กลุ่มชาติพันธุ์ภูไท – กลุ่มชาติพันธุ์ไทพวน ดร.อภิรัชศักดิ์ รัชนีวงศ์ ในประเทศไทย คำว่า “คนไทย” หมายถึงใคร, คำว่า "ไท" กับคำว่า "ไทย" ๑ ตามความหมายของพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความไว้ว่า คำว่า "ไท" หมายถึง ไทย, ผู้เป็นใหญ่, ชนชาติไท, ความมีอิสระในตัว, ความไม่เป็นทาส ส่วนคำว่า "ไทย" หมายถึง ชื่อประเทศไทย แล้วคำว่า "ไท" มีที่มาที่ไปอย่างไรถึงมีความหมายว่า "อิสระ" และคำว่า "ไทย" ทำไม ต้องเติม ย. เพิ่มจากคำว่า "ไท"?, ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ที่เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ได้อธิบายว่า ชาวสยามเรียกตนเองว่า "ไทย" ซึ่งแปลว่า "อิสระ" ไม่เรียกตนเองว่า “ชาวสยาม” ซึ่งดูเหมือนว่าคำนี้จะเป็นคำที่ชาวต่างชาติ นิยมใช้เรียกผู้คนในย่านนี้ ลา ลูแบร์ บันทึกไว้ว่า "คำว่า สยาม (siam) นั้น ไม่เป็นที่รู้จักของชนชาวสยาม เป็นคำที่พสกปอรตุเกศซึ่งอยู่ใน ชมพูทวีปใช้เรียก ยากที่จะสืบได้ว่ามีต้นเค้ามาจากคำว่ากระไร. พวกปอรตุเกศใช้เรียกเป็นนาม ประชาชาติ ไม่ใช่นามแห่งราชอาณาจักร... อนึ่ง ผู้ที่รู้ภาษาปอรตุเกศนั้น ย่อมจะรู้ดีว่าการเขียนว่า Siam กับ Siaô นั้น อ่านออกเสียงเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งถ้าจะเทียบภาษาฝรั่งเศสกับภาษาปอรตุเกศ แล้ว เราก็จะต้องเรียกว่า ชาวซิออง (Sions) แทนที่จะเรียกว่า ชาวสยาม เพราะเมื่อปอรตุเกศเขียนคำ ชาวสยามในภาษาละติน ก็ใช้เรียกว่า ชาว Sions อยู่ ชาวสยามเรียกตนเองว่า ไทย (Tàï) แปลว่า อิสระ อันเป็นความหมายตามศัพท์ในภาษาของ พวกเขาอยู่ในปัจจุบัน... ผู้ที่รู้ภาษาพะโค ยืนยันว่า สยาม แปลว่า อิสระ ในภาษานั้นเหมือนกัน ฉะนั้น พวกปอรตุเกศจึงน่าจะนำเอาคำ ๆ นี้มาใช้เรียกชาวสยามก็เป็นได้ เพราะได้รู้จักชาวสยามจากปากคำ ของชาวพะโค (มอญ) อนึ่ง นาวาร์แรต (Navarrete) ได้กล่าวไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งราชอาณาจักรจีน ตอนที่ 1 บทที่ 5 ว่า คำว่า สยาม ที่เขียน เสียน (Sian) นั้น มาจากคำสองคำ คือ เสียนโล้ (Sien Lô) แต่มิได้บอกไว้ว่าคำสองคำนี้หมายความว่ากระไร และมาจากภาษาไหน แม้จะได้สรุปเอาว่าเป็นคำที่ ชาวจีนใช้เรียก เมืองไทย (Meüang Tàï) จึงเป็นนามที่ชาวสยามใช้เรียกราชอาณาจักรสยาม (เพราะคำว่า เมือง แปลว่า ราชอาณาจักร) และคำ ๆ นี้ เขียนอย่างง่าย ๆ ว่า Muantay... ส่วนเมือง สยามนั้น ชาวสยามเรียกว่า ศรีอโยธยา (Si-yo-thi-ya)... ลางทีพวกเขาก็เรียกเมืองสยามว่า กรุงเทพพระมหานคร (Crung-thé-paprà-maha-nacôn)
๒ ที่มา https://www.facebook.com/SilpaWattanatham/photos/a.140180076111393/2787706684692039/?type=3 อนึ่ง ชาวสยามที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงนี้ เรียกตนเองว่า ไทยน้อย (Tàï-nôë, Siams-Petits) และ ตามที่ข้าพเจ้าได้ยินมา ก็ยังมีชนอีกจำพวกหนึ่งซึ่งยังป่าเถื่อนอยู่มาก เรียกกันว่า ไทยใหญ่ (Tàï-yàï, Siams-grands) และตั้งสำนักหลักแหล่งอยู่ตามภูเขาทางภาคเหนือ ข้าพเจ้าได้อ่านพบในจดหมายเหตุ หลายฉบับกล่าวถึงแว่นแคว้นอาณาจักรสยามณ (Siammon) หรือสยามี (Siami) แต่เอกสารเหล่านั้น มิได้ลงความเห็นไปในทำนองที่ว่าชนชาติเหล่านี้เป็นคนป่าเถื่อนแต่ประการใด." สันนิษฐานว่า คำว่า "สยาม" และ "ชาวสยาม" ถูกเรียกโดยชาวต่างชาติ ในขณะที่คน กรุงศรีอยุธยา จะเรียกตนเองว่า ไทมากกว่า คำว่าสยามถูกนำมาใช้ในราชการอย่างเข้มข้นก็เมื่อสมัย รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งในอดีตก่อนหน้านั้น ชนชั้นผู้ปกครองไม่ได้ให้ความสนใจใช้คำนี้ เท่าใดนัก
๓ สังฆราชปัลเลอกัวซ์ พระสหายในรัชกาลที่ 4 ได้จัดทำพจนานุกรมภาษาไทย-ฝรั่งเศส-อังกฤษ เล่มแรก ได้ให้ความหมายของคำว่า "ไทย" หมายถึง libre, les Thai, les Siamios (ฝรั่งเศส) และ free, the Thai, the Siamese (อังกฤษ) ทั้งนี้ สังฆราชปัลเลอกัวซ์เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ลงไปสัมผัส ใกล้ชิดกับผู้คนระดับชนชั้นผู้ถูกปกครอง ท่านจึงอธิบายคำว่า Siamios หรือ Siamese เพิ่มเติมว่า เป็น "คำที่ไม่ใช้แล้ว" ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในระดับชนชั้นผู้ถูกปกครองเรียกตนเองว่า "ไท" มาโดยตลอด แต่ในราชสำนักนิยมใช้คำว่า สยาม ทั้ง ลา ลูแบร์ และสังฆราชปัลเลอกัวซ์ ต่างก็ให้ความหมายคำว่า "ไท" ว่าหมายถึง "อิสระ" หรือ "เสรี" แต่แท้จริงแล้วคำ ๆ นี้มีความหมายเช่นนั้นมาตั้งแต่แรกหรือ? แน่นอนว่าคำว่า "ไท" หมายถึงชนชาติ "ไท" หรือ "ไต" จิตร ภูมิศักดิ์ สืบสาวหาความหมายดั้งเดิมของคำว่า "ไท" จนค้นพบว่าหมายถึง "คนสังคม" หรือ "คนเมือง" กระทั่งได้พัฒนาเปลี่ยนจากความหมายเดิมมาสู่ความหมายใหม่ว่า "เสรีชน" ซึ่งเกิดขึ้น ในยุคที่สังคมได้พัฒนาไปสู่ระบอบการผลิตที่มี "ข้า" หรือ "ทาส" จิตรได้อธิบายว่า เริ่มจากการที่เผ่า "ไท" มีข้าหรือทาสเป็นคนต่างเผ่า ทำให้เกิดสำนึกในเผ่า "ไท" ขึ้น นั่นคือ "ไท" หรือ "ไต" เป็นเสรีชน เป็นผู้ที่ไม่ได้ตกเป็นข้าหรือทาส ต่อมาคนเผ่า "ไท" เดียวกันเองบางคนได้กลายเป็นข้าหรือทาส ถูกจัดให้เป็นพวกไม่มีอิสระ ไม่เป็น "ไท" แม้จะเป็นคนในเผ่า "ไท" เช่นเดียวกัน แต่ไม่เป็น "ไท" แก่ตัว นี่จึงทำให้เกิดสำนึกใหม่ของการเปลี่ยนความหมายของคำว่า "ไท" ต่อมา ในยุคที่เผ่าไทในลุ่มแม่น้ำยมสามารถปลดแอกจากเขมร จิตรอธิบายว่า ทำให้ "จิตใจ ของสังคมย่อมปรารถนาประกาศความเป็น ไท คือเป็นเสรีชนที่ไม่ต้องเป็นทาส ฉะนั้น ชนเผ่าไท แห่งสุโขทัยจึงเรียกตนเองว่า ไท อย่างรู้สึกภาคภูมิใจสุด เมืองไท จึงมีความหมายเป็น เมืองแห่ง เสรีภาพ คำว่า ไท จึงพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง คือหมายถึง ความเป็นอิสระ หรือเสรีภาพ..." ซึ่งปรากฏ คำว่า "ไท" ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแห่งอยู่หลายแห่ง ดังนั้น คำว่า "ไท" นอกจากจะหมายถึง ชนชาติไทแล้ว ยังหมายถึงเมืองของเสรีชนที่ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ นั่นคือเมืองที่เป็นเอกราช