The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทัศนะของลาวที่มีต่อไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by somaijing, 2022-10-06 08:47:47

ทัศนะของลาวที่มีต่อไทย

ทัศนะของลาวที่มีต่อไทย

ทศั นะของลาวทม่ี ตี อ่ ไทย

ดร.อภิรชั ศักดิ์ รัชนีวงศ์

ทัศนะของลาวที่มีต่อไทยในท่ีนี้เป็นการศึกษาเฉพาะประเด็นท่ีเกี่ยวข้องกับการเข้ามา
ตง้ั ถนิ่ ฐานของกลมุ่ ชาติพันธุ์ลาวในภาคตะวนั ออกของไทย เหตุการณ์ท่ีส่งผลกระทบต่อทัศนะของ
ลาวทม่ี ตี อ่ ไทย ประกอบดว้ ยเหตกุ ารณ์สาคัญ ๓ เหตุการณ์ คอื 1

1. สงครามระหว่างกรุงธนบุรีกับเวียงจันทน์และเมืองพวน สงครามระหว่างกรุงธนบุรี
กบั เวยี งจนั ทน์ในปลาย พ.ศ. ๒๓๒๑ และสงครามระหว่างกรุงธนบุรีกับเมืองพวนใน พ.ศ. ๒๓๒๒
เป็นเหตุให้ทั้งไทยและลาวต้องสูญเสียเลือดเน้ือ กาลังคน ทรัพย์สิน บ้านเมืองโดยเฉพาะ
เวียงจันทน์และเมืองพวนได้รับความเสียหายอย่างหนัก เน่ืองจากอยู่ในฐานะผู้แพ้สงคราม
หลังจากท่ีกองทัพกรุงธนบุรีสามารถยึดเวียงจันทน์ได้สาเร็จ กองทัพกรุงธนบุรีได้ปฏิบัติต่อ
เวียงจันทน์ดังน้ี

1) ทาลายตัวเมืองและบ้านเรือนของราษฎร สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
ซ่ึงคุมกาลังไปตีเวียงจันทน์ในครั้งนั้นได้ส่ังให้ทาลายตัวเมืองเวียงจันทน์ ตลอดจนเสบียงอาหาร
เรือกสวนไร่นา และบ้านเรือนของชาวเวียงจันทน์จนเสียหายยับเยิน ทั้งน้ีเพ่ือป้องกันไม่ให้
เจ้าศิรบิ ญุ สาร กลบั มายึดเวียงจันทน์เป็นทม่ี นั่ ไดอ้ กี

2) เก็บกวาดทรัพย์สินมีค่าส่งมากรุงธนบุรี ในบรรดาทรัพย์สินมีค่าท้ังหลายของ
เวียงจันทน์ท่ีกองทัพกรุงธนบุรีเก็บส่งลงมา ที่สาคัญคือพระแก้วมรกตและพระบาง การนา
พระพุทธรูปท้งั สององค์ ซึง่ เปน็ เคร่อื งยดึ เหนี่ยวจิตใจของชาวเวียงจันทน์ส่งมากรุงธนบุรีครั้งน้ีด้วย
หวังจะทาลายขวัญกาลังใจของชาวเวียงจันทน์ ย่ิงไปกว่าน้ันยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงอานาจท่ี
เหนือกว่าในฐานะผู้ชนะสงคราม

พระแก้วมรกต พระบาง

ท่มี า https://www.guidebangkok.net/content/22866/ ที่มา https://thestatestimes.com/post/2022013101#



3) กวาดต้อนชาวเวียงจันทน์ส่งมากรุงธนบุรี ชาวเวียงจันทน์ท่ีถูกกวาดต้อนมานี้
มีเช้ือพระวงศ์ของเวียงจันทน์รวมอยู่ด้วยถึงสามพระองค์ คือ เจ้านันทเสน เจ้าอินทวงศ์ และ
เจ้าอนุวงศ์ พระโอรสของเจ้าศิริบุญสาร ซึ่งถูกนามาเป็นตัวประกันที่กรุงธนบุรี รวมถึงราษฎร
เวียงจนั ทน์อกี เป็นจานวนมาก การกวาดต้อนในครั้งน้ี นอกจากจะทาให้ครอบครัวพลัดพรากจาก
กัน ราษฎรต่างพากันเสียขวัญแล้ว การกวาดต้อนของกองทัพกรุงธนบุรียังส่งผลกระทบต่อ
การเมือง เศรษฐกจิ และสังคมของเมืองเวียงจันทน์เป็นอย่างมาก เน่ืองจากประชากรมีความสาคัญ
ต่อเศรษฐกิจและความรุ่งเรืองของเวียงจันทน์ การกวาดต้อนชาวเวียงจันทน์ส่งลงมากรุงธนบุรี
จึงเท่ากับเป็นการทาลายเศรษฐกิจของเวียงจันทน์ทางอ้อม เพราะปรากฏว่าหลังจากท่ีกองทัพ
กรงุ ธนบุรีกวาดต้อนชาวเวยี งจนั ทน์ลงไปแลว้ ชุมชนของเวยี งจนั ทนบ์ างแห่งได้กลายเป็นชุมชนรา้ ง
ไร่นาไม่มีคนทา เป็นเหตุให้รัฐบาลไม่สามารถเก็บส่วยอากร ตลอดจนเกณฑ์แรงงานได้เต็มเม็ด
เตม็ หนว่ ยเท่าท่คี วร

พระเจ้าสักรินทรฤทธ์ิ ราชวงศล์ า้ นช้างหลวงพระบาง ประทับใต้สัปตปฎลเศวตฉัตร
ครองราชย์ 15 ธนั วาคม พ.ศ. 2438 – 25 มีนาคม พ.ศ. 2448

ทม่ี า https://theisaanrecord.co/2019/11/23/vientiane-story-laos/



2. เวียงจันทน์ถูกลดฐานะมาเป็นเมืองประเทศราชของไทย หลังพ่ายแพ้ต่อกองทัพ
กรุงธนบุรี เวียงจันทน์ถูกลดฐานะจากแคว้นเอกราชซึ่งเคยมีเกียรติภูมิทัดเทียมกับกรุงธนบุรี
ทุกประการ ลงมาเป็นเพียงแค่หัวเมืองประเทศราชของไทย ย่ิงไปกว่านั้นเจ้านายในราชวงศ์ของ
เวียงจันทน์บางส่วนยังตกอยู่ในฐานะตัวประกันของไทยอีกด้วย ซึ่งส่ิงน้ีสร้างความกดดันให้กับ
เวียงจนั ทนอ์ ย่างย่ิงและส่งผลตอ่ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกบั เวยี งจันทน์ในระยะต่อมา หลังจากที่
กองทพั กรงุ ธนบุรียึดเวยี งจันทน์เปน็ ประเทศราชไดส้ าเร็จใน พ.ศ. ๒๓๒๒ แล้วจึงยกกองทัพต่อขึ้น
ไปยดึ เมืองพวนมาเปน็ ประเทศราชของไทยได้ในปีเดียวกันนั่นเอง การทาสงครามระหว่างกองทัพ
กรุงธนบรุ กี บั เมอื งพวนในคร้งั น้สี ร้างความเสยี หายให้กับเมอื งพวนไมไ่ ดต้ า่ งไปจากเวียงจนั ทน์

3. กบฏเจา้ อนวุ งศ์ การกบฏของเจ้าอนุวงศ์เจ้าเมืองเวียงจันทน์ในสมัยพระบาทสมเด็จ
พระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเหตุการณ์สาคัญที่ส่งผลต่อทัศนะของไทยท่ีมีต่อลาว และโดยเฉพาะ
อย่างย่งิ ทัศนะของลาวทมี่ ีต่อไทยเป็นอยา่ งมากมาจนกระทง่ั ปัจจุบนั สงครามครั้งน้ีก่อให้เกิดความ
สูญเสียอย่างมากมายต่อท้ังไทยและลาว โดยเฉพาะเม่ือพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงแค้นเคืองที่เวียงจันทน์พยายามก่อการกบฏต่อไทยถึง ๒ คร้ัง คือ ในสมัยพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลกเม่ือพ.ศ. ๒๓๓๗ และในสมยั พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ.
๒๓๖๙-๒๓๗๑ จงึ ทรงมพี ระราชประสงคใ์ หท้ าลายเวยี งจนั ทน์ให้ส้ิน กวาดต้อนคนจากเวียงจันทน์
ลงมาให้หมด อย่าให้เวยี งจันทน์ต้ังเป็นบา้ นเมอื งได้อกี ตอ่ ไป ผลของสงครามในคร้ังนี้จึงสร้างความ
เสยี หายให้กับเวยี งจันทนอ์ ยา่ งใหญ่หลวง

อนสุ าวรียพ์ ระเจ้าอนวุ งศ์ (เจา้ มหาชีวติ องคส์ ุดท้ายแหง่ ราชอาณาจักรลา้ นช้างเวยี งจันทน์)

ท่ีมา http://www.dooasia.com/trips/detail.php?id=237



ความสูญเสยี ของไทยในเหตกุ ารณ์กบฏเจ้าอนุวงศ์ ดงั น้ี
1. สูญเสยี กาลังคนทจี่ งรกั ภักดี ในการกอ่ กบฏของเจา้ อนุวงศ์ กองทพั เวียงจันทน์
และจาปาศักด์ิได้ส่งคนไปเกล้ียกล่อมบรรดาหัวเมืองลาวต่าง ๆ ให้มาเข้าร่วมด้วย ปรากฏว่า
มีหัวเมืองลาวจานวนมากที่ยอมเข้าร่วม แต่มีหัวเมืองลาวส่วนหน่ึงท่ียังคงจงรักภักดีต่อไทยและ
ไม่ยอมร่วมมือกับฝ่ายลาว บรรดาเจ้าเมืองที่มีความจงรักภักดีต่อไทยเหล่าน้ี จึงถูกทหารของ
เจ้าอนุวงศ์ฆ่า ได้แก่ เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ เขมราฐ ภูเวียง ภูเขียว ชัยภูมิ หล่มสัก รวมท้ังเจ้าเมือง
ขุขันธ์ท่ีระยะแรกให้ความร่วมมือกับเวียงจันทน์เป็นอย่างดี แต่ภายหลังเจ้าเมืองจาปาศักดิ์
(ราชบุตรโย)้ เกดิ ไม่ไว้วางใจ จึงฆ่าทิ้ง
2. ประชากรถูกกวาดต้อน กองทัพเวียงจันทน์และจาปาศักดิ์ทาการกวาดต้อน
ประชากรจากพืน้ ท่นี ครราชสีมา-ลุ่มน้าชีตอนต้น ๑๑ เมือง พื้นที่ลุ่มน้าชีตอนกลาง-ตอนปลาย ๗
เมอื ง พน้ื ท่ีตอนใต้ ๙ เมือง พน้ื ทล่ี มุ่ นา้ ป่าสกั ๘ เมือง รวม ๓๕ เมือง เมืองที่ใกลก้ รุงเทพฯ ที่สุดคอื
เมืองสระบุรี เมืองศูนย์กลางการปกครองหลักของฝ่ายกรุงเทพฯ ในภาคอีสานและลาวคือเมือง
นครราชสีมา ซึ่งถูกยึดอยู่นานถึง ๓๗ วัน ก็ถูกกวาดต้อนประชากรราว ๑๘,๐๐๐ คน หากรวม
ประชากรท้ัง ๓๕ เมืองท่ีถูกกองทัพเวียงจันทน์และจาปาศักด์ิกวาดต้อนไปรวมเป็นจานวน
ประมาณ ๕๔,๓๒๐ - ๙๕,๒๑๖ คน

เมอื งทปี่ ระชากรถกู กองทพั เวยี งจันทนแ์ ละจาปาศักด์ิกวาดตอ้ น

ทม่ี า http://digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/files/52810090/chapter4.pdf



3. สญู เสียไพร่พล เสบยี งอาหาร ไพร่พลและเสบียงอาหารนับเป็นปัจจัยสาคัญในการ
ทาศึก การต่อสู้กับกบฏเจ้าอนุวงศ์คร้ังนี้ไทยต้องสูญเสียกาลังไพร่พลไปเป็นจานวนมาก เช่น
ใน พ.ศ.๒๓๗๐ ไพรพ่ ลในกองทัพเสียชีวิตจากการเป็นไข้ป่วง (อหิวาตกโรค หรือ โรคห่า) อาการ
เจ็บป่วยของไพร่พลในกองทัพคงสืบเนื่องมาจากการเดินทางรอนแรมเป็นเวลานาน ร่างกาย
จึงอ่อนลา้ ขาดภมู ิคุ้มกัน ประกอบกบั ภาวะการกินอยู่ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ จึงทาให้เกิดโรคภัยจนถึง
ข้ันล้มตายในที่สุด ในปีเดียวกัน ไทยต้องสูญเสียไพร่พลอีกคร้ังเม่ือพระยาราชสุภาวดียกทัพหน้า
เข้าตีค่ายหนองบัวลาภู เม่ือวันอังคารท่ี ๑ พฤษภาคม 2370 การศึกครั้งน้ีทาให้พระยาเกียรติ์
นายทพั ฝ่ายไทยเสยี ชีวิต รวมถงึ ไพร่พลผู้นอ้ ยอกี จานวนหน่ึง แต่เป็นจานวนเท่าใดไม่ได้ระบุ ย่ิงไป
กว่าน้ัน เม่ือเจ้าอนุวงศ์หลบหนีกองทัพไทยกลับไปเวียงจันทน์เพื่อเตรียมอพยพครอบครัวไป
ขอความช่วยเหลือจากญวน ยังได้ส่ังให้ฆ่าพระอนุชิตพิทักข์ มหาดเล็กและพระสงฆ์ท่ีเป็นไทย
จนหมด ส่วนเร่ืองเสบียงอาหาร เมื่อทัพหน้าของเวียงจันทน์บุกมาถึงเมืองนครราชสีมาก็ได้ใช้
กลลวงขอเบิกข้าวจากพระยายกกระบัตรเมืองนครราชสีมา โดยอ้างว่ามีศุภอักษรข้ึนไปเกณฑ์
กองทัพเวียงจันทน์ให้มาช่วยไทยรบกับอังกฤษ เป็นเหตุให้ไทยต้องสูญเสียเสบียงอาหารจานวน
หนงึ่ ไปใหแ้ กเ่ วียงจนั ทน์

4. ราษฎรถูกข่มเหง บ้านเมืองได้รับความเสียหาย ระหว่างท่ีกองทัพเวียงจันทน์
เขา้ ยึดเมืองนครราชสีมา เพื่อทาการกวาดต้อนประชากรไปเวียงจันทน์นั้น ปรากฏว่าราษฎรเมือง
นครราชสีมาถูกข่มเหงโดยเฉพาะสตรี ปรากฏว่าภายหลังจากท่ีกองทัพไทยสามารถยึดเมือง
นครราชสีมากลับคืนมาได้ บ้านเมืองมีสภาพเสียหายยับเยิน ชาวเมืองต่างพากันหลบหนีเข้าป่า
ไปเปน็ จานวนมาก

ความสญู เสยี ของลาวในเหตกุ ารณก์ บฏเจา้ อนวุ งศ์
1. เมอื งเวียงจันทน์ถูกทาลาย หม่อมเจ้าทับ ในกรมหลวงเสนีบริรักษ์ หน่ึงในทหารของ
กองทัพไทยที่ร่วมเดินทางไปปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ถึงเวียงจันทน์ ได้บรรยายความงดงามรุ่งเรือง
ของเวียงจันทนต์ ามท่ีมองเหน็ จากรมิ แม่น้าโขงฝง่ั ไทยกอ่ นท่กี องทัพไทยจะบุกไปทาลาย หม่อมเจ้า
ทับ ยังเปรียบเทียบความรุ่งเร่ืองของเวียงจันทน์ว่าไม่ต่างอะไรจาก “ศรีอยุธยา” ซ่ึงหมายถึง
“กรงุ เทพฯ” นนั่ เอง



ภาพวาดนครหลวงเวียงจันทน์ในยุคหลงั โดยใชม้ มุ มองวาดจากฝั่งตรงขา้ มแม่น้าโขง

ทีม่ า https://theisaanrecord.co/2019/11/23/vientiane-story-laos/
วดั พระแกว้ เวียงจันทน์ วาดโดย หลุยส์ เดอลาป็อก พ.ศ. 2410

ทมี่ า https://theisaanrecord.co/2019/11/23/vientiane-story-laos/



กองทัพไทยบุกเข้ายึดเวียงจันทน์ได้ในวันท่ี ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๓๗๐ ในขณะท่ี
เจ้าอนุวงศ์เก็บทรัพย์สินมีค่าและอพยพครอบครัวหลบหนีไปขอความช่วยเหลือจากญวนก่อนที่
กองทัพไทยจะไปถงึ กองทัพไทยได้ส่ังให้ทหาร “เผาเมือง ตัดต้นไม้ที่มีผล แล้วร้ืออิฐกาแพงเมือง
เสีย ให้ทาลายเมืองเวียงจันทน์เสียให้สิ้นอาลัย” กองทัพหลวงของไทยไม่สามารถตั้งมั่นอยู่ใน
เวียงจันทน์เพื่อปฏิบัติการทาลายเวียงจันทน์ให้ราบคาบตามพระราชประสงค์ได้ เนื่องจากขาด
เสบียงอาหารและเกิดไข้ขึ้นชุกชุม กรมพระราชวังบวรฯ จึงโปรดเกล้าให้ยกทัพหลวงกลับ
โดยมอบหมายภารกิจทาลายเวียงจันทน์ให้พระยาราชสุภาวดีรับผิดชอบ แต่พระยาราชสุภาวดี
ก็ไม่ได้กระทาการให้เป็นไปตามพระราชประสงค์อย่างครบถ้วน ด้วยมีความเห็นว่า การทาลาย
เวียงจันทน์ไม่ใช่เรื่องจาเป็นนัก เน่ืองจากชาวลาวพากันเสียขวัญหมดกาลังใจสู้รบกันแล้ว ดังนั้น
จึงทาแคเ่ พียงจับบุคคลไว้เป็นตัวประกนั จดั ระเบียบการปกครองในเวียงจันทน์ใหม่ ประกอบด้วย
ท้าวเพี้ย และให้กองทัพไทยควบคุมดูแล หลังจากน้ันก็ยกทัพกลับกรุงเทพฯ ในเดือนกุมภาพันธ์
พ.ศ. ๒๓๗๑

วันศุกรท์ ่ี ๑ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๓๗๑ ญวนนาเจ้าอนุวงศ์เสด็จกลับเวียงจันทน์ หลังจาก
ล้ีภัยอยู่ในเมืองญวนนานถึง ๑ ปี ๗๘ วัน วันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๗๑ เจ้าอนุวงศ์ได้นาทหาร
ลาวบกุ ฆ่าทหารไทยทร่ี ักษาการณ์อยู่ในเวียงจันทน์ตายเกือบหมด เจ้าพระยาราชสภุ าวดี จงึ ต้องนา
กองทัพไทยกลับเข้ายึดเวียงจันทน์อีกคร้ังในวันท่ี ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๗๑ พร้อมกับทาลาย
เวียงจนั ทนจ์ นยอ่ ยยับ

คณะสารวจชาวฝร่งั เศสกับวัดพระพทุ ธรูปท่ีพบในวดั ศรีสะเกษ นครหลวงเวียงจนั ทน์2
(พระพุทธรปู จานวนมากทถ่ี กู ทาลายในระหวา่ งสงครามปราบเจา้ อนุวงศ์
ปัจจบุ นั ถกู เก็บรกั ษาไว้ท่บี ริเวณระเบียงคดวัดสสี ะเกด)1

ทม่ี า https://theisaanrecord.co/2019/11/23/vientiane-story-laos/



พระธาตหุ ลวงเวียงจันทน์ วาดโดย หลยุ ส์ เดอลาปอ็ ก ท่เี ข้ามาสารวจเวยี งจนั ทนเ์ มือ่ พ.ศ. 2410
ก่อนพระธาตุหลวงจะถกู พวกจีนฮอ่ ขุดทาลายเมอ่ื พ.ศ. 2416

ทม่ี า https://theisaanrecord.co/2019/11/23/vientiane-story-laos/

2. จับเจ้าอนวุ งศ์สง่ มารับโทษทีก่ รงุ เทพฯ เม่ือกองทพั ไทยบุกเข้ายึดเวียงจันทน์ได้สาเร็จ
เจ้าอนุวงศ์พยายามหลบหนีไปขอความช่วยเหลือจากญวนเหมือนเมื่อคร้ังก่อน แต่ด้วยความ
ร่วมมอื ของเจ้าน้อยเมืองพวน ไทยจงึ สามารถตามจบั เจ้าอนวุ งศแ์ ละเช้ือพระวงศ์ส่งลงมากรุงเทพฯ
ได้ โดยมีพระอนรุ ักษโยธา พระโยธาสงคราม หลวงเทเพนทร์ พระนครเจ้าเมืองขอนแก่น ราชวงศ์
เมืองชนบท กบั ไพร่ ๓๐๐ คน คมุ ตัวเจ้าอนวุ งศแ์ ละเช้ือพระวงศม์ าสง่ ถึงเมืองสระบรุ ี หลังจากน้ันก็
ทากรงขังเจ้าอนุวงศ์ตั้งประจานไว้กลางเรือล่องลงมาจนถึงกรุงเทพฯ แล้วทรงมีรับส่ังให้ทา
กรงเหล็กขนาดใหญ่ใส่เจ้าอนุวงศ์ต้ังประจานไว้หน้าพระที่น่ังสุทไธสวรรย์ พร้อมเคร่ืองทรมาน
ต่าง ๆ ไดแ้ ก่ ครก สากสาหรบั โขลก เบ็ดสาหรับเกีย่ วแขน กระทะสาหรบั ต้มขวานผ่าอก และเล่ือย
ให้เหล่าบรรดาภรรยาน้อยสาว ๆ ของเจ้าอนุวงศ์ท่ีเจ้าพระยาราชสุภาวดีส่งตามลงมาจาก
เวียงจันทน์ เข้าไปน่ังปรนนิบตั ิอยู่ในกรง ตกค่าจึงนาตัวเจ้าอนุวงศ์ไปคุมขัง พอเช้าก็นาตัวออกมา
ใส่กรงประจานเหมือนเดิม ทาอยู่เช่นนี้ ๗ – ๘ วันเจ้าอนุวงศ์ก็ส้ินพระชนม์ หลังจากน้ันโปรดฯ
ให้เอาศพเจ้าอนวุ งศไ์ ปเสียบประจานไว้ท่สี าเหร่ และทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ให้บุตรหลานของ
เจา้ อนวุ งศพ์ น้ โทษ

3. ยุบเมืองเวียงจันทน์และให้อยู่ภายใต้การปกครองของกรุงเทพฯ โดยตรง
แม้เวียงจันทน์จะตกอยู่ในฐานะประเทศราชของไทยมาต้ังแต่สมัยกรุงธนบุรี แต่ไทยก็ให้อิสระใน
การปกครองตนเองแก่เวียงจันทน์อย่างเต็มท่ี จริงอยู่แม้ว่าพระมหากษัตริย์ไทยจะเป็นผู้ที่ทรงมี



อานาจแตง่ ต้งั กษตั ริยแ์ ละขุนนางเวียงจันทนต์ าแหนง่ สาคัญที่เรียกว่าอาญาส่ี คือ กษัตริย์ปกครอง
เวียงจันทน์หรือเจ้าเมืองใหญ่ อุปฮาด ราชวงศ์ และราชบุตร แต่การแต่งต้ังดังกล่าวพระองค์
ทรงคานึงถงึ กฎเกณฑก์ ารสืบราชสมบัติของเวียงจันทน์เป็นสาคัญ สว่ นตาแหน่งท่ีต่ากว่านี้เจ้าเมือง
หรือกษัตรยิ เ์ วยี งจันทนจ์ ดั การแต่งตั้งกันเอง รวมถึงมีอานาจเต็มท่ีในเรื่องการตรากฎหมายใช้เอง
การเก็บภาษีและการใช้จา่ ย แมแ้ ต่การสั่งประหารชีวิตคนท่ีทาผิดกฎหมาย ตลอดจนการย้ายท่ีตั้ง
เมืองหลวง หลังปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ไทยได้ทาการจัดระเบียบการปกครองเวียงจันทน์เสียใหม่
โดยดาเนินการยุบเมอื งเวยี งจนั ทนแ์ ละผนวกดินแดนของเมืองเวยี งจันทน์เขา้ ไวภ้ ายใต้การปกครอง
ของกรุงเทพฯ โดยตรง โดยต้ังเมืองหนองคายขึ้นเป็นศูนย์กลางในการควบคุมดินแดนส่วนน้ีแทน
ส่วนหวั เมืองลาวอืน่ ๆ กรุงเทพฯ กด็ าเนนิ การขยายอานาจเขา้ ควบคมุ มากขึ้นกว่าแตก่ อ่ น

4. กวาดตอ้ นประชากรเวยี งจันทน์ส่งมากรุงเทพฯ ด้วยพระประสงค์ของพระบาทสมเด็จ
พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ให้ทาการกวาดต้อนคนจากเวียงจันทน์ลงมาให้หมด ไม่ให้เวียงจันทน์
สามารถตงั้ เป็นบ้านเมืองไดอ้ ีก ดังน้นั ภายหลงั การปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ กองทัพไทยจึงดาเนินการ
กวาดต้อนลาวเวียงจานวนมากส่งลงมากรุงเทพฯ แล้วส่งต่อไปต้ังถิ่นฐานตามเมืองต่าง ๆ รวมทั้ง
เมืองในภาคตะวันออกของไทย การกวาดต้อนดังกล่าวเกิดข้ึนหลายคร้ังด้วยกัน จนสุดท้าย
เวยี งจนั ทน์ก็มสี ภาพไมต่ ่างไปจากเมืองรา้ งปราศจากผู้คน และย่งิ ไปกวา่ นัน้ ยังเป็นเหตใุ ห้ประชากร
ลาวเหลือน้อยมาจนกระทั่งปจั จุบนั

5. เก็บยึดทรัพย์สินมีค่าและพระพุทธรูปสาคัญของเวียงจันทน์หลังการปราบกบฏ
เจา้ อนุวงศ์ กองทพั ไทยได้ทาการเกบ็ กวาดทรพั ยส์ นิ มคี า่ ของเวยี งจันทนส์ ่งเขา้ มาในไทยเป็นจานวน
มาก เพ่ือชดเชยพระราชทรัพย์ที่สูญเสียไปในระหว่างการทาสงครามปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์
นอกจากน้ันยังได้อัญเชิญพระพุทธรูปจานวนหนึ่งจากเวียงจันทน์ส่งเข้ามาในไทย การเก็บยึด
ทรัพย์สินมีค่าโดยเฉพาะการอัญเชิญพระพุทธรูปออกจากเวียงจันทน์นั้นส่งผลกระทบต่อสภาพ
จิตใจของชาวเวียงจันทน์อย่างยิ่ง เน่ืองจากลาวเป็นชนชาติที่เคร่งครัดศรัทธาในพระพุทธศาสนา
อย่างแรงกล้าเช่นเดยี วกับไทย ดงั นน้ั การอญั เชิญพระพทุ ธรูปจานวนมากสง่ เข้ามาในไทยเช่นน้ี จึง
ทาใหช้ าวเวยี งจันทนข์ าดขวญั และกาลงั ใจอย่างหนัก พระพุทธรปู ท่ีนามาจากเวยี งจันทน์ส่วนใหญ่
ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ตามวัดต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ แต่พระพุทธรูปบางองค์ก็ถูกอัญเชิญให้
ประดิษฐานอยู่ท่ีหนองคายมาจนกระท่ังปัจจุบัน ดังเช่น “พระใส” ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ใน
พระอุโบสถวัดโพธิ์ชัย อาเภอเมือง จังหวัดหนองคาย และเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง
ท่ีชาวหนองคายให้ความศรัทธาเลื่อมใสอย่างมาก (พระใส ว่าเกวียนหักไม่ยอมเสด็จ จึงสร้างวัด
โพธชิ์ ัยไวท้ ่ีหนองคาย คบู่ ้านคู่เมือง ถ้านบั ศกั ดแ์ิ ล้วพระเจา้ องค์ต้ือทา่ บ่อ ทรงเป็นพระอัยยิกา (ย่า)
พระใส)4 ส่วน “พระเสริม” ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในพระวิหารวัดปทุมวนาราม เขตปทุมวัน
กรุงเทพมหานคร “พระสุก” จมหายไปในแม่น้าโขง (พระสุก จมแม่น้าโขงท่ีเวินสุก อาเภอ
โพนพิสัย เพราะแพแตก)4 ขณะอัญเชิญจากเวียงจันทน์ข้ามมายังไทย แต่ปัจจุบันได้มีการสร้าง
องค์พระสุกจาลองประดิษฐานอยู่ในหลายวัดริมฝ่ังแม่น้าโขง ได้แก่ วัดศรีคุณเมือง อาเภอเมือง
จังหวัดหนองคาย และวัดหลวงพิสัยเจติยาราม อาเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย “พระแซ่คา

๑๐

(แซกคา)” ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถวัดคฤหบดี เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร
“พระฉันผลสมอ” ปัจจบุ ันประดษิ ฐานอย่ทู ่ีวดั อัปสรสวรรค์ เขตภาษีเจริญ กรงุ เทพมหานคร

6. กองทัพไทยตีเมืองพวนคืนจากญวนในสมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว
หลังการกบฏของเจ้าอนุวงศ์ญวนได้ขยายอิทธิพลเข้าแทรกแซงเมืองพวน ดังนั้น ใน พ.ศ.๒๓๗๖
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระราชดาริให้กองทัพไทยไปตีเอาเมืองพวน
กลับมาเป็นของไทยตามเดิม สงครามครั้งนี้ยืดเย้ืออยู่นานถึง ๒ ปี ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่
เมอื งพวนอยา่ งมาก กล่าวคือ เมอื งพวนไดร้ ับความเสียหายจากภยั สงคราม กอ่ นเหตกุ ารณส์ งคราม
ระหว่างไทยกับญวนเพ่ือแย่งชิงเมืองพวน เมืองพวนมีความรุ่งเรือง ขณะตกอยู่ในภาวะสงคราม
เมืองพวนซ่ึงเป็นสมรภูมิรบก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก วัดวาอารามถูกทลาย ยิ่งไปกว่าน้ัน
พระธาตฝุ ่นุ ทต่ี งั้ อย่ใู จกลางเมืองถูกขดุ ทาลาย เพือ่ คน้ หาสิง่ ของมีค่า

พระธาตุฝุน่ แขวงเชยี งขวาง สปป.ลาว (ราชวงศพ์ วนเชียงขวาง)

๑๑

ที่มา https://th-th.facebook.com/taiviengtaiphuan2014/photos/
สาวเชยี งขวาง ทาดฝุ่น (ธาตฝุ นุ่ )หลงั การบรู ณะ เมอื งคูน เเขวงเชยี งขวาง

