The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

AQ ทักษะการแก้ไขปัญหา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by somaijing, 2023-04-16 10:28:05

AQ ทักษะการแก้ไขปัญหา

AQ ทักษะการแก้ไขปัญหา

“AQ” ทักษะการแก้ไขปัญหา ดร.อภิรัชศักดิ์ รัชนีวงศ์ ในอดีต การที่เราจะวัดว่าคนคนหนึ่งทำงานเก่ง หรือเก่งเรื่องคนหรือไม่ เราก็คงจะวัดจาก ระดับ IQ (Intelligence Quotient) และ EQ (Emotional Quotient) ที่พนักงานคนหนึ่งมี ในปัจจุบันนี้ หลายๆ องค์กรกลับหันให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “AQ (Adversity Quotient หรือ Adaptability Quotient)” หรือว่าความสามารถในการแก้ไขปัญหา ปรับตัวและรับมือกับ อุปสรรคที่เขามาในชีวิตมากยิ่งขึ้น๑ หากเอ่ยถึงทักษะความฉลาดที่สำคัญต่อการทำงาน ภาพแรกๆ ที่หลายคนมักนึกถึงคงหนีไม่พ้นทักษะตระกูล Q อย่างความฉลาดทางสติปัญญา (Intelligence Quotient หรือ IQ) และความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient หรือ EQ) นอกจาก สองทักษะนี้ จริงๆ แล้วยังมีอีก Q ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน นั่นคือ ‘ความฉลาดในการรับมือกับ ปัญหา (Adversity Quotient หรือ AQ)’ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่มนุษย์ออฟฟิศยุคนี้ ทั้งระดับพนักงาน และผู้บริหารควรมีติดตัว๔ ลองหันไปรอบๆ ตัวตอนนี้ จะเห็นได้ว่า โลกของเรามีการเปลี่ยนแปลง ที่รวดเร็วมาก มีหลายครั้งหลายคราที่ธุรกิจหรือองค์กรอาจต้องเจอสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น สถานการณ์ที่รู้จักกันอย่างดีอย่างโควิด-19 หรือจะเป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศ หรือเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน หรือแม้แต่การเกิดขึ้นของ เทคโนโลยีที่เป็นทั้งโอกาสและเป็นทั้งความท้าทายของธุรกิจมาโดยตลอด ที่มา https://futuretrend.co/what-is-aq/


๒ ที่มา https://www.blueoclock.com/topp-jirayut-srupsrisopa-bitkub-story/ “Top Bitkub” ๑ การสัมภาษณ์หัวข้อคนทำงานกับการก้าวสู่ปี 2030/๒๕๗๓ ไว้ว่า “โลกเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา การที่เราหยุดอยู่นิ่งๆ ล้มเหลวแน่นอน – ทักษะที่สำคัญที่สุดของคนทำงาน ไม่ใช่ IQ หรือ EQ แต่คือ AQ ความสามารถที่จะ Unlearn (ความสามารถในการไม่ยึดติดกับความรู้ เดิม) และ Relearn (การเรียนสิ่งที่เคยรู้ด้วยมุมมองใหม่)๒ สิ่งต่างๆ – คนที่ประสบความสำเร็จในยุค ที่แล้ว คือคนที่สามารถที่จะอ่านออกเขียนได้ .. แต่ทุกวันนี้ทุกคนอ่านออกเขียนได้กันหมดแล้ว คนที่จะ ประสบความสำเร็จคือคนที่มีความสามารถที่จะ Unlearn และ Relearn สิ่งต่างๆ” (ซึ่งความสามารถ ในการไม่ยึดติดกับความรู้เดิม (Unlearn) การเรียนรู้สิ่งใหม่ (Learn) และการเรียนสิ่งที่เคยรู้ด้วย มุมมองใหม่ (Relearn) กลายมาเป็น “3 ปัจจัยสำคัญ” ของความสำเร็จในหน้าที่การงานระยะยาว) ๒ ที่มา https://hbr.org/2021/11/make-learning-a-part-of-your-daily-routine


๓ ในบทความเรื่อง Make Learning a Part of Your Daily Routine จากเว็บไซต์ Harvard Business Review ผู้เขียนอย่าง เฮเลน ทัปเปอร์ และ ซาราห์ เอลลิส (Helen Tupper and Sarah Ellis) ได้นำประสบการณ์จากการออกแบบโปรแกรมพัฒนาทักษะให้พนักงานกว่า 50,000 คนทั่วโลก และประสบการณ์การทำงานร่วมกับบริษัทดังอย่าง Uniliver และ Microsoft มา ตกตะกอน เป็นเทคนิคพัฒนา “ทักษะการเรียนรู้” ในแบบที่นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้มาดูกัน ว่ามีอะไรบ้าง๒ ที่มา https://reputationtoday.in/learn-unlearn-and-relearn-the-new-success-mantra/ Learn เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จริงๆ แล้วการทำงานในชีวิตประจำวันมีโอกาสมากมายให้เราเรียนรู้ แต่บ่อยครั้งเรามัวแต่รีบทำงานให้เสร็จก่อนเดดไลน์ จนพลาดโอกาสดีๆ ไป มาทำความรู้จัก 3 วิธี ที่จะช่วยให้เราตั้งใจเรียนรู้กันอีกครั้งดีกว่า 1. เรียนรู้จากผู้อื่น คนที่เราใช้เวลาด้วยก็คือแหล่งความรู้ที่ดีอีกแหล่งหนึ่ง ลองหาเวลาสัก 1 ครั้งต่อเดือนในการจัด “Curiosity Coffee” หรือการนั่งคาเฟ่เพื่อพูดคุยกับคนที่เราไม่สนิทหรือไม่รู้จัก โดยอาจเป็นคนจากแผนกอื่นก็ได้ วิธีนี้จะช่วยให้เราได้แง่มุมใหม่ๆ ในการทำงาน และลดโอกาสการตก อยู่ใน Echo Chamber (ห้องสะท้อนเสียงตัวเอง) ๓ พจนานุกรมชื่อดังอย่าง Cambridge ได้ให้ ความหมายของคำว่า Echo Chamber ว่าเป็นพื้นที่แห่งเสียงสะท้อน หรือความหมายโดยนัย คือ สถานการณ์ที่คนจะได้ยินแต่ความคิดเห็นแบบเดียวกัน ปรากฎการณ์ Echo Chamber ไม่ได้มีแค่


๔ ในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่เกิดขึ้นตั้งแต่เวลาเราอยู่ในครอบครัว เผชิญกับสังคมที่โรงเรียน หรืออาศัยอยู่ในชุมชน เราอาจคุ้นชินกับพ่อแม่ที่เปิดทีวีช่องเดียวมาตั้งแต่ยังเล็ก เวลาอยู่กับกลุ่มเพื่อน ที่ไม่ชอบเรียนเลขมาหลายปี หรืออาศัยอยู่ในชุมชนที่เชื่อในการดูดวง ที่ทั้งหมดนี้เองได้หล่อหลอม ความคิดเราจนเริ่มซึมซับความคิดเห็นหรือความจริงเพียงด้านเดียวมาอย่างไม่ทันตั้งตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามาอยู่ในสังคมขนาดใหญ่ เราก็ถูกบังคับเจอความคิดเห็นที่หลากหลายขึ้นและทำให้เราออกจาก echo chamber ได้ในที่สุด 2. ทำการทดลอง การทดลองช่วยให้เราได้ทดสอบ เรียนรู้ และปรับตัว โดยวิธีการทำการ ทดลองในที่ทำงานนั้นทำได้หลากหลาย ตั้งแต่ลองทำงานเดิม ๆ ด้วยวิธีใหม่ ใช้เครื่องมือใหม่ๆ ในการ นำเสนอ ไปจนถึงทดสอบประสิทธิภาพของการประชุมแบบเจอกัน vs วิดีโอคอล 3. ทุกคนคือคุณครูแต่ละคนก็เก่งกันคนละอย่าง ลองจัดคลาสเรียนให้แต่ละคนได้เวียนมา สอนสิ่งที่ตนถนัด ให้กับคนที่สนใจก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง Unlearn เลิกยึดติดกับสิ่งเดิมที่เรียนรู้มา เราต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวางวิธีการคิดและ ความคิดเดิม ๆ ที่ ‘ถนัด’ และ ‘คุ้นเคย’ ถึงจะพร้อมต่อการโอบรับสิ่งใหม่ๆ ที่ยังไม่คุ้นชิน และก้าวสู่ โลกการทำงานแบบใหม่ไปพร้อมๆ กัน 1. เรียนรู้จากขั้วตรงข้าม จะปล่อยวางความรู้เดิม ๆ ที่เราเคยเชื่อว่าดีได้อย่างไร? ลองพูดคุย กับคนที่คิดต่างหรือแตกต่างดูสิ (เช่น คนที่ทำงานคนละแผนก คนที่ประสบการณ์น้อยกว่ามาก หรือ ประสบการณ์มากกว่ามาก) โดยอาจเริ่มโดยการถามพวกเขาว่า “ถ้าเขาเป็นเราจะแก้ปัญหาอย่างไร” 2. ถามคำถามเหล่านี้เมื่อเราทำสิ่งเดิมไปนานๆ เราจะเริ่มตั้งคำถามกับมันน้อยลง เราจึงต้อง หมั่นถามคำถามเพื่อท้าทายความเชื่อเดิม ๆ และใช้เป็นโอกาสตกตะกอนทางความคิด ดังนั้นลองจับคู่ กับเพื่อนร่วมงานสักคนและต่างฝ่ายต่างถามคำถามเหล่านี้ดู – ในปี 2030/๒๕๗๓ คิดว่าอุตสาหกรรมของเราจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ อะไรบ้าง – หากมีการเริ่มใช้หุ่นยนต์หรือระบบอย่าง Automation เราจะแบ่งงานที่ทำอยู่กับหุ่นยนต์ อย่างไร งานไหนเรายังต้องทำเอง และงานไหนสามารถใช้หุ่นยนต์ได้ – จุดแข็งด้านใดของเราที่จะเป็นประโยชน์ หากองค์กรใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัว – ถ้าตื่นมาในวันพรุ่งนี้และงานที่เราเคยทำอยู่หายไป ด้วยทักษะที่มีเราจะย้ายไปทำงาน อะไรแทน – หากเราสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้ในธุรกิจที่เราทำอยู่ จะเปลี่ยนแปลงอะไร