นอกจากนี้คำว่า "ไท" ยังพัฒนาความหมายต่อไปอีก มีความหมายว่า "ผู้เป็นใหญ่" ซึ่งพัฒนา มาจากพื้นฐานสังคมที่ว่า ชนชาติไทได้เป็นใหญ่เหนือสังคม เป็นชนชั้นปกครอง ลักษณะเดียวกับ การกำเนิดของคำว่า "ลาว" จิตรได้สรุปพัฒนาการของคำว่า "ไท" ตามลำดับดังนี้(๑) เป็นชื่อชนชาติ ตระกูลภาษาไท-ไต มีความหมายดั้งเดิมว่า คนสังคม หรือคนเมือง (๒) เป็นชื่อวรรณะหรือฐานันดร ทางสังคม ซึ่งแปลว่า เสรีชน (๓) เป็นคำวิเศษณ์แปลว่า อิสระ, เอกราช (๔) เป็นคำวิเศษณ์และคำนาม แปลว่า ผู้เป็นใหญ่ จิตรเชื่อว่า ชื่อของชนชาติไทมีพัฒนาการของความหมายมาทีละขั้น ตามสภาพชีวิตในสังคม ที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ไม่ใช่คงความหมายสำเร็จรูปมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ส่วนคำว่า "ไทย" ที่มี "ย." นั้น เกิดจากความเฟื่องฟูของภาษาบาลีและสันสกฤต เพราะแต่เดิมภาษาบาลีไม่มีสระ ไอ
๔ แต่ก่อนเขียนคำว่า "ไท" ในภาษาบาลีว่า เทยฺย เมื่อจะเขียนเป็นภาษาไทย จึงเอา ย. พ่วงท้าย เข้าให้ด้วย ไท+ย. จึงเป็นคำว่า "ไทย" ความคลั่งไคล้ภาษาบาลีนี่เองจึงทำให้ "ไทย" มี ย. ติดมาจนถึง ทุกวันนี้ ที่มา https://theactive.net/data/get-to-know-the-indigenous-peoples-of-thailand/#:~:text=%E2%80%9C
๕ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)๒ ได้จัดทำฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศ ไทย ขึ้นตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2541 มีการแนะนำกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งสิ้น 36 กลุ่ม โดยมีการจำแนก กลุ่มชาติพันธุ์ตามตระกูลภาษา 5 ตระกูล คือกลุ่มตระกูลภาษาไท-กะได กลุ่มตระกูลภาษาออสโตร เอเชียติก กลุ่มตระกูลภาษาจีน-ทิเบต กลุ่มตระกูลภาษาออสโตรเนเชี่ยน กลุ่มตระกูลภาษาม้ง-เมี่ยน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งมีความหลากหลายมากขึ้น ในปี พ.ศ.2552 ทำการปรับ ชื่อเรียกชาติพันธุ์ (Ethnonym) ตามที่คนในใช้เรียกตนเอง (Endonym หรือ Autonym) เพราะชื่อที่ คนอื่นเรียก (exonym) มักจะมีนัยความหมายไปในทางเหยียดหยามและมีอคติ ทำให้กลุ่มที่ถูกเรียก ด้วยชื่อเหล่านั้นไม่พึงพอใจ ที่มา https://theactive.net/data/get-to-know-the-indigenous-peoples-of-thailand/#:~:text=%E2%80%9C
๖ “ชนเผ่าพื้นเมือง หรือ กลุ่มชาติพันธุ์”๓ มีความหมายเดียวกัน พอพูดถึงคำนี้ สิ่งที่คนทั่วไปมัก นึกถึง คือ “ชาวเขา” บนดอยสูงภาคเหนือ หรือไม่ก็ “ชาวเล” ที่ลอยเรืออยู่ทางภาคใต้“ชนเผ่า พื้นเมือง” หรือ “กลุ่มชาติพันธุ์” มีชื่อเรียกหลากหลาย เฉพาะที่ขึ้นทะเบียนกับสภาชนเผ่าพื้นเมือง ประเทศไทย มีมากกว่า 40 กลุ่มชาติพันธุ์ คือกะเหรี่ยง, กะเลิง, กูย, ขมุ, คะฉิ่น, ชอง, โซ่ทะวึง, ญ้อ, ญัฮกุร, ดาราอาง, ไตหย่า, ถิ่น, ไทเขิน/ไทขืน, ไทพวน, ไทยวน, ไทยอง, ไทลื้อ, ไทยใหญ่, บรู, บีซู, ปลัง, ภูไท, ม้ง, มานิ, มลาบรี, เมี่ยน, มอญ, มอแกลน, มอแกน, โย้ย, ลเวือะ (ลัวะ), ลาหู่, ลาวคั่ง, ลาวแง๊ว, ลาวโซ่ง (ไทยดำ), ลาวเวียง, ลีซู, แสก (แถรก), โส้ (โทร), อาข่า, อึมปี, อูรักลาโว้ย ในครั้งนี้ขอนำเสนอกลุ่มชาติพันธุ์ภูไทและชาติพันธุ์พวน เนื่องจากบางคนบอกว่า เป็นกลุ่ม ชาติพันธุ์เดียวกัน เพราะภาษาพูดคล้ายกัน หรือแยกภาษาพูดไม่ออก จึงเหมารวมว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เดียวกัน และผู้เขียนเป็นชาติพันธุ์พวน จึงถือโอกาสนี้นำเสนอกลุ่มชาติพันธุ์ภูไทและกลุ่มชาติพันธุ์ พวน ที่มา https://board.postjung.com/1064472
๗ ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์: ภูไท๔ ชื่อเรียกตนเอง: ผู้ไท, ภูไท ชื่อที่ผู้อื่นเรียก: ผู้ไท ภาษาที่ใช้พูดและ เขียน: ภาษาภูไทเป็นภาษาไทภาษาหนึ่งและเหมือนกับภาษาลาว เพราะชาวภูไทไม่มีอักษรของตนเอง ต้องยืมตัวอักษรของชาวลาว ภาษาภูไทจึงกลมกลืนกับภาษาลาว การเขียนตัวอักษรชาวภูไทจึงมีการ ประยุกต์วิธีการเขียนของชาวลาว มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์: “ผู้ไท” จัดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มี ประชากรมากเป็นอันดับสอง รองจากกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ส่วนใหญ่อาศัยในจังหวัดสกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ บางส่วนตั้งบ้านเรือนอยู่ที่จังหวัดมุกดาหาร อำนาจเจริญ และยโสธร ภาษาพูดของชาวภูไทอยู่ในกลุ่มตระกูลไต-กะได มีการแต่งกาย ประเพณี วัฒนธรรม และภาษาพูดเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง นิยมเรียกแทนกลุ่มชาติพันธุ์ตนเองว่า “ภูไท” หรือ “ผู้ไท” ส่วนความหมายของชื่อเรียกนั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าหมายถึงอะไรหรือมีที่มาจากสิ่งใด กันแน่ เมื่อความหมายเกี่ยวกับชื่อยังคงเลื่อนไหลจึงมักมีผู้รู้พยายามคาดการณ์ สันนิษฐานจากข้อมูล หลายชุด “ภูไท” หมายถึง คนเผ่าไทที่อาศัยอยู่บนภูหรือภูเขาหรือที่สูง ตามตำนานเล่าว่าคนภูไท มีถิ่นกำเนิดจากเมืองแถงหรือแถนหรือเมืองเดียนเบียนฟูในประเทศเวียดนามปัจจุบัน ลักษณะ ภูมิประเทศของเมืองแถนเป็นพื้นที่หุบเขาสูง ดังนั้น เกรียงไกร หัวบุญศาล. (ม.ป.ป.) จึงเสนอว่า การเรียก “ภูไท” น่าจะมีความหมายที่ตรงกับลักษณะภูไทเป็นอย่างยิ่ง เพราะอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นภูเขา คนภูไทเรียกภูเขาว่า “ภู” การที่เรียกว่า “ภูไท” จึงน่าจะหมายถึงคนเผ่าไทที่ชอบอาศัยอยู่บนภู หรือบริเวณภูเขาตามลักษณะภูมิประเทศแบบเดิมที่จากมา รวมถึงเมื่อพิจารณาจากอาชีพที่คนภูไท นิยมทำสืบทอดกันมาคือ การทำนา ทำไร่และทำสวน เมื่ออพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย คนภูไท มักเลือกอาศัยอยู่บริเวณที่ราบลุ่มเหมาะแก่การเพาะปลูก เมื่อเสร็จฤดูทำนาก็จะนิยมทำสวนทำไร่ การเรียกว่า “ภูไท” น่าจะถูกกว่า “ผู้ไท” รวมถึงคนภูไทจะเรียกตนเองว่า “ภูไท” ไม่เรียก “ผู้ไท” สาเหตุที่คนนอกชุมชนเรียกคนภูไทว่า “ผู้ไท” น่าหมายถึง “คนไท” หรือ “คนผู้เป็นคนไท” เมื่อเทียบ ความหมายตามหลักภาษาไทยพบว่า คำว่า “ผู้” หมายถึง คน ดังนั้น การถูกเรียกว่า “ผู้ไท” จึงหมายถึง “คนไท” อย่างไรก็ตาม ถวิล เกสรราช (2512 อ้างถึงใน เกรียงไกร หัวบุญศาล (ม.ป.ป.) ได้แสดงทัศนะว่าเราควรเรียกชนกลุ่มนี้ว่า “ผู้ไท” เพราะตามประวัตินั้นคนผู้ไทไม่ได้อาศัยอยู่ตาม ป่าเขาแต่อย่างใด มีแต่ ข่า แจะ แม้ว เย้า เท่านั้นที่มีถิ่นฐานและทำมาหากินอยู่ตามภูเขา ถึงแม้ว่า พงศาวดารเมืองแถงจะชี้ว่าสิบสองจุไทมีภูเขาอยู่หลายลูก แต่ผู้ไทยก็ไม่ได้อาศัยอยู่บนภูเขา พวกเขา อาศัยเลี้ยงชีพอยู่พื้นราบ ดังนั้นการเรียกชื่อและการเขียนจึงควรเป็น “ผู้ไท” ไม่ใช่ “ภูไท”