๑๒

ทมี่ า https://www.youtube.com/watch?v=WputAZYOxqs

7. ประชากรถูกกวาดต้อน เมื่อกองทัพไทยเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ พระบาทสมเด็จ
พระน่งั เกลา้ เจ้าอยหู่ ัวทรงมรี บั ส่ังให้ทาการกวาดต้อนลาวพวนเข้ามาในไทยให้หมดอย่าให้เหลือไว้
เป็นกาลังแก่ญวน ลาวพวนจานวนมากถูกกวาดต้อนข้ามแม่น้าโขงเข้ามาพักไว้ท่ีหนองคาย
แลว้ จึงส่งต่อลงมากรุงเทพฯ หลังจากนั้นค่อยส่งเข้าไปตั้งถ่ินฐานตามเมืองต่าง ๆ รวมท้ังเมืองใน
ภาคตะวันออกของไทย การกวาดต้อนครั้งนี้ทาให้ลาวพวนได้รับความทุกข์ทรมานจากการเดิน
ทางไกลในเส้นทางที่ยากลาบาก ต้องเผชิญกับภาวะอดอยากและถูกกดขี่ข่มเหง ความทุกข์ยาก
จากการถูกกวาดตอ้ นทาใหล้ าวพวนจานวนหน่งึ หลบหนีกลับมาเมืองพวน แต่ระหว่างการหลบหนี
ลาวพวนทั้งหลงป่า ไม่มีเสบียงอาหาร รับประทานผลไม้มีพิษเป็นเหตุให้เสียชีวิตอยู่กลางป่าเป็น
จานวนมาก ส่วนลาวพวนท่ีถูกกวาดต้อนไปต้ังถ่ินฐานอยู่ที่หนองคายเป็นการช่ัวคราวก็ต้องเผชิญ
กับภาวะทุกขย์ ากอดอยาก จนมีคนลม้ ตายเชน่ กนั การกวาดต้อนประชากรครั้งน้ียังทาให้ลาวพวน
ต้องพลัดพรากจากบา้ นเกิดเมอื งนอน จากครอบครัวและบุคคลอันเปน็ ทรี่ กั

8. เก็บกวาดทรัพย์สินมีค่าภายในเมืองพวน นอกจากกวาดตอ้ นลาวพวนเข้ามาในไทย
แล้ว กองทพั ไทยยังเก็บกวาดสง่ิ ของมคี า่ ภายในเมอื งพวน อาทิ เสอื้ ผา้ อาภรณ์ ชา้ ง ม้า วัว ควาย

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงทัศนะของไทยที่มีต่อลาว (พ.ศ. ๒๓๒๕ -
๒๔๓๖) ไดแ้ ก่

๑๓

หลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะทอ้ นถึงทัศนะของไทยที่มีต่อลาวในสมัยพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลก ทรงดาเนินนโยบายตอ่ ลาวดว้ ยความใสพ่ ระทัยมากเปน็ พิเศษ โดยเฉพาะ
กับเวียงจันทน์ พระองค์พยายามหาหนทางขจัดปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับเวียงจันทน์
ท่ีเกิดข้ึนต้ังแต่สมัยกรุงธนบุรี และพยายามสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน ปรากฏอยู่ใน
หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ทสี่ าคัญ ไดแ้ ก่

หมู่ประวัติเจ้านายบางพระองค์ เอกสารชั้นต้นซ่ึงรวบรวมประวัติของเจ้านายหลาย
พระองค์ รวมทง้ั ประวตั ิของคณุ แว่นสตรชี าวเวยี งจนั ทน์ทพี่ ระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลก
ได้มาเป็นข้ารับใช้ เม่ือคราวเป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองเวียงจันทน์ในสมัยกรุงธนบุรีตั้งแต่ยังดารง
พระยศเป็นสมเดจ็ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงโปรด
ปรานคุณแวน่ มากถึงกับสถาปนาให้เปน็ สนมเอก

จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๑ เรอื่ ง เศกเจ้าประเทศราชไปปกครองเมอื งต่าง ๆ เอกสารชั้นต้น
ชน้ิ นไี้ ด้กลา่ วถงึ พระเมตตาทพ่ี ระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกทรงมีตอ่ เวยี งจนั ทน์ โดยทรง
สนับสนุนราชวงศ์ของเจ้าศิริบุญสารเป็นเจ้าเมืองเวียงจันทน์ สืบต่อกันไป กล่าวคือ ใน พ.ศ.
๒๓๒๕ ทรงมพี ระบรมราชโองการแต่งตั้งเจ้านนั ทเสน โอรสองคโ์ ตของเจ้าศิริบุญสาร เป็นเจ้าเมือง
เวียงจันทร์ ยิ่งไปกว่าน้ันยังทรงพระราชทานพระบางท่ีได้อัญเชิญมาต้ังแต่เม่ือครั้งกรุงธนบุรีคืน
ให้แก่เจ้านนั ทเสนอญั เชญิ กลบั ไปประดิษฐานทีล่ าวตามเดมิ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๓๗ ทรงโปรดเกล้า
ฯ แต่งต้ังเจ้าอินทวงศ์โอรสองค์รองของเจ้าศิริบุญสารเป็นเจ้าเมืองเวียงจันทน์แทนเจ้านันทเสน
ที่ถูกกล่าวหาวา่ เตรยี มก่อการกบฏต่อไทย และใน พ.ศ. ๒๓๔๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลกทรงโปรดเกลา้ ฯ แตง่ ต้ังเจา้ อนุวงศ์พระอนชุ าของเจ้าอินทวงศ์ ซึ่งถึงแก่พิราลัยข้ึนเป็นเจ้า
เมืองเวียงจันทน์ การปฏิบัติต่อเวยี งจนั ทนข์ องพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกสะท้อนถึง
ทัศนะของไทยทมี่ คี วามจริงใจและไม่เคยคิดเป็นศัตรูกบั เวยี งจนั ทน์

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ฉบับหอสมุดแห่งชาติ เล่ม ๑ ได้กล่าวถึง ความ
พยายามสร้างความสัมพันธ์ท่ีดีระหว่างกรุงเทพฯ กับเวียงจันทน์ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกทรงดาเนินนโยบายสร้างความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับราชวงศ์เวียงจันทน์ให้
แน่นแฟ้นย่ิงข้ึนด้วยการขอ “เจ้านางทองสุก” พระธิดาของเจ้าอินทวงศ์มาเป็นพระสนม ต่อมา
เจ้านางทองสุกได้ประสูติพระธิดาทรงพระนามว่า พระองศ์เจ้าจันทบุรี หลังให้ประสูติพระธิดา
ไดป้ ระมาณ ๕ ปี เจ้านางทองสุกก็ส้ินพระชนม์ใน พ.ศ.๒๓๔๖ พระองค์เจ้าจันทบุรีจึงอยู่ในความ
ดูแลของคุณแว่น ซึ่งไม่มีพระโอรสหรือพระธิดามาโดยตลอด สะท้อนถึงพระเมตตาของ
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกที่ทรงมีตอ่ เชื้อสายของราชวงศ์เวียงจันทน์มากเป็นพิเศษ
กล่าวคือ ทรงสถาปนาพระองค์เจ้าจนั ทบรุ เี ปน็ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี ซ่ึงเป็น
พระอิสริยยศท่ีพระโอรสหรือพระธิดาที่ประสูติจากพระมเหสีเท่านั้นท่ีจะได้รับ แต่กรณีของ
พระองค์เจ้าจันทบุรีนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงให้เหตุผลว่า พระองค์เจ้า
จันทบุรีทรงมีพระอัยกา (เจ้าอินทวงศ์) เป็นเจ้าประเทศราชซึ่งมีฐานะเป็นกษัตริย์เหมือนกัน
จึงเห็นสมควรท่ีจะทรงได้รับการสถาปนา ทรงโปรดให้จัดพระราชพิธีโสกันต์แก่สมเด็จพระเจ้า

๑๔

ลกู เธอเจ้าฟ้ากุณฑลทพิ ยวดี ซ่งึ นบั ว่าเปน็ การจดั พระราชพิธีโสกันต์อย่างเต็มตามตาราครั้งแรกใน
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทส่ี ะท้อนถึงทัศนะของไทยท่ีมีต่อลาวในสมัยพระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลศิ หล้านภาลัย ทรงมีทัศนะต่อลาวในลักษณะท่ีคล้ายคลึงกับพระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าจุฬาโลก กล่าวคือ ทรงยกย่องเจ้านายเชื้อสายลาวในราชสานักของพระองค์ให้มีความ
สาคญั เชน่ เดยี วกับเมอื่ คร้งั สมัยพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลก ไดแ้ ก่

ประวัตริ าชสกุลจักรีวงศ์และราชสกุลพระเจ้าตากสินมหาราช กล่าวถึงพระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั ทีท่ รงอภเิ ษกเจ้าฟ้ากณุ ฑลทพิ ยวดี เปน็ มเหสี ต่อมาเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี
ใหป้ ระสตู ิพระโอรส คอื เจา้ ฟา้ อาภรณ์ (ต้นสกุลวงศ์ อาภรณกุล ณ อยุธยา) และเจ้าฟ้าชายกลาง
(สมเด็จกรมพระยาบาราบปรปักษ์ ต้นสกุลวงศ์ มาลากุล ณ อยุธยา) สาหรับเจ้าฟ้าอาภรณ์น้ัน
การประสูติของพระองค์ได้สร้างความชื่นชมยินดีทั้งในหมู่พระราชวงศ์และประชาชนทั่วไปเป็น
อย่างยิ่ง เนื่องจากในขณะน้ันเกิดเหตุการณ์พม่าแหกคุก ฆ่าพะทามะรง พัสดี และก่อจลาจลข้ึน
ในพระนคร ต้องใช้เวลาปราบปรามอยู่ถึง ๒ วัน หลังการปราบปรามเสร็จส้ินเจ้าฟ้าอาภรณ์
ก็ประสูติพอดี ย่ิงไปกว่านั้นคนทั้งปวงยังหวังกันว่าเจ้าฟ้าพระองค์น้ีคงจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน
ในกาลข้างหน้า เน่ืองจากทรงเป็นพระราชโอรสที่พระมารดาทรงมีพระอิสริยยศเป็นเจ้าฟ้าใน
เศวตฉัตรและเปน็ ท่รี ับรู้กนั อย่ใู นบรรดาพระราชวงศ์

พงศาวดารลาว เรียบเรียงโดยสิลา วีระวงส์ นักปราชญ์ลาวได้สะท้อนให้เห็นถึงความ
สนิทสมกันเป็นพิเศษระหว่างพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและเจ้าอนุวงศ์เจ้าเมือง
เวียงจันทน์ในขณะน้ัน เนื่องจากทั้งสองพระองค์ทรงโปรดปรานการละครและดนตรีเหมือนกัน
ทรงแลกเปลี่ยนความรู้ การละเล่นต่าง ๆ กันอยู่เสมอ เช่น เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธ
เลิศหลา้ นภาลัยทรงโปรดฯ ใหส้ ร้างสวนขวาขึ้นภายในพระบรมมหาราชวงั ใน พ.ศ. ๒๓๕๒ เพอื่ ใช้
เป็นท่ีพักผ่อนพระอิริยาบถและแสดงการละเล่นต่าง ๆ ก็ทรงโปรดฯ ให้พระยาจักรีมีศุภ อักษร
พร้อมทัง้ แนบแผนผงั สวนขวาข้ึนไปเชญิ ชวนเจา้ อนวุ งศ์ลงมาชม

หลกั ฐานทางประวัติศาสตรท์ ่สี ะทอ้ นถึงทศั นะของไทยทมี่ ีตอ่ ลาวในสมยั พระบาทสมเด็จ
พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยู่หัว จาแนกออกไดเ้ ปน็ ๒ ระยะ กลา่ วคือ

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงทั ศนะของไทยท่ีมีต่อลาวในสมัย
พระบาทสมเดจ็ พระนั่งเกล้าเจ้าอยูห่ วั ในชว่ งก่อนการกบฏของเจ้าอนุวงศ์ พระบาทสมเด็จพระนั่ง
เกลา้ เจ้าอย่หู ัวทรงมีทศั นะต่อลาวไมต่ า่ งไปจากเม่ือคร้ังสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกและพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กล่าวคือ พระองค์ทรงให้ความไว้วางพระราช
หฤทัย ตลอดจนให้การสนับสนุนเจ้าอนุวงศ์และเหล่าบรรดาโอรสของเจ้าอนุวงศ์เป็นอย่างดี
กลา่ วถงึ พระบาทสมเด็จพระน่งั เกล้าเจ้าอยู่หวั ตัง้ แตค่ ร้ังดารงพระยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์
ไดท้ รงสนบั สนนุ ให้เจ้าราชบุตร (โย)้ โอรสของเจ้าอนวุ งศ์ ขึน้ เปน็ เจา้ เมืองจาปาศกั ดิท์ ่ามกลางเสียง
คัดค้านของบรรดาเชื้อพระวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่จานวนหน่ึง ซ่ึงนาโดยเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์
มนตรี เนอ่ื งจากเกรงวา่ หากเจา้ ราชบุตร (โย้) เป็นเจ้าเมืองจาปาศักดิ์จะเป็นการเพิ่มอานาจให้แก่

๑๕

เมืองเวยี งจันทนจ์ นอาจกลายเป็นอันตรายต่อไทยได้ แต่ในท่ีสุดพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
นภาลัยกท็ รงตดั สนิ พระทัยโดยทรงโปรดเกลา้ ฯ แตง่ ตงั้ เจา้ ราชบุตร (โย้) ให้ดารงตาแหน่งเจา้ เมอื ง
จาปาศักด์ิ ตามข้อเสนอของกรมหม่ืนเจษฎาบดินทร์ ส่งผลให้เวียงจันทน์มีอานาจแข็งแกร่งข้ึน
จนถงึ ขั้นกอ่ การกบฏเพอ่ื แยกตวั เป็นเอกราชจากไทยในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระน่งั เกล้าเจ้าอยู่หัว

หลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ท่สี ะทอ้ นถึงทศั นะของไทยทีม่ ตี อ่ ลาวในสมัยพระบาทสมเด็จ
พระนั่งเกลา้ เจ้าอยู่หัวในช่วงหลังการกบฏของเจ้าอนุวงศ์ ทัศนะของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
เจ้าอย่หู วั ตอ่ ลาว โดยเฉพาะเวียงจนั ทน์นั้นเปล่ียนแปลงไปโดยส้ินเชิง ทรงหมดความไว้เนื้อเช่ือใจ
และเคยี ดแคน้ เจ้าอนุวงศ์จนถึงกับมีรับสั่งให้ทาลายเวียงจันทน์ให้สิ้นซาก ความรู้สึกโกรธแค้นท่ีมี
ต่อเจ้าอนุวงศ์และราชวงศ์เวียงจันทน์ ในครั้งน้ีไม่ได้เกิดขึ้นกับพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้า
เจ้าอยู่หัวเพียงพระองค์เดียว แต่ยังส่งผลไปถึงเช้ือพระวงศ์พระองค์อื่น ๆ ทหาร และประชาชน
ท่ีมีส่วนเก่ียวข้องซ่ึงต้องพบกับความสูญเสีย จากการทาสงครามเพ่ือปราบปรามกบฏเจ้าอนุวงศ์
ด้วย หลกั ฐานทางประวัตศิ าสตร์ช้นิ สาคัญทสี่ ะท้อนถึงทศั นะดังกล่าวได้เปน็ อยา่ งดี คือ

พระราชพงศาวดารกรงุ รัตนโกสินทร์ รัชกาลท่ี ๓ เรียบเรียงโดยเจ้าพระยาทิพากรวงศ์
(ขา บนุ นาค) เหตุการณก์ ารกบฏของเจ้าอนุวงศ์ การปราบกบฏของไทยด้วยความเด็ดขาดรุนแรง
การกวาดต้อนประชากรลาว สะท้อนให้เห็นถึงความคับแค้นของไทยที่มีต่อเจ้าอนุวงศ์ เช่น
จดหมายของกรมพระราชวังบวรฯ แม่ทัพใหญ่ของไทยกราบบังคมทูลฯ เรื่องเมืองเวียงจันทน์
ในรายละเอียดของจดหมายแสดงให้เห็นว่ากรมพระราชวังบวรฯ ทรงเลิกให้เกียรติยกย่อง
เจ้าอนุวงศ์และราชวงศ์ของเวียงจันทน์ ซ้ายังกล่าวว่าเจ้าอนุวงศ์น้ันเป็นเสี้ยนหนามของแผ่นดิน
หลังจากกองทัพไทยสามารถตามจับตัวเจ้าอนุวงศ์ส่งลงมารับโทษที่กรุงเทพฯ ได้แล้ว นาตัว
เจ้าอนุวงศ์ใส่กรงเหล็กตั้งประจานไว้หน้าพระท่ีนั่งสุทไธสวรรย์ และมีประชาชนท่ีสูญเสียบุคคล
อันเปน็ ทร่ี กั ในครอบครัวจากการทาสงครามในครั้งนีว้ นเวยี นมาสาปแชง่ เจา้ อนุวงศ์เป็นจานวนมาก