๕ Relearn เรียนสิ่งที่เคยรู้ด้วยมุมมองใหม่ แม้โลกจะเปลี่ยนไป ความสามารถของเรา ก็ยังไม่หายไปไหน แต่ที่ต้องเปลี่ยนตามคือ “วิธี” ในการนำความสามารถไปใช้ ดังนั้นเราต้องหมั่น วัดระดับความสามารถเราบ่อยๆ และดูว่าเราต้องปรับอะไรบ้าง เพื่อให้ทำงานได้ดีภายใต้บริบท ปัจจุบัน 1. ใช้ความสามารถของเราในสถานการณ์ใหม่ๆ วิธีหนึ่งที่จะทำให้จุดแข็งของเรา เหนือระดับยิ่งขึ้น คือ การหาโอกาสลองใช้งานมันในหลายๆ สถานการณ์ ตั้งแต่ในงานหลักที่ทำทุกวัน โปรเจกต์ที่เรามีส่วนร่วม งานเสริมอื่นๆ ไปจนถึงงานอดิเรก เช่น A ทำงานในตำแหน่งนักการตลาด แต่นอกเหนือจากเวลางาน เขายังใช้ความรู้ทางการตลาดที่มีในการช่วยพัฒนาธุรกิจที่บ้าน 2. ขอฟีดแบ็กจากผู้อื่น เราที่ทำงานเดิมๆ อันคุ้นชินอาจมองไม่เห็นจุดบอดของการทำงาน ลองปรึกษาและขอฟีดแบ็กจากผู้อื่นดู เราอาจพบว่าการเติบโตที่เราคิดว่ามันตันแล้ว จริงๆ แล้วยังมี พื้นที่ให้พัฒนาอีกมากมาย 3. เรียนรู้ทักษะล้มแล้วลุก (Resilience) สิ่งหนึ่งที่แน่นอนในความผันผวนนี้ คือ ความ ผิดพลาด ไม่ว่าจะเตรียมการมาดีแค่ไหนก็อาจล้มได้ทั้งนั้น แต่แทนที่จะจมอยู่กับความล้มเหลวและ สิ่งที่ไม่เวิร์ก ลองหันมามองว่ามีอะไรที่เวิร์กบ้าง หรือ เราจะแก้ไขสถานการณ์นี้ได้อย่างไร แม้จะมีคนจำนวนมากคาดการณ์ว่า “โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร” งานไหนจะหายไปบ้าง และ ทักษะใดบ้างที่ต้องเรียนรู้ เราก็ไม่มีทางรู้แน่ชัดว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร เพราะสิ่งเหล่านี้อยู่ นอกเหนือการควบคุมของเรามาก ในท้ายที่สุดทุกอย่างอาจจะไม่เปลี่ยนไปในทิศทางที่เราคิดก็ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้ตั้งแต่วันนี้ คือ พัฒนาทักษะในการเรียนรู้ให้แข็งแรง เพื่อที่จะได้พร้อมรับ ทุกสถานการณ์ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ทันใจในวันที่ความเปลี่ยนแปลงมาถึงจริงๆ ทำให้เราเห็นว่า เมื่อโลกเปลี่ยน AQ จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่บุคลากรของบริษัทจำเป็นต้องมีเพื่อใช้ในการรับมือกับปัญหา และความท้าทายใหม่ๆ ที่ยากเกินกว่าจะใช้เพียง IQ และ EQ แก้ปัญหาได้ ที่มา https://www.jobmyway.com/article_detail/