๘ คำว่า “ภูไท”๕ ในภาษาภูไทและภาษาอีสาน หมายถึง กลุ่มชนผู้ที่อาศัยตามแนวภูเขา แต่ภาคกลางมักเขียนว่า “ผู้ไทย” ซึ่งหมายถึง กลุ่มชนเชื้อชาติไทย ถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวภูไทอยู่ใน แคว้นสิบสองจุไทย หรือแคว้นสิบสองปันนา (ดินแดนส่วนเหนือของลาว และ เวียดนาม ซึ่งติดต่อกับ ดินแดนภาคใต้ของจีน) ในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 2 (เจ้าองค์หล่อ) แห่งราชอาณาจักร เวียงจันทน์ ได้มีหัวหน้าชาวภูไทซึ่งมีนามว่า พระศรีวรราช ได้มีความดีความชอบในการช่วยปราบกบฏ ในนครเวียงจันทน์จนสงบราบคาบ กษัตริย์เวียงจันทน์ จึงได้ปูนบำเหน็จ โดยพระราชทานพระราชธิดา ชื่อนางช่อฟ้า ให้เป็นภรรยา ในกาลต่อมาจึงได้แต่งตั้งให้บุตรซึ่ง เกิดจากพระศรีวรราช หัวหน้า ชาวภูไท และเจ้านางช่อฟ้ารวม 4 คน แยกย้ายกันไปปกครองหัวเมืองชาวภูไท คือ เมืองสบแอก เมืองเชียงค้อ พร้อมกับอพยพชาวภูไทลงไปทางใต้ของราชอาณาจักรเวียงจันทน์ เป็นเมืองวัง เมืองตะโปน(เซโปน) อันเป็นถิ่นกำเนิดของชาวภูไท (เรียบเรียงจากลายพระหัตถ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระเจ้าประดิษฐาสารี ในหนังสือชื่อพระราชธรรมเนียมลาว ซึ่งพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2479) พระองค์เป็นพระราชธิดาของรัชกาลที่ 4 และเจ้าจอมมารดาดวงคำ (เจ้าจอม มารดาดวงคำ เป็นราชนัดดาของเจ้าอนุวงษ์เวียงจันทน์) ต่อมาชาวภูไทได้แยกย้ายออกไปตั้งเป็นเมืองพิน เมืองนอง เมืองพ้อง เมืองพลาน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในแขวงสะหวันนะเขต ของประเทศลาว ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าอนุวงษ์เวียงจันทน์เป็นกบฏต่อกรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ.2369 เมื่อกองทัพไทยยกขึ้นไปปราบปรามจนสงบราบคาบแล้วทางพระนคร มีนโยบายจะ อพยพชาวภูไท ข่า กะโซ่ กะเลิง ไทดำ ไทพวนฯลฯ จากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้มาตั้งบ้านตั้งเมืองอยู่ทาง ฝั่งขวาแม่น้ำโขง(ภาคอีสาน) เพื่อมิให้เป็นกำลังแก่เวียงจันทน์และญวนอีก ปัจจุบันชาวภูไทได้กระจัดกระจายอาศัยในจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสาน ส่วนมากในจังหวัด มุกดาหาร กาฬสินธุ์ สกลนคร และนครพนม และบางส่วนในจังหวัดร้อยเอ็ด อุดรธานี ยโสธร อำนาจเจริญ หนองคาย และอุบลราชธานี ที่มา https://esan108.com/
๙ ที่มา https://esan108.com/ การฟ้อนภูไท 3 เผ่า๕ เป็นการนำเอามรดกทางวัฒนธรรมของชาวภูไทที่อาศัยอยู่ในบริเวณ เทือกเขาภูพานซึ่งได้ยกมา 3 จังหวัด คือกาฬสินธุ์ สกลนคร และนครพนม มาเปรียบเทียบในเชิงการ จัดการแสดงทางด้านนาฏกรรม อันเนื่องมาจากชาวภูไททั้งสามกลุ่มนี้มีรูปแบบและ เอกลักษณ์ของ ตนเองที่แตกต่างกัน ในปี พ.ศ. 2522 กรมศิลปากรมีนโยบายที่จะเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอีสาน จึงได้จัดส่งคณาจารย์พร้อมนักเรียนจากวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด ลงพื้นที่ภาคสนามในจังหวัด กาฬสินธุ์ สกลนคร และนครพนม (ต่อมามีพื้นที่แยกตัวเป็นจังหวัดออกจากนครพนม คือมุกดาหาร) โดยรวบรวมเอาท่าฟ้อน กลอนลำ ดนตรีและการแต่งกาย จนเป็นผลงาน “ฟ้อนภูไท 3 เผ่า” ขึ้นมา ครั้งแรก ฟ้อนภูไท 3 เผ่า จะเริ่มจากการฟ้อนของชาวภูไทจังหวัดกาฬสินธุ์ ภูไทจังหวัดสกลนคร และ ภูไทจังหวัดนครพนม ในการฟ้อนภูไททั้ง 3 เผ่านี้ จะมีผู้ชายเข้ามาฟ้อนประกอบทั้งสามเผ่า มีการ แสดงการฟ้อนมวยโบราณต่อสู้แสดงเชิงมวยกันระหว่างเผ่า และตลอดจนการฟ้อนเกี้ยวพาราสีของ ชายหญิงอีกด้วย หลังจากนั้นไม่นานวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ ได้ประดิษฐ์ ฟ้อนภูไท 3 เผ่า ในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน คือ จะเริ่มการฟ้อนด้วยเผ่าสกลนครก่อน ตามมาด้วย ภูไทจังหวัดกาฬสินธุ์และภูไทจังหวัดนครพนม ซึ่งจะฟ้อนเฉพาะผู้หญิงล้วน สำหรับ “ฟ้อนภูไท 3
๑๐ เผ่า” ของชมรมนาฏศิลปและดนตรีพื้นเมือง (วงแคน) จะใช้วิธีการนำเสนอคล้ายกับฟ้อนภูไท 3 เผ่า ของวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด เพียงแต่มีท่าฟ้อนที่แตกต่างกันเล็กน้อย การแต่งกาย๕ เผ่ากาฬสินธุ์ หญิง สวมเสื้อแขนกระบอกสีดำแนวปกคอเสื้อและแนวกระดุมตกแต่งด้วย ผ้าแถบลายแพรวาสีแดง กุ๊นขอบลายผ้าด้วยผ้ากุ๊นสีเหลืองและขาว ประดับด้วยกระดุมเงิน ห่มผ้าสไบ ไหมแพรวาสีแดง นุ่งผ้าซิ่นมัดหมี่สีดำมีตีนซิ่น ผมเกล้ามวยมัดมวยผมด้วยฝ้ายภูไท หรือผ้าแพรฟอย และสวมเครื่องประดับเงิน ชาย สวมเสื้อสีดำมีการตกแต่งเสื้อด้วยแถบผ้าลายแพรวา นุ่งกางเกง ขาก๊วย ใช้ผ้าแพรวาแดงมัดเอว เผ่าสกลนคร หญิง สวมเสื้อแขนกระบอกสีดำแต่งขอบเสื้อด้วยผ้าแดง มีแนวกระดุมเงินเรียง ยาวตามแนวเสื้อ นุ่งผ้าซิ่นพื้นสีดำต่อตีนซิ่นขิดยาวกรอมเท้า ห่มผ้าสไบขิดทางไหล่ซ้ายแล้วไปมัด ที่เอวด้านขวา สวมส่วยมือยาว(เล็บ)ทำมาจากกระดาษหรือโลหะพันด้วยด้ายและมีพู่ที่ปลายเล็บสีขาว หรือแดง ผมเกล้ามวยมัดมวยผมด้วยฝ้ายแดง และสวมเครื่องประดับเงิน ชาย สวมเสื้อสีดำมีการ ตกแต่งเสื้อด้วยแถบผ้าแดง นุ่งกางเกงขาก๊วย ใช้ผ้าขิดแดงมัดเอว เผ่านครพนม (อำเภอเรณูนคร) หญิง สวมเสื้อแขนกระบอกสีครามแต่งของเสื้อด้วยผ้าแดง ที่กระดุมเงินมีสายคล้องเป็นคู่ ๆ พันเอวด้วยผ้าแดง นุ่งซิ่นสีครามยาวกรอมเท้า ไหล่ซ้ายพาดสไบ สีขาว ผมเกล้ามวยมัดมวยผมด้วยฝ้ายภูไทสีขาว และสวมเครื่องประดับเงิน ชาย สวมเสื้อสีครามมีการ ตกแต่งเสื้อด้วยแถบผ้าแดง นุ่งกางเกงขาก๊วยสีคราม ใช้ผ้าแพรขาวม้ามัดเอว เผ่านครพนม (อำเภอเรณูนคร) ที่มา https://esan108.com/