๑๖

(ซา้ ย) เวียงจนั เมืองหลวงของ สปป.ลาว ตรงข้ามกับอาเภอศรีเชยี งใหม่ จังหวดั หนองคาย (ขวา)
พญามิลนิ ทรนาคมาออกท่ธี าตุดา อาเภอศรีเชียงใหม่ จงั หวัดหนองคาย
ทรวดทรงเริ่มสอบเปน็ ๖ เหลี่ยม

ทีม่ า https://www.silpa-mag.com/history/article_7032
พระเจดียป์ ราบเวียง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สาคัญ ซ่ึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่ง
ชยั ชนะของไทยที่มีต่อเวยี งจันทนใ์ นการปราบกบฏจ้าอนุวงศ์ กรมพระราชวังบวรฯ ทรงมีรับส่ังให้
สร้างเจดยี ์น้ีไวท้ คี่ า่ ยหลวงเมืองพนั พรา้ ว (ปจั จบุ นั เป็นท่ีตั้งของหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อย
ตามลาน้าโขงเขตหนองคาย) เพ่ือบรรจุพระพุทธรูปท้ังหลายที่ไทยอัญเชิญมาจากเวียงจันทน์
เม่ือคราวทาสงครามกับเจ้าอนุวงศ์ใน พ.ศ. ๒๓๗๐ และให้ชื่อเจดีย์น้ีว่า พระเจดีย์ปราบเวียง
พรอ้ มกบั ให้จารึกความชั่วของเจ้าอนุวงศ์เอาไว้ เพื่อไม่ให้หัวเมืองลาวทั้งหลายเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
ใน พ.ศ. ๒๓๗๑ เม่ือเจ้าอนุวงศ์เสด็จกลับเวียงจันทน์อีกคร้ัง เจ้าอนุวงศ์ได้ส่งไพร่พลไปทาลาย
พระเจดยี ์ปราบเวียง พร้อมท้ังนาพระพุทธรูปท่ีบรรจุอยู่ภายในพระเจดีย์ทั้งหมดกลับเวียงจันทน์
สุดท้ายเมื่อกองทัพไทยสามารถปราบการกบฏในคร้ังนี้สาเร็จ จึงอัญเชิญพระพุทธรูปกลับมา
ประดิษฐานยังฝั่งไทยอีกครั้ง ส่วนพระเจดีย์ปราบเวียงที่ถูกทาลายจนเหลือแต่ฐานก็ยังคงตั้งเด่น
อยู่ริมแม่น้าโขงหันหน้าเข้าหาเมืองเวียงจันทน์เป็นดังหลักฐานที่ส่ือถึงความรู้สึกเจ็บแค้นท่ี
ไทยไดร้ ับ1 เจดีย์และซากวัดในค่าย นรข. อาเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย3 เป็นเจดีย์ปราบ
เวียง (จันทน์) สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่จากเมืองเวียงจันทนใน ศึก
ปราบเจ้าอนุวงศ์ ที่ไม่สะดวกต่อการอัญเชิญลงไปไว้ที่กรุงเทพฯ ดังข้อความในเอกสารว่า
“พระพุทธรูปจัดส่งไปกรุงเทพมหานครมิได้นั้น ได้ให้ก่อพระเจดีย์ ณ ค่ายหลวงเมืองนพร้าว

๑๗

เหนือวัด ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในพระบรมโกศทรงสร้างไว้ เมื่อเสด็จข้ึนมาเองเวียงจันท์
ครั้งก่อน ฐานกวา้ ง 5 วา สูง 8 วา 2 ศอก จะบรรจุพระพุทธรูปไว้เป็นท่ีสักการบูชา อิฐซึ่งจะก่อ
พระเจดยี ์นัน้ เกณฑ์อิฐไพร่พลในกองทัพเสมอคนละ ๒ แผ่น แล้วจะจารึกพระนามว่า พระเจดีย์
ปราบเวยี ง” เช่อื ว่า ซากวดั หอพระแกว้ ในค่าย นรข. เป็นวัดท่ีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 ทรงสร้าง
ไวเ้ มอื ศกึ เวยี งจันทน์คร้ังก่อน แสดงใหเ้ ห็นว่าเจดียข์ นาดเล็กในคา่ ยทเ่ี ชื่อกันว่าเป็นเจดีย์ปราบเวียง
เหน็ ท่ีว่าจะไม่ใช่เสียแล้ว เน่ืองจากบริบทสถานท่ี ทั้งขนาดของเจดีเอง ไม่สอดรับจากข้อความใน
การปันทึก เจดีย์ปราบเวียงน้ีได้บรรจุพระเสริม ซ่ึงเป็นพระพุทธรูปในตานานพระ ๓ พ่ีน้อง
ด้านภมู ศิ าสตร์ เมอ่ื ดูซากวัดหอพระแก้วในคา่ ย นรข. เปน็ วดั ท่พี ระเจา้ อยู่หัวรัชกาลท่ี ๑ ทรงสร้าง
จากข้อความแสดงว่า ค่ายหลวงพันพร้าว อันเป็นท่ีต้ังของเจดีย์ปราบเวียงน้ัน ต้องอยู่เหนือวัด
ขนึ้ ไปตามสาน้าโขง เมื่อพิจารณาสถานที่แล้วกลับพบโบราณสถานที ๑ ชื่อว่า พระธาตุขาว เป็น
พระธาตุร้าง ไมม่ ซี ากวดั ซึ่งมขี นาดใหญ่ และมีลกั ษณะใกล้เคียงกับเจดีย์ปราบเวียงเป็นอย่างมาก
ท้งั ความกว้าง ความยาว ความสูง พอสรปุ ได้วา่ คา่ ยหลวงเมืองพันพร้าว แท้จริงแล้วต้องอยู่เหนือ
คา่ ย นรข. ขนึ้ ไปตามลานา้ โขง และพระธาตุขาว (ร้าง) นน่ั คือ เจดียป์ ราบเวยี ง ทแี่ ทจ้ ริง

พระฤษีผู้สรา้ งเวยี งจนั มีศาลอยวู่ ัดพระแกว้ อาเภอศรเี ซียงใหม่ จังหวดั หนองคาย
(จึงนา่ จะสรา้ งกาแพงเมอื งจากดา้ นนกี้ อ่ น)

ทมี่ า https://www.silpa-mag.com/history/article_7032

๑๘

ตามตานานและมุขปาฐะเดิมเช่อื วา่ พระฤาษี ๓ องค์4 ลงมาจากภูเขาควาย ใช้ไม้จันทน์
ปักเป็นต้าย (กาแพง) ครอ่ มดอนจันแม่น้าโขงบ้าง พญาสุวรรณนาคเนรมิตเมืองให้บุรีจันอ้วยล้วย
ครองบ้าง แต่จากการศึกษารอ่ งรอยหลกั ฐานโบราณคดกี ารตง้ั ถน่ิ ฐานรอบหว้ ยโมง ๑๖๗ กิโลเมตร
จากเทอื กเขาภูพาน จงั หวดั หนองบัวลาภู และท้องที่อาเภอศรีเชียงใหม่, ทา่ บ่อ, กิ่งอาเภอโพธ์ิตาก
จงั หวัดหนองคาย พบเคร่ืองมือหิน เคร่ืองป้ันดินเผาลายเล็บขูด เชือกทาบ ลายสีบ้านเชียง โลหะ
สาริดและเหล็ก ท้งั โครงกระดูกมนษุ ยโ์ บราณหลายโครง ตาบลโคกคอน อาเภอท่าบ่อ จึงน่าเช่ือว่า
กาเนดิ เวียงจันน่าจะเปน็ ฝงั่ ขวาแมน่ า้ โขงก่อนมากกว่า โดยเฉพาะแนวคันดินเดิมยุคทวารวดีตั้งแต่
โรงเรยี นบา้ นศรีเชยี งใหม่ โรงเรยี นศรีเชียงใหม่อ้อมบงึ กาแพงมาถึงธาตุดาหนา้ นปข.เขตหนองคาย
อาเภอศรีเชียงใหม่ ประมาณ ๕ กิโลเมตร ซึ่งทาเป็นถนน คสล.แล้ว แต่ฐานยังเห็นศิลาแลงและ
อิฐแผ่นใหญ่กองทับกันอยู่ กาแพงเมืองด้านนี้ถูกร้ือไป พ.ศ. ๒๓๖๙ เพื่อสร้างพระเจดีย์ปราบ
เวียงจนั ใน นปข. ซึง่ เคยประดิษฐานพระแกว้ มรกต พ.ศ. ๒๐๙๔ และ พ.ศ. ๒๓๒๑ เมื่อรัชกาลที่
๑ อญั เชญิ กลบั มา

เจดยี ์ปราบเวียง หนว่ ยเรอื รกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยตามลาน้าโขงเขตหนองคาย (นรข.)
อาเภอศรีเชยี งใหม่ จังหวดั นองคาย

ท่มี า http://digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/files/52810090/chapter4.pdf

เช่ือกนั ว่า เจดีย์ปราบเวียง ๑๙

หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบรอ้ ยตามลานา้ โขง
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย (นรข. หนองคาย)
สว่ นหนึ่งเคยเป็นจุดยทุ ธศาสตร์ในการตัง้ คา่ ยของ
กองทัพจากกรุงเทพฯ คราวสงครามเม่ือปี ๒๓๗๐

ทีม่ า https://m.facebook.com/100654875312609/ ท่ีมา https://khampoua.wordpress.com/tag/
posts/112666964111400/

พระธาตุขาว นรข.หนองคาย

ที่มา https://m.facebook.com/100654875312609/posts/112666964111400/

๒๐

ซากโบราณสถานเมอื งพานพร้าว ใน นปข. เชื่อว่าเป็นวงั หนา้ เกา่

ทม่ี า https://www.silpa-mag.com/history/article_7032
คา่ ยหลวงเมอื งพนั พร้าว

ทีม่ า https://m.facebook.com/100654875312609/posts/112666964111400/

๒๑

ชาวศรีเชียงใหมท่ ่ีเปน็ ข้าพระแก้วมาอยู่เมืองพานพร้าว4 ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๐๗๘ และ พ.ศ.
๒๐๙๔ ยงั คงถือเปน็ ชาวเชยี งใหม่อยู่เสมอ ไม่ยอมเป็นชาวพานพร้าว-เวยี งจนั หรือหนองคายเสียที
ท้งั วังหน้าวังเดมิ (นปข.เขตหนองคาย) เคยเปน็ คา่ ยพานพรา้ ว คร้งั ปราบเวยี งจัน พ.ศ. ๒๓๖๙ และ
พ.ศ. ๒๓๗๑ ดว้ ย จนตง้ั เมืองหนองคายแทนที่บา้ นไผร่ ิมแมน่ า้ โขง เมอื งพานพร้าว (เวยี งจันฝั่งขวา)
ยังปรากฏในสังกัดมิได้ร้างไปกับฝ่ังซ้าย พ.ศ. ๒๔๓๖ ฝร่ังเศสยึดฝั่งซ้ายได้ ท้าวขัติยะ (สาลี
กุประดิษฐ์) กรมการเมือง ได้เทครัวมาบ้านท่าบ่อใต้เมืองพานพร้าวไปเพียง ๑๕ กิโลเมตรเป็น
พระคุปดิตถบดี เจ้าเมืองท่าบ่อ พ.ศ. ๒๔๓๘ เข้าใจว่าช่ือ “พานพร้าว” ห้วงน้ีอาจเพ้ียนไปเป็น
เมืองธารพร้าว และเปล่ียนเป็นเมืองการวาปี ตามทาเนียบหัวเมือง พ.ศ. ๒๔๔๒ มีพระการคาม
บริหาร เป็นเจ้าเมือง เม่ือวิเคราะห์ศัพท์ธาร คือ วาปี ส่วนพร้าว, มะพร้าว เรียกกัลปพฤกษ์
(พืชสารพัดประโยชน์) แต่เลีย่ งมาใช้การะ แทนกาล, กัลป์ เพราะหมายถึงตายอีกนัยหน่ึงก็ได้ เช่น
แก่กาล เป็นตน้ ครัน้ ยบุ ทง้ั ๒ เมืองเปน็ อาเภอแตก่ ใ็ กล้กันมาก บางคร้ังอาเภอท่าบ่อมาตั้งท่ีตาบล
พานพร้าวก็มี จึงแยกเป็นอาเภอศรีเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๐๑ เติม “ศรี” ให้อีกเพื่อมิให้ซ้ากับ
เชยี งใหมแ่ ท้

จดหมายเหตุรัชกาลท่ี ๓ เร่ืองบัญชีรายจ่ายพระราชทรัพย์ในการพระราชกุศลต่าง ๆ
แมว้ า่ จะรสู้ กึ โกรธแคน้ เวยี งจนั ทน์ท่ีก่อการกบฏต่อไทย แตส่ าหรบั กลุ่มชาติพนั ธลุ์ าวทถี่ กู กวาดต้อน
เข้ามาต้ังถิ่นฐานในภาคตะวันออกของไทย พระมหากษัตริย์ไทยทรงปกครองคนเหล่าน้ีด้วย
พระเมตตาเสมอมา ทรงให้ความช่วยเหลอื โดยการพระราชทานสิ่งของตา่ ง ๆ ที่จาเป็นสาหรับใช้ใน
การดารงชวี ติ เช่น พระราชทานไมแ้ ละอปุ กรณ์สาหรับปลูกสร้างบ้านเรือน พระราชทานถ้วยชาม
ท้ังน้ีเพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์ลาวได้อยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุขในผืนแผ่นดินใหม่ พระบาทสมเด็จ
พระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจ่ายพระราชทรัพย์ซื้อถ้วยชามพระราชทานแก่ลาวเมืองฉะเชิงเทรา
เป็นชามเบญจรงค์สาหรับมูลนายลาว จานวน ๔๙ สารับ ชามพลสาหรับไพร่พลลาว ๑,๑๒๖
สารับ และพระราชทานให้ครัวลาวเวียงจันทน์และลาวพวนเป็นชามพล มีชามข้าว ๔๗๖ ใบ
ชามแกง ๔๗๖ ใบ ซ้ือเกลอื และสิ่งของเคร่ืองใช้อืน่ ๆ อีกเป็นจานวนมาก

จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ ร่างสารตราเจ้าพระยาจักรี เรอ่ื งให้หลวงวิชติ สงครามซื้อข้าวให้
ลาวเขมรทานา และร่างสารตราเจ้าพระยาจักรีถึงพระวิเศษลือไชยเจ้าเมืองฉะเชิงเทรา ความเอา
ใจใส่และสนับสนุนให้กลุ่มชาติพันธุ์ลาวท่ีเข้ามาตั้งถ่ินฐานในภาคตะวันออกได้มีอาชีพา กินตาม
ความถนัดของตน ทางการไทยได้แจกเมล็ดพันธ์ุข้าว จานวน ๖ เกวียน ให้แก่ลาวบ้านท่าทร่าน
เมืองฉะเชิงเทราไปทานาดา แต่ยังไม่ทันได้ตกข้าวชาวลาวก็พากันไปถางไร่ คนละ ๑ – ๒ ไร่
รวมกนั ได้ประมาณ ๓๐๐ ไร่ เพอื่ ทานาไร่แบบหยอดเมล็ดข้าวตามท่ีตนถนัด ทางการจึงต้องไปซื้อ
เมล็ดพันธ์ุข้าวจากเมืองนครนายกมาแจกให้ทานาไร่ตามที่ต้องการ เรื่องการแจกเมล็ดพันธ์ุข้าว
ถือเป็นภารกิจสาคัญที่ทางการไทยให้ความใส่ใจเสมอมา โดยต้องพยายามจัดหาเมล็ดพันธุ์
มาแจกจ่ายใหแ้ กช่ าวลาวได้ทานากันตลอดและต้องมเี มลด็ พนั ธ์ุสาหรับแจกจา่ ยอยา่ งพอเพียงดว้ ย