๖ สถาบันชั้นนำอย่างฮาร์วาร์ด (Harvard), สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT) และคาร์เนกีเมลลอน (Carnegie Mellon)๑ ต่างก็ใช้ AQ เป็น ‘Golden Standard’ เพื่อประเมินว่า คนนั้นๆ จัดการกับความท้าทายอย่างไรด้วยกันทั้งสิ้น และ ยังค้นพบอีกด้วยว่า AQ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ ‘การเป็นผู้นำที่ดี’ Dr.Paul Stolz๑ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Human Resilience ผู้สร้างแนวคิดของ Adversity Quotient ขึ้นมา ได้แบ่งระดับของคนที่มี AQ ในองค์กรออกเป็น 3 ระดับ ซึ่งจะได้แก่ Quitters, Campers และ Climbers ระหว่างที่อ่านคำอธิบายของกลุ่มคนแต่ละประเภท AQ หรือ Adversity Quotient๔ คือความฉลาดในการรับมือกับปัญหา ทั้งสภาพกายและ จิตใจ ถูกบัญญัติขึ้นโดยพอล สโตลทซ์ (Paul Stoltz) เมื่อปี 1997/๒๕๔๐ ว่า เป็นวิธีการประเมิน ความสามารถของแต่ละคนในการรับมือและตอบสนองต่อความทุกข์ยาก (AQ หรือ Adversity Quotient คือความฉลาดในการรับมือกับปัญหา หรือ ทักษะแห่งการเอาตัวรอด) ประเภทของ AQ พอลและเอลิซาเบธ เลอ ที (Elizabeth Le Thi) ได้ให้คำจำกัดความว่า ถ้านำไปเปรียบเทียบกับคน และภูเขา AQ ก็ไม่ต่างอะไรจากคน 3 ประเภท๑,๔ ๑. Quitters – AQ ต่ำ (เลิก - AQ ต่ำ) คนกลุ่มนี้จะยอมแพ้ง่ายต่อความท้าทาย อุปสรรค ต่างๆ หรือแม้แต่สถานการณ์แย่ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต จากนั้นพวกเขาจะเริ่มที่หมดหวังกับเส้นทางสู่ ความสำเร็จของตัวเอง พวกเขาจะถอดใจง่ายๆ และไม่แม้แต่ที่จะพยายามคิดถึงหนทางในการก้าวข้าม ความท้าทาย ซึ่งเราอาจพูดได้ว่าคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่มี Fixed Mindset ที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนถึงแม้ โลกจะหมุนไปข้างหน้ามากเท่าไรก็ตาม หรือ Quitters มนุษย์ล้มเลิก คนประเภทนี้จะมี AQ ที่ต่ำ ตามปกติแล้ว พวกเขามักจะถอดใจกับอะไรง่ายๆ เวลาเห็นปัญหาที่ยากหรือยอดเขา พวกเขาก็มัก จะยอมแพ้ ไม่พยายามแก้ปัญหา และเลือกจะจมอยู่กับชีวิตที่สิ้นหวังต่อไป โดยคนประเภท Quitters ไม่นับเป็นสินทรัพย์ที่องค์กรควรเก็บรักษาไว้ ๒. Campers – AQ ปานกลาง (ชาวค่าย – AQ ปานกลาง) คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความ พยายามที่จะฝ่าฟันอุปสรรคในระดับหนึ่ง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็อาจจะถอดใจดื้อๆ โดยส่วนมากแล้ว พวกเขาจะกลัวที่จะเผชิญอะไรใหม่ๆ และอยากที่จะอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง และจะมีความสุข ที่ชีวิตของพวกเขาเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ต้องรับมือหรือฝ่าฟันความท้าทายใหม่ๆ มากเท่าไร หรือ Campers มนุษย์ท่าดีทีเหลว คนประเภทนี้จะมี AQ ปานกลาง เมื่อเจอกับปัญหา พวกเขาก็ยังคงมี แรงฮึดสู้ต่อ อย่างไรก็ตาม ถ้าเกิดเหนื่อยขึ้นมา พวกเขาก็จะหยุดพักหรือแวะตั้งแคมป์ก่อน ซึ่งส่งผลให้ พวกเขาล้มเลิกความตั้งใจไปในที่สุด ในทางกลับกัน แม้ Campers จะดีกว่า Quitters แต่ถึงที่สุดแล้ว พวกเขาก็ไม่อาจทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ เนื่องจากติดอยู่กับโซนอุ่นสบายเดิม ๆ