๑๑ กลอนลำภูไท 3 เผ่า ของวิทยาลัยนาฏศิลปะร้อยเอ็ด๕ เผ่ากาฬสินธุ์(บรรเลงลายภูไทใหญ่) โอ่เด้……โอ…นา โอ่เด้ อ้ายบ่าวภูไทเอย น้องนี่แหล่ว น้องนี่แนวนามเซอ ดอกสะเดอบานเข อ้ายบ่าวภูไทเอ้ย โอ่เด้ อ้ายมิเหลียวตาต้อง มองดายกะแล้วเปล่า บานมิมีผู้เก็บ บานมิมีผู้ฮ้อย สิคาต้นหล่น เหลิง น้อยลับเลอตาเบอแม่เจ้าแพง นอ…….. โอ่เด้ อ้ายบ่าวภูไทเอย น้องนี่แหล่ว น้องนี่มาคอยอ้ายคือนกเจ่าคอยหาปลา อ้ายบ่าวภูไท เอย น้องนี้แหล่ว น้องนี่มาคอยอ้ายคือนกทาคอยหาโค่ โอ๋เด๋ เพิ่นว่าโคกมิกว้าง คอยหาอ้ายกะมิเห็น เย็นทางเมอ …นอ…….. เผ่าสกลนคร (บรรเลงลายภูไทเลาะตูบ) ในท่อนนี้ไม่มีเนื้อร้อง ซึ่งจะบรรเลงลายเพียงอย่าง เดียว เผ่านครพนม (บรรเลงลายลมพัดพร้าว) โอ หนอ บ่าวภูไทเอย… บัดนี้ หันมาเว้า ลายภูไทกันสาก่อน สิลำติดกาพย์สร้อย ผญาน้อย ตื่มใส่กัน อ้ายเอย……… ชายเอย เพิ่นว่าสิบปีล่ำ เพิ่นว่าซาวปีล่ำ จั่งเห็นโองมายามมั่ง เพิ่นว่าข้าวขึ้นเล้า จั่งเห็นเจ้า แม่นเทือเดียว อ้ายเอย……… โอ หนอ บ่าวภูไทเอย… ชายเอย ไปบ่เมือนำน้อง แดนภูไทบ้านน้องอยู่ คันสิเมือนำน้อง ค่ารถมิให้เสียเด้ละอ้าย คันสิเมือนำน้อง ค่าเฮือมิให้จ้าง นางสิไปดอกเอาซ้างเมืองสุรินทร์มาให้ขี่ ไปบ่เล่าอ้าย ม่วนอีหลีตั้วเล่าอ้าย ไปเล่นถิ่นภูไท อ้ายเอย………….. โอ หนอ บ่าวภูไทเอย… ชายเอย ไผว่าเมืองภูไทฮ้าง อยากอันเชิญท่านไปเบิ่ง ฮ้างจั่งใด๋ ป่าไผ่ ยังส่วยล่วย ป่ากล้วยยังส่ายหล่าย มันสิฮ้างบ่อนจั่งใด๋ อ้ายเอย อ้ายเอย…………. กลอนลำภูไท 3 เผ่า ของวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ เผ่าสกลนคร (บรรเลงลายภูไทเลาะตูบ) ไปเย้อไป ไปโห่เอาชัยเอาซอง (ซ้ำ) ไปโฮมพี่โฮมน้อง ไปร่วมแซ่ฮ้องอวยชัย เชิงเขาแสนจน หนทางก็ลำบาก (ซ้ำ) ตัวข้อยสู้ทนยาก มาฟ้อนรำให้ท่านชม เผ่ากาฬสินธุ์(บรรเลงลายภูไทน้อย) โอ้ยนอ….ละบ่าวภูไทเอย ชายเอ๋ย อ้ายได้ยินบ่เสียงน้อง คองน้ำตาเอิ้นมาใส่ สาวภูไทไห้สะอื้น มายืนเอิ้นใส่พี่ชาย อ้ายเอย อ้ายเอย………… ชายเอย เห็นว่าสาวภูไทน้อง อยู่บ้านป่านาดอน หากินหนูกินแลน หมู่กระแตดอกเห็นอ้ม
๑๒ ซางมาตั๋วให้นางล้ม โคมหนามแล้วถิ่มปล่อย ทำสัญญากันเฮียบฮ้อย ซางมาฮ้างดอกห่างกัน อ้ายเอย…….. เผ่านครพนม (บรรเลงลายลมพัดพร้าว) ในท่อนนี้ไม่มีเนื้อร้อง ซึ่งจะบรรเลงลายเพียงอย่างเดียว ที่มา https://board.postjung.com/1064472 วันผู้ไทโลก ครั้งที่ 9 “ท่องเที่ยวสุขใจ วิถีผู้ไทเรณูนคร” ระหว่างวันที่ 16 – 18 กุมภาพันธ์ 2561๖ เมืองเรณูนคร เดิมชื่อว่า “เมืองเว” เป็นชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทที่เคลื่อนย้ายข้ามฝั่งโขง เข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนครั้งแรกในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 ส่วนใหญ่จะเป็นชาวผู้ไทที่อพยพมาจาก เมืองวัง ประเทศลาว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ “ท้าวสาย” ผู้นำกลุ่มชาวผู้ไทขึ้นเป็น “พระแก้วโกมล” เจ้าเมืองเวคนแรก และทรงยก บ้านเมืองหวายขึ้นเป็นเมืองเรณูนคร เมื่อราวปี พ.ศ. 2387 อายุเมืองเรณูนครมาจนถึงปัจจุบัน นับได้ 174 ปี มาแล้ว (๒๕๖๑) ลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา ชาวผู้ไทเรณูนครได้รังสรรค์งานประเพณี บนพื้นฐานวัฒนธรรมดั้งเดิมที่สืบทอดต่อกันมาในอดีต ทั้งพิธีกรรม “บายศรีสู่ขวัญ” ที่รับแขกบ้าน แขกเมืองผู้มาเยือนถึงใจในระดับขวัญ–วิญญาณ ไม่ใช่แค่รับแขก แต่มีขั้นตอนการ “รับขวัญ ผูกเสี่ยว – ผูกข้อ (มือ) ต่อแขน” ที่ละเอียดอ่อน เหมือนจะดองเป็นญาติมิตรกันเลยทีเดียว การละเล่น “ชนช้าง” หรือ “ดวลอุ” (เหล้าหมักในไห) ที่นำสาวเจ้าสุดสวยในชุดฟ้อนผู้ไท ลงมาประชันดูดอุด้วยหลอดยาว ๆ แข่งกับหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่แขกบ้านแขกเมืองผู้มาเยือนอย่างสนิท ชิดเชื้อ จนหลายหนุ่มเก็บอาการลุกลี้ลุกลนเอาไว้ไม่อยู่ บ้างก็ออกอาการครางเพลง “หนาวลมที่เรณู”
๑๓ กันแทบทุกรายไป หลายคนที่เคยไปเยือนเรณูนคร ก็มักจะกล่าวถึงความประทับใจในการต้อนรับขับสู้ แขกผู้มาเยือน ด้วยความงดงาม ความนุ่มนวลของสาวผู้ไทเรณูนคร ประกอบกับเครื่องแต่งกายของ สาวน้อยใหญ่ชาวเรณูที่ใช้ชุดสีน้ำเงินสดขลิบแดง มีผ้าเบี่ยงพาดไหล่สีขาว ประดับด้วยกุหลาบแดงสด สัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของผู้ไทเรณู ทัดดอกไม้ขาวที่มวยผม หรือชุดของสาวใหญ่ที่มีลายผ้าซิ่นสีออก ดำคราม ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้สาวผู้ไทเรณูนคร ดูโดดเด่นและแตกต่างจากสาวผู้ไทที่อื่น ๆ ที่มา https://board.postjung.com/1064472 ชาวผู้ไทเรณูยังมีประเพณีการฟ้อนรำที่เรียกว่า “ฟ้อนผู้ไท (ภูไท) เรณูนคร” ที่อาจถือได้ว่า เป็นเอกลักษณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งท่าฟ้อนผู้ไทมีท่าฟ้อนต่าง ๆ เช่น ท่าเตรียม ท่านกกระบาบิน ท่ากาเต้นก้อน ท่ารำม้วน ท่าฉาย ท่าลำเพลิน ท่ารำส่าย ท่ารำบูชา ท่าก้อนข้าวเย็น ท่าจระเข้ฟาดหาง ท่าเสือออกเหล่า การฟ้อนจะจัดเป็นคู่ ๆ ใช้ชายจริงหญิงแท้ เครื่องดนตรีประกอบด้วย แคน กลองกิ่ง กลองแตะ กลองยาว ฆ้องโหม่ง พังฮาด และกั๊บแก๊บ
๑๔ ที่มา https://board.postjung.com/1064472
๑๕ ที่มา https://board.postjung.com/1064472 นอกจากประเพณี พิธีกรรม รับขวัญ บายศรี ฟ้อนรำ ชนช้าง ดวลอุ ชาวผู้ไทเรณูนครยังมี อาหารประจำกลุ่มชาติพันธุ์ไท – ลาว ที่เรียกกันว่า “ ข้าวปุ้น” คือ “ขนมจีน” แบบที่พบเห็นกันทั่วไป แต่จะมีเส้นเล็กกว่า ราดด้วยน้ำยากะปิ (น้ำนัว) สูตรลับเฉพาะของเมืองเรณูนคร ที่มา https://board.postjung.com/1064472
