นนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูชั้นปีที่4 และ ชั้นปีที่ 5 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ จำนวน 15 คน 2. เป้าหมายเชิงคุณภาพ พื้นที่วัดเนินสวนมีความสะอาด ร่มรื่น ปลอดภัย ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความรู้คุณธรรม จริยธรรมและปฏิบัติตนตามหลักพระพุทธศาสนาได้ 2. วัดเนินสวนมีความสะอาด 3. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรู้จักการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองและรู้จักการเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อ ประโยชน์ส่วนรวม 4. รู้จักการสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ
2 บทที่2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาเรื่อง จิตอาสาพัฒนาวัด ผู้จัดทำได้รวบรวมทฤษฎีและหลักการต่างๆจากเอกสารที่ เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ จิตอาสา หมายถึง จิตแห่งการให้ความดีงามทั้งปวงแก่เพื่อนมนุษย์ โดยเต็มใจ สมัครใจ อิ่มใจ ซาบซึ้งใจที่พร้อมจะเสียสละเวลา แรงกาย และสติปัญญา เพื่อสาธารณะประโยชน์ในการทำกิจกรรมหรือสิ่งที่ เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน และมีความสุขที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นจิตที่ไม่นิ่งดูดาย เมื่อพบ เห็นปัญหาหรือความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นกับผู้คนเป็นจิตที่มีความสุขเมื่อได้ทำความดี และเห็นน้ำตาเปลี่ยนเป็น รอยยิ้ม เป็นจิตที่เปี่ยมด้วย "บุญ" คือความสงบเย็น และพลังแห่งความดีหรือความเป็นตัวเป็นตนของตนเองลง ได้บ้าง สำหรับกระบวนการสร้างจิตอาสา ต้องประกอบด้วยการปลูกฝังให้ตระหนักถึงความสำคัญของจิต อาสา การเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ความรู้ และการติดต่อสื่อสาร การสร้างความเชื่อมั่นใน ตนเอง และการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง คุณลักษณะของผู้มีจิตอาสาคือ มุ่งประโยชน์ต่อส่วนรวม การ ทำงานทุกอย่างเป็นไปด้วยความสมัครใจ ไม่มุ่งหวังผลตอบแทนใดๆ ตลอดจนการอุทิศกาย กำลังใจ และเวลา ให้แก่ส่วนรวม อาสาสมัคร หมายถึง ผู้ที่สมัครใจและอาสาเข้ามาเพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และทำงานที่เป็น ประโยชน์แก่ประชาชนและสังคม โดยสมัครใจเพื่อการดูแล ป้องกัน แก้ปัญหาเพื่อพัฒนาสังคม โดยไม่หวัง ผลตอบแทนเป็นเงินหรือสิ่งอื่นใด ผลตอบแทนที่อาสาสมัครได้รับคือ ความสุข ความภาคภูมิใจที่ได้ปฏิบัติงานที่ เป็นประโยชน์แก่ประชาชน สังคม และประเทศชาติ คุณลักษณะของอาสาสมัคร คือ มีความคิดเป็นอิสระในการเลือกที่จะทำหรือไม่ทำ มีความ รับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งการกระทำที่เป็นประโยชน์ต่อบุคคล กลุ่มบุคคล และส่วนรวม ไม่หวังรางวัลหรือ ผลตอบแทนเป็นเงินทอง และไม่ใช่ภาระงานที่ต้องทำตามหน้าที่ ในด้านสภาวะจิตใจของบุคคลที่จะเป็นจิต อาสานั้น ต้องมีความรักความปรารถนาที่จะให้และมีจิตใจที่จะทำความดี เข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รวมถึง ยอมเสียสละเวลา โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆไป ผู้ทำโครงการได้ศึกษาความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ 1. ความรู้เกี่ยวกับการทำความสะอาด 1.1 ขั้นตอนการทำความสะอาดบริเวณวัด ปัญหาที่พบบ่อยก็คือตรงบริเวณวัดจะมีขยะจำนวนมาก เราจึงควรเริ่มทำความ สะอาดดังนี้ - เก็บขยะบริเวณรอบๆวัด - ขัดแยกขยะ ใส่ถุง - เราควรเริ่มจากแบ่งงานกันกวาดคนละตำแหน่งกันเพื่อให้งานเสร็จอย่างรวดเร็ว - ควรกวาดใบไม้ไว้เป็นกองแล้วเก็บใส่ถังขยะทันทีเพื่อป้องกันลมพัดมา 1.2 ปัญหาต่อมาคือปัญหาการทำบุญแล้วพื้นบริเวณศาลาวัดไม่สะอาดมีเศษอาหาร - เตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาดให้พร้อม เช่น ไม้กวาดดอกหญ้า ผ้าถูพื้น - แบ่งหน้าที่กันทำความสะอาดบริเวณศาลาวัด 1.3 ปัญหาต่อมาคือปัญหาห้องน้ำไม่สะอาด
3 - เตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาดให้พร้อม เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ แปรงขัดพื้น - แบ่งหน้าที่กันทำความสะอาดห้องน้ำ 2. การทำความดี ข้อแนะนำในการทำความดี - เป็นความจริงที่พวกเราต้องยอมรับว่า บางคนอยากจะทำความดี แต่ไม่รู้ว่าจะทำ ความดีได้อย่างไร เพราะเป็นคนที่ค่อนข้างอัตคัด คือ ขัดสน ขาดแคลน ฝืดเคือง หรือยากจนในทรัพย์สินเงิน ทองเป็นอย่างมาก - ในเรื่องนี้ ก็ขอเรียนว่า การทำความดี ไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพย์สินเงินทองเลยก็ได้ แม้จนในทรัพย์สิน แต่ผู้นั้นอาจเป็นผู้ร่ำรวยในน้ำใจอย่างยิ่งใหญ่มหาศาลก็ได้ และอาจเป็นผู้ได้ชื่อว่า เป็นผู้ กตัญญูรู้คุณอย่างเยี่ยมยอด หรือยอดกตัญญูก็เป็นไปได้เช่นกัน - การทำความดี จะยิ่งใหญ่หรือเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับจิตใจเป็นสำคัญ หากกระทำการสิ่งใดๆลง ไปก็ดี ถ้าเรารู้สึกเต็มใจ อิ่มใจ ก็ย่อมปลื้มปิติกับสิ่งที่เราทำ และเราก็ได้บุญกุศลจากกรรมดีของเรา ไม่ยิ่งหย่อน และอาจมากกว่าการทำความดีด้วยทรัพย์สินเงินทองด้วยซ้ำไป ก็มีมากหลาย - การทำความดีด้วยน้ำใจนั้น ทำได้ง่าย และ ทำได้ทันที ถ้ามีโอกาสคราวใดต้องแสดงความมี น้ำใจต่อผู้อื่นทันที ยกตัวอย่าง เช่น ภายในบ้านที่อยู่อาศัย หรือสถานที่พักของเรา จะต้องทราบว่ามีใครอยู่ร่วม ด้วยหรือไม่ ผู้ที่เราอยู่ร่วมด้วยนั้น จะเป็นใครก็ตาม เราต้องตั้งหลักยืดมั่นว่า เราจะต้องหาทุกวิถีทาง ที่จะทำ ตนให้เป็นประโยชน์แก่คนภายในบ้านของเราให้มากที่สุด ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเหนือกว่าเรา หรือเท่าเทียมกับเรา หรือต่ำกว่าเราก็ตาม เราจะต้องช่วยเหลือเขา ช่วยงานของเขา ช่วยลดภาระให้แก่คนอื่น โดยเข้าช่วยรับภาระ แทน อาทิ ช่วยเก็บสิ่งสกปรกทิ้ง ช่วยรักษาความสะดาดช่วยทำความสะอาดสิ่งต่างๆ เท่าที่เราสามารถเข้าช่วย ได้ในทุกโอกาส หรือแสดงความมีน้ำใจ โดยการยิ้มแย้มเข้าหาเขา ทักทายปราศรัยเขา ข่มสติอารมณ์มิให้โกรธ มิใช้พลุ่งพล่าน เมื่อเขาทำสิ่งที่ไม่ดีต่อเรา และให้อภัยแก่ความไม่รู้ และความโง่งมของคนอื่น ที่หลงผิดทำสิ่งที่ ไม่ดี โดยคิดอยู่แต่ในใจ ห้ามปริปากบอกเขาว่าให้อภัยในความโง่ของเขา เพราะจะกลายเป็นการสร้างอารมณ์ ให้เกิดการทะเลาะกัน จะต้องหลีกเลี่ยง ไม่ไปทะเลาะกับใคร หลีกเลี่ยงการพูดจากระทบกระแทกแดกดัน หลีกเลี่ยงการสร้างศัตรู โดยมีการข่มใจ มีความอดทน และอดกลั้นในสิ่งที่ไม่ดี ที่มากระทบอารมณ์มิตรในชาติ ปัจจุบันก็ตาม เป็นวิธีการสร้างฐานความคิดที่เราจะเป็นมิตรได้กับทุกคน สามารถให้อภัยเขาได้ในทุก สถานการณ์ ไม่ผูกพยาบาทอาฆาตจองเวรกันอีกต่อไป ประการสำคัญ เราต้องคิดเสมอว่า ผู้มีบุญคุณของเรา เขาชอบอะไร เราจะต้องพยายามทำ ในสิ่งที่เขาชอบ แต่ต้องเป็นสิ่งที่สุจริต เป็นสิ่งที่ไม่เกลือกกลั้วกับอบายมุขทุกประเภท เป็นสิ่งที่ไม่ผิดต่อ กฎหมาย และศีลธรรมอันดีงาม เป็นสิ่งที่ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นเขาด้วย หากมีสติคิดได้ด้วยปัญญา ว่า “เราจะทำแต่สิ่งที่ดีๆ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใด แต่จะทำสิ่งที่ดี ที่สร้างความสุขใจให้แก่ผู้อื่นเป็น สำคัญ” คิดได้เช่นนี้ต้องลงมือทำในทันที ในการทำในทุกกิจกรรมจะต้องคำนึงเนื้อหาดังกล่าวข้างต้นเสมอ - โดยเฉพาะท่านที่ยังมีคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย หรือผู้มีพระคุณที่ยังมีชีวิตอยู่ใน ปัจจุบัน หากอยู่อาศัยด้วยกัน จะต้องพยายามแสดงความมีน้ำใจ ไม่ทำให้ท่านต้องเสียน้ำใจ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ คำพูดหรือการกระทำ ต้องแสดงความมีน้ำใจด้วยปฏิบัติบูชา ทำแต่สิ่งที่ดีๆ ให้แก่ท่าน ถ้าท่านเกลือกกลั้วกับ อบายมุข ทำสิ่งที่ไม่ดีไม่ชอบไม่ถูกกฎหมาย ก็ต้องพยายามเชิญชวนชักนำท่านให้ออกจากอบายมุข หรือสิ่งที่ไม่ ดีนั้นๆ อาจหาหนังสือธรรมะเล่มบางๆ ไปวางทิ้งให้ท่านอ่าน วันนี้ไม่อ่าน พรุ่งนี้อาจอ่าน พรุ่งนี้ไม่อ่าน สัปดาห์ หน้าอาจอ่าน โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ท่านมีอารมณ์ดีจะต้องหาโอกาสแนะนำเรื่องกฎแห่งกรรม การกระทำเช่นนี้ ถือได้ว่า เป็นการกตัญญูกตเวทีอีกวิธีหนึ่ง
4 - แต่ ถ้าท่านโชคดี ไม่มีบุคคลในครอบครัวของท่าน ที่เข้าไปเกลือกกลั้วกับอบายมุข ไม่มีใครกระทำ การสิ่งที่ผิดกฎหมาย และศีลธรรมอันดีงาม ท่านก็เพียงต้องประคอง และรักษาน้ำใจของท่านเหล่านั้น โดยต้อง คิดให้ดี มีสติให้มั่นคงว่า เราจะทำทุกอย่างที่ดีๆ ให้ท่านมีความพอใจ จะต้องพยายามทำสิ่งที่ดีๆ ที่ท่านชอบ จะ ไม่โต้เถียงหรือโต้แย้ง จะไม่ชี้แจงเรื่องใดๆ ในเวลาที่ท่านมี อารมณ์โกรธ เพราะการชี้แจงเรื่องใดๆ แม้จะดี แม้จะถูกต้อง ก็ห้ามกระทำ ในเวลาที่ท่านมีอารมณ์ โกรธ เพราะเมื่อมีโมหะจิต มีโกรธะจิต ย่อมบดบังปัญญาไปโดยสิ้นเชิง ไม่ควรใช้เหตุผลใดๆในขณะที่ท่านมี อารมณ์เสียเป็นอันขาด โดยเฉพาะบุคคลที่มีบุญคุณแก่ตัวของเรา หลังจากอารมณ์ท่านเย็น อารมณ์ โกรธของท่านหายไปเมื่อไร 3. ผลบุญของการทำความดี 1. นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ15นาที(หรือเดินจงกรมก็ได้) อานิสงส์เพื่อสติปัญญาที่เฉลียว ฉลาดขึ้นทั้งภพนี้และภพหน้า เพื่อจิตใจที่สว่างผ่อนปรนจากกิเลส ปล่อยวางได้ง่าย จิตจะรู้วิธีแก้ปัญหาชีวิตโดย อัตโนมัติ ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันอับจน ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพกายและจิตแข็งแรงเจ้ากรรมนายเวรและ ญาติมิตรที่ล่วงลับจะได้บุญกุศล 2. สวดมนต์ด้วยพระคาถาต่างๆอย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอน อานิสงส์เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครอง ชีวิตหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า เงินทองไหลมาเทมา แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง จิตจะเป็น สมาธิได้เร็ว แนะนำพระคาถาพาหุงมหากา,พระคาถาชินบัญชร, พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก เป็นต้น เมื่อ สวดเสร็จต้องแผ่เมตตาทุกครั้ง 3. ถวายยารักษาโรคให้วัด,ออกเงินค่ารักษาให้พระตามโรงพยาบาลสงฆ์ อานิสงส์ก่อให้เกิด สุขภาพร่มเย็นทั้งครอบครัว โรคที่ไม่หายจะทุเลา สุขภาพกายจิตแข็งแรง อายุยืนทั้งภพนี้และภพหน้า ถ้าป่วยก็ จะไม่ขาดแคลนการรักษา 4. ทำบุญตักบาตรทุกเช้า อานิสงส์ได้ช่วยเหลือศาสนาต่อไปทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ขาด แคลนอาหาร ตายไปไม่หิวโหย อยู่ในภพที่ไม่ขาดแคลน ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ 5. ทำหนังสือหรือสื่อต่างๆเกี่ยวกับธรรมะแจกฟรีแก่ผู้คนเป็นธรรมทาน อานิสงส์เพราะธรรม ทานชนะการให้ทานทั้งปวง ผู้ให้ธรรมจึงสว่างไปด้วยลาภยศ สรรเสริญ ปัญญา และบุญบารมีอย่างท่วมท้น เจ้า กรรมนายเวรอโหสิกรรมให้ ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองอย่างไม่คาดฝัน 6. สร้างพระถวายวัด อานิสงฆ์ผ่อนปรนหนี้กรรมให้บางเบา ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง สิ่งศักด์สิทธิ์ คุ้มครอง แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง ครอบครัวเป็นสุขได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนาตลอดไป 7. แบ่งเวลาชีวิตไปบวชชีพรามณ์หรือบวชพระอย่างน้อย 9 วันขึ้นไปอานิสงส์ได้ตอบแทนคุณ พ่อแม่อย่างเต็มที่ผ่อนปรนหนี้กรรมอุทิศผลบุญให้ญาติมิตรและเจ้ากรรมนายเวร สร้างปัจจัยไปสู่นิพพานในภพ ต่อๆไป ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนาจิตเป็นกุศล 8. บริจาคเลือดหรือร่างกายผิวพรรณผ่องใส สุขภาพแข็งแรง ช่วยต่ออายุ ต่อไปจะมีผู้คอย ช่วยเหลือไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก เทพยดาปกปักรักษา ได้เกิดมามีร่างกายที่งดงามในภพหน้า ส่วนภพนี้ก็จะมีราศี ผุดผ่อง 9. ปล่อยปลาที่ซื้อมาจากตลาดรวมทั้งปล่อยสัตว์ไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆอานิสงส์ ช่วยต่ออายุ ขจัด อุปสรรคในชีวิต ชดใช้หนี้กรรมให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยกินเข้าไป ให้ทำมาค้าขึ้น หน้าที่การงานคล่องตัวไม่ ติดขัด ชีวิตที่ผิดหวังจะค่อยๆฟื้นคืนสภาพที่สดใส เป็นอิสระ 10. ให้ทุนการศึกษา,บริจาคหนังสือหรือสื่อการเรียนต่างๆ,อาสาสอนหนังสืออานิสงส์ทำให้มี
5 สติปัญญาดี ในภพต่อๆไปจะฉลาดเฉลียวมีปัญญา ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอย่างรอบรู้สติปัญญาสมบูรณ์ พร้อม 11. ให้เงินขอทาน,ให้เงินคนที่เดือดร้อน(ไม่ใช่การให้ยืม) อานิสงส์ ทำให้เกิดลาภไม่ขาดสาย ทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ตกทุกข์ได้ยาก เกิดมาชาติหน้าจะร่ำรวยและไม่มีหนี้สิน ความยากจนในชาตินี้จะทุเลา ลง จะได้เงินทองกลับมาอย่างไม่คาดฝัน 12. รักษาศีล5หรือศีล8 อานิสงส์ไม่ต้องไปเกิดเป็นเปรตหรือสัตว์นรก ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ผ ประเสริฐครบบริบูรณ์ ชีวิตเจริญรุ่งเรือง กรรมเวรจะไม่ถ่าโถม ภัยอันตรายไม่ย่างกราย เทวดานางฟ้าปกปัก รักษา อานิสงส์ 4. การสร้างเสริมจิตสำนึกต่อส่วนรวม รัญจวน อินทร์กำแหง ชี้ถึงแนวทางในการเสริมสร้างจิตสำนึกของคนในสังคมว่า จะต้องเกิดขึ้นได้ จากการคลุกคลีอยู่กับความถูกต้องการปลูกฝังอบรมการฝึกปฏิบัติการได้เห็นตัวอย่างที่ชวนให้ประทับใจ ปัจจัย เหล่านี้ค่อยๆโน้มนำใจของบุคคลให้เกิดจิตสำนึกที่ถูกต้องและการสร้างจิตสำนึกต่อส่วนรวมให้เกิดขึ้นจำต้อง อาศัยสถาบันทางสังคมหลายส่วนเข้ามาร่วมมือกันอาทิ 4.1 สถาบันการศึกษาการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาเป็นสิ่งที่ปฏิเสธกันไม่ได้ไม่ว่าจะ เป็นการพัฒนาในรูปใดจำต้องเริ่มต้นด้วยการศึกษาจนมีการศึกษามากพอแก่สถานะแห่งตนที่จะสามารถ ปฏิบัติงานหรือดำเนินชีวิตไปสู่ทิศทางที่ประสงค์การกำหนดเป้าหมายของการศึกษาให้ถูกต้องโดยธรรมชาติ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่แท้จริง จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่มีผู้มีอำนาจในการบริหารการศึกษาพึงพิจารณาให้ ลึกซึ้งให้ถ่องแท้ ให้รอบคอบ ให้ถูกต้องด้วยทัศนะที่กว้างไกล โดยมีจุดหมายรวบยอดว่า ต้องจัดการศึกษาเพื่อ พัฒนาคนให้มีจิตสำนึกเป็นมนุษย์ที่เต็มที่การจัดการศึกษาควรมุ่งเน้นที่การสร้างจิตสำนึกภายในคือการพัฒนา จิตสำนึกภายใน คือการพัฒนาจิตใจที่เป็นรากฐานของความเป็นมนุษย์ไม่ควรเน้นที่การพัฒนาเพื่อความสำเร็จ ในวิชาชีพที่ปราศจากพื้นฐานทางจริยธรรมเพราะอาจจะเป็นการส่งเสริมให้บุคคลออกไปประกอบวิชาชีพด้วย จิตสำนึกผิดพลาดแล้วก็ไปสร้างระบบการทำงานที่ผิดมีการเอาเปรียบผู้อื่นกอบโกยความหลงตัวเองว่ามัวเมา วนเวียนแต่ในวังวนวัตถุ ที่อาจจะก่อให้เกิดการประหัตประหารกันในทุกวงการ การให้การศึกษาแก่ยุวชน ควร หยุดสร้างจิตสำนึกที่นิยมในวัตถุ แต่เน้นการสร้างจิตสำนึกในทางจริยธรรมให้หนักแน่นเข้มแข็งยิ่งขึ้นทุกระดับ การศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนถึงอุดมศึกษาเพื่อให้เป็นจิตที่สามารถสร้างระบบถูกต้องเพื่อการดำรงอยู่ของสังคม โดยธรรมโดยเฉพาะการดำรงเน้นการฝึกอบรมให้รู้จักทำหน้าที่เพื่อหน้าที่อย่างดีที่สุดฝีมือในทุกหน้าที่ในฐานะ ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ด้วยความสำนึกว่าทุกหน้าที่มีคุณค่าและความสำคัญเท่าเทียมกัน 4.2 สถาบันศาสนา สถาบันทางศาสนาต้องเป็นผู้นำในการสร้างจิตสำนึกต่อส่วนรวมให้ เกิดขึ้น ต้องนำประชาชนกลับไปสู่คำสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงเน้นให้เห็นแก่ประโยชน์สุขของสังคมเป็นใหญ่ ไม่บริโภคเกินความจำเป็น หรือเพราะความอยาก มีความสันโดษ พอใจที่จะมีกินมีอยู่ มีใช้เท่าที่จำเป็น รู้จัก เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เจือจานแก่ผู้อื่น มีความเมตตาอาทรต่อกัน เห็นแก่ผู้อื่นเสมือนเห็นแก่ตนเอง รู้จักหน้าที่ ปฏิบัติ หน้าที่ให้ถูกต้อง สถาบันทางศาสนาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นสถาบันที่ได้รับการเคารพบูชาแต่โบราณ กาลจวบจนปัจจุบัน เป็นสถาบันที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อจิตใจของประชาชนเพราะต่างได้ยึดถือสถาบันนี้ เป็นที่ พึ่งทางใจมาอย่างเนิ่นนาน ฉะนั้นสถาบันทางศาสนาจึงอยู่ในฐานะที่จะช่วยสร้างสรรค์และพัฒนาจิตใจของคน ในสังคมให้หันเข้ามาอยู่ในความถูกต้องตามทำนองคลองธรรมและวิธีการพัฒนาจิตสำนึกให้เกิดขึ้นได้อย่างดี ที่สุด ก็คือการสอนด้วยตัวเอง อันหมายถึง การที่ผู้อยู่ในสถาบัน องค์การทางศาสนา พึงต้องประพฤติปฏิบัติตน ให้เป็นตัวอย่างแก่คนในสังคมในด้านการช่วยเหลือส่วนรวม
6 4.3 สถาบันครอบครัว ความอบอุ่นของสถาบันครอบครัวมีความสำคัญเป็นอันดับแรกเพราะ เป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้ทารกจะเกิดจิตสำนึกเห็นความสำคัญของส่วนรวม ความใกล้ชิดระหว่างพ่อแม่กับลูก จึง เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเลี้ยงอบรมลูก เพราะความใกล้ชิดจะเป็นสื่อที่ทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน และกลายเป็นเกิดความเห็นใจซึ่งกันและกัน สถาบันครอบครัวจึงเป็นพื้นฐานของสังคม ถ้าครอบครัวมีแต่ความ คลอนแคลน สังคมก็พลอยคลอนแคลนไปด้วย และเด็กที่เติบโตจากครอบครัวที่คลอนแคลนจะมีจิตสำนึกที่ คลาดเคลื่อน การสอนและการอบรมจากสถาบันครอบครัว ควรดำเนินการให้สอดคล้องประสานไปในจุดหมาย เดียวกันกับการสอนการอบรมของสถาบันการศึกษา และสถาบันทางศาสนา เพื่อปูพื้นฐาน หรือฝังรากให้เด็กมี จิตสำนึกที่เป็นสัมมาทิฐิเสียตั้งแต่ยังเด็ก 4.4 สื่อมวลชน สื่อมวลชนเป็นสถาบันที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งในการกระจายความคิดความรู้ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งสู่การรับรู้ของประชาชน ความร่วมมือจากสื่อมวลชนจะช่วยสร้างความเข้าใจช่วยสร้าง จิตสำนึกที่ถูกต้องให้แก่คนในสังคม เนื่องจากสื่อมวลชนนั้นมีบทบาทและอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างการ รับรู้ที่จะสั่งสมกลายเป็นจิตสำนึกของคนในสังคม การจัดการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองจึงเป็นเงื่อนไข เบื้องต้นที่จะช่วยให้คนในสังคมมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม ที่จะนำไปสู่การก่อตัวของประชาสังคมการจัดการศึกษา เพื่อความเป็นพลเมืองนี้ มิได้หมายถึงกระบวนการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนสำหรับประชากรวัยเรียน หรือการจัดการการศึกษาแบบเป็นทางการในรูปแบบอื่นๆ แต่ยังหมายถึงกระบวนการเสริมสร้างการเรียนรู้ ทางตรงอย่างไม่เป็นทางการในชีวิตประจำวัน ซึ่งจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสถาบัน และกระบวนการ ทางสังคมทีหลากหลายและต่อเนื่องทั้งในส่วนของสถาบันการศึกษาสถาบันครอบครัว องค์การเอกชน และ องค์กรประชาสังคม ฯลฯ 5. ความสำคัญของวัดที่มีต่อวิถีชีวิตคนไทย วัด คือคำเรียก สถานที่สำหรับประกอบกิจกรรมทางศาสนาของผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ ใน ประเทศไทย, กัมพูชา และลาว ภายในวัดจะมี กุฏิ ซึ่งใช้เป็นเป็นที่อาศัยของนักบวชในศาสนาพุทธซึ่งก็คือ พระสงฆ์ อีกทั้งยังมีเจดีย์ พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ เมรุ ซึ่งใช้สำหรับประกอบศาสนพิธีต่างๆ เช่น การ เวียนเทียน การสวดมนต์ การทำสมาธิ วัดโดยส่วนใหญ่นิยมแบ่งเขตภายในวัดออกเป็นสองส่วนคือ พุทธาวาส และสังฆาวาส โดย ส่วนพุทธาวาสจะเป็นที่ตั้งของสถูปเจดีย์ อุโบสถ สถานที่ประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา และส่วน สังฆาวาส จะเป็นส่วนกุฎิสงฆ์สำหรับพระภิกษุสงฆ์สามเณรจำพรรษา และในปัจจุบันแทบทุกวัดจะเพิ่มส่วนฌา ปนสถานเข้าไปด้วย เพื่อประโยชน์ในด้านการประกอบพิธีทางศาสนาของชุมชน เช่น การฌาปนกิจศพ โดยใน อดีตส่วนนี้จะเป็นป่าช้า