๗ ๓. Climbers – AQ สูง (นักปีนเขา – AQ สูง) คนกลุ่มนี้เรียกได้ว่าเป็น “นักล่า ความสำเร็จ” พวกเขาจะมีความกล้าและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคหรือความท้าทายใหม่ๆ ที่เข้ามา Climbers จะไม่ยอมล้มเลิกความพยายามจนกว่าจะทำสำเร็จ อีกทั้งยังมองโลกในแง่ดี มีความ กระตือรือร้นและมีความตั้งใจที่มั่นคง ไม่เหมือนกับ Campers ที่เดี๋ยวพยายามเดี๋ยวถอดใจ หรือ Climbers มนุษย์นักปีนเขา คนประเภทนี้จะมี AQ ที่สูง ไม่ว่าปัญหานั้นจะหนักหนาหรือใหญ่โต สักเท่าไร พวกเขาก็พร้อมจะสู้จนกว่าจะประสบความสำเร็จ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และปัญหาต่างๆ ยังคงมองโลกในแง่บวก และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ดังนั้น Climbers จึงเปรียบเสมือน ‘พนักงาน ในอุดมคติหรือสินทรัพย์ที่มีค่าขององค์กร’ จากการศึกษาของ Stoltz พบว่า คนทำงานกว่า 90 เปอร์เซ็นต์จะอยู่ในกลุ่มของ Campers หรือกลุ่มคนที่อยู่ในเซฟโซนของตัวเอง แต่เมื่อเจอเป้าหมายที่คุ้มค่าที่จะปีนป่ายอีกครั้ง Campers ก็จะกลับมามีแรงใจที่จะสู้และฝ่าฟันกับอุปสรรคใหม่อีกครั้งเช่นกัน การพัฒนา AQ ในหนังสือ The Oz Principle โดย Rogers Connors, Craig Hickman และ Tom Smith ได้อธิบายถึงวิธีที่จะช่วยให้เราพัฒนา AQ ให้ตัวเราเองและให้กับทีมผ่าน 4 ขั้นตอน ได้แก่ See It, Own It, Solve It และ Do It๑ และ เว็บไซต์Psychologs ได้เสนอแนวทางการพัฒนา AQ ผ่าน L.E.A.D. หรือเทคนิค 4 ขั้นตอน๔ ๑. See It ยอมรับว่าเราต้องทำอะไรบางอย่าง หากพูดง่ายๆ ขั้นตอนของ See It คือขั้นตอน ของการทำความเข้าใจ ทั้งความเข้าใจตัวเอง และทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นว่าทำไมเราถึงจะต้อง ลงมือทำอะไรบางอย่าง และจะก้าวข้ามผ่านปัญหานี้ได้อย่างไรบ้าง หรือ L: Listen to your response to adversity เวลาเจอปัญหา อย่าเพิ่งเป็นกระต่ายตื่นตูมไปไกล ให้ ‘ดึงสติ’ ของตัวเอง กลับมาก่อน ๒. Own It รับผิดชอบต่อสถานการณ์นั้นๆ เป็นเรื่องปกติที่เราหลายคนไม่อยากที่จะเปลี่ยน ไม่อยากที่เจอกับความท้าทายอะไรใหม่ๆ แต่ถ้าเราไม่ลองเจอกับความท้าทายเลย เมื่อถึงคราวจำเป็นที่ เราจะต้องทำมันเพื่อความอยู่รอด มันก็มีสิทธิ์สูงที่เราจะล้มเหลว เพราะไม่เคยฝึกที่จะลงมือทำเลยจาก ความต้องการที่จะอยู่ในคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง ดังนั้น เราจึงต้องรู้สึกว่า เรามีความรับผิดชอบกับ สิ่งนั้นๆ หรือทุกคนมีส่วนร่วมกับสิ่งนั้นๆ เพื่อที่จะได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการออกมา เพื่อที่เราจะมีแรงใจ และมีความกระตือรือร้นมากขึ้นที่จะลงมือทำอะไรบางอย่าง เพราะผลที่ออกมานั้นอยู่ในความ รับผิดชอบของเรา หรือมีส่วนได้ส่วนเสียต่อชีวิตของเรา หรือ E : Establish accountability เวลาเจอปัญหา นอกจากจะต้องดึงสติกลับมาแล้ว ก็ควรแสดงความรับผิดชอบกับมันด้วย ไม่โทษ ปัจจัยต่างๆ หรือโชคชะตาฟ้าดินเพียงอย่างเดียว ลอง Step back กลับมาดูว่า เราได้เป็นส่วนหนึ่ง ที่ก่อปัญหานั้นหรือไม่? เพราะบางครั้งเราก็อาจจะทำลงไปโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้


๘ ๓. Solve It หาวิธีรับมือกับปัญหา เมื่อเราพยายามที่จะหาโซลูชันแก้ไขปัญหา สิ่งที่เราควร จะถามตัวเองอยู่เสมอคือ “What else can I (we) do?” หรือเราจะทำอะไรได้อีกบ้าง ในที่นี้ What else ไม่ได้หมายความว่าให้ทำมากขึ้น แต่เป็นการบอกว่า ให้เราคิดต่างออกไปจากเดิม จะมีวิธีไหนที่เราทำได้อีก ที่จะช่วยให้เราไม่ยึดติดกับวิธีการเดิม ๆ และมองหาโซลูชันที่แปลกใหม่ ด้วยความเชื่อที่หวังว่ามันต้องมีสักทางหนึ่งที่ทำให้เราไปสู่ความสำเร็จ หรือ A : Analyze the evidence ก่อนจะถอดใจกับปัญหายากๆ ให้ลองวิเคราะห์หลักฐานดูก่อนว่า มันจนมุมแล้ว ไม่มีทาง แก้จริงๆ รึเปล่า อะไรที่ควบคุมได้ และอะไรที่ควบคุมไม่ได้? ๔. Do It ลงมือทำ ขั้นตอนสุดท้ายคือการลงมือทำ เชื่อมั่นและยึดมั่นกับเป้าหมาย ถึงแม้ว่า จะล้มเหลวสักเท่าไร ก็ขอให้ยังมีหวังเหมือนอย่าง Climbers ที่ไม่ย่อท้อและมองถึงโอกาสและความ เป็นไปได้อยู่เสมอ หาหนทางใหม่ๆ เพื่อที่จะคว้าความสำเร็จมาให้ได้หรือ D: Do something หลักจากดึงสติ แสดงความรับผิดชอบ และวิเคราะห์หลักฐานแล้ว อย่างสุดท้ายที่ควรทำก็คือ ‘การลงมือทำอะไรสักอย่าง’ ไม่ปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังอยู่แบบนี้ตลอดไป สำหรับคนทำงาน IQ และ EQ ก็ยังมีความสำคัญอยู่ แต่ในโลกที่จะมีความผันผวนมาก กว่าเดิม มีความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม AQ จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ และจะเป็น สิ่งที่หลายองค์กรมองหาจากตัวพนักงาน ดังนั้นถ้าใครอยากที่จะพัฒนา AQ ก็สามารถที่จะลองทำตาม 4 ขั้นตอนนี้ได้ ก่อนที่เราจะวิ่งช้ากว่าโลกธุรกิจที่หมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ถึง IQ และ EQ จะสำคัญในแง่ขององค์ความรู้และการทำงานร่วมกัน แต่ในความเป็นจริง ทักษะสำคัญที่สุดที่จะพา องค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ก็คือ AQ ต่างหาก เนื่องจากช่วยให้พนักงานทุกคนยอมก้าวออกจาก Comfort Zone เดิม ๆ เปลี่ยน ‘วิกฤต’ ให้เป็น ‘โอกาส’ และเติบโตอย่างสวยงามต่อไป ที่มา https://www.amarinbabyandkids.com/pre-school/aq-adversity-quotient/