๑๖ จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของการจัดเลี้ยงแบบผู้ไท เรียกกันว่า “พาแลง” หรือที่อาจแปลได้ว่า “ชวนมานั่งทานข้าวเย็นร่วมกันนะ” เป็นงานจัดเลี้ยงที่มีภาชนะจักสาน ที่เรียกว่า “โตก” แบบ ชาวเหนือ ภายในถาดจักสาน ก็จะมีอาหารพื้นเมือง ทั้ง แกงผักหวาน ส้มตำไทย ลาบหมู ไก่ย่าง ส้มตำ ปลานึ่ง ลาบประเภทต่าง ๆ ที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็น “ข้าวเหนียว” นั่งทานกันท่ามกลาง บรรยากาศการ ฟ้อนรำประกอบการนั่งล้อมวงรับประทาน พาแลงละ 5 – 6 คน ผู้ไทเรณูนคร นครพนม ผู้ไทโนนหอม สกลนคร ผู้ไทหนองสูง มุกดาหาร ผู้ไทคำม่วง กาฬสินธุ์ ที่มา https://board.postjung.com/1064472
๑๗ ผู้ไทบุ่งเลิศ ร้อยเอ็ด ผู้ไทกุดแข้ด่อน ยโสธร ที่มา https://board.postjung.com/1064472 ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=btWWB_N8L2Q
๑๘ ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์: ไทพวน๗ ชื่อเรียกตนเอง: พวน, ไทพวน ชื่อที่ผู้อื่นเรียก: ลาวพวน, ไทยพวน ภาษาที่ใช้พูดและเขียน: ภาษาไทย, ภาษาไท-กะได (ตระกูล South-western Tai) มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์: ชื่อที่เรียกตัวเอง พวน หรือ ไทพวน คนพวนจะนิยมเรียกตนเองว่า ไท-พวน หรือแม้แต่คนลาว (คนในประเทศสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว) ก็นิยมเรียกคนพวนว่า ไท-พวน ซึ่งหมายถึงคนพวน ลูกหลานที่ได้ สืบทอดเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่เป็นชาวพวนที่เกิดในประเทศไทยหลายชั่วอายุคนแล้ว จนได้ กลายเป็นราษฎรไทยโดยสมบูรณ์จึงเรียกตนเองว่า “ไทยพวน” และไม่นิยมเรียกคนพวนว่า ลาวพวน เนื่องจากคนพวนมีเอกลักษณ์ทางขนบธรรมเนียมที่แตกต่างจากลาว และมักเรียกคนลาวว่า ลาว (ชัชวาล สุคันธวิภัติ, 2539: 21 อ้างใน กาญจนรัตน์ แปลกวงศ์, 2554: 3) ชื่อที่ผู้อื่นเรียก ลาวพวน เป็นคำกลางทั่วไปที่ชาวบ้านในไทยเรียกกลุ่มพวนในไทย เพื่อขยาย ถึงแหล่งที่มาดั้งเดิมจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไทยพวน เป็นคำที่คนอีสานใน ประเทศไทยใช้เรียกชาวพวน ไทยพวนบ้านผือ อุดรธานี ที่มา https://www.facebook.com/ThaiPuanBanPhu/
๑๙ คนพวนพูดถึงตนเองว่าเป็นผู้มีความรักสงบ โอบอ้อมอารี ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา ขยันขันแข็ง ภาษาชาวพวนใช้ภาษาตระกูลไทลาวคล้ายกับไทอีสานทั่วไป๙ แต่มีสำเนียงใกล้เคียงไทย ภาคกลางกว่าเผ่าอื่นๆ จะสังเกตได้ว่าชาวลาวพวนในปัจจุบันนิยมเรียกตัวเองว่าไทยพวน เนื่องจากคำ ว่าไทยแสดงตัวตนของความเป็นชาติที่ต่างจากชาติพันธุ์ นั่นจึงหมายความว่าพวกเขาเป็นคนไทยเชื้อ สาย ลาวพวน หรือไทพวน ส่วนคำว่า “ลาวกะเลอ” นั้น เป็นคำเรียกที่มาจากสำเนียงของชาวลาว พวนที่มีเสียงพูดที่อุดมประด้วยสระเออ ซึ่งภาษาของลาวพวนจะต่างไปจากลาวเวียง เพราะมีความ คล้าย ภาษาพูดในภาษาผู้ไท หรือไทยล้านนา และคำศัพท์ส่วนใหญ่จะคล้ายกับภาษาไทยอีสาน แต่ ภาษาไทยพวนจะมีเสียง ญ เพิ่มเสียงนาสิกเข้าไปด้วย และจะไม่มีเสียง ช หรือ ฉ โดยจะออกเสียงเป็น ซ หรือ ส แทน ส่วนตัวรอเรือนั่นจะออกเสียงเป็น ฮอ และ ลอ แทน ดังนั้น ภาษาไทยพวนจึงไม่มีการ ออกเสียงควบกล้ำ ภาษาไทยพวนเมื่อออกเสียงอักษรกลาง เป็นพยัญชนะต้นชาวไทยพวนจะออกเสียง เป็น เสียงตรีและในคำตายเสียงสั้น คนไทยพวนจะออกเสียงสูง ส่วนเสียงจัตวา ชาวไทยพวนจะออก เสียงต่ำ ส่วนภาษาเขียนในอดีตชาวพวนจะใช้อักษรไทยน้อย จารึกเรื่องราวทางโลก นิทานพื้นบ้าน และใช้อักษรธรรมจารึกเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาลงในใบลาน ปัจจุบันพบได้น้อย (บุษยมาส แดงขำ,2556: 62-63) ภาษาของไทยพวน๘ ใช้ภาษาไทยแท้เสียงวรรณยุกต์ใกล้เคียงกับภาษา ภาคกลางมากกว่า เสียงของชาวภาคอีสานส่วนมาก เช่น แม่ก็ออกเสียงว่า แม่ ตรงกับภาษาภาคกลาง ไม่ใช่แหม่ น้ำก็ออกเสียงว่า น้ำ ไม่ใช่ น่าม เมื่อเทียบเคียงกับภาษาไทยสาขาอื่น เห็นว่าใกล้เคียงกับ ภาษาผู้ไทย หรือ ไทยภู และภาษาย้อ คือออกเสียงสระไอไม้ม้วนเป็นเสียงสระเออ เช่น ใต้ ออกเสียง เป็น เต้อ ให้ ออกเสียงเป็น เห้อ เป็นต้น ขนบธรรมเนียมประเพณีก็คล้ายคลึงกัน นับถือ พระพุทธศาสนามั่นคงเช่นเดียวกัน ภาษาไทย ภาษาไทยพวน พ่อ อี่พ่อ แม่ อี่แม่ จมูก ฮูดัง ฟัน แฮ้ว คุณเป็นคนบ้านไหน เจ้าเป็นไทบ้านเลอ ไปด้วยกันไหม ไปนำกันบ๊อ
๒๐ ที่มา https://www.museumthailand.com/th/museum/Thaiphuanbanphue ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=oQA1BJnmmtM
๒๑ ผู้สาวเชียงขวาง ทาดฝุ่น (ธาตุฝุ่น) เมืองคูน เเขวงเชียงขวาง สปป.ลาว ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=WputAZYOxqs ถิ่นฐานเดิมของชาวไทยพวน๘ ตามประวัติศาสตร์ย่อมเป็นที่ทราบกันดีว่า ชนชาติไทยเรานั้น มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในตอนใต้ของประเทศจีน แล้วได้ถอยร่นลงมาเป็นลำดับตามเหตุการณ์ต่าง ๆ จนกระทั่งได้มาตั้งอยู่ ณ ที่ปัจจุบันนี้ ชาวไทยพวนก็เป็นคนไทยสาขาหนึ่ง ดังข้อความในหนังสือ อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 1 หน้า 295 ซึ่งคุณถวิล เกษรราช นำมาลงไว้ใน หนังสือประวัติผู้ไทยตอนหนึ่งมีข้อความว่า "ชนชาติต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันนี้ นอกจากชาวไทยแล้ว ยังมีคนไทยสาขาอื่น ๆ อีกหลายสาขา เช่น ผู้ไทย พวน และโซ่ง ซึ่งเป็นคนไทย สาขาหนึ่ง เดิมผู้ไทย พวน และโซ่ง มีถิ่นฐานอยู่ทางฝั่งแม่น้ำโขงในประเทศลาว แขวงซำเหนือ และ แขวงเซียงขวาง พวกผู้ไทยมีอยู่ทางอีสานมีจังหวัดสกลนคร และนครพนม เป็นต้น ส่วนพวกพวนและ พวกโซ่งมีอยู่กระจัดกระจายเป็นแห่ง ๆ ทางภาคกลางมีจังหวัดสุโขทัย จังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดกาญจนบุรีเป็นต้น