๒๒

จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓ เรื่องบัญชีเกณฑ์เลกหัวเมืองทานา ได้กล่าวถึงการ ยกเว้น
ค่านาให้แก่ชุมชนลาวตั้งใหม่ ถึงแม้ว่าชุมชนลาวน้ัน ๆ จะสามารถทานาปลูกข้าวกินเองได้แล้ว
แต่หากปีนั้นน้าน้อย เก็บเกี่ยวผลผลิตได้น้อย จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่านาในปีน้ัน เช่น
ใน พ.ศ. ๒๓๗๕ ชมุ ชนลาวเมอื งปราจนี เมืองกระบิล เมืองประจนั ตคาม ๓ เมืองรวมกัน ๗๒๐ คน
และเมอื งนครนายก ๑๓๒ คน ไดร้ บั การยกเวน้ ไม่ต้องเสียค่านา แต่สาหรับราษฎรไทย หากทานา
ได้ข้าวน้อยต้องจ่ายค่านาเป็นเงินแทนการจ่ายเป็นข้าว เอกสารชั้นต้นฉบับน้ีสะท้อนให้เห็นถึง
ความเห็นอกเห็นใจของทางการไทยท่ีมีต่อกลุ่มชาติพันธ์ุลาวท่ีพลัดบ้านพลัดเมืองมา ดังนั้น
จึงต้องการให้ชาวลาวตง้ั ถิน่ ฐานอยู่ในไทยดว้ ยความรสู้ ึกสุขสบายและไมถ่ กู บีบบงั คับจนเกนิ ไป

หลกั ฐานทางประวัตศิ าสตรท์ ี่สะท้อนถึงทัศนะของไทยที่มีต่อลาวในสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีทัศนะท่ีไม่สู้ดีนักกับลาว สาเหตุของความรู้สึกดังกล่าวอาจ
สืบเนื่องมาจากการก่อกบฏของเวียงจันทน์ในรัชกาลก่อน ประกอบกับกรณีของเจ้าฟ้าอาภรณ์
ซ่ึงมีผู้คาดหวังว่าจะได้สืบต่อราชสมบัติและเป็นผู้ปกครองแผ่นดินต่อจากพระบาทสมเด็จ
พระนั่งเกล้าเจ้าอย่หู ัว ดงั นนั้ เจา้ ฟ้าเช้ือสายลาวพระองค์น้ี จึงกลายเป็นเสมือนคู่แข่งของพระองค์
ไปโดยปริยาย ย่ิงส่งผลให้ทัศนะของพระองค์ที่มีต่อลาวแย่ลงไปอีก แต่ถึงกระน้ันก็ตาม
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัวก็ยังคงทรงดาเนินนโยบายปกครองกลุ่มชาติพันธุ์ลาวท่ีเข้า
มาตั้งถ่ินฐานในภาคตะวันออกด้วยพระเมตตาเสมอมา มิได้ต่างไปจากการปกครองราษฎรไทย
หลักฐานทางประวตั ิศาสตร์ทส่ี ะทอ้ นถึงทัศนะของไทยท่ีมีต่อลาวในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าเจา้ อย่หู ัว ได้แก่ ประกาศห้ามไม่ให้เล่นแอ่วลาว (กลอนรา) ซ่ึงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายใน
สมัยนั้น แม้แต่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรสถานมงคลใน
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั ยังทรงโปรดปรานการแอ่วลาวและดนตรีลาวเป็นอย่างยิ่ง
อกี ทั้งยังมพี ระปรชี าสามารถในการทรงแคน (เป่าแคน) ประพันธ์บทพระราชนิพนธ์เป็นภาษาลาว
คือบทแอ่วนิทานนายสอน และทรงให้การสนับสนุนดนตรีลาวรวมทั้งแอ่วลาวด้วย การที่
พระบาทสมเดจ็ พระปิ่นเกลา้ เจ้าอยหู่ ัวทรงชน่ื ชอบดนตรีลาว รวมทง้ั แอว่ ลาวมากเปน็ พิเศษน้ันอาจ
ได้รับอิทธิพลมาจากมเหสีที่เป็นชาวลาวเวียงจันทน์ก็เป็นได้ (มเหสีของพระบาทสมเด็จ
พระป่นิ เกล้าเจ้าอยหู่ ัวทม่ี ีเชอื้ สายลาวเวยี ง คือ ช้อย สตรชี าวลาวจากนครราชสีมา เข้ามาถวายตัว
เมื่ออายุ ๑๔ ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็น เจ้าจอมมารดาช้อย มีพระโอรส ๒ พระองค์ และ
พระธิดา ๑ พระองค์ พระโอรสท่ีทรงเจริญพระชันษาทรงพระนามว่า พระองค์เจ้าชายจรูญโรจน์
เรอื งศรี ซง่ึ ไดร้ บั การสถาปนาเปน็ กรมหม่นื จรัสพรปฏภิ าณ และทรงเป็นต้นราชสกุล จรูญโรจน์ ณ
อยุธยา) ในหมู่ของประชาชนท่ัวไปก็มีความนิยมชื่นชอบการแอ่วลาวหรือลาวแคนเช่นกันมีการ
ว่าจา้ งการละเล่นแอ่วลาวน้ีไปแสดงในงานต่าง ๆ อาทิ งานโกนจุก บวชนาค ส่งผลให้วงปี่พาทย์
จานวนมากพากันตกงาน พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อย่หู ัวทรงเกรงว่า การละเล่นแบบลาว
จะเข้ามาแทนทีก่ ารละเล่นแบบไทย จงึ ทรงมีพระบรมราชโองการห้ามทั้งข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้น้อย
รวมทั้งประชาชนไม่ให้เล่นแอ่วลาว ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องโทษปรับอย่างหนัก หากพิจารณาดูใน
คาประกาศหา้ มไม่ให้เลน่ แอว่ ลาว จะพบทศั นะของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวท่ีมีต่อ

๒๓

ลาวแฝงอยู่ กล่าวคือ ทรงมองว่าลาวต่าต้อยกว่าไทย การละเล่นแบบลาวจะนาพาความโชคร้าย
มาให้ การประกาศห้ามเล่นแอ่วลาวในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจาก
สะท้อน ซึ่งทัศนะท่ีมีต่อลาวแล้ว ยังพบว่ามีนั ยทางการเมืองซ่อนเร้นอยู่ด้วย น่ันคือ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั ทรงหวาดระแวงว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
อาจจะใช้การละเล่นแอ่วลาวเปน็ เครอื่ งมอื ในการปลกุ ระดมและแสวงหาความร่วมมือจากราชวงศ์
เชือ้ สายลาวเพ่ือแย่งชงิ ราชสมบตั ิ ดว้ ยเหตนุ ้พี ระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัวจึงทรงต่อต้าน
การละเลน่ ประเภทน้ี และออกประกาศห้ามเล่นแอว่ ลาวในทสี่ ดุ

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔ เรียบเรียงโดย เจ้าพระยาทิพากรวงศ์
ไดส้ ะทอ้ นถงึ ทัศนะของชนช้ันปกครองไทยที่นอกจากจะมีทัศนะในเชิงลบต่อชาวลาว การละเล่น
ลาว ทัศนะดังกล่าวยังส่งผลไปถึงพระพุทธรูปลาว (พระบาง) ว่าจะนามาซ่ึงภัยพิบัติและความ
สูญเสีย ในทัศนะของไทย พระพุทธรูปลาวดูเหมือนไม่คู่ควรแก่บ้านเมืองและมีความศักดิ์สิทธิ์
น้อยกวา่ พระพทุ ธรปู ไทย ทศั นะดงั กล่าวน่าจะมีสาเหตุมาจากพระพุทธรูปลาวน้ันมีขนาดเล็กและ
มีศลิ ปะในการสร้างแบบเรยี บง่ายไมไ่ ด้วิจิตรบรรจงแตอ่ ยา่ งใด

จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๔ สารตราว่าด้วยให้พระยาราชบุรีกรมการชาระเงินอากร
สมภักษรค้างกบั ราษฎร ทัศนะของไทยที่มีต่อลาวในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
แม้จะไม่สู้ดีนัก แต่ในส่วนของการดาเนินนโยบายการปกครอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวก็ทรงมีน้าพระทัยและความเมตตาต่อกลุ่มชาติพันธ์ุลาวที่ตั้งถ่ินฐานอยู่ในประเทศไทย
เช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์อ่ืน ๆ กล่าวคือ ทรงพระราชทานตราภูมิคุ้มห้ามอากร
สมพตั สร แก่ลาวเมืองฉะเชงิ เทราท่ีทาสวนผลไมป้ ระเภทไมย้ นื ตน้ เช่น มะมว่ ง

พระราชหัตถเลขาและประกาศต่าง ๆ ในรัชกาลท่ี ๔ จ.ศ. ๑๒๒๓ – ๑๒๔๒ เอกสาร
ฉบับน้ีสะท้อนใหเ้ ห็นถึงความห่วงใยของทางการไทยท่มี ตี อ่ การดารงชวี ิตและปากทอ้ งของกลุ่มชาติ
พนั ธลุ์ าว ดงั นนั้ ทางการไทยจึงมีนโยบายแจกข้าวให้แก่ชุมชนลาวตั้งใหม่สาหรับไว้กินตลอดทั้งปี
หรือปีเศษ จนกว่าชุมชนลาวจะสามารถปลูกข้าวกินเองได้ นโยบายดังกล่าวได้ถือปฏิบัติกันมา
ต้งั แตร่ ชั กาลก่อน ๆ

ห ลั ก ฐ า น ท า ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ที่ ส ะ ท้ อ น ถึ ง ทั ศ น ะ ข อ ง ไ ท ย ท่ี มี ต่ อ ล า ว ใ น ส มั ย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงพระเมตตาของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ลาวที่เข้ามาต้ังถิ่นฐานใน
ภาคตะวันออก ได้แก่ พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเร่ืองเสด็จ
ประพาสมณฑลปราจีน เมื่อ ร.ศ. ๑๒๗ (พ.ศ. ๒๔๕๑) ลาวเวียงและลาวพวนท่ีต้งั ถนิ่ ฐานในมณฑล
ปราจีนบุรีซึ่งก็คือพื้นท่ีในภาคตะวันออกปัจจุบัน พระองค์ทรงเสด็จออกเยี่ยม ไต่ถามถึงทุกข์สุข
ของชาวลาวที่มาเฝ้ารบั เสด็จอย่างใกล้ชิดและไมถ่ ือพระองค์

๒๔

หลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะทอ้ นถึงทศั นะของลาวท่ีมีต่อไทย (พ.ศ.๒๓๒๒ –
๒๕๕๔)1 นับจากลาวสูญเสียเอกราชให้แก่ไทยใน พ.ศ. ๒๓๒๒ ลาวก็มองไทยเป็นศัตรูผู้รุกราน
มาโดยตลอด ทัศนะดังกล่าวรุนแรงข้ึนเมื่อลาวตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝร่ังเศส (พ.ศ.
๒๔๓๖-๒๔๘๘ และ พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๔๙๗) ฝร่ังเศสพยายามตอกย้าอยู่เสมอถึงการทาลายล้าง
เวียงจนั ทน์ ความแตกแยกของหลวงพระบาง เมืองพวนกับเวียงจันทน์ ว่าทั้งหมดน้ีล้วนเป็นฝีมือ
ของไทย ส่งผลให้ทัศนะของลาวที่มีต่อไทยเลวร้ายยิ่งข้ึน และนับต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่ลาวได้
เปลย่ี นแปลงการปกครองจากระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญมาเป็นสาธารณรัฐประชาชน
ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์โดยการนาของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว กระแสะชาตินิยมในลาว
ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น รัฐได้หยิบยกเร่ืองราวความขัดแย้งระหว่างลาวและไทยในสมัยเจ้าอนุวงศ์
ข้ึนมาเป็นเครื่องมือ เพื่อสร้างความรักสามัคคีแก่คนในชาติโดยสื่อผ่านหลักฐานประเภทต่าง ๆ
จนกระท่ังปัจจุบันท่ีลาวเร่ิมดาเนินนโยบายใหม่ทางการเมืองที่เรียกว่า ลาวยุคจินตนาการใหม่
แต่แนวคิดในการสร้างความสามัคคีและความรู้สึกรักชาติ(ฮักชาติแพงเชื้อ) โดยอาศัยเหตุการณ์
ทางประวัติศาสตร์อันขมข่ืนของตนมาเป็นกลไกกระตุ้นกย็ งั คงดาเนินต่อไป ดังน้ี

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงทัศนะของลาวท่ีมีต่อไทยในสมัยเจ้าศิริบุญสาร
สมัยเจ้าศิริบุญสาร กองทัพกรุงธนบุรีได้ยกมาตีเวียงจันทน์เป็นเมืองขึ้นพร้อมท้ังทาลายเมือง
เวยี งจนั ทน์ กวาดต้อนประชากร เกบ็ กวาดทรพั ย์สินมีค่ารวมถึงพระพุทธรูปสาคัญของเวียงจันทน์
คือ พระแก้วมรกต และพระบางส่งมากรุงธนบุรี การกระทาของไทยในคราวน้ีสร้างความเจ็บซ้า
ให้กับเวยี งจนั ทน์อยา่ งยิ่ง หลกั ฐานทสี่ ะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ ความรู้สึกดงั กลา่ วได้เปน็ อยา่ งดี คือ

พงศาวดารเมืองเวียงจันทน์ ได้บรรยายเหตุการณ์สงครามระหว่างกองทัพกรุงธนบุรีกับ
เวยี งจันทน์ใน พ.ศ. ๒๓๒๑ และกล่าวถึงการอัญเชิญพระแก้วมรกตเข้ามาประดิษฐานในไทยด้วย
ความแคน้ เคอื ง ในข้างต้นวา่ การอญั เชญิ พระแกว้ มรกตออกจากเวียงจันทน์ เพ่ือนามาประดิษฐาน
ในไทยไมไ่ ด้มคี วามหมายแค่เพยี งการเก็บกวาดทรัพย์สินมีค่าของเวียงจันทน์เท่าน้ัน แต่ยังมีนัยถึง
การแสดงอานาจของผู้ชนะให้ผู้แพ้ได้ประจักษ์ ประกอบกับพระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูป
ท่ีสาคัญของเวียงจันทน์ ดังน้ันการกระทาเช่นน้ีของไทย จึงเท่ากับเป็นการทาร้ายจิตใจของ
ชาวเวียงจันทนอ์ ยา่ งรุนแรง

หลักฐานทางประวตั ิศาสตรท์ ี่สะทอ้ นถงึ ทัศนะของลาวที่มตี อ่ ไทยในสมัยเจา้ อนุวงศ์ ได้แก่
พระพุทธรูปพระราชเชฏฐา เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะลาวที่เจ้าอนุวงศ์ส่ังให้สร้างขึ้น
เม่ือ พ.ศ. ๒๓๖๙ ขณะเตรียมก่อการกบฏต่อไทย ที่ชั้นหน้ากระดานด้านล่างสุดของฐาน
พระพุทธรูปมีจารึกอักษรไทยน้อย ภาษาไทยและบาลี ความว่า...สมเด็จพระราชเชฏฐา
(เจ้าอนุวงศ์) อาปณคามาธิราช ชาติสายสุริยวงศ์ มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ให้หล่อ
พระพุทธรูปองค์นี้ น้าหนัก ๒๕,๐๐๐ เทียมพระแก้วมรกตเจ้า เม่ือจุลศักราช ๑๑๘๘...สะท้อน
ให้เห็นว่าชาวลาวยังคงมีความระลึกถึงพระแก้วมรกตท่ีถูกอัญเชิญมาประดิษฐานในไทย แม้ว่า
เหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านมา 48 ปีแล้วก็ตาม แต่ชาวลาวก็ยังคงจดจาและโศกเศร้าเสียใจกับ

๒๕

เหตุการณ์ในคร้ังน้ัน จนอาจกลายเป็นปัจจัยหน่ึงของการตัดสินใจก่อการกบฏของเจ้าอนุวงศ์
ในทสี่ ุดกเ็ ป็นได้

พระพทุ ธรูปพระราชเชฏฐา จารึกปี พ.ศ. ๒๓๖๙ (ค.ศ. 1826)
สัมฤทธ์ิ สงู ๓๖.๕ เซนติเมตร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อบุ ลราชธานี

ที่มา https://www.pinterest.com/pin/229050331026098068/

สานลึบพะสูน คือวรรณกรรมอีสานซึ่งมีชื่อเรียกและเขียนหลากหลายแตกต่างกันไป
ไดแ้ ก่ ลปึ สูญ ลึพสูน ลึบปสูญ ลึบบ่สูญ ลึบพะสูน และลึบพระสูรย์ มีความหมายถึง การลบหรือ
บดบงั ดวงอาทิตย์ สานลึบพะสนู ยังไมท่ ราบท่ีมาแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ประพันธ์ แต่มีข้อสันนิษฐานถึง
ผูป้ ระพันธ์ดงั น้ี (๑) ทา้ วปางค า เจา้ เมอื งหนองบวั ล าภู เป็นผปู้ ระพันธข์ ึ้นเมอ่ื กว่า ๖๐๐ ปีมาแล้ว
เพอ่ื แสดงความรกั ความคิดถึงทีม่ ตี ่อนางเภานางแพง ผู้สนับสนุนข้อสันนิษฐานน้ี คือ ดวงไซ หลวง
พะสี นักเขียนลาว (๒) เจ้าอนุวงศ์ เจ้าเมืองเวียงจันทน์เป็นผู้ประพันธ์ โดยบรรยายถึงความ

๒๖

เจ็บแค้นที่ลาวต้องสูญเสียอิสรภาพ และพระองค์ก็คิดจะทาการกอบกู้ชาติอยู่เสมอ ผู้ท่ีเชื่อใน
ข้อสันนิษฐานน้ี คือ สิลา วีระวงส์ และคณะวิจัยสานลึบพะสูนในโครงการค้นคว้าวรรณคดี
สมัยอาณาจักรลาวล้านช้างเสื่อมโทรม คณะค้นคว้าภาควิชาภาษา-วรรณคดี คณะอักษรศาสตร์
มหาวิทยาลัยแห่งชาติ (๓) พระมหาสมณพราหมาจารย์สิบสองกวี สังฆราชองค์สุดท้ายของ
อาณาจักรลา้ นชา้ ง และทีป่ รีกษาราชสานกั ของเจ้าอนุวงศ์เปน็ ผู้ประพันธ์ ผสู้ นับสนุนข้อสันนิษฐาน
คือ มหาบุนยก แสนสูนทอน ที่ปรึกษาคณะวิจัยสานลึบพะสูน ในโครงการค้นคว้าวรรณคดีสมัย
อาณาจักรลาวล้านช้างเสื่อมโทรม คณะค้นคว้าภาควิชาภาษา-วรรณคดี คณะอักษรศาสตร์
มหาวิทยาลัยแห่งชาติ และ บุนทะนอง ชมไชผน นักเขียนอิสระที่โดดเด่นของลาวยุคปัจจุบัน
(๔) นักปราชญ์แห่งลุ่มแม่น้าโขงยุคหลังเจ้าอนุวงศ์ แต่จะเป็นใครน้ันไม่ได้ระบุช่ือชัดเจน
วัตถุประสงค์ในการประพันธ์ก็เพื่อตักเตือนคนลาวให้ระวังคนไทย เน่ืองจากช่วงเวลาน้ัน ลาวมี
ฐานะเป็นประเทศราชของไทย และมักถูกเจ้านายไทยข่มเหงรังแก เช่น ถ้ากาลังเล้ียงไก่ชนอยู่
ใตถ้ ุนบ้านอย่างปกตสิ ุข หากเจา้ นายคนไทยผา่ นมาพบแลว้ เกิดชอบก็มักขอไกไ่ ป หรอื แมแ้ ต่ลูกสาว
สวยก็มักถูกขอไปเป็นคนรับใช้และกลายเป็นภรรยาลับในท่ีสุด ต่อมาคนลาวจึงนิยมทาสวนไว้
หลงั บ้านสาหรบั เลี้ยงไก่ และให้ลูก ๆ อยู่ในสวนเพื่อหลบสายตาคนไทย ผู้ที่เชื่อข้อสันนิษฐานนี้คือ
มหาสวิง บุญเจิม ไม่ใช่แค่เพียงเร่ืองของผู้ประพันธ์เท่าน้ันที่ยังคลุมเครือ แม้แต่เนื้อหาของ
สานลึบพะสูนก็ยังถกู ตคี วามแยกออกเป็นหลายประเด็นดว้ ยกัน

พ้ืนเวียง เป็นวรรณกรรมท่ีแพร่หลายในภาคอีสานและลาวอีกเรื่องหน่ึงซ่ึงแต่งข้ึนด้วย
โคลงสาร หรือเรียกว่า กลอนรา สันนิษฐานว่าแต่งขึ้นภายหลังเหตุการณ์การกบฏของเจ้าอนุวงศ์
๕๓ ปี (ราว พ.ศ. ๒๔๒๒) โดยผู้แต่งซ่ึงเป็นคนท้องถ่ินในภาคอีสานหรือชาวลาวที่มีชีวิตอยู่ในช่วง
ของเหตุการณด์ งั กลา่ ว จดุ ประสงคใ์ นการแต่งคือเพ่ือใช้อ่านในงานศพ (งันเฮือนดี) ในวรรณกรรม
เรอ่ื งพ้นื เวยี งมีขอ้ ความบางตอนท่ีสะท้อนให้เห็นถึงทัศนะของลาวที่มีต่อไทย เช่น ตอนท่ีพรรณนา
ถึงสงครามปราบกบฏเจ้าอนวุ งศ์ ซ่งึ สร้างความสะเทอื นใจแก่ชาวลาวเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจาก
การเขน่ ฆ่าแลว้ กองทพั ไทยยังเกบ็ กวาดทรัพยส์ มบัติ แก้วแหวนเงินทองไปจนหมด ผู้แต่งกล่าวว่า
สิ่งที่กองทัพไทยยังไม่ได้ไปมีเพียงข่าระแด (ข่าเผ่าหนึ่ง) เน่ืองจากพวกน้ีเป็นพวกท่ีดุร้าย (ผีแมน
ตาทอก) และมีความสามารถในการรบ (รบเล็ว) ยงิ่ ไปกว่านนั้ ผแู้ ตง่ ยงั พรรณนายอ้ นไปถึงพระแก้ว
มรกตที่ถูกกองทัพกรุงธนบุรีนาไปตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๒๒ และตอนที่บรรยายถึงสภาพของเมือง
เวียงจันทน์ภ ายหลัง การปรา บก บฏเจ้าอ นุวง ศ์โ ดยก องทั พไทย ด้ วยความ ขมขื่ นว่าเวียงจั นทน์
ที่เคยรุ่งเรืองกลับกลายเป็นเมืองร้าง ปราศจากผู้คน มีเพียงเสียงหมา เห่าหอนหาเจ้าของ
อยูท่ ่ัวเมือง

กาพยเ์ มืองพวน ปรากฏข้อความซง่ึ สะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงทศั นะของลาวพวนที่มีต่อทหารไทย
ท่ียกทัพไปขับไล่ญวนออกจากเมืองพวนใน พ.ศ. ๒๓๗๖ ว่ามีท่าทีและการกระทาท่ีลุแก่อานาจ
ดงั ความวา่ ... พอ่ หมูน่ ายกองถือครองอานาจ หาอุบาทว์ทากลคือคนผีบ้า ... อีกทั้งการที่กองทัพ

๒๗

ไทยดาเนินการกวาดต้อนลาวพวนเข้ามาพักไว้ที่หนองคาย ทาให้ลาวพวนเหล่าน้ีต้องเผชิญกับ
ภาวะอดอยาก ลาวพวนจงึ มองวา่ คนไทยนั้นหลอกลวง ทาให้พวกตนต้องพบกับความยากลาบาก
ดังข้อความท่ีปรากฏในกาพย์เมอื งพวน

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ท่ีสะท้อนถึงทัศนะของลาวท่ีมีต่อไทยในปัจจุบัน (พ.ศ.
๒๕๑๘ – ๒๕๕๔)1 หลังการปฏิวัติเปล่ียนแปลงระบอบการปกครองใน พ.ศ. ๒๕๑๘ กระแส
แนวคิดชาตินิยมในลาวทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ทัศนะของลาวที่มีต่อไทยอันสืบ
เนอ่ื งมาจากเหตกุ ารณ์ความบาดหมางในอดีตดูจะรุนแรงตามไปด้วย ทัศนะดังกล่าวปรากฏอยู่ใน
หลักฐานทสี่ าคัญ กล่าวคือ แบบเรยี นประวตั ศิ าสตร์

เมืองหลวงของลาวเดิมไม่ต้งั อยตู่ ิดชายแดน พระเเกว้ มรกตเดมิ ไมใ่ ชข่ องสยาม
และเจา้ อนวุ งศ์กไ็ มใ่ ชก่ บฏชั่ว แต่เป็นวรี บุรษุ

ทม่ี า https://www.blockdit.com/posts/60d04fa11e8c0d0c7aa453dc

๒๘

แบบเรียนประวัติศาสตร์เป็นเสมือนเครื่องมือของรัฐในการใช้หล่อหลอมเยาวชน ให้เกิด
จิตสานึกของความรักชาติ ด้วยเหตุน้ีเรื่องราวการสูญเสียเอกราชให้แก่ไทย การถูกกระทาย่ายี
โดยศัตรูผู้รุกราน จึงถูกน ามาบรรจุไว้ในแบบเรียนประวัติศาสตร์ เน้ือหาของแบบเรียน
ประวัติศาสตร์ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๑ บทท่ี ๑๐ เปน็ เรื่องความแตกแยกของอาณาจกั รลา้ นช้างและ
การถกู รกุ รานจากศักดินาสยาม ในหัวข้อที่ ๔ อาณาจักรลาวล้านช้างถูกรุกรานจากศักดินาสยาม
ไดบ้ รรยายถงึ เหตกุ ารณ์การบุกเข้ายึดเวียงจันทน์ใน พ.ศ. ๒๓๒๑ โดยกองทัพกรุงธนบุรี ในหัวข้อ
เดยี วกันนีย้ ังได้บรรยายถึงการท่ีกองทัพกรุงธนบุรีเข้าบุกยึดเมืองต่าง ๆ ท่ีต้ังอยู่ริมแม่น้าโขง เช่น
เมอื งนครพนม หนองคาย พะโค เวยี งคุก และเมืองพนั พร้าว ซ่งึ เมืองเหล่านี้ได้ต่อสู้ ต้านทานอย่าง
สุดกาลัง โดยเฉพาะเมืองพันพร้าว แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่ความโหดเห้ียมของกองทัพ
กรุงธนบุรี บรรยายถึงเหตุการณ์ที่กองทัพกรุงธนบุรีนาตัวเช้ือพระวงศ์ของเวียงจันทน์มาเป็น
ตัวประกนั ซ้ายังเกบ็ กวาดสง่ิ ของมคี า่ ไปจากเวยี งจันทน์

นอกจากนีว้ รี กรรมของเหล่าบรรดาบูรพกษัตริย์ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเชิดชูอยู่ในแบบเรียน
ประวตั ิศาสตร์ดว้ ย โดยมีวตั ถปุ ระสงคใ์ หเ้ ยาวชนลาวได้เหน็ ตัวอย่างของความรักและเสียสละเลือด
เนือ้ เพ่ือชาติ อาทิ วีรกรรมของพระเจ้าฟ้างุ้ม องค์ปฐมกษัตริย์ผู้รวบรวมและสถาปนาอาณาจักร
ล้านช้างให้ม่ันคงย่ิงใหญ่เม่ือราว ๖๖๐ ปีก่อน (พ.ศ.๑๘๙๖) สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
วีรกษัตริย์ผู้ปกปักรักษาชาติลาว ขยายอาณาเขตและพัฒนาแผ่นดินลาวให้เจริญรุ่งเรือง
(ทรงปกครองสองแผ่นดินท้ังล้านนาและล้านช้าง อัญเชิญพระแก้วมรกตจากเชียงใหม่มา
ประดษิ ฐานทีล่ าว สถาปนาเวยี งจนั ทนเ์ ป็นราชธานี สรา้ งพระธาตหุ ลวง) เจ้าสุรยิ วงษาธรรมกิ ราช
กษัตริย์ผู้นาชาติลาวเข้าสู่ยุคทองในทุกด้าน และเจ้าอนุวงศ์ วีรกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์
ล้านช้างเวียงจันทน์ ผู้นาพาประชาชนลาวกอบกู้เอกราชของชาติจากการกดขี่ปกครองของไทย
เร่ืองของความพยายามในการกู้อิสรภาพของเจ้าอนุวงศ์ถูกนาขึ้นมากล่าวถึงพร้อม ๆ กับการ
ปราบปรามอยา่ งโหดเหยี้ มของไทย ในสายตาชาวลาวเจ้าอนุวงศ์คือวีรบุรุษท่ีควรได้รับการยกย่อง
ขณะทีไ่ ทยคอื ศัตรูทสี่ ดุ แสนอามหติ

อนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕ กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรมของลาว
ได้เสนอโครงการสร้างอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเวียงจันทน์ครบรอบ ๔๕๐ ปี
ตลอดจนฉลองการจัดตงั้ พรรคประชาชนปฏวิ ตั ิลาวครบรอบ ๓๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๑๘-๒๕๕๓) โดยรัฐ
ใหเ้ หตุผลในการก่อสร้างอนสุ าวรีย์เจ้าอนุวงศว์ า่ เพื่อใหป้ ระชาชนลาวท้ังในปัจจุบันและอนาคตได้
สานึกในพระคณุ ของพระองค์ท่มี ีต่อเวียงจันทน์ แผ่นดินลาว และประชาชนลาวทั้งหมดทุกเผ่าชน
การก่อสร้างอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์เริ่มดาเนินการเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยรัฐบาลได้จัดตั้ง
คณะกรรมการศกึ ษาค้นควา้ ข้อมูลเกี่ยวกับบุคลิกลักษณะของเจ้าอนุวงศ์เพื่อให้ได้รูปปั้นท่ีมีความ
เสมือนจริงมากท่ีสุด การค้นคว้าดังกล่าวคณะกรรมการอาศัยท้ังข้อมูลจากเอกสาร ทาง
ประวัติศาสตร์ ประกอบกับการสังเกตลักษณะทางกายภาพของบุตรหลานผู้สืบเชื้อสายมาจาก
เจ้าอนุวงศ์ ซึ่งปัจจุบันต้ังถ่ินฐานอยู่ที่เมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต นามาวิเคราะห์ร่วมกัน