๙ การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างชาญฉลาด นักวิชาการเรียกว่า AQ (Adversity Quotient) คือการใช้ความฉลาดในการแก้ไขปัญหาและความสามารถในการปรับตัว๗ ทั้ง AQ IQ และ EQ เป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้ตั้งแต่ยังเด็ก ผ่านการลงมือทำ ซ้ำ ย้ำ ทวน ความฉลาดทางปัญญา หรือ IQ นั้น ส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรม 50 % และสิ่งแวดล้อมที่เด็ก ได้รับจากการอบรมเลี้ยงดู และประสบการณ์ต่างๆ อีก 50 % แต่จะมีเพียง IQ อย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอ งานวิจัยพบว่า EQ มีส่วนสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการทำงานหรือประกอบ อาชีพ เพราะทำให้สามารถควบคุมอารมณ์และเข้ากับคนอื่นได้ดี แต่แค่ IQ กับ EQ ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเรายังควรต้องมีความสามารถในการปรับตัว มีความกล้าเผชิญปัญหา เรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหา เพื่อเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ให้สำเร็จตามเป้าหมายโดยไม่ท้อแท้ หรือล้มเลิกกลางทางอีกด้วย สิ่งนี้นี่เองที่คือ AQ การพัฒนาทักษะ AQ จึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาควบคู่กับ IQ และ EQ อย่าง หลีกเลี่ยงได้ยาก ปัจจุบันนี้ เด็กต้องเติบโตในสังคมที่มีการแข่งขันสูง เด็กจึงควรต้องเรียนรู้ที่จะอดทน และเอา ตัวรอดจากเรื่องยากๆในสังคมให้มากขึ้น การพัฒนาทักษะ AQ สำหรับเด็กจึงเป็นสิ่งจำเป็น สามารถ เริ่มต้นได้ง่ายๆ จากการพัฒนาพื้นฐานที่สำคัญ นั่นคือ “การอบรมเลี้ยงดู” ซึ่งพ่อแม่สามารถช่วย พัฒนาทักษะ AQ ได้ด้วยการ๗ ๑. เลี้ยงลูกให้เป็นเด็กอารมณ์ดี โดยธรรมชาติแล้วเด็กต้องการทั้งอาหารกายและอาหารใจ อาหารกายคือสารอาหารที่ครบ 5 หมู่ น้ำ และอากาศที่บริสุทธิ์ อาหารใจคือความรัก การดูแลเอาใจ ใส่ การโอบกอด การที่พ่อแม่เข้าใจและเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่ทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัย จะทำให้ลูก เป็นเด็กยิ้มง่าย จิตใจแจ่มใส และเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ๒. พยายามให้ลูกมองโลกในแง่บวก ฝึกให้รู้จักการสังเกต มองสิ่งต่างๆรอบตัว พูดคุยกับลูก ในสิ่งดีๆ ที่ลูกพบเห็นหรือได้ลงมือทำ เช่น การเก็บของเล่น สวมเสื้อผ้า เก็บกระเป๋า รองเท้า ด้วยตนเอง การให้คำชมเชยในสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ จะเป็นการสร้างกำลังใจ และความภาคภูมิใจ ๓. ให้ลูกได้เล่นหรือทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ เพื่อเรียนรู้การปรับตัว และเมื่อลูกเจอปัญหา อุปสรรค ฝึกให้ลูกมองว่าปัญหานั้นเป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขและต้องผ่านไปให้ได้ โดยให้ลูกได้เรียนรู้ วิเคราะห์ปัญหา ทำความเข้าใจปัญหาและพยายามหาทางแก้ไขด้วยตนเอง ๔. ส่งเสริมให้ลูกเรียนรู้ที่จะลงมือทำสิ่งใดให้สำเร็จด้วยความพยายาม ไม่ท้อแท้ง่ายๆ เช่น การเล่นต่อเลโก้จิ๊กซอว์ที่ต้องใช้ความอดทนเพื่อไปสู่ความสำเร็จตามเป้า ๕. ฝึกให้ลูกรู้จักการควบคุมอารมณ์ การรู้จักและเข้าใจตนเองว่ารู้สึกอะไร อย่างไร จะทำให้ ลูกสามารถแสดงออกทางอารมณ์อย่างสร้างสรรค์ไม่เป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น การฝึกฝนให้เด็กรู้จักทักษะการเอาตัวรอดจากปัญหาอุปสรรคต่างๆ ด้วยตัวของเด็กเอง โดยใช้วิธีการคิด กลั่นกรองปัญหาที่เกิดขึ้น จะทำให้เด็กเรียนรู้ว่าจริงๆ แล้ว ปัญหาทุกอย่างสามารถ