๒๒ ไทยพวนปากพลี นครนายก ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/pr-news/biz2u/248494 ไทยทั้ง 3 พวกนี้มีลักษณะทางภาษาใกล้เคียงกันมาก แทบจะกล่าวได้อย่างกว้าง ๆ ว่าเป็น ภาษาไทยสาขาเดียวกัน แม้ชาวไทยพวนเอง เรียกพวกบ้านเดียวกันหรือต่างบ้านก็จะมีคำว่า "ไทย" กำกับด้วยเสมอ คล้ายกับประเทศพวกตนเองว่าเป็นคนไทยเช่น ไทยบ้านเหนือ ไทยบ้านกลาง ไทยบ้านใต้ ไทยบ้านหาดสูง ไทยบ้านใหม่ ไทยบ้านแม่ราก และเรียกคนต่างถิ่นว่าเป็นคนไทยด้วย เช่น ถ้าพบคนต่างถิ่น เมื่อต้องการทราบว่าเป็นคนบ้านไหนก็จะถามว่าท่านเป็นคนบ้านไหน (ภาษาไทย พวนว่า เจ้าเป็นไทยบ้านเลอ) ดังนั้น จึงเข้าใจว่าชาวไทยพวนคงจะมีถิ่นฐานรวมอยู่ ณ ที่แห่งเดียว กันด้วย ชาวพวน๙ เดิมมีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองพวน แขวงเมืองเชียงขวาง ประเทศลาว ทางภาคอีสาน เรียกว่า ไทพวน แต่ภาคกลางเรียกชนเผ่านี้ว่า ลาวพวน ชาวพวนได้กระจายตัวอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำงึม ของลาว สมัยกรุงธนบุรี เมื่อลาวได้รวมเป็นอาณาจักรพลเมืองฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงได้ถูกกวาดต้อนมา อยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ชาวพวนได้ถูกกวาดต้อนมาด้วย และมาอยู่ในจังหวัดอุดรธานี หนองคาย เลย พิจิตร แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย สิงห์บุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี และสระบุรี
๒๓ ที่มา https://petchpoom.com/ "พวน" ซึ่งเป็นคำเรียกชื่อชาวไทยสาขาหนึ่ง มีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองพวน แขวงเมืองเชียงขวาง ในประเทศลาว มีความหมายว่ากระไร เหตุไรจึงเรียกชื่อว่า "พวน" การค้นคว้าได้ตั้งคำถามที่จะค้นคว้า ไว้คือ "พวน, คนพวน, ชาวพวน, ไทยพวน, ลาวพวน" พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน อัขรานุกรม ภูมิศาสตร์ ปทานุกรม กระทรวงธรรมการซึ่งเลิกใช้แล้วแต่ก็ต้องผิดหวังเพราะไม่มีคำว่าพวน ซึ่งให้ ความหมายเป็นชื่อเรียกคนเลย มีแต่ เชือกเกลียว, แนว, รวงข้าวที่นวดแล้ว หรืออ้อยซึ่งหีบครั้งที่สอง" เมื่อความหมายไม่ตรงกับที่ผู้เรียบเรียงต้องการ จึงได้มีการค้นคว้าต่อจากการศึกษาทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น การสอบถาม หรือการค้นคว้าได้ความหมายว่า คำว่า "พวน" เป็นชื่อของคนไทยสาขาหนึ่ง ซึ่งทาง ภาคอีสานเรียกว่า "ไทยพวน" แต่ภาคกลางเรียกว่า "ลาวพวน" คำว่า "พวน" นี้เป็นสมญาของไทยสาขา หนึ่งก็คงทำนองเดียวกันเรียกชื่อกันตามถิ่นที่อยู่ ไทยสาขานี้ส่วนใหญ่อยู่ที่แขวง เชียงขวาง ประเทศ ลาว ถิ่นที่อยู่ของชาวไทยพวนนอกจากที่เชียงขวางแล้ว ยังกระจัดกระจายไปอยู่ที่อื่นอีกทั่วบริเวณ ลุ่มน้ำงึมในเขตประเทศลาว เช่น บ้านหาดสวนพันทอง ตาลเปี่ยว หาดเสี้ยว บุ่งพร้าว ตลิ่งชันบ้านเกิด ฯลฯ
๒๔ ไทพวนบ้านผือและบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ที่มา https://board.postjung.com/1041786 สมัยกรุงธนบุรี เมื่อประเทศลาวได้รวมเป็นอาณาจักรเดียวกันกับประเทศไทยจนถึงสมัย กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 พลเมืองทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงได้ถูกกวาดต้อนมาอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขง หลายท้องถิ่นด้วยกัน ทั้งภาคอีสาน และ ภาคกลาง คนไทยพวนได้ถูกกวาดต้อนมาด้วย และได้กระจัด กระจายไปอยู่ในที่ต่าง ๆ ทั้ง 2 ภาค ภาคอีสาน เช่น อำเภอผือ จังหวัดอุดรธานี ภาคกลาง เช่น จังหวัดพิจิตร จังหวัดสุโขทัย ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก และอื่น ๆ สิ่งที่น่า สังเกตอีกอย่างหนึ่ง คือคนเหล่านี้เมื่อถูกกวาดต้อนมาพร้อมกัน เช่น เมืองเรณูนคร เป็นต้น
๒๕ เฉพาะชาวบ้านหาดเสี้ยว คงเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่โตมาก นอกจากที่ตกค้างอยู่ในหมู่บ้านหาดเสี้ยวเดิม ประเทศลาวแล้ว ยังมาอยู่ที่ตำบลหาดเสี้ยว จังหวัดสุโขทัย และที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เฉพาะที่อำเภอแก่งคอย มีทั้งบ้านหาดเสี้ยวและบ้านตาลเปี่ยว แต่บ้านตาลเปี่ยว เปลี่ยนชื่อเป็น ตาลเดี่ยว ชาวไทพวน๙ ที่อพยพมาตั้งหลักแหล่งที่บ้านบุฮม และบ้านกลาง อำเภอเชียงคาน จ.เลย ถิ่น ฐานเดิมอยู่ที่เมืองเตาไห หลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อครั้งที่พวกจีนฮ่อ กุลา เงี้ยว รุกรานเมืองเตาไห ๔ พ่อเฒ่า คือ พ่อเฒ่าก่อม พ่อเฒ่าห่าน พ่อเฒ่าเพียไซ พ่อเฒ่า ปู่ตาหลวง เป็นผู้นำชาวพวนกลุ่มหนึ่ง อพยพออกจากหลวงพระบาง ล่องตามแม่น้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานที่ บ้านบุฮม ต่อมาผู้คนส่วนหนึ่งได้มาอยู่ที่บ้านกลาง อีกแห่งหนึ่งแล้วเรียกตัวเองว่า “ไทพวน” ชาวไทพวนนั้นมีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายแบบสังคม ชนบททั่วไป มีอาชีพเกษตรกรรม การทอผ้า การตีเหล็ก ทำเครื่องเงิน เครื่องทอง ไทยพวนบึงกาฬ ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=0BgqjaRNqiI สรุปว่า "พวน" เป็นชื่อเรียกคนไทยสาขาหนึ่ง ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่เมืองพวนแขวงเมืองเชียงขวาง ในประเทศลาว ที่เรียกชื่อว่า เมืองพวนเพราะตั้งอยู่ใกล้ภูเขาชื่อว่าภูพวน จึงได้ตั้งชื่อเมืองว่า เมืองพวน แล้วเอาชื่อเมืองมาเรียก เป็นชื่อคนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองนั้นว่าคนพวนหรือชาวพวน เพื่อแก้ความ ข้องใจของคนบางคนซึ่งอาจมีขึ้นได้ว่าก็เมื่อภูเขาชื่อว่า ภูพวน เหตุไรจึงไม่ตั้งชื่อเมืองภูพวน เรียกชื่อ คนว่าคนภูพวน หรือชาวภูพวนเล่าจึงขอชี้แจงเพิ่มเติมไว้สักเล็กน้อยคือ เพิ่มเติมทีเดียวอาจเป็นไป