ซึ่งอยู่ติดหรือใกล้วัด ตามธรรมเนียมของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่กลุ่มฌาปนสถานใน วัดพุทธศาสนาในประเทศไทยจะตั้งอยู่บนพื้นที่ ๆ เป็นป่าช้าเดิมปัจจุบัน วัดไทยในชนบทยังคงเป็นศูนย์รวม ของคนในชุมชน ซึ่งต่างจากในเมืองใหญ่ที่วัดกลายเป็นเพียงสถานที่จำพรรษาของพระสงฆ์และเพื่อประกอบพิธี ทางศาสนาเท่านั้น พระอารามหลวง วัดในประเทศไทยแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ได้แก่ พระอารามหลวง หรือ วัดหลวง คือวัดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้างหรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าจํานวนในบัญชีเป็นพระอาราม หลวง และ วัดราษฎร์ คือวัดที่ได้รับพระราชทานที่วิสุงคามสีมา แต่มิได้เข้าบัญชีเป็นพระอารามหลวง หรือวัดที่ พุทธศาสนิกร่วมใจบริจาคทรัพย์และที่ดินถวายเป็นสังฆาราม การจัดลำดับชั้นของพระอารามหลวงมีดังต่อไปนี้ 1. พระอารามหลวงชั้นเอก มีสามชนิด ได้แก่ ราชวรมหาวิหาร ราชวรวิหาร และวรมหาวิหาร
7 2. พระอารามหลวงชั้นโท มีสี่ชนิด ได้แก่ ราชวรมหาวิหาร ราชวรวิหาร วรมหาวิหาร และ วรวิหาร 3. พระอารามหลวงชั้นตรี มีสามชนิด ได้แก่ ราชวรวิหาร วรวิหาร และสามัญ (ไม่มีสร้อย ต่อท้าย) 6. ข้อควรปฏิบัติในการไปวัดไทย ควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยและสำหรับการเตรียมอาหารไปถวายพระภิกษุ ต้องเป็น อาหารที่สุกแล้วหรือจำพวกผลไม้ อย่าถวายอาหารที่สุก ๆ ดิบ ๆ และควรระมัดระวังเนื้อสัตว์ต้องห้าม เช่น เนื้อมนุษย์ เนื้อช้าง เนื้อม้า เนื้อสุนัข เนื้อราชสีห์ เนื้องู เนื้อเสือโคร่ง เนื้อเสือเหลือง เนื้อเสือดาว เนื้อหมี ไป ถวายพระภิกษุ เพราะเป็นเนื้อต้องห้ามสำหรับพระภิกษุ และสุดท้าย ไม่ควรนำเด็กอ่อนไปวัดด้วย เพราะเด็ก อาจจะร้องไห้สร้างความรำคาญแก่ผู้อื่นได้ 7. ความสำคัญของพระพุทธศาสนาต่อสังคมไทย มีดังนี้ 7.1 พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ชาวไทยส่วนใหญ่นับถือ ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ร้อยละ 95 นับถือพระพุทธศาสนาสืบต่อมาจากบรรพบุรุษไทย นับตั้งแต่ไทยมีประวัติศาสตร์ชัดเจนชาวไทยก็ นับถือพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว หลักฐานโบราณ ได้แก่ โบราณสถานที่เป็นศาสนสถาน โบราณวัตถุ เช่น พระ ธรรมจักร ใบเสมา พระพุทธรูป ศิลาจารึก เป็นต้น แสดงว่าผู้คนในดินแดนไทยรับนับถือพระพุทธศาสนา (ทั้ง นิกายเถรวาทและมหายาน) มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 กล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย มาช้านานแล้ว 7.2 พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมไทย เนื่องจากชาวไทยนับถือ พระพุทธศาสนามาช้านาน จนหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาได้หล่อหลอมซึมซับลงในวิถีไทย กลายเป็น รากฐานวิถีชีวิตของคนไทยในทุกด้าน ทั้งด้านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีและศีลธรรม ดังนี้ 7.2.1 วิถีชีวิตของคนไทย คนไทยมีวิถีการดำเนินชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ การ แสดงความเคารพ การมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความกตัญญูกตเวที การไม่อาฆาตหรือมุ่งร้ายต่อผู้อื่น ความ อดทนและการเป็นผู้มีอารมณ์แจ่มใส รื่นเริง เป็นต้น ล้วนเป็นอิทธิพลจากหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ซึ่งได้หล่อหลอมให้คนไทยมีลักษณะเฉพาะตัว เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยที่นานาชาติยกย่องชื่นชม 7.2.2 ภาษาและวรรณกรรมไทย ภาษาทางพระพุทธศาสนา เช่น ภาษาบาลีมีอยู่ใน ภาษาไทยจำนวนมาก วรรณกรรมไทยหลายเรื่องมีที่มาจากหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น ไตรภูมิกถา ใน สมัยสุโขทัย กาพย์มหาชาติ นันโทปนันทสูตรคำหลวง พระมาลัยคำหลวง ปุณโณวาทคำฉันท์ ในสมัยอยุธยา เป็นต้น 7.2.3 ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ประเพณีไทยที่มาจากความเลื่อมใสศรัทธาใน พระพุทธศาสนามีอยู่มากมาย เช่น การอุปสมบท ประเพณีทอดกฐิน ประเพณีแห่เทียนพรรษา ประเพณีชัก พระ เป็นต้น กล่าวได้ว่าขนบธรรมเนียมประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามีความผูกพันกับคนไทยตั้งแต่ เกิดจนตาย 7.2.4 ศิลปกรรมไทย พระพุทธศาสนาเป็นบ่อเกิดของศิลปะแขนงต่างๆ วัดเป็น แหล่งรวมศิลปกรรมไทย ทางด้านสถาปัตยกรรม เช่น รูปแบบการเสร้างเจดีย์ พระปรางค์ วิหาร ที่งดงามมาก เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) กรุงเทพมหานคร ประติมากรรม ได้แก่ งานปั้นและหล่อ พระพุทธรูป เช่น พระพุทธลีลาในสมัยสุโขทัย พระพุทธชินราช วัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก จิตรกรรม ได้แก่ ภาพวาดฝาผนังและเพดานวัดต่างๆ เช่น จิตรกรรมฝาผนัง วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร
8 ความสำคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะเป็นสถาบันหลักของสังคมไทย สถาบันพระพุทธศาสนาเป็นสถาบันหลักสถาบันหนึ่งของสังคมไทย คนไทยต่างให้การยอมรับนับถือมา ตั้งแต่โบราณกาล และมีการสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก เมื่อพระพุทธศาสนาได้เข้ามาประดิษฐานมั่นคงในสังคมไทย วัดและพระสงฆ์มีบทบาทเกี่ยวข้องกับ การดำเนินชีวิตของคนไทย วัดจึงได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม วัดเป็นศูนย์กลางของการอบรมสั่งสอน จริยธรรม เป็นสถาบันสำคัญทั้งในด้านการศึกษา สังคม และเป็นบ่อเกิดของศิลปะสาขาต่าง ๆ ส่วนพระสงฆ์ ผู้ทำหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนาก็ได้รับการยกย่องในสังคม ในฐานะเป็นผู้ทรงคุณธรรมควรแก่การเคารพ และเชื่อฟังซึ่งสรุปได้ ดังนี้ *ด้านการศึกษา วัดเป็นสถานศึกษาเล่าเรียน โดยพระภิกษุสงฆ์ทำหน้าที่เป็นผู้อบรมสั่งสอนให้ความรู้ แม้ในปัจจุบัน พระสงฆ์ก็ยังคงทำหน้าที่สอนพระพุทธศาสนาในโรงเรียน *ด้านสังคม วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นที่ชุมนุม เพื่อทำบุญฟังพระธรรมเทศนา ตลอดจนการ พบปะสังสรรค์ พระสงฆ์เป็นตัวแทนของสถาบันพระพุทธศาสนาที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำทางจิตใจของ ประชาชน *ด้านศิลปกรรม วัดเป็นที่รวมแห่งศิลปกรรมประเภทต่าง ๆ เช่น ประติมากรรมปูนปั้น ศิลปกรรม แกะสลักไม้ จิตรกรรมฝาผนัง ตลอดถึงถาวรวัตถุต่าง ๆ ที่ศิลปินไทยได้ถ่ายทอดไว้ที่โบสถ์ วิหาร เจดีย์ องค์ พระพุทธรูป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาในฐานะเป็นสภาพแวดล้อมที่กว้างขวางและครอบคลุมสังคมไทย สังคมไทยเคารพศรัทธาต่อพระภิกษุมาก เนื่องเพราะเชื่อว่า พระภิกษุ นั้นเป็นผู้มีความรู้มากกว่า ฆราวาส เป็นผู้ทรงศีล ย่อมพูดแต่สิ่งเท็จจริง และเป็นครูบาอาจารย์ ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนที่มีต่อวัด จึงผูกพันแนบแน่นกับวิถีชีวิตของ ทุกคนนับแต่เกิดจนตาย คำสั่งสอนจึงได้รับความเชื่อถืออย่างไร้ความ คลางแคลงใจ ดังนั้นพระสงฆ์จึงกลายเป็นที่พึ่งของสังคมในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าในทางที่เป็นมงคลและอัปมงคล ส่วน วัด นั้นเป็นสถานที่รับใช้บริการงานประเพณีการทำบุญต่างๆเพื่อให้เกิดกุศลบุญแก่ ฆราวาส เนื่องในวัน สำคัญทางศาสนาซึ่งมีอยู่แทบตลอดทั้งปี รวมทั้งเป็นสถานที่ให้การศึกษาแก่ชุมชน นับแต่การบวชเณรจนถึง บวชเป็นพระภิกษุสถานที่ให้ความสงบเยือกเย็นทางใจ เช่น การแสดงพระธรรมเทศนา การฝึกปฏิบัติ ธรรม สมาธิเป็นสถานที่ชุมนุมของสังคมทุกกาลวาระ เช่น การประชุมกรรมการหมู่บ้าน งานเทศกาลรื่นเริงที่มีการ ออกร้าน มีมหรสพต่างๆ เป็น บทวิเคราะห์ ในสมัยโบราณวัดเป็นสถานที่รวมจิตใจของคนไทยและนอกจากนั้นวัดยังเป็นสถานที่ให้ความรู้แก่ คนในสมัยก่อนเพราะเเต่ก่อนยังไม่มีโรงเรียนก็เลยใช้วัดเป็นที่ให้ความรู้เเก่เด็กโดยมีพระเป็นผู้อบรมสั่งสอนและ วัดยังเป็นที่ชุมนุมของคนเพื่อเป็นที่ประชุมหรือเพื่อเป็นที่ชำระจิตใจของผู้คน นับได้ว่าในสมัยก่อนวัดมีอิทธิพล มากต่อคนไทยจนมาถึงในยุคสมัยปัจจุบันวัดก็ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยมาช้านาน ซึ่งวัดจะ เป็นที่รวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าต่างๆไว้มากมายนอกจากนี้วัดก็ยังเป็นศูนย์รวมความเชื่อ ต่างๆทางไสยศาสตร์ของชาวพุทธซึ่งเป็นความเชื่อของเเต่ละบุคคล ในปัจจุบันนี้ในประเทศไทยจะมีวัดต่างๆ มากมายที่เกิดจากหลายเชื้อชาติที่เข้ามาอาศัยในประเทศไทยเช่น วัดจีน ทั้งนี้ก็จะเกิดทั้งข้อดีเเละข้อเสีย ซึ่ง ข้อดีก็คือมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้ แต่ข้อเสียคือ ความขัดเเย้งของความคิดและวัฒนธรรมได้ เรา ควรช่วยกันทะนุบำรุงรักษาวัดให้มั่นคงอยู่คู่กับคนไทยเพื่อให้คนไทยได้มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจทั้งในยามทุกข์และ ยามสุข ดังนั้นวัดจึงเปรียบเสมือนแหล่งรวบรวมและสร้างวัฒนธรรม ซึ่งวัฒนธรรมเป็นค่านิยมและความเชื่อที่
9 มีร่วมกันมาอย่าช้านานซึ่งเป็นระบบที่เกิดขึ้นในสังคมแทบทุกสังคมของคนไทยและกลายเป็นแนวทางในการ กำหนดแบบแผนพฤติกรรม บรรทัดฐานของคนไทย สถิติที่ใช้ในการประเมิน ระดับความพึงพอใจ 1. ความหมาย แบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจ สร้างตามแนวคิด ทฤษฎีของ หลักการ วิธีการทางการ ของ รศ. วัฒนา สุนทรธัย ในการตัดสินใจเพื่อประเมินค่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยใช้คะแนนหรือตัวเลขเป็นเกณฑ์การ ตัดสินใจนั้น ถ้าการวัดผลมีความแม่นยำเกณฑ์การตัดสินใจมีความขัดเจน และผู้ตัดสินมีความรู้เพียงพอแล้ว ใครตัดสินใจก็จะได้ผลลัพธ์ตรงกัน แต่ถ้าการวัดผลขาดความแม่นยำ เกณฑ์การตัดสินใจไม่มีความขัดเจนพอ และ/หรือผู้ตัดสินมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนแล้ว ผลการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับผู้ประเมิน ซึ่งจะขาดความเป็น มาตรฐาน เข่น ถ้าเรื่องที่ตัดสินใจ คือ การสอบได้สอบ ตกแล้ว ผู้รับการประเมินอาจถูกตัดสินว่าสอบได้ทั้งๆ ที่ ควรจะสอบตก หรือถูกตัดสินว่าสอบตกทั้งๆ ที่ควรจะสอบได้ ซึ่งการตัดสินใจจะมีผลกระทบต่อผู้รับการ ประเมินทั้งทางบวกและทางลบ การนำไปใช้จากมัธยฐาน 1.50 จะได้ช่วงของระดับที่ 1 คือ 1,.00-1.49 และ ระดับที่ 2 คือ 1.51-2.49หากผลการคำนวณตรงกับ1.50 ก็ให้รายงานว่า "ผลการประเมินอยู่ระหว่างระตับที่ 1 และ 2" แต่การนำเสนอเช่นนี้ไม่สะดวกในการนำไปใช้ จึงไม่เป็นที่นิยม ดังนั้นจึงมีทางเลือกสองวิธี คือ วิธีที่ 1 ใช้ระดับที่ 1 คือ 1.00-1.49และระดับที่ 2 คือ 1.50-2.49 หรือ วิธีที่ 2 ใช้ระดับที่ 1 คือ 1.00-1.50 และระดับ ที่ 2 คือ 1.51- 2.50 2. เครื่องมือวัดระดับความพึงพอใจ แบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจ 3. วิธีการสร้างเครื่องมือวัดระดับความพึงพอใจ ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจเพื่อเป็นกรอบในการสร้างคำถามสร้างแบบสอบถาม ความพึงพอใจโดยใช้ข้อคำถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)กำหนดค่าคะแนนเป็น 5 ระดับ ตามวิธีของพวงรัตน์ ทวีรัตน์(2540) และกำหนดเกณฑ์มาทำข้อมูล 4. การประเมินระดับความพึงพอใจด้วยค่าเฉลี่ย วิเคราะห์ด้วยช่วงระดับค่าเฉลี่ยตามเกณฑ์ของ พวงรัตน์ ทวีรัตน์(2540) ดังนี้ ระดับความพึงพอใจ ระดับค่าเฉลี่ย มากที่สุด 4.50 - 5.00 มาก 3.50 - 4.49 ปานกลาง 2.50 - 3.49 น้อย 1.50 - 2.49 น้อยที่สุด 1.00 - 1.49 5. สูตรที่ใช้คำนวน สูตรคำนวณหาค่าเฉลี่ย คือ ค่าเฉลี่ย คือ ผลรวมของข้อมูลทั้งหมด คือ จำนวนข้อมูลทั้งหมด
10 สูตรคำนวณหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือ ค่าเฉลี่ย คือ ผลรวมของข้อมูลทั้งหมด คือ จำนวนข้อมูลทั้งหมด
11 บทที่3 วิธีดำเนินการ ระยะเวลาดำเนินการ วันอังคารที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2565 – วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2565 แผนการดำเนินการ กิจกรรม ปี พ.ศ. 2565 ประชุมชี้แจงวางแผนจัดทำ โครงการ ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค มิ.ย ก.ค. ส.ค. ดำเนินการจัดเตรียมโครงการ ดำเนินการตามโครงการ จัดทำรายงานสรุปโครงการ สถานที่ดำเนินการ วัดบ้านเนินสวน หมู่ 6 ตำบลท่าปลา อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ กิจกรรม ระยะเวลา ผู้รับผิดชอบ 1.ขั้นเตรียมการ (P) - จัดทำโครงการเพื่อขออนุมัติจากผู้บริหารโรงเรียน - จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน ประชุม คณะกรรมการเพื่อวางแผนดำเนินงาน 4-7 กรกฎาคม 2565 นักศึกษาฝึกประสบการณ์ วิชาชีพครูชั้นปีที่ 4 และ ชั้นปีที่ 5 2. ขั้นดำเนินการ (D) - ดำเนินการประชาสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย - ดำเนินงานตามแผนงานของโครงการ คือ ทำความ สะอาดบริเวณพื้นที่วัดเนินสวน 11-28 กรกฎาคม 2565 นักศึกษาฝึกประสบการณ์ วิชาชีพครูชั้นปีที่ 4 และ ชั้นปีที่ 5 3. ขั้นนิเทศติดตามผล (C) - เจ้าของโครงการ นิเทศติดตามการดำเนินงาน และ คอยอำนวยความสะดวกในการดำเนินกิจกรรมของ ผู้เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามภาระงานที่โครงการกำหนด ตลอดการจัดกิจกรรม นักศึกษาฝึกประสบการณ์ วิชาชีพครูชั้นปีที่ 4 และ ชั้นปีที่ 5 4. ขั้นประเมินและรายงานผล (A) - จัดทำแบบประเมินความพึงพอใจ ประเมินและสรุปผล การประเมินความพึงพอใจสรุปผลการดำเนินงาน โครงการและรายงานผู้บริหาร 1 สิงหาคม 2565 นักศึกษาฝึกประสบการณ์ วิชาชีพครูชั้นปีที่ 4 และ ชั้นปีที่ 5
12 งบประมาณของโครงการ ลำดับ รายละเอียด จำนวน หน่วยละ (บาท) จำนวนเงิน (บาท) 1 ไม้กวาดทางมะพร้าว 5 ด้าม 45 225 2 แปรงขัดห้องน้ำ 5 อัน 20 100 3 น้ำยาล้างห้องน้ำ 2 ขวด 70 140 รวมเป็นเงิน 456 บาทถ้วน (สี่ร้อยหกสิบบาทถ้วนบาทถ้วน)
13 บทที่ 4 ผลการดำเนินงาน ผลงาน (Output) ดำเนินงานตามโครงงานของวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ผลลัพธ์ (Outcome) - สมาชิกได้ฝึกการทำงานเป็นทีมและสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ - สมาชิกได้พัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้เกิดขึ้นในตนเอง - สมาชิกได้ฝีกตนเองในด้านอื่นๆ เช่น ความมีวินัยในตนเอง การรู้จักบทบาทหน้าที่ที่ตนได้ รับผิดชอบ การตรงต่อเวลา การอดทนต่อปัญหาที่เกิดขึ้น - เป็นการส่งเสริมให้สมาชิกในโครงการได้ปฏิบัติกิจกรรมการทำความดีที่เป็นประโยชน์ต่อ สังคมส่วนรวมและทำให้สังคมน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ผลการประเมินความพึงพอใจ สอบถามผู้เข้าร่วมโครงการจิตอาสาเพื่อพัฒนาชุมชนวัดบ้านเนินสวน ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนท่าปลา อนุสรณ์ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ถึง และนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูชั้นปีที่ 4 และชั้นปีที่ 5 รวม ทั้งหมด 25 คน เกณฑ์การประเมิน ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน การแปล ความหมาย 1. ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมเหมาะสม 4.68 0.476 มากที่สุด 2. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความรู้คุณธรรม จริยธรรมและปฏิบัติ ตนตามหลักพระพุทธศาสนาได้ 4.68 0.476 มากที่สุด 3. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรู้จักการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองและรู้จัก การเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม 4.76 0.435 มากที่สุด 4. รู้จักการสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ 4.72 0.458 มากที่สุด 5. ผู้เข้าร่วมโครงการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ 4.64 0.489 มากที่สุด รวม 4.69 0.466 มากที่สุด จากตารางแสดงค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อการจัดโครงการจิตอาสาเพื่อพัฒนาชุมชนวัดบ้านเนินสวน ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ย 4.69 ซึ่งอยู่ในระดับมีความพึงพอใจมากที่สุด โดยที่ความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมโครงการ ไม่แตกต่างกันมาก (S.D. = 0.466) ส่วนในรายละเอียดประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรู้จัก การปฏิบัติหน้าที่ของตนเองและรู้จักการเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.76 อยู่ในระดับมากที่สุด และประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้เข้าร่วมโครงการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.64
14 บทที่5 สรุปอภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สรุป อภิปรายผล การลงมือปฏิบัติทำโครงการจิตอาสาพัฒนาวัดขั้นแรกเราต้องมีการติดต่อกับทางวัดเพื่อ ความสะดวกและขออนุญาตในการทำกิจกรรมจากนั้นก็มีการประชุมวางแผนว่าจะทำอะไรก่อนหลังและเตรียม เครื่องมือในการทำความสะอาดต่อมาก็เป็นการลงมือทำความสะอาดโดยเราจะเริ่มที่การทำความสะอาดวัด ก่อนจนเป็นที่น่าพอใจแล้วก็เริ่มลงมือทำการกวาดและเก็บขยะจากการทำโครงการจิตอาสาในครั้งนี้ฝึกให้ผู้ที่ ลงมือทำมีความรู้คุณธรรม จริยธรรมและปฏิบัติตนตามหลักพระพุทธศาสนาได้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรู้จักการ ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองและรู้จักการเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม จักการสร้างความสามัคคี ให้เกิดขึ้นในและอาจเป็นจิตสำนึกที่ดีเพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่พุทธศาสนิกชนคนรุ่นหลังให้ปฏิบัติและมีใจที่เป็น จิตอาสาแบบนี้ต่อไป ข้อเสนอแนะ/ความคิดเห็น 1. เป็นกิจกรรมที่ดีมาก เป็นการส่งเสริมความเสียสระรู้จักพัฒนาตนเองและสังคม จึงอยากให้จัดกิจกรรมนี้อีก ครั้ง 2.เป็นกิจกรรมที่ปลูกฝังให้นักเรียนมีจิตสาธารณะ ได้ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่สังคมและส่วนรวม เกิดความสามัคคีในขณะกลุ่ม 3. เป็นโครงการที่ดี ส่งเสริมให้เข้ากับชุมชนทำประโยชน์ แก่วัด
15 ภาคผนวก
16
17
18
19
20
21 รายชื่ อนักศึกษาที่ข้าร่วมครงการ 1.นางสาวเพชรรี ผาแดง 2.นางสาววรัญญา บุดดาวัน 3.นางสาววารุณี รัตนาจารย์ 4.นางสาวบุณยวีร์ ทับทองดี 5.นายธนวัฒน์ หมื่นแสน 6.นายภูเบศวร์ พ่อแก้ว 7.นางสาวพิมพ์ฤทัย คลังวิเชียร 8.นางสาวเรณุกา อ๊อตกัน 9.นางสาวศิดาพิชญ์วงษ์ชัย 10.นายทัศนภูมิ พาพิมพ์ 11. นางสาวอรัชพร ปราบหงษ์ 12. นางสาววนิดา พาสุวรรณ์ 13. นางสาววันวิสาข์ เขียวประจำ 14. นายวุฒิชัย แสนสงคราม 15. นางสาวนันทวรรณ จันทร์กอง
22 แบบประเมินโครงการจิตอาสาเพื่อพัฒนาชุมชนวัดบ้านเนินสวน คำชี้แจง แบบประเมิน : โปรดเติมเครื่องหมาย ✓ และกรอกข้อความให้สมบูรณ์ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 1. เพศ ชาย หญิง 2. อายุ ต่ำกว่า 20 ปี 20-39 ปี 40- 49 ปี 50-59 ปี 60 ปีขึ้นไป 3. อาชีพ นักเรียน นักศึกษา อื่นๆ…………………… ส่วนที่ 2 ความพึงพอใจ ระดับ 5 = มากที่สุด 4 = มาก 3 = ปานกลาง 2 = น้อย 1 = น้อยที่สุด เกณฑ์การประเมิน ระดับการประเมิน 5 4 3 2 1 1. ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมเหมาะสม 2. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความรู้คุณธรรม จริยธรรมและปฏิบัติตน ตามหลักพระพุทธศาสนาได้ 3. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรู้จักการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองและรู้จัก การเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม 4. รู้จักการสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ 5. ผู้เข้าร่วมโครงการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. .................................................
23
24
25
26
27
28
29
30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
40
41
42
43
44
45
46