๑๐ แก้ไขได้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ความคิดที่ยืดหยุ่นจะทำให้เด็กเกิดความเข้าใจ และใช้ความอดทน เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างมีสติที่สำคัญทักษะเหล่านี้ควรต้องถูกฝึกฝนตั้งแต่ยังเล็ก ควบคู่ไป กับการฝึกฝนทักษะด้านอื่นๆ ให้ทำงานไปร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น IQ EQ MQ ฯลฯ ที่เหมาะสมกับ วัยและพัฒนาการ จะทำให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง และนำไปสู่ความสำเร็จในการใช้ชีวิตใน โลกยุคใหม่ ที่มา https://www.gedgoodlife.com/lifestyle/5722-ef-eq-iq/ ถ้าพูดถึง IQ และ EQ หลายคนก็คงจะทราบกันดีอยู่ว่า๘ IQ คือ Intelligence Quotient หรือความฉลาดทางเชาวน์ปัญญา การคิดคำนวณและการใช้ตรรกะเหตุผลต่างๆ ส่วน EQ คือ Emotional Quotient หรือความฉลาดทางอารมณ์ สองสิ่งนี้มีความจำเป็นมากต่อการทำงาน โดย ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักหาสิ่งเหล่านี้จากผู้สมัครงาน แต่ทราบไหมว่า ในปัจจุบัน ได้มีการวัดผลเพิ่ม ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า AQ ซึ่งใครที่กำลังมองหางาน และอยากสมัครงานใหม่ ต้องทราบเอาไว้ วันนี้เรานำข้อมูลเกี่ยวกับทักษะ AQ มาฝากกัน และ AQ (Adversity Quotient) คือความฉลาดใน การแก้ไขปัญหา เนื่องจากปกติของชีวิตเรานั้น หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะเจอกับอุปสรรคต่างๆ ซึ่งทักษะนี้ เป็นความสามารถ ที่สามารถรับมือกับอุปสรรคต่างๆ ในการดำเนินชีวิตได้ รวมถึงการเปลี่ยนอุปสรรค เหล่านั้นให้กลายเป็นโอกาส หรือจะเรียกแบบง่ายๆ คือ ความอดทนต่อความยากลำบากทั้งในด้าน ร่างกาย จิตใจ ความอดกลั้น รู้จักยับยั้งชั่งใจ รวมถึงการพร้อมรับเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมี กระบวนการคิด ทักษะนี้หลายๆคนอาจจะมีขึ้นด้วยตัวเองโดยธรรมชาติ แต่ใครที่รู้ตัวว่าไม่มีทักษะนี้


๑๑ ก็สามารถฝึกฝนเพื่อพัฒนาทักษะนี้ให้ดีขึ้นได้ ทักษะAQ นั้นนอกจากจะเป็นตัวทดสอบความอดทน แล้ว ยังเป็นตัวที่จะช่วยพัฒนาชีวิต และการทำงานให้ดียิ่งขึ้น โดยสามารถปฏิบัติได้ดังนี้ 1. มีความอดทนต่อปัญหาต่างๆ 2. มองโลกในแง่ดี ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้ รวมถึงปัญหานั้นจะเป็นตัวเพิ่มความ แข็งแกร่งให้กับชีวิต 3. ไม่ละทิ้งปัญหา หรือโยนปัญหาให้ผู้อื่นรับแทน 4. สามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆ หรือสถานการณ์ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี 5. รู้จักยั้งคิด ก่อนตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่าง ที่มา https://happymom.in.th/th/tips/kids-issues/ การมีทักษะ IQ, EQ และ AQ ก็ยังไม่เพียงพอ (มุมมองผู้เขียน) หากแต่ต้องมี SQ ซึ่ง SQ (Spiritual Quotient) หรือ "เชาว์จิตอัจฉริยะ"๙ เป็นระบบที่ควบคุมกระบวนการรู้ การคิด การกระทำของบุคคล เป็นเชาว์ปัญญาที่มีเฉพาะระบบสมองของมนุษย์เพียงกลุ่มเดียวในบรรดา สิ่งมีชีวิตทั้งหมด ในเมื่อธรรมชาติสร้างสรรค์ให้มนุษย์มีสิ่งที่ประเสริฐและพิเศษกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในโลกนี้ ดังนั้น SQ จึงเป็นเชาว์ที่ควรได้รับการปลูกฝังและพัฒนาไม่ให้ด้วยไปกว่าเชาว์ด้านอื่นๆ