๒๖ ไม่ได้ ต่อมาคำว่าภูก็ลบเลือนหายไปเรียกกันแต่เพียงว่าเมืองพวน อีกอย่างหนึ่ง คำว่า “ภูเขา” ชาว พวนกับชาวอีสาน ดูเหมือนจะใช้ตรงกันคือ คำสองคำนี้มีความหมายอย่างเดียวกัน คือภูก็คือเขา เขาก็ คือภู เวลาจะใช้ภูเขาก็ใช้แต่เพียงคำเดียวคือ คำว่าภูหรือเขา คำใดคำหนึ่ง ไม่ใช้สองคำรวมกัน เช่น ภู กระดึง ภูเขีย เขาพนมเพลิง เขาพลิ้ง เขาใหญ่ ถ้าเรียกตามภาษาภาคกลางก็เรียกว่า ภูเขากระดึง ภูเขา เขียว ภูเขาพนมเพลิง ภูเขาพลิ้ง ภูเขาใหญ่ ดังนั้น จึงสันนิษฐานว่าการตั้งชื่อเมืองพวน ท่านอาจไม่เอา คำว่าภูหรือเขาตั้งด้วย เอาแต่เพียงชื่อภูเขามาตั้งก็เป็นได้ มีตัวอย่างที่ชาวไทยพวนได้ตั้งกันมาแล้ว เช่น บ้านหมี่ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เมื่อชาวไทยพวนอพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในตอนแรก ก็ได้ตั้งชื่อว่า บ้านสนามแจง เพราะตั้งอยู่ใกล้ภูเขาชื่อว่าสนามแจง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของสถานีรถไฟบ้านหมี่ ทั้งนี้ได้ทราบจากผู้เฒ่าผู้แก่ชาวบ้านหาดเสี้ยวซึ่งมาเยี่ยมญาติบ้านสนามแจงเล่าให้ฟังว่า การตั้งชื่อ บ้านก็เอาชื่อภูเขามาตั้งไม่ได้เอาภูหรือเขามาตั้งด้วย จึงเรียกแต่เพียงว่า "บ้านสนามแจง" ต่อมา จึงเรียกว่า บ้านหมี่ จังหวัดที่มีไทยพวน จังหวัด พื้นที่ จังหวัดหนองคาย อ.ศรีเมืองใหม่ จังหวัดมหาสารคาม อ.โกสุมพิสัย จังหวัดอุดรธานี อ.บ้านผือ อ.หนองหาน จังหวัดบึงกาฬ อ.เมือง ต.วิศิษฐ์ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดสุโขทัย อ.ศรีสัชนาลัย หาดสูง หาดเสี้ยว บ้านใหม่ แม่ราก อ.สวรรคโลก บ้านคลองมะพลับ อ.บ้านด่านลานหอย บ้านวังหาด จังหวัดแพร่ อ.เมือง บ้านทุ่งโห้งเหนือ - ใต้ จังหวัดน่าน อ.เมือง บ้านห้วยเล็บมือ (เหล็บมืน) อ.ท่าวังผ่า บ้านฝ่ายมูล จังหวัดเลย อ.เชียงคาน บ้านบุฮม และบ้านกลาง จังหวัดพิจิตร อ.ตะพานหิน ทุ่งโพธิ์ วังทับค้อ วังลุ่ม ป่าแดง จังหวัดพิษณุโลก อ.วังทอง บ้านเข็ก จังหวัดอุตรดิตถ์ อ.เมือง บ้านปากฝาง ผาจุก
๒๗ จังหวัด พื้นที่ จังหวัดสุพรรณบุรี อ.บางปลาม้า ลานคา กกม่วง บ้านด่าน บ้านสูตร อุทุมพร บ้านหมี่ บ้านเก่า ดอกบัว ไผ่เดี่ยว เก้าห้อง มะขามล้ม จังหวัดสิงห์บุรี อ.พรหมบุรี เสาธงทอง กุฎีทอง โพธิ์เอน อุตมะพิชัย บางน้ำเชี่ยว โภคภิวัฒน์ จังหวัดสระบุรี อ.หนองโดน บ้านกลับ บ้านครัว บ้านคลอง คลองบุญ คลองโดน บ้านสร้าง จังหวัดลพบุรี อ.เมือง บ้านถนนใหญ่-แค โคกกระเทียม อ.บ้านหมี่ บ้านกลาง สว่างอารมณ์ ราษฎร์ธานี โบสถ์ โพนทอง เชียงงา บ้านกล้วย บ้านหมี่ใหญ่-น้อย บางกะพี้ใหญ่-น้อย สะเตยใหญ่-น้อย สำโรงใหญ่-น้อย หินปักใหญ่-เหนือ-ทุ่ง มะขามเอน-เฒ่า ทุ่งทะเลหญ้า เขาวงกต บ้านทราย วังวัดเหนือ-ใต้ คลองไม้เสียบ หัวเขา เนินยาว ดงพลับ ห้วยแก้ว หนองทรายขาว หลุมข้าว สระใหญ่ ไผ่ใหญ่ จังหวัดฉะเชิงเทรา อ.พนมสารคาม อ.สนามชัยเขต เมืองกลาง เมืองกลาย เมืองแมด หนองปรือน้อย หนองเค็ด หนองลี หนองยาว หนองเต่าชน หนองปลาตอง หนองน้ำดำ หนองเสือ หนองโพรง หนองแหน นาเหล่าน้ำ นาเหล่าบก จอมศรี จอมมะณี เชียงใต้ เตาเหล็ก เตาอิฐ มหาเจดีย์ ราชฮ้วง หัวกะสัง บ้านซ่อง บางพะเนียง ขุมข้าว โพธิ์ใหญ่ บ้านค้อ บ้านแล้ง ลาดกะทิง ดอนทะนา จังหวัดปราจีนบุรี อ.โคกปีบ อ.ศรีมหาโพธิ หัวชา หัวหว้า หัวนา หัวสระข่อย หายโศก โคกปีบ โคกวัด โคกพนมดี หนองเสือ หนองสะแก หนองเกด หนองนก หนองบ้าหมู หนองปรือ หนองเฮือ โพนไทร โพนกระเบา ดอนสับฟาก ดงกะทงยาม บ้านแล้ง คู้ลำพัน ไผ่ขาด ละเบาะไผ่ ปรือวาย ส้มแสง แปรงไผ่ เกาะกะต่าย ม่วงขาว ซำหว้า จังหวัดสระแก้ว อ.อรัญประเทศ บ้านระหัดตึก จังหวัดนครนายก อ.ปากพลี บ้านใหม่ ฝั่งคลอง ท่าแดง หนองแส หนองหูลิง คลองตะเคียน คลองคล้า เกาะกา แขมโค้ง สะแกซึง ขุมข้าว โพธิศรี กลางโสภา โพธิ์ทอง เกาะหวาย หนองหินแฮ่ อ.เมือง บ้านเขาแดง โนนบก เนินมะค่า โพธิ์งาม
๒๘ การแต่งกายของชาวไทพวน๙ ในอดีตผู้หญิง ใช้ผ้าคาดอกแทนการสวมเสื้อ นุ่งซิ่นตีนจก หรือ สีพื้นแทรกลายขวาง บางท้องถิ่นนิยมนุ่งซิ่นมัดหมี่ ผู้ชายนุ่งกางเกงขาก๊วยสีดำใส่เสื้อสีดำ และ ผ้านุ่งจูงกระเบน ผ้าขาวม้าพาดบ่า หรือคาดเอว ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่น ผ้าขาวม้ารัดนม เรียกว่า แห้งตู้ ทั้งชายหญิงไม่สวมเสื้อ แต่เวลาไปไร่นาต้องสวมเสื้อสีดำ หรือสีคราม หญิงสวมเสื้อรัดตัวแขนยาวถึง ข้อมือกระดุมเสื้อใช้เงินกลมติดเรียงลงมาตั้งแต่คอถึงเอว เด็กผู้ชายก็จะใส่กำไลเท้า เด็กผู้หญิงใส่ ทั้งกำไลมือกำไลเท้า ปัจจุบันผู้หญิงนิยมสวมเสื้อตามสมัยนิยม ส่วนคนสูงอายุมักสวมเสื้อคอกระเช้า ผู้ชายยังแต่งเหมือนเดิม ยังมีบางท้องถิ่นแต่งแบบไทย-ลาว เช่น จังหวัดลพบุรี ชัยนาท หนองคาย อุดรธานี ไทยพวน นครนายก ที่มา https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=raveetawan&month=08-018&date=25&group=9&gblog=60
๒๙ (๑) ไทยพวน ฉะเชิงเทรา (๒) ไทยพวน อุบลราชธานี (๑) ที่มา https://th-th.facebook.com/274474912684095/photos/277195772412009/ (๒) https://www.facebook.com/photo/?fbid=160374364113387&set=ecnf.100070005871945
๓๐ ไทยพวนบ้านผือ อุดรธานี ที่มา https://www.winnews.tv/news/7682 ไทยพวนบางน้ำเชี่ยว สิงห์บุรี ที่มา https://singburi.mots.go.th/news_view.php?nid=371
๓๑ ไทยพวน หนองคาย ที่มา https://www.facebook.com/groups/150038648398998/ ซุมข้าวแลง หนองคาย ที่มา https://nongkhai.cdd.go.th/2018/05/15/917
๓๒ ชาวพวน๘ นอกจากจะนับถือและยึดมั่นในศาสนาพุทธแล้ว ชาวพวนยังมีขนบธรรมเนียมและ ประเพณีเป้นเอกลักษณ์ของตนมาแต่โบราณ ชาวพวกนั้นเคร่งครัดต่อขนบธรรมเนียมและประเพรีของ ตนมากซึ่งได้ถือปฏิบัติมาตามแบบอย่าง บรรพบุรุษในรอบปีหนึ่งประเพรีของชาวพวนยังยึดถือและ ปฏิบัติกันมีดังนี้คือ (๑) เดือนอ้ายบุญข้าวจี่ เดือนยี่บุญข้าวหลาม (๒) เดือนสามบุญกำฟ้า เดือนห้าบุญ สงกรานต์(๓) เดือนหกบุญหมู่บ้าน เดือนแปดบุญเข้าพรรษา (๔) เดือนเก้าบุญห่อข้าว เดือนสิบเอ็ด บุญตักบาตรเทโว (๕) เดือนสิบสองใส่กระจาดเทศก์มหาชาติ สนุกแลฯ ประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติอีกหลายอย่าง เช่น ประเพณีกำฟ้า การแห่บั้งไฟ การเซิ้งนางแมว การลากกระดาน(กองข้าว) การสู่ขวัญข้าว ประเพณีกำเกียง ประเพณีใส่กระจาดหรือประเพณี เส่อกระจาด ประเพณีลงช่วง ประเพณีทานข้าวสะ การปลูกเฮือนพวน พิธีงานบวช วันขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ ในปัจจุบันประเพณีต่าง ๆ ของชาวพวนส่วนมากยังคงยึดถือปฏิบัติกันอยู่ บางประเพณีก็ได้เลิก ไปแล้ว บางประเพณีก็ได้ทำแบบไม่ต่อเนื่องกันกระทำเป็นบางครั้งบางคราวบางประเพณีก็มีปฏิบัติกัน ในเพียงบางจังหวัดเท่านั้น งานประเพณีแห่ช้างบวชนาค ไทยพวนบ้านหาดเสี้ยว สุโขทัย ที่มา https://www.finearts.go.th/ramkhamhaengmuseum/view/12178