๒๙

ซึ่งสรุปรายละเอียดได้ดังน้ี เจ้าอนุวงศ์เป็นนักรบท่ีมีความองอาจสง่างาม พระวรกายกายา
แข็งแกรง่ เนื่องจากทรงฝกึ ซอ้ มการรบอยู่เสมอ ทรงมีพระสติปัญญาหลักแหลม สุขุมรอบคอบและ
มีความมุ่งม่ัน ดังน้ันรูปป้ันเจ้าอนุวงศ์ท่ีได้จึงมีลักษณะ คือ พระวรกายสูงใหญ่สง่างาม พระเศียร
ใหญ่ หน้าผากกว้าง พระพักตร์สี่เหลี่ยม พระเนตรแหลมคม พระนาสิกใหญ่ พระโอษฐ์กว้าง
มีหนวด พระทนต์ขาว อกใหญ่ ไหล่กว้าง เอวเต็ม ท้องได้สัดส่วน แขนขายาวใหญ่ แข็งแรง
ฉลองพระองค์ด้วยผา้ ไหมสีทองประดับไหมดาทัง้ เสอ้ื และโจงกระเบน อนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ใช้เวลา
ในการก่อสรา้ งไม่ถึง ๑ ปีก็แล้วเสรจ็ ในวันท่ี ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓ รัฐบาลลาวได้ทาพิธีเปิด
อนุสาวรีย์เจา้ อนุวงศซ์ ึ่งหล่อดว้ ยทองแดงคิดเป็นนา้ หนกั ถงึ ๘ ตนั มีความสูงจากพ้ืนดินถึงจอมเกศ
๑๔.๙๙ เมตร (เฉพาะรูปปน้ั สูง ๘.๒๙ เมตร) อนสุ าวรียน์ ี้นับเป็นอนุสาวรีย์ที่ใหญ่ท่ีสุดและสูงท่ีสุด
ของลาวในปัจจุบัน ที่สาคัญกว่าน้ัน คือ พระอิริยาบถของเจ้าอนุวงศ์ท่ีพระหัตถ์ซ้ายกุมพระแสง
ดาบประจาพระองค์ ส่วนพระหัตถ์ขวาผายไปเบ้ืองหน้า (อนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ตั้งอยู่ริมแม่น้าโขง
หันหน้าออกสู่แม่น้า ส่วนอีกฝ่ังหนึ่งของแม่น้า คือ หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลาน้า
โขง (นรข.) เขตหนองคาย อาเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย) เสมือนต้องการสื่อสารอะไร
บางอย่าง ซ่ึงมีผ้ตู คี วามหมายของการส่อื สารด้วยทว่ งทา่ ดงั กลา่ วออกเปน็ ๒ ประเดน็ (๑) เป็นท่าที่
เจ้าอนุวงศ์ทาการรวบรวมแม่ทัพนายกองและไพร่ฟ้าของพระองค์ เพ่ือปลุกระดมให้เกิดความ
สามัคคี รว่ มกันกอบกู้เอกราชจากศัตรูผู้รุกราน (๒) พระหัตถ์ขวาที่ยื่นออกมาเป็นท่าท่ีเจ้าอนุวงศ์
แสดงถึงการให้อภัยแก่ศัตรูผู้รุกรานและผู้ท่ีเคยกระทาต่อพระองค์ ข้อสันนิษฐานในข้อ ๒. ยังมี
ความสอดคล้องกับตาแหน่งท่ีต้ังของอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ ณ สวนสาธารณะริมฝ่ังโขง บริเวณ
บา้ นดอนจัน ซ่ึงปัจจุบันถกู เรยี กว่า สวนเจ้าอนุวงศ์ โดยอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ถูกจัดให้ประดิษฐาน
อยูต่ รงกันข้ามกบั พระเจดียป์ ราบเวียงท่ีต้ังอยู่ในพ้ืนท่ีของหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตาม
ลาน้าโขง (นรข.) เขตหนองคาย อาเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย อย่างพอดีราวกับจงใจ
เพ่ือประกาศให้ผู้คนท้ังสองฝ่ังโขงได้รับรู้ถึงการให้อภัยต่อเหตุการณ์ท่ีผ่านมาในอดีต ลืมความ
บาดหมางแค้นเคืองแล้วหนั มาเป็นมิตรทีด่ ตี ่อกัน

ภาพถา่ ยดาวเทยี มแสดงตาแหน่งที่ต้ังของอนุสาวรียเ์ จ้าอนวุ งศ์และพระเจดีย์ปราบเวยี ง

ทีม่ า http://digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/files/52810090/chapter4.pdf

๓๐

ทัศนะของของลาวท่ีมีต่อไทย (พ.ศ. ๒๕๕๔ – ๒๕๕๖)1
ดร.สมจิต ประเสริฐศักดิ์ เลขาธิการด้านการศึกษาประจาสถานเอกอัครราชทูตลาว
กล่าวถึงทัศนะของลาวท่ีมีต่อไทยว่า ... เจ้าอนุวงศ์เป็นวีรบุรุษของพวกเรา วีรกรรมและความ
เสียสละของพระองค์ยังคงติดตรึงอยู่ในหัวใจ ของคนลาวทุกคน แต่ก็หวังว่าไทยและลาวควรลืม
ความบาดหมางในอดตี หนั มารว่ มมอื กนั พฒั นา ประเทศ โดยอยู่บนพน้ื ฐานของความจริงใจต่อกนั
อย่างแท้จริง ... (๓ ตุลาคม ๒๕๕๔)
ดร.สุเนด โพทิสาน อดีตผู้อานวยการพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ สาธารณรัฐประชาธิปไตย
ประชาชนลาว และคณะกรรมการพจิ ารณาแบบเรยี นประวตั ิศาสตร์ลาว และอาจารย์ประจาสาขา
วจิ ัยศลิ ปะและวัฒนธรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวถึงทัศนะของลาว
ท่ีมีต่อไทยวา่ ... เรอื่ งความขัดแยง้ ระหวา่ งไทยและลาวในสมยั เจ้าอนวุ งศ์ เป็นเหตุการณ์สาคัญที่อยู่
ในตาราเรียนประวัติศาสตร์ ซึ่งเยาวชนลาวทุกคนต้องเรียน แต่คาดว่าเยาวชนส่วนใหญ่
มีวิจารณญาณแยกแยะอดีตกับปัจจุบันได้ การทาสงคราม รบราฆ่าฟันกันเป็นวิถีของคนในอดีต
เมื่อเหตุการณ์ได้ ผ่านมาแล้วก็ควรปล่อยผ่านไป เยาวชนไทยและลาวควร ให้ความสาคัญกับ
อนาคตมากกว่าการคิดเจบ็ แคน้ เรอ่ื งของอดตี ... (๑ มีนาคม ๒๕๕๖)
ทัศนะของนักศึกษาลาวในไทยต่อไทย (คนไทยในอาเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี
อาเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชงิ เทรา อาเภอปากพลี จงั หวัดนครนายก อาเภอพนัสนิคม จังหวัด
ชลบรุ ี จานวน ๑๐๐ คน) (๑) คนไทยหรือประเทศไทยเคยทาอะไรที่เป็นมิตรต่อลาวไว้บ้างหรือไม่
ตอบวา่ มี รอ้ ยละ 48 (๒) คนไทยหรือประเทศไทยเคยทาอะไรที่เป็นปรปักษ์ต่อลาวไว้บ้างหรือไม่
ตอบว่ามี ร้อยละ 59 (๓) ปัจจุบันท่านคิดว่าไทยเป็นมิตรหรือศัตรูของลาว ตอบว่าเป็นมิตร
มากกว่าเปน็ ศัตรู ร้อยละ 37 (๔) ท่านคิดวา่ คนในประเทศตอ่ ไปน้ใี ครจริงใจต่อลาวมากเป็นอันดับ
๑ ตอบวา่ เวียดนาม ร้อยละ 41 รองลงมาญ่ีปนุ่ รอ้ ยละ 11 สหรฐั อเมริกา จนี และไทย รอ้ ยละ 4
เช่นเดียวกัน “ทัศนะของคนลาวที่ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จังหวัดหนองคายต่อไทย” ดังนี้
(๕) คนไทยหรือประเทศไทยเคยทาอะไรที่เป็นมิตรต่อลาวไว้บ้างหรือไม ตอบว่ามี ร้อยละ 68
(๖) คนไทยหรือประเทศไทยเคยทาอะไรที่เป็นปรปักษ์ต่อลาวไว้บ้างหรือไม่ ตอบว่ามี ร้อยละ 46
(๗) ปจั จบุ นั ท่านคิดว่าไทยเป็นมติ รหรือศัตรูของลาว ตอบว่าเป็นมติ รมากกว่าเป็นศัตรู ร้อยละ 57
(๘) ทา่ นคิดวา่ คนในประเทศต่อไปนใี้ ครจรงิ ใจตอ่ ลาวมากเป็นอันดับ ๑ ตอบว่า เวียดนาม ร้อยละ
46 รองลงมาญี่ปุน่ ร้อยละ 18 ไทย รอ้ ยละ 11 และจีน รอ้ ยละ 4 กลุ่มชาตพิ นั ธ์ลุ าวที่ต้ังถ่ินฐาน
ในพ้ืนท่ี ๔ จังหวัดภาคตะวันออกของไทย (ชาวลาวเวียงอาเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี จานวน
๑๐๐ คน) ไดแ้ สดงทัศนะของตนที่มตี ่อไทย ในทัศนะของลาวเวียงทีต่ ง้ั ถนิ่ ฐานในภาคตะวันออกที่มี
ตอ่ ไทยในปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๕๖) ดงั น้ี (๑) ท่านทราบหรอื ไมว่ ่าบรรพบุรุษอพยพมาจากประเทศลาว
ตอบว่าทราบ รอ้ ยละ 71 (๒) ท่านทราบเรือ่ งราวเกย่ี วกับเจา้ อนวุ งศ์หรือไม่ ตอบว่าทราบ ร้อยละ
86 (๓) ทา่ นทราบเรอ่ื งของเจา้ อนุวงศ์จากทีใ่ ด ตอบวา่ บรรพบุรุษ ร้อยละ 71 รงลงมาจากหนงั สอื
รอ้ ยละ 29 (๔) เรือ่ งของเจา้ อนุวงศ์ทาใหท้ ่านเกิดความรู้สึกไม่เป็นมิตรกับคนไทยหรือไม่ คาตอบ
เฉย ๆ เพราะเป็นเรือ่ งในอดตี ท่ีผ่านมานานมากแลว้ ร้อยละ 43 รองลงมาไม่ใช่ ร้อยละ 29 และ

๓๑

ใช่ ร้อยละ 28 (๕) ท่านมีความสุขกับสถานที่ท่ีตั้งถิ่นฐานอยู่ในปัจจุบันหรือไม คาตอบมีความสุข
ร้อยละ 100 (๖) ท่านมีความสุขท่ีได้อยู่ในประเทศไทยหรือไม่ คาตอบมีความสุข ร้อยละ 100
(๗) หากเลือกได้ทา่ นต้องการตง้ั ถิน่ ฐานอย่ทู ่ใี ด คาตอบประเทศไทย ร้อยละ 86 สปป.ลาว ร้อยละ
14 (๘) ท่านมีความสัมพันธ์ท่ีดีกับคนไทยที่อยู่ในชุมชนเดียวกับท่านหรือไม่ คาตอบใช่ ร้อยละ
100 (๙) ท่านคิดวา่ คนลาวกบั คนไทยเป็นมิตรทดี่ ีต่อกันหรอื ไม่ คาตอบใช่ รอ้ ยละ 100

ทัศนะของลาวพวนท่ีตั้งถ่ินฐานในภาคตะวันออกท่ีมีต่อไทยในปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๕๖)
(ชาวลาวพวนอาเภอปากพลี จงั หวัดนครนายก จานวน ๑๐๐ คน) (๑) ท่านทราบหรือไม่ว่าบรรพ
บุรุษอพยพมาจากประเทศลาว ร้อยละ 70 (๒) ท่านทราบเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าอนุวงศ์หรือไม่
คาตอบทราบ ร้อยละ 57 (๓) ท่านทราบเร่ืองของเจ้าอนุวงศ์จากที่ใด คาตอบบรรพบุรุษและ
หนังสือ ร้อยละ 21 เช่นกัน และโรงเรียน ร้อยละ 5 (๔) เรื่องของเจ้าอนุวงศ์ทาให้ท่านเกิด
ความรู้สึกไม่เป็นมติ รกับคนไทยหรือไม่ คาตอบเฉย ๆ เพราะเป็นเรอ่ื งในอดตี ทผ่ี า่ นมานานมากแล้ว
ร้อยละ 63 (5) ท่านมีความสุขกับสถานท่ีที่ตั้งถ่ินฐานอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ คาตอบมีความสุข
ร้อยละ 100 (๖) ท่านมีความสุขที่ได้อยู่ในประเทศไทยหรือไม่ คาตอบมีความสุข ร้อยละ 100
(๗) หากเลือกได้ท่านต้องการตั้งถิ่นฐานอยู่ท่ีใด คาตอบประเทศไทย ร้อยละ 98 (๘) ท่านรู้สึก
ภูมิใจในกลุ่มชาติพันธ์ุตนหรือไม่ คาตอบภูมิใจ (ชาติพันธ์ุลาวพวน) ร้อยละ 100 (๙) ท่านมี
ความสัมพันธท์ ีด่ ีกบั คนไทยทอี่ ยใู่ นชุมชนเดียวกับท่านหรือไม่ คาตอบใช่ ร้อยละ 100 (๑๐) ท่าน
คิดวา่ คนลาวกบั คนไทยเป็นมิตรท่ีดตี ่อกนั หรอื ไม่ คาตอบใช่ ร้อยละ 100

ทัศนะของชาวไทยพวนในวรรณกรรมนิทาน : มุมมองที่มีต่อกลุ่มของตนเองและกลุ่ม
ชาติพันธุ์อ่ืน5 ทัศนคติของชาวไทยพวนตามแนวประณามวาทะ (blazon populaire)
ในวรรณกรรมนิทานไทยพวนที่รวบรวมจากกลุ่มชนไทยพวนในอาเภอปากพลี จังหวัดนครนายก
พบว่า วรรณกรรมนิทานไทยพวนสะท้อนทัศนะของชาวไทยพวน โดยแสดงทัศนะต่อกลุ่มของ
ตนเองทงั้ ในดา้ นบวกและดา้ นลบ ในด้านบวก แสดงทัศนะว่ากลุ่มของตนเป็นคนยึดม่ัน ศรัทธาใน
คาสอนของพุทธศาสนา ใจบุญ และประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความกตัญญูกตเวทีต่อ
บุพการี ชาวไทยพวนเป็นคนสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน รักสงบและความสามัคคี ในด้านลบแสดง
ทัศนะว่ากลุ่มของตนมักเป็นคนซ่ือ จนบางครั้งรู้ไม่เท่าทันคน และจะมีอคติต่อกลุ่มแม่หม้าย
แม่ร้าง และผู้ที่ประพฤติตนนอกจารีตประเพณี การแสดงทัศนะต่อกลุ่มชนอื่น ในด้านบวก
จะยกย่องกลุ่มคนจีนว่าเป็นคนขยันเก่ง ด้านการค้าขาย และในด้านลบแสดงทัศนะต่อกลุ่มชน
ชาวไทยว่าเป็นคนหยิบโหย่ง ไม่สู้งาน ชอบรับราชการทหาร ตารวจ มีนิสัยเจ้ายศเจ้าอย่าง
ชอบวางตวั เปน็ นายคนและมนี สิ ยั เจา้ ชู้ และยังแสดงทัศนะตอ่ กลุ่มชาวลาวกล่มุ อนื่ วา่ ด้อยกว่าตน

๓๒

“บนุ มี เทบสีเมือง”6 นักประวัติศาสตร์ลาวรุ่นใหม่ เขียนหนังสือ “ความเป็นมาของชน
ชาติลาว ว่าดว้ ยการต้ังถิ่นฐาน และการสถาปนาอาณาจักร” เป็นท่ียอมรับกันอย่างกว้างขวางใน
ประเทศลาว โดยเฉพาะรัฐบาลและปัญญาชนลาว เรียกได้ว่าได้ยกเลิกแนวคิดประวัติศาสตร์แบบ
ล้าสมัยอย่างสิ้นเชิง ในเนื้อหาเห็นถึงความปรองดองกับชนชาติใกล้เคียงอย่างที่ไม่เคยปรากฏ
มาก่อน น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสาหรับการเขียนประวัติศาสตร์ไทยในอนาคต “บุนมี เทบสีเมือง”
เป็นชาวเวียงจนั ทน์ ขณะบวชเรยี นได้เข้ามาศกึ ษาต่อวิชาภาษาบาลีทวี่ ดั มหาธาตุ กรงุ เทพมหานคร
จนจบชั้นนักธรรมเอก และได้เปรียญธรรม 3 ประโยค จากน้ันได้สอบเทียบชั้น ม.8 จึงลาสิกขา
ไปศึกษาต่อในคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบปริญญาโทจาก
คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ ก่อนกลับประเทศลาวเพ่ือร่วมการปฏิวัติ
สาหรับผู้แปลคือ “ไผท ภูธา” เคยเป็นครู นักเขียนบทภาพยนตร์ และโปรดิวเซอร์ เป็น
ชาวอบุ ลราชธานแี ละแปลคอ่ นข้างสละสลวยและได้กล่ินไอของชนชาติลาวเป็นอย่างดี ในตอนต้น
จะพูดถึงเรื่อง คาว่า “ลาว ไท ไทย สยาม” ในทัศนะของนักประวัติศาสตร์ลาว ซึ่งน่าสนใจมาก
สาหรับรัฐบาลไทย และนักประวัติศาสตร์ไทย ว่าลาวเขาให้ความสนใจต่อเอกสารท้องถิ่ น
โดยเฉพาะตานานและพงศาวดารซึ่งเคยละเลยมาก่อน เช่นเดียวกับชาวไทยท่ีละเลยไม่สนใจต่อ
เอกสารท้องถิ่น “สุวันนะลาด ไชยะวา” เขียนถึง อาจารย์บุนมี ได้วิเคราะห์ว่า “ไท เดิมน้ัน
ไมใ่ ช่ช่อื เดิมของชนชาติ มีแตค่ าวา่ ลาว เท่านัน้ เป็นชื่อเดิมของชนชาตลิ าว หรือ “ลาว” “ไท” …”
ส่วนคาว่า “คนไท” ปางนั้นคือคนลาวเราชัดๆ นี่เอง ในวรรณคดีลาวหลายเร่ืองก็ใช้คาว่า “ไท”
หรือ “คนไท” แทนคาว่า “ลาว” หรือ คนลาว” การวิเคราะห์ของนักประวัติศาสตร์ลาว แสดงให้
เห็นว่า คาว่า “ลาว” และ “ไท”นั้น มีแหล่งท่ีมาอันเดียว คนไท ก็เหมือนคนลาว น่ันเอง ดังนั้น
ข้าพเจ้าเคยกล่าวในบทความเร่ือง “สยาม ไทยแลนด์และไต้หวัน” ว่า “คาว่า ไต ไท หรือไทย
ในความรับรขู้ องพวกลาวนนั้ หมายถงึ คนหรือกลุ่มคน”... “เป็นท่ีน่าสังเกตว่ามีลาวเพียงชาติเดียว
ท่เี รยี กชาวสยามว่า “ไท” ในความหมายว่าคนหรอื กลุ่มคน จะเรียกคาว่า ไท แล้วเติมแหล่งท่ีมาตั้ง
ทามาหากินส่วนใหญ่จะเป็นแหล่งน้า แม่น้าหรือสีของเครื่องแต่งกาย” เช่น ไทของ (โขง) ไทดา
เปน็ ต้น ซ่งึ เห็นไดว้ ่า คาว่า ลาว และ ไท คอื คนเชื้อสายเดียวกนั แตเ่ ดิมลาวมคี วามหมายถึงชนชาติ
หรือประเทศ แต่ไทยมีความหมายว่าคนลาวไปตั้งถิ่นฐานในแหล่งต่างๆ ไทจึงมีความหมายถึง
กล่มุ คนอนั เป็นชาวลาวนน่ั เอง ต่อมามีความหมายกวา้ งขน้ึ คอื หมายถึงกลุ่มคนท่ัวๆ ไปในหนังสือ
“ความเป็นมาของชนชาติลาว” กล่าวว่า “ชนชาติลาวตั้งถ่ินฐานอยู่ในแหลมสุวรรณภูมิ เบ้ืองต้น
ได้ตั้งนครรัฐขึ้นภายใต้การนาของเจาก๊กเจ้าเหล่านั้น แต่มาภายหลังได้ต้ังรัฐหรืออาณาจักรขึ้น
สามอาณาจักร คือ อาณาจักรลาวโคตรบูร อาณาจักรลาวโยนกและอาณาจักรลาวทวารวดี”
ซงึ่ อาณาจักรแรกอยทู่ เ่ี มืองหลวงพระบาง อาณาจักรที่สองอยู่ทเี่ ชยี งใหม่ และอาณาจกั รท่ีสามอย่ทู ี่
อยุธยา เหน็ ได้ว่าประวตั ศิ าสตรล์ าวยอมรับว่า อาณาจักรลาวไทมีสามรัฐนั่นเอง ได้แก่ ลาวล้านนา
ลาวล้านช้าง ลาวอยุธยา และในพุทธศตวรรษท่ี 17 “ความเป็นมาของชนชาติลาว” กล่าวว่า
ทพั ขอมไดค้ รอบครองเมอื งลาวท้ังสามนครรฐั และได้เปลี่ยนชื่อลาวทวารวดีเป็นสยาม อันเป็นการ
แสดงให้เห็นวา่ ลาวทางตะวนั ตกไดเ้ ปลยี่ นเป็นสยามในสายตาของ ขอม และเรยี กว่าสยามในทัศนะ

๓๓

ของลาวตอนเหนือและลาวตะวันออก ถ้าลองคิดต่อไปตามแนวคิดของนักประวัติศาสตร์ลาว
กจ็ ะเห็นไดว้ ่าเป็นเหตุผลอันสาคัญท่ีทาให้ลักษณะวัฒนธรรมของลาวล้านช้างและลาวล้านนาน้ัน
แตกต่างออกจากกันอย่างส้ินเชิง เพราะลาวทวารวดี หรือสยามอยุธยาถูกอิทธิพลของกัมพูชา
ครอบงาอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นทางภาษา การแต่งกาย การดาเนินชีวิต และการปกครอง
นั่นแหละเป็นเหตุผลท่ีสาคัญทาให้ลาวล้านนาและล้านช้างมีวัฒนธรรมไม่เหมือนลาวอยุธยา
อีกต่อไป อีกท้ังภายหลังจากพุทธศตวรรษที่ 18 รัฐลาวอยุธยาไล่ทหารกัมพูชาออกจา ก
กลุ่มน้าเจ้าพระยาได้ และหลังจากนั้นไม่นานสามารถยึดนครหลวงหรือกรุงยโสธรปุระได้สาเร็จ
และกวาดต้อนปญั ญาชนมาไว้ในราชสานักอยุธยา ทาให้วัฒนธรรมลาวท้ังสามนครรัฐแตกต่างกัน
ในขณะที่สองนครรัฐของลาวยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมลาวดั้งเดิมไว้เป็นอย่างดี แต่รัฐอยุธยาได้รับ
อิทธิพลของกัมพูชาอย่างเต็มเป่ียม ทาให้สามนครรัฐลาวได้แตกต่างกัน และลาวอยุธยาเรียก
ตนเองว่า “สยาม” ตามท่ีกัมพูชาเรียก น่ันแหละเป็นสาเหตุท่ีสาคัญที่ทาให้วัฒนธรรมลาว
และวัฒนธรรมสยามแตกต่างกัน และรัฐอยุธยาเริ่มดูถูกชาวลาวว่าเป็นพวกอนุรักษ์และล้าหลัง
พิจารณาได้จากวรรณกรรมของอยุธยา เช่น เร่ือง “ลิลิตยวนพ่าย” และเรื่อง”ขุนช้างขุนแผน”
ซง่ึ จะรุนแรงมากขึ้นอกี ในสมยั รตั นโกสินทร์

เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ จดั เป็นดนิ แดนแหง่ ความหลากหลายทางชาติพันธ์ุ7 โดยปรากฏ
ชนชาติต่างๆ ต้ังถ่ินฐานกระจายตัวอยู่ท่ัวท้ังภูมิภาค อาทิ ชาวพม่า ชาวไทย ชาวลาว ชาวชวา
ชาวมลายู หรอื ชาวกะเหร่ยี ง ชาวจาม ชาวลาหู่ ชาวมูเซอและชาวละว้า ความเปน็ ชุมชนพหุสังคม
ถือเป็นประ เด็นที่ส่งผ ล กระ ทบต่อกา รบูรณ า กา รแล ะ กา รอยู่ร่วมกันเป็นประ ชา คม อา เซี ย น
แต่กระนั้นก็ตาม การผูกโยงเร่ืองชาติพันธุ์เข้ากับการรวมกลุ่มอาเซียน กลับเป็นประเด็นที่
ถกู ละเลยและไมค่ ่อยเปน็ ท่ีถกเถียงกันในแวดวงการทตู ระหว่างประเทศ สบื เน่ืองจากการถูกกดทับ
อาพรางด้วยกระบวนการสร้างรัฐสมัยใหม่ คละเคล้ากับอิทธิพลของลัทธิชาตินิยม และการ
มองข้ามชีวิตของคนตัวเล็กตัวน้อยตามแนวชายแดน จากกรณีดังกล่าว ชนชาติต่างๆ ในภูมิภาค
อาเซยี น ควรมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติเพ่ือส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยเน้นการเสาะหา
รูปแบบวัฒนธรรมร่วมประจากลุ่ม พร้อมปรับเทคนิคความร่วมมือเพื่อขัดแต่งให้รัฐและผู้คน
ทีห่ ลากหลายตา่ งมีความเข้าใจและเห็นอกเหน็ ใจซ่ึงกันและกัน ซึ่งหากสมาชิกสามารถโน้มน้าวให้
ชนกลุ่มใหญ่และชนกลุ่มน้อยมีความต้องการท่ีจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติภายใน ประชาคมเดียวกัน
โดยมคี วามภักดแี ละเคารพนอบนอ้ มตอ่ ประชาคม แต่ก็ยังมีโอกาสรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม
ของตนได้พอสมควร ความสาเร็จในการบูรณาการอาเซียน อาจเป็นส่ิงท่ีเกิดข้ึนได้ ซ่ึงก็ต้องทา
ควบคู่กนั ไปทง้ั ในลกั ษณะของประชาคมแห่งรฐั และประชาคมแหง่ ภมู ภิ าค

จากทัศนะของลาวทม่ี ีตอ่ ไทยโดยเฉพาะยุคปัจจบุ ัน คาถามคนไทยเชื้อสายลาว “เรื่องของ
เจ้าอนุวงศท์ าใหท้ ่านเกิดความรูส้ กึ ไม่เป็นมิตรกับคนไทยหรือไม่ คาตอบเฉย ๆ เพราะเป็นเร่ืองใน
อดีตที่ผ่านมานานมากแลว้ ” ในขณะท่ีในจังหวดั ชายแดนภาคใต้ บางคนบางกลุ่มยังยึดติดกับอดีต

๓๔

เมือ่ ศึกษาประวัติศาสตร์ จะพบว่าสงครามในอดีตในแต่ละแห่งก็ไม่แตกต่างกันมีรูปแบบคล้ายกัน
ไม่วา่ สงครามสยามกับลาว สงครามสยามกับปัตตานี แต่คนหรือชาติพันธุ์ท่ีแตกต่างกันย่อมีความ
แนวคิด หรอื ทัศนะที่แตกต่างกนั คนลาวมองอดตี เป็นเรอื่ งในอดีตที่ผ่านมานานมากแล้ว คนปตานี
มองอดตี เป็นเร่ืองปัจจุบันและอนาคตทีจ่ ะตอ้ งเป็นเหมือนดงั อดีต

ที่มา https://www.southpeace.go.th/?p=55862

สามเหลย่ี มทองคา เขตเศรษฐกิจพิเศษ สปป.ลาว

ทม่ี า https://www.benarnews.org/thai/news/th-lao-return-home-03162022212347.html

๓๕

ทมี่ า https://www.bangkokbanksme.com/en/laos-gdp-asian
ทม่ี า https://board.postjung.com/988046

๓๖

อ้างอิง

1 มหาวิทยาลยั บรู พา. ม.ป.พ. “บทที่ ๔ ทศั นะของไทยทมี่ ตี ่อลาว และ ทัศนะของลาวท่มี ตี ่อไทย”
การศกึ ษาเร่ืองทัศนะระหว่างไทยกบั ลาว. เขา้ ถงึ ข้อมูลได้จาก http://digital_collect.lib.buu.
ac.th › files › chapter4 วันที่สืบคน้ ข้อมลู 6 ตุลาคม 2565.
2 ภาณุพงศ์ ธงศร.ี 2562. นริ าศทัพเวียงจันท์ : ความงามของเวียงจนั ทน์ก่อนโดนทาลาย. เข้าถงึ
ข้อมูลได้จาก http://digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/files/52810090/chapter4.pdf
วนั ทส่ี ืบค้นข้อมลู 6 ตลุ าคม 2565.
3 เว้าพืน้ ประวัติศาสตร.์ 2564. ปรศิ นาพระธาตุขาวและเจดยี ป์ ราบเวยี ง ในคา่ ย นรข.อาเภอ
ศรีเชียงใหม่. เข้าถงึ ขอ้ มูลไดจ้ าก https://m.facebook.com/100654875312609/posts/
112666964111400/ วันที่สืบค้นขอ้ มูล 6 ตลุ าคม 2565.
4 สทิ ธิพร ณ นครพนม. 2547. “เวยี งจันฝงั่ ไทย เชยี งใหมภ่ าคอีสาน” ศลิ ปวัฒนธรรม ฉบบั
มกราคม 2547. เข้าถงึ ขอ้ มูลได้จาก https://www.silpa-mag.com/history/article_7032
วันที่สบื ค้นข้อมูล 6 ตุลาคม 2565.
5 ภาณุพงศ์ อดุ มศิลป์. 2559. “ทศั นะของชาวไทยพวนในวรรณกรรมนิทาน : มมุ มองท่ีมีตอ่
กลุ่มของตนเองและกลุ่มชาติพันธอ์ุ น่ื ” วารสารปาริชาต มหาวทิ ยาลัยทักษิณ. ปีที่ 29 ฉบบั ที่ 1
(เมษายน – กันยายน 2559). เข้าถึงข้อมูลได้จาก ThaiJohttps://www.tci-thaijo. org ›
article › download วนั ที่สบื ค้นข้อมลู 6 ตุลาคม 2565.
6 ประทีป ชุมพล. 2554. ไทยในประวตั ิศาสตร์ชนชาตลิ าว (1). เขา้ ถึงขอ้ มูลได้จาก
https://mgronline.com/daily/detail/9540000026789 วนั ทส่ี บื ค้นขอ้ มลู 6 ตลุ าคม
2565.
7 ดลุ ยภาค ปรีชารชั ช. ม.ป.พ. ความหลากหลายทางชาติพนั ธุ์กบั การอยรู่ ว่ มกันเปน็ ประชาคม
อาเซยี น. สาขาเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้ศึกษา คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์.
เขา้ ถึงข้อมลู ได้จาก https://www.sac.or.th/databases/ethnicredb/news_detail.
php?id=1279 วนั ทส่ี บื คน้ ขอ้ มูล 6 ตลุ าคม 2565.


Click to View FlipBook Version