๑๒ SQ เป็นกระบวนการที่บุคคลได้ทราบและตระหนักถึงความสามารถ แรงจูงใจ ทัศนคติและรู้จักตัวตน ที่แท้จริง โดยไม่ได้รับรู้ผ่านกับดักความต้องการ หรือความคาดหวัง ของบุคคลผู้อยู่ใกล้ชิดอยากให้เป็น เช่น พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง หากบุคคลสามารถพัฒนาตนเองตามสิ่งที่ตนเองต้องการได้อย่างแท้จริง ก็จะทำให้บุคคลนั้นค้นพบศักยภาพของตน ทั้งยังสามารถพัฒนาพรสวรรค์นั้นจนเป็นเลิศ และ เป็นเอกลักษณ์ของตนได้ รวมทั้งตระหนักรู้ถึงคุณค่าและความหมายในชีวิตของตนเอง สามารถพัฒนา ตนเองให้ฟันฝ่าอุปสรรค จนประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายชีวิตและความใฝ่ฝันของตนเองได้ SQ (Spiritual Intelligence Quotient)๑๐ เป็นความฉลาดในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ ความหมายและค่านิยม เป็นมิติใหม่ของดัชนีชี้วัดความฉลาด คือ คนที่มีความฉลาดในการแก้ปัญหา เกี่ยวกับความหมายและค่านิยม สามารถตั้งเป้าหมายในชีวิตและการปกป้องตัวเองจากค่านิยมใน สังคม และหลุดพ้นจนประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ลักษณะของผู้ที่มีเอสคิว มีดังนี้ ๑. รู้จักการอลุ่มอล่วย ๒. รู้จักตนเอง ๓. มีความสามารถในการยอมรับกับความทุกข์ ๔. มีแรงบันดาลใจที่ดี ๕. มีความสามารถในการมองภาพรวม ๖. มีความปรารถนาที่จะให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด ๗. มีความสามารถในการทำงานย้อนกระแส คือ การทำในสิ่งที่แตกต่างจากค่านิยมในสังคม นั้นๆ ที่มา https://www.prtr.com/lifetstyle/2020/03/


๑๓ ที่มา https://ethics.parliament.go.th/view/52/ ความฉลาดในส่วนที่เกี่ยวกับทักษะการทำงานในโลกปัจจุบัน ได้แก่ IQ (Intelligence Quotient) ความฉลาดในการเรียนรู้, EQ (Emotional Intelligence Quotient) ความฉลาดด้านอารมณ์, AQ (Adversity Quotient) ความฉลาดทางร่างกาย จิตใจและกำลังใจ (ความฉลาดในการรับมือกับ ปัญหา ทั้งสภาพกายและจิตใจ) และ SQ (Spiritual Intelligence Quotient) ความฉลาดในการ แก้ปัญหาเกี่ยวกับความหมายและค่านิยม ที่มา https://variety.teenee.com/saladharm/26004.html


๑๔ อ้างอิง ๑ Mission To The Moon. ๒๕๖๕. IQ และ EQ สำคัญอยู่ไหม? เมื่อ “AQ” ทักษะการแก้ไขปัญหา จะยิ่งจำเป็นในอนาคต. เข้าถึงข้อมูลได้จาก https://missiontothemoon.co/softskill-iq-eq-aq/ วันที่สืบค้นข้อมูล ๑๖ เมษายน ๒๕๖๖. ๒ Mission To The Moon. ๒๕๖๕. ก้าวหน้าในองค์กรด้วย “ทักษะการเรียนรู้” แบบไม่มีที่สิ้นสุด. เข้าถึงข้อมูลได้จาก https://missiontothemoon.co/reskill-unlearn-learn-relearn/ วันที่ สืบค้นข้อมูล ๑๖ เมษายน ๒๕๖๖. ๓ Techsauce Team. ๒๕๖๔. ‘Echo Chamber’ เมื่อโลกนั้นแคบกว่าที่เราคิด. เข้าถึงข้อมูลได้จาก https://techsauce.co/news/echo-chamber-social-media วันที่สืบค้นข้อมูล ๑๖ เมษายน ๒๕๖๖. ๔ Chompoonut Suwannochin. ๒๕๖๖. ยุคนี้แค่ IQ กับ EQ ไม่พออีกต่อไป! รู้จัก ‘AQ’ ทักษะ สำคัญที่ทุกคนควรมี. เข้าถึงข้อมูลได้จาก https://futuretrend.co/what-is-aq/ วันที่สืบค้นข้อมูล ๑๖ เมษายน ๒๕๖๖. ๗ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน). ๒๕๖๔. AQ ทักษะแห่งการเอาตัวรอด. เข้าถึงข้อมูลได้จาก https://www.okmd.or.th/okmd-kratooktomkit/4117/ วันที่สืบค้นข้อมูล ๑๖ เมษายน ๒๕๖๖. ๘ JobmyWay. ๒๕๖๕. นักสังเกตุการณ์ทักษะใหม่ในการทำงาน ที่ควรรู้ควบคู่ไปกับ EQ และ IQ. เข้าถึงข้อมูลได้จาก https://www.jobmyway.com/article_detail/ วันที่สืบค้นข้อมูล ๑๖ เมษายน ๒๕๖๖. ๙ ณัชวดี จันทร์ฟอง. ๒๕๕๑. เชาว์จิตอัจฉริยะ (Spiritual Quotient : SQ). FEU Academic Review. Vol. 1 No. 2 (2008): ธันวาคม 2550 - พฤษภาคม 2551” เข้าถึงข้อมูลได้จาก https://so01.tci-thaijo.org › FEU › article › view วันที่สืบค้นข้อมูล ๑๖ เมษายน ๒๕๖๖. ๑๐ สถาบันส่งเสริมสุขภาพชุมชนง ม.ป.พ. เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้ดี ตามหลัก 6Q (IQ EQ AQ MQ VQ SQ). เข้าถึงข้อมูลได้จาก https://beezab.com/iq-eq-mq-aq-sq-vq วันที่สืบค้นข้อมูล ๑๖ เมษายน ๒๕๖๖.


Click to View FlipBook Version