๓๓ ที่มา https://esan108.com/ ฟ้อนไทพวน๙ ประดิษฐ์และออกแบบโดยชมรมนาฏศิลป์หนองคาย จากนั้น วิทยาลัยนาฏศิลป กาฬศิลป์ ได้นำไปเผยแพร่ต่อ การแต่งกาย เป็นแบบประยุกต์ด้วยชุดที่ได้รับอิทธิพลแบบไทลื้อ โดยมี เสื้อที่ดัดแปลงมาจากชุดไทลื้อ นุ่งซิ่นมุกต่อตีนจกแบบไทพวนแท้ๆ ใช้ผ้าขิดลายขาว-ดำ พันศีรษะ เพลงไทพวน โอ้น้อ..มื้อนี้แม้ เลิศล้ำ มื้อประเสริฐ ดีงาม เฮาจึงมีเวลาพบกัน คราวนี้ โอกาสดีนาง ได้ เดินทางมาต้านกล่าว ถามข่าวคราวพี่น้องทางพี้ผู้สู่คน พี่น้องเอย โอ้น้อ..ยามเมื่อมาพบพ้อ แสนชื่นสมใจ พี่น้องเอย พอสร้างไขวาจาสิ่งใดมาเว้า เฮียมขอเอามือ น้อมประนมกรละต้านต่อ ขอขอบใจพี่น้องทางพี้ผู้สู่คน พี่น้องเอย โอ้นอ..เฮานี่แม่นชาติเชื้อซาวเผ่าไทพวน พี่น้องเอย เนาอยู่เมืองเชียงขวางประเทศลาว ทางพุ้น กับทางพงศ์พันธุ์เซื้อ วงศ์วานคณาญาติ พากันเนาสืบสร้างทางพู้นคู่สู่คน พี่น้องเอย โอ้น้อ..เฮานี่แม่นชาติเชื้อสายเลือดเดียวกัน พี่น้องเอย มีหลายอันคือกันบ่ต่างกันพอน้อย คอยหล่ำแล สีหน้าอาภรณ์ ทุกสิ่งอย่าง ทุกท่าทาง ปากเว้าเสมอด้ามดั้งเดียว กันนั่นแหล่ว โอ้น้อ..ที่มีกาลฮับต้อน อย่างสมเกียรติจบงาม การอยู่กินไปมาสะดวกดี ทันด้าน สมว่าเป็น เมืองบ้าน เฮือนเคียงของน้องพี่ เฮียมได้เนาที่นี่เสมอบ้านแคมตน พี่น้องเอย
๓๔ โอ้น้อ..มาถึงตอนท้ายนี้ เฮียมขอกล่าวอวยพร ขอวิงวอนคุณพุทธ พระธรรมองค์เจ้า ขอให้มา นำเข้า บันดาลและหยู้ส่ง ขอให้พงศ์พี่น้อง อายุมั่นหมื่นปี เว้ามาฮอดบ่อนนี้เฮียมขอกล่าวลาลง ขอขอบใจพงศ์สาย โง้ ลุง อาว ป้า ที่ได้อดสาเยี้ยนฟังเฮา น้อต้านกล่าว หวังว่าคราวหน้าพุ้นคงสิได้ พบกัน พี่น้องเอย ลา..ลงท้อนี้..แหล่ว ๆ ฟ้อนไทพวน ที่มา https://esan108.com/ ที่มา https://jk.tours/tag/
๓๕ ที่มา https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=rouenrarai&month=03- 2009&date=06&group=1&gblog=21
๓๖ การละเล่นพื้นบ้านไทยพวน ได้แก่ นางกวัก นางสาก นางด้ง อาหารการกิน อาหารที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ปลาเต้น ทำมาจากปลาซิวสด ๆ น้ำพริกมะเด่น ทำมาจากมะเขือเทศ อาหารทั่วไปจะมีแกงแค คั่ว แจ่ว ส่วนประกอบของอาหารที่ใส่อาหารเกือบ ทุกประเภทจะมี น้ำปู ทำมาจากปู ปลาร้า ทำมาจากปลาโดยนำไปหมัก ออกไปหาปูหาปลาในนา ตามแม่น้ำยม หนองน้ำ กินอาหารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ กินผักตามรั้วบ้านนิยมกินผักนึ่งมากกว่าผักต้ม ผักที่ปลูกตามบ้านตามไร่ตามนา อาหารประเภทปู ปลาออกไปหาตามไร่ตามนา เอาไปแกงแค คั่ว แจ่ว ปลาเต้นที่ทำมาจากปลาซิวและน้ำพริกมะเด่นทำจากมะเขือเทศเป็นอาหารที่มีชื่อเสียงและ เป็นที่นิยมมากของคนไทยพวน เช่น แจ่วมะเด่น ฝอเขียด ตามจาง แกงยอดขี้เหล็ก อาชีพ (๑) อาชีพตีเหล็ก แต่ดั้งเดิมจริง ๆ ก็ตีเหล็ก ตีพร้า ตีมีดและก็ทำผ้าหม้อห้อม สมัยก่อน ไม่ได้เรียกทุ่งโฮ้ง แต่เป็น “บ้านทั่ง” หรือเรียกว่า “ทั่งโฮ่ง” เกิดจากทั่งที่มันโฮ้ง คือมันยุบลงไป เหมือนกับหนองน้ำ คำว่า โฮ่ง เหมือนกับน้ำขัง เป็นหลุมลงไป ต่อมาเพี้ยนมาก็เป็น ทุ่งโฮ้ง เหตุที่เลิกทำ เพราะคนทุ่งโฮ้งไปทำไม้หมด เลยไม่มีใครทำ มีทั้งลากซุง ลากไม้ ลากหิน ลากผา (๒) อาชีพทำผ้าหม้อห้อม ที่มา https://www.thaipbs.or.th/program/Tuktid/watch/aEoV6K
๓๗ อ้างอิง ๑ Silpawattanatham – ศิลปวัฒนธรรม. ๒๕๖๓. "...เพราะฉันคือคนไทย แล้วคน 'ไทย' แปลว่า 'อิสระ' ฉันไม่ยอมไปเป็นทาสคุณหรอกค่ะ..." เข้าถึงข้อมูลได้จาก https://www.facebook.com/ SilpaWattanatham/photos/a.140180076111393/2787706684692039/?type=3 วันที่สืบค้นข้อมูล ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖. ๒ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.). ม.ป.พ. ข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). เข้าถึงข้อมูลได้จาก https://data.go.th/mk/dataset/ ethnic-groups วันที่สืบค้นข้อมูล ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖. ๓ The Active. ๒๕๖๔. รู้จัก ‘ชนเผ่า’ ในไทย | 6 เรื่องราว เติมฝัน เติมไฟ ความเป็นมนุษย์เท่ากัน. เข้าถึงข้อมูลได้จาก https://theactive.net/data/get-to-know-the-indigenous-peoples-of- thailand/#:~:text= วันที่สืบค้นข้อมูล ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖. ๔ ผศ.ดร.เอกรินทร์ พึ่งประชา. ม.ป.พ. “กลุ่มชาติพันธุ์ : ภูไท”. กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย. เข้าถึง ข้อมูลได้จากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) https://www.sac.or.th/databases/ ethnic-groups/ethnicGroups/81 วันที่สืบค้นข้อมูล ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖. ๕ อีสานร้อยแปด. ๒๕๖๑. ฟ้อนภูไท ๓ เผ่า. เข้าถึงข้อมูลได้จาก https://esan108.com/ วันที่สืบค้น ข้อมูล ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖. ๖ อ้ายเติ่ง. ๒๕๖๑. เชิญเที่ยวงานวันผู้ไทโลกครั้งที่ 9 ที่อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม. เข้าถึงข้อมูล ได้จาก https://board.postjung.com/1064472 วันที่สืบค้นข้อมูล ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖. ๗ วัลยา นามธรรม. ม.ป.พ. “กลุ่มชาติพันธุ์ : ภูไท”. กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย. เข้าถึงข้อมูลได้จาก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) https://www.sac.or.th/databases/ethnic- groups/ethnicGroups/81 วันที่สืบค้นข้อมูล ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖. ๘ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ม.ป.พ. ชาวไทยพวน. เข้าถึงข้อมูลได้จาก https://www. stou.ac.th/Offices/rdec/nakornnayok/Main/OnlineExhibitions/Thaiphun/Story Main.html วันที่สืบค้นข้อมูล ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖. ๙ อีสานร้อยแปด. ๒๕๖๑. การฟ้อนไทพวน. เข้าถึงข้อมูลได้จาก https://esan108.com/ วันที่สืบค้น ข้อมูล